Category: ท่องเที่ยว

  • ตำรวจท่องเที่ยว มอบ ‘ของขวัญชิ้นเล็ก ความอุ่นใจชิ้นใหญ่’ ยกระดับความปลอดภัยรับปีใหม่ 2569 | เดลินิวส์

    ตำรวจท่องเที่ยว มอบ ‘ของขวัญชิ้นเล็ก ความอุ่นใจชิ้นใหญ่’ ยกระดับความปลอดภัยรับปีใหม่ 2569 | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ขานรับนโยบายและข้อสั่งการของนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เดินหน้ายกระดับมาตรการดูแลความปลอดภัยประชาชนและนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ พ.ศ.2569

    ภายใต้แนวคิด “ของขวัญชิ้นเล็ก ความอุ่นใจชิ้นใหญ่” พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (ผบช.ทท.) สั่งการให้หน่วยในสังกัดดูแลความปลอดภัยในแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่จัดงานปีใหม่ทั่วประเทศอย่างเข้มข้น พร้อมอำนวยความสะดวกและช่วยเหลือนักท่องเที่ยว ผ่าน “ของขวัญปีใหม่” จากตำรวจท่องเที่ยว ได้แก่

    1.ศูนย์คอมมานด์เซ็นเตอร์ สายด่วน 1155 พร้อมช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง
    2.TPB Application รับแจ้งเหตุ ขอความช่วยเหลือ และค้นหาตำรวจท่องเที่ยวใกล้ตัว
    3.รถโมบายตำรวจท่องเที่ยว (Tourist Police Mobile Stations) กำลังเคลื่อนที่เชิงรุก ดูแลความปลอดภัยครอบคลุมแหล่งท่องเที่ยวและจุดจัดงานปีใหม่สำคัญทั่วประเทศ
    4.โครงการชุมชนท่องเที่ยวสีขาว (ปลอดภัยยาเสพติด) ความร่วมมือระหว่างตำรวจ ชุมชน และผู้ประกอบการ เฝ้าระวังและป้องกันปัญหายาเสพติด สร้างแหล่งท่องเที่ยวที่ปลอดภัย

    พล.ต.ท.ศักย์ศิรา กล่าวว่า ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและพี่น้องประชาชนทุกคน คือความสุขของเรา พร้อมปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อให้การท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นไปด้วยความสุขและปลอดภัย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5458249/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aaYRwOVpCA1RREY2zSA9F

  • โพลชี้ การใช้เวลากับ “ครอบครัว-คนรัก-เพื่อน” ทำให้มีความสุขที่สุดในช่วงปีใหม่

    โพลชี้ การใช้เวลากับ “ครอบครัว-คนรัก-เพื่อน” ทำให้มีความสุขที่สุดในช่วงปีใหม่

    “นอร์ทแบงค็อกโพล” เผยผลการสำรวจความคิด ชี้การได้ใช้เวลาร่วมกับ “ครอบครัว-คนรัก-เพื่อน” ทำให้มีความสุขที่สุดในช่วงปีใหม่นี้

    ผศ.ดร.สานิต ศิริวิศิษฐ์กุล หัวหน้าศูนย์สำรวจความคิดเห็น นอร์ทแบงค็อกโพล มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ เปิดเผยว่า จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ระหว่างวันที่ 14-28 ธันวาคม 2568 จากจำนวน 1,020 ตัวอย่าง จากกลุ่มตัวอย่างทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ในประเด็น “มองใหม่ เริ่มใหม่ ปีใหม่ 2569 ความหวังและความกังวลของคนไทย”

    สิ่งใดที่ทำให้รู้สึกมีความสุขที่สุดในช่วงปีใหม่นี้?

    • การได้ใช้เวลาร่วมกับครอบครัว คนรัก หรือเพื่อน ร้อยละ 83.60
    • สุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตที่ดี ร้อยละ 61.20
    • การได้หยุดพักผ่อนยาวๆ หรือออกเดินทางท่องเที่ยว ร้อยละ 55.20
    • การได้พักจากงานหรือความเครียดตลอดทั้งปี ร้อยละ 49.30
    • ความหวัง พลังใจ และกำลังใจต่อปีใหม่ที่จะมาถึง ร้อยละ 41.80
    • ความมั่นคงทางการเงินในช่วงปลายปี ร้อยละ 32.80
    • การทำบุญ ทำกิจกรรมอาสา หรือช่วยเหลือผู้อื่น ร้อยละ 26.90
    • บรรยากาศรื่นเริงของเทศกาลปีใหม่ ร้อยละ 25.40

    สิ่งใดที่ลดทอนความสุข ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้?

    • สถานการณ์การเมืองหรือข่าวสารบ้านเมืองที่สร้างความตึงเครียด ร้อยละ 58.20
    • ภาระหนี้สินหรือภาระทางการเงินที่ต้องรับผิดชอบในช่วงสิ้นปี ร้อยละ 41.80
    • ความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศ หรือความมั่นคงทางการงานในปีหน้า ร้อยละ 40.30
    • ค่าครองชีพสูง เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง หรือค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ร้อยละ 35.80
    • การจราจรติดขัด คนหนาแน่น หรือความยุ่งยากในการเดินทางกลับภูมิลำเนา/ท่องเที่ยว ร้อยละ 32.60
    • ภาระงานจำนวนมาก ทำให้ไม่มีเวลาพักผ่อนหรือไม่ได้หยุดในช่วงเทศกาล ร้อยละ 28.40
    • สุขภาพของตนเองที่ไม่แข็งแรง หรือการต้องดูแลสมาชิกในครอบครัวที่มีปัญหาสุขภาพ ร้อยละ 26.20
    • ปัญหาความสัมพันธ์ส่วนตัว เช่น ความขัดแย้งในครอบครัว ความเหงา หรือความไม่ลงรอยกับคู่รัก ร้อยละ 24.80
    • ความกังวลเรื่องอุบัติเหตุทางถนน หรือความปลอดภัยในช่วงปีใหม่ ร้อยละ 22.60
    • ความรู้สึกเปลี่ยวเหงา ไม่มีเพื่อนหรือครอบครัวร่วมฉลอง ร้อยละ 14.90
    • ความกดดันจากสังคมหรือครอบครัวให้ประสบความสำเร็จในปีใหม่ ร้อยละ 10.40

    ปีหน้าตั้งใจจะเริ่ม/เปลี่ยนแปลงข้อใดบ้าง

    • ดูแลสุขภาพ/ออกกำลังกายมากขึ้น ร้อยละ 79.10
    • ออมเงิน/จัดการการเงินดีขึ้น ร้อยละ 56.70
    • ลดการใช้จ่าย/ประหยัดมากขึ้น ร้อยละ 55.20
    • เรียนรู้ทักษะใหม่/เรียนต่อ ร้อยละ 53.70
    • ใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น ร้อยละ 47.80
    • ทำกิจกรรมจิตอาสาหรือช่วยชุมชน ร้อยละ 28.40
    • หางานใหม่/เปลี่ยนอาชีพ ร้อยละ 22.40
    • เลิกพฤติกรรมเสี่ยง (สูบบุหรี่/การพนัน/ดื่มหนัก) ร้อยละ 14.90

    คิดว่าประเด็นใหญ่ของปี 2569 ที่จะกระทบต่อสังคมไทยมากที่สุดคืออะไร

    • การเมือง ความขัดแย้งทางสังคม ร้อยละ 38.80
    • ภาวะเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ รายได้ ร้อยละ 28.40
    • ค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือน ร้อยละ 10.40
    • ภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ร้อยละ 9.00
    • ปัญหาสุขภาพ/โรคระบาด ร้อยละ 6.00
    • ความมั่นคงด้านพลังงาน/ราคาน้ำมัน ร้อยละ 4.40
    • เทคโนโลยี/AI และผลกระทบต่อการทำงาน ร้อยละ 3.00

    อยากเห็นประเทศไทยพัฒนา/เปลี่ยนแปลงด้านใดมากที่สุด ในปี พ.ศ. 2569

    • เศรษฐกิจและค่าครองชีพ ร้อยละ 37.90
    • การเมือง การบริหาร และความโปร่งใสภาครัฐ ร้อยละ 31.80
    • การศึกษาและการพัฒนาทักษะคนไทย ร้อยละ 13.60
    • สาธารณสุขและระบบดูแลสุขภาพ ร้อยละ 8.50
    • สังคม คุณภาพชีวิต และความปลอดภัย ร้อยละ 6.70
    • คมนาคม โครงสร้างพื้นฐาน และสิ่งแวดล้อม ร้อยละ 1.50

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2905086&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vIQiaGihGZk5YMwBryeS3

  • “กัมพูชา” ดึงบอยแบนด์เกาหลีใต้ “N-CHIVE” โปรโมตการท่องเที่ยว กู้ภาพลักษณ์ “ปลอดภัย-น่าเที่ยว”

    “กัมพูชา” ดึงบอยแบนด์เกาหลีใต้ “N-CHIVE” โปรโมตการท่องเที่ยว กู้ภาพลักษณ์ “ปลอดภัย-น่าเที่ยว”

    “กัมพูชา” รุกหนัก ดึงวง “N-CHIVE” บอยแบนด์ดาวรุ่งจากเกาหลีใต้ มาช่วยเป็นกระบอกเสียงโปรโมตการท่องเที่ยวของกัมพูชาชู เน้นจุดขายความปลอดภัยและมิตรภาพที่อบอุ่น หวังดึงแฟนคลับเกาหลีใต้และทั่วโลกตามรอยดนตรีสู่กรุงพนมเปญ

    เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นาย ฮวด ฮัก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว ได้ต้อนรับคณะผู้บริหารจาก K’VE Entertainment และสมาชิกวง N-CHIVE ทั้ง 6 คน เพื่อหารือเกี่ยวกับการจัดทัวร์คอนเสิร์ตเชิงท่องเที่ยว ในกรุงพนมเปญ ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ใหม่ในการใช้ Soft Power ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    เว็บไซต์ข่าว Khmer Times ของกัมพูชารายงานว่า สมาชิกวง N-CHIVE ซึ่งกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในเกาหลีใต้ เปิดเผยเหตุผลที่เลือกกลับมาเยือนกัมพูชาอีกครั้งว่า พวกเขาเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมในเรื่องความมั่นคงและความปลอดภัยของที่นี่ ตลอดจนประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้รับจากการต้อนรับที่อบอุ่นของชาวกัมพูชา นอกจากนี้ ทางวงยังได้ชื่นชมความหลากหลายและความมีชีวิตชีวาของแหล่งท่องเที่ยวในกัมพูชา โดยระบุว่าการมาเยือนและการแสดงครั้งก่อนๆ เป็นสิ่งที่น่าจดจำและสร้างแรงบันดาลใจอย่างมาก

    ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีท่องเที่ยวของกัมพูชา ได้แสดงความชื่นชมต่อความคิดริเริ่มของ K’VE Entertainment โดยระบุว่าบริษัทมีความเข้าใจอย่างชัดเจนเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมือง โอกาสทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางสังคม และระเบียบวินัยในกัมพูชา พร้อมทั้งยืนยันความมุ่งมั่นของรัฐบาลกัมพูชาในการรับประกันความปลอดภัยให้แก่ทั้งนักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างชาติ

    นอกจากนี้ รัฐมนตรีฯ ยังได้กล่าวขอบคุณวง N-CHIVE ที่มอบความไว้วางใจให้กับกัมพูชา และประกาศว่าจะให้การสนับสนุนพวกเขาช่วยส่งต่อภาพลักษณ์ด้านความมั่นคง เสถียรภาพทางสังคม ศักยภาพการท่องเที่ยว และมิตรภาพที่อบอุ่นของกัมพูชาต่อชาวเกาหลีและผู้ชมทั่วโลก โดยเน้นย้ำว่าความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและดนตรีนี้ สอดคล้องกับความพยายามของรัฐบาลที่จะยกระดับกัมพูชาให้เป็นจุดหมายปลายทางที่ต้อนรับและเชื่อถือได้ในเวทีระดับสากล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/international/morning/454150&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ovWWrVnepWq9XV04X_YZ4

  • สำนักอุทยานฯ ตรวจความพร้อมรับนักท่องเที่ยวปีใหม่ ภูหินร่องกล้า | เดลินิวส์

    สำนักอุทยานฯ ตรวจความพร้อมรับนักท่องเที่ยวปีใหม่ ภูหินร่องกล้า | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. นางสายสุดใจ ชุนเชาวฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พร้อมด้วย นายทศพร ปภากุล ผู้อำนวยการส่วนอุทยานแห่งชาติ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 11 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการเตรียมความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ณ โครงการพัฒนาป่าไม้ตามแนวพระราชดำริ ภูหินร่องกล้า เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย การบริการ และการท่องเที่ยวเชิงคุณค่าในการลงพื้นที่ครั้งนี้ มี นายสุภัท จันทร์ลา หัวหน้าโครงการพัฒนาป่าไม้ตามแนวพระราชดำริ ภูหินร่องกล้า ให้การต้อนรับและนำคณะผู้บริหารเยี่ยมชมจุดสำคัญภายในโครงการ เริ่มจาก “ห้องสมุดใต้ร่มพระบารมี” แหล่งรวบรวมหนังสือทรงคุณค่าและองค์ความรู้ด้านป่าไม้ สิ่งแวดล้อม และพระราชดำริ ซึ่งถูกพัฒนาให้เป็นพื้นที่เรียนรู้สำหรับนักท่องเที่ยว เยาวชน และประชาชนทั่วไป

    จากนั้น คณะได้ร่วม ชิม “กาแฟพบรัก” ผลผลิตจากแปลงกาแฟสายพันธุ์อาราบิก้า บนแปลงสาธิตของโครงการฯ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการต่อยอดทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน สร้างรายได้และอัตลักษณ์ให้กับพื้นที่ควบคู่กับการอนุรักษ์

    นางสายสุดใจ กล่าวว่า วันนี้ มีโอกาสได้เดินทาง มาที่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าจังหวัดพิษณุโลกเพื่อมาให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ของกรมอุทยาน โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่ต้องให้บริการ นักท่องเที่ยวในช่วงปีใหม่  ซึ่งทางกรมอุทยานก็อยากตอบแทนให้กับประชาชน ถือเป็นของขวัญปีใหม่ ก็อยากจะขอเชิญชวนให้คนไทย มาท่องเที่ยว ในพื้นที่อุทยานซึ่งเป็นสมบัติของพวกท่าน สมบัติของชาติที่เราสงวนและรักษาไว้ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ แล้วก็มาร่วมกันเสพอากาศบริสุทธิ์ ภายใต้การกำกับดูแลของหัวหน้าอุทยานแห่งชาติ และน้องๆ ที่เป็นเจ้าหน้าที่ของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช  ซึ่งบริเวณพื้นที่อุทยาน หลายแห่ง ก็เป็น พื้นที่ยอดนิยม ของนักท่องเที่ยว มีความเจริญเติบโต อย่างปีที่แล้ว เราสามารถเก็บรายได้ถึง 13 ล้าน  ตอนนี้เริ่ม 2 เดือนเราเก็บได้  2 ล้าน คาดว่าสิ้นเราน่าจะมีรายได้เกิน 13  ล้าน

    ก่อนเดินทางกลับ คณะผู้บริหารยังได้เยี่ยมชม ทุ่งดอกกระดาษบริเวณใต้หน้าผาพบรัก จุดชมวิวและแลนด์มาร์กสำคัญที่กำลังเป็นที่นิยมในช่วงฤดูหนาวและเทศกาลท่องเที่ยว สะท้อนศักยภาพของภูหินร่องกล้าในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและการเรียนรู้ที่ครบวงจร การตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวของโครงการพัฒนาป่าไม้ตามแนวพระราชดำริ ภูหินร่องกล้า เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 อย่างมีคุณภาพ ควบคู่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5452881/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Amfef0tp5FREbZD1niFD4

  • MPI เดือน พ.ย. หดตัว 4.24%YoY รับผลกระทบชายแดน-น้ำท่วม-บาทแข็ง-ท่องเที่ยวชะลอ

    MPI เดือน พ.ย. หดตัว 4.24%YoY รับผลกระทบชายแดน-น้ำท่วม-บาทแข็ง-ท่องเที่ยวชะลอ

    สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) แถลงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือน พ.ย.68 อยู่ที่ระดับ 90.54 หดตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 4.24% และหดตัว 4.39% จากเดือน ต.ค.68

    ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิต (CapU) ในเดือน พ.ย.68 อยู่ที่ 55.49 ลดลงจาก 57.81 ในเดือน ต.ค.68

    โดยมีปัจจัยกดดันจากการผลิตอุตสาหกรรมปิโตรเลียมลดลง, เงินบาทแข็งค่า, สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา, สถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ และนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศปรับตัวลดลงต่อเนื่อง

    ขณะที่มีปัจจัยหนุน ได้แก่ การผลิตรถยนต์ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 เนื่องจากผู้ประกอบการต้องผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อชด

    MPI เดือน พ.ย. หดตัว 4.24%YoY รับผลกระทบชายแดน-น้ำท่วม-บาทแข็ง-ท่องเที่ยวชะลอ

    เชยการนำเข้าในปีที่ผ่านมา การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 และมาตรการสำคัญของรัฐบาล เช่น โครงการคนละครึ่งพลัสและเที่ยวดีมีคืน เป็นต้น

    *อุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีฯ ในเดือน พ.ย.68 ได้แก่

    – น้ำมันปาล์ม ขยายตัว 40.79% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มดิบ และน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ตามปริมาณผลปาล์มที่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นจากปริมาณฝนและสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย

    – ชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัว 6.40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลิตภัณฑ์ Printed Circuit

    Board Assembly (PCBA) ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ และ IC เป็นหลัก ตามการเติบโตของตลาเซมิคอนดักเตอร์โลก

    – น้ำตาล ขยายตัว 165.52% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลิตภัณฑ์น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ และน้ำตาลทรายขาว เป็น

    หลัก ตามปริมาณอ้อยเข้าหีบมากขึ้นกว่าปีก่อนเนื่องจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย และราคาอ้อยในฤดูกาลผลิต 2566/67 มีราคาสูง จูงใจให้เกษตรกรขยายพื้นที่เพาะปลูก

    *อุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลลบต่อดัชนีฯ ในเดือน พ.ย.68 ได้แก่

    – ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม ลดลง 13.52% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลิตภัณฑ์น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา

    และน้ำมันเครื่องบิน เป็นหลัก เนื่องจากผู้ผลิตบางรายหยุดผลิตชั่วคราวเพื่อซ่อมบำรุงใหญ่

    – เครื่องจักรอื่น ๆ ที่ใช้งานทั่วไป ลดลง 25.66% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศ เป็น

    หลัก เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศที่ชะลอตัว และมีสินค้านำเข้าราคาถูกจากจีน

    – ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ ลดลง 8.35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลิตภัณฑ์ถุงมือยางทางการแพทย์ และยางแท่ง เป็น

    หลัก ตามปริมาณน้ำยางออกสู่ตลาดลดลงจากอุทกภัยทางภาคใต้

    นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการ สศอ. กล่าวว่า ดัชนีฯ MPI ในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-พ.ย.) หดตัว -1.09% ต่ำกว่าเป้าหมายที่คาดว่าจะหดตัว -1.0% แต่แนวโน้มหลังจากนี้คาดว่าจะที่ดีขึ้น โดยจะกลับมาขยายตัว 1-2% ในปี 69

    สำหรับการเตือนภัยด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทยเดือน ธ.ค.68 “ส่งสัญญาณเฝ้าระวัง” โดยปัจจัยในประเทศ

    อยู่ในวัฏจักรขาลงและมีภาวะต้องเฝ้าระวังโดยปัจจัยด้านการลงทุนภาคเอกชนยังคงหดตัวสูงต่อเนื่อง ขณะที่การบริโภคในประเทศได้รับผลดีจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ด้านปัจจัยต่างประเทศส่งสัญญาณเฝ้าระวังลดลงตามการส่งออกของจีนและออสเตรเลียที่ขยายตัว ขณะที่การผลิตของสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และอาเซียนยังคงต้องเฝ้าระวัง

    • แนวโน้มภาคอุตสาหกรรมในปี 2569

    สศอ. ประเมินว่าอุตสาหกรรมดาวเด่นยังคงเป็นกลุ่มที่ได้รับแรงหนุนจากโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ของโลก ได้แก่

    – อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

    – อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วน (xEV)

    – อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง (HDD)

    – อุตสาหกรรมอาหาร

    – อุตสาหกรรมอาหารสัตว์สำเร็จรูป

    ขณะที่อุตสาหกรรมที่ต้องเร่งปรับตัว ได้แก่

    – อุตสาหกรรมยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE)

    – อุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม

    – อุตสาหกรรมสิ่งทอ

    – อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าขั้นมูลฐาน

    – อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และส่วนประกอบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq03/12777568&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DuR7m8QhCJOVy-VN5EskL

  • “ใช้จ่ายเพื่อบริโภค-ท่องเที่ยว” แรงส่งสำคัญดัชนี ศก.ภูมิภาค พ.ย.ขยายตัว : อินโฟเควสท์

    “ใช้จ่ายเพื่อบริโภค-ท่องเที่ยว” แรงส่งสำคัญดัชนี ศก.ภูมิภาค พ.ย.ขยายตัว : อินโฟเควสท์

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจภูมิภาค ประจำเดือนพ.ย. 68 มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค โดยเฉพาะ กทม. และปริมณฑล ภาคกลาง และภาคเหนือ ขณะที่การท่องเที่ยวยังขยายตัวได้ในภาคเหนือ

    * ภาคเหนือ

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการ และการท่องเที่ยวที่ขยายตัว อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ขยายตัวที่ 6.0% และ 0.6% ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรหดตัวที่ -22.3% และ -16.6% ต่อปี ตามลำดับ แต่ขยายตัวที่ 0.6% และ 0.3% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ตามลำดับ ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 54.0 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 52.5

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -54.5% และ -67.5% ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการขยายตัวที่ 208.7% ต่อปี โดยเป็นการลงทุนในโรงงานผลิตแอสฟัลท์ติกคอนกรีตในจังหวัดเชียงใหม่ เป็นสำคัญ

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 88.5 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 85.1 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัวที่ 4.2% และ 5.0% ต่อปี ตามลำดับ

    *กทม. และปริมณฑล

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค และเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการที่ขยายตัว อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 7.5% และ 16.3% ต่อปี ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรหดตัวที่ -6.4% และ -24.1% ต่อปี ตามลำดับ ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 52.5 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 50.7

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -31.0% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 30.9% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล อย่างไรก็ตาม จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัวที่ -30.1% ต่อปี ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการขยายตัวที่ 36.9% ต่อปี โดยเป็นการลงทุนในโรงงานฆ่าและชำแหละชิ้นส่วนไก่ ในจังหวัดนครปฐม เป็นสำคัญ

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 98.4 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 95.0 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัวที่ 0.2% ต่อปี อย่างไรก็ตาม รายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -2.7% ต่อปี

    *ภาคกลาง

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภคที่ขยายตัว อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ ขยายตัวที่ 7.1% ต่อปี อย่างไรก็ตาม จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกร หดตัวที่ -15.4% -9.4% และ -17.6% ต่อปี ตามลำดับ ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 52.6 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 51.0

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัวที่ -41.1% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 3.3% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม จำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ หดตัวที่ -74.8% ต่อปี และเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 98.4 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 95.0 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -1.1% และ -0.7% ต่อปี ตามลำดับ

    *ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค และเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการที่ขยายตัว อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวลดลง โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 5.9% และ 0.6% ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่รายได้เกษตรกรหดตัวที่ -9.8% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 11.1% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าอย่างไรก็ตาม จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -14.9% ต่อปี ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 56.3 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 54.8

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -51.7% และ -66.1% ต่อปี ตามลำดับ ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการขยายตัวที่ 223.8% ต่อปี โดยเป็นการลงทุนในโรงงานผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินในจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นสำคัญ

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 67.6 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 68.7 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน หดตัวที่ -1.2% และ -1.9% ต่อปี ตามลำดับ

    *ภาคตะวันออก

    มีปัจจัยสนับสนุนจากเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการที่ขยายตัว อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ขยายตัวที่ 15.0% ต่อปี อย่างไรก็ตาม การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกร หดตัวที่ -8.9% -0.1% และ -8.2% ต่อปี ตามลำดับ ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 55.9 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 54.2

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -22.9% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 7.8% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม จำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ หดตัวที่ -69.7% ต่อปี ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการ ขยายตัวที่ 81.7% ต่อปี โดยเป็นการลงทุนในโรงงานผลิตชิ้นส่วนสำหรับอุตสาหกรรมแผ่นพิมพ์วงจรอิเล็กทรอนิกส์ ในจังหวัดปราจีนบุรี เป็นสำคัญ

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 91.6 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 88.2 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -4.8% และ -5.6% ต่อปี ตามลำดับ

    *ภาคตะวันตก

    การบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาคเอกชนหดตัว อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรหดตัวที่ -9.4% -12.0% -11.2% และ -15.0% ต่อปี ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 52.6 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 51.0

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -36.0% และ -62.3% ต่อปี ตามลำดับ เช่นเดียวกับเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 98.4 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 95.0 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 0.7% ต่อปี อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -0.2% ต่อปี

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/557325&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hghmAoDUWfhfcHsM7Aab-

  • “ใช้จ่ายเพื่อบริโภค-ท่องเที่ยว” แรงส่งสำคัญดัชนี ศก.ภูมิภาค พ.ย.ขยายตัว : อินโฟเควสท์

    “ใช้จ่ายเพื่อบริโภค-ท่องเที่ยว” แรงส่งสำคัญดัชนี ศก.ภูมิภาค พ.ย.ขยายตัว : อินโฟเควสท์

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจภูมิภาค ประจำเดือนพ.ย. 68 มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค โดยเฉพาะ กทม. และปริมณฑล ภาคกลาง และภาคเหนือ ขณะที่การท่องเที่ยวยังขยายตัวได้ในภาคเหนือ

    * ภาคเหนือ

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการ และการท่องเที่ยวที่ขยายตัว อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ขยายตัวที่ 6.0% และ 0.6% ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรหดตัวที่ -22.3% และ -16.6% ต่อปี ตามลำดับ แต่ขยายตัวที่ 0.6% และ 0.3% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ตามลำดับ ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 54.0 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 52.5

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -54.5% และ -67.5% ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการขยายตัวที่ 208.7% ต่อปี โดยเป็นการลงทุนในโรงงานผลิตแอสฟัลท์ติกคอนกรีตในจังหวัดเชียงใหม่ เป็นสำคัญ

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 88.5 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 85.1 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัวที่ 4.2% และ 5.0% ต่อปี ตามลำดับ

    *กทม. และปริมณฑล

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค และเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการที่ขยายตัว อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 7.5% และ 16.3% ต่อปี ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรหดตัวที่ -6.4% และ -24.1% ต่อปี ตามลำดับ ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 52.5 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 50.7

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -31.0% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 30.9% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล อย่างไรก็ตาม จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัวที่ -30.1% ต่อปี ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการขยายตัวที่ 36.9% ต่อปี โดยเป็นการลงทุนในโรงงานฆ่าและชำแหละชิ้นส่วนไก่ ในจังหวัดนครปฐม เป็นสำคัญ

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 98.4 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 95.0 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัวที่ 0.2% ต่อปี อย่างไรก็ตาม รายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -2.7% ต่อปี

    *ภาคกลาง

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภคที่ขยายตัว อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ ขยายตัวที่ 7.1% ต่อปี อย่างไรก็ตาม จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกร หดตัวที่ -15.4% -9.4% และ -17.6% ต่อปี ตามลำดับ ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 52.6 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 51.0

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัวที่ -41.1% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 3.3% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม จำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ หดตัวที่ -74.8% ต่อปี และเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 98.4 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 95.0 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -1.1% และ -0.7% ต่อปี ตามลำดับ

    *ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค และเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการที่ขยายตัว อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวลดลง โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ 5.9% และ 0.6% ต่อปี ตามลำดับ ขณะที่รายได้เกษตรกรหดตัวที่ -9.8% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 11.1% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าอย่างไรก็ตาม จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -14.9% ต่อปี ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 56.3 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 54.8

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -51.7% และ -66.1% ต่อปี ตามลำดับ ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการขยายตัวที่ 223.8% ต่อปี โดยเป็นการลงทุนในโรงงานผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินในจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นสำคัญ

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 67.6 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 68.7 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน หดตัวที่ -1.2% และ -1.9% ต่อปี ตามลำดับ

    *ภาคตะวันออก

    มีปัจจัยสนับสนุนจากเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการที่ขยายตัว อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ขยายตัวที่ 15.0% ต่อปี อย่างไรก็ตาม การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกร หดตัวที่ -8.9% -0.1% และ -8.2% ต่อปี ตามลำดับ ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 55.9 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 54.2

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -22.9% ต่อปี แต่ขยายตัวที่ 7.8% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม จำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ หดตัวที่ -69.7% ต่อปี ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการ ขยายตัวที่ 81.7% ต่อปี โดยเป็นการลงทุนในโรงงานผลิตชิ้นส่วนสำหรับอุตสาหกรรมแผ่นพิมพ์วงจรอิเล็กทรอนิกส์ ในจังหวัดปราจีนบุรี เป็นสำคัญ

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 91.6 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 88.2 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -4.8% และ -5.6% ต่อปี ตามลำดับ

    *ภาคตะวันตก

    การบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาคเอกชนหดตัว อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรหดตัวที่ -9.4% -12.0% -11.2% และ -15.0% ต่อปี ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 52.6 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 51.0

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ -36.0% และ -62.3% ต่อปี ตามลำดับ เช่นเดียวกับเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 98.4 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 95.0 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ 0.7% ต่อปี อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ -0.2% ต่อปี

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRBS0IQEWQ0DJR5SRFK0PH5MLY5884UO&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MY4bvpRJOS7ZNJMuUF1ya

  • ท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ลงทุนพุ่ง – 3 กลุ่ม เงินทุนหมุนเวียนสูง

    ท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ลงทุนพุ่ง – 3 กลุ่ม เงินทุนหมุนเวียนสูง

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ประเมินทิศทางท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ หลังตลาดเริ่มปรับฐาน ชี้ยังมีศักยภาพสูง แม้จำนวนจดทะเบียนใหม่ ปี 68 ชะลอ แต่เงินลงทุนต่อราย และผลประกอบการยังเติบโตต่อเนื่อง

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้วิเคราะห์ ‘ธุรกิจท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์’ (Experiential Tourism) พบว่า ธุรกิจนี้ถือเป็นเทรนด์การท่องเที่ยวสำคัญของนักเดินทางยุคใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับการสัมผัสประสบการณ์จริง เรียนรู้วัฒนธรรม วิถีชีวิต และธรรมชาติ มากกว่าการท่องเที่ยวแบบเดิม 

    จากการวิเคราะห์ข้อมูลการจัดตั้งธุรกิจท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ช่วงหลังสถานการณ์โควิด (ปี 2565-2566) พบว่า มีจำนวนธุรกิจตั้งใหม่และเงินลงทุนเพิ่มขึ้นมากขึ้น และช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2563-2567) มีอัตราการเติบโต ของธุรกิจเฉลี่ยอยู่ที่ 1,040 รายต่อปี ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก จึงทำให้ไม่ได้เติบโตแบบก้าวกระโดดขณะที่ปี 2567 เริ่มเข้าสู่ช่วงปรับฐาน

    ท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ลงทุนพุ่ง - 3 กลุ่ม เงินทุนหมุนเวียนสูง

    จดทะเบียนใหม่ลด แต่เงินลงทุนยังพุ่ง

    นายพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า ช่วง 11 เดือนที่ผ่านมาของปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) มีการจดทะเบียนนิติบุคคลตั้งใหม่ 1,193 ราย ลดลง 241 ราย คิดเป็น 17% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (1,434 ราย) และมีมูลค่าทุนจดทะเบียน 2,104 ล้านบาท ลดลง 489 ล้านบาท คิดเป็น 19% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (2,593 ล้านบาท)

    เมื่อวิเคราะห์ถึงการเติบโตของธุรกิจพบว่า แม้จำนวนนิติบุคคลที่จัดตั้งใหม่จะปรับลดลง แต่สัดส่วนเงินลงทุนต่อรายยังอยู่ในระดับสูง สะท้อนถึงทุนจดทะเบียน ของธุรกิจรายเล็กที่ยังมีทิศทางเพิ่มขึ้น รวมถึงธุรกิจที่มีศักยภาพกำลังเข้ามาสู่ตลาดมากขึ้น

    “ด้านผลประกอบการ 3 ปีย้อนหลัง (ปี 2565-2567) พบแนวโน้มเชิงบวกทั้งในส่วนของรายได้และกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ตอกย้ำว่า ธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ยังสามารถเติบโตต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจยังเผชิญความท้าทายด้านต่างๆ เช่น ต้นทุนทางธุรกิจที่สูงขึ้น พฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว และการแข่งขันด้านคอนเทนต์ออนไลน์ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยบางส่วนต้องเร่งปรับตัว”  

    ท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ลงทุนพุ่ง - 3 กลุ่ม เงินทุนหมุนเวียนสูง

    3 กลุ่มธุรกิจ เงินทุนหมุนเวียนสูง

    ปัจจุบัน ประเทศไทยมีนิติบุคคลที่ดำเนินธุรกิจท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์รวม 13,691 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียนจำนวน 55,447 ล้านบาท โดยธุรกิจหลักประกอบด้วย

    • กลุ่มธุรกิจจัดนำเที่ยว
    • กลุ่มตัวแทนธุรกิจการเดินทาง
    • กลุ่มที่พักแรมระยะสั้น

    ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีจำนวนผู้ประกอบการและเงินทุนหมุนเวียนสูงที่สุด สะท้อนบทบาทของภาคธุรกิจท่องเที่ยวต่อระบบเศรษฐกิจไทย และการเชื่อมโยงไปยังธุรกิจอื่นๆ อาทิ ที่พัก ร้านอาหาร การขนส่ง และสินค้าชุมชน

    ทั้งนี้เทรนด์การท่องเที่ยวโลกชี้ชัดว่า นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับการเดินทางเพื่อพักผ่อน การท่องเที่ยวเชิงอาหาร การเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่น รวมถึงการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ (Wellness) ควบคู่กับกระแสการเที่ยวเมืองรอง ทริปสั้นแต่บ่อย และการเลือกที่พักรูปแบบใหม่ที่สะท้อนอัตลักษณ์พื้นที่ ซึ่งล้วนเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการไทยในการพัฒนาประสบการณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างและยั่งยืน

    “ผู้ประกอบการในธุรกิจท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์จึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัวให้สอดคล้องกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลง พัฒนาคุณภาพบริการและมาตรฐานธุรกิจ ควบคู่กับการใช้การตลาดออนไลน์ คอนเทนต์ และแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเน้นสร้างความร่วมมือกับชุมชนเพื่อยกระดับการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก และคว้าโอกาสสำคัญที่ธุรกิจนี้ยังมีช่องว่างอีกมากให้ธุรกิจหน้าใหม่เข้ามาแข่งขันต่อไป” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/735731&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ev05A8FyOXhlFXrBOTKde

  • วิริยะประกันภัย ร่วมขับเคลื่อนสังคมปลอดภัย ลดอุบัติช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569

    วิริยะประกันภัย ร่วมขับเคลื่อนสังคมปลอดภัย ลดอุบัติช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569

    วันนี้, 11:38น.

      นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้เกียรติเป็นประธานเปิดกิจกรรมรณรงค์โครงการ “ปีใหม่ปลอดภัย ร่วมใจลดอุบัติเหตุทางถนน” ถวายเป็นพระราชกุศลพระพันปีหลวง ซึ่งบริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดย นายพงศ์พันธ์ ประภาศิริลักษณ์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร ร่วมเป็นเกียรติในพิธี ในฐานะที่บริษัทฯ ร่วมสนับสนุนการจัดกิจกรรมดังกล่าว พร้อมนำกลุ่มวิริยะจิตอาสา เดินขบวนรณรงค์ “ง่วงไม่ขับ เมาไม่ขับ ขับไม่โทร” เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน และเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ยานพาหนะมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้จัดกิจกรรมเกมส์สอดแทรกความรู้เกี่ยวกับวินัยทางการจราจร พร้อมมอบของที่ระลึกแทนความห่วงใยให้แก่ประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยว โดยมุ่งหวังให้ทุกการเดินทางในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ ดำเนินไปอย่างปลอดภัยและห่างไกลจากอุบัติเหตุ ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ (สถานีกลางบางซื่อ) แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

       สำหรับ โครงการ “ปีใหม่ปลอดภัย ร่วมใจลดอุบัติเหตุทางถนน” ถวายเป็นพระราชกุศลพระพันปีหลวง มูลนิธิเมาไม่ขับ ร่วมกับภาคีเครือข่ายรณรงค์ลดอุบัติเหตุเมาไม่ขับ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จัดขึ้นเพื่อผนึกกำลังสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน และลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุในช่วงเทศกาล วิริยะประกันภัยในฐานะภาคีเครือข่ายภาคเอกชน จึงได้ให้การสนับสนุนกิจกรรมดังกล่าว พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับมูลนิธิเมาไม่ขับ ร่วมขับเคลื่อนแนวทางการสร้างความปลอดภัยทางถนนอย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงการศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบสวมหมวกนิรภัย 100% โครงการอาสาตาจราจร โครงการแก้ไขจุดเสี่ยงเพื่อลดอุบัติภัยบนท้องถนน ฯลฯ เพื่อนำไปสู่การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยบนท้องถนนที่เข็มแข็งและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/post_share/view/157924&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18nfwUymATyNvbNj-UL26l

  • MPI เดือน พ.ย. หดตัว 4.24%YoY รับผลกระทบชายแดน-น้ำท่วม-บาทแข็ง-ท่องเที่ยวชะลอ : อินโฟเควสท์

    MPI เดือน พ.ย. หดตัว 4.24%YoY รับผลกระทบชายแดน-น้ำท่วม-บาทแข็ง-ท่องเที่ยวชะลอ : อินโฟเควสท์

    สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) แถลงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือน พ.ย.68 อยู่ที่ระดับ 90.54 หดตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 4.24% และหดตัว 4.39% จากเดือน ต.ค.68

    ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิต (CapU) ในเดือน พ.ย.68 อยู่ที่ 55.49 ลดลงจาก 57.81 ในเดือน ต.ค.68

    โดยมีปัจจัยกดดันจากการผลิตอุตสาหกรรมปิโตรเลียมลดลง, เงินบาทแข็งค่า, สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา, สถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ และนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศปรับตัวลดลงต่อเนื่อง

    ขณะที่มีปัจจัยหนุน ได้แก่ การผลิตรถยนต์ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 เนื่องจากผู้ประกอบการต้องผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อชดเชยการนำเข้าในปีที่ผ่านมา การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 และมาตรการสำคัญของรัฐบาล เช่น โครงการคนละครึ่งพลัสและเที่ยวดีมีคืน เป็นต้น

    อุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีฯ ในเดือน พ.ย.68 ได้แก่

    • น้ำมันปาล์ม ขยายตัว 40.79% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มดิบ และน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ตามปริมาณผลปาล์มที่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นจากปริมาณฝนและสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย
    • ชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัว 6.40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลิตภัณฑ์ Printed Circuit Board Assembly (PCBA) ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ และ IC เป็นหลัก ตามการเติบโตของตลาเซมิคอนดักเตอร์โลก
    • น้ำตาล ขยายตัว 165.52% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลิตภัณฑ์น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ และน้ำตาลทรายขาว เป็นหลัก ตามปริมาณอ้อยเข้าหีบมากขึ้นกว่าปีก่อนเนื่องจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย และราคาอ้อยในฤดูกาลผลิต 2566/67 มีราคาสูง จูงใจให้เกษตรกรขยายพื้นที่เพาะปลูก

    อุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลลบต่อดัชนีฯ ในเดือน พ.ย.68 ได้แก่

    • ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม ลดลง 13.52% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลิตภัณฑ์น้ำมันดีเซล น้ำมันเตาและน้ำมันเครื่องบิน เป็นหลัก เนื่องจากผู้ผลิตบางรายหยุดผลิตชั่วคราวเพื่อซ่อมบำรุงใหญ่
    • เครื่องจักรอื่น ๆ ที่ใช้งานทั่วไป ลดลง 25.66% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศ เป็นหลัก เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศที่ชะลอตัว และมีสินค้านำเข้าราคาถูกจากจีน
    • ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ ลดลง 8.35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลิตภัณฑ์ถุงมือยางทางการแพทย์ และยางแท่ง เป็นหลัก ตามปริมาณน้ำยางออกสู่ตลาดลดลงจากอุทกภัยทางภาคใต้

    นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการ สศอ. กล่าวว่า ดัชนีฯ MPI ในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-พ.ย.) หดตัว -1.09% ต่ำกว่าเป้าหมายที่คาดว่าจะหดตัว -1.0% แต่แนวโน้มหลังจากนี้คาดว่าจะที่ดีขึ้น โดยจะกลับมาขยายตัว 1-2% ในปี 69

    สำหรับการเตือนภัยด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทยเดือน ธ.ค.68 “ส่งสัญญาณเฝ้าระวัง” โดยปัจจัยในประเทศอยู่ในวัฏจักรขาลงและมีภาวะต้องเฝ้าระวังโดยปัจจัยด้านการลงทุนภาคเอกชนยังคงหดตัวสูงต่อเนื่อง ขณะที่การบริโภคในประเทศได้รับผลดีจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ด้านปัจจัยต่างประเทศส่งสัญญาณเฝ้าระวังลดลงตามการส่งออกของจีนและออสเตรเลียที่ขยายตัว ขณะที่การผลิตของสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และอาเซียนยังคงต้องเฝ้าระวัง

    แนวโน้มภาคอุตสาหกรรมในปี 2569

    สศอ. ประเมินว่าอุตสาหกรรมดาวเด่นยังคงเป็นกลุ่มที่ได้รับแรงหนุนจากโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ของโลก ได้แก่

    • อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
    • อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วน (xEV)
    • อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง (HDD)
    • อุตสาหกรรมอาหาร
    • อุตสาหกรรมอาหารสัตว์สำเร็จรูป

    ขณะที่อุตสาหกรรมที่ต้องเร่งปรับตัว ได้แก่

    • อุตสาหกรรมยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE)
    • อุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม
    • อุตสาหกรรมสิ่งทอ
    • อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าขั้นมูลฐาน
    • อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และส่วนประกอบ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/557283&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gcQgkaJEYQTQe5Up-WQfO