Category: ท่องเที่ยว

  • กาดหลวงเชียงใหม่คึกคัก ประชาชนนักท่องเที่ยว พากันไปเดินช็อป ซื้อของฝากในช่วงเทศกาล

    กาดหลวงเชียงใหม่คึกคัก ประชาชนนักท่องเที่ยว พากันไปเดินช็อป ซื้อของฝากในช่วงเทศกาล

    กาดหลวงเชียงใหม่คึกคัก ประชาชนนักท่องเที่ยว พากันไปเดินช็อป ซื้อของฝากในช่วงเทศกาลเตรียมเดินทางกลับหลังท่องเที่ยวเฉลิมฉลอง หยุดยาวปีใหม่

    บรรยากาศช่วงหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ของจังหวัดเชียงใหม่ ยังคงเป็นไปอย่างคึกคัก โดยเฉพาะตามสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ และสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อในเชียงใหม่ ยังคงมีประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่าวชาติ ที่อาศัยช่วงวันหยุดยาวเดินทางพาครอบครัว และเพื่อนฝูงไปท่องเที่ยวกันอย่างเนืองแน่น โดยเฉพาะในพื้นที่ตัวเมืองเชียงใหม่ ที่พบว่าในวันนี้ยังคงมีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยเดินทางไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ กันเป็นจำนวนมาก

    ขณะที่ในบริเวณตลาดวโรรส อ.เมืองเชียงใหม่ หรือกาดหลวงเชียงใหม่ ที่เป็นที่รู้จักและแหล่งศูนย์รวมสินค้าของฝาก ที่จะมีประชาชน และนักท่องเที่ยวจะแวะเวียนไปหาซื้อของฝาก ในวันนี้พบว่า มีผู้คนจำนวนมากพากันไปเดินช็อปจับจ่ายซื้อของ โดยเฉพาะในส่วนของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด ต่างพากันมาจับจ่ายซื้อของฝากที่มีทั้งขนม และอาหารพื้นเมือง เพื่อเตรียมนำกลับไปเป็นของฝากให้กับครอบครัว และเพื่อนฝูง ในช่วงปีใหม่ ส่งผลทำให้ร้านค้าในกาดหลวงหลายๆ ร้าน ขายดีขึ้นในช่วงเทศกาลนี้

    โดยสินค้าส่วนใหญ่ที่ได้รับความนิยมมาก จะเป็นอาหารพื้นเมือง เช่น ใส้อั่ว น้ำพริกหนุ่ม แคบหมู รวมไปถึงหมูทอด จิ้นทอด และข้าวเหนียว ที่นักท่องเที่ยวซื้อเตรียมไปทานในช่วงระหว่างการเดินทาง นอกจากนี้ยังมีในส่วนของขนมพื้นเมือง และขนมอบแห่ง ก็ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจำนงนไม่น้อยเช่นกัน ซึ่งส่วนใหญ่พากันซื้อหอบกลับไปอย่างเต็มไม้เต็มมือ ทำให้บรรดา พ่อค้า-แม่ค้า ภายในตลาดแห่งนี้ ได้รับอานิสงส์จากการขายของในช่วงเทศกาลไม่น้อยเช่นกัน

    จากการสอบถามทางด้าน แม่ค้ารายหนึ่งภายในตลาด บอกว่า ในวันนี้เป็นวันที่ 2 ของเทศกาลปีใหม่ ที่ยังคงมีประชาชนออกมาจับจ่ายซื้อของกันอยู่มาก โดยเฉพาะคนที่มาจากต่างจังหวัด จะนิยมมาหาซื้อของฝากเป็นพวกอาหารพื้นเมืองกันจำนวนมาก ทำให้อาหารจำพวก ใส้อั่ว น้ำพริกหนุ่ม แคปหมู และพวเดนื้อทอด หมูทอด ขายดีมาก รองลงมาคือพวกของฝากเช่นขนมอบแห้ง กาละแม และวัตถุดิบทำอาหารอบแห้ง ซึ่งคาดว่าในระยะนี้จะยังคงมีประชาขนออกมาจับจ่ายซื้อของกันอยู่ เพราะยังอยู่ในช่วงหยุดยาว และคาดว่าในช่วงวันที่ 3-4 ม.ค. นี้ก็ยังจะมีคนมาซื้อของอีกมากเพราะเป็นช่วงที่คนต่างจังหวัดจะเดินทางกลับหลังจากหยุดยาว และจะมาหาซื้อของฝากกลับไปฝากครอบครัวและเพื่อนที่อยู่ต่างจังหวัดด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3858728/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OkYg1myN2zx56XixchFc7

  • ‘อุทยานฯเขาใหญ่’ จับมือ ‘ตร.ท่องเที่ยวโคราช’ มอบของขวัญเปิดเข้าฟรีปีใหม่ 5 วันรวด | เดลินิวส์

    ‘อุทยานฯเขาใหญ่’ จับมือ ‘ตร.ท่องเที่ยวโคราช’ มอบของขวัญเปิดเข้าฟรีปีใหม่ 5 วันรวด | เดลินิวส์

    ​เมื่อวันที่ 2 ม.ค. พ.ต.ท.จิรพัฒน์ เขียวศิริ สวญ.ส.ทท.2 กก.1 บก.ทท.2 พร้อมด้วยตำรวจท่องเที่ยวโคราช ร่วมกับ นายศรุต พิรักษา ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ นำกำลังเจ้าหน้าที่ออกตรวจตราและอำนวยความสะดวกให้แก่พี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาสัมผัสลมหนาวและชมความงดงามทางธรรมชาติ ณ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มอบของขวัญปีใหม่ “ขึ้นฟรี-อุ่นใจ”

    ​ในการนี้ทางอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ได้ขานรับนโยบายมอบของขวัญปีใหม่ให้แก่ชาวไทย โดยการเปิดให้เข้าชมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันที่ 31 ธ.ค. 68-4 ม.ค. 69

    ด้านกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว โดย พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. ได้เน้นย้ำนโยบาย “ของขวัญชิ้นเล็ก ความอุ่นใจชิ้นใหญ่” สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศยกระดับการดูแลความปลอดภัยในแหล่งท่องเที่ยวอย่างเข้มข้น เพื่อให้นักท่องเที่ยวรู้สึกอุ่นใจและได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วตลอดการเดินทาง

    ​มาตรการตรวจเข้มเพื่อคุณภาพการท่องเที่ยวนอกจากการดูแลความปลอดภัยแล้ว ตำรวจท่องเที่ยวโคราชยังได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตรวจสอบมัคคุเทศก์ (ไกด์) ที่นำพานักท่องเที่ยวขึ้นมาบนอุทยานฯ เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ถูกต้องตามกฎหมาย และป้องกันการเอาเปรียบนักท่องเที่ยว ​ช่องทางการติดต่อ นักท่องเที่ยวที่ต้องการความช่วยเหลือหรือสอบถามข้อมูล สามารถติดต่อตำรวจท่องเที่ยวได้ผ่านสายด่วน 1155 ตลอด 24 ชั่วโมง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5465288/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bqF-VKp1ETZ4UoA661VI4

  • เร่งฟื้นฟูการท่องเที่ยว ‘ปราสาทพนมรุ้ง’ หลังซบเซาหนักจากเหตุปะทะไทย-เขมร | เดลินิวส์

    เร่งฟื้นฟูการท่องเที่ยว ‘ปราสาทพนมรุ้ง’ หลังซบเซาหนักจากเหตุปะทะไทย-เขมร | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 2 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ ที่วนอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ ได้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาชมความมหัศจรรย์ของ “ปราสาทพนมรุ้ง” มากขึ้น หลังจากซบเซามาตั้งแต่มีการปะทะกันระหว่างทหารไทยและกัมพูชา

    ด้าน น.ส.กฤษณา สมสาย อายุ 35 ปี นักท่องเที่ยวชาว จ.สมุทรปราการ กล่าวว่า ปกติจะมาเที่ยวเขาพนมรุ้งเป็นประจำ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญ เพราะต้องการมาขอพรสิ่งศักดิ์บนเขาพนมรุ้ง ถึงเวลานี้ตนเชื่อมั่นว่ามาเที่ยวที่นี่ปลอดภัย ถึงแม้จะมีการปะทะกันก็ตาม เพราะจุดนี้อยู่ห่างรัศมีของการปะทะ ทั้งนี้ก็อยากจะเชิญชวนนักท่องเที่ยวมาสัมผัสความมหัศจรรย์ของเขาพนมรุ้ง เพื่อเสริมดวงให้กับตัวเอง ตนมาหลายครั้งแล้วรู้สึกสบายใจ รู้สึกมั่นใจในการดำเนินชีวิต

    ขณะที่ นายนภสินธุ์ บุญล้อม หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง กล่าวยอมรับว่า ในช่วงที่มีการปะทะครั้งแรก นักท่องเที่ยวหายไปเกือบหมด ยิ่งมาปะทะรอบสอง ยิ่งทวีความรุนแรง มีนักท่องเที่ยวบนเขาพนมรุ้งเพียงหลักร้อยคนต่อวัน แต่หลังจากมีการลงนามหยุดยิงระหว่างไทยกับกัมพูชา ปรากฏว่านักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวมากขึ้น

    “โดยเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่ จะมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมไม่น้อยกว่าวันละ 1,500-2,000 คน และมั่นใจว่าหากสถานการณ์ชายแดนปกติ นักท่องเที่ยวก็จะเดินทางมาเที่ยวชมตามปกติอย่างแน่นอน” หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง กล่าว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5464366/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hXy8WyukVgDCZNYis-Gbt

  • ดร.สามารถ ชี้สะพานสมุยไม่ใช่แค่ทางข้าม แต่คือโอกาสเศรษฐกิจใต้

    ดร.สามารถ ชี้สะพานสมุยไม่ใช่แค่ทางข้าม แต่คือโอกาสเศรษฐกิจใต้

    ดร.สามารถ ชี้สะพานสมุยไม่ใช่แค่ทางข้าม แต่คือโอกาสเศรษฐกิจใต้

    ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก มีเนื้อหาดังนี้

    “สะพานสมุย” ไม่ใช่แค่สะพาน
    แต่คือ “โอกาส” ที่คนใต้เฝ้ารอ

    กว่า 8 ปีแล้วที่ผมได้เสนอแนวคิด “สะพานเชื่อมเกาะสมุย” ผ่านเฟซบุ๊ก เมื่อเดือนพฤษภาคม 2560 วันนั้นหลายคนมองว่าเป็นเพียงความฝัน วันนี้…ความฝันนั้นกำลังขยับเข้าใกล้ความจริง

    การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กำลังเดินหน้าศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี สู่หาดตลิ่งงาม อำเภอเกาะสมุย ระยะทางรวมสะพานและถนนเชื่อมต่อ 37.41 กิโลเมตร ใช้โครงสร้างสะพานขึง งบลงทุนประมาณ 55,000 ล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้าง 5 ปี คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2572 และเปิดใช้งานได้ในปี 2577

    ผลลัพธ์ที่ได้…ไม่ธรรมดา การข้ามทะเลจากที่ต้องรอเรือและนั่งเรือกว่า 2 ชั่วโมง จะเหลือเพียง 20 นาทีเท่านั้น

    นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของ “ความสะดวก” แต่คือการเปลี่ยน “ภูมิศาสตร์เศรษฐกิจของภาคใต้”

    ลองนึกภาพดูนะครับ เมื่อสมุย–สุราษฎร์ธานี–ภูเก็ต ถูกเชื่อมต่อด้วยโครงข่ายสะพานและมอเตอร์เวย์ การเดินทางจากสมุยไปภูเก็ต จากเดิมที่ใช้เวลากว่า 6 ชั่วโมง จะเหลือเพียง 2 ชั่วโมงครึ่ง โดยใช้สะพานสมุยและมอเตอร์เวย์สุราษฎร์ธานี–ภูเก็ต ระยะทาง 236 กิโลเมตร ซึ่งผมอยากให้เร่งก่อสร้างควบคู่กันไป
     

    แล้วประโยชน์คืออะไร

    1. ยกระดับการท่องเที่ยวทั้งระบบ
    นักท่องเที่ยวไม่ต้องจำกัดตัวเองอยู่เพียงเกาะเดียว สามารถขับรถท่องเที่ยวได้หลายแห่ง ทำให้สมุย–พะงัน–ภูเก็ต–อันดามัน กลายเป็น “คลัสเตอร์ท่องเที่ยวระดับโลก” นักท่องเที่ยวจะพักนานขึ้น ใช้จ่ายมากขึ้น ช่วยกระจายรายได้จริง ไม่กระจุกตัวอยู่แค่โรงแรมขนาดใหญ่ ร้านอาหาร ชุมชน และเมืองรองจะได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

    2. ลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ
    ปัจจุบันการขนส่งต้องพึ่งพาเรือ ซึ่งมีต้นทุนด้านเวลา ค่าใช้จ่าย และความเสี่ยงจากคลื่นลม ทำให้สินค้าเกษตรและอาหารทะเลเสียหายได้ง่าย ในอนาคตเมื่อมีสะพาน ต้นทุนการขนส่งจะลดลง เวลาการส่งสินค้ามีความแน่นอนมากขึ้น ผู้ประกอบการท้องถิ่นสามารถแข่งขันได้ เกิดคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้า สมุยจะไม่ใช่แค่เมืองท่องเที่ยว แต่จะเป็น “เมืองเศรษฐกิจ” ด้วย

    3. ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนใต้
    ผู้ป่วยฉุกเฉินไม่ต้องรอเรือ สามารถส่งต่อโรงพยาบาลได้ทันเวลา ลดความเสี่ยงต่อชีวิต นักเรียน นักศึกษา และคนทำงานสามารถเดินทางไปเรียนหรือทำงานบนฝั่งได้สะดวกรวดเร็วขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องย้ายถิ่นฐาน

    โดยสรุป “สะพานสมุย” ไม่ใช่แค่สะพานสำหรับการสัญจรเท่านั้น แต่คือสะพานแห่งโอกาส—โอกาสทองของคนใต้ โอกาสของเศรษฐกิจ และโอกาสของประเทศไทยในระยะยาว

    เมื่อผลลัพธ์คือประโยชน์มหาศาลเช่นนี้ ผมขอพูดตรง ๆ ว่า ถึงเวลาเร่งลงมือก่อสร้าง “สะพานเชื่อมเกาะสมุย” ได้แล้ว

    ขอยกธงเชียร์ กทพ. อย่างเต็มที่ครับ

    แหล่งที่มา : เพจเฟซบุ๊ก ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ (คลิ๊ก)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/735880&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw009eJ9CtK6Iuu8Ju-lvh6C

  • ธุรกิจค้าปลีกไทยยืนอยู่จุดหัวเลี้ยวหัวต่อ เผชิญแข่งขันรุนแรง-เศรษฐกิจเปราะบาง : อินโฟเควสท์

    ธุรกิจค้าปลีกไทยยืนอยู่จุดหัวเลี้ยวหัวต่อ เผชิญแข่งขันรุนแรง-เศรษฐกิจเปราะบาง : อินโฟเควสท์

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยผลวิเคราะห์ภาพรวม ธุรกิจค้าปลีกไทยที่กำลังเผชิญความท้าทายด้านจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความเปราะบาง ส่งผลให้การเติบโตชะลอตัว การแข่งขันสูง และผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารต้นทุนอย่างรัดกุม ขณะเดียวกันยังมีโอกาสจากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและการปรับตัวเชิงดิจิทัล หากสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

    อธิบดีฯ กล่าวต่อว่า จากการวิเคราะห์พบว่า รายได้ครัวเรือนที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลาง ประกอบกับภาระหนี้สินและค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าอย่างระมัดระวัง เน้นสินค้าจำเป็นและความคุ้มค่า (Value for Money) ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ช่วยพยุงยอดขายค้าปลีกในบางหมวด เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวหลัก

    ขณะที่ เชิงโครงสร้างธุรกิจค้าปลีกหน้าร้านยังคงมีบทบาทสำคัญโดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนและต่างจังหวัด ในทางกลับกันร้านค้าปลีกออนไลน์เติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะเลือกซื้อสินค้าได้อย่างสะดวกสบาย และลูกค้าสามารถเปรียบเทียบราคาที่ได้ อย่างไรก็ตาม ร้านค้าปลีกออนไลน์ยังไม่สามารถทดแทนร้านค้าหน้าร้านได้อย่างสมบูรณ์ ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวมาใช้การตลาดแบบ Omnichannel หรือการผสมผสานช่องทางการขายระหว่างออฟไลน์กับออนไลน์ จนเกิดมาตรฐานใหม่ที่ผู้ประกอบการในยุคนี้ต้องเร่งพัฒนา เช่น เพิ่มช่องทางการสั่งซื้อออนไลน์ หรือการสั่งผ่านออนไลน์และมารับสินค้าที่หน้าร้าน หรือการจัดส่งแบบเร่งด่วนในพื้นที่

    ปัจจุบันประเทศไทยมีนิติบุคคลในธุรกิจค้าปลีก 14,902 ราย ทุนจดทะเบียน 136,794 ล้านบาท แบ่งเป็น ซุปเปอร์มาร์เก็ต 930 ราย ทุนจดทะเบียน 11,119 ล้านบาท ดิสเคาท์สโตร์/ซูเปอร์มาร์เก็ต/ไฮเปอร์มาร์เก็ต 299 ราย ทุนจดทะเบียน 22,893 ล้านบาท ร้านสะดวกซื้อ/มินิมาร์ท 1,328 ราย ทุนจดทะเบียน 23,391 ล้านบาท ร้านขายของชำ 1,114 ราย ทุนจดทะเบียน 3,735 ล้านบาท และร้านค้าขายปลีกอื่นๆ 11,231 ราย ทุนจดทะเบียน 75,656 ล้านบาท โดยกว่า 94% เป็นธุรกิจขนาดเล็ก ทั้งนี้ การจัดตั้งใหม่ช่วง 5 ปีย้อนหลัง (2563-2567) มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 32.52% จาก 1,390 รายในปี 2563 เป็น 1,842 ราย ในปี 2567

    ขณะเดียวกันการจดเลิกเพิ่มขึ้นจาก 298 ราย ในปี 2563 เป็น 332 ราย ในปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) สะท้อนแรงกดดันจากการแข่งขันและต้นทุนที่สูงขึ้น ด้านผลประกอบการพบว่า ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2565-2567) รายได้และกำไรมีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ โดยในปี 2567 แม้รายได้รวมจะอยู่ที่ 1,306,002 ล้านบาท ลดลง 345,397 ล้านบาท คิดเป็น 20.92% เมื่อเทียบกับปี 2566 (1,651,399 ล้านบาท) แต่สามารถทำกำไรสุทธิได้ที่ 47,893 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,082 ล้านบาท คิดเป็น 23.40% เมื่อเทียบกับปี 2566 (38,811 ล้านบาท) สะท้อนถึงความสามารถของผู้ประกอบการในการควบคุมต้นทุนและปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมกับสถานการณ์

    ด้านการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติในธุรกิจค้าปลีกมีเงินลงทุน 11,571 ล้านบาท ประเทศที่เข้ามาลงทุนมากที่สุด 3 อันดับแรกคือ ญี่ปุ่น 21.14% ทุน 2,446 ล้านบาท จีน 18.98% ทุน 2,196 ล้านบาท และสิงคโปร์ 16.70% ทุน 1,932 ล้านบาท

    “ธุรกิจค้าปลีกไทยกำลังยืนอยู่บนช่วง ‘หัวเลี้ยวหัวต่อ’ ที่รอการพิสูจน์ความอยู่รอดและการเติบโตในระยะยาว ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขยายจำนวนสาขาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการปรับตัวเชิงโครงสร้าง การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและ AI การพัฒนา Omnichannel อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมศักยภาพการแข่งขันของค้าปลีกไทยในอนาคต” นายพูนพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/558019&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AqETaa4FJpQ12IA-a3UHI

  • นครสวรรค์คึกคัก!!!!!นักท่องเที่ยวแห่บึงบอระเพ็ดช่วงวันหยุดปีใหม่ | TOPNEWS

    นครสวรรค์คึกคัก!!!!!นักท่องเที่ยวแห่บึงบอระเพ็ดช่วงวันหยุดปีใหม่ | TOPNEWS

    บรรยากาศการท่องเที่ยวในพื้นที่บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ ช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ เป็นไปอย่างคึกคัก มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเที่ยวชมธรรมชาติเป็นจำนวนมาก ทั้งจากในพื้นที่และต่างจังหวัด ส่งผลให้แหล่งท่องเที่ยวสำคัญมีชีวิตชีวา

    นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมเดินทางมาพักผ่อน ชมธรรมชาติ และทำกิจกรรมท่องเที่ยวรอบบึงบอระเพ็ดตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะครอบครัวและกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ใช้ช่วงวันหยุดยาวเดินทางท่องเที่ยว

    นางทักษิณา เทพยา ชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า วันหยุดปีใหม่มีระยะเวลา 5 วัน จึงเลือกเดินทางมาท่องเที่ยวที่บึงบอระเพ็ด รู้สึกประทับใจกับสภาพอากาศที่เย็นสบายและธรรมชาติที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ โดยในวันนี้จะเดินทางท่องเที่ยวภายในพื้นที่ตลอดทั้งวัน และมีกำหนดเดินทางกลับในวันพรุ่งนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1443367&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EIgkvmvKk7i7JNrER5bl_

  • เจ๋ง! กรุงเทพฯ อันดับ 1 เมืองท่องเที่ยวยอดฮิต ที่คนจองมามากที่สุดในโลก 2026

    เจ๋ง! กรุงเทพฯ อันดับ 1 เมืองท่องเที่ยวยอดฮิต ที่คนจองมามากที่สุดในโลก 2026

    กรุงเทพฯ ครองแชมป์อันดับ 1 จุดหมายปลายทางยอดฮิตของโลก ปี 2026 

    SEA Infographics แหล่งรวมอินโฟกราฟิก (Infographics) ที่นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia) อ้างอิงข้อมูลจากแพลตฟอร์ม eDreams ODIGEO บริษัทท่องเที่ยวออนไลน์ (OTA) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการจองตั๋วเครื่องบิน โรงแรม แพ็กเกจท่องเที่ยว ชั้นนำของยุโรป และของโลก ซึ่งเป็นผู้ให้บริการจองตั๋วเครื่องบิน โรงแรม แพ็กเกจท่องเที่ยว

    โดยแพลตฟอร์ม eDreams ODIGEO ระบุถึง 10 อันดับเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม
    ที่มีการจองมากที่สุดในปี 2026 หรือ Top Travel Destinations for 2026 จากการจองตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2026 พบว่า กรุงเทพมหานคร ครองแชมป์อันดับ 1 จุดหมายปลายทางยอดฮิตของโลก ปี 2026

    10 อันดับเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม ที่มีการจองมากที่สุดในปี 2026

    • อันดับ 1 กรุงเทพฯ , ประเทศไทย 
    • อันดับ 2 ปารีส , ฝรั่งเศส 
    • อันดับ 3 รีโอเดจาเนโร, บราซิล 
    • อันดับ 4 บาร์เซโลนา, สเปน 
    • อันดับ 5 โรม, อิตาลี 
    • อันดับ 6 ลอนดอน, สหราชอาณาจักร 
    • อันดับ 7 มาดริด, สเปน 
    • อันดับ 8 ฟลอเรียนอโปลิส, บราซิล 
    • อันดับ 9 อัมสเตอร์ดัม, เนเธอร์แลนด์ 
    • อันดับ 10 มาร์ราเกช, โมร็อกโก 

    10 อันดับเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม ที่มีการจองมากที่สุดในปี 2026

    ที่มา: eDreams ODIGEO
    Cr Pic SEA Infographics

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/648059&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IJsXTBgKxj-sIn9yeojkj

  • อดีตผู้ว่าททท. ถอดรหัสท่องเที่ยวปี 68-69 ไทยยังติดหล่มนักท่องเที่ยวจีนชลอตัว

    อดีตผู้ว่าททท. ถอดรหัสท่องเที่ยวปี 68-69 ไทยยังติดหล่มนักท่องเที่ยวจีนชลอตัว

    นายยุทธศักดิ์ สุภสร อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยในปี 2568 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ตามข้อมูลล่าสุดจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) การเดินทางระหว่างประเทศมายังไทยยังคงคึกคัก แม้ต้องเผชิญกับแรงกระแทกจากภายนอก 

    โดยมีการเปลี่ยนแปลงของตลาดแหล่งผู้มาเยือน พฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่พัฒนา และสภาพเศรษฐกิจใหม่ ๆ ที่สร้างแนวโน้มและทิศทางใหม่ให้กับอุตสาหกรรมนี้

    ทั้งนี้ระหว่างวันที่ 1 มกราคมถึง 12 ธันวาคม 2568  ประเทศไทยรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 30,768,775 คน โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศเฉลี่ยต่อวันเกินกว่า 100,000 คน ทั้งนี้ ตลาดหลัก 5 อันดับแรกในช่วงเวลาดังกล่าว ได้แก่ มาเลเซีย จีน อินเดีย รัสเซีย และเกาหลีใต้

    สำหรับตลาดระยะใกล้ 5 อันดับแรก ได้แก่มาเลเซีย จีน อินเดีย เกาหลีใต้และญี่ปุ่น ในขณะที่ตลาดระยะไกล 5 อันดับแรก ได้แก่ รัสเซีย สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี และฝรั่งเศส ตามลำดับ

    เมื่อเปรียบเทียบตลาดระยะใกล้กับระยะไกล จากการวิเคราะห์และส่วนแบ่งรายได้ จะพบว่านักท่องเที่ยว “ตลาดระยะใกล้” ส่วนใหญ่เป็นประเทศอาเซียนและเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือยังคงครองสัดส่วนการท่องเที่ยวขาเข้าของไทย โดยคิดเป็น 67% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด และ 55% ของรายได้จากการท่องเที่ยว

    ยุทธศักดิ์ สุภสร

    ขณะที่ “ตลาดระยะไกล” เช่น ยุโรปและอเมริกา มีสัดส่วน 33% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด แต่สร้างรายได้ถึง 45% สะท้อนถึงการใช้จ่ายต่อคนที่สูงกว่า

    ขณะเดียวกันในปีนี้การท่องเที่ยวไทย ยังต้องเผชิญกับผลกระทบหลักในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น “ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา” ส่งผลกระทบรุนแรงต่อการท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะในภาคตะวันออก และตะวันออกเฉียงเหนือ มีการยกเลิกการจองมากกว่า 8,000 รายการในช่วงแรกของเหตุการณ์ การปิดด่านและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ กอปรกับความกังวลด้านความปลอดภัย 

    ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงอย่างรวดเร็วทั้งในและต่างประเทศ ผลกระทบทางเศรษฐกิจคาดว่ามีความเสียหายหลายพันล้านบาทต่อเดือน ส่งผลกระทบต่อธุรกิจรถเช่า บริษัททัวร์ โรงแรมและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในจังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สระแก้ว และอุบลราชธานี

    ผลกระทบจาก “น้ำท่วมใหญ่หาดใหญ่” ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวภาคใต้และโรงแรมภาคใต้ต้องเผชิญกับอุปสรรคเพิ่มเติมจากเหตุน้ำท่วมรุนแรงในอำเภอหาดใหญ่ ทำให้นักท่องเที่ยวไทยและมาเลเซีย จำนวนมากยกเลิกการจองและการเดินทาง

    ส่งผลกระทบหนักต่อธุรกิจโรงแรม คาดว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ ในภาคใต้จะสูงถึงหลักหมื่นล้านบาท และอาจส่งผลต่อเนื่องไปจนสิ้นปี

    รวมไปถึง “การเปลี่ยนแปลงของตลาด” โดยนักท่องเที่ยวมาเลเซียแซงจีน และการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวและการใช้จ่าย

    หนึ่งในแนวโน้มเด่นปี 2568 คือ การเปลี่ยนแปลงของตลาดแหล่งผู้มาเยือน โดยมาเลเซียอาจแซงจีนขึ้นเป็นอันดับ 1 เป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี (ไม่นับช่วงวิกฤตโควิด-19) ข้อมูลจาก ททท. ประเมินว่ามาเลเซียจะมีนักท่องเที่ยว มากกว่า 4.4 ล้านคนในปี 2568 ขณะที่นักท่องเที่ยวจีน มีจำนวนน้อยกว่า

    ปัจจัยของการเปลี่ยนแปลงนี้มีหลายด้าน โดยการเติบโตของนักท่องเที่ยวจีนชะลอตัวอย่างมาก จากที่เคยคิดเป็น 28% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดในปี 2562 (11.1 ล้านคน) ปัจจุบันเหลือเพียง 14% และคาดว่าจะมีผู้มาเยือนตํ่ากว่า 5 ล้านคนในปี 2568

    ททท. คาดการณ์ว่าจีนจะเพิ่มขึ้นเพียง 1% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ตัวเลขนักท่องเที่ยวมาเลเซียยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    ขณะที่ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 10 อันดับแรกที่เดินทางมาเที่ยวไทยในปัจจุบัน คิดเป็น 60% ของจำนวนนักท่องเที่ยวและ 58% ของรายได้จากการท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปอยู่ที่ประมาณ 44,000 บาท

    หากวิเคราะห์ลึกด้านการใช้จ่าย จะพบว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวจีนแม้จำนวนลดลง แต่ยังคงใช้จ่ายสูงสุด เฉลี่ย 55,000 บาทต่อทริป เมื่อเทียบกับนักท่องเที่ยวมาเลเซียที่ใช้จ่ายเฉลี่ย 22,000 บาทต่อทริป ระยะเวลาพักก็แตกต่างกัน โดยนักท่องเที่ยวมาเลเซียพักเฉลี่ย 4.17 วัน ใช้จ่าย 21,450 บาทต่อคนต่อทริป

    นักท่องเที่ยวจีนพักเฉลี่ย 7.35 วัน ใช้จ่าย 42,428 บาทต่อทริป และเดินทางกระจายทั่วประเทศมากกว่า ขณะที่นักท่องเที่ยวมาเลเซียมักกระจุกตัวที่ภาคใต้ เช่น หาดใหญ่ ซึ่งได้รับผลกระทบจากนํ้าท่วมล่าสุด

    การเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบตลาดนี้สร้างความท้าทายในการบรรลุเป้าหมายรายได้ โดยการสูญเสียรายได้จากนักท่องเที่ยวจีน 1 คน ต้องใช้จำนวนนักท่องเที่ยวมาเลเซียเพิ่มขึ้น 2 เท่าเพื่อชดเชยรายได้เดิม อีกทั้งการกระจาย ตัวของนักท่องเที่ยวมาเลเซียที่จำกัด ยังกระทบต่อการกระจายรายได้ทั่วประเทศเมื่อเทียบกับกลุ่มจีน

    อย่างไรก็ตามททท. คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2568 จะอยู่ที่ประมาณ 33 ล้านคน ลดลงจากเป้าหมายเดิมที่ 37 ล้านคน สาเหตุหลักจากตลาดระยะใกล้โดยเฉพาะจีนลดลง รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะอยู่ที่ 1.51 ล้านล้านบาท ลดลง 5% จากประมาณการเดิม

    ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศคาดว่าจะเติบโต โดยมี 204.57 ล้านคน/ครั้ง (เพิ่มขึ้น 2%) และรายได้ประมาณ 1.15 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากปี 2567

    สำหรับปี 2569 ททท. ตั้งเป้าหมายสูงขึ้นที่ 34.9 ล้านผู้มาเยือน (เพิ่มขึ้น 4% จากปี 2568) และรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.63 ล้านล้านบาท (เพิ่มขึ้น 8%) โดยตลาดระยะใกล้ยังคงเป็นแหล่งหลัก คิดเป็น 67% ของผู้มาเยือนและ 55% ของรายได้ ขณะที่ตลาดระยะไกลจะมีสัดส่วน 33% และสร้างรายได้ 45% ของรายได้รวม

    ดังนั้นภาคการท่องเที่ยวไทยในปี 2568–2569 เผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ ทั้งการเปลี่ยนแปลงของตลาด ผลกระทบต่อเนื่องจากความขัดแย้งชายแดนและภัยธรรมชาติ รวมถึงการฟื้นตัวของตลาดหลักอย่างจีนที่ยังไม่เต็มที่

    อย่างไรก็ดี การเติบโตของตลาดทางเลือก โดยเฉพาะมาเลเซียและอินเดีย รวมถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของตลาดระยะไกลในการสร้างรายได้ ถือเป็นโอกาสใหม่ การปรับตัวให้ทันสถานการณ์ ต้องอาศัยกลยุทธ์การตลาดที่เจาะจง การกระจายความเสี่ยงด้านตลาด และการเสริมสร้างความปลอดภัยและความยืดหยุ่น แม้จะยังมีความไม่แน่นอน

    แต่ข้อมูลบ่งชี้ว่าหากประเทศไทยตอบสนองอย่างมียุทธศาสตร์และปรับตัวได้ทันเวลา จะยังคงรักษาตำแหน่งแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำของโลก สร้างคุณค่าเศรษฐกิจและสังคมแก่ประเทศได้ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/648051&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CxhOspIqLi2INt_g6plF5

  • ผู้ว่าฯ น่าน นำทีมต้อนรับผู้โดยสารเที่ยวบินแรกปีใหม่ 2569

    ผู้ว่าฯ น่าน นำทีมต้อนรับผู้โดยสารเที่ยวบินแรกปีใหม่ 2569

    วันที่ 1 มกราคม 2569 เวลา 10.30 น. ณ ท่าอากาศยานน่านนคร จังหวัดน่าน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานน่าน ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดน่าน สายการบินแอร์เอเชีย สายการบินนกแอร์ ท่าอากาศยานน่านนคร และหน่วยงานภาคีด้านการท่องเที่ยว จัดกิจกรรมต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าสู่จังหวัดน่านด้วยเที่ยวบินแรกของศักราชใหม่ ช่วงวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความประทับใจ และส่งเสริมภาพลักษณ์จังหวัดน่านในฐานะเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติ

    นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน พร้อมคณะ ได้ร่วมให้การต้อนรับและมอบของที่ระลึก “ชุดต้อนรับปีใหม่เมืองน่าน” แก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาถึง โดยเที่ยวบินพาณิชย์เที่ยวแรกของปี ประกอบด้วย สายการบินนกแอร์ จำนวน 143 คน และสายการบินแอร์เอเชีย จำนวน 158 คน รวมผู้โดยสารในช่วงเช้าทั้งสิ้น 301 คน บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง

    ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวว่า จังหวัดน่านมีความยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกท่านในวันแรกของปีใหม่ น่านเป็นเมืองที่มีวิถีชีวิตและประเพณีอันงดงาม มีเมืองเก่าที่คงเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างสมบูรณ์ ผสานกับเสน่ห์ของธรรมชาติ ทั้งภูเขา ป่าไม้ น้ำตก และอากาศที่เย็นสบาย เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวและพักผ่อนในช่วงเทศกาลปีใหม่ พร้อมเชิญชวนนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนจังหวัดน่านตลอดทั้งปี

    ด้านภาคการท่องเที่ยวจังหวัดน่าน คาดการณ์ว่าในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสู่พื้นที่จำนวนมาก ส่งผลให้เกิดรายได้หมุนเวียนด้านการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ จังหวัดน่านได้เน้นย้ำมาตรการด้านความปลอดภัยในการเดินทาง และการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวในทุกพื้นที่ เพื่อให้การท่องเที่ยวเป็นไปอย่างราบรื่น ปลอดภัย และสร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3858448/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Gm-zi2ivYUwkZWnlohgaE

  • โอกาสที่คนใต้เฝ้ารอ!

    โอกาสที่คนใต้เฝ้ารอ!

    โอกาสที่คนใต้เฝ้ารอ! ‘ดร.สามารถ’หนุนสร้างทางเชื่อมสมุย ยกระดับท่องเที่ยวสู่เมืองเศรษฐกิจ

    วันศุกร์ ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.11 น.

    2 มกราคม 2569 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคตามภารกิจ พรรคประชาธิปัตย์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ฝ่ายโยธาและจราจร โพสต์เฟซบุ๊กกรณีการ โครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะสมุยระบุว่า

    “สะพานสมุย” ไม่ใช่แค่สะพาน แต่คือ “โอกาส” ที่คนใต้เฝ้ารอ

    กว่า 8 ปีแล้วที่ผมได้เสนอแนวคิด “สะพานเชื่อมเกาะสมุย” ผ่านเฟซบุ๊กในเดือนพฤษภาคม 2560 วันนั้นหลายคนมองว่าเป็นแค่ความฝัน วันนี้… ความฝันนั้นกำลังขยับเข้าใกล้ความจริง

    การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กำลังเดินหน้าศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี สู่หาดตลิ่งงาม อ.เกาะสมุย ระยะทางรวมสะพานและถนนเชื่อมต่อ 37.41 กิโลเมตร ใช้โครงสร้างสะพานขึง งบลงทุนประมาณ 55,000 ล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้าง 5 ปี คาดเริ่มก่อสร้างปี 2572 เปิดใช้งานได้ปี 2577
    ผลลัพธ์ที่ได้… ไม่ธรรมดา การข้ามทะเลจากที่ต้องรอเรือ-นั่งเรือกว่า 2 ชั่วโมง จะเหลือเพียง 20 นาทีเท่านั้นนี่ไม่ใช่แค่เรื่อง “ความสะดวก” แต่มันคือการเปลี่ยน “ภูมิศาสตร์เศรษฐกิจของภาคใต้”

    ลองนึกภาพดูนะครับ เมื่อ สมุย-สุราษฎร์-ภูเก็ต ถูกเชื่อมต่อด้วยโครงข่ายสะพานและมอเตอร์เวย์ การเดินทางจากสมุยไปภูเก็ตจากเดิม 6 ชั่วโมง จะเหลือเพียง 2 ชั่วโมงครึ่ง โดยใช้สะพานสมุยและมอเตอร์เวย์สุราษฎร์ธานี-ภูเก็ต ระยะทาง 236 กิโลเมตร ซึ่งผมอยากให้เร่งก่อสร้างควบคู่กันไป

    แล้วประโยชน์คืออะไร?

    1. ยกระดับการท่องเที่ยวทั้งระบบ
    นักท่องเที่ยวไม่ต้องจำกัดตัวเองอยู่แค่เกาะเดียว เขาสามารถขับรถเที่ยวได้หลายแห่ง จะทำให้ สมุย-พะงัน-ภูเก็ต-อันดามัน กลายเป็น “คลัสเตอร์ท่องเที่ยวระดับโลก” นักท่องเที่ยวจะพักยาว ใช้จ่ายมากขึ้น ช่วยกระจายรายได้จริง ไม่กระจุกตัวอยู่แค่โรงแรมใหญ่ อีกทั้ง ร้านอาหาร ชุมชน เมืองรองจะได้ประโยชน์อย่างแท้จริง

    2. ลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มโอกาสธุรกิจ
    วันนี้การขนส่งต้องพึ่งเรือ มีต้นทุน เวลา และความเสี่ยงจากคลื่นลม ทำให้สินค้าเกษตร อาหารทะเลเสียหายง่าย วันหน้าเมื่อมีสะพาน ต้นทุนการขนส่งจะลดลง เวลาส่งสินค้าแน่นอนขึ้น ผู้ประกอบการท้องถิ่นสามารถแข่งขันได้ จะทำให้เกิดคลังสินค้า และศูนย์กระจายสินค้า สมุยจะไม่ใช่แค่เมืองท่องเที่ยว แต่จะเป็น “เมืองเศรษฐกิจ”อีกด้วย

    3. ยกระดับคุณภาพชีวิตคนใต้ผู้ป่วยฉุกเฉินจะไม่ต้องรอเรือ สามารถส่งต่อโรงพยาบาลได้ทันเวลา ลดความเสี่ยงต่อชีวิต นักเรียน นักศึกษา และคนทำงานสามารถเดินทางไปเรียน/ทำงานบนฝั่งได้สะดวกรวดเร็วขึ้น ไม่จำเป็นต้องย้ายที่อยู่

    โดยสรุป สะพานสมุยไม่ใช่แค่สะพานรองรับการสัญจรเท่านั้น แต่คือ สะพานแห่งโอกาส… โอกาสทองของคนใต้ โอกาสของเศรษฐกิจ และโอกาสของประเทศไทยในระยะยาว

    เมื่อผลลัพธ์คือประโยชน์มหาศาลเช่นนี้ ผมขอพูดตรงๆ ว่า… ถึงเวลาเร่งลงมือก่อสร้าง “สะพานเชื่อมเกาะสมุย” ได้แล้ว ขอยกธงเชียร์ กทพ.อย่างเต็มที่ครับ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    พบรอยร้าวตรงคอสะพานมหาโพธิ์ ชาวบ้านหวั่นเกิดอันตราย

    แบบนี้ปกติหรืออันตราย? สาวโพสต์ภาพสะพานรอยต่อแยกจากกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/938350&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3q4NVOsCBpgDY5KPTsImG2