Category: ท่องเที่ยว

  • สรุป 5 ปรากฏการณ์เด่น ‘ท่องเที่ยว’ และ ‘ธุรกิจการบิน’ ปี 2568

    สรุป 5 ปรากฏการณ์เด่น ‘ท่องเที่ยว’ และ ‘ธุรกิจการบิน’ ปี 2568

    สรุป 5  ปรากฏการณ์เด่นท่องเที่ยว ปี 2568

    • ท่องเที่ยวไทย ปี 2568 ติดลบ

    การท่องเที่ยวของไทยในปี 2568 ต้องเผชิญกับสารพัดปัจจัยรุมเร้ามากมาย ตั้งแต่ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามตะวันออกกลาง ภาพลักษณ์ความไม่ปลอดภัยของไทยในสายตานักท่องเที่ยวจีน ปัญหาสแกมเมอร์ กระทบต่อการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเป็นตลาดหลักด้านการท่องเที่ยวของไทย

    รวมถึงแผ่นดินไหว ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ภัยธรรมชาติ และล่าสุดน้ำท่วมใหญ่หาดใหญ่ ส่งผลให้การท่องเที่ยวของไทยในปีนี้โตต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ ทั้งยังลดลงหากเทียบกับปีที่ผ่านมาอีกด้วย

    จากผลกระทบที่เกิดขึ้นส่งผลให้สถานการณ์ท่องเที่ยว ในปี 2568 มีต่างชาติเที่ยวไทย 32.98  ล้านคน ลดลง 7 % จากปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 35.54 ล้านคน และสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวราว 1.53 ล้านล้านบาท ลดลง 4.71 % จากปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ 1.61 ล้านล้านบาท ทั้งยังต่ำกว่าเป้าหมายที่ก่อนหน้านี้ททท.ได้วางไว้ตั้งแต่ต้นปี ที่จะมีต่างชาติเที่ยวไทย 39 ล้านคน สร้างรายได้ 2.23 ล้านล้านบาท

    สถิติการท่องเที่ยวไทย ปี 2568

    สวนทางกับตลาดในประเทศ (ไทยเที่ยวไทย) ททท.คาดว่าตลอดปี 2568 คนไทยเดินทางเที่ยวในประเทศ 202.37 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 2.70 % สร้างรายได้ 1,166,761 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.69 % เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีวันหยุดยาว และมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้ง เที่ยวดีมีคืน เที่ยวไทยคนละครึ่ง เป็นต้น

    • การบินไทยพ้นฟื้นฟูกลับเข้าเทรดหุ้น

    บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ใช้เวลากว่า 4 ปีในการเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ นับจากศาลล้มละลายกลางเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการในปี 2564 บริษัทพลิกจากขาดทุนมาทำกำไร โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 การบินไทย มีกำไรสุทธิรวม 26,394 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 73.4% จากปีก่อน และมี EBITDA 43,295 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.0% การเติบโตของรายได้รวม 3.7%

    การบินไทย

    รวมถึงในปี 2568 มีการปรับโครงสร้างทุน ผ่านกระบวนการการแปลงหนี้และดอกเบี้ยตั้งพักของเจ้าหนี้เป็นทุน และเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม และพนักงาน ทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นกลับมาเป็นบวก จากเดิมที่ติดลบเป็นจำนวน 127,235 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2563

    จนเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2568 การบินไทยก็ออกจากแผนฟื้นฟูกิจการได้สำเร็จ และสามารถนำบริษัทกลับเข้ามาซื้อขายหลักทรัพย์ฯได้อีกครั้ง เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2568 ในวันแรกของการซื้อขายหุ้น THAI  ทันทีที่เปิดตลาดอยู่ที่ 10.50 บาทต่อหุ้น จากนั้นปรับเพิ่มมาเป็น 10.80 บาทต่อหุ้น 10.90 บาทต่อหุ้น และทะลุ 11 บาทต่อหุ้นเพิ่มขึ้น 134.4 %จากราคาเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนที่ 4.48 บาทต่อหุ้น และ

    ล่าสุด ณ วันที่ 18 ธ.ค. 2568 ราคาหุ้นอยู่ที่ 8.70 บาท ซึ่งก็ยังสูงกว่าปี 2564 ที่ราคาหุ้นอยู่ที่ 3.32 บาท และปัจจุบันมีมูลค่าหลักทรัพย์ หรือ Market Cap อยู่ที่ 246,238 ล้านบาท

    • รื้อแผนลงทุนสนามบินสุวรรณภูมิ ปักธง South Terminal

    ในปี 2568 บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) AOT หรือ ทอท. ได้จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิฉบับปรับปรุงใหม่ ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากบอร์ดทอท.แล้ว เหลือรอเสนอครม.ใหม่พิจารณา โดยมีแผนจะเดินหน้าโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ หรือ South Terminal ที่จะรองรับผู้โดยสารได้ 30 ล้านคนต่อปี รวมถึงรันเวย์ 4 โรงไฟฟ้า ถนนเส้นใหม่ วงเงินลงทุน 2.2 แสนล้านบาท ที่จะทยอยลงทุนเป็น 3 เฟส คาดว่าจะเปิดใช้อาคารเซ้าท์เทอร์มินัล ส่วนแรกได้ในปี 2575 หรือ ปี 2576

    แผนแม่บทการพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิ

    ทั้งในแผนแม่บทยังจะมีพื้นที่จะพัฒนาเป็นศูนย์ซ่อมอากาศยาน (MRO) คลังสินค้า (Cargo) และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบิน อาทิ ศูนย์ฝึกอบรม เป็นต้น เพื่อหนุนให้ไทยเป็น Aviation Hub

    •  ดราม่าฉ่ำ ไทยเจ้าภาพ ซีเกมส์ 2025

    ซีเกมส์ 2025 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ทั้งๆที่รู้ล่วงหน้ามากว่า 2 ปี แต่กลับเต็มไปด้วยความฉุกละหุก จากปัญหาการจัดสรรงบประมาณกว่า 2 พันล้านบาทที่ล่าช้า ทั้งๆที่จริงๆควรจะอนุมัติงบปีงบประมาณ 2568 แต่ปรากฏว่ากลับต้องมาใช้งบประมาณ ปี 2569 ที่เริ่มใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 และการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ทำให้การจัดเต็มไปด้วยปัญหา

    ซีเกมส์ 2025

    โดยเฉพาะพิธีเปิดซีเกมส์ 2025 ก็มีข้อผิดพลาดมากมายจนเกิดดราม่าสนั่นโซเซียล ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะใช้เวลาจัดหาบริษัทออร์แกนไนเซอร์แค่ 2 วัน วันที่ 2 ธ.ค.68 เปิดให้ยื่นซอง วันที่ 3 ธ.ค. ก็ได้ บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นผู้จัดพิธีเปิด-ปิดซีเกมส์ ภายใต้งบ 142 ล้านบาท

    แต่หากตัดเรื่องดราม่าออกไป การเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ ก็ทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1.78 หมื่นล้านบาท เกิดการจ้างงานกว่า 1.42 หมื่นคน

    •  ไทยฟิล์มโลเคชัน หนุนเที่ยวตามรอยหนัง

    ในปี 2568 มี 3 ภาพยนตร์/ซีรีส์ดังระดับโลกออกฉาย ซึ่งใช้ประเทศไทยเป็นโลเคชั่นในการถ่ายทำ ไม่เพียงทำรายเข้าไทย และเกิดการจ้างงาน แต่หลังจากออกฉาย ส่งผลให้เกิดการท่องเที่ยวตามรอยหนังอย่างต่อเนื่องและกระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญ

    สรุป 5 ปรากฏการณ์เด่น 'ท่องเที่ยว' และ 'ธุรกิจการบิน' ปี 2568

    ไม่ว่าจะเป็น “The White Lotus Season 3” ที่มี “ลิซ่า” มาร่วมแสดง ที่หลังออกฉาย โดยเฉพาะเกาะสมุย ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก ยอดจองโรงแรมเพิ่มขึ้น 44%

    รวมถึงการออกฉายของภาพยนตร์ “Jurassic World: Rebirth” ที่มาถ่ายทำที่ กระบี่ พังงา และตรัง และซีรีส์ฟอร์มยักษ์ “AlienEarth” ถ่ายทำใน 7 จังหวัดทั่วไทย ได้แก่ กรุงเทพฯ พังงา กระบี่ นครปฐม สุราษฎร์ธานี ประจวบคีรีขันธ์ และสมุทรปราการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/648050&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XBM1opsS9xbr2cj3gJsks

  • ท่องเที่ยวไทยปี 68 ปิดฉากรายได้ 2.7 ล้านล้านบาท จับตา “อินเดีย-รัสเซีย” ทุบสถิติใหม่

    ท่องเที่ยวไทยปี 68 ปิดฉากรายได้ 2.7 ล้านล้านบาท จับตา “อินเดีย-รัสเซีย” ทุบสถิติใหม่

    สรุปตัวเลขท่องเที่ยวไทยปี 2568 รายได้รวมแตะ 2.7 ล้านล้านบาท จับตา “อินเดีย-รัสเซีย” ทุบสถิติใหม่ แม้ภาพรวมต่างชาติชะลอตัว

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สรุปสถิตินักท่องเที่ยวสะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2568 โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมทั้งสิ้น 32,974,321 คน ลดลงจากปีที่ผ่านมา 7.23% และสร้างรายได้จากต่างชาติ 1,536,574 ล้านบาท

    เมื่อเจาะลึกรายสัญชาติ “มาเลเซีย” ครองแชมป์อันดับ 1 ในแง่จำนวนที่ 4.52 ล้านคน ตามมาด้วย “จีน” 4.47 ล้านคน อย่างไรก็ตาม หากดูในแง่รายได้ จีนยังคงสร้างเม็ดเงินสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งถึง 2.49 แสนล้านบาท แม้อัตราการเปลี่ยนแปลงจะลดลงกว่า 31% ก็ตาม

    ไฮไลต์สำคัญของปีนี้คือกลุ่มนักท่องเที่ยวที่สร้างสถิติใหม่ (New High) นำโดย “อินเดีย” ที่เข้ามาถึง 2.48 ล้านคน เติบโตขึ้น 16.8% และ “รัสเซีย” 1.89 ล้านคน เติบโต 8.8% นอกจากนี้ยังมี ตลาดสหราชอาณาจักร เยอรมนี และฝรั่งเศส ที่สร้างยอดรวมสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน

    ในขณะที่ “ไทยเที่ยวไทย” กลายเป็นตัวแปรสำคัญ โดยมีจำนวนสูงถึง 202.37 ล้านคน-ครั้ง เติบโต 2.7% สร้างรายได้ 1,166,761 ล้านบาท ส่งผลให้รายได้รวมทั้งหมดของปี 2568 ปิดตัวเลขอยู่ที่ 2,703,335 ล้านบาท ลดลงจากปีที่ผ่านมาเพียงเล็กน้อยที่ 1.26%

    ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากมาตรการภาครัฐ ทั้งปี Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025, มาตรการเพิ่มเพดานผู้โดยสาร และ Ease of Traveling รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้การท่องเที่ยวไทยยังคงเดินหน้าต่อได้ในปีนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/economy/morning/454371&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10aBbqAe5bYQW7lb4TVMaD

  • นักท่องเที่ยวแน่น‘มอหินขาว ชัยภูมิ’ส่งท้ายปีเก่าคึกคัก เคาท์ดาวน์สู่ปี2569

    นักท่องเที่ยวแน่น‘มอหินขาว ชัยภูมิ’ส่งท้ายปีเก่าคึกคัก เคาท์ดาวน์สู่ปี2569

    วันพฤหัสบดี ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.16 น.

    นักท่องเที่ยวแน่น‘มอหินขาว ชัยภูมิ’ส่งท้ายปีเก่าคึกคัก เคาท์ดาวน์สู่ปี2569

    บรรยากาศการท่องเที่ยวส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ของจังหวัดชัยภูมิ ปีนี้คึกคักเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะค่ำคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ที่ลานมอหินขาว แหล่งท่องเที่ยวไฮไลต์ระดับประเทศ ซึ่งมีการจัดกิจกรรมเคาท์ดาวน์ต้อนรับปีใหม่ พ.ศ. 2569 ท่ามกลางขุนเขาและอากาศหนาวเย็น

    ทั้งนี้ พบว่ามีนักท่องเที่ยวและประชาชนหลายพันคนเดินทางมาร่วมงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติ พร้อมร่วมกิจกรรมนับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่ โดยจังหวัดชัยภูมิได้เนรมิตพื้นที่ “ลานหิน 5 แท่ง” ให้เป็นจุดจัดงานส่งท้ายปี มีการประดับไฟสวยงาม จัดมุมถ่ายภาพ การแสดงดนตรีสด และมินิคอนเสิร์ต สร้างสีสันตลอดทั้งคืน

    นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ ด้วยการออกร้านจำหน่ายสินค้า อาหาร และของท้องถิ่นจำนวนมาก ให้นักท่องเที่ยวได้นั่งกิน นั่งฟังเพลง และชมการแสดงอย่างเต็มอิ่ม ท่ามกลางบรรยากาศลมหนาวบนยอดเขา

    สำหรับเมนูยอดนิยมรับอากาศหนาว ยังคงเป็นอาหารปิ้งย่างหลากหลาย อาทิ ข้าวจี่ ข้าวโพดย่าง พิซซ่าร้อน ๆ และไฮไลต์ที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กันคือ “หมูกระทะ” ซึ่งมีให้บริการตลอดงาน โดยพ่อค้าแม่ค้าเผยตรงกันว่า ปีนี้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้สินค้าที่นำมาจำหน่ายขายดีตลอดทั้งคืน

    กระทั่งถึงช่วงเวลานับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่ นักท่องเที่ยวต่างพร้อมใจกันร่วมเคาท์ดาวน์ เฉลิมฉลองก้าวเข้าสู่ปี พ.ศ. 2569 ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสุขและความประทับใจ ก่อนเริ่มต้นปีใหม่ด้วยรอยยิ้ม จากการเดินทางมาท่องเที่ยวจังหวัดชัยภูมิอีกหนึ่งความทรงจำดี ๆ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/938268&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3oe2akZhRmmjODhyVx1h2W

  • เปิดแผนสร้าง 3 แลนด์มาร์กเมืองกรุง “สะพานเดินข้ามเจ้าพระยา” หวังบูมท่องเที่ยว สู่มหานครระดับโลก

    เปิดแผนสร้าง 3 แลนด์มาร์กเมืองกรุง “สะพานเดินข้ามเจ้าพระยา” หวังบูมท่องเที่ยว สู่มหานครระดับโลก

    รายงานพิเศษ

    “เราอยากจะมีสะพานสวย ๆ ที่เป็นแลนด์มาร์กของกรุงเทพฯ โดยเป็นสะพานคนเดิน ไม่ใช่สะพานสำหรับรถข้าม ซึ่งจะเหมือนกับในเมืองใหญ่ ๆ ทั่วโลกที่มีสะพานคนเดินข้ามแม่น้ำแบบนี้ ตอนนี้เราดูพิกัดไว้ตรงท่าเรือสวัสดี ซึ่งเป็นพื้นที่ของ กทม. แล้วเชื่อมไปยังฝั่งตรงข้ามแถวถนนเชียงใหม่ เขตคลองสาน ผมเชื่อว่าสะพานรถยนต์อาจจะทำให้เมืองแย่ลงด้วยซ้ำ เพราะต้องมีทางลาดขึ้นลง (Approach) ที่กินพื้นที่ จนคนในพื้นที่เองก็ไม่อยากได้สะพานรถยนต์แถวนั้น แต่ถ้าเราทำเป็นแลนด์มาร์กที่เป็นทางเดินสวย ๆ เป็นทางสำหรับคนเดินและทางจักรยาน จะช่วยเชื่อมโยงโครงข่ายของเมืองทั้งสองฝั่งเข้าด้วยกันได้ดีกว่า”

    นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยแนวคิดการพัฒนาเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายของการทำงานและการวางรากฐานสู่อนาคต โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้าง “แลนด์มาร์กใหม่” ให้กับกรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว นอกเหนือจากการพึ่งพามรดกทางวัฒนธรรมดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว โดยระบุว่ากรุงเทพฯ จำเป็นต้องสร้างสิ่งใหม่ที่มีคุณค่าให้กับเมือง เพื่อส่งต่อให้คนรุ่นหลังและสร้างจุดสนใจใหม่ในระดับโลก

    สำหรับโครงการไฮไลท์ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ แนวคิดการสร้าง “สะพานคนเดินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา“ (Pedestrian Bridge) หรือโครงการ “เสริมศักยภาพสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา หาความเป็นไปได้เพิ่มสะพานใหม่” ซึ่งไม่ใช่สะพานสำหรับรถยนต์ แต่เป็นพื้นที่สาธารณะที่สวยงาม เป็นจุดเช็กอินและทางสัญจรสีเขียวที่เชื่อมโยงฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรีเข้าด้วยกัน โดยมีการศึกษาพื้นที่บริเวณท่าเรือสวัสดี (ฝั่งพระนคร) เชื่อมไปยังฝั่งตรงข้ามแถบถนนเชียงใหม่-ท่าดินแดง ฝั่งธนบุรี การออกแบบได้รับแรงบันดาลใจจากสวนลอยฟ้าในเมืองใหญ่ทั่วโลก เช่น High Line ที่นิวยอร์ก เน้นการปลูกต้นไม้ มีทางเดินและทางจักรยาน เพื่อให้ประชาชนได้มาพักผ่อนและชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งโครงการนี้ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ร่วมศึกษาและมีการประกวดแบบนานาชาติไว้แล้ว คาดว่าจะใช้งบประมาณระดับพันล้านบาท ซึ่งนอกจากจะเป็นสัญลักษณ์ใหม่ของเมืองแล้ว ยังช่วยเชื่อมย่านเศรษฐกิจอย่างเยาวราช ตลาดน้อย เข้ากับย่านคลองสานและฝั่งธนบุรีได้อย่างไร้รอยต่อ

    “ขณะนี้มีการศึกษาและเลือกไว้หลายโลเคชั่น โดยให้ทางอาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยช่วยดำเนินการออกแบบ และในอนาคตอาจเปิดให้ต่างชาติมาร่วมประกวดแบบเพื่อให้ได้รูปทรงที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ โครงการนี้คาดว่าต้องใช้งบประมาณในระดับพันล้านบาท ซึ่งถ้าเทียบกับการที่เราจ่ายหนี้ BTS ไปกว่าเจ็ดหมื่นล้านบาท โครงการนี้ถือว่าทำได้จริงและจะกลายเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของกรุงเทพฯ เพราะที่ผ่านมาแลนด์มาร์กส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งที่บรรพบุรุษมอบไว้ให้ หน้าที่ของเราคือต้องสร้างสิ่งใหม่ ๆ ที่มีค่าให้กับเมืองบ้าง

    สะพานนี้จะเชื่อมฝั่งธนบุรีกับฝั่งพระนครเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ ฝั่งพระนครจะสามารถเดินเชื่อมเข้าสู่ย่านเยาวราชและทรงวาดได้ ส่วนฝั่งธนบุรีก็จะเข้าสู่ย่านถนนเชียงใหม่และคลองสาน ซึ่ง กทม. มีแผนจะทำทางเดินริมน้ำเชื่อมต่อไปยังท่าดินแดงด้วย โครงการนี้จะช่วยทั้งเรื่องการจราจร การขี่จักรยาน และการเดินเท้า อย่างไรก็ตาม คงต้องส่งต่อให้ผู้บริหารชุดหน้าหรือผู้ว่าฯ คนต่อไปพิจารณาว่าจะตัดสินใจทำต่อไหม แต่ถ้าถามผม ผมก็อยากทำต่อ เพราะมันจะสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้คนจดจำว่านี่คือกรุงเทพฯ เหมือนที่เราเห็นภาพสะพานสวย ๆ ในต่างประเทศ”

    ควบคู่กันไปกับโครงการ “ศูนย์ราชการและหอชมเมืองฝั่งธนบุรี” บริเวณคลองสาน ซึ่งนายชัชชาติ มองว่าปัจจุบันฝั่งธนบุรียังขาดพื้นที่กิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมและศูนย์รวมราชการเมื่อเทียบกับฝั่งพระนคร จึงมีแผนพัฒนาพื้นที่บริเวณสำนักการศึกษาและโรงพยาบาลตากสินให้เป็นอาคารเอนกประสงค์ที่มีดีไซน์ทันสมัย โดยไฮไลท์สำคัญคือการเปิดพื้นที่ดาดฟ้าให้เป็น “หอชมเมือง” (Observation Deck) และพื้นที่รับประทานอาหารริมน้ำ เพื่อให้คนทั่วไปและผู้ประกอบการรายย่อยมีโอกาสเข้าถึงพื้นที่ทำเลทอง (Prime Area) ที่สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ที่งดงามของฝั่งพระนคร ทั้งวัดอรุณราชวรารามและพระบรมมหาราชวัง ได้อย่างชัดเจน โดยโครงการนี้มีการออกแบบรายละเอียดไว้แล้ว คาดว่าจะใช้งบประมาณกว่า 2,000 ล้านบาท

    อีกหนึ่งโปรเจกต์สำคัญคือการ “ปรับปรุงศาลาว่าการ กทม. (เสาชิงช้า) และลานคนเมือง” ให้กลายเป็น “พิพิธภัณฑ์เมือง” (City Museum) และพื้นที่สาธารณะสำหรับประชาชน (People Space) อย่างเต็มรูปแบบ ภายหลังจากที่มีแผนย้ายส่วนราชการไปยังศาลาว่าการ กทม. 2 (ดินแดง) โดยแนวคิดคือการอนุรักษ์อาคารเก่าทรงคุณค่าและปรับฟังก์ชันภายในให้เป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์และการขับเคลื่อนของเมือง ซึ่งปัจจุบันกรุงเทพฯ ยังขาดพิพิธภัณฑ์ในลักษณะนี้ โดยจะแบ่งพื้นที่เป็นโซนสาธารณะ นิทรรศการหมุนเวียน พื้นที่ Co-working space และจุดชมวิวบนชั้น 4-5 ที่สามารถมองเห็นวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหารในมุมสูงได้ โดยจะเปิดให้ประชาชนเข้าใช้บริการฟรี

    อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ต้องอาศัยเวลาในการปรับปรุงพื้นที่ฝั่งดินแดงเพื่อรองรับการย้ายบุคลากร และต้องทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่และร้านค้ารายย่อยรอบบริเวณเสาชิงช้า ที่กังวลเรื่องกำลังซื้อที่อาจลดลง ซึ่งนายชัชชาติยืนยันว่า หากเปลี่ยนเป็นแหล่งท่องเที่ยวและพื้นที่สาธารณะที่มีชีวิตชีวา จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวและเม็ดเงินเข้ามาหมุนเวียนในย่านนี้ได้มากกว่าลูกค้าที่เป็นข้าราชการแบบเดิม

    นอกจากโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่แล้ว กทม. ยังเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ผ่านงานศิลปะและการปรับปรุงภูมิทัศน์ย่านต่างๆ ให้มีอัตลักษณ์ที่โดดเด่น เช่น การจัดเทศกาล Bangkok Design Week และการส่งเสริม Street Art ตามฝาท่อและกำแพงในชุมชนกว่า 160 จุด เพื่อเชื่อมโยงการเดินเท้าท่องเที่ยวระหว่างย่าน เจริญกรุง-ทรงวาด-ตลาดน้อย ซึ่งถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและดึงดูดคนรุ่นใหม่ ทั้งนี้ โครงการแลนด์มาร์คต่างๆ ทั้งสะพานคนเดิน ศูนย์ราชการคลองสาน และพิพิธภัณฑ์เมือง ถือเป็นการเตรียมความพร้อมและแบบแปลนเพื่อส่งต่อให้ผู้บริหารชุดต่อไป หรือหากตนเองได้มีโอกาสทำงานต่อ ก็พร้อมที่จะผลักดันให้เกิดขึ้นจริง เพื่อให้กรุงเทพฯ มีจุดขายใหม่ที่ทัดเทียมมหานครอื่นๆ ทั่วโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/quality-of-life/news/120553&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10EZ2QxisH6ElZkDavfxFw

  • หาดใหญ่โวยค่าตั๋วแพง สวนทางการฟื้นฟูเมืองดึงนักท่องเที่ยว วอนสายการบินเห็นใจ

    หาดใหญ่โวยค่าตั๋วแพง สวนทางการฟื้นฟูเมืองดึงนักท่องเที่ยว วอนสายการบินเห็นใจ

    ดร.สิทธิพงษ์ สิทธิภัทรประภา นายกสมาคมโรงแรมหาดใหญ่ สงขลา เผยว่า หลังน้ำท่วมหาดใหญ่ ชาวหาดใหญ่ต้องกลับมาตั้งหลักใหม่ หวังฟื้นเมือง สถานประกอบการในพื้นที่ร่วมกันจัดโปรโมชั่น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นที่น่าเสียดาย สายการบินขยับราคาค่าตั๋วเครื่องบินพุ่ง สวนทางกัน

    ช่วงเวลานี้ หากซื้อตั๋วเครื่องบินเดินทางมาหาดใหญ่ (ช่วงที่เขากำลังฟื้นฟูเมือง) ราคาอย่างกับซื้อตั๋วเดินทางบินไปต่างประเทศ 

    คนที่แพลนจะมาช่วยท่องเที่ยวใช้จ่ายในหาดใหญ่ ซื้อตั๋วไม่ลง ไม่เดินทางเข้าหาดใหญ่ คนจะกลับบ้่านก็ไม่กลับ เพราะค่าตั๋วแพง ทำหาดใหญ่เสียโอกาสไป 2 เด้ง ทุกคนพยายามช่วยหาดใหญ่ แต่สายการบินช่วย (ซ้ำเติม) หาดใหญ่ 

    ดร.สิทธิพงษ์ สิทธิภัทรประภา

    งานนี้คงจะไม่วอนภาครัฐ เพราะวอนไปหลายเรื่องแล้ว เกรงใจ   แต่หากเป็นไปได้อยากจะขอรบกวนสายการบินร่วมด้วยช่วยกันกับคนในพื้นที่ มาร่วมกับพวกเรา ไม่ต้องลดกระหน่ำแต่ขอราคาปกติก็ถือเป็นการช่วยหาดใหญ่แล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/648006&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw203GvvvCtlN4gf9MVfFbbV

  • รับอรุณปีใหม่! แสงแรกของปี

    รับอรุณปีใหม่! แสงแรกของปี

    รับอรุณปีใหม่! แสงแรกของปี’ภูอีเลิศ’ ท่ามกลางอากาศหนาวเย็น

    วันพฤหัสบดี ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.59 น.

    1 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศเช้าวันขึ้นปีใหม่ ในพื้นที่จังหวัดเลยคึกคักเป็นพิเศษนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศเดินทางมาปักหลักรอชมแสงแรกของปี ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น โดยเฉพาะที่ ภูอีเลิศ แหล่งท่องเที่ยวสุด Unseen ในตำบลปากหมัน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลยที่โชว์ความงามของทะเลหมอกขาวโพลนไหลผ่านร่องเขาอย่างน่าประทับใจ เป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่นักท่องเที่ยว นิยมมากในช่วงนี้

    สำหรับ ภูอีเลิศ ตั้งอยู่บนความสูง 620 เมตรจากระดับน้ำทะเลมีเอกลักษณ์โดดเด่นคือเป็นจุดชมวิว “ทะเลหมอกสองแผ่นดิน”ที่กั้นกลางระหว่างพรมแดนไทยและ สปป.ลาวนักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นทัศนียภาพของภูเขาซับซ้อนและทะเลหมอกหนานุ่มได้ตลอดทั้งปีแต่จะสวยงามเป็นพิเศษในช่วงฤดูหนาวและช่วงรอยต่อปลายฝนต้นหนาว

    นายสมบัติ นักท่องเที่ยวจาก กรุงเทพ กล่าวว่า ตนนั้นตั้งใจเดินทางมาจากกรุงเทพเพื่อมาสัมผัสอากาศหนาวและมาพร้อมกับญาติๆมาเที่ยวพักผ่อนส่งท้ายปีและต้อนรับปีใหม่โดยเลือกแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นธรรมชาติ เพราะทำให้ร่างกายได้รับรู้สิ่งดีๆ ช่วงปีใหม่ อากาศดีๆจึงเลือกที่ภูอีเลิศนี้ เป็นจุดส่งท้ายปีและรับปีใหม่พร้อมแสงแรกของวันปีใหม่วันนี้ อุณหภูมิบนภูอีเลิศ 11 องศา

    รายงานอุณหภูมิต่ำสุดตามอำเภอต่าง ๆ เมื่อเช้าวันนี้(หน่วยวัดเป็นองศาเซลเซียส) ดังนี้.-อ.เมืองเลย 15.2 , อ.วังสะพุง -, อ.ด่านซ้าย 16.0 , อ.เชียงคาน -, อ.ท่าลี่15.0 , อ.ภูกระดึง 15.2 , อ.ภูเรือ 15.0 , อ.นาแห้ว 14.0 , อ.ปากชม 16.0 ,อ.นาด้วง -, อ.ภูหลวง 18.0 , อ.ผาขาว 17.0 , อ.เอราวัณ 16.0 ,อ.หนองหิน 16.0 ซํ อุทยานแห่งชาติภูกระดึง 10.0 , อุทยานแห่งชาติภูเรือ13.0 , เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง(ภูเรือ) 10.0 ,ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเลย (อ.ภูเรือ) -,อุทยานแห่งชาติภูสวนทราย(อ.นาแห้ว) 12.0 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/938262&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ifO6JKuTRhNzFPsCFWaF_

  • นักท่องเที่ยวคึกคัก แห่รับแสงแรกปี 2569 ที่ “ผาแต้ม” จ. อุบลราชธานี

    นักท่องเที่ยวคึกคัก แห่รับแสงแรกปี 2569 ที่ “ผาแต้ม” จ. อุบลราชธานี

    นักท่องเที่ยวคึกคัก แห่รับแสงแรกปี 2569 ที่ “ผาแต้ม” จ. อุบลราชธานี ท่ามกลางบรรยากาศอากาศเย็นสบาย

    เช้าวันนี้ 1 ม.ค. 2569 ที่อุทยานแห่งชาติผาแต้ม จังหวัดอุบลราชธานี นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมารอชม “พระอาทิตย์ขึ้นก่อนใครในสยาม” ซึ่งในปี 2569 ดวงอาทิตย์ขึ้นในเวลา 06.32 น. ท่ามกลางบรรยากาศอากาศเย็นสบายและทัศนียภาพของแม่น้ำโขงที่สวยงาม สร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวที่มารับแสงแรกของปี เพื่อเสริมสิริมงคลและบารมีชีวิต

    จังหวัดอุบลราชธานีได้จัดกิจกรรม “รับแสงแรกอุบลราชธานี” อย่างอบอุ่นและเป็นระเบียบ มีพิธีตักบาตรยามเช้า ท่ามกลางแสงอาทิตย์แรกที่ส่องขึ้นจากขอบฟ้า พร้อมทั้งมอบของขวัญปีใหม่จากผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ให้แก่นักท่องเที่ยวและประชาชนที่มาร่วมงาน สะท้อนถึงการต้อนรับอย่างเป็นมิตรและใส่ใจในความปลอดภัย
    นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาร่วมกิจกรรมเป็นครั้งแรกให้สัมภาษณ์ว่า รู้สึกประทับใจกับการจัดงานเป็นอย่างมาก อากาศดี บรรยากาศดี การดูแลความปลอดภัยเป็นระบบ และอยากเชิญชวนให้ประชาชนทั่วประเทศเดินทางมาสัมผัสด้วยตนเองสักครั้ง

    ด้าน นายณรงค์ เทพเสนา ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เปิดเผยว่า จังหวัดอุบลราชธานีเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีเสน่ห์และความหลากหลาย หรือที่เรียกว่า “เมือง 4 แสง” โดยแสงแรกคือแสงอาทิตย์ขึ้นก่อนใครในสยามที่ผาแต้ม นอกจากนี้ยังมีแสงแห่งศรัทธาจากประเพณีแห่เทียนพรรษาอันยิ่งใหญ่ แสงแห่งความรู้จากการค้นพบโครงกระดูกไดโนเสาร์ที่อายุน้อยที่สุดในประเทศไทย ที่อำเภอตระการพืชผล และแสงแห่งธรรมจากพระอริยสงฆ์สายปฏิบัติที่มีชื่อเสียงหลายรูป
    ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานียังกล่าวเชิญชวนนักท่องเที่ยวว่า อุบลราชธานีเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เดินทางสะดวก มีมาตรการดูแลความปลอดภัย พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยรอยยิ้มและวัฒนธรรมอันงดงาม อยากให้ทุกคนมาสัมผัสเสน่ห์ของอุบลราชธานีด้วยตนเอง

    สำหรับใครที่กำลังมองหาจุดหมายท่องเที่ยวรับปีใหม่ ทั้งความสวยงาม ความเป็นสิริมงคล และความปลอดภัย จังหวัดอุบลราชธานี ยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ไม่ควรพลาด

    ติดตาม ช่อง 8 ได้ทาง
    facebook.com/thaich8

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaich8.com/news_detail/142705&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bcGF-TCLiSHH-oDcHpFN3

  • สงขลาเฉลิมฉลองปีใหม่2569  เดินหน้าฟื้นฟูเมืองหลังน้ำท่วมหนัก

    สงขลาเฉลิมฉลองปีใหม่2569 เดินหน้าฟื้นฟูเมืองหลังน้ำท่วมหนัก

    วันนี้, 06:50น.

              ค่ำคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ณ บริเวณชายหาดสมิหลา อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา นายจิรวัฒน์ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา พร้อมด้วยนายวันชัย ปริญญาศิริ นายกเทศมนตรีนครสงขลา สมาชิกสภาเทศบาลนครสงขลา หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่เทศบาลนครสงขลา และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ร่วมกิจกรรม นับถอยหลังต้อนรับศักราชใหม่ ปี 2569 ภายในงาน AMAZING COUNTDOWN SONGKHLA FESTIVAL 2026 โดยมีประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเข้าร่วมงานนับหมื่นคน

              ภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคักและครื้นเครง การจัดงาน AMAZING COUNTDOWN SONGKHLA FESTIVAL 2026 ในครั้งนี้ เทศบาลนครสงขลามุ่งหวังเพื่อสร้างบรรยากาศเมืองสงขลาให้มีชีวิตชีวาในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ส่งเสริมและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ ตลอดจนกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติสู่อำเภอเมืองสงขลา อันจะนำไปสู่การสร้างรายได้ให้กับประชาชนในท้องถิ่น  c]tยังเป็นการส่งมอบความสุขในช่วงเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลอง เปรียบเสมือนของขวัญแทนคำขอบคุณแก่พี่น้องประชาชนชาวสงขลา พร้อมทั้งเป็นการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดสงขลาให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายยิ่งขึ้น

               เช่นเดียวกับ ใจกลางเมืองหาดใหญ่ แสงพลุหลากสีพุ่งสว่างเต็มท้องฟ้าเหนือถนนธรรมนูญวิถี แยกโอเดียน ท่ามกลางรอยยิ้มและเสียงเฮของประชาชนและนักท่องเที่ยวกว่า 5,000 คน ที่ร่วมกันต้อนรับศักราชใหม่ 2569 ในงาน Hatyai New Year 2026 บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก ความสุข และพลังใจใหม่ของเมือง หลังผ่านพ้นวิกฤตอุทกภัย สะท้อนการเริ่มต้นปีใหม่อย่างยิ่งใหญ่ อบอุ่น และเปี่ยมด้วยความหวัง

              งานดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Ride The New Dawn” โดยความร่วมมือของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เทศบาลนครหาดใหญ่ และภาคส่วนต่าง ๆ ถือเป็นงานใหญ่ครั้งแรกของอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หลังวิกฤตที่ผ่านมา ช่วงพิธีนับถอยหลังเข้าสู่ศักราชใหม่ มีนายณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ พร้อมด้วยนายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และนายชูชีพ ธรรมเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เข้าร่วมพิธี ท่ามกลางแสงสีเสียงและพลุเฉลิมฉลองที่สร้างความประทับใจให้ผู้ร่วมงานอย่างล้นหลาม

    ขอบคุณภาพ : ข้อมูล /เทศบาลนครสงขลา

    #ปีใหม่2569

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/158037&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18fPzo_NXzq26ETp5QdV6d

  • กัมพูชาห้ามจุดพลุปีใหม่ในพนมเปญ | TOPNEWS

    กัมพูชาห้ามจุดพลุปีใหม่ในพนมเปญ | TOPNEWS

    กัมพูชาสั่งห้ามจุดพลุและดอกไม้ไฟในช่วงเทศกาลปีใหม่ในกรุงพนมเปญ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญแนะประชาชนฉลองปีใหม่อย่างเรียบง่ายท่ามกลางสถานการณ์พรมแดนที่เพิ่งจะเริ่มคลี่คลาย

    ขแมร์ไทม์สและแคมโบเดียเนส สื่อกัมพูชารายงานว่ารัฐบาลท้องถิ่นกรุงพนมเปญได้ออกแถลงการณ์ห้ามการจุดพลุและดอกไม้ไฟทุกประเภทในงานฉลองปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง (2569) ที่กรุงพนมเปญ โดยให้เหตุผลด้านความปลอดภัย และความสงบเรียบร้อย พร้อมกันนี้ก็เตือนประชาชน ธุรกิจห้างร้าน ภาคเอกชน และนักท่องเที่ยวทั้งชาวกัมพูชาและชาวต่างประเทศให้ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวอย่างเคร่งครัด ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

    อย่างไรก็ตาม โฆษกสำนักงานบริหารนครหลวงพนมเปญออกมาแถลงว่าพนมเปญจะกลับมาเปิดถนนคนเดินที่จตุรมุขอีกครั้งเป็นเวลาสามวัน ตั้งแต่ 31 ธันวาคมถึงวันที่ 2 มกราคม ในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยจะมีแผงขายสินค้าท้องถิ่น ร้านขายอาหาร และการจัดแสดงศิลปะทั้งแบบดั้งเดิมและร่วมสมัย เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในเมืองหลวง และเป็นการเฉลิมฉลองที่พนมเปญได้รับการจัดอันดับจาก BBC ให้เป็นหนึ่งใน 20 จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2569 แม้จะไม่มีการจุดพลุจุดประทัดในคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ก็ตาม

    ด้านผู้เชี่ยวชาญกัมพูชาออกมาขานรับแผนงานฉลองปีใหม่ แต่เรียกร้องว่าให้จัดแบบเรียบง่าย ไม่ใหญ่โต โดยให้เหตุผลว่าการนำงบประมาณจำนวนมากมาใช้ฉลองปีใหม่ในเวลานี้ไม่เหมาะสม แต่ควรนำไปช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุสู้รบที่ชายแดน และทหารที่ได้รับบาดเจ็บจะเหมาะสมกว่า และว่าการเฉลิมฉลองอย่างเงียบๆ จะช่วยผ่อนคลายความเครียดให้กับประชาชนที่ผ่านเหตุการณ์ความไม่สงบที่บริเวณชายแดนมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม และว่าถ้าไม่ทำอะไรเลยก็จะเงียบเหงาเกินไปและส่งผลเสียต่อการท่องเที่ยว แต่ถ้าจัดงานใหญ่โตเกินไปอาจทำให้ประชาชนไม่สบายใจ โดยเฉพาะผู้ที่สูญเสียสมาชิกในครอบครัว

    ทั้งนี้สื่อกัมพูชารายงานว่าเหตุสู้รบที่ชายแดนกับไทยทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 30 คน บาดเจ็บเกือบร้อยคน และทำให้มีผุ้พลัดถิ่นมากกว่า 5 แสนคน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1441802&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dwCwHGrnXyBHXSa69IXha

  • ตำรวจท่องเที่ยวกรุงเทพจับกุม แก๊งล้วงกระเป๋าชาวแอลจีเรีย ลักทรัพย์นักท่องเที่ยวบน BTS

    ตำรวจท่องเที่ยวกรุงเทพจับกุม แก๊งล้วงกระเป๋าชาวแอลจีเรีย ลักทรัพย์นักท่องเที่ยวบน BTS

    ตามที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ทุกหน่วยดูแลประชาชนและนักท่องเที่ยว ในห้วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ 2569 โดยเพิ่มความเข้มเพื่อลดความเสี่ยงจากการฉวยโอกาสก่อเหตุกับประชาชนและนักท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาว นั้นกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว โดยพล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท.พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รอง ผบช.ทท.พล.ต.ต.กฤษณ์ วาฤทธิ์ รอง ผบช.ทท.พล.ต.ต.มล.สันธิกร วรวรรณ รอง ผบช.ทท.ได้กำชับให้หน่วยงานในสังกัด บช.ทท. เพิ่มความเข้มในการออกตรวจดูแลความปลอดภัยประชาชนและนักท่องเที่ยว ตลอดจนตรวจสอบและติดตามกลุ่มบุคคลต่างด้าวที่แฝงตัวเข้ามาก่อเหตุในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อเพิ่มพื้นที่ปลอดภัยและเป็นการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินในช่วงเทศกาลปีใหม่ พุทธศักราช 2569

    ภายใต้การอำนวยการของพล.ต.ต.ดนุ กล่ำสุ่ม ผบก.ทท.1พ.ต.อ.ศราวุธ ตันกุล รอง ผบก.ทท.1พ.ต.อ.วีระวิทธ์ ผลประสิทธิ์ รอง ผบก.ทท.1พ.ต.อ.ปิยรัช สุภารัตน์ รอง ผบก.ทท.1ว่าที่ พ.ต.อ.ปิยะพงษ์ เอนสาร ผกก.1 บก.ทท.1พ.ต.ท.ณัฐพล คนหลัก รอง ผกก.1 บก.ทท.1ได้สั่งการให้ว่าที่ พ.ต.ต.ภูมิ มั่นเมือง สว.กก.1 บก.ทท.1 และเจ้าหน้าที่ตำรวจงานสืบสวน กก.1 บก.ทท.1 ออกสืบสวนติดตามกลุ่มแก๊งชาวต่างชาติที่ก่อเหตุลักทรัพย์นักท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ,ห้างสรรพสินค้า ,รถไฟฟ้า BTS โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีผู้โดยสารหนาแน่น

    จากการสืบสวนพบว่า MR. FOUZI SOLTANI อายุ 55 ปี สัญชาติแอลจีเรีย พร้อมพวก มีพฤติกรรมก่อเหตุลักทรัพย์ ล้วงกระเป๋า นักท่องเที่ยว ตามแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ โดย MR. FOUZI เคยถูกจับกุมในคดีลักทรัพย์ ที่ สน.พญาไท เมื่อปี 2567 ต่อมาเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ได้มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเข้าแจ้งความต่อ พงส.สน.ทองหล่อ ว่าถูกลักทรัพย์ขณะโดยสารรถไฟฟ้า BTS จากสถานีอโศกไปยังสถานีพร้อมพงษ์ จากการสืบสวนและตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดของ BTS พบว่าผู้ก่อเหตุเป็นชาวต่างชาติจำนวน 2 คน ซึ่งหนึ่งในผู้ก่อเหตุคือ MR. FOUZI งานสืบสวน กก.1 บก.ทท.1 จึงแบ่งกำลังออกสืบสวนหาข่าวบริเวณสถานีรถไฟฟ้าที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่น จนกระทั่งวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ได้พบ MR. FOUZI พร้อมพวก บริเวณสถานีรถไฟฟ้า BTS สยาม จึงได้ประสานการปฏิบัติกับ คุณธีระ สิริสุขะ หัวหน้างานรักษาความปลอดภัยรถไฟฟ้า BTS เข้าทำการตรวจสอบ

    จากการตรวจสอบ ทราบชื่อ 1. MR. FOUZI SOLTANI อายุ 55 ปี สัญชาติแอลจีเรีย2. MR. HAMID DIF อายุ 58 ปี สัญชาติแอลจีเรียโดย MR. FOUZI ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรถึงวันที่ 19 มิถุนายน 2567 และอยู่เกินกำหนดมาแล้ว 501 วันส่วน MR. HAMID ไม่สามารถแสดงหนังสือเดินทางได้ ทั้งนี้ยังตรวจพบหมวกแก็ปรวม 5 ใบอยู่ในกระเป๋าเป้สีดำที่ทั้งสองสะพายอยู่ จึงกล่าวหาว่า “เป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” และ “เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” ตามลำดับ

    จากนั้นนำตัวผู้ต้องหาทั้งสองส่ง พงส.สน.ปทุมวัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งนี้ได้ประสานข้อมูลไปยัง พงส.สน.ทองหล่อ ทราบเพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/268482&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pPIyO9HhW69OcfsdnTd8i