Category: ท่องเที่ยว

  • “โอกาสใหม่” ชูแผนพลิกวิกฤตความไม่มั่นคงภาคใต้ สู่ความมั่งคั่งยั่งยืน

    “โอกาสใหม่” ชูแผนพลิกวิกฤตความไม่มั่นคงภาคใต้ สู่ความมั่งคั่งยั่งยืน

    “โอกาสใหม่” ชูแผนพลิกวิกฤตความไม่มั่นคงภาคใต้ สู่ความมั่งคั่งยั่งยืน

    เมื่อวันที่ 4 ก.พ.2569 เครือเนชั่นจัดเวทีดีเบต “NATION ELECTION 2569 จุดเปลี่ยนประเทศไทย” นัดสุดท้าย ที่สวนสาธารณะ อบจ.สงขลา โดยมีแกนนำ 6 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม พรรคโอกาสใหม่ พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ท่ามกลางประชาชนจำนวนมาก ก่อนถึงวันเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.2569

    นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า แนวทางการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ 14 จังหวัด ซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว่า 46 ล้านไร่ แม้จะเป็นภูมิภาคที่มีความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ถึง 11 ล้านไร่ แต่ยังคงต้องเผชิญกับวิกฤตความไม่มั่นคงในหลายมิติที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างเป็นระบบเพื่อก้าวไปสู่ความมั่งคั่งอย่างแท้จริง

    ชี้ปมปัญหา “ความไม่มั่นคง” อุปสรรคสำคัญในการพัฒนา 

    โดยพบว่าภาคใต้ยังติดหล่มปัญหาด้านความไม่มั่นคงในหลายด้าน ประกอบด้วย

    • โครงสร้างพื้นฐาน: ปัญหาเรื่องระบบจัดการน้ำ ถนนหนทาง และระบบขนส่งที่ยังไม่ครอบคลุม
    • ภัยพิบัติทางธรรมชาติ: พื้นที่ภาคใต้ขนาบข้างด้วยทะเลทั้งสองฝั่ง ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อภัยพิบัติทางทะเล
    • สถานการณ์ความไม่สงบ: ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งต้องใช้หลักการ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ในการแก้ไข
    • เศรษฐกิจ: ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรที่ไม่มีความชัดเจน ส่งผลกระทบต่อรายได้ของประชาชนในพื้นที่

    ชูศักยภาพ “ความมั่งคั่ง” ต้นทุนธรรมชาติและเศรษฐกิจระดับโลก 

    อย่างไรก็ตาม ภาคใต้มีต้นทุนความมั่งคั่งที่โดดเด่น โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวและทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งพบว่าประเทศไทยมีอุทยานแห่งชาติทั้งหมด 156 แห่ง แต่อยู่ในภาคใต้ถึง 47 แห่ง ที่สำคัญคือจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้าชมอุทยานทั่วประเทศ 16 ล้านคน เป็นนักท่องเที่ยวในภาคใต้ถึง 10 ล้านคน ซึ่งสร้างรายได้มหาศาลให้กับพื้นที่

    นอกจากนี้ ยังมีความมั่งคั่งด้านเกษตรกรรม ทั้งยางพาราและผลไม้เมืองร้อนนานาชนิด รวมถึงทำเลที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ที่มีชายฝั่งทะเลทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย ซึ่งมีศักยภาพสูงในการเป็นศูนย์กลางการส่งออกทางทะเล

    หนุน “การเชื่อมโยง” มุ่งสู่ความยั่งยืน 

    นายจตุพร เสนอแนวทางแก้ไขด้วยการสร้าง “ความเชื่อมโยง” ทั้งด้านถนน การคมนาคม และระบบขนส่งสินค้า เพื่อแก้ไขปัญหาและเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ

    พร้อมประกาศเจตนารมณ์ที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลัง โดยมุ่งเน้นการขจัดปัญหาความไม่มั่นคงทั้งหมดให้หมดไป และทำการเสริมศักยภาพความมั่งคั่ง ที่มีอยู่เดิมให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อนำไปสู่เป้าหมายสูงสุดคือ “ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ให้กับพี่น้องชาวใต้ทั้ง 14 จังหวัด อย่างเป็นรูปธรรม

    จุดประกายท่องเที่ยวใต้ เชื่อมวัฒนธรรม-ทรัพยากรธรรมชาติ

    ส่วนทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้ นายจตุพร ระบุว่า พื้นที่ภาคใต้ถือเป็น “หัวใจสำคัญ” ของการท่องเที่ยวไทยอย่างแท้จริง แม้ภาคใต้จะมีอุทยานแห่งชาติเพียง 7 แห่ง จากทั้งหมด 156 แห่งทั่วประเทศ แต่กลับมีสถิตินักท่องเที่ยวเดินทางไปเยือนสูงถึง 10 ล้านคน จากจำนวนนักท่องเที่ยวอุทยานฯ รวมทั้งสิ้น 16 ล้านคน

    นายจตุพร เสนอว่า แนวทางการพัฒนาต่อจากนี้ไม่ควรเน้นเพียงแค่ทรัพยากรธรรมชาติเท่านั้น แต่ต้องสร้าง “เสน่ห์และความหลากหลาย” ผ่านการเชื่อมโยงระหว่างทรัพยากรธรรมชาติ ประเพณี และวัฒนธรรม เข้าด้วยกัน เพื่อดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศและกลุ่มนักท่องเที่ยวจากชายแดนมาเลเซียให้เข้ามาในพื้นที่มากขึ้น

    จตุพร บุรุษพัฒน์

    อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ คือการจัดการด้านความปลอดภัยและภัยอันตรายต่าง ๆ อย่างชัดเจน ได้แก่

    1. การแจ้งเตือนภัยที่ชัดเจน: ต้องมีระบบการประกาศและเตือนภัยล่วงหน้าที่มีประสิทธิภาพ

    2. แผนอพยพที่เป็นรูปธรรม: พื้นที่ท่องเที่ยวต้องมีแผนรองรับเหตุฉุกเฉินที่ใช้งานได้จริง

    3. การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน: ต้องให้คนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนและแก้ไขปัญหา เพราะเป็นผู้ที่เข้าใจบริบทของพื้นที่ได้ดีที่สุด

    “หากไม่มีการจัดการระบบเตือนภัยและแผนอพยพที่ชัดเจน รวมถึงขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ปัญหาใหญ่จะตามมาอีกมากในอนาคต” นายจตุพร กล่าว

    ปั้น “หาดใหญ่” ต้นแบบการจัดการภัยพิบัติระดับสากล

    สำหรับการรับมือภัยพิบัติครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ นายจตุพร กล่าวว่า แผนการปฏิบัติงานจริงหากได้เป็นรัฐบาล มีแนวคิดสนับสนุนการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่ดำเนินการอยู่แล้ว เช่น คลองระบายน้ำ ร.1, ร.2, ร.3 และคลองอู่ตะเภา รวมถึงพิจารณาการขุดลอกทะเลสาบสงขลา เพื่อเพิ่มพื้นที่รับน้ำ 

    อย่างไรก็ตาม การลงทุนที่สำคัญที่สุดคือ “ระบบการเตือนภัย” เนื่องจากไม่สามารถป้องกันภัยพิบัติได้ 100% แต่สามารถลดทอนความเสียหายได้ด้วยความแม่นยำ โดยเสนอให้มีระบบแจ้งเตือนผ่านสัญญาณมือถือล่วงหน้า 1-2 วัน เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้นและต้องเตรียมตัวอย่างไร

    กลยุทธ์สำคัญในการยกระดับพื้นที่คือการจัดทำ “แผนที่เสี่ยงภัยและพื้นที่ปลอดภัย” ที่ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนทราบจุดที่ต้องอพยพเมื่อเกิดเหตุ และต้องมีการซักซ้อมแผนปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ เป้าหมายหลักคือการทำให้อำเภอหาดใหญ่เป็นต้นแบบการจัดการภัยพิบัติระดับสากล เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว
     
    ทั้งนี้ การบริหารจัดการภัยพิบัติทั้งระบบ ตั้งแต่การเตือนภัย การเข้าแก้ไขปัญหาขณะเกิดเหตุ ไปจนถึงการฟื้นฟูเยียวยา จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวแบบมีคุณภาพและยั่งยืนในพื้นที่ภาคใต้อย่างแท้จริง

    ประกาศ “เดินทะลุความขัดแย้ง” ชูธงบริหารนำการเมือง 

    นายจุพร ยังได้แสดงทัศนะถึงแนวทางในการแก้ปัญหาความขัดแย้งเพื่อให้สังคมไทยว่า ปัญหาความขัดแย้งเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ยากตราบใดที่มนุษย์ยังมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน อย่างไรก็ตาม พรรคโอกาสใหม่มีจุดยืนที่ชัดเจนคือการใช้ “การบริหารนำการเมือง” เนื่องจากมองว่าการเมืองมักเป็นเรื่องของการทะเลาะเบาะแว้ง พรรคจึงตั้งเป้าที่จะ “เดินทะลุความขัดแย้ง” แทนที่จะเป็นเพียงการพยายามก้าวข้าม เพื่อมุ่งเน้นประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก

    แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคโอกาสใหม่ ยังได้ให้คำมั่นว่าหากได้รับโอกาสในการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.นี้ ตนจะเข้ามาแก้ปัญหานี้อย่างแน่นอน พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงการหาเสียงอย่างสร้างสรรค์ โดยมุ่งเป้าไปที่การพัฒนาพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ให้มีความรุ่งโรจน์ มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

    ลั่น! พร้อมลาออกหัวหน้าพรรคทันที หากพบลูกพรรคเอี่ยวธุรกิจสีเทา 

    นายจตุพร ได้เน้นย้ำถึงจุดยืนทางการเมืองที่สำคัญว่า การเมืองที่สุจริตต้องเริ่มต้นจากตัวเราและสมาชิกพรรคที่จะเข้าไปเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมว่านโยบายของพรรคไม่ใช่เพียงแค่วาทกรรมทางการเมือง แต่เป็นแนวทางที่นำไปปฏิบัติจริง

    พร้อมยืนยันว่า หากสมาชิกพรรคคนใดถูกตรวจพบว่าเป็นพรรคสีเทา ตนเองในฐานะหัวหน้าพรรคพร้อมที่จะลาออกจากตำแหน่งทันที โดยไม่ต้องเสียเวลา เนื่องจากถือว่าเป็นความรับผิดชอบในการเลือกคนเข้ามาร่วมงาน อย่างไรก็ตาม พรรคยังคงยึดมั่นในระบบนิติรัฐ ซึ่งการกล่าวหาบุคคลใดว่าเป็นสีเทานั้น จะต้องผ่านระบบการตรวจสอบและการกลั่นกรองตามกระบวนการที่ถูกต้องของบ้านเมือง

    นอกจากนี้ นายจตุพร ยังได้ระบุถึงแนวทางการทำงานของพรรคว่าต้องการให้เป็น “การเมืองสีขาว” เพื่อหลีกเลี่ยงการกลับไปสู่วังวนปัญหาเดิม ๆ ในอนาคต โดยพรรคมีจุดเด่นในการใช้ระบบการบริหารนำการเมือง และเน้นการทำงานแบบมืออาชีพเพื่อให้เป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/737535&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_LC_3laRoEQg5nCJGrHNH

  • ถึงเวลาพลิกฟื้น‘เอสเอ็มอี’

    ถึงเวลาพลิกฟื้น‘เอสเอ็มอี’

    ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ชี้ว่า หนึ่งในจุดเปราะบางเชิงโครงสร้างที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย คือภาคธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นเสาหลักของระบบเศรษฐกิจ แต่กำลังเผชิญภาวะ “ติดหล่ม” จากความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอยต่อเนื่อง ทั้งด้านความสามารถในการทำกำไร สถานะทางการเงิน และการยกระดับธุรกิจ ท่ามกลางปัญหาหนี้สะสม ต้นทุนทางการเงินสูง และอัตรากำไรขั้นต้นที่ต่ำ ส่งผลให้การเติบโตของเอสเอ็มอีไม่เพียงชะลอตัว แต่ยังยากต่อการฟื้นตัวด้วยแนวทางเดิม

    โดย พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ Chief Economist ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า Krungthai COMPASS ประเมินเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวที่ 1.8% ชะลอจากปีก่อนหน้า โดยจะเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปีที่จีดีพีโตต่ำกว่า 2.0% หากไม่รวมช่วงวิกฤต โดยภาคการส่งออกของไทยมีแนวโน้มหดตัวลงจากความเสี่ยง Geopolitics ขณะที่การท่องเที่ยวฟื้นตัวช้าจากการสูญเสียตลาดกลุ่มนักท่องเที่ยวเอเชีย

     ทั้งนี้ ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลง และมีความท้าทายจากทั้งความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิม การขาดความสามารถในการแข่งขันในโลกใหม่ และความท้าทายภาครัฐนั้น ปัจจุบันภาครัฐและภาคเอกชนภายใต้ โครงการ Reinvent Thailand ที่สร้างพลวัตใหม่เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย โดยหนึ่งในทางรอดที่สำคัญคือ การสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอีใน 6 อุตสาหกรรมเป้าหมายตั้งต้น (Priority Sectors) ได้แก่ เกษตรและแปรรูปอาหาร ยานยนต์ การแพทย์และสุขภาพ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การท่องเที่ยว ค้าปลีกและค้าส่ง ซึ่งมีโอกาสในการยกระดับศักยภาพ พร้อมต่อยอดสู่อุตสาหกรรมใหม่ New S-Curve และกระจายผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยได้อย่างทั่วถึง

    นอกจากนี้ Krungthai COMPASS สำรวจเอสเอ็มอี โดยใช้ข้อมูลย้อนหลัง 15 ปี จำนวน 160,232 รายใน 6 อุตสาหกรรมเป้าหมายตั้งต้น ภายใต้ โครงการ Reinvent Thailand พบว่าเอสเอ็มอีเผชิญกับภาวะติดหล่ม สะท้อนจากความสามารถในการทำกำไร (Return on Assets) ที่ถดถอยลงในช่วงปี 2553-2567 และเลื่อนสถานะทางธุรกิจ (move up the ladder) ได้ยาก บ่งบอกถึง “ความสามารถในการแข่งขันถูกกัดกร่อน” โดยพบว่าเบื้องหลังการถดถอยของเอสเอ็มอีไม่ได้เป็นเพราะขาดความพยายาม แต่เพราะธุรกิจติดอยู่ใน “วงจรหนี้” ซึ่งแม้ผู้ประกอบการจะพยายามแข่งขันด้านราคาและบริหารจัดการต้นทุนแล้ว แต่รายได้ยังไม่พอรายจ่าย ทำให้ขาดสภาพคล่องและก่อหนี้สะสมจนอัตราส่วนหนี้ต่อทุนสูงกว่ากลุ่มที่ผลประกอบการดีถึง 3-5 เท่า และยังพบว่าจุดอ่อนสำคัญของธุรกิจเอสเอ็มอีคือปัญหา Gross Margin ต่ำกว่ากลุ่มที่ผลประกอบการดีประมาณ 4-10% สะท้อนการขายปริมาณมาก แต่กำไรต่ำ ไม่เพียงพอที่จะทำให้ธุรกิจมีกำไรที่ยั่งยืน

     อย่างไรก็ดี มาตรการช่วยเหลือสภาพคล่องและปรับโครงสร้างหนี้เพื่อฟื้นฟูสุขภาพทางการเงินจึง “จำเป็น” แต่ “ไม่เพียงพอ” เอสเอ็มอีต้อง ผ่าตัดใหญ่ ด้วยการปรับโมเดลธุรกิจมุ่งสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มหรือเจาะตลาดเฉพาะทาง ผ่านการลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพ เพิ่มรายได้และกำไรให้กับธุรกิจอย่างยั่งยืน พร้อมปรับตัวสอดรับบริบทโลกใหม่ โดยในปัจจุบันเอสเอ็มอีสามารถใช้ประโยชน์จากมาตรการต่างๆ ภายใต้ Reinvent Thailand อาทิโครงการ SMEs Credit Boost รวมถึง โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ที่มุ่งสนับสนุนการลงทุน

    นอกจากนี้ยังต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคส่วนอื่นๆ และผนวกกับการใช้ประโยชน์จากพลังของเทคโนโลยีและข้อมูลอย่างเต็มขั้นในการเพิ่มโอกาสเอสเอ็มอีเข้าถึงสภาพคล่องและเงินทุน ซึ่งการผ่าตัดใหญ่ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น “ทางรอด” ที่จะช่วยให้ธุรกิจก้าวข้ามกับดักหนี้ กลับมาเติบโตและสร้างกำไรอย่างยั่งยืน เป็นกระดูกสันหลังที่แข็งแรงของระบบเศรษฐกิจไทยต่อไป.

    ครองขวัญ รอดหมวน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/942263/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04j_18g1WpdHU-fg6xDz3_

  • รมว.อรรถกร เชิญสมาคมประกันวินาศภัยไทย หารือแนวทางการทำประกันให้แก่นักกีฬาเพื่อลดค่าใช้จ่ายและยกระดับการรักษาให้เทียบเท่าสากล

    รมว.อรรถกร เชิญสมาคมประกันวินาศภัยไทย หารือแนวทางการทำประกันให้แก่นักกีฬาเพื่อลดค่าใช้จ่ายและยกระดับการรักษาให้เทียบเท่าสากล

    รมว.อรรถกร เชิญสมาคมประกันวินาศภัยไทย หารือแนวทางการทำประกันให้แก่นักกีฬาเพื่อลดค่าใช้จ่ายและยกระดับการรักษาให้เทียบเท่าสากล

    (3 ก.พ. 2569) นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายธันว์ วุฒิธรรม ประธานคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประชุมร่วมกับ นายสมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เพื่อหารือแนวทางการทำประกันรูปแบบต่าง ๆ ให้กับทัพนักกีฬาไทยในการแข่งขันมหกรรมกีฬา รวมถึงการยกระดับสิทธิ์การรักษาพยาบาลของนักกีฬาและบุคลากรทางการกีฬา

    โดยภายหลังการประชุม นายธันว์ได้เปิดเผยว่า รัฐมนตรีอรรถกรมอบหมายให้กระทรวงฯทำงานใกล้ชิดกับ กกท. สร้าง workshop ขึ้นมาศึกษาข้อกฎหมาย และประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น ทั้งนี้กำชับไม่ให้สร้างภาระเพิ่มเติมแก่ กกท. หรือกองทุนพัฒนากีฬาฯ  โดยจะเน้นไปที่ 3 เป้าหมายหลัก คือ

    1.การออกแบบผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ครอบคลุมต่อคณะนักกีฬา ให้อุ่นใจทั้งคณะฯและครอบครัว
    2.ใช้ความประหยัดต่อขนาดเพื่อต่อรองเบี้ยประกัน หากแต่ละสมาคมกีฬามีการทำประกันอยู่แล้ว จะใช้การรวมศูนย์เพื่อให้ได้เบี้ยที่ถูกลงหรือต่อรองสวัสดิการที่ดีขึ้นได้หรือไม่
    3. การสร้างสวัสดิการรักษาพยาบาลเทียบเท่าเอกชนให้แก่คณะนักกีฬา ทั้งก่อนและหลังการรับใช้ชาติ

    ทั้งนี้แม้จะเป็นรัฐบาลรักษาการ แต่ก็ยังสามารถเดินหน้าทำเพื่อประโยชน์ของวงการกีฬาได้อยู่ หากไม่แล้วเสร็จภายในยุคสมัยนี้ก็จะเป็นเรื่องดี ๆ ที่ส่งต่อให้แก่รัฐมนตรีท่านต่อไปได้สานต่อ ตั้งเป้าให้ทันมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ในปลายปีนี้ เพื่อนำร่องและวัดประเมินผลความคุ้มค่า

    โดยรัฐมนตรีอรรถกรได้พูดในที่ประชุมตอนหนึ่งว่า “เราต้องการยกระดับเรื่องสวัสดิการ ทั้งนักกีฬาที่ยังรับใช้ชาติอยู่และที่พ้นไปแล้ว ท่านเหล่านี้เคยทำหน้าที่เพื่อประเทศ สร้างความสุขให้พวกเราหลายครั้งครา เราจึงต้องวางระบบสวัสดิการให้ครอบคลุม เพื่อให้มั่นใจว่าวีรบุรุษนักกีฬาของเราจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีและได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง แม้ในวันที่เขาไม่ได้ลงสนามแข่งขันแล้วก็ตาม”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/66012&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qBlXJdAIU0bGxTzZw4lZB

  • ราชบุรี ชวนคู่รักเช็คอิน

    ราชบุรี ชวนคู่รักเช็คอิน

    ราชบุรี ชวนคู่รักเช็คอิน “The Chocolate Wood (On the Rock)” สัมผัสวิถีโกโก้ รับวาเลนไทน์-ตรุษจีน ที่อุทยานหินเขางู 13-17 ก.พ. นี้


    3/02/2569 | 9 |

    ราชบุรี ชวนคู่รักเช็คอิน “The Chocolate Wood (On the Rock)” สัมผัสวิถีโกโก้ รับวาเลนไทน์-ตรุษจีน ที่อุทยานหินเขางู 13-17 ก.พ. นี้

    (ราชบุรี) – เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ณ บริเวณริมบึงอุทยานหินเขางู อ.เมือง จ.ราชบุรี นางสาวปิยะฉัตร ไพชนม์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงาน “The Chocolate Wood (On the Rock)” โดยมี ผศ.อรรถพล อุสายพันธ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ นายกเทศมนตรีตำบลเขางู, ผอ.ททท.สำนักงานราชบุรี, ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดฯ และเกษตรจังหวัดฯ เข้าร่วมแถลงข่าวอย่างพร้อมเพรียง

    นางสาวปิยะฉัตร เปิดเผยว่า จังหวัดราชบุรีได้ผนึกกำลังร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง และภาคีเครือข่าย จัดงานดังกล่าวขึ้นระหว่างวันที่ 13 – 17 กุมภาพันธ์ 2569 ณ บริเวณตลาด 70 ล้าน อุทยานหินเขางู เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและยกระดับสินค้าเกษตร โดยเฉพาะ “โกโก้” ซึ่งเป็นของดีจังหวัดราชบุรี ภายใต้โครงการพัฒนาการเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรฯ ประจำปีงบประมาณ 2569

    วัตถุประสงค์หลักของการจัดงาน คือการสร้างแบรนด์ “Ratchaburi Cacao” ให้เป็นที่รู้จัก พร้อมเปิดเวทีกลางเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคการศึกษา และเกษตรกร เพื่อพัฒนาต่อยอดโกโก้สู่การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่ชุมชน

    ไฮไลท์สำคัญภายในงาน: พบกับกิจกรรม “Ratchaburi Cacao Experience” ที่จะเปลี่ยนบรรยากาศอุทยานหินเขางูให้หอมหวานไปด้วยกลิ่นอายของช็อกโกแลต ผสมผสานศิลปะและดนตรี ท่ามกลางบรรยากาศสุดโรแมนติกต้อนรับเทศกาลวาเลนไทน์และตรุษจีน

    ตลาดโกโก้สร้างสรรค์: ช้อปผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นและสินค้าแปรรูปจากโกโก้คุณภาพ

    Workshop สุดพิเศษ: กิจกรรมทำช็อกโกแลตที่นักท่องเที่ยวสามารถลงมือทำได้จริง

    จุดเช็คอิน: มุมถ่ายภาพสวยๆ ในบรรยากาศธรรมชาติของเขางูและตลาด 70 ล้าน

    ทั้งนี้ จะมีพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการใน วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 (วันวาเลนไทน์) จึงขอเชิญชวนชาวราชบุรีและนักท่องเที่ยว มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ความหวานและสร้างความทรงจำใหม่ๆ ไปด้วยกัน


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/472814&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yP5eAwdwyx3uht7Q3gajB

  • “เพื่อไทย” กางแผนดับไฟใต้ ชู “แลนด์บริดจ์” 1 ล้านล้าน พลิกโฉมเศรษฐกิจ

    “เพื่อไทย” กางแผนดับไฟใต้ ชู “แลนด์บริดจ์” 1 ล้านล้าน พลิกโฉมเศรษฐกิจ

    “เพื่อไทย” กางแผนดับไฟใต้ ชู “แลนด์บริดจ์” 1 ล้านล้าน พลิกโฉมเศรษฐกิจ

    ที่สวนสาธารณะ อบจ.สงขลา จ.สงขลา เนชั่นกรุ๊ป จัดเวทีดีเบต จุดเปลี่ยนประเทศไทย นายก่อแก้ว พิกุลทอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ตอบคำถาม หากพรรคท่านได้เป็นรัฐบาล จะแก้ปัญหาความไม่สงบชายแดนภาคใต้คืนสู่สันติภาพอย่างไร ว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำรัฐบาลจะทำโครงการแลนด์บริดจ์ เชื่อมต่อโลจิสติกส์ระหว่างชุมพรไประนอง ในการขนส่งทางน้ำผ่านประเทศไทย ประหยัดเวลาประหยัดค่าใช้จ่าย โครงการนี้การลงทุน 1 ล้านล้านบาท จะมีการสร้างงาน 2 จังหวัด 280,000 ตำแหน่ง หมายความว่าลูกหลานพี่น้องชาวใต้จะมีงานทำที่นี่ 
     

    โครงการนี้จะทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนระหว่างก่อสร้างปีละแสนกว่าล้านบาท หมุนเวียนทางเศรษฐกิจ 4 เท่า ก็เป็น 6 แสนกว่าล้านต่อปี ไม่ใช่แค่ชุมพรและระนองที่ได้อานิสงส์เต็มๆ แต่สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พังงา ภูเก็ต กระบี่ พัทลุง  และสงขลา ก็ได้เช่นกันมนทางอ้อม ทำให้เศรษฐกิจภาคใต้ขยับขึ้น ชุมพร ระนอง จะขยับเพิ่มเป็นเท่าตัว ส่วนจังหวัดอื่นจะขยับประมาณ 20 30% 

    นอกจากการจ้างงาน ยังมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวมากมาย ก็เป็นอานิสงส์ต่อภาคใต้เต็มที่ ยังไม่รวมถึงการท่องเที่ยวที่เราจะสนับสนุนนอกจากเมืองหลักแล้ว รองอีกหลายจังหวัดก็มีสิ่งดีๆ อย่างชุมพรที่เป็นทางทางผ่าน ระนองที่เป็นเมืองหลบ นครศรีธรรมราชที่เป็นเมืองใหญ่แต่คนน่าจะเยอะกว่านี้ พัทลุงมีที่ท่องเที่ยวดังแต่คนรู้จักไม่กี่ที่  3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีที่ท่องเที่ยวดีๆ แต่คนยังกลัวอยู่ สิ่งเหล่านี้จะต้องทำ ให้คนมาเที่ยวมาที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/politics/613072&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WLOwclxn9BaQ1DEFEDRgm

  • “เทศบาลตำบลนิคม”ฟังเสียงประชาชนโครงการพัฒนาพื้นที่และปรับปรุงภูมิทัศน์แหล่งท่องเที่ยวหาดแคนคำ  | เดลินิวส์

    “เทศบาลตำบลนิคม”ฟังเสียงประชาชนโครงการพัฒนาพื้นที่และปรับปรุงภูมิทัศน์แหล่งท่องเที่ยวหาดแคนคำ  | เดลินิวส์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศาลาประชาคมบ้านตาดงเค็ง  ตำบลนิคม อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์  นางสาวกัญญาภัค  แจ่มใส  นายอำเภอสหัสขันธ์  เป็นประธานในการเปิดเวทีรับฟังควาคิดเห็น โครงการพัฒนาพื้นที่และปรับปรุงภูมิทัศน์แหล่งท่องเที่ยวหาดแคนคำ  โดย นายวิจิตร  งามชื่น  โยธาธิการและผังเมือง จ.กาฬสินธุ์  ได้เสนอข้อมูลและแบบแปลนในการพัฒนาพื้นที่ จากพื้นที่สาธารณะรกร้างริมเขื่อนลำปาว ให้เป็นจุดแลนมาร์คแห่งใหม่ของชาวกาฬสินธุ์ และนักท่องเที่ยว  โดยมี  นายวิญญู  ขันผง  นายกเทศมนตรีต.นิคม  นางอรวิภา แก้วยิ่ง ปลัดเทศบาลตำบลนิคม  และชาวบ้านผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ตำบลนิคมและใกล้เคียงร่วมให้ข้อความคิดเห็นก่อนลงประชาคม มีมติเห็นชอบ ให้ดำเนินการตามโครงการ

    นายวิจิตร  งามชื่น  โยธาธิการและผังเมือง จ.กาฬสินธุ์   กล่าวว่า  โครงการพัฒนาและปรับปรุงภูมิทัศน์แหล่งท่องเที่ยวหาดแคนคำ  เป็นงบประมาณต่อเนื่อง 3 ปี งบประมาณกว่า 55 ล้านบาท โดยทางกายภาพบริเวณหาดแคนคำ เนื้อที่กว่า 26 ไร่  ติดกับเขื่อนลำปาว มองเห็นสะพานเทพสุดาระยะไกลได้อย่างสวยงาม  ในการออกแบบเพื่อพัฒนาพื้นที่ได้เน้นการสร้างภูมิทัศน์ที่สวยงาม เป็นทั้งสวนสาธารณะ สถานที่ออกกำลังกาย ลานจุดชมวิว และลานกิจกรรมกลางแจ้งที่จะสามารถต่อยอดเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในอนาคต 

    นางสาวกัญญาภัค  แจ่มใส  นายอำเภอสหัสขันธ์  กล่าวว่า  งบประมาณได้รับแล้วแต่ติดปัญหาการลงมือก่อสร้างที่ยังไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้กับผู้รับจ้างได้ เนื่องจากปัญหาของการขออนุญาตกาใช้พื้นที่  ด้วยเพราะหาดแคนคำ เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าลำปาว โดยการขออนุญาตยังติดปัญหาขั้นตอนยังล่าช้า ซึ่งทางผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยนายสุวรรธณ์  เข็มธนเพชร ได้กำชับในเร่งดำเนินการในการขออนุญาตใช้พื้นที่และสอบถามถึงความคืบหน้า   เนื่องจากโครงการนี้ฯ เป็นโครงการที่ดีที่จะต่อยอดการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน ด้านการท่องเที่ยวที่จะทำให้ความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนดีขึ้น

    ด้านนายวิญญู ขันผง  นายกเทศมนตรีตำบลนิคม  กล่าวว่า  ในการพัฒนาพื้นที่ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตรการพัฒนาอำเภอสหัสขันธ์ และจังหวัดกาฬสินธุ์ ทางเทศบาลตำบลนิคมจึงได้จัดทำโครงการเพื่อเสนอของบประมาณ ผ่านทางกรมโยธาธิการและผังเมือง  จนได้มีการออกแบบอย่างสวยงาม โดยขออนุญาตใช้พื้นที่กับทางธนารักษ์ และชลประทานเรียบร้อยเหลือเพียงแต่ พื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าลำปาว ที่ยังไม่ได้รับอนุยาติ ถึงแม้ว่าจะขออนุญาตไปแล้ว  แต่ยังล่าช้า กระทั่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้สั่งการและประสานไปยังหน่วยงานที่เกียวข้อม จึงได้ทำประชาคมขึ้นมา  ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดี  พี่น้องชาวตำบลนิคม มีความยินดีและต้องการให้ดำเนินโครงการพัฒนาและประปรับปรุงภูมิทัศน์แหล่งท่องเที่ยวหาดแคนคำ  ส่วนนี้ต้องขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ร่วมมือจนทำให้การทำงานสำเร็จไปอีก 1 ขั้น

    สำหรับหาดแคนคำ เป็นพื้นที่สาธารณะของตำบลนิคม  มีทัศนียภาพที่สวยงาม ติดกับเขื่อนลำปาว ในอดีตมีการสร้างปรับปรุงและถมพื้นที่เพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ควบคู่กับแหลมโนนวิเศษ แต่ไม่ได้รับการส่งเสริมและพัฒนา และถูกปล่อยทิ้งร้างมาอย่างยาวนาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5567058/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3toiTiETcokPcfK8ysPfct

  • สีสันฤดูแล้ง สตูลเตรียมจัดใหญ่ “มหกรรมว่าวประเพณีและนานาชาติ” ประจำปี 2569

    สีสันฤดูแล้ง สตูลเตรียมจัดใหญ่ “มหกรรมว่าวประเพณีและนานาชาติ” ประจำปี 2569

    จ.สตูล แถลงเตรียมจัดงานว่าวประเพณีและว่าวนานาชาติ ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 12-15 ก.พ. 69 เพื่ออนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรม และส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

    เมื่อถึงฤดูกาลเล่นว่าว ท้องฟ้า จ.สตูล จะเต็มไปด้วยสีสันในช่วงฤดูแล้งหรือฤดูลมว่าว เด็กๆ และพ่อแม่ผู้ปกครองจะนำบุตรหลานนำว่าวไปเล่นทำให้ท้องฟ้าเต็มไปด้วยสีสันสดใสของว่าวนานาชนิด ที่ขึ้นเต็มท้องฟ้า

    โดยวันนี้ (4 ก.พ. 69) ที่สนามบินชั่วคราวกองทัพอากาศ ต.คลองขุด อ.เมือง จ.สตูล นายคณิต คงช่วย ผวจ.สตูล พร้อมด้วย นายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายก อบจ.สตูล น.ส.ภัชชกุล ตรีพันธ์ ท่องเที่ยวและกีฬา จ.สตูล นายวริช วิชิต รองผอ.ททท.สำนักงานสตูล และนายรอน สปูนดิ้ง หัวหน้าทีม Kiteper ร่วมการแถลงข่าวการจัดงาน “มหกรรมว่าวประเพณีและว่าวนานาชาติ จ.สตูล ครั้งที่ 45 ประจำปี 2569” เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดงานและสร้างการรับรู้ด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดสตูลสู่สาธารณชน โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ และสื่อมวลชน เข้าร่วมพร้อมการแสดงว่าวบังคับจากนักเรียน โรงเรียนนิคมพัฒนาผัง 6 ซึ่งเป็นสถานศึกษาในสังกัด อบจ.สตูล

    สำหรับการจัดงาน มหกรรมว่าวประเพณีและว่าวนานาชาติ จ.สตูล และว่าวไทย 4 ภาค ครั้งที่ 45 ประจำปี 2569 (Satun International Kite Festival 2026) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-15 ก.พ. 69 ณ สนามบินกองทัพอากาศ จ.สตูล ภายในงานพบกับการแข่งขันว่าวชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี การแสดงว่าวแฟนซีนานาชาติจากนักแสดงว่าวกว่า 44 ประเทศทั่วโลก การแสดงว่าวบังคับและว่าวต่อสู้จากแชมป์โลกและแชมป์ทวีป การแสดงว่าวไทย 4 ภาค มหกรรมยานยนต์ (Motor Show) จุดเช็คอิน “ลานไฟ เล่นลม” สวนไฟประดับนานาชนิด มหกรรมเทศกาลอาหารสยามอันดามันและอาหารหลากหลาย รวมถึงการประกวด MISS SATUN 2026

    การละเล่นว่าวของ จ.สตูล เป็นอัตลักษณ์ที่โดดเด่น โดยเฉพาะ “ว่าวควาย” ที่สะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิถีชีวิตของชุมชน โดยการจัดงานมหกรรมว่าวฯ นอกจากเป็นการอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมแล้ว ยังช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และยกระดับจ.สตูล ให้เป็นที่รู้จักในระดับประเทศและนานาชาติ

    และเพื่อให้งานที่จัดขึ้นเป็นไปอย่างราบรื่น ทาง นายก อบจ.สตูล จึงต้องมีการบนบานศาลกล่าวและไหว้เจ้าที่เจ้าทาง โดยการนำข้าวเหนียวเหลืองแกงแพะ พร้อมธูป 9 ดอกไปจุดบริเวณลานสนามบินซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน เพื่อบอกกล่าวให้งานที่จัดขึ้นสำเร็จลุล่วงโดยดี ซึ่งที่ผ่านมาการจุดธูปขอเจ้าที่เจ้าทาง ทำให้งานที่จัดขึ้นทุกปีราบรื่นไร้อุปสรรคใดๆ และปีนี้ก็เช่นกัน หลังเสร็จการแถลงข่าวจึงได้เลี้ยงข้าวเหนียวเหลืองแกงแพะให้กับผู้ที่มาร่วมงานแถลงข่าวในครั้งนี้ด้วย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2912081&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xyJQXmxKMJ4y8fmEwlybb

  • ‘แกร็บฟู้ด’ ผนึกกำลัง ททท. ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทย

    ‘แกร็บฟู้ด’ ผนึกกำลัง ททท. ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทย

    “แกร็บฟู้ด” ประกาศสุดยอด 100 ร้านอาหารแห่งปี ผนึก ททท. ชูอัตลักษณ์อาหารขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทย ในงาน “GrabThumbsUp Awards 2026”

    แกร็บฟู้ด แอปสั่งอาหารอันดับ 1 ในประเทศไทย เผยรายชื่อ 100 ร้านอาหารที่คว้ารางวัล “สุดยอดร้านอาหารแห่งปี” ในงาน GrabThumbsUp Awards 2026 ปีนี้จัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “The Taste of Trust”

    ตอกย้ำมาตรฐานคุณภาพความอร่อยที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคทั่วประเทศอย่างแท้จริง โดยไฮไลต์สำคัญในปีนี้ คือ การมอบรางวัลอันทรงเกียรติจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อยกย่องร้านอาหารและผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยผ่านอัตลักษณ์ด้านอาหาร

    นำโดยรางวัล “สุดยอดผู้นำอาหารไทยสู่เวทีโลก” ที่มอบให้กับ ลิซ่า–ลลิษา มโนบาล Amazing Thailand Ambassador และรางวัล “สุดยอดผู้สร้างสรรค์รสชาติแห่งปี” ซึ่งตกเป็นของแบรนด์ SOURI จากโพรเจกต์ SOURI Local Exclusive Menu ชูเอกลักษณ์ท้องถิ่นไทยผ่านมาการอง 12 รสชาติประจำจังหวัด

    พร้อมด้วย 5 สุดยอดร้านอาหารส่งเสริมการท่องเที่ยวในแต่ละภาค อันได้แก่ สุกี้ช้างเผือก, ภูเก็ตทีค คอฟฟี่บาร์, ล่าวัวพัทยา, ประสิทธิ์โภชนา และ ทองสมิทธ์

    แกร็บยังได้ประกาศปรับดีไซน์ตราสัญลักษณ์ของซับแบรนด์ GrabThumbsUp เพื่อยกระดับมาตรฐานและคุณภาพที่เป็นหนึ่งเดียว มุ่งสร้างการจดจำและเชื่อมต่อความไว้วางใจให้กับผู้บริโภคทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย เผยว่า งาน GrabThumbsUp Awards เดินหน้าสู่ปีที่ 5 ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘The Taste of Trust’ เพื่อตอกย้ำมาตรฐานและคุณภาพความอร่อยที่ได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากพลังเสียงของผู้ใช้บริการจริง

    สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของผู้ประกอบการร้านอาหารทั่วประเทศที่ไม่หยุดพัฒนา เพื่อสร้างประสบการณ์ความอร่อยและความประทับใจในทุกมื้อให้แก่ผู้บริโภค

    ขณะเดียวกันการร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อมอบรางวัลพิเศษด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวในปีนี้ ยังตอกย้ำบทบาทของแกร็บในฐานะพันธมิตรหลักอย่างเป็นทางการของ ททท. ในการส่งเสริมการท่องเที่ยว ต่อยอดจุดแข็งของซับแบรนด์ GrabThumbsUp ที่สามารถการันตีความอร่อยยกนิ้วของร้านอาหารที่คนในพื้นที่ยอมรับ

    พร้อมช่วยผลักดันร้านอาหารท้องถิ่นให้ก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติต้องมาสัมผัส ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนและส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

    ณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) เป็นกลไกสำคัญในการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนจากสถิติที่พบว่านักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 80% ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับประสบการณ์ด้านอาหารไทยก่อนเดินทางมายังประเทศไทย

    ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังคงครองตำแหน่งจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ในใจนักเดินทางสายกินทั่วโลก3 เสน่ห์ของอาหารของไทยจึงถือเป็นอัตลักษณ์ทรงพลังที่ช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศอย่างต่อเนื่อง ททท. จึงมุ่งชูเอกลักษณ์รสชาติอาหารท้องถิ่นให้เป็นแรงบันดาลใจในการออกเดินทาง

    ปีนี้ ททท. โฟกัสในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสู่การท่องเที่ยวคุณภาพที่เน้นการสร้างมูลค่า Value over Volume อย่างยั่งยืน ผ่านแนวคิด Amazing 5 Economy โดยมี Platform Economy เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญ

    ททท. จึงได้ร่วมมือกับแพลตฟอร์มดิจิทัลชั้นนำอย่างแกร็บ ในการใช้เทคโนโลยี AI และข้อมูลบิ๊กดาต้า เพื่อพัฒนาและส่งเสริมวัฒนธรรมด้านอาหารไทย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจุดเด่นที่ช่วยสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวผู้มาเยือนจากทั่วทุกมุมโลก พร้อมต่อยอดและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้เติบโตต่อไปได้

    ททท.ขอแสดงความยินดีกับผู้ประกอบการร้านอาหารและผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมอาหารที่ได้รับรางวัล GrabThumbsUp Awards ในปีนี้ โดยเฉพาะแบรนด์ที่ได้รับรางวัลพิเศษจาก ททท. ไม่ว่าจะเป็น คุณลิซ่า–ลลิษา มโนบาล, SOURI, สุกี้ช้างเผือก, ภูเก็ตทีค คอฟฟี่บาร์, ล่าวัวพัทยา, ประสิทธิ์โภชนา หรือ ทองสมิทธ์  ทุกภาคส่วนล้วนเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านมรดกทางวัฒนธรรมด้านอาหาร และเราพร้อมเดินหน้ายกระดับมาตรฐานอาหารไทยให้เป็นหนึ่งในหัวใจหลักของการสร้างประสบการณ์การเดินทางที่น่าจดจำและทำให้ประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนต่อไป

    'แกร็บฟู้ด' ผนึกกำลัง ททท. ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทย

    เปิดโผสุดยอดร้านอาหารแห่งปี

    สำหรับร้านอาหารที่ได้รับรางวัล GrabThumbsUp Awards ต้องผ่านกระบวนการคัดเลือกและพิจารณาอย่างเข้มข้นในทุกมิติ ทั้งในด้านรสชาติ มาตรฐานการบริการ ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการร้าน ชื่อเสียง และความนิยมในหมู่ผู้บริโภค

    โดยต้องมีคะแนนความพึงพอใจจากผู้ใช้บริการจริงไม่ต่ำกว่า 4.6 (จากคะแนนเต็ม 5) และได้รับการรีวิวในเชิงบวกจากผู้ใช้งานไม่น้อยกว่า 100 เสียง

    ปีนี้มีร้านอาหารทั้งสิ้นมากกว่า 900 ร้านจากทั่วประเทศที่ได้รับรางวัล และมี 100 ร้านที่สามารถคว้ารางวัล “สุดยอดร้านอาหารแห่งปี” ไปครอง โดยมีไฮไลต์สำคัญ ดังนี้

    • สุดยอดร้านขายดีแห่งปี (Delivery) ได้แก่ Jian Cha (เจี้ยนชา) แบรนด์ชาพรีเมียมสัญชาติไทยที่โดดเด่นด้วยเมนูชาผลไม้สดคุณภาพสูง จนมียอดขายเติบโตขึ้น 4 เท่าบนแกร็บฟู้ดในปี 2025 และ สุดยอดร้านอาหารขายดี (Dine Out) ได้แก่ Kanori ร้านที่จุดเทรนด์ซูชิแฮนด์โรลในประเทศไทย นำเสนอประสบการณ์ซูชิบาร์แนวใหม่พร้อมวัตถุดิบสดใหม่ระดับพรีเมียม การันตีด้วยยอดดีลผ่านบริการ Dine Out เพิ่มมากขึ้นมากกว่า 5 เท่า ในปี 2025
    • สุดยอดร้านดาวรุ่งมาแรงแห่งปี ได้แก่ UNO Coffee ร้านกาแฟที่กลายเป็นกระแสด้วยการนำเสนอเมล็ดกาแฟพรีเมียมสายพันธุ์ ‘เกอิชา’ ในราคาที่เข้าถึงได้ เสิร์ฟในแก้วสีเงินอันเป็นเอกลักษณ์
    • สุดยอดร้านขวัญใจโลกโซเชียลแห่งปี ตกเป็นของ 3 ร้านดังที่สร้างกระแสไวรัลอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ หม้อแม่จูน แกงกะทิรสชาติเข้มข้นถึงเครื่อง, หอมหมี่ บะหมี่ไข่ดอง ร้านบะหมี่เส้นนุ่มพร้อมซอสรสเด็ดส่งตรงจากเชียงใหม่ และ ผักฉ่ำคำหอม ร้านอาหารมังสวิรัติรสชาติกลมกล่อมถูกใจชาวโซเชียล
    • สุดยอดแบรนด์ยอดฮิตชาวต่างชาติ ได้แก่ Holey Artisan Bakery ร้านเบเกอรี่โฮมเมดสไตล์อาร์ติซานที่ขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพวัตถุดิบและความพิถีพิถัน โดยเฉพาะเมนูขนมปังและบรันช์ที่ได้รับความไว้วางใจจากกลุ่มเอ็กซ์แพตอย่างต่อเนื่อง
    • สุดยอดร้าน Celebrity แห่งปี ได้แก่ ข้าวแกง LA โดย เอ-ศุภชัย ศรีวิจิตร นำเสนอเมนูอาหารไทยรสชาติเข็มข้น, BURNT Bangkok ร้านแซนด์วิชพรีเมียมโดย สกาย-วงศ์รวี นทีธร และ NOOD’S ร้านบะหมี่คลุกเครื่องแน่นโดย อาเล็ก-ธีรเดช เมธาวรายุทธ
    • สุดยอดนักชิมแห่งปี รางวัลพิเศษสำหรับผู้ขับเคลื่อนวงการอาหารที่ร่วมสร้างแรงบันดาลใจในการส่งมอบความอร่อย ได้แก่ กี้ซดโอปโซ้ย (โอปอล์-ปาณิสรา อารยะสกุล และ ปุ๊กกี้-ปวีณ์นุช แพ่งนคร), สเตฟาน จากรายการครัวอ้ายฟาน (สเตฟาน-ฐสิษฐ์ สินคณาวิวัฒน์), Bow Kanyarat (โบว์-กัญญารัตน์ จิรรัชชกิจ) และ Ccaptainch-Ploychava (กัปตัน-ชลธร คงยิ่งยง และ พลอย ชวพร เลาหพงศ์ชนะ)

    เพื่อเป็นการฉลองการเข้าสู่ปีที่ 5 ของการประกาศรางวัล ปีนี้แกร็บยังได้เปลี่ยนโฉมตราสัญลักษณ์ของซับแบรนด์ GrabThumbsUp รวมถึงภาพลักษณ์ของรางวัล GrabThumbsUp Awards

    สะท้อนผ่านการปรับโลโก้ให้มีความทันสมัย เน้นสื่อถึงความพรีเมียมเพื่อสร้างการจดจำและความเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ในระดับภูมิภาค ซึ่งจะช่วยยกระดับให้ GrabThumbsUp กลายเป็นเครื่องหมายการันตีคุณภาพความอร่อยระดับสากลที่ผู้ใช้บริการและนักท่องเที่ยวทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้ความเชื่อมั่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/tech/ai/1219695&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rerN8emO-P0s-JgwrQwps

  • “เพื่อไทย” วางแผนคืนชีพ หาดใหญ่-สงขลา ลุย “สนามบินอันดามัน-สะพานไปสมุย”

    “เพื่อไทย” วางแผนคืนชีพ หาดใหญ่-สงขลา ลุย “สนามบินอันดามัน-สะพานไปสมุย”

    “เพื่อไทย” วางแผนคืนชีพ หาดใหญ่-สงขลา ลุย “สนามบินอันดามัน-สะพานไปสมุย”

    ที่สวนสาธารณะ อบจ.สงขลา จ.สงขลา เนชั่นกรุ๊ป จัดเวทีดีเบต จุดเปลี่ยนประเทศไทย นายก่อแก้ว พิกุลทอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ตอบคำถามจากสมาคมโรงแรมสงขลาหาดใหญ่ ที่ถามว่า ท่านจะสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้จังหวัดสงขลาและภาคใต้ได้อย่างไรบ้าง ในฐานะที่เรามีพื้นที่ติดกับประเทศมาเลเซีย ที่มีอัตราจีดีพีดีกว่าไทย 

    โดยบอกว่า ภาคใต้เป็นภาคที่มีศักยภาพมากในแง่ของการท่องเที่ยว และทำรายได้การท่องเที่ยวมากที่สุด แต่น่าเสียดาย สงขลาเป็นจังหวัดที่มีรายได้ท่องเที่ยวลำดับที่ 5 ทั้งที่เป็นจังหวัดที่ใหญ่ต้นๆ ของภาค เป็นจุดศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคใต้ตอนล่าง ก็เป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องช่วยกัน ตนเคยทำงานที่สงขลา เวลานักท่องเที่ยวจากมาเลย์-สิงคโปร์ จะมาที่หาดใหญ่ แล้วกระจายเที่ยวจังหวัดอื่นทั่วไป เพราะฉะนั้นหาดใหญ่เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวจากเพื่อนบ้าน แต่หลังจากน้ำท่วมก็มาน้อยมาก ถ้าเราเป็นรัฐบาลก็ต้องฟื้นฟูกิจกรรมการท่องเที่ยวในหาดใหญ่และไปสงขลา เพราะเป็นจุดสำคัญที่สุด ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ต้องใช้เวลา ไม่ใช่ครั้งเดียวแล้วจบ ต้องต่อเนื่อง แล้วรัฐเองก็ต้องสนับสนุนให้ท่องเที่ยวภายในประเทศ และให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศมาเที่ยวในพื้นที่นี้ให้มาก โดยเฉพาะหาดใหญ่สงขลา 

    ตอนนี้พรรคเพื่อไทยมีนโยบาย more than plus หมายถึงรัฐช่วย 70% ประชาชนจ่ายแค่ 30% ในการมาเที่ยวมาใช้จ่ายตรงนี้ เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยสามารถทำได้ ในการผลักดันกิจกรรมของที่นี่ ต้องบอกว่าหาดใหญ่ฟื้นฟูไม่ต่ำกว่า 1 ปี จึงต้องมีกิจกรรมให้คนมาจับจ่ายซื้อของและปูทางให้นักธุรกิจในพื้นที่สามารถดำเนินธุรกิจได้  ไม่ว่าจะขายอาหาร บริการ หรือโรงแรม ซึ่งบางแห่งไม่มีเงินลงทุน ภาครัฐก็ต้องเข้ามาช่วย 

    ภาคใต้เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ อย่างเมืองรองก็ต้องผลักดันให้เป็นเมืองหลัก จุดท่องเที่ยวดังๆดีๆต้องผลักดันให้ชาวโลกรู้ ให้คนไทยรู้ แต่ตอนนี้สิ่งที่เราต้องทำคือสิ่งอำนวยความสะดวกด้านต่างๆในการเดินทางมา อย่างภูเก็ตตอนนี้สนามบินก็เต็ม พรรคเพื่อไทยบอกแล้วจะสร้างสนามบินอันดามัน ที่พังงา เพื่อให้การเดินทางมาง่ายขึ้น เราทำสะพานจากดอนสักไปสมุย เพื่อให้คนเดินทางไปสมุยง่ายขึ้น ค่าใช้จ่ายถูกลง 

    เราทำท่าเรือสำราญ ท่าเรือยอร์ช ในจุดต่างๆ รวมทั้งท่าเรือโดยสารสำหรับเชื่อมการเดินทางเพื่อท่องเที่ยวตามเกาะต่างๆ นี่คือสิ่งพื้นฐานที่เราจะทำ แต่สิ่งนอกเหนือจากนั้นคือเรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นประเด็นที่ชาวจีนเป็นห่วง เราก็ต้องขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้ได้ และดูแลความปลอดภัยเมื่อเกิดเหตุก็ต้องช่วยได้  มีอุปกรณ์ช่วยเหลือทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ นี่คือสิ่งที่พรรคเพื่อไทยจะทำ และเชื่อว่าเพื่อไทยทำได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/politics/613073&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sxDuz-1WUv4KhPS5s17Jr

  • วิเคราะห์สาเหตุ เศรษฐกิจไทย กลายเป็น ‘คนป่วย’ ของเอเชีย

    วิเคราะห์สาเหตุ เศรษฐกิจไทย กลายเป็น ‘คนป่วย’ ของเอเชีย

    ด้านพิพัฒน์ เหลืองนฤมิทชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ บริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคิน พัทรา มองว่า ‘ทุกอย่างกำลังพังทลาย’ เพราะไทยไม่มีเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ๆ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของอุปสงค์ตามวัฏจักร แต่เป็นปัญหาที่ร้ายแรงที่ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและการปฏิรูปอย่างแท้จริง

    ขณะที่สัญญาณของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำกำลังเพิ่มมากขึ้น ธนาคารกังวลเรื่องการผิดนัดชำระหนี้จึงปล่อยสินเชื่อน้อยลง ตลาดอสังหาริมทรัพย์อยู่ในภาวะตกต่ำที่สุดในรอบสามทศวรรษ และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งบ่งชี้ถึงความต้องการที่อ่อนแอ 

    นอกจากนี้ตลาดหุ้นไทยยังเป็นตลาดที่ทำผลงานแย่ที่สุดในเอเชียในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยลดลง 10 เปอร์เซ็นต์ในปี 2025 เมื่อคิดเป็นสกุลเงินท้องถิ่น

    แม้ว่ารัฐบาลจะคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ที่ 2 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ แต่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ไว้เพียง 1.6 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าช้าที่สุดในบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลักในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่

    เมื่อเดือนที่แล้ว เกรียงไกร เทียนนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ออกมาเตือนถึงแรงกดดันจากภาษีนำเข้า 19 เปอร์เซ็นต์ของสหรัฐฯ และการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกที่สำคัญของประเทศ

    เขาย้ำว่า “รัฐบาลใหม่ต้องพยายามอย่างจริงจังในการเปลี่ยนอุตสาหกรรมเก่าให้เป็นอุตสาหกรรมใหม่”

    เนื่องจากภาคการผลิตของไทยอยู่ในช่วงขาลงมาหลายปีแล้ว หลังได้รับผลกระทบจากความต้องการภายในประเทศที่อ่อนแอ การไหลเข้าของสินค้าราคาถูกจากจีน และการแข่งขันที่รุนแรงจากศูนย์กลางการผลิตแห่งใหม่ เช่น เวียดนาม

    ผลกระทบดังกล่าวยังสร้างแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยที่เคยยิ่งใหญ่ เคยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ในภูมิภาค แต่ปัจจุบัน บริษัทต่างๆ เช่น นิสสัน ฮอนด้า ซูซูกิ และอื่นๆ ต่างทยอยปิดโรงงานหรือลดกำลังการผลิตลงเรื่อยๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา 

    ยุพิน บุญสิริจันทร์ ประธานชมรมอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การชะลอตัวอย่างมากของอุตสาหกรรมรถยนต์ ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานและผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ทำให้ผลผลิตรถยนต์ ยอดขายในประเทศ และอัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงงานลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 

    ความหวังอยู่ที่รัฐบาลใหม่?

    หากจะมองหาแนวทางแก้วิกฤตครั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า ประเทศไทยจะต้องยกเลิกนโยบายกีดกันทางการค้า ผ่อนคลายข้อจำกัดด้านการลงทุนจากต่างประเทศ และปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อใช้ประโยชน์จากพื้นที่ที่มีศักยภาพในการเติบโต เช่น ศูนย์ข้อมูล อุตสาหกรรมการผลิตมูลค่าสูง ยา และเทคโนโลยีชีวภาพ

    แต่สิ่งที่สำคัญเร่งด่วนกว่าคือการฟื้นฟูสถานะทางการเงินของผู้บริโภคชาวไทย ซึ่งปัจจุบันชาวไทยจำนวนมากกำลังลดค่าใช้จ่ายและรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลง และมองหาวิธีประหยัดเงินมากขึ้น ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจที่จะมีลูกค้าน้อยลงเรื่อยๆ

    วิเคราะห์สาเหตุ เศรษฐกิจไทย กลายเป็น 'คนป่วย' ของเอเชีย

    ‘สแกมเมอร์’ ก็มีส่วนรับผิดชอบ

    นักวิเคราะห์ชี้ว่า การท่องเที่ยวซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญทางเศรษฐกิจของไทย ก็กำลังชะงักงัน ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังธุรกิจค้าปลีก เกษตรกรรม และการโรงแรม ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาพักน้อยลง

    โดยหนึ่งในสาเหตุหลักนอกจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากประเทศต่างๆ แล้ว ยังมาจากความกังวลด้านความปลอดภัย หลังจากที่นักแสดงชาวจีนถูกลักพาตัวโดยแก๊งมิจฉาชีพทางไซเบอร์เมื่อปีที่แล้วด้วย

    วิเคราะห์สาเหตุ เศรษฐกิจไทย กลายเป็น 'คนป่วย' ของเอเชีย

    ที่มา: FT 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/861869&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32tiPzMQMvB30-iQeKkr0J