Category: ท่องเที่ยว

  • จับตา ‘ญาจาง’ แม่เหล็ก MICE แห่งใหม่ ดันไทยเวียตเจ็ทเปิดบินตรง เชื่อมขุมทรัพย์เวียดนามใต้

    จับตา ‘ญาจาง’ แม่เหล็ก MICE แห่งใหม่ ดันไทยเวียตเจ็ทเปิดบินตรง เชื่อมขุมทรัพย์เวียดนามใต้

    ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา เวียดนามกำลังก้าวขึ้นเป็นประเทศดาวรุ่งของภูมิภาค ตัวเลขเติบโตของ GDP และภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวแซงประเทศไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสวนทางกับประเทศไทยที่ยังเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว รวมถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง

    ปรากฏการณ์นี้ยิ่งเห็นได้ชัดมากขึ้นในปี 2568 ที่ผ่านมา หลังจาก เวียดนามเร่งผลักดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างจริงจัง ทั้งการเปิดระบบวีซ่าออนไลน์ให้ชาวต่างชาติทุกสัญชาติ พร้อมขยายระยะเวลาการพำนักชั่วคราวจาก 30 วัน เป็น 90 วัน และอนุญาตให้บางประเทศเดินทางเข้า–ออกประเทศได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ควบคู่กับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโฉมใหม่ในหลายเมืองหลัก อาทิ ฮานอย ซาปา ดานัง ฮอยอัน และ โฮจิมินห์ซิตี้

    ไม่เว้นแม้แต่ ‘เมืองญาจาง’ เมืองท่องเที่ยวชายทะเลทางตอนใต้ของเวียดนาม ที่กำลังกลายเป็นแม่เหล็กใหม่ ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวชาวไทย แน่นอนว่าจากโอกาสทั้งหมดทำให้สายการบินราคาประหยัดอย่าง เวียตเจ็ทไทยแลนด์ เลือกขยายเส้นทางบินใหม่ เปิดให้บริการเที่ยวบินพาณิชย์เส้นทางกรุงเทพฯ–ญาจาง เป็นครั้งแรก บินด้วยเครื่องบินรุ่นใหม่ โบอิ้ง 737-8 ขนาด 189 ที่นั่ง

    วรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าวว่า การเปิดเส้นทางกรุงเทพฯ–ญาจาง เกิดจากการมองเห็นศักยภาพของญาจาง ที่เริ่มมีบทบาททั้งในแง่ของการท่องเที่ยว และการเดินทางไปทำธุรกิจ โดยเฉพาะการเติบโตของอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ที่ดึงดูดการลงทุนของเวียดนามและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโตขึ้นต่อเนื่อง

    สำหรับเส้นทาง กรุงเทพฯ–ญาจาง เปิดบริการทุกวันตลอดสัปดาห์ โดยจุดเด่นของเครื่องบินโบอิ้ง 737-8 คือ Boeing Sky Interior ที่มาพร้อมระบบไฟส่องสว่างแบบ Ambient Lighting และช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยยกระดับประสบการณ์การเดินทาง และเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับดีมานด์การเดินทางระหว่างไทย–เวียดนาม ที่เติบโตทั้งในมิติการท่องเที่ยวและการเดินทางเพื่อธุรกิจ

    ทั้งนี้ การเปิดเส้นทางใหม่ยังสะท้อนบทบาทของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ในการเชื่อมโยงประเทศไทยเข้ากับโอกาสทางเศรษฐกิจในภูมิภาค พร้อมตอกย้ำความแข็งแกร่งของเครือข่ายเส้นทางบินตรงจากประเทศไทยสู่เวียดนามที่ครอบคลุมมากที่สุดในตลาด

    สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2569 เวียตเจ็ทไทยแลนด์มีแผนขยายเที่ยวบินระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อไม่นานมานี้ ได้นำเครื่องบินโบอิ้ง 737-8 เข้าประจำการเปิดเส้นทางบินใหม่ อาทิ กรุงเทพฯ–โตเกียว และกรุงเทพฯ–โอซาก้า ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 รวมถึงเส้นทางบินตรงจากกรุงเทพฯ สู่ประเทศเกาหลีใต้และจีนในช่วงต้นปีนี้

    อีกทั้ง มีแผนขยายฝูงบินโบอิ้ง 737-8 จำนวน 50 ลำ เพื่อเพิ่มความถี่เที่ยวบิน และยกระดับศักยภาพการให้บริการในเส้นทางระยะกลางถึงไกล รองรับการเปิดเส้นทางใหม่สู่จุดหมายสำคัญทั่วเอเชีย

    ด้าน ปิ่นยศ พิบูลสงคราม รองประธานฝ่ายการพาณิชย์และลูกค้าสัมพันธ์ สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเวียดนามมีแนวโน้มเติบโตแซงหน้าไทยอย่างชัดเจน ส่วนหนึ่งมาจากจุดแข็งด้านการบริหารจัดการ การจัดโซนพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความรู้สึกปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว

    “มองว่าหากประเทศไทยสามารถยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อสร้างภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม ก็จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศได้มากขึ้นเช่นกัน” ปิ่นยศ กล่าวย้ำ

    นอกจากนี้ จากกรณีการพบการระบาดของไวรัสนิปาห์ในบางพื้นที่ของประเทศอินเดียในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายประเทศจับตาและประเมินความเสี่ยงว่าอาจลุกลามเป็นวงกว้าง เนื่องจากไวรัสดังกล่าวถูกจัดเป็นโรคติดต่ออันตราย อย่างไรก็ตาม กรมควบคุมโรคได้ออกมาชี้แจงว่า ไวรัสนิปาห์ไม่ใช่โรคอุบัติใหม่ และปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อ พร้อมยืนยันว่ามีมาตรการควบคุมและเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด ทั้งในกลุ่มประชาชนและสัตว์ แม้กระแสข่าวจะเริ่มคลี่คลายลงแล้วก็ตาม

    ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจการบินยังคงดำเนินมาตรการเชิงรุกด้านความปลอดภัย โดยสายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ได้เพิ่มความเข้มข้นในการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อภายในห้องโดยสารเป็นพิเศษ สำหรับเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ (ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ) สู่เมืองโกลกาตา ประเทศอินเดีย รวมถึงเส้นทางภูเก็ต–มุมไบ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้โดยสารและลดความเสี่ยงด้านสาธารณสุข

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-vietjet-nha-trang-mice/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JGQxUNX8NbYJlqf7zjo_x

  • “ปวีณา”  จับเข่าคุยชาวนาย่านหนองจอก เยี่ยมชม “ตลาด 100 ปีหนองจอก” ดันพัฒนาท่องเที่ยวเชิงเกษตร

    “ปวีณา” จับเข่าคุยชาวนาย่านหนองจอก เยี่ยมชม “ตลาด 100 ปีหนองจอก” ดันพัฒนาท่องเที่ยวเชิงเกษตร

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/127457&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Q8Trs3ctrRvm7maT0GcsC

  • การท่องเที่ยวภูเก็ตบนทางแยก ความเร่งด่วนสู่เกาะที่ปลอดภัยและมีธรรมาภิบาล

    การท่องเที่ยวภูเก็ตบนทางแยก ความเร่งด่วนสู่เกาะที่ปลอดภัยและมีธรรมาภิบาล

    เสียงจากคนท้องถิ่นบนเกาะภูเก็ต ทั้งจากภาคธุรกิจและชุมชน สะท้อนความต้องการร่วมกันในการยกระดับภูเก็ตให้เป็น ‘เกาะคุณภาพ’ ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและธรรมาภิบาล เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ รวมถึงธุรกิจท่องเที่ยวระดับ high-end โดยมุ่งเน้นคุณค่าและมาตรฐานมากกว่าการเติบโตเชิงปริมาณ

    ความหวังของหลายภาคส่วนที่อยากเห็นภูเก็ตเป็น ‘เกาะแห่งความสุขสำหรับทุกคน’ (Happiness Island for All) ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงธีมส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มุ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาเยือนมากขึ้นเท่านั้น หากแต่คือภาพอนาคตของภูเก็ตที่ตั้งอยู่บนรากฐานของการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ – ที่ความสำเร็จทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์ทางธุรกิจต้องเดินควบคู่ไปกับความสุขของชุมชน ความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน และสังคมที่น่าอยู่อย่างยั่งยืน

    แต่ความฝันนี้จะเป็นจริงได้ต้องการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลกลาง ธุรกิจ และชุมชน ผ่านการบริหารจัดการที่ดีขึ้น มีกฎหมายและกติกาที่เข้มงวด มีมาตรฐานความปลอดภัยที่สูง และมีการปรับใช้กฎหมายและปราบปรามคนทำผิดอย่างจริงจัง

    ทุกๆ ปี เกาะภูเก็ตต้อนรับนักท่องเที่ยวกว่า 10 ล้านคน และสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวมากกว่า 400 ล้านบาทต่อปี โดยมีโรงแรมที่จดทะเบียนกว่า 1,500 แห่ง และห้องพักรวมกว่า 100,000 ห้อง (ข้อมูลปี พ.ศ. 2567–2568) ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนศักยภาพทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และโอกาสในการพัฒนาที่ยังเปิดกว้างอีกมาก

    ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ภูเก็ตเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวริมทะเลอันดามันที่มีชื่อเสียงที่สุดในเอเชียและในโลก ด้วยเสน่ห์ของน้ำทะเลสีฟ้าใส สิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน วัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีชีวิตชีวา และความเป็นมิตรของผู้คนในพื้นที่ บทบาทของภูเก็ตจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ หากยังเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ สร้างรายได้ สร้างงาน และต่อยอดโอกาสการพัฒนาไปยังพื้นที่ภาคใต้โดยรอบอย่างต่อเนื่อง

    ปัจจุบัน รายได้หลักของเกาะภูเก็ตยังคงพึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณ ร้อยละ 95 และสร้างรายได้ให้ประเทศมากกว่า 400,000 ล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตาม แม้การท่องเที่ยวจะยังเป็นหนึ่งในเสาหลักของ GDP ไทย แต่บทเรียนหลังวิกฤติโควิด-19 ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และการเปลี่ยนแปลงโมเดลของธุรกิจท่องเที่ยวที่แข่งขันมากขึ้นและจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของไทยโดยตรง สถานการณ์ดังกล่าวทำให้จำเป็นต้องกลับมาทบทวนทิศทางและรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจและภาคการท่องเที่ยวของไทยในภาพรวม และในเวลาเดียวกัน เกาะภูเก็ตก็คงถึงเวลาที่ต้องหันกลับมาพิจารณาโครงสร้าง จุดแข็ง และจุดอ่อนของตนเองอย่างจริงจัง เพื่อวางรากฐานการเติบโตที่มั่นคง ยืดหยุ่น และพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงในระยะยาว

    ธุรกิจนอกระบบกัดกร่อนการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและโอกาสการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

    แม้โอกาสในการยกระดับภูเก็ตสู่การเป็น ‘เกาะคุณภาพ’ จะดูไม่ไกลเกินเอื้อม แต่ในทางปฏิบัติ ภูเก็ตยังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างที่คล้ายคลึงกับประเทศไทยในภาพรวม ทั้งในด้านธรรมาภิบาล กฎหมายที่อ่อนแอ ระบบธุรกิจที่ยังขาดความสมดุล และระดับความโปร่งใสที่ยังต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ช่องว่างเหล่านี้เปิดพื้นที่ให้ธุรกิจนอกระบบจำนวนไม่น้อยดำเนินกิจการโดยอยู่นอกกรอบการกำกับดูแล

    ผลกระทบไม่ได้สะท้อนเพียงในเชิงภาพลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยว หากยังเชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ ตั้งแต่ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการขยะ น้ำเสีย มลภาวะทางอากาศและเสียง ไปจนถึงความรู้สึกไม่เท่าเทียมในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น ข้อมูลจากสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวภูเก็ตระบุว่า ยังมีที่พักและโรงแรมที่ไม่ได้รับอนุญาตจำนวนมาก ขณะที่สถานประกอบการบางประเภท เช่น ร้านอาหาร ผับ บาร์ และสถานบริการบางส่วน ยังคงอยู่นอกระบบการควบคุม ซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อรายได้ของรัฐ หากยังสร้างภาระต่อผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย นี่ยังไม่นับรวมธุรกิจผิดกฎหมาย ยาเสพติด การลักลอบสินค้าผิดกฎหมายต่างๆ ซึ่งทำลายภาพลักษณ์และโอกาสดีๆ ของเกาะแห่งนี้

    ในภาพรวม ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบที่มีสัดส่วนค่อนข้างสูงในประเทศไทย ส่งผลให้การจัดเก็บรายได้ของรัฐและการวางนโยบายการคลังเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะต่อผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs ที่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดในการแข่งขัน การจัดระเบียบธุรกิจท่องเที่ยว การนำกิจการเข้าสู่ระบบ และการสนับสนุนผู้ประกอบการที่มีคุณภาพอย่างเป็นธรรม จึงเป็นก้าวสำคัญที่ภูเก็ตควรให้ความสำคัญ หากต้องการวางรากฐานการพัฒนาอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

    แล้วคำถามสำคัญคือ…?

    ภูเก็ตควรเดินต่อไปอย่างไร ท่ามกลางโจทย์ความท้าทายเหล่านี้ คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวหรือการเร่งสร้างเม็ดเงินและการเติบโตในระยะสั้น หากแต่อยู่ที่การวางรากฐานของการเป็นเกาะที่มีคุณภาพ อย่างรอบด้าน ตั้งแต่การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย การบริหารจัดการเมืองและสิ่งแวดล้อม กำจัดคอร์รัปชันและเรื่องผิดกฎหมาย ไปจนถึงการสร้างกติกาที่ชัดเจน เป็นธรรม และบังคับใช้ได้จริงกับทุกฝ่าย

    ความปลอดภัย ความเชื่อมั่น และการแข่งขันที่เป็นธรรม

    ท่ามกลางการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวที่ทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค ความสามารถในการแข่งขันระยะยาวของภูเก็ตจึงไม่อาจพึ่งพาเพียงความงดงามของทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งหากขาดการดูแลร่วมกันก็ยากจะคงอยู่ได้อย่างยั่งยืน สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่อภูเก็ตในฐานะจุดหมายปลายทาง

    ความเชื่อมั่นดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่มาตรฐานความปลอดภัยที่สูง บริการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและเชื่อถือได้ ไปจนถึงระบบคุ้มครองผู้บริโภคที่เข้มแข็ง โปร่งใส และปราศจากการเอารัดเอาเปรียบ การรักษาความเชื่อมั่นนี้ไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน เพราะท้ายที่สุดแล้ว ชื่อเสียงของภูเก็ตคือ สินทรัพย์ร่วม ที่หากถูกบั่นทอนเพียงครั้งเดียว อาจต้องใช้เวลายาวนานในการฟื้นฟูกลับคืนมา

    รักษ์ธรรมชาติ กระจายรายได้ และดูแลคุณภาพชีวิตชุมชน

    การเติบโตของการท่องเที่ยวจำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับการปกป้องสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการรักษาชายหาด ความสมดุลของระบบนิเวศทางทะเล และทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นหัวใจของภูเก็ต ขณะเดียวกัน การบริหารจัดการชุมชนที่ดี ตั้งแต่โอกาสในการทำมาหากิน คุณภาพชีวิตของผู้คน ไปจนถึงการจัดการขยะ น้ำเสีย และการควบคุมมลภาวะทางเสียง—ล้วนเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน การเคารพธรรมชาติและชุมชนจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

    โครงสร้างพื้นฐานและระบบคมนาคมขนส่ง ทั้งสนามบินและระบบขนส่งสาธารณะ มีบทบาทสำคัญในการรองรับการเติบโตของการท่องเที่ยว แต่การพัฒนาเหล่านี้จำเป็นต้องดำเนินไปอย่างโปร่งใส เข้าถึงได้ และมีค่าใช้จ่ายที่เป็นธรรม ควบคู่กับการกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวกลับสู่ชุมชนอย่างแท้จริง สนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและธุรกิจขนาดเล็ก ไม่ให้ผลประโยชน์กระจุกตัวอยู่เพียงกลุ่มทุนขนาดใหญ่หรือกลไกอำนาจใดอำนาจหนึ่งเท่านั้น

    เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ทำงานร่วมกันอย่างสมดุล ภูเก็ตจึงจะสามารถเป็นทั้งจุดหมายปลายทางที่น่าเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยว และเป็นพื้นที่ที่น่าอยู่สำหรับคนท้องถิ่นได้ในเวลาเดียวกัน

    เพราะการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและการดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ต้องเริ่มจากการยกระดับภูเก็ตให้เป็น ‘เกาะคุณภาพ’ อย่างเป็นระบบ ก้าวแรกคือการจัดการกับปัญหาเรื้อรังที่สะสมมายาวนาน ตั้งแต่การแก้ไขและปราบปรามธุรกิจนอกระบบ การสร้างระบบเศรษฐกิจที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ไปจนถึงการวางรากฐานที่เปิดโอกาสให้คนภูเก็ตสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีบนเกาะของตนเอง

    ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่การเลือกตั้งและการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง หลายนโยบายที่ถูกหยิบยกขึ้นมาล้วนพูดถึงการปราบปรามทุนเทา การต่อต้านคอร์รัปชัน และการส่งเสริม ‘ธรรมาภิบาล’ ในการบริหารประเทศ นี่อาจเป็นอีกหนึ่งจังหวะสำคัญที่ความหวังในการเปลี่ยนแปลงของภูเก็ตจะถูกผลักดันอย่างจริงจัง ผ่านการยกระดับการบริหารจัดการที่โปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ เพื่อให้เกาะแห่งนี้ก้าวไปสู่การเป็น ‘เกาะคุณภาพ’ ที่ปลอดภัย มีธรรมาภิบาล และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลก พร้อมทำให้การท่องเที่ยวเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

    ภาพ: Pierrick Lemaret/Getty Images

    ABOUT THE AUTHOR

    ดร. อาจารี ถาวรมาศ

    Consultant และผู้บริหารบริษัท Access-Europe บริษัทที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และนโยบายการดำเนินความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป (อียู) สำหรับภาครัฐและเอกชนไทย และที่ปรึกษาอิสระให้กับองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ เกี่ยวกับการดำเนินความร่วมมือกับภูมิภาคเอเชีย สามารถติดตามได้ที่ www.access-europe.eu และ www.facebook.com/AccessEuropeCoLtd

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/phuket-tourism-governance-safety/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tzJzn5EYf0p_bAA5bvNil

  • เที่ยวเมืองรอง ‘จ. คาโกชิมา’  อาบทรายดำร้อน-ชมภูเขาไฟ l World Pulse

    เที่ยวเมืองรอง ‘จ. คาโกชิมา’ อาบทรายดำร้อน-ชมภูเขาไฟ l World Pulse

    ช่วงนี้หลายๆ ประเทศมีปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง (Overtourism) ถือเป็นเรื่องกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะรัฐบาลต้องการหารายได้เข้าประเทศ แต่คนท้องถิ่นต้องรับมือกับปัญหาความแออัด การท่องเที่ยวเมืองรองถือเป็นทางออกที่ดีทางหนึ่ง

    ญี่ปุ่นเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีปัญหาดังกล่าว ซึ่งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ได้นิ่งนอนใจต้องหาหนทางแก้ไขในรูปแบบที่ไม่ได้ต่อต้านแขกต่างชาติ แต่เป็นแนวทางอันสมดุลตามวิถีญี่ปุ่น นั่นคือการกำหนดเป้าหมายใหม่ในการกระจายนักท่องเที่ยวให้เท่าเทียมกันมากขึ้นระหว่างมหานครสำคัญกับส่วนอื่นๆ ของประเทศ พูดง่ายๆ ก็คือ การท่องเที่ยวเมืองรองนั่นเอง 

    ในงานมหกรรมท่องเที่ยวสุดยิ่งใหญ่แห่งปี “เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก” ครั้งที่ 31 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เมื่อวันก่อน เมืองรองหลายแห่งของญี่ปุ่นมาร่วมออกบูธด้วย ซึ่งเวิลด์พัลส์ได้แวะไปเยี่ยมชมและพูดคุยที่บูธของจังหวัดคาโกชิมา เปิดดูเอกสารคู่มือการท่องเที่ยว ระบุว่า จังหวัดคาโกชิมา มีพื้นที่ทอดยาวจากเหนือจรดใต้กว่า 600 กม. ประกอบด้วยหลากหลายเมืองที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวโดยเฉพาะอาหารเลิศรส 

    อ่านเอกสารอาจไม่เห็นภาพ พูดคุยกับตัวแทนของจังหวัดสนุกกว่า พิชัย วิสูตรีรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจท่องเที่ยว ตัวแทนของคาโกชิมา เล่าว่า  คาโกชิมาเป็นจังหวัดที่อยู่ใต้สุดของเกาะคิวชู การเดินทางจากเมืองไทยไม่ยาก บินไปที่ฟูกุโอกะก่อน แล้วนั่งชินกันเซ็นต่ออีกประมาณหนึ่งชั่วโมงยี่สิบนาทีก็ถึงตัวเมือง 

    “หลัก ๆ ที่คาโกชิมา  เรามีภูเขาไฟที่ยังปะทุอยู่แต่ว่าไม่อันตรายซึ่งสวยงามและก็อยู่ในตัวเมือง  จากตัวเมืองเรานั่งเฟอร์รี่ข้ามไป 15 นาที ก็เที่ยวภูเขาไฟได้นะครับ ขับรถวนรอบภูเขาไฟได้เลย”

    พิชัยเล่าฟังดูน่าตื่นเต้น ภูเขาไฟที่ว่า ชื่อ “ซากุราจิมะ” เป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่ยังปะทุอยู่เพียงไม่กี่แห่งในโลก ว่ากันว่าซากุระจิมะเปลี่ยนสีสันถึงเจ็ดครั้งในแต่ละวัน เป็นที่ประทับใจผู้พบเห็นเป็นอย่างมากเที่ยวเมืองรอง 'จ. คาโกชิมา’  อาบทรายดำร้อน-ชมภูเขาไฟ l World Pulse Cr: https://www.kagoshima-yokanavi.jp

    “มันเป็นภูเขาที่ไม่ได้สูงมากนัก รูปร่างมันคล้าย ๆ ฟูจิถ้าดูไกล ๆ นะครับ ถ้าหน้าหนาวก็จะมีหิมะอยู่ข้างบน หน้าร้อนก็เป็นภูเขาไฟธรรมดา สวยงามมาก เพราะใกล้เมือง สามารถเที่ยวแล้วได้วิวถ่ายรูปเห็นชัด” พิชัยกล่าวต่อ เรื่องวิวถ่ายรูปสวยนี่ถือว่าถูกใจสายคอนเทนท์อย่างมาก

    อีกหนึ่งที่ที่เป็นไฮไลท์ของการไปเที่ยวคาโกชิมาคืออิบุสึกิ เมืองหาดทรายดำร้อนตามธรรมชาติแห่งเดียวในญี่ปุ่น ข้อมูลจากองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวญี่ปุ่น (เจเอ็นทีโอ) บอกว่า การอบทรายร้อนธรรมชาติสีดำ (Sunamushi Onsen)  ได้รับความนิยมมาตั้งแต่สมัย 300 ปีก่อน ซึ่งนักท่องเที่ยวจะต้องใส่ชุดยูคาตะลงไปนอนบนทรายร้อนๆ จากนั้นก็จะมีพนักงานคอยโกยทรายมากลบที่ตัวให้ 

    เที่ยวเมืองรอง 'จ. คาโกชิมา’  อาบทรายดำร้อน-ชมภูเขาไฟ l World Pulse

    (Cr:https://www.jnto.or.th)

    ความร้อนจากทรายทำให้รู้สึกสบายตัว เชื่อกันว่าจะช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดในร่างกายทำงานได้เป็นปกติและมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยขับของเสียออกทางเหงื่ออีกด้วย เด็กๆ จนถึงผู้สูงวัย ก็สามารถเข้าใช้บริการอบทรายร้อนนี้ได้ จึงเป็นกิจกรรมอีกอย่างหนึ่งที่สมาชิกในครอบครัวทั้ง 3 รุ่นจะได้นอนเรียงเล่นกันอย่างสนุกสนาน

    พูดถึงที่เที่ยวแล้ว มาดูอาหารการกินกันบ้าง ตัวแทนการท่องเที่ยวคาโกชิมา กล่าวว่า ที่นี่เป็นแหล่งผลิตหมูคุโรบูตะใหญ่สุดของญี่ปุ่นส่งขายทั่วประเทศ เนื้อวากิวของคาโกชิมาก็ดีที่สุดในญี่ปุ่น และมีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ในด้านการเลี้ยงปลาคัมปาจิ ซาชิมิปลาคัมปาจิของที่นี่จึงมีเนื้อสัมผัสฉ่ำเด้ง ส่วนของหวานก็ต้องน้ำแข็งไสประจำถิ่นเนื้อนุ่มละเอียดราดด้วยนมท้อปปิงด้วยผลไม้ประจำถิ่น สายดื่มต้องลองโซจูทำจากมันฝรั่ง เป็นที่นิยมมานานกว่า 500  ปี 

    “จุดขายของเราคืออาหารการกินถูก ที่เที่ยวเป็นธรรมชาติ สวยงาม และการที่เราเป็นเมืองรอง เพราะฉะนั้นค่าใช้จ่ายทุกอย่างจะถูกกว่า  ธรรมชาติสวยงามกว่า  เราก็เลยพยายามโปรโมทให้คนไทยไปเที่ยวให้มากขึ้น” พิชัยย้ำถึงข้อเด่นของการเป็นเมืองรอง พร้อมแนะว่า คนที่ไม่เคยไปญี่ปุ่นก็ต้องไปเมืองหลักก่อนอย่างโตเกียว โอซากา ถ้าเคยไปญี่ปุ่นหลายครั้งแล้วก็ควรไปเที่ยวเมืองรองที่ยังไม่เคยเห็น 

    สำหรับคนที่ตัดสินใจไปคาโกชิมา พิชัยแนะนำว่า ควรไปเดือน เม.ย.หลังซากุระบานอากาศจะดีมาก เพราะซากุระที่นี่บานเร็วกว่าที่อื่นประมาณเดือน มี.ค.ก็บานแล้ว อีกช่วงที่แนะนำคือ เดือน ต.ค. อากาศดีไม่หนาวมาก

    “ญี่ปุ่นก็ยังเป็นที่ประเทศที่ยังน่าเที่ยวอยู่มาก เพราะ 1. ประเทศสงบสุข 2. สะอาดสะอ้าน 3. ปลอดภัย 4. อาหารการกินดี  และยิ่งช่วงนี้ค่าเงินอ่อนทำให้คนไทยอยากไปญี่ปุ่นมากขึ้นกว่าสมัยก่อน” ตัวแทนท่องเที่ยวคาโกชิมาฉีดยาก่อนกลับ ชนิดที่ฟังแล้วเคลิ้มอยากจัดกระเป๋าไปญี่ปุ่นตอนนี้เลย! 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/geopolitics/1219820&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1w-tCSzViurQCxywXyHa9S

  • “สวนนงนุชพัทยา” ลงทุนโซลาร์รูฟท็อป 60 ล้าน หนุน ESG ท่องเที่ยวสีเขียวเต็มรูปแบบ | TOPNEWS

    “สวนนงนุชพัทยา” ลงทุนโซลาร์รูฟท็อป 60 ล้าน หนุน ESG ท่องเที่ยวสีเขียวเต็มรูปแบบ | TOPNEWS

    ที่ สวนนงนุชพัทยา ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 6 เดือน เพื่อรองรับการใช้พลังงานสะอาด ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน และรองรับการให้บริการนักท่องเที่ยวในยุคยานยนต์ไฟฟ้า

    โครงการดังกล่าวเป็นการลงทุนมูลค่ากว่า 60 ล้านบาท มีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมประมาณ 3.5 เมกะวัตต์ ครอบคลุมพื้นที่ลานจอดรถพลังงานแสงอาทิตย์ พร้อมติดตั้ง สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่ใช้ยานยนต์พลังงานสะอาด และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างเป็นรูปธรรม

    นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เปิดเผยว่า
    โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน ตามแนวทาง ESG (Environmental, Social and Governance) ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล โดยมุ่งเน้นการลดการปล่อยคาร์บอน เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือก และยกระดับมาตรฐานองค์กรให้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจสีเขียวระดับโลก

    ทั้งนี้ สวนนงนุชพัทยามุ่งยกระดับบทบาทจากแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติ สู่ การเป็น “แหล่งท่องเที่ยวสีเขียว (Green Attraction)” อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเป็นต้นแบบด้านการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย และรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1478232&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xTg3h2Dp8Cfn7UCdSCJSg

  • ‘บิ๊กเผือก’ นรต.41 แม่ทัพตำรวจท่องเที่ยว ปัดฝุ่น 1155 รับแจ้งเหตุ 8 ภาษา | เดลินิวส์

    ‘บิ๊กเผือก’ นรต.41 แม่ทัพตำรวจท่องเที่ยว ปัดฝุ่น 1155 รับแจ้งเหตุ 8 ภาษา | เดลินิวส์

    ท่ามกลางบริบทการแข่งขันด้านการท่องเที่ยว ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นของประเทศ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว หนึ่งในผู้นำสีกากีที่กุม “คีย์หลัก” ด้านนี้ไว้ในมือ ได้เดินหน้ายกระดับความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวผ่านยุทธศาสตร์ “Smart & Stronger” โดยผสานเทคโนโลยีทันสมัยอย่างศูนย์รับแจ้งเหตุ 1155 รองรับนักท่องเที่ยวถึง 8 ภาษา และแอปพลิเคชัน 6 ภาษา เข้ากับนวัตกรรมกล้อง AI และรถโมบายปฏิบัติการที่ช่วยปิดหมายจับคดีสำคัญได้กว่า 740 ราย ควบคู่ไปกับการสร้างความเข้มแข็งในชุมชนผ่านโครงการ“ชุมชนท่องเที่ยวเข้มแข็ง” หรือ S.T.C. และการอบรมอาสาสมัครกว่า 8,500 คน ทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังคุมเข้มมาตรการ “ท่องเที่ยวสีขาว” ด้วยการเชิงรุกตรวจคัดกรองสารเสพติดกลุ่มบุคลากรภาคบริการกว่า 6,000 คน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยให้ยั่งยืนในระดับสากล สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง

    “ดาวประดับฟ้า” สัปดาห์นี้ จึงพามาทำความรู้จัก พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (ผบช.ทท.) เกิดเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2509 ภูมิลำเนาใน จ.กรุงเทพฯ ชื่อเล่นว่า “เผือก” จบมัธยมปลาย โรงเรียนลาดปลาเค้าพิทยาคม ก่อนเข้าเป็นนักเรียน โรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 25 และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 41 ปริญญาโท สังคมศาสตร์มหาบัณฑิต (อาชญาวิทยาและงานยุติธรรม) มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมผ่านการอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง อาทิ บรอ. รุ่นที่ 6 และ วปอ. รุ่นที่ 62

    เริ่มรับราชการตำแหน่ง รอง สวส.สภ.อ.พังโคน จว.สกลนคร, รอง สวส.สน.บางเขน, สวส.สน.ดอนเมือง, สว.กก.สส.บก.น.8, ขยับขึ้น ผกก.ฝ่ายตรวจสอบพฤติการณ์บุคคล บก.อก.บช.ส., ผู้กำกับการ 11 กองบังคับการตำรวจน้ำ, ผู้บังคับการ บก.อก.บช.ส., รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 และปัจจุบัน ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว

    รางวัลและประกาศเกียรติคุณจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประกอบด้วย โล่รางวัลประกาศเกียรติคุณ ผลการปฏิบัติดีเด่นด้านการเร่งรัดสืบสวนจับกุมบุคคลตามหมายจับ ประจำปี 2567, ได้รับรางวัลใบประกาศเกียรติคุณ การปฏิบัติการระดมกวาดล้างอาชญากรรมในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2568, ได้รับโล่รางวัลการจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด รวมถึงบุคคลตามหมายจับ ปี 2568 และรางวัล “องค์กรตำรวจดีเด่น” จากมูลนิธิตำรวจไทย–นานาชาติ ปี 2568

    เพื่อนร่วมรุ่น อาทิ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ อดีต เลขาธิการ ป.ป.ส.

    วิสัยทัศน์การทำงาน : “กระทำการด้วยปัญญา รักษาความไม่ประมาทเสมอด้วยชีวิต” และ “ผลงานของกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมในวันนี้ เกิดจากความร่วมมือและความเสียสละของผู้ใต้บังคับบัญชาทุกนาย ต้องขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมแรงร่วมใจกันปฏิบัติหน้าที่”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5569077/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33E8s1EGBoQmxoXmsKxnlc

  • Tourism Product Highlight 2026 เปิดมุมมองใหม่ท่องเที่ยวไทย

    Tourism Product Highlight 2026 เปิดมุมมองใหม่ท่องเที่ยวไทย

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท. มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ผ่านกลไกการพัฒนาสินค้าเชิงคุณภาพ เดินหน้าผลักดันให้ทุกการเดินทางมีความหมายลึกซึ้งและทรงคุณค่ายิ่งขึ้น ด้วย 3 หัวใจสำคัญ

    ·     การส่งมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ทรงคุณค่าน่าจดจำ ด้วยการออกแบบและเล่าเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวให้น่าสนใจและ ‘พร้อมขาย’

    ·     การส่งมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีความหมายต่อทั้งนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่ ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสและมีส่วนร่วมกับชุมชน วัฒนธรรมและวิถีท้องถิ่น

    ·     การยกระดับผู้ประกอบการด้วย TAT Certified ไม่ว่าจะเป็นโครงการ STGs STAR, Thailand Tourism Awards และ Trusted Thailand เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นในการเดินทาง และทำให้การท่องเที่ยวไทยเป็นการเดินทางที่ปลอดภัย มีคุณค่า และน่าประทับใจไปพร้อมกับการยกระดับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยไปสู่มาตรฐานสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดโลก

     โดย ททท. เชื่อมั่นว่า การเพิ่มมูลค่าและนำเสนอสินค้าและบริการเชิงคุณค่าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวสู่เป้าหมาย 3 ล้านล้านบาทในปี 2569 และยกระดับประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางระดับโลก

    สำหรับการฟื้นฟูสุขภาวะและการเดินทางที่มีความหมายอย่างแท้จริง ททท. ได้นำเสนอสินค้าการท่องเที่ยวไฮไลต์ “Tourism Product Highlight 2026” ที่สะท้อนศักยภาพความหลากหลายด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย ดังนี้

    Luxury Voyage Thailand เส้นทางท่องเที่ยวที่มีความหรูหรา มีเรื่องราวและเอกลักษณ์เฉพาะตัวผสมผสานการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบอย่างยั่งยืน อาทิ Classic car tour, Private Jet Charter, Helicopter tour, Yacht Charter, Diving Live เพื่อรองรับตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพกลุ่มหรูหรามีระดับ (Luxury Tourist)

    Romance in Thailand เส้นทางท่องเที่ยวและสถานที่สุดโรแมนติก สำหรับคู่รักและนักท่องเที่ยวรายได้สูง โดยผสานความงดงามของธรรมชาติ บริการระดับ World-class อาทิ ล่องเรือสุริยันจันทรา นุ่งโจง ห่มสไบ ชิมรสไทย…เพลินใจกลางนาวาแห่งรัก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

    From Dusk till Dawn 60 จุดหมายปลายทาง แห่งมนต์เสน่ห์ยามค่ำคืน ประสบการณ์ท่องเที่ยวตั้งแต่พระอาทิตย์ตกจนรุ่งสาง ที่เข้มข้นด้วยกิจกรรมและบรรยากาศธรรมชาติในยามค่ำคืน อาทิ อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า จังหวัดพิษณุโลก, ณ สัทธา อุทยานไทย จังหวัดราชบุรี

    Thai Craft Destination สัมผัสเสน่ห์เมืองไทยผ่าน “เครื่องดื่มคราฟต์” (Craft Drinks) เส้นทางท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเน้นเล่าเรื่องของวัตถุดิบท้องถิ่น และความพิถีพิถันจากผู้ผลิต อาทิ CAFFEINE ROUTE จังหวัดเชียงใหม่ หรือ FRESH FRUITY ROUTE จังหวัดจันทบุรี

    Local Experience เส้นทางที่เชื่อมโยงนักท่องเที่ยวกับวิถีชีวิตชุมชนท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง สัมผัสประสบการณ์ผ่านวัฒนธรรม อาทิ TOUCH EXPERIENCE จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดอุดรธานี – Worth-Life Balance ประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มุ่งส่งเสริมการดูแลสุขภาพทั้งกายและ ใจเพื่อสร้างสมดุลชีวิตอย่างแท้จริง อาทิ THE BARAI หัวหิน ,KLAI Spa กทม.

    5 Must Do in Thailand เส้นทางไฮไลต์สุดคลาสสิกที่สะท้อน “สิ่งที่ต้องทำเมื่อมาประเทศไทย” ทั้งแบบ Iconic และ Must-experience อาทิ Must Taste หมูย่างเมืองตรัง , MUST TRY กิจกรรมต้องลองลุย กิจกรรมเรียนมวยไทย

    Travel with Care เส้นทางเที่ยวกระบี่รูปแบบใหม่ที่จะได้ทั้งดูแลทั้งโลกและกลับมาดูแลหัวใจตัวเอง ที่ไม่ได้จะมาเจอแค่แค่ทะเลสวย ผ่านวิถีธรรมชาติ และสัมผัสเสน่ห์วัฒนธรรม ผ่าน 3 เส้นทาง Self Care , Nature Care และ Culture Care

    UNESCO Thailand 7 เส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงเมืองสร้างสรรค์ตามเครือข่าย UNESCO Creative Cities ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล อาทิ จังหวัดเชียงใหม่ UNESCO Creative City of Craft and Folk Art

    Krabi Prototype โมเดลการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของจังหวัดกระบี่ ที่ผสมผสานการท่องเที่ยวธรรมชาติ วัฒนธรรม วิถีชีวิต และกิจกรรมที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่

    Rail Rover Thailand 10 เส้นทางการท่องเที่ยวรถไฟของประเทศไทย โดยเน้นการเดินทางอย่างช้า ๆ เพื่อให้สัมผัสทิวทัศน์ วิถีชีวิต และชุมชนตลอดทาง อาทิ เส้นทางรถไฟสายชิม (Taste Track) กรุงเทพมหานคร – หัวหิน – สงขลา ไม่เพียงเท่านั้น

    ในปีนี้ ททท. ยังมุ่งมั่นยกระดับผู้ประกอบการและส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยไปสู่ความยั่งยืนผ่านมาตรฐานหรือเกณฑ์ความยั่งยืนของ ททท. (TAT Certified) ประกอบการด้วย 151 รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย (Thailand Tourism Awards) หรือ รางวัลกินรี ปี 2568 ยกระดับคุณภาพสินค้าและบริการอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โครงการ STAR : Sustainable Tourism Acceleration Rating (STGs STAR) ช่วยผลักดันผู้ประกอบการท่องเที่ยวสู่มาตรฐานการท่องเที่ยวยั่งยืน และยังมีตราสัญลักษณ์ Trusted Thailand ที่มุ่งเน้นด้านมาตรฐานความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวทั่วโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-luxury-travel&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pVpu8CnzRimeAlyhWA6Hz

  • อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยกรณีพิเศษ ครั้งที่ 1/2569

    อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยกรณีพิเศษ ครั้งที่ 1/2569

    อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยกรณีพิเศษ ครั้งที่ 1/2569


    4/02/2569 | 40 | |

    อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยกรณีพิเศษ ครั้งที่ 1/2569

    วันนี้(4 กุมภาพันธ์ 2569) เวลา 10.00 น. ณ ศูนย์ข้อมูลกลางเพื่อการตัดสินใจ (War Room) ชั้น 5 กรมการพัฒนาชุมชน นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมายนายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นผู้แทนเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการ

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยกรณีพิเศษ ครั้งที่ 1/2569 ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Zoom Meeting) โดยในที่ประชุมดำเนินการพิจารณางบประมาณในการดำเนินการภายใต้โครงการกระตุ้นและส่งเสริมบรรยากาศการท่องเที่ยว ประจำปี 2569


    รูปภาพ

    ” id=”lightGallery”>


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/318499&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UTULcqGgBApkqUyo7UIZY

  • ตำรวจทุกหน่วยบนเกาะภูเก็ตเป็นแค่หนังหน้าไฟ …!!! กระทรวงท่องเที่ยวฯ เจ้าภาพหลัก ต้องเร่งออกหน้า จัดระเบียบป้องกัน เรียกศรัทธาจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกกลับมาสู่เกาะภูเก็ตเหมือนเดิม

    ตำรวจทุกหน่วยบนเกาะภูเก็ตเป็นแค่หนังหน้าไฟ …!!! กระทรวงท่องเที่ยวฯ เจ้าภาพหลัก ต้องเร่งออกหน้า จัดระเบียบป้องกัน เรียกศรัทธาจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกกลับมาสู่เกาะภูเก็ตเหมือนเดิม

    ​ ​อย่าปล่อยให้นักท่องเที่ยวถ่อยทะลักเข้ามาเกาะแห่งสวรรค์ เอะอะโยนให้ตำรวจ หวั่นภูเก็ตเมืองน่าเที่ยวยอดฮิต จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเสื่อมโทรม

    พลันที่ผู้ประกาศข่าวอ่านพาดหัวข่าวว่านักท่องเที่ยวต่างชาติเมาเดินแก้ผ้า หรือนักท่องเที่ยวต่างชาติทำอนาจารโจ่งแจ้ง ก่อนที่จะบอกถึงรายละเอียด เชื่อว่าเสียงในหัวของคนส่วนใหญ่จะดัง “ภูเก็ตอีกแล้วเหรอ” พอผู้ประกาศข่าวอ่านรายละเอียดก็เป็นไปตามคาด

    เนื่องจากที่ผ่านมา ข่าวลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นในแหล่งท่องเที่ยวเมืองภูเก็ตบ่อยมาก อาทิ นักท่องเที่ยวต่างชาติเมากัญชาเดินแก้ผ้าโชว์กลางถนน หรือนักท่องเที่ยวต่างชาติร่วมรักกันแบบโจ่งแจ้งริมหาดแบบไม่แคร์สายตาชาวบ้าน

    ล่าสุดเกิดเหตุนักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสเมา เกิดอารมณ์ทางเพศร่วมรักกันบนรถตุ๊กตุ๊ก หรือสดๆ ร้อนๆ สื่อโซเชียลโพสต์คลิปกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเมาทะเลาะวิวาทกันอย่างรุนแรง ย่านท่องเที่ยวชื่อดังของ อ.กะทู้ บานปลายถึงขั้นลงไม้ลงมือ กระทืบจนบาดเจ็บสาหัส

    เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนแต่ฉุดภาพลักษณ์เมืองภูเก็ต ไข่มุกแห่งอันดามัน ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกใฝ่ฝันอยากบินมาสัมผัสความงามของธรรมชาติและวัฒนธรรมที่หลากหลายถดถอยลง ส่งผลให้นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติที่มีกำลังซื้อกำลังจ่าย เมื่อถึงฤดูกาลท่องเที่ยวจะตัดสินใจมุ่งตรงเมืองภูเก็ตทันที ต้องกลับมาชั่งใจว่าจะไปเมืองท่องเที่ยวอื่นที่มีภาพลักษณ์ดีกว่าไหม ?

    ซึ่งชาวภูเก็ตส่วนใหญ่เริ่มหวาดหวั่นว่าหากปล่อยให้เหตุการณ์นักท่องเที่ยวเมายาอาละวาด หรือเสพกามตามที่สาธารณะ หรือก่อเหตุทำร้ายกันบ่อยๆ ภูเก็ตอาจจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เสื่อมโทรม กลายเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวที่ไร้คุณภาพ

    ชาวภูเก็ตคนหนึ่งเล่าว่านับแต่รัฐบาลมีนโยบายขายใบกระท่อมและกัญชาถูกกฎหมาย นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ไร้คุณภาพหลั่งไหลมาจำนวนมาก มีเป้าหมายหลักคือเสพยาเสพติดมากกว่าที่จะเดินทางท่องเที่ยว ยิ่งรัฐบาลเปิดฟรีวีซ่าเท่ากับสนับสนุนให้นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เข้าประเทศมากขึ้น มีแต่สร้างความเสียหายมากกว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ แถมทำให้นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติที่มีกำลังซื้อหนีหายไปอีกด้วย

    ชาวภูเก็ตคนเดิมบอกว่าเมืองภูเก็ตมีปัญหาที่หลากหลาย ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนร่วมกันแก้ไข แต่ปัญหาเหล่านั้นไม่สร้างผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวโดยตรง เพราะซ่อนอยู่ในกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้สื่อสารสู่สาธารณชน และมีการแก้ไขกันอย่างต่อเนื่อง

    “แต่เหตุที่เกิดไม่เว้นแต่ละวัน ล้วนเป็นเหตุเกี่ยวกับอาชญากรรมที่ถูกนำเสนอสู่สาธารณะ สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยว อันเป็นหัวใจหลักของเมืองภูเก็ต เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าที่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดได้ ซึ่งตำรวจเองจะทำหน้าที่ได้แค่เพียงแก้ไขฯ ทั้งที่รัฐบาลรู้ทั้งรู้ว่ามันป้องกันได้” ชาวภูเก็ตระบุ

    ชาวภูเก็ตระบุอีกว่าปัญหาในภาพรวมต้องรอรัฐบาลชุดใหม่เร่งแก้ไขในทุกมิติ แต่ในภาวะนี้ตำรวจคือยาหม้อใหญ่ จะช่วยบรรเทาอาการไม่ให้ทรุดหนักกว่าเดิม ด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มแข็ง ซึ่งในภูเก็ตมีตำรวจเกือบทุกหน่วย ไม่ว่าจะเป็นตำรวจท้องที่ ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจสอบสวนกลาง ทั้งตำรวจน้ำและทางหลวง รวมถึงตำรวจสันติบาล ทุกหน่วยปฏิบัติหน้าที่เข้าขากันด้วยดีตลอดมา

    “แต่ถ้าปกครอง กรมการท่องเที่ยว ร่วมมือกับ ป.ป.ส. กอ.รมน. ออกหน้าวางมาตรการป้องกัน คัดสรรแต่นักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ มีอำนาจการใช้จ่ายสูง จะช่วยฉุดรั้งไม่ให้ภูเก็ตกลายเป็นเมืองสวรรค์ของนักท่องเที่ยวเหมือนเดิม

    อย่าให้นักท่องเที่ยวคุณภาพต่ำทะลักเข้ามาในภูเก็ต หรือเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐบาลเป็นคนกำหนดขึ้นมา เช่น ฟรีวีซ่า ปล่อยให้บริษัททัวร์คุณภาพต่ำรับทัวร์ไร้คุณภาพ ไม่สนใจภาพลักษณ์ เมืองภูเก็ตที่โด่งดังไปทั่วโลกก็จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เสื่อมโทรมได้ เพียงทำให้นักท่องเที่ยวเกรดเอทุกคนรู้สึกว่า เมื่อมาเยือนภูเก็ตแล้วปลอดภัย ไม่ต้องผวากับภัยอาชญากรรมรูปแบบต่างๆ”

    ชาวภูเก็ตคนเดิมระบุ และว่าชาวภูเก็ตไม่ได้คาดหวังอะไรที่สูงแบบต้องปลอดอาชญากรรม ขอเพียงให้หน่วยงานระดับรัฐบาลต้องวางมาตรการเข้มถึงต้นเหตุที่ก่อให้เกิดเหตุทั้งอาชญากรรมและอนาจารเป็นพอ

    ฝากรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะเลือกตั้ง ต้องเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ให้ได้!! ไม่ใช่เอะอะพอเกิดอาชญากรรมก็โยนให้เป็นของตำรวจเพียงหน่วยเดียว “คงไม่สำเร็จ ตำรวจซึ่งเป็นหนังหน้าไฟ จะได้มีเวลาไปเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ปกป้องชีวิตและทรัพย์สินให้กับพี่น้องประชาชนให้เกิดความผาสุก เพื่อจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี นั่นคือสิ่งที่คนภูเก็ตต้องการ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/275667&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2q4XOHg3mPDmrIrpnXFMlr

  • “ฉัตรชัย” กล้าธรรม ชูโมเดลท่องเที่ยว “คลัสเตอร์” กระจายรายได้รากหญ้า

    “ฉัตรชัย” กล้าธรรม ชูโมเดลท่องเที่ยว “คลัสเตอร์” กระจายรายได้รากหญ้า

    “ฉัตรชัย” กล้าธรรม ชูโมเดลท่องเที่ยว “คลัสเตอร์” กระจายรายได้รากหญ้า

    ในเวทีดีเบต “Nation Election 2569 DEBATE จุดเปลี่ยนประเทศไทย” เวทีภาคใต้ ณ จังหวัดสงขลา นายฉัตรชัย นิติภักดิ์ ตัวแทนจากพรรคกล้าธรรม ได้แสดงวิสัยทัศน์ในประเด็นช่วยเหลือเกษตรกร การท่องเที่ยว และการเมือง โดยเน้นย้ำความโปร่งใสของพรรคและแผนการพัฒนาการท่องเที่ยวภาคใต้

    ไม่ให้โอกาสเกษตรกร ถือเป็นศัตรูพรรคกล้าธรรม

    นายฉัตรชัย ได้นำเสนอนโยบายด้านการเกษตรบนเวทีดีเบต โดยเน้นย้ำว่าเป็นภารกิจแรกที่พรรคจะทำหากได้ร่วมรัฐบาล เนื่องจากเศรษฐกิจภาคใต้กว่า 30% มาจากภาคการเกษตร โดยเฉพาะชาวสวนยางและชาวสวนปาล์ม 

    • การจัดการสิทธิในที่ดินทำกิน: พรรคถือเป็นเรื่องพื้นฐานที่เกษตรกรต้องมีที่ดินเป็นของตนเอง โดยมีนโยบาย เปลี่ยนที่ดิน สปก. 4-01 ให้เป็น “โฉนดการเกษตร” และผลักดันต่อให้เป็น “โฉนดครุฑแดง” เพื่อให้เกษตรกรมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินอย่างแท้จริง, นอกจากนี้ นายฉัตรชัยยังประกาศกร้าวว่านายทุนคนใดที่เอาที่ดิน สปก. ไปจากเกษตรกร ถือเป็นศัตรูกับพรรคกล้าธรรม

    • นโยบายปุ๋ยคนละครึ่ง: เพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร พรรคจะดำเนินนโยบาย “ปุ๋ยคนละครึ่ง” เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านปัจจัยการผลิต

    • การจัดตั้งธนาคารประชาชน: เสนอให้มีธนาคารสำหรับเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยโดยเฉพาะ เพื่อให้สามารถ กู้เงินในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ผ่อนระยะยาว และมีมาตรการช่วย ปรับโครงสร้างหนี้

    • การปราบปรามสินค้าเกษตรเถื่อน: พรรคให้ความสำคัญกับการปกป้องผลผลิตของเกษตรกรในพื้นที่ โดยมีนโยบาย ปราบปรามน้ำมันปาล์มเถื่อน ยางเถื่อน รวมถึงน้ำมันเถื่อน เพื่อไม่ให้สินค้าเหล่านี้มากดราคาผลผลิตของเกษตรกรไทย

    • การเชื่อมโยงเกษตรกรรมกับการท่องเที่ยว: นายฉัตรชัย มองว่ารายได้จากการท่องเที่ยวไม่ควรกระจุกตัวอยู่ที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ แต่ต้องกระจายมาถึง “รากหญ้า” และเกษตรกร โดยการสร้างโอกาสให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายสินค้าและผลผลิตให้แก่นักท่องเที่ยวได้โดยตรง

    นายฉัตรชัย ยังได้ระบุว่า ในช่วงที่แกนนำพรรคอย่างร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า และศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ได้มีโอกาสบริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แม้จะเป็นช่วงเวลาไม่กี่ปี แต่ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสามารถทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรดีขึ้น ทั้งในเรื่องที่ดินทำกินและการดูแลอย่างใกล้ชิด

    ชูท่องเที่ยวแบบ “คลัสเตอร์” กระจายรายได้สู่ชุมชนและเกษตรกร 

    นายฉัตรชัย ได้ตอบคำถามจาก นายสลิล โตทับเที่ยง รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ถึงแนวทางการจัดการเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในภาคใต้ โดยระบุว่าควรมีการกระจายการท่องเที่ยวเป็น “คลัสเตอร์” เพื่อไม่ให้รายได้กระจุกตัวอยู่เพียงจังหวัดหลักอย่างภูเก็ต หรือสุราษฎร์ธานี เขาเสนอให้นักท่องเที่ยวจากภูเก็ตกระจายตัวไปยังพังงาและกระบี่ หรือจากสุราษฎร์ธานีมายังนครศรีธรรมราช เพื่อท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและสุขภาพ (Health Tourism) ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายต่อหัวให้สูงขึ้น

    นอกจากนี้ นายฉัตรชัย ยังเน้นย้ำว่า รายได้จากการท่องเที่ยวไม่ควรอยู่ที่ผู้ประกอบการรายใหญ่หรือโรงแรมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องกระจายไปถึง “รากหญ้า” ทั้งเกษตรกร, SME, และอาชีพบริการในท้องถิ่น เช่น หมอนวดแผนไทย เพื่อให้ทุกคนได้รับผลประโยชน์อย่างทั่วถึง

    ปัดวาทกรรม “การเมืองสีเทา” ลั่นพร้อมตรวจสอบพรรคด้วยตัวเอง

    ในประเด็นจุดยืนเรื่อง “การเมืองไม่เทา” จากคำถามของกองบรรณาธิการเครือเนชั่น นายฉัตรชัย ซึ่งเป็นอดีตตุลาการและตำรวจยืนยันว่า ตนได้ตั้งปณิธานไว้ว่าหากก้าวเข้าสู่การเมือง ตนจะเป็นผู้ตรวจสอบคนในพรรคและผู้บริหารพรรคด้วยตัวเอง หากพบว่ามีการกระทำผิดจริงตามข้อกล่าวหา “สีเทา” ตนจะเป็นคนแรกที่เดินออกจากพรรค

    เขายังกล่าวเสริมว่า จากที่สัมผัสการทำงานของพรรคกล้าธรรม ตนเห็นแต่ “สีเขียว” ซึ่งหมายถึงการมุ่งเน้นทำงานเพื่อเกษตรกรและประชาชน พร้อมชื่นชมแกนนำพรรคอย่าง ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า และ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ว่าเป็นกลุ่มคนที่มุ่งมั่นทำงานอย่างหนัก โดยยกตัวอย่างการลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่หาดใหญ่ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย

    โต้ประเด็น “ด้อยค่า” ยันสู้ด้วยนโยบาย ไม่เน้นสาดโคลน 

    เมื่อนายกรณ์ จาติกวณิช ตั้งคำถามเกี่ยวกับวาทกรรมด้อยค่าคู่แข่งเรื่องอาชีพและถิ่นกำเนิด นายฉัตรชัย ได้ตอบโต้ว่าตนไม่เคยให้ราคากับการด้อยค่า และพรรคกล้าธรรมเองมักตกเป็นเป้าของวาทกรรม “สีเทา” มากกว่าพรรคอื่นเสียด้วยซ้ำ เขาเน้นย้ำว่าตนเลือกที่จะสู้ด้วยนโยบายเพียงอย่างเดียว และเชื่อมั่นว่าประชาชนฉลาดพอที่จะตัดสินใจจากอุดมการณ์และการปฏิบัติจริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/737534&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZckpHJ6aGKrRDJCVux4bx