Category: ท่องเที่ยว

  • ท่องเที่ยวบูม!! ต่างชาติเที่ยวไทยเดือนแรกกว่า 3.4 ล้านคน จีน-มาเลย์มาแรง : อินโฟเควสท์

    ท่องเที่ยวบูม!! ต่างชาติเที่ยวไทยเดือนแรกกว่า 3.4 ล้านคน จีน-มาเลย์มาแรง : อินโฟเควสท์

    น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงสถานการณ์การท่องเที่ยวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (26 ม.ค.-1 ก.พ. 69) ว่า นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย และการมีมาตรการกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวของรัฐบาล โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวตลาดจีนที่ยังคงเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวครองอันดับ 1 และเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวแตะระดับ 1 แสนคนเป็นสัปดาห์ที่ 2 รวมถึงนักท่องเที่ยวตลาดมาเลเซียที่เดินทางเข้ามาเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน โดยเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น 28.17% จากสัปดาห์ก่อน

    ทั้งนี้ ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์นี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 762,392 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 7,745 คน หรือ 1.03% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 108,913 คน โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ จีน 116,515 คน มาเลเซีย 79,335 คน รัสเซีย 58,191 คน อินเดีย 47,585 คน และเกาหลีใต้ 36,607 คน

    “นักท่องเที่ยวมาเลเซีย จีน และรัสเซีย มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 28.17% 15.45% และ 6.67% ตามลำดับ ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวอินเดีย และเกาหลีใต้ มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 19.75% และ 9.81% ตามลำดับ” น.ส.นัทรียา ระบุ

    สำหรับสถานการณ์ท่องเที่ยวในสัปดาห์นี้ (2-8 ก.พ.)คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาลดลง แต่ยังคงมีปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การมีมาตรการกระตุ้นนักท่องเที่ยวชาวจีน การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตรตม.6 รวมถึงการกระตุ้น และส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    ส่วนภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-1 ก.พ. 69 ที่ผ่านมาทั้งสิ้น 3,388,313 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 167,256 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 417,999 คน มาเลเซีย 315,115 คน รัสเซีย 281,673 คน อินเดีย 237,371 คน และเกาหลีใต้ 173,546 คน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/567187&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jfsaQIdcO-BX1sIzyPPsk

  • กทม. เปิดใต้ดิน ‘ลานคนเมือง’ ให้ประชาชนจอดหลังเลิกงาน-วันหยุด รองรับ 500 คัน หวังฟื้นเศรษฐกิจย่านเมืองเก่า

    กทม. เปิดใต้ดิน ‘ลานคนเมือง’ ให้ประชาชนจอดหลังเลิกงาน-วันหยุด รองรับ 500 คัน หวังฟื้นเศรษฐกิจย่านเมืองเก่า

    วานนี้ (5 กุมภาพันธ์) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและประชาสัมพันธ์การเปิดให้บริการที่จอดรถใต้ดิน ที่ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร ซึ่งได้เริ่มเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าใช้บริการอย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

    ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวถึงความเป็นมาของโครงการนี้ว่า ลานคนเมืองมีพื้นที่จอดรถใต้ดิน 2 ชั้น รองรับรถได้ประมาณ 500 คัน ซึ่งในอดีตสงวนไว้สำหรับรถราชการและผู้มาติดต่อราชการเท่านั้น ทำให้ในช่วงเวลากลางคืนหรือวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ พื้นที่ดังกล่าวจะว่างเว้นจากการใช้งาน

    ในขณะที่พื้นที่โดยรอบซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญและย่านเศรษฐกิจเก่าแก่ อาทิ วัดสุทัศน์ เสาชิงช้า และศาลเจ้าพ่อเสือ ประสบปัญหาขาดแคลนที่จอดรถอย่างหนัก กทม. จึงเล็งเห็นโอกาสในการบริหารจัดการทรัพย์สินของราชการให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยใช้เวลาปรับปรุงระเบียบข้อบังคับนานเกือบ 2 ปี จนสามารถเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาใช้บริการได้ โดยรายได้จากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมจะนำส่งเข้าเป็นรายได้ของแผ่นดินทั้งหมด

    สำหรับรายละเอียดการให้บริการ กทม. ได้กำหนดช่วงเวลาเพื่อไม่ให้กระทบต่อการปฏิบัติงานราชการ ดังนี้

    • วันจันทร์ – ศุกร์: เปิดให้บริการหลังเวลาราชการ ตั้งแต่ 18.00 – 06.00 น. ของวันรุ่งขึ้น
    • วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์: เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง
    • อัตราค่าบริการ: จอดฟรี 15 นาทีแรก, ชั่วโมงที่ 1-5 คิดค่าบริการ 20 บาท/ชั่วโมง, ชั่วโมงที่ 6 ขึ้นไป คิด 30 บาท/ชั่วโมง
    • บริการรายเดือน: (จำกัด 20 คัน) อัตรา 2,000 บาท/เดือน (จอดได้ตามช่วงเวลาที่กำหนดข้างต้น)
    • รถจักรยานยนต์: จอดฟรี (ต้องนำรถออกก่อนเวลา 06.00 น. ของวันถัดไป)

    สำหรับการเดินทางเข้าใช้บริการ ประชาชนสามารถเข้าได้ 2 ช่องทาง คือ 1. ทางลงฝั่งถนนดินสอ (เลยถนนมหรรณพมาเล็กน้อย) และ 2. ทางลงฝั่งถนนศิริพงษ์ ซึ่งมีช่องทางเลี้ยวซ้ายเฉพาะสำหรับเข้าจอด เหมาะสำหรับผู้ที่เดินทางมาจากฝั่งวัดสุทัศน์

    ทั้งนี้ ภายในลานจอดรถมีมาตรการรักษาความปลอดภัยโดยเจ้าหน้าที่ รปภ. ดูแลตลอดเวลา พร้อมทั้งมีห้องน้ำสาธารณะที่สะอาดและปลอดภัยให้บริการถึง 66 ห้อง ตลอด 24 ชั่วโมง

    “ยืนยันว่าเราไม่ได้เบียดบังที่จอดรถข้าราชการ แต่เรานำที่ว่างหลังเลิกงานมาใช้ประโยชน์ให้ประชาชนมีที่จอดรถสะดวก จะได้ไปเดินเที่ยวย่านนี้ได้อย่างสบายใจ จึงอยากเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนมาใช้บริการกันเยอะ ๆ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจย่านนี้ ใครจะมาไหว้พระวัดสุทัศน์ ชอปร้านสังฆภัณฑ์ หรือหาของกินร้านขึ้นชื่อ ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องที่จอดรถแล้ว” ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวทิ้งท้าย

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/bma-lan-khon-mueang-parking/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LdM-xUXRslX_JPqPxsWZ-

  • “ลุงป้อม” กลับบ้านเกิดลพบุรี บอกพอแล้วชีวิตการเมือง ขอท่องเที่ยวและพักผ่อน

    “ลุงป้อม” กลับบ้านเกิดลพบุรี บอกพอแล้วชีวิตการเมือง ขอท่องเที่ยวและพักผ่อน

    “ลุงป้อม” กลับบ้านเดิม บอกพอแล้วชีวิตการเมือง หยุดแค่นี้ จากนี้จะท่องเที่ยวและพักผ่อน พร้อมควงผู้สมัคร พปชร. ไหว้พระเสริมสิริมงคล แวะชิมอาหารพื้นบ้าน

    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กลับไปเยือนบ้านเกิดที่ บ้านทรงไทย “เรือนรับตะวัน” อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นจากพี่น้องประชาชนที่มารอพบและทักทายอย่างเป็นกันเอง โดยมี นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลพบุรี ให้การต้อนรับและพาเยี่ยมชมพื้นที่

    พล.อ.ประวิตร ใช้เวลาพูดคุยกับชาวบ้านอย่างใกล้ชิด สอบถามสารทุกข์สุขดิบ พร้อมอวยพรให้ทุกคนมีสุขภาพแข็งแรงและมีความสุข โดยประชาชนหลายคนต่างกล่าวชื่นชมว่ายังคงดูแข็งแรง กระฉับกระเฉง และมีอัธยาศัยเป็นกันเอง

    จากนั้นได้เดินทางไปยังวัดเชียงงา อำเภอบ้านหมี่ เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กราบพระประธานในอุโบสถเพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมเล่าถึงความผูกพันกับพื้นที่แห่งนี้ซึ่งเป็นสถานที่เกิด อีกทั้งยังได้พบลูกหลานของคนทำคลอดเมื่อกว่า 80 ปีก่อน ซึ่งปัจจุบันมีอายุ 87 ปี เดินทางมารอพบเพื่อรำลึกความหลัง สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและน่าประทับใจแก่ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์

    ตลอดการเดินทาง พล.อ.ประวิตร ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวกับชาวบ้าน รับฟังวิถีชีวิตและเรื่องราวในชุมชนอย่างเป็นกันเอง และก่อนเดินทางกลับ พล.อ.ประวิตรและคณะ ได้แวะรับประทานอาหารพื้นบ้านที่บ้านพักของ นายสุชาติ ลายน้ำเงิน โดยมีชาวบ้านและแฟนคลับเข้ามาทักทาย พร้อมแนะนำร้านอาหารอร่อยและของดีประจำจังหวัดลพบุรี หลายคนอยากให้ช่วยแวะชิม ชวนชิม และบอกต่ออาหารพื้นถิ่น รวมถึงสินค้าชุมชน เพื่อช่วยสร้างสีสันและกระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่ 

    ทั้งนี้พล.อ.ประวิตรบอกด้วยว่า ตัวเองอายุมากแล้วปีนี้ 81 ทำงานมา 60 กว่าปีไม่ว่าจะเป็นทางด้านการทหารรับใช้ชาติรวมทั้งเป็นนักการเมืองเป็น รองนายกฯเป็นรัฐมนตรี  รักษาการณ์นายก ตนเองพอแล้วการเมืองขอหยุดแต่แค่นี้ต่อไปนี้จะขอท่องเที่ยว พักผ่อนใช้ชีวิตอย่างอิสระ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2912530&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bKD49-hR83XkQ4ig3kbc-

  • ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับขึ้นแตะ 52.6 รับแรงหนุนเลือกตั้ง

    ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับขึ้นแตะ 52.6 รับแรงหนุนเลือกตั้ง

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ม.ค. 69 ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเดือนที่ 4 แตะระดับ 52.6 จากแรงหนุนท่องเที่ยวต้นปี และความคาดหวังทางการเมือง

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 6,371 ราย ซึ่งครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนมกราคม 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 52.6 โดยมีบรรยากาศเทศกาลปีใหม่เป็นแรงส่งให้บรรยากาศในสังคมมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับมีความคาดหวังต่อการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์และมาตรการภาครัฐหลังการจัดตั้งรัฐบาล 

    อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เกิดขึ้นและช่วงรอยต่อของมาตรการในระหว่างรอการเลือกตั้งยังคงกดดันความเชื่อมั่นของประชาชนในบางส่วน ขณะที่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด 

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ระดับ 52.6 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 51.8 ในเดือนก่อนหน้า โดยอยู่ในช่วงเชื่อมั่นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 58.4 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 57.6 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีอยู่ในระดับเชื่อมั่นได้รับแรงสนับสนุนจากหลายปัจจัย อาทิ 

    1. บรรยากาศทางเศรษฐกิจช่วงต้นปีที่ฟื้นตัวตามฤดูกาล
    2. ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นสอดคล้องกับฤดูกาลท่องเที่ยว ประกอบกับการดำเนินกิจกรรมและนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนและสร้างรายได้ให้กับภาคธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง 
    3. บรรยากาศทางการเมืองในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งมีส่วนช่วยประคองระดับความเชื่อมั่นของประชาชน จากความคาดหวังต่อแนวนโยบาย การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แม้ยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่ก็ตาม 
    4. การส่งออกยังเติบโตได้ดีโดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 43.9 แม้จะปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 43.2 ในเดือนก่อนหน้า แต่มีค่าต่ำกว่าระดับ 50 

    สะท้อนว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น โดยมีปัจจัยที่ลดทอนระดับความเชื่อมั่น อาทิ การฟื้นตัวของรายได้ประชาชนที่ยังจำกัดจากภาระหนี้ครัวเรือนและค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง ความไม่แน่นอนของนโยบายด้านการค้าของสหรัฐฯ และความผันผวนด้านการเงินในตลาดโลก

    นอกจากนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ขยายวงกว้างมากขึ้นอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก และความไม่แน่นอนของมาตรการภาครัฐในระยะต่อไป เป็นประเด็นที่จะส่งผลต่อระดับความเชื่อมั่นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

    ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 45.08 รองลงมา คือ มาตรการของภาครัฐ ร้อยละ 13.89 การเมือง ร้อยละ 10.56 สังคม/ความมั่นคง ร้อยละ 8.63 ราคาสินค้าเกษตร ร้อยละ 8.05 เศรษฐกิจโลก ร้อยละ 7.99 ภัยพิบัติ/โรคระบาด ร้อยละ 2.06 ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ร้อยละ 2.01 และ อื่น ๆ ร้อยละ 1.73 ตามลำดับ

    ดัชนีความเชื่อมั่น 5 ภูมิภาค

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ในช่วงเชื่อมั่นทุกภูมิภาค ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 53.5 ภาคเหนือ อยู่ที่ระดับ 52.4 ภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 50.9 และภาคใต้ อยู่ที่ระดับ 50.8  ขณะที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล แม้ปรับตัวลงเล็กน้อยแต่ยังคงอยู่ในช่วงเชื่อมั่นที่ระดับ 58.3

    พนักงานรัฐเชื่อมั่นสูง

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายอาชีพ จำนวน 7 อาชีพ พบว่า ทุกกลุ่มอาชีพอยู่ในช่วงเชื่อมั่น ได้แก่พนักงานของรัฐ อยู่ที่ระดับ 56.5 ผู้ประกอบการ อยู่ที่ระดับ 53.7 ไม่ได้ทำงาน/บำนาญ อยู่ที่ระดับ 52.8 พนักงานเอกชน อยู่ที่ระดับ 52.4 เกษตรกร อยู่ที่ระดับ 51.9 นักศึกษา อยู่ที่ระดับ 50.8 และ อาชีพรับจ้างอิสระ อยู่ที่ระดับ 50.3 สำหรับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ พบว่า 

    แม้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะยังคงอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น แต่ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 43.3 ของเดือนก่อนหน้ามาอยู่ในระดับ 45.2 ในเดือนปัจจุบัน

    แรงหนุนท่องเที่ยว-ใช้จ่ายเทศกาล

    นายนันทพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคทรงตัวอยู่ในช่วงเชื่อมั่นเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากบรรยากาศการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายในช่วงเทศกาล ควบคู่กับปัจจัยทางการเมืองที่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเดือนที่ผ่านมา

    ซึ่งสะท้อนผ่านสัดส่วนของปัจจัยด้านการเมืองที่ส่งผลต่อดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 7.78 สู่ร้อยละ 10.56 ทั้งนี้ ปัจจัยดังกล่าวส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ จากความคาดหวังต่อการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ รวมถึงความชัดเจนของมาตรการและนโยบายสำคัญภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลอย่างเป็นทางการ

    ประชาชนยังกังวลการเมือง ค่าครองชีพ หนี้สิน

    อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนทางการเมืองและการประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรในช่วงปลายปี 2568 ตลอดจนช่วงรอยต่อของมาตรการและนโยบายระหว่างการเลือกตั้ง ได้สร้างความกังวลให้แก่ประชาชนในอีกทางหนึ่ง

    นอกจากนี้ สถานการณ์ค่าครองชีพ และภาระหนี้ครัวเรือนยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความรู้สึกของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ราคาสินค้าเกษตร ผลการเลือกตั้ง และกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลในระยะต่อไปมีแนวโน้มเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดทิศทางความเชื่อมั่นของประชาชน ภาครัฐจึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด

    ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ยังคงดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาความกดดันค่าครองชีพของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ โครงการ New Year Mega Sale 2026 และโครงการธงฟ้าราคาประหยัดทั่วประเทศ ควบคู่กับการกำกับดูแลสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรเพื่อลดผลกระทบต่อเกษตรกร พร้อมเดินหน้าส่งเสริมสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นและสินค้า GI เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าไทย

    ขณะเดียวกัน ยังเร่งขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุกเพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจในการพัฒนาและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีการค้าโลก ตลอดจนการสร้างความเป็นธรรมทางการค้าให้แก่ธุรกิจภายในประเทศ รวมถึงการกำกับดูแลและปราบปรามธุรกิจนอมินีอย่างใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบเศรษฐกิจของประเทศในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/737607&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xYf_Z10cuXpydM9Y5yTX1

  • เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีฉลองยิ่งใหญ่ครบรอบ 20 ปี ประกาศยกระดับสู่ยุคใหม่ “องค์การบริหารไนท์ซาฟารี” มุ่งสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

    เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีฉลองยิ่งใหญ่ครบรอบ 20 ปี ประกาศยกระดับสู่ยุคใหม่ “องค์การบริหารไนท์ซาฟารี” มุ่งสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

    ภูมิภาค

    เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีฉลองยิ่งใหญ่ครบรอบ 20 ปี ประกาศยกระดับสู่ยุคใหม่ “องค์การบริหารไนท์ซาฟารี” มุ่งสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

    วันศุกร์ ที่ 06 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.57 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี โดยองค์การบริหารไนท์ซาฟารี (องค์การมหาชน) ได้จัดกิจกรรมฉลองครบรอบ 20 ปี ภายใต้แนวคิด “20 Years of Memories, a New Era” โดยมีพลเอกโกศล ประทุมชาติ ประธานกรรมการองค์การบริหารไนท์ซาฟารี เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเครือข่ายพันธมิตร ซึ่งภายในงานมีการจัดกิจกรรมพิเศษอย่างการเลี้ยงบุฟเฟต์อาหารสัตว์ เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นแหล่งเรียนรู้เชิงอนุรักษ์ธรรมชาติและสัตว์ป่าที่สำคัญของประเทศมาตลอดสองทศวรรษ

    การก้าวเข้าสู่ปีที่ 20 ในครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างองค์กร จากเดิมที่ดำเนินงานภายใต้สำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) สู่การเป็น “องค์การบริหารไนท์ซาฟารี (องค์การมหาชน)” อย่างเต็มตัว เพื่อยกระดับบทบาทและภารกิจให้มีความชัดเจน ทันสมัย และสอดคล้องกับบริบทการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและการเข้าถึงที่ง่ายขึ้น พร้อมทั้งยังคงบทบาทในการเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ควบคู่ไปกับการสร้างความสุขผ่านการท่องเที่ยวเชิงนันทนาการที่โดดเด่น ทั้งการชมสัตว์ป่าอย่างใกล้ชิดและการแสดงน้ำพุดนตรีในยามค่ำคืน

    นอกจากนี้ การก้าวสู่ยุคใหม่ของเชียงใหม่ไนท์ซาฟารียังมุ่งเน้นการสร้างคุณค่าทางสังคมอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการสร้างงาน การกระจายรายได้สู่ชุมชนรอบข้าง และการเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของพื้นที่ภาคเหนือ โดยความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ที่จะนำพาองค์กรไปสู่ความยั่งยืนภายใต้วิสัยทัศน์ที่ชัดเจน เพื่อสร้างความทรงจำและความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติต่อไปในอนาคต

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/465170&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2C-TV6A5wSBM2H_KiQsKlt

  • “ดิสนีย์แลนด์ไทย” โซเชียลเสียงแตก อยากให้เกิด แต่มีโจทย์ต้องเคลียร์?

    “ดิสนีย์แลนด์ไทย” โซเชียลเสียงแตก อยากให้เกิด แต่มีโจทย์ต้องเคลียร์?

    “ดิสนีย์แลนด์ไทย” โซเชียลเสียงแตก อยากให้เกิด แต่มีโจทย์ต้องเคลียร์?

    กระแสข่าวการดึงเมกะโปรเจกต์ระดับโลกอย่าง “ดิสนีย์แลนด์” เข้ามาลงทุนในประเทศไทย กลับมาสร้างแรงสั่นสะเทือนบนโลกออนไลน์อีกครั้ง แม้จะรู้ว่าส่วนหนึ่งคือ เครื่องมือในการหาเสียงที่ “เสียงดัง” พอควร โดยเฉพาะเมื่อมีการพูดถึงแนวคิดการตั้งโครงการในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งถูกวางบทบาทให้เป็นหัวใจใหม่ของการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ชื่อของ Disneyland ในฐานะสวนสนุกธีมพาร์คระดับโลก ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งท่องเที่ยว แต่เป็นสัญลักษณ์ของความบันเทิง ความฝัน และความทรงจำในวัยเด็กของผู้คนทั่วโลก ทุกครั้งที่ข่าวลือหรือแนวคิดเรื่องการขยายสาขามายังประเทศไทยถูกหยิบยกขึ้นมา แฟนคลับชาวไทยก็มักจับตาและถกเถียงกันอย่างเข้มข้นเสมอ

    เพื่อถอดรหัสเสียงสะท้อนเหล่านี้ บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด ได้รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์ผ่านเครื่องมือ dxt:360 (Social Listening) ในช่วงระหว่างวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ถึง 20 มกราคม 2569 ครอบคลุมแพลตฟอร์มหลักอย่าง Facebook, Instagram, X และ Pantip ผลการวิเคราะห์สะท้อนให้เห็นว่า บทสนทนาเรื่อง “Disneyland ประเทศไทย” ไม่ได้หยุดอยู่แค่ความตื่นเต้นหรือความฝัน แต่เต็มไปด้วยการตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ โอกาส และอุปสรรคของโครงการในบริบทของประเทศไทย

    TOP 4 ประเด็นฮิตที่ถูกพูดถึงมากที่สุดบนโซเชียล

    1. ความเชื่อมั่นด้านนโยบายและโครงสร้างพื้นฐาน (39.4%) “การขายฝัน” ในช่วงใกล้การเลือกตั้ง

    ข้อมูลจากโซเชียลชี้ให้เห็น 4 ประเด็นหลักที่ถูกพูดถึงมากที่สุด โดยประเด็นอันดับหนึ่งคือ ความเชื่อมั่นด้านนโยบายและโครงสร้างพื้นฐาน คิดเป็นสัดส่วนถึง 39.4% ของการกล่าวถึงทั้งหมด ชาวโซเชียลจำนวนไม่น้อยแสดงความกังวลต่อความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐและเสถียรภาพทางการเมือง มีการตั้งข้อสังเกตว่าแนวคิดเรื่องดิสนีย์แลนด์อาจถูกใช้เป็นเพียง “การขายฝัน” ในช่วงใกล้การเลือกตั้ง พร้อมหยิบยกตัวอย่างเมกะโปรเจกต์อื่น ๆ ที่ยังล่าช้า เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน รวมถึงความห่วงใยเรื่องความโปร่งใสและการทุจริต ซึ่งอาจบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในระยะยาว

    2. สภาพอากาศ (28.6%) คนต่อคิวเครื่องเล่นท่ามกลางแดดร้อนได้หรือไม่?

    ประเด็นรองลงมาคือ สภาพอากาศของประเทศไทย คิดเป็น 28.6% ของการกล่าวถึง โดยสภาพอากาศร้อนจัดตลอดปีถูกมองว่าเป็นความท้าทายสำคัญของสวนสนุกกลางแจ้ง เสียงจากโซเชียลจำนวนมากตั้งคำถามว่า นักท่องเที่ยวจะสามารถยืนต่อคิวเครื่องเล่นท่ามกลางแดดร้อนได้หรือไม่ นำไปสู่ข้อเสนอเชิงสร้างสรรค์ เช่น การออกแบบสวนสนุกในรูปแบบ Indoor หรือโดมขนาดใหญ่ที่ควบคุมอุณหภูมิ เพื่อให้เหมาะสมกับบริบทภูมิอากาศของเมืองไทย

    3.ค่าครองชีพ vs ราคาบัตรเข้าชม (23.8%)

    ประเด็นด้านเศรษฐกิจและกำลังซื้อในประเทศ ตามมาติด ๆ ที่ 23.8% ของการกล่าวถึง ราคาบัตรเข้าชมที่ถูกคาดการณ์กันในโซเชียลว่าอาจอยู่ในช่วง 2,000–3,000 บาท กลายเป็นหัวข้อถกเถียงสำคัญเมื่อเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำและรายได้เฉลี่ยของคนไทย หลายความเห็นมองว่า หากพึ่งพากำลังซื้อในประเทศเพียงอย่างเดียว โครงการอาจไม่ยั่งยืนในระยะยาว จึงจำเป็นต้องออกแบบโครงสร้างราคาให้เหมาะสม และมีกลยุทธ์ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติควบคู่กันไป

    4.เอกลักษณ์ความเป็นไทย (8.2%) มิกกี้เมาส์นุ่งโจงกระเบน มินนี่เมาส์ห่มสไบ?

    ขณะที่ประเด็นสุดท้ายซึ่งแม้จะมีสัดส่วนเพียง 8.2% แต่กลับน่าสนใจไม่น้อย คือ เรื่องเอกลักษณ์ความเป็นไทย ชาวโซเชียลจำนวนหนึ่งเสนอว่า หากดิสนีย์แลนด์เกิดขึ้นจริงในไทย ควรมีการผสมผสานวัฒนธรรมไทยเข้าไปอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการนำธีมจากภาพยนตร์ “Raya and the Last Dragon” มาเป็นตัวแทนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือไอเดียเชิงสัญลักษณ์อย่างมิกกี้เมาส์นุ่งโจงกระเบน มินนี่เมาส์ห่มสไบ ไปจนถึงการสร้างโซนตลาดน้ำดิสนีย์ ซึ่งสะท้อนความต้องการเห็น “Disney in Thai Style” ที่สามารถนำเสนอวัฒนธรรมไทยสู่สายตาชาวโลกได้อย่างสร้างสรรค์

    เสียงแตก? ส่วนใหญ่เชียร์ แต่มีเงื่อนไขที่ต้องเคลียร์!

    เมื่อมองภาพรวมของบทสนทนาบนโลกออนไลน์ แม้จะมีเสียงกังวลในหลายมิติ แต่ทิศทางโดยรวมกลับสะท้อนการสนับสนุนมากกว่าการคัดค้าน

    โดยฝั่งที่เห็นด้วยมีสัดส่วนถึง 75.7% ของการกล่าวถึง กลุ่มนี้มองว่า Disneyland จะเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ สร้างการจ้างงาน และยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้แข่งขันในเวทีโลกได้ ขณะที่ฝั่งที่ไม่เห็นด้วยซึ่งมีสัดส่วน 24.3% มองประเด็นเรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และเสนอว่ารัฐควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่มีอยู่เดิม หรือสร้างแลนด์มาร์กใหม่ที่สะท้อนอัตลักษณ์ไทยอย่างแท้จริงมากกว่า

    ปักหมุด EEC แต่ทำเลอื่นก็ถูกพูดถึง

    แม้ตามแผนแม่บทของภาครัฐจะมุ่งเป้าไปที่พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC (Eastern Economic Corridor) แต่เสียงจากโซเชียลสะท้อนว่ามีการพูดถึงทำเลศักยภาพกระจายไปยัง 6 โซนทั่วประเทศ โดยเรียงตามสัดส่วนการกล่าวถึง (Mention) ได้แก่

    1.ภาคตะวันออก (31.5%): EEC ครอบคลุม 3 จังหวัด ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา โดดเด่นในเรื่องความพร้อมหลายด้าน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคม และความใกล้กรุงเทพฯ สะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวที่พักในเมืองหลวง สามารถจัดโปรแกรมเที่ยวแบบวันเดียวกลับ (One-day trip) ได้สะดวก

    2.ภาคเหนือ (21.8%): เชียงใหม่/เชียงราย เป็นตัวเลือกที่ชนะใจชาวโซเชียลด้านสภาพอากาศ โดยเฉพาะหาก Disneyland ไปตั้งที่เชียงใหม่ หรือบนดอย รวมถึงบรรยากาศที่มี Vibe ใกล้เคียงกับ Disneyland ปารีส และ โตเกียว  

    3.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (19.2%): เขาใหญ่/นครราชสีมา เป็นโลเคชันที่ถูกมองว่าเหมาะกับสวนสนุกกลางแจ้งเพราะมีอากาศเย็นสบาย และปลอดภัยจากภัยธรรมชาติ เพราะเขาใหญ่เป็นพื้นที่สูง ไม่มีความเสี่ยงเรื่องน้ำท่วม

    นอกจากนี้ จังหวัดขอนแก่น ก็ติดหนึ่งในทำเลที่ถูกใจชาวโซเชียล ด้วยแนวคิดว่าเป็นจังหวัดใหญ่มีสนามบินนานาชาติ มีมหาวิทยาลัย และเป็นศูนย์กลางคมนาคมที่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวจาก สปป.ลาว และจีน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทันทีที่โครงการรถไฟความเร็วสูงดำเนินการแล้วเสร็จ

    4.ภาคกลาง (14.5%): กรุงเทพฯ และปริมณฑล ชูจุดเด่นเรื่องความสะดวกในการเดินทางและความถี่ในการท่องเที่ยว โดยกลุ่มที่พูดถึงทำเลนี้มองข้ามเรื่องวิวทิวทัศน์ แต่ให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายเป็นปัจจัยสำคัญ

    5. ภาคใต้ (8.4%): ภูเก็ต/กระบี่ ถูกพูดถึงในมุมศักยภาพของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติระดับพรีเมียม (Luxury Market) ที่มีกำลังซื้อสูง 

    6. ภาคตะวันตก (4.6%): ประจวบคีรีขันธ์/เพชรบุรี การกล่าวถึงของโซนนี้สะท้อนแนวคิดการกระจายความเจริญและการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ๆ อย่างคุ้มค่า เช่น สามารถเดินทางด้วยมอเตอร์เวย์สายใต้ (M81) ที่ช่วยย่นระยะเวลาการเดินทางมหาศาล และ สนามบินหัวหิน ซึ่งพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติได้ไม่แพ้ทำเลฝั่งตะวันออก

    กระแส “Disneyland ประเทศไทย” บนโลกออนไลน์ สะท้อนความคาดหวังของสังคมที่ต้องการเห็นโครงการขนาดใหญ่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้เงื่อนไขด้านความชัดเจนของนโยบายภาครัฐ การออกแบบที่เหมาะสมกับบริบทของไทย และการบริหารจัดการอย่างยั่งยืน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าโครงการจะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่คือ ไทยเราพร้อมแค่ไหนในการบริหารจัดการโปรเจกต์ระดับโลกให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

    ข้อมูลทั้งหมดที่นำมาวิเคราะห์หา Insight รวบรวมจาก dxt:360 (Social Listening and Media Monitoring Platform) ของบริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด โดยเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 22 ธันวาคม 2568 – 20 มกราคม 2569 จากแหล่งข้อมูล ได้แก่ Facebook, Instagram, X และ Pantip 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/737603&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EcPqNSaCdZv8H39J_0hI6

  • ททท. เปิดเกมรุกตลาดอินเดียปักธงปี 69 ดึงนทท.แดนภารตะทะลุ 2.55 ล้านคน ตั้งเป้าโกยรายได้กว่า 9 หมื่นลบ. : อินโฟเควสท์

    ททท. เปิดเกมรุกตลาดอินเดียปักธงปี 69 ดึงนทท.แดนภารตะทะลุ 2.55 ล้านคน ตั้งเป้าโกยรายได้กว่า 9 หมื่นลบ. : อินโฟเควสท์

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับผู้ประกอบการไทย ปักธงรุกตลาดอินเดียในงานส่งเสริมการขาย Outbound Travel Mart (OTM) 2026 ณ สาธารณรัฐอินเดีย คาดสร้างดีลธุรกิจไม่น้อยกว่า 5,000 นัดหมาย และเงินสะพัดราว 366 ล้านบาท หนุนตลาดอินเดียเติบโตกว่า 2.55 ล้านคนในปี 69

    น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ตลาดอินเดียเป็นตลาดที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์และมีแนวโน้มเติบโตสูง โดยตั้งแต่ปี 67 พบว่ามีจำนวนนักท่องเที่ยวอินเดียเดินทางเข้าประเทศไทยมากกว่า 2.1 ล้านคน ซึ่งถือเป็นตัวเลขสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และสูงกว่าปี 62 ถึง 8% ต่อมาในปี 68 ประเทศไทยสามารถปิดปีด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวอินเดียรวม 2.49 ล้านคน เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ และสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวกว่า 87,749.18 ล้านบาท

    สำหรับปี 69 ททท. มุ่งส่งเสริมตลาดร่วมกับพันธมิตรบริษัทนำเที่ยวและสายการบิน และกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวกลุ่ม Leisure อาทิ Millennials, Family, Active Senior และ Lady Travelers รวมถึงกลุ่มศักยภาพต่าง ๆ ได้แก่ Incentive, Wedding & Celebrations, Luxury Leisure และ Sport รวมถึงมุ่งเน้นทำงานกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยตามกรอบ SDG มากขึ้น โดยคาดว่าจะส่งเสริมให้ตลาดอินเดียเติบโตกว่า 2.55 ล้านคน และสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวกว่า 93,000 ล้านบาท

    ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-4 ก.พ. 69 มีนักท่องเที่ยวชาวอินเดียเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยแล้ว จำนวนทั้งสิ้น 256,782 คน อยู่ในอันดับที่ 4 ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมายังประเทศไทยมากที่สุด สะท้อนศักยภาพของตลาดอินเดียในฐานะตลาดระยะใกล้ที่มีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และตอกย้ำความนิยมของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวอินเดียอย่างต่อเนื่อง

    โดยปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากความสะดวกสบายในการเดินทางด้วยระยะเวลาบินเพียง 2-4 ชั่วโมง ผ่านเที่ยวบินตรงจากสายการบินกว่า 10 แห่ง โดยมีจำนวนที่นั่งโดยสารรองรับตลอดปีกว่า 3,835,214 ที่นั่งหรือกว่า 19,132 เที่ยวบิน ประกอบกับนักท่องเที่ยวอินเดียมีความคุ้นเคยกับประเทศไทยเป็นอย่างดี โดยมีสัดส่วนเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางครั้งแรก (First Visit) 58.50% และการเดินทางซ้ำ (Repeat Visit) 41.50% นิยมเดินทางด้วยตนเองในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (Peak Season) ตั้งแต่เดือนธ.ค. ต่อเนื่องถึงเดือนม.ค.-กลางเดือนก.พ. โดยเฉพาะกลุ่มคู่แต่งงานที่เดินทางเพื่อการพักผ่อน การทำงานควบคู่การท่องเที่ยว (Workation) รวมถึงการเฉลิมฉลองงานแต่งงานหรือโอกาสพิเศษต่าง ๆ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 38,340 บาทต่อคนต่อทริป และพำนักเฉลี่ย 7.11 คืน

    ทั้งนี้ กลุ่ม Millennials และ Gen Z ถือเป็นกำลังหลักของการเดินทางออกนอกประเทศของตลาดอินเดีย และตลาดอินเดียยังมีโอกาสเติบโตอีกมากจากการขยายตัวไปสู่เมืองรอง อาทิ Pune, Ahmedabad, Amritsar และ Lucknow รวมถึงความต้องการเดินทางของกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพสูง (High-Value Niche) ที่เพิ่มขึ้น เช่น Destination Wedding, Wellness Retreats และการเดินทางแบบครอบครัวหลายช่วงวัย (Multi-Gen Family Trips) ตลอดจนกลุ่ม Young Generation

    นอกจากนี้ มาตรการยกเว้นการตรวจลงตราให้นักท่องเที่ยวอินเดีย สามารถเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยเป็นการชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยว ทำงาน หรือการติดต่อธุรกิจระยะสั้นได้ไม่เกิน 60 วัน ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. 67 เป็นต้นมา ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง และส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวอินเดียเดินทางเข้าไทยเพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัดเช่นกัน

    น.ส.ฐาปนีย์ เชื่อมั่นว่า การเข้าร่วมงานส่งเสริมการขายในครั้งนี้ จะช่วยยกระดับการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ และศักยภาพทางการท่องเที่ยวของประเทศไทยในตลาดอินเดียอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเป็นเวทีสำคัญในการรวบรวมข้อมูลเชิงลึกและวิเคราะห์แนวโน้มตลาด เพื่อนำไปสู่การวางกลยุทธ์ทางการตลาดที่ตรงจุดและตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวอินเดียได้อย่างดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะเจ้าบ้านที่พร้อมมอบการต้อนรับอย่างอบอุ่นและมีคุณภาพแก่นักท่องเที่ยวอินเดีย ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดเป้าหมายสำคัญของประเทศ

    สำหรับงานส่งเสริมการขายทางการท่องเที่ยว Outbound Travel Mart (OTM) 2026 ณ นครมุมไบ สาธารณรัฐอินเดีย เป็นงานส่งเสริมการขายในรูปแบบ B2B ระดับนานาชาติขนาดใหญ่ของภูมิภาคเอเชียใต้และภาคตะวันตกของสาธารณรัฐอินเดีย โดยมีคูหาจัดแสดงกว่า 1,600 คูหา จากกว่า 60 ประเทศทั่วโลก ซึ่งปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-7 ก.พ. 69 ททท. เข้าร่วมเป็นครั้งที่ 13 พร้อมยกเสน่ห์การท่องเที่ยวไทยไปจัดแสดงในคูหาประเทศไทย ขนาด 200 ตารางเมตร ให้เป็นพื้นที่เจรจาธุรกิจ เชื่อมโยงผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยกับผู้ซื้อจากตลาดอินเดียอย่างใกล้ชิด กระตุ้นความสนใจพร้อมของนักท่องเที่ยวชาวอินเดียกลุ่ม Leisure, First Visit, Millennials และกลุ่มคุณภาพสูง (Quality Travelers)

    พร้อมกันนี้ได้นำผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยรวม 36 ราย แบ่งเป็นโรงแรมและที่พัก 17 ราย บริษัทนำเที่ยว 11 ราย แหล่งท่องเที่ยว 7 ราย และสายการบิน 1 ราย ร่วมสร้างโอกาสทางการค้าและขยายฐานนักท่องเที่ยวในตลาดอินเดีย ผ่านการเชื่อมต่อกับผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวตัวจริงในพื้นที่ และเพิ่มขีดความสามารถในการนำเสนอสินค้าและบริการท่องเที่ยวไทยให้แก่ผู้ประกอบการอินเดียผ่านการเจรจาธุรกิจมากขึ้น ตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ Amazing Thailand ภายใต้แคมเปญ Healing is the New Luxury

    โดยคาดการณ์ว่าการเข้าร่วมงานดังกล่าว จะก่อให้เกิดการเจรจาธุรกิจไม่น้อยกว่า 5,000 นัดหมาย และสร้างรายได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมประมาณ 366 ล้านบาท

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRD50IQ58I61O54XJ1O9NOHMG0H20DD7&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eyGjy0FBjFfEwwyEPxVsa

  • “

    “Farm to Trip”: พลิกโฉมเกษตรอัจฉริยะ สู่แม่เหล็กการท่องเที่ยวแห่งอนาคต


    7/02/2569 | 11 |

    โดย: ทีมวิเคราะห์เศรษฐกิจและนวัตกรรม

    เมื่อลมหนาวพัดมาในเดือนธันวาคม ภาพของท้องทุ่งนาสีทองและสวนผลไม้ที่ดกสะพรั่งไม่ได้เป็นเพียงแหล่งผลิตอาหารอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “Destination” สำคัญที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกถวิลหา ภายใต้แนวคิด “Farm to Trip” ที่เปลี่ยนจากภาคเกษตรกรรมดั้งเดิมสู่การเป็น “อุตสาหกรรมสร้างสรรค์” ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและหัวใจของชุมชน

    1. Smart Farming: เมื่อเทคโนโลยีสร้าง “ประสบการณ์” ไม่ใช่แค่ “ผลผลิต”

    หัวใจสำคัญของเกษตรสมัยใหม่คือการใช้ เกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มคุณภาพ สินค้าเกษตรไทยอย่าง ข้าว ผลไม้ และยางพารา ถูกยกระดับด้วยระบบ IoT (Internet of Things) และ AI

    • Precision Agriculture: การใช้โดรนสำรวจสุขภาพพืชและระบบน้ำอัจฉริยะ ทำให้นักท่องเที่ยวได้เห็นการจัดการฟาร์มที่แม่นยำและสะอาดตา ฟาร์มกลายเป็น “ห้องเรียนมีชีวิต” ที่คนเมืองสามารถเข้ามาเรียนรู้การปลูกพืชด้วยเทคโนโลยีผ่านหน้าจอแท็บเล็ต

    • Quality Standard: เมื่อเทคโนโลยีช่วยคุมมาตรฐานให้สูงขึ้น ผลผลิตในฟาร์มจึงพร้อมส่งออกสู่ตลาดโลก (Global Market) ทันที นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจึงมั่นใจได้ว่าพวกเขาจะได้ชิมผลไม้เกรดพรีเมียมที่สุดในที่ที่มันถูกปลูกขึ้นมา

    2. เชื่อมโยง SME และ OTOP: จากท้องถิ่นสู่สากล

    เศรษฐกิจฐานรากจะเข้มแข็งได้ต้องมีการเชื่อมโยง ผลผลิตจากการทำ Smart Farm ถูกนำมาต่อยอดโดย SME ในชุมชนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม:

    • Packaging & Storytelling: ข้าวพื้นเมืองถูกแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เสริมความงาม หรือผลไม้ถูกแปรรูปเป็นขนมขบเคี้ยวเกรดส่งออก ด้วยการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน สินค้า OTOP เหล่านี้ถูกจัดวางในฐานะ “ของฝากระดับ High-end” สำหรับนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่

    • Revenue Circular: เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางมายังฟาร์ม รายได้จะไม่กระจุกตัวอยู่ที่เจ้าของฟาร์มเพียงอย่างเดียว แต่จะกระจายไปยังที่พักชุมชน ร้านอาหาร และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่ผลิตสินค้าแปรรูป เกิดเป็นวงจรเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

    3. การท่องเที่ยวสายเขียว (Green Tourism) ในเดือนธันวาคม

    เดือนธันวาคมเป็นช่วง High Season ที่นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับ Sustainability (ความยั่งยืน) * ฟาร์มอัจฉริยะมักมาพร้อมกับการจัดการพลังงานสะอาด (เช่น Solar Cell) และการลดการใช้สารเคมี ซึ่งตอบโจทย์เทรนด์การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

    • การที่นักท่องเที่ยวได้ร่วมกิจกรรม “Harvest Festival” หรือเทศกาลเก็บเกี่ยวที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ทำให้การท่องเที่ยวเชิงเกษตรดูทันสมัย (Trendy) และเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen Z และ Millennials) ได้มากขึ้น


    บทสรุป (Summary)

    แนวคิด Farm to Trip คือการใช้ Smart Farming เป็นตัวชูโรงเพื่อสร้างสินค้าเกษตรคุณภาพสูง ควบคู่ไปกับการเปิดฟาร์มให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ โดยมีสินค้า SME และ OTOP เป็นแรงขับเคลื่อนรายได้เสริม สิ่งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลก แต่ยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากผ่านการท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูง (High Value Tourism) ทำให้เกษตรกรไทยก้าวพ้นจากการเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบสู่การเป็น “ผู้ประกอบการท่องเที่ยวเชิงนวัตกรรม” อย่างเต็มตัว


    แหล่งอ้างอิงและข้อมูลสนับสนุน (References)

    • กระทรวงเกษตรและเกษตรสหกรณ์ (MOAC): แผนยุทธศาสตร์เกษตรอัจฉริยะ 2565-2570 ที่มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนและยกระดับมาตรฐานสินค้า GAP และ Organic

    • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (TAT): นโยบาย “Amazing Thailand Healthy Journey” และการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Agritourism) เพื่อกระจายรายได้สู่เมืองรอง

    • สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa): โครงการส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลในภาคการเกษตร (Digital Agriculture)

    • World Bank Report: รายงานเรื่อง “The Future of Food” ที่เน้นย้ำถึงการรวมเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับโซ่คุณค่าอาหารเพื่อความยั่งยืนของเศรษฐกิจฐานราก

    “เศรษฐกิจไทยปี 2569: มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ก้าวทันโลก พร้อมทุกภาคส่วนเติบโตไปด้วยกัน”


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/471805&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Z8PD0_SS-JehYIbn838LG

  • งานว่าวนานาชาติพัทยา 2569 กลับมาแล้ว ความสนุกริมทะเลพัทยา

    งานว่าวนานาชาติพัทยา 2569 กลับมาแล้ว ความสนุกริมทะเลพัทยา

             งานว่าวนานาชาติพัทยา 2569 กลับมาเติมสีสันให้ท้องฟ้าและชายหาดพัทยาอีกครั้ง เดินเล่น รับลมทะเล ชมว่าวนานาชาติหลากสีสันสุดตระการตา

              งานว่าวนานาชาติพัทยา 2569 Pattaya International KITE on the Beach 2026 เตรียมกลับมาสร้างความประทับใจอีกครั้ง กับบรรยากาศการท่องเที่ยวริมทะเลที่เต็มไปด้วยสีสัน ชวนทุกคนออกมาใช้เวลาสบาย ๆ รับลมทะเล ชมความสวยงามบนท้องฟ้า ท่ามกลางเสน่ห์ของพัทยา ที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกวัยให้มาสัมผัสประสบการณ์ดี ๆ ไปด้วยกัน ว่าแต่ปีนี้จัดงานวันไหน ? มีกิจกรรมอะไรน่าสนใจ มาเช็กกันเลย

    งานว่าวนานาชาติพัทยา 2569

    งานว่าวนานาชาติพัทยา 2569

    งานว่าวนานาชาติพัทยา 2569 จัดวันไหน

              ข้อมูลจากเว็บไซต์ thailandfestival.org ได้แจ้งกำหนดการจัดงานว่าวนานาชาติพัทยา 2569 Pattaya International KITE on the Beach 2026 วันที่ 25 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 ณ ชายหาดพัทยา หน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัล พัทยา จังหวัดชลบุรี

    งานว่าวนานาชาติพัทยา 2569 มีกิจกรรมอะไร

              เทศกาลว่าวนานาชาติที่เปลี่ยนชายหาดพัทยาให้กลายเป็นพาเหรดแห่งรอยยิ้ม โดยในปีนี้ งานว่าวนานาชาติพัทยา 2569 จัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “SKY PARADE OF HAPPINESS : พาเหรดว่าวคาแรคเตอร์แห่งความสุข บนท้องฟ้าพัทยา” ครั้งแรกในประเทศไทยกับการรวมตัวของว่าวคาแรคเตอร์ระดับโลก

    งานว่าวนานาชาติพัทยา 2569

    ภาพจาก : teera.noisakran / shutterstock.com

              นำโดย MR.SUN มาสคอตสุดน่ารัก พร้อม Character Kite จากแบรนด์ชั้นนำ และการแสดงว่าวนานาชาติจากกว่า 10 ประเทศ โดยเนรมิตท้องฟ้าแห่งความสุขยาวกว่า 1 กิโลเมตร บนชายหาดเมืองพัทยา

    งานว่าวนานาชาติพัทยา 2569 ที่จอดรถ

              ในแต่ละปี งานว่าวนานาชาติพัทยามีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวเป็นจำนวนมาก และพื้นที่ริม ชายหาดพัทยา ซึ่งเป็นจุดจัดงาน มักจะห้ามจอดรถริมถนนตรงพื้นที่จัดงาน เพื่อความปลอดภัยและรองรับผู้เข้าชมจำนวนมาก ดังนั้น ผู้เดินทางควรใช้ที่จอดรถที่อยู่บริเวณโดยรอบแล้วเดินหรือใช้บริการขนส่งต่อเข้ามาในพื้นที่จัดงาน

    งานว่าวนานาชาติพัทยา 2569

    ภาพจาก : Bowonpat Sakaew / shutterstock.com

              แนะนำที่จอดรถในศูนย์การค้าและห้างใหญ่ (เช่น Terminal 21 Pattaya, Central Marina Pattaya, Central Pattaya Mall หรือ Mike Shopping Mall) เหล่านี้เป็นที่จอดรถขนาดใหญ่ที่เดินทางสะดวก ใกล้ชายหาดพัทยา และมักมีพื้นที่รองรับรถยนต์ได้เป็นจำนวนมาก (บางแห่งอาจมีค่าจอด)

    งานว่าวนานาชาติพัทยา 2569

    ภาพจาก : Arnon ng / shutterstock.com

    งานว่าวนานาชาติพัทยา 2569 ข้อแนะนำ

    • หลีกเลี่ยงจอดริมถนน Beach Road ตรงพื้นที่งานหลายช่วง เพราะมักปิดการจอดรถเพื่อจัดพื้นที่จัดกิจกรรมและความปลอดภัยของผู้ชม

    • มาถึงพื้นที่แต่เนิ่น ๆ เพื่อให้มีเวลาค้นหาที่จอด และเดินไปยังจุดจัดงานโดยไม่เร่งรีบ

    • ใช้บริการขนส่งสาธารณะหรือรถสองแถวในพัทยา เพื่อเลี่ยงปัญหาที่จอดรถเต็มหรือจราจรหนาแน่น โดยเฉพาะช่วงหัวค่ำของวันจัดงาน

    • ถ้าที่จอดอยู่ไกลจากชายหาดเล็กน้อย ก็สามารถเดินหรือเรียกรถสาธารณะย่อย เพื่อเข้ามายังพื้นที่จัดงานได้ง่าย ๆ

    งานว่าวนานาชาติพัทยา 2569

    ภาพจาก : topten22photo / shutterstock.com

              งานว่าวนานาชาติพัทยา 2569 คืออีกหนึ่งช่วงเวลาที่ไม่ควรพลาดสำหรับการออกมาเที่ยวพักผ่อนริมทะเล มาสัมผัสสีสันบนท้องฟ้า รับลมทะเล และเก็บความประทับใจดี ๆ ร่วมกัน ^ ^ 

    หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง

    บทความ เที่ยวพัทยา เที่ยวชลบุรี ที่เที่ยวใกล้กรุงเทพ อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : เว็บไซต์ thailandfestival.org

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view298556.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iEWI9UYuaKquhFjHpyV0-

  • นายกพัทยาเพิ่มไฟส่องสว่างถนนสุขุมวิท สร้างความปลอดภัยเมืองท่องเที่ยวระดับโลก

    นายกพัทยาเพิ่มไฟส่องสว่างถนนสุขุมวิท สร้างความปลอดภัยเมืองท่องเที่ยวระดับโลก

    ภูมิภาค

    นายกพัทยาเพิ่มไฟส่องสว่างถนนสุขุมวิท สร้างความปลอดภัยเมืองท่องเที่ยวระดับโลก

    วันพฤหัสบดี ที่ 05 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.58 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา เปิดเผนว่า ได้ลงพื้นที่บริเวณจุดกลับรถหน้าโรงเรียนวุฒิโชติ เพื่อติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาไฟส่องสว่างไม่เพียงพอ บริเวณถนนสุขุมวิท ช่วงระหว่างแยกนาเกลือใต้ไปจนถึงคลองนกยาง ซึ่งเป็นจุดที่ประชาชนร้องเรียนเข้ามาเป็นจำนวนมากถึงความมืดและอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณใกล้เคียงโรงเรียน

    นายปรเมศวร์ นายกเมืองพัทยา กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวเกิดจากการเว้นช่วงของเสาไฟฟ้าไฮแมส ทำให้แสงสว่างไม่ครอบคลุมพื้นที่เพียงพอ เพื่อแก้ไขปัญหานี้ เมืองพัทยาจึงได้เร่งดำเนินการติดตั้งไฟส่องสว่างแบบแขวน จำนวน 32 เสา บนพื้นที่ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร โดยจะมีการติดตั้งห่างกันทุก 30 เมตร 

    และสำหรับการเคลื่อนย้ายแบริเออร์ที่เคยตั้งอยู่บริเวณดังกล่าวออกไปด้านข้างทั้งซ้าย-ขวานั้น นายกเมืองพัทยาชี้แจงว่า เป็นการดำเนินการชั่วคราวเพื่อให้สะดวกต่อการดำเนินการติดตั้งเสาไฟใหม่ และเมื่อการติดตั้งเสร็จสิ้น แบริเออร์จะถูกนำกลับไปวางในตำแหน่งเดิม เพื่อคืนพื้นที่การจราจรให้กว้างขึ้นตามเดิม อย่างไรก็ตามบริเวณนี้เป็นพื้นที่ที่ได้รับการร้องเรียนว่าเป็นจุดที่ค่อนข้างมืด และมีนักเรียนจากโรงเรียนวุฒิโชติจำนวนมากที่ต้องใช้เส้นทางในการข้ามถนน จึงเร่งปรับปรุงแก้ไขตรงนี้ใหม่ เพื่อความปลอดภัยของทุกคน 

    ทั้งนี้ตามสัญญาการดำเนินงาน โครงการนี้จะแล้วเสร็จประมาณเดือนเมษายน 2569 แต่จากการลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด คาดว่าการติดตั้งไฟส่องสว่างจะแล้วเสร็จก่อนกำหนดตามสัญญา ซึ่งจะช่วยให้สามารถคืนพื้นที่การจราจรให้ประชาชนใช้สัญจรได้อย่างสะดวกและปลอดภัยโดยเร็วที่สุดต่อไป

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/465060&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wfPDAJDIXUSyXALFry9r5