Category: ท่องเที่ยว

  • ปลดล็อก ‘ที่จอดรถลานคนเมือง’ รองรับท่องเที่ยวย่านพระนคร ค่าบริการเริ่ม 20 บาท/ชม.

    ปลดล็อก ‘ที่จอดรถลานคนเมือง’ รองรับท่องเที่ยวย่านพระนคร ค่าบริการเริ่ม 20 บาท/ชม.

    กทม. ปลดล็อก ‘ที่จอดรถใต้ลานคนเมือง’ แล้ว รองรับท่องเที่ยวย่านพระนคร อัตราค่าบริการเริ่ม 20 บาท/ชั่วโมง – มอเตอร์ไซค์จอดฟรี!

    วันนี้ (5 ก.พ. 69) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นำชม ‘ที่จอดรถลานคนเมือง’ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร ซึ่งเปิดให้บริการประชาชนอย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา

    ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวว่า ลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า มีที่จอดรถอยู่ด้านล่าง 2 ชั้น จอดได้ประมาณ 500 คัน ซึ่งที่ผ่านมาจะเน้นเป็นที่จอดรถราชการ หรือผู้มาติดต่อราชการ ทำให้ช่วงกลางคืนหรือวันเสาร์ – อาทิตย์ที่จอดจะว่าง เพราะคนทั่วไปเข้าจอดไม่ได้เนื่องจากเป็นที่หลวง ทั้งที่ย่านนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยว อาทิ วัดสุทัศน์ เสาชิงช้า ศาลเจ้าพ่อเสือ แต่ประชาชนหาที่จอดรถยาก เราจึงมองว่าจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจมาก ถ้าเปิดให้ประชาชนมาจอดรถได้ แล้วรายได้ก็นำเข้าหลวงทั้งหมด ซึ่งเราปรับระเบียบร่วม 2 ปี จนในที่สุดก็สามารถเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาใช้ที่จอดรถลานคนเมืองได้แล้ว

    เงื่อนไขการจอดรถ

    • จันทร์ – ศุกร์ : เปิดให้จอดหลังเวลาราชการ ตั้งแต่เวลา 18.00 – 06.00 น. ของวันรุ่งขึ้น
    • เสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ : จอดได้ตลอด 24 ชั่วโมง

    อัตราค่าบริการ

    • จอดฟรี 15 นาทีแรก
    • 15 นาที – 5 ชั่วโมง 20 บาท/ชั่วโมง (เศษของชั่วโมง คิดเป็น 1 ชั่วโมง)
    • ชั่วโมงที่ 6 ขึ้นไป 30 บาท/ชั่วโมง (เศษของชั่วโมง คิดเป็น 1 ชั่วโมง)

    รายเดือน (20 คัน)

    • จันทร์ – ศุกร์ : เปิดให้จอดเวลา 18.00 – 06.00 น.
    • เสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ : จอดได้ตลอด 24 ชั่วโมง (ออกก่อนเวลา 06.00 น. ของวันเปิดราชการ)

    อัตราค่าบริการ

    • 2,000 บาท/เดือน

    สำหรับ รถมอเตอร์ไซค์จอดฟรี! (ออกก่อนเวลา 06.00 น. ของวันถัดไป)

    ปลดล็อก 'ที่จอดรถลานคนเมือง' รองรับท่องเที่ยวย่านพระนคร ค่าบริการเริ่ม 20 บาท/ชม.

    วิธีการเดินทาง

    เลี้ยวซ้ายมาจากทางอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เส้นถนนดินสอ มุ่งหน้ามาทางศาลาว่าการฯ จะมีทางลงอยู่ 2 ด้าน ทางลงหนึ่งจะอยู่เลยถนนมหรรณพมานิดเดียว อีกทางคือฝั่งถนนศิริพงษ์ อาจจะดูแคบและลึกลับ แต่มีเลนเฉพาะให้เลี้ยวซ้ายเข้ามาได้เลย เหมาะสำหรับคนที่มาจากทางวัดสุทัศน์ หรือเสาชิงช้า

    ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวต่อว่า การจอดที่นี่มีความปลอดภัยเพราะมี รปภ. ดูแลตลอด มีห้องน้ำสาธารณะให้บริการถึง 66 ห้อง เปิด 24 ชั่วโมง ยืนยันว่าเราไม่ได้เบียดบังที่จอดรถข้าราชการ แต่เรานำที่ว่างหลังเลิกงานมาใช้ประโยชน์ให้ประชาชนมีที่จอดรถสะดวก จะได้ไปเดินเที่ยวย่านนี้ได้อย่างสบายใจ

    ‘ที่จอดรถลานคนเมืองเปิดให้บริการแล้ว อยากให้พี่น้องประชาชนมาใช้กันเยอะ ๆ เพราะเราอยากกระตุ้นเศรษฐกิจย่านนี้ ใครจะมาไหว้พระวัดสุทัศน์ ชอปร้านสังฆภัณฑ์ หรือหาของกินร้านขึ้นชื่อ ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องที่จอดรถแล้ว ที่นี่ปลอดภัยและห้องน้ำก็สะอาดมาก’ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ระบุ

    ปลดล็อก 'ที่จอดรถลานคนเมือง' รองรับท่องเที่ยวย่านพระนคร ค่าบริการเริ่ม 20 บาท/ชม.

    ปลดล็อก 'ที่จอดรถลานคนเมือง' รองรับท่องเที่ยวย่านพระนคร ค่าบริการเริ่ม 20 บาท/ชม.

    ปลดล็อก 'ที่จอดรถลานคนเมือง' รองรับท่องเที่ยวย่านพระนคร ค่าบริการเริ่ม 20 บาท/ชม.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1219953&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0M4afhv7snwAXrDlYmMOK2

  • ปลดล็อกที่จอดรถใต้ลานคนเมืองหลัง6โมงเย็นใช้บริการได้ รองรับท่องเที่ยวย่านพระนคร | เดลินิวส์

    ปลดล็อกที่จอดรถใต้ลานคนเมืองหลัง6โมงเย็นใช้บริการได้ รองรับท่องเที่ยวย่านพระนคร | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 5 ก.พ. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. พร้อมด้วย นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯ ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” นำชมที่จอดรถลานคนเมือง ศาลาว่าการกทม. (เสาชิงช้า) เขตพระนคร ซึ่งเปิดให้บริการประชาชนอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา

    ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการกทม. เสาชิงช้า มีที่จอดรถอยู่ด้านล่าง 2 ชั้น จอดได้ประมาณ 500 คัน ซึ่งที่ผ่านมาจะเน้นเป็นที่จอดรถราชการหรือผู้มาติดต่อราชการ ทำให้ช่วงกลางคืนหรือวันเสาร์-อาทิตย์ที่จอดจะว่าง เพราะคนทั่วไปเข้าจอดไม่ได้เนื่องจากเป็นที่หลวง ทั้งที่ย่านนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยว อาทิ วัดสุทัศน์ เสาชิงช้า ศาลเจ้าพ่อเสือ แต่ประชาชนหาที่จอดรถยาก เราจึงมองว่าจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจมากถ้าเปิดให้ประชาชนมาจอดรถได้ แล้วรายได้ก็นำเข้าหลวงทั้งหมด ซึ่งดำเนินการปรับระเบียบร่วม 2 ปี จนในที่สุดก็สามารถเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาใช้ที่จอดรถลานคนเมืองได้แล้ว

    สำหรับเงื่อนไขการจอด วันจันทร์–ศุกร์ เปิดให้จอดหลังเวลาราชการ ตั้งแต่ 18.00-06.00 น. ของวันรุ่งขึ้น วันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ จอดได้ตลอด 24 ชม. อัตราค่าบริการ จอดฟรี 15 นาทีแรก, 15 นาที-5 ชั่วโมง 20 บาท/ชั่วโมง ชั่วโมงที่ 6 ขึ้นไป 30 บาท/ชั่วโมง สำหรับรายเดือน (20 คัน) จันทร์-ศุกร์ เวลา 18.00-06.00 น. เสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตลอด 24 ชั่วโมง อัตราค่าบริการ 2,000 บาท/เดือน สำหรับมอเตอร์ไซค์จอดฟรี (ออกก่อนเวลา 06.00 น. ของวันถัดไป)

    วิธีการเดินทาง เลี้ยวซ้ายมาจากทางอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เส้นถนนดินสอมุ่งหน้ามาทางศาลาว่าการฯ จะมีทางลงอยู่ 2 ด้าน ทางลงหนึ่งจะอยู่เลยถนนมหรรณพมาไม่ไกล อีกทางคือฝั่งถนนศิริพงษ์ อาจจะดูแคบและลึกลับแต่มีเลนเฉพาะให้เลี้ยวซ้ายเข้ามาได้เหมาะสำหรับคนที่มาจากทางวัดสุทัศน์หรือเสาชิงช้า

    การจอดที่นี่มีความปลอดภัยเพราะมี รปภ. ดูแลตลอด มีห้องน้ำสาธารณะให้บริการถึง 66 ห้อง เปิด 24 ชั่วโมง ยืนยันว่าเราไม่ได้เบียดบังที่จอดรถข้าราชการ แต่เรานำที่ว่างหลังเลิกงานมาใช้ประโยชน์ให้ประชาชนมีที่จอดรถสะดวก จะได้ไปเดินเที่ยวย่านนี้ได้อย่างสบายใจ

    “ที่จอดรถลานคนเมืองเปิดให้บริการแล้ว อยากให้พี่น้องประชาชนมาใช้กันเยอะ ๆ เพราะเราอยากกระตุ้นเศรษฐกิจย่านนี้ ใครจะมาไหว้พระวัดสุทัศน์ ช้อปร้านสังฆภัณฑ์ หรือหาของกินร้านขึ้นชื่อ ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องที่จอดรถแล้ว ที่นี่ปลอดภัยและห้องน้ำก็สะอาดมาก” ผู้ว่าฯ กทม. กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5571776/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OYvM3CgrpHtQ4sNJOz2qm

  • ปล่อยน้ำเสียกลางหาดจอมเทียน บททดสอบความยั่งยืนเมืองท่องเที่ยวพัทยา

    ปล่อยน้ำเสียกลางหาดจอมเทียน บททดสอบความยั่งยืนเมืองท่องเที่ยวพัทยา

    ภาพน้ำสีดำจำนวนมากถูกสูบระบายลงทะเลตรงชายหาดจอมเทียน ไม่ได้เป็นเพียง “อุบัติเหตุจากการก่อสร้าง” หากแต่สะท้อนคำถามใหญ่ต่อการจัดการสิ่งแวดล้อมในเมืองท่องเที่ยวระดับโลกอย่างพัทยา ว่าเรากำลังพัฒนาเมืองไปข้างหน้า โดยทิ้งต้นทุนด้านทรัพยากรธรรมชาติไว้เบื้องหลังหรือไม่ และใครควรเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทะเลซึ่งเป็นสมบัติสาธารณะของประเทศ

    กรณีดังกล่าวนำไปสู่คำสั่งเร่งด่วนจาก นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายอย่าง “เฉียบขาด” กับบริษัทเอกชนที่ลักลอบปล่อยน้ำเสียลงทะเล พร้อมตอกย้ำว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใด ๆ ไม่อาจใช้สิ่งแวดล้อมเป็นพื้นที่ระบายต้นทุนได้อีกต่อไป

    ปล่อยน้ำเสียกลางหาดจอมเทียน บททดสอบความยั่งยืนเมืองท่องเที่ยวพัทยา

    ลักลอบปล่อยน้ำเสียกลางเขตคุ้มครองสิ่งแวดล้อม

    นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากการที่ บริษัท ไดนามิค กรุ๊ป โปรดักส์ จำกัด ผู้รับจ้างดำเนินโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ชายหาดจอมเทียน ได้สูบน้ำเสียสีดำจำนวนมาก ซึ่งเป็นน้ำเสียสะสมในระบบท่อระบายน้ำ ระบายลงสู่ทะเลโดยตรง อ้างว่าเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานของคนงาน

    อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวเป็น เขตคุ้มครองสิ่งแวดล้อม การปล่อยน้ำเสียลงทะเลจึงไม่ใช่เพียงการละเลยขั้นตอน แต่เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหลายฉบับ ทั้งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย และกฎหมายว่าด้วยความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง

    กรมควบคุมมลพิษได้มอบหมายกองกฎหมายเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา เพื่อดำเนินคดีจนถึงที่สุด พร้อมยืนยันว่า หากการกระทำดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติหรือสาธารณสมบัติ ผู้กระทำผิดมีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้รัฐตามมูลค่าความเสียหายทั้งหมด

    ผู้ก่อเหตุรับสารภาพ แต่คำถามต่อระบบยังไม่จบ

    ต่อมาเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 กรมควบคุมมลพิษรายงานความคืบหน้าว่า ผู้ก่อเหตุ รับสารภาพทุกข้อกล่าวหา โดยถูกดำเนินคดีในหลายฐานความผิด ตั้งแต่การฝ่าฝืนมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม การทิ้งสิ่งปฏิกูลลงทะเลโดยไม่ได้รับอนุญาต ไปจนถึงความผิดตามกฎหมายประมง ซึ่งมีอัตราโทษปรับสูงสุดถึง 500,000 บาท

    แม้ผลการตรวจคุณภาพน้ำเบื้องต้นในพารามิเตอร์พื้นฐานยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่หน่วยงานรัฐยังอยู่ระหว่างรอผลการตรวจในกลุ่มแบคทีเรีย โลหะหนัก สารอาหาร และปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอน ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อผลกระทบระยะยาวต่อระบบนิเวศชายฝั่งและทรัพยากรสัตว์น้ำ

    จาก “ผิดกฎหมาย” สู่คำถามเรื่องความยั่งยืน

    กรณีหาดจอมเทียนสะท้อนปัญหาที่ลึกไปกว่าการกระทำผิดรายเดียว นั่นคือ ช่องว่างระหว่างการพัฒนาเมืองกับระบบกำกับดูแลสิ่งแวดล้อม ในพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีโครงการก่อสร้างและปรับปรุงภูมิทัศน์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ในมุมของความยั่งยืน (sustainability) เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่า

    • การจัดการน้ำเสียต้องถูกออกแบบตั้งแต่ต้น ไม่ใช่แก้ปัญหาหน้างาน
    • ผู้รับเหมาและผู้ดำเนินโครงการต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบตลอดห่วงโซ่ ไม่ใช่เฉพาะงานก่อสร้าง
    • การบังคับใช้กฎหมายต้อง “เร็วและจริง” เพื่อไม่ให้การทำผิดกลายเป็นต้นทุนที่ถูกกว่า การปฏิบัติตามกฎหมาย

    ที่สำคัญ ทะเลและชายหาดไม่ใช่เพียงฉากหลังของเศรษฐกิจการท่องเที่ยว แต่เป็น ระบบนิเวศที่หล่อเลี้ยงรายได้ ผู้คน และความมั่นคงทางอาหาร การปล่อยให้น้ำเสียไหลลงทะเล แม้เพียงครั้งเดียว อาจสร้างผลกระทบที่ยาวนานกว่าตัวเลขค่าปรับหลายเท่า

    บทเรียนที่ต้องไม่จบแค่คดีความ

    การดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดในครั้งนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ แต่บททดสอบที่แท้จริงคือ หลังจากนี้ หน่วยงานรัฐจะสามารถยกระดับการกำกับดูแล ป้องกันไม่ให้เหตุลักษณะเดียวกันเกิดซ้ำ และทำให้ “การพัฒนาเมืองชายฝั่ง” เดินหน้าไปพร้อมกับการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติได้หรือไม่

    เพราะหากทะเลยังถูกใช้เป็นทางออกสุดท้ายของปัญหาหน้างาน ความยั่งยืนก็จะยังคงเป็นเพียงคำสวยหรู ที่ละลายหายไปพร้อมกับน้ำเสียสีดำกลางชายหาด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/environment/1219957&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UOFiumHzq4F_V4jLiCYDT

  • ผู้ว่าฯ สุรินทร์ เปิดงาน

    ผู้ว่าฯ สุรินทร์ เปิดงาน

    ผู้ว่าฯ สุรินทร์ เปิดงาน “อำปึลเชียงปุมแฟร์ และเทศกาลแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรม” พัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไหมลายอำปึลเชียงปุมและแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมให้แพร่หลายยิ่งขึ้น


    5/02/2569 | 5 |

    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 19.00 น. ณ สนามกีฬาเทศบาลตำบลเมืองที อำเภอเมืองสุรินทร์ นายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “อำปึลเชียงปุมแฟร์ และเทศกาลแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรม” ซึ่งเทศบาลตำบลเมืองที ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์จัดขึ้น โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ได้กล่าวชื่นชมการจัดงานในครั้งนี้ว่า มีความรู้สึกภาคภูมิใจกับชาวตำบลเมืองทีที่ได้มีโอกาสนำเสนอสิ่งดีๆ ของชุมชนให้ผู้คนโดยเฉพาะชาวต่างชาติได้รู้จักมากขึ้น จะเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ประชาสัมพันธ์ผ้าไหมลายอำปึลเชียงปุมอันเป็นลายอัตลักษณ์ของชุมชนตำบลเมืองที และประชาสัมพันธ์ผ้าไหมลายพื้นถิ่นของจังหวัดสุรินทร์ เพื่อยกระดับการพัฒนาต่อยอดมรดกภูมิปัญญา อัตลักษณ์ของชุมชนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมในชุมชน เพื่อนำผลิตภัณฑ์ของชุมชนเข้าสู่ตลาด และจำหน่ายผลิตภัณฑ์โดยตรง ทำให้ผู้ผลิตมีรายได้เพิ่มขึ้น และเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น เป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก และสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้กับชุมชน และเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ ก่อนพิธีเปิดงานผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ พร้อมด้วยนางชไมพร แหวนเพ็ชร นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสุรินทร์ ได้ร่วมเดินแบบแฟชั่นโชว์ชุดผ้าไหม กับนายแบบและนางแบบกิตติมศักดิ์ พร้อมธิดาผ้าไหมสุรินทร์ และธิดาช้างจังหวัดสุรินทร์ ประจำปี 2568

    จากนั้น ได้ร่วมชมการแสดงนานาชาติ จาก 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย อิตาลี บัลแกเรีย และเม็กซิโก

    ในโอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ได้เยี่ยมชมนิทรรศการที่จัดขึ้นภายในงาน อาทิ

    นิทรรศการผ้าไหมลวดลายอัตลักษณ์ พร้อมลายพระราชทานรวมทั้งหมดกว่า 30 ลาย นิทรรศการการจักสานตะกร้าหวาย งานฝีมือท้องถิ่นประจำตำบลเมืองที การประกวดผ้าไหม 3 ประเภท ลายอำปึลเชียงปุมสีเคมี ลายอำปึลเชียงปุมสีธรรมชาติ และลายโฮลจังหวัดสุรินทร์ นอกจากนี้ ยังได้ชมการแสดงกันตรึมจากโรงเรียนรามวิทยารัชมังคลาภิเษก การบรรเลงกันตรึมโบราณ จากคณะลอยทอง

    นอกจากนี้ ยังมีบูธ OTOP ให้เลือกซื้อสินค้า อาหาร และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ

    #เทศบาลตำบลเมืองที #เมืองที #สุรินทร์ #อำปึลเชียงปุมแฟร์ #นิทรรศการ #ผ้าไหม #การแสดงนานาชาติ #แลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรม


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://surin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/171/iid/473495&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0TdbPZs4ZldIdGWWCuRvG0

  • เลขา ศอ.บต. จับเข่าคุยภาคธุรกิจชายแดนใต้ ผู้ประกอบการขอให้ช่วยสร้างสตอรี่ อัตลักษณ์ ผลักดันการท่องเที่ยว-ปรับเพิ่มมาตรการเยียวยาเหยื่อความไม่สงบ

    เลขา ศอ.บต. จับเข่าคุยภาคธุรกิจชายแดนใต้ ผู้ประกอบการขอให้ช่วยสร้างสตอรี่ อัตลักษณ์ ผลักดันการท่องเที่ยว-ปรับเพิ่มมาตรการเยียวยาเหยื่อความไม่สงบ

    นราธิวาส, วันที่ 4 กุมภาพันธ์ – นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) พบปะผู้ประกอบการ นักธุรกิจ ผู้แทนสภาอุตสาหกรรม หอการค้าในพื้นที่ และเครือข่ายนักธุรกิจชายแดนใต้ (SBN) เพื่อรับฟังมุมมอง เสียงสะท้อน ตลอดจนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และปัญหาอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนมาตรการส่งเสริมการลงทุนและประกอบธุรกิจสำหรับเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อรวบรวมข้อมูลจากภาคเอกชนในการนำไปประกอบการกำหนดแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและมาตรการส่งเสริมการลงทุนให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่และความต้องการของผู้ประกอบการอย่างแท้จริง

    ทั้งนี้ ผู้ประกอบการได้เสนอประเด็นสำคัญที่อยากให้ภาครัฐเร่งดำเนินการแก้ไข อาทิ การผลักดันด้านการท่องเที่ยว การสร้างเมืองที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัว การสร้างเรื่องราว (Story) และกิจกรรมขับเคลื่อน (Movement) เพื่อดึงดูดผู้คนและนักท่องเที่ยวเข้าสู่พื้นที่ รวมถึงปัญหาด้านขยะและสิ่งแวดล้อม ซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์ของเมืองและคุณภาพชีวิตของประชาชน

    นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอปรับมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ  พร้อมทั้งปรับปรุงกระบวนการช่วยเหลือให้มีความรวดเร็ว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถกลับมาดำเนินกิจการได้โดยเร็ว รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยในพื้นที่

    ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนยังให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยเชื่อว่าการศึกษาถือเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดอนาคตของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนเสนอให้กำหนดยุทธศาสตร์ด้านกีฬา เพื่อส่งเสริมการใช้เวลาว่างของเยาวชนให้เกิดประโยชน์ สร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/275761&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZIjUv6nyEchvvTPopUHaW

  • เอ็ม ดิสทริค จับมือ ททท. ทุ่มกว่า 300 ล้าน จัดใหญ่ “ตรุษจีน”

    เอ็ม ดิสทริค จับมือ ททท. ทุ่มกว่า 300 ล้าน จัดใหญ่ “ตรุษจีน”

    เอ็ม ดิสทริค จับมือ ททท. ทุ่มกว่า 300 ล้าน จัดใหญ่ “ตรุษจีน”

    นางสาวอรธิรา ภาสุวรรณ์ กรรมการผู้จัดการอาวุโส เอ็ม ดิสทริค เปิดเผยว่า เอ็ม ดิสทริค ประกอบไปด้วยเอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์และเอ็มสเฟียร์ ถือเป็นย่านการค้าระดับโลกใจกลางสุขุมวิท และเพื่อตอกย้ำการเป็นเดสติเนชันอันดับหนึ่งแห่งการเฉลิมฉลอง เอ็ม ดิสทริคจึงจับมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และพันธมิตรทางธุรกิจชั้นนำ ทุ่มงบประมาณกว่า 300 ล้านบาท

    จัดฉลองเทศกาลตรุษจีน ภายใต้ชื่อ “EM DISTRICT: THE GRAND CELEBRATION OF PROSPERITY CHINESE NEW YEAR 2026” โดยมุ่งเน้นการตลาดเชิงประสบการณ์ (Experiential Marketing) ปั้น Magnet Event ระดับเวิลด์คลาส ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก พร้อมกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศ รับสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัว และการเติบโตอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทย

    ทั้งนี้ตรุษจีนถือเป็นเทศกาลสำคัญที่สะท้อนสีสันทางวัฒนธรรมและการเฉลิมฉลองของผู้คนทั่วโลกแต่ยังเป็นเทศกาลที่มีบทบาทอย่างยิ่งต่อภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติในช่วงปีใหม่จีน

    จากข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ในช่วงตรุษจีนปี 2568 ที่ผ่านมา เม็ดเงินสะพัดในกรุงเทพฯ เติบโต 2.3% ขณะที่ภาพรวมเทศกาลตรุษจีนของไทยมีเงินสะพัดกว่า 51,787 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.5% สะท้อนความคึกคักของเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลตรุษจีน

    เอ็ม ดิสทริค จับมือ ททท. ทุ่มกว่า 300 ล้าน จัดใหญ่ “ตรุษจีน”

    โดยเฉพาะในปี 2569 นี้ ที่การใช้จ่ายและความเชื่อมั่นผู้บริโภคเพิ่มขึ้น ท่ามกลางแนวโน้มทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทยที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในจุดหมายหลักที่จัดให้มีการเฉลิมฉลองตรุษจีนอย่างยิ่งใหญ่ของกรุงเทพมหานครคือ เอ็ม ดิสทริค ย่านการค้าระดับโลกใจกลางสุขุมวิท ที่ทั้งในอดีตและปัจจุบันเป็นหนึ่งในเดสติเนชันสำคัญในการเฉลิมฉลองเทศกาลต่างๆ ในประเทศไทย

    โดย เอ็ม ดิสทริค จัดงาน “EM DISTRICT : THE GRAND CELEBRATION OF PROSPERITY CHINESE NEW YEAR 2026” ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม – 28 กุมภาพันธ์ 2569 พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็น World Class Entertainment Hub ของประเทศไทย ส่งเสริมเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

    “เทศกาลตรุษจีนไม่เพียงเป็นช่วงเวลาสำคัญของพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีนในการฉลองการเปลี่ยนศักราชใหม่ของชาวจีน แต่ยังถือเป็นโอกาสสำคัญทางธุรกิจและเศรษฐกิจ โดยปีนี้ ตรุษจีน 2569 ตรงกับวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ปีมะเมียธาตุไฟ ซึ่งสื่อถึงพลังแห่งความมุ่งมั่น ความรวดเร็ว และความรุ่งเรือง เอ็ม ดิสทริค

    เอ็ม ดิสทริค จับมือ ททท. ทุ่มกว่า 300 ล้าน จัดใหญ่ “ตรุษจีน”

    ในฐานะผู้นำไลฟ์สไตล์เหนือระดับ จึงตั้งใจเนรมิตการเฉลิมฉลองตรุษจีนในปีนี้ในรูปแบบบูรณาการ ครบทุกมิติ ด้วยกลยุทธ์ Experiential Marketing สร้าง Customer Journey ที่สมบูรณ์แบบ ตั้งแต่การรับรู้การมีส่วนร่วม เพื่อให้ เอ็ม ดิสทริค เป็นจุดหมายปลายทางแห่งความสุขและความมงคลที่อยู่ในใจของลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติอย่างแท้จริง”

    สำหรับไฮไลท์ภายในงาน EM DISTRICT : THE GRAND CELEBRATION OF PROSPERITY CHINESE NEW YEAR 2026 อาทิ THE RISING DRAGON REALM การกลับมาของ “จักรพรรดิเทพมังกรสวรรค์” ต้นตำรับแห่งเทพมังกร ความยาวกว่า 40 เมตร, THE CELEBRATION OF THE RISING DRAGON REALM การแสดงสุดตระการตา ผสานศิลปวัฒนธรรมจีนร่วมสมัย, EM CHINESE BOULEVARD & AUSPICIOUS MENUS สัมผัสสุนทรียรสแห่งอาหารมงคล และศิลปวัฒนธรรมจีน และ โปรโมชั่นรับปีม้าไฟ “EM DISTRICT CHINESE NEW YEAR 2026” เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/650835&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0x0TGhzeGeLXkPo7FQAyOL

  • เที่ยววาเลนไทน์วัดอรุณฯ ควงแขนไปเติมพลังบวก

    เที่ยววาเลนไทน์วัดอรุณฯ ควงแขนไปเติมพลังบวก

    วันวาเลนไทน์เป็นโอกาสพิเศษที่คู่รักสามารถใช้เวลาร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวในเมืองหรือเดินทางไปต่างจังหวัดเติมความหวาน   สำหรับคนที่อยู่ในกรุงเทพฯ อาจเลือกสถานที่ที่ให้บรรยากาศโรแมนติก เช่น ชมวิวเมืองยามค่ำคืน เดินเล่นในสวน หรือเดินหาของอร่อยๆ ตามย่านต่างๆ

    ส่วนใครที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศฉลองวาเลนไทน์แบบฮีลใจ แนะนำเย็นวันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569  ไปที่วัดอรุณราชวราราม กรุงเทพฯ วัดสำคัญในประวัติศาสตร์และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่งดงามของประเทศไทย มาสร้างประสบการณ์ทางจิตวิญญาณร่วมกัน  ซึ่งกรมการศาสนา (ศน.)  กระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า เพื่อการปกป้องพระพุทธศาสนา จะเปิดตัวโครงการ Global Meditation Connect (GMC) ภายใต้แนวคิด “สมาธิเชื่อมพลังเมตตาสู่โลก” มุ่งยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณระดับโลก

    นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า กรมการศาสนาส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และการทำนุบำรุงศาสนา ซึ่งสมาธิคือกระบวนการฝึกจิตให้ตั้งมั่น สงบ และมีสติอยู่กับปัจจุบัน สามารถเข้าถึงได้โดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา หรือวัฒนธรรม ได้ดำเนินงานโครงการ GMC ออกแบบเเนวทางพื้นฐานกลางในการเชื่อมโยงผู้คนจากทั่วโลก ผ่านการฝึกสมาธิและการพัฒนาจิตใจ รับมือกับความท้าทายของสังคมร่วมสมัย ทั้งความเครียด ความกดดันจากการดำเนินชีวิต และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว มุ่งใช้สมาธิเป็นเครื่องมือเยียวยา ฟื้นฟู และเสริมสร้างพลังใจอย่างยั่งยืน การจัดงานเปิดตัวโครงการ ณ วัดอรุณราชวราราม ซึ่งเป็นศาสนสถานสำคัญและเป็นสัญลักษณ์แห่งพุทธศิลป์และจิตวิญญาณไทย มีนัยสำคัญในการสะท้อนศักยภาพของประเทศไทยด้านมรดกทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณ (Spiritual Tourism) สู่สายตานานาชาติ

    “ กิจกรรมสำคัญ คือ การร่วมปฏิบัติสมาธิบริเวณลานพระปรางค์วัดอรุณฯ เพื่อส่งต่อกระแสแห่งความเมตตาและพลังบวกไปสู่สังคมโลก การปฏิบัติสมาธิในครั้งนี้จะนำเสนอในรูปแบบจิตวิญญาณเชิงสร้างสรรค์ เน้นการกำหนดลมหายใจที่เรียบง่าย เข้าถึงได้ทุกเพศ ทุกวัย และทุกความเชื่อ ผู้เข้าร่วมสามารถเลือกแนวทางการปฏิบัติที่เหมาะสมกับตนเอง ช่วยลดความเครียด เพิ่มสมาธิและประสิทธิภาพในการทำงาน ตลอดจนการส่งเสริมสุขภาวะทางจิต  ทั้งยังลดปัญหาสังคม การถูกรังแกกลั่นแกล้งและภาวะซึมเศร้าผ่านการสร้างความเคารพในตนเองและผู้อื่น “ นายชัยพล กล่าว

    อธิบดี ศน. กล่าวด้วยว่า การจัดงานในวันแห่งความรักเป็นการขยายความหมายของความรักให้กว้างไกลยิ่งขึ้นในมิติความเมตตาสากล เชิญชวนพุทธศาสนิกชน ประชาชน  นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์สำคัญเชื่อมพลังความสงบจากใจสู่ใจ

    สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กรมการศาสนากำหนดจัดกิจกรรมขับเคลื่อนการปฏิบัติสมาธิภายใต้โครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมเพื่อคนทั้งมวล โดยบูรณาการความร่วมมือกับสถานปฏิบัติธรรมและศูนย์ปฏิบัติธรรมนานาชาติ นำร่อง  9 แห่ง ครอบคลุมทุกภูมิภาค อาทิ กรุงเทพฯ  ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยฯ และพุทธสมาคมแห่งประเทศไทยฯ ภาคเหนือ ณ วัดร่ำเปิง (ตโปทาราม) จ.เชียงใหม่ และวัดป่าถ้ำวัว จ.แม่ฮ่องสอน ภาคกลาง ณ วัดจันทาราม (ท่าซุง) จ.อุทัยธานี ภาคตะวันออก ณ ศูนย์พัฒนาจิตวัดผาณิตาราม จ.ฉะเชิงเทรา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี และภาคใต้ ณ โพธิธรรมญาณสถาน จ.สงขลา ควบคู่กับการจัดกิจกรรมบ่มเพาะคุณธรรมจริยธรรมในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ ธรรมะฟันน้ำนม ธรรมะวัยใส ธรรมะสัญจร และธรรมะในโรงเรียนวิถีพุทธ เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงการปฏิบัติสมาธิให้ครอบคลุมประชาชนทุกช่วงวัยอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ ไทยมีศักยภาพด้านวัดและศูนย์ปฏิบัติธรรมกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ ได้รับการยอมรับในระดับโลกด้านแนวปฏิบัติสมาธิ นายชัยพล กล่าวด้วยว่า กรมการศาสนามีแผนจัดตั้งศูนย์กลางข้อมูลการปฏิบัติสมาธิ (Meditation HUB) เพื่อรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลด้านการปฏิบัติธรรมอย่างเป็นระบบ ทั้งสถานปฏิบัติธรรม วิปัสสนาจารย์ หลักสูตรระยะสั้น–ระยะยาว และระบบลงทะเบียนออนไลน์ อำนวยความสะดวกให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าถึงการฝึกสมาธิได้ง่ายยิ่งขึ้น รองรับการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการฝึกสมาธิระดับสากล

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/news-update/942863/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KuQwySJdoAm5NDP9Z8cCp

  • ดีลเดือด! ต่างชาติแห่ซื้อโรงแรมไทย ปี 69 จ่อทะลุ 1.2 หมื่นล้าน

    ดีลเดือด! ต่างชาติแห่ซื้อโรงแรมไทย ปี 69 จ่อทะลุ 1.2 หมื่นล้าน

    คอลลิเออร์ส โรงแรมดีลเดือด! ต่างชาติแห่ซื้อโรงแรมไทย ปี 69 จ่อทะลุ 1.2 หมื่นล้าน บนทำเลศักยภาพพุ่งเป้า กรุงเทพฯ-ภูเก็ต

    แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2568 จะชะลอตัว แต่สัญญาณฟื้นตัวระยะยาวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย กลับปลุกความเชื่อมั่นนักลงทุน หนุนตลาด “ซื้อ-ขาย” โรงแรมไทย คึกคักอีกครั้ง เป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ โดย “นักลงทุนไทย-ต่างชาติ” เร่งช้อนสินทรัพย์บนทำเลศักยภาพ เพื่อรีโนเวต อัปเกรด สร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว

    ภัทรชัย ทวีวงศ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร บริษัท คอลลิเออร์ส (ประเทศไทย )จำกัด กล่าวว่า ภาคการท่องเที่ยวไทยยังคงเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญ แม้เผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเยือนไทยเพียง 32.97 ล้านคน ลดลง 7.23% จากปีก่อนหน้า สร้างรายได้ 1.54 ล้านล้านบาท หดตัว 4.71%
     

    ตลาดหลักยังคงกระจุกตัวใน 5 ชาติ ได้แก่ มาเลเซีย จีน อินเดีย รัสเซีย และเกาหลีใต้ ขณะที่รายได้สูงสุดมาจากนักท่องเที่ยวจีน รัสเซีย และอินเดีย สะท้อนกำลังซื้อที่ยังมีบทบาทต่อภาคโรงแรม ซึ่งในอีกด้าน “การท่องเที่ยวภายในประเทศ” ยังคงเป็น “แรงพยุง” สำคัญ นักท่องเที่ยวชาวไทยมีจำนวนกว่า 202.66 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.84% สร้างรายได้ 1.17 ล้านล้านบาท ขยายตัว 4.18%  โดยกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวชายทะเลยังคงครองสัดส่วนหลัก

    ดีลเดือด! ต่างชาติแห่ซื้อโรงแรมไทย ปี 69 จ่อทะลุ 1.2 หมื่นล้าน

     อัตราเข้าพักลด แต่ราคาห้องเพิ่มขึ้น

    แม้อัตราการเข้าพักเฉลี่ย (Occupancy Rate) ของโรงแรมทั่วประเทศในปีที่ผ่านมาจะลดลงมาอยู่ที่ราว 72% แต่ภาพที่น่าสนใจคือ โรงแรมจำนวนมากยังสามารถดันอัตราค่าห้องพักเฉลี่ย (ADR) และรายได้เฉลี่ยต่อห้อง (RevPAR) ให้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 

    ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อน “การปรับกลยุทธ์” ของผู้ประกอบการที่หันมาโฟกัสกลุ่มตลาดคุณภาพการบริหารรายได้และการยกระดับสินค้ามากกว่าการแข่งขันด้านปริมาณเพียงอย่างเดียว
     

    ตลาดซื้อขายโรงแรมฟื้น นักลงทุนกลับมา

    ข้อมูลการซื้อขายโรงแรมในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา มีมูลค่ารวมกว่า 137,923 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ “เกือบ 14,000ล้านบาท” โดยช่วงพีค อยู่ในปี 2560-2561 มีมูลค่าซื้อขายเกินกว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี  ตามการเติบโตของนักท่องเที่ยวต่างชาติ 

    สำหรับปี 2568 มีการซื้อขายโรงแรมราว 6 แห่ง รวม 1,574 ห้อง มูลค่ากว่า 10,145 ล้านบาท กระจุกตัวในเมืองท่องเที่ยวหลัก เช่น กรุงเทพฯ ภูเก็ต ชลบุรี และสมุย  

    ภัทรชัย ประเมินว่า ปี 2569 มูลค่าการซื้อขายโรงแรมไทยมีโอกาสแตะระดับ 12,000 ล้านบาทจากดีลที่อยู่ระหว่างการเจรจาและความต้องการลงทุนของผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้งไทยและต่างชาติ

     “กรุงเทพฯ-ภูเก็ต” ทำเลทองนำโด่ง

    สำหรับทำเลยอดนิยมของนักลงทุนยังคงเป็น กรุงเทพฯ ภูเก็ต สมุย พัทยา กระบี่ และเชียงใหม่ ซึ่งมีดีมานด์ท่องเที่ยวต่อเนื่อง และเหมาะกับการนำโรงแรมมาปรับปรุง และเปิดบริการใหม่ในอนาคต 

    “หลังโควิด-19 โรงแรมจำนวนไม่น้อยถูกนำออกขายจากแรงกดดันด้านต้นทุนและสภาพคล่อง กลายเป็นหน้าต่างแห่งโอกาส สำหรับนักลงทุนที่มีความพร้อมในการเข้าซื้อสินทรัพย์ในราคาที่เหมาะสม”

     สูตรคัดเลือก “ROIต้องถึง” อายุอาคารไม่มาก

    จากพฤติกรรมนักลงทุน พบว่า โรงแรมที่ได้รับความสนใจสูง มักมีคุณสมบัติสำคัญ ได้แก่ ผลตอบแทนไม่น้อยกว่า 6% ต่อปีอายุอาคารไม่เกิน 10-15 ปี เพื่อลดต้นทุนซ่อมบำรุง จำนวนห้องพักมากกว่า 150 ห้อง จะสร้างความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์ โดยกลยุทธ์ Value-Add เป็นหัวใจการลงทุนยุคใหม่ 

    “การลงทุนโรงแรมในปัจจุบัน ไม่ได้หยุดอยู่แค่การถือครองทรัพย์สิน แต่เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านกลยุทธ์สำคัญ เช่น รีโนเวตและยกระดับมาตรฐานโรงแรม ปรับตำแหน่งตลาดจากระดับกลางสู่ Upper Midscale หรือ Upscale ดึงแบรนด์โรงแรมระดับสากลเข้าบริหาร ปรับโครงสร้างต้นทุนและโมเดลรายได้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระยะยาว”

    โรงแรมไทยยังเป็นสินทรัพย์น่าลงทุน

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดว่า ปี 2569 ไทยจะต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 34 ล้านคน แม้เศรษฐกิจโลกยังผันผวน แต่ศักยภาพการฟื้นตัวของท่องเที่ยวไทยยังเป็นแรงหนุนสำคัญ 

    ในภาพใหญ่ “ตลาดซื้อขายโรงแรมไทย” กำลังเปลี่ยนผ่านจากการลงทุนแบบดั้งเดิม สู่การลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่เน้น Value-Add และความยั่งยืนในระยะยาว ทำให้ “โรงแรมไทย” ยังคงเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ดาวเด่นที่นักลงทุนจับตาอย่างใกล้ชิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/property/1219813&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3U1JNx0nQNkq0gmsmdlT5i

  • ททท.คาดตรุษจีนปีม้าทอง สร้างรายได้ท่องเที่ยวไทย 4.2 หมื่นล้านบาท

    ททท.คาดตรุษจีนปีม้าทอง สร้างรายได้ท่องเที่ยวไทย 4.2 หมื่นล้านบาท

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดงานเปิดเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ประจำปี 2569 Amazing Thailand Happy Chinese New Year 2026 เฉลิมฉลองตรุษจีนปีม้าทองอย่างยิ่งใหญ่ ปักหมุดการจัดงานหลักในพื้นที่กรุงเทพมหานครและอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา สะท้อนมิตรภาพไทย–จีนครบรอบ 51 ปี พร้อมสนับสนุนการจัดงานในจังหวัดนครสวรรค์และสุพรรณบุรี คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวช่วงวันที่ 13–22 กุมภาพันธ์ 2569 มีนักท่องเที่ยวรวมกว่า 3.5 ล้านคน สร้างรายได้หมุนเวียนทั่วประเทศประมาณ 42,230 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 13 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    บ่ายวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ททท. จัดงานแถลงข่าวเปิดเทศกาลฯ ณ สำนักงานใหญ่ โดยมีนายหยาง เสี่ยวหลง ที่ปรึกษาฝ่ายวัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ และตำรวจท่องเที่ยว เข้าร่วม

    นางสาวฐาปนีย์ กล่าวว่า ปี 2569 เป็นปีแห่งความพิเศษของการจัดงานตรุษจีนประเทศไทย เนื่องจากเป็นการเฉลิมฉลองปีม้าทองควบคู่กับการครบรอบ 51 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน รวมถึงครบรอบ 22 ปี ความร่วมมือระหว่าง ททท. กับกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งได้ร่วมกันสืบสานและแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมมาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนแนวคิด “จีนไทย ครอบครัวเดียวกัน”

    สำหรับการจัดงานในปีนี้ ททท. กำหนดพื้นที่จัดงานหลัก 2 แห่ง โดยในกรุงเทพมหานคร ได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดกิจกรรมการประดับไฟถนนเยาวราช ภายใต้แนวคิด “Ride the Fortune, Share the Future” บริเวณวงเวียนโอเดียนถึงแยกเฉลิมบุรี ระหว่างวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ถึง 1 มีนาคม 2569 ในช่วงเวลา 18.00–23.00 น. ควบคู่กับการจัดงานเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ระหว่างวันที่ 14–18 กุมภาพันธ์ 2569 ตั้งแต่เวลา 16.00–22.00 น. เปิดงานด้วยพิธีกล่าวอวยพรไทย–จีน พร้อมการแสดงศิลปวัฒนธรรมจาก 4 พื้นที่ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้แก่ กรุงปักกิ่ง นครฉงซิ่ง มณฑลเหอหนาน และมณฑลฝูเจี้ยน รวมถึงกิจกรรมสาธิตวัฒนธรรมไทย–จีน และการแสดงจากศิลปินไทยและศิลปินจีน

    ขณะที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จัดงาน Amazing Thailand Chinese New Year 2026 @ Hat Yai ระหว่างวันที่ 17–20 กุมภาพันธ์ 2569 บริเวณถนนเสน่หานุสรณ์ พบการแสดงจากมณฑลฝูเจี้ยน การเชิดสิงโต การแสดงกายกรรม และการประดับไฟยามค่ำคืน สร้างบรรยากาศแห่งความสุขและความเป็นสิริมงคลให้เมืองหาดใหญ่คึกคักตลอดช่วงจัดงาน

    นอกจากนี้ ททท. ยังสนับสนุนการจัดงานเทศกาลตรุษจีนในภูมิภาคที่มีเอกลักษณ์ ได้แก่ ประเพณีแห่เจ้าพ่อ–เจ้าแม่ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ ระหว่างวันที่ 10–21 กุมภาพันธ์ 2569 และงานตรุษจีนสุพรรณบุรี มหัศจรรย์ 18 ปี มังกรสวรรค์ ณ อุทยานมังกรสวรรค์ จังหวัดสุพรรณบุรี ระหว่างวันที่ 17–18 กุมภาพันธ์ 2569

    ทั้งนี้ ททท. คาดการณ์ว่าช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 2569 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศประมาณ 1.25 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 โดยเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนราว 241,000 คน ขณะที่การเดินทางท่องเที่ยวของคนไทยอยู่ที่ 2.30 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 สะท้อนศักยภาพการท่องเที่ยวไทยในการสร้างรายได้และกระจายเศรษฐกิจสู่พื้นที่ทั่วประเทศ

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/811400&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3K8oZvJPCED_578WterRli

  • ‘อนุทิน’เดินหน้าเมกะโปรเจกต์ หากเป็นรัฐบาล พัฒนา ‘อีอีซี’พื้นที่ท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    ‘อนุทิน’เดินหน้าเมกะโปรเจกต์ หากเป็นรัฐบาล พัฒนา ‘อีอีซี’พื้นที่ท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 17.40 น. วันที่ 5 ก.พ. ที่ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงแนวคิดการผลักดันโครงการเมกะโปรเจกต์ แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น (Man-made Destination) ในประเทศไทยว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มีดำริว่าพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีศักยภาพและพื้นที่จำนวนมาก ควรพัฒนาให้เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

    นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ไม่ควรเอ่ยชื่อโครงการเฉพาะเจาะจง เช่น ไม่ควรระบุชื่อเฉพาะอย่างดิสนีย์แลนด์ หรือยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ เนื่องจากบริษัทระดับโลกเหล่านี้ต้องใช้เวลาในการตัดสินใจ และพิจารณาปัจจัยหลายด้าน สิ่งที่รัฐบาลควรดำเนินการคือเตรียมความพร้อมของประเทศให้ดีที่สุด ทั้งด้านคมนาคม ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว เพื่อให้เมื่อมีนักลงทุนเข้ามา ประเทศไทยสามารถรองรับได้อย่างมีประสิทธิภาพ และหากพรรคภูมิใจไทยได้กลับไปเป็นรัฐบาล จะไม่เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยอีกต่อไป และจะเดินหน้าศึกษาโครงการที่เกิดขึ้นแล้วหรือโครงการที่มีศักยภาพในพื้นที่อีอีซี เพื่อนำมาพัฒนาและสร้างแรงจูงใจให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทยให้มากขึ้น โดยต้องเป็นประโยชน์ร่วมกัน วิน-วิน ทั้งนักลงทุน และประเทศชาติ

    เมื่อถามว่า โครงการอีอีซี โครงการเมกะโปรเจกต์ แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น (Man-made Destination) เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า  เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และไม่จำกัดเฉพาะพื้นที่อีอีซีเท่านั้น หากพรรคภูมิใจไทยได้กลับไปเป็นรัฐบาลจะทำให้เกิดความมั่นใจ ว่าประเทศไทยที่มีความมั่นคงสงบสุข และมีความยั่งยืน พร้อมที่จะพัฒนาทุกภาคของประเทศไทย

    นายอนุทิน กล่าวย้ำว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งทั้งด้านวัฒนธรรม ประเพณี แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และศาสนา ที่ผสมผสานกับความร่วมสมัย รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติอย่างภูเขาและทะเล จึงต้องนำศักยภาพเหล่านี้มาพัฒนาและต่อยอด เพื่อสร้างแรงจูงใจสูงสุดให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5572355/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2b14y55CpYk17Hbgf3yImT