Category: ท่องเที่ยว

  • คิง เพาเวอร์ จัดช้อปมหาเฮง

    คิง เพาเวอร์ จัดช้อปมหาเฮง

    นายนิตินัย ศิริสมรรถการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ เปิดเผยว่า ตามที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประกาศนโยบายภายใต้แนวคิด VALUE OVER VOLUME มุ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพที่สร้างรายได้ที่ยั่งยืน โดยการจัดอีเวนต์ถือเป็นกลยุทธ์หลักในการกระตุ้นการใช้จ่าย เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ซึ่งสอดรับกับแนวคิดการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ภายใต้แนวคิด “THE POWER OF POSSIBILITIES ชีวิตไม่หยุดค้นหาความเป็นไปได้” มุ่งสู่การเป็นเดสติเนชันแห่งการเฉลิมฉลองในทุกเทศกาลให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลก

    “ดังนั้นเพื่อเป็นการร่วมขานรับนโยบายดังกล่าว คิง เพาเวอร์ จึงจัดงาน KING POWER CHINESE NEW YEAR 2026 RACE OF LUCK & JOY ปีม้า ช้อปมหาเฮง ต้อนรับเทศกาลตรุษจีน ปี 2569 โดยการจัดอีเวนต์ในเทศกาลสำคัญอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยว (FASCINATING EXPERIENCE) ควบคู่กับการจัดโปรโมชันและกิจกรรมการตลาด ซึ่งจะช่วยกระตุ้นบรรยากาศการใช้จ่าย พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน ตั้งแต่วันที่ 12 – 22 ก.พ.นี้ ที่ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ และภูเก็ต”

    นายนิตินัยกล่าวว่าสำหรับกิจกรรมไฮไลต์งาน KING POWER CHINESE NEW YEAR 2026 RACE OF LUCK & JOY ปีม้า ช้อปมหาเฮง อาทิ ช้อป โปรเฮงมหาคุ้ม, มาไหว้ เสริมเฮงเริ่มต้นปีมหามงคล, เมนูเฮงมหาอร่อย เสริมพลังรับปีม้า, เฉลิมฉลองกับขบวนพลังแห่งโชคลาภ ตำนานม้าศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2911921&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Gw_nd7hvHSvgkGxKqPRzS

  • 3 กูรูส่องเทรนด์อสังหาริมทรัพย์ไทย 2569 ฟันธง “แวร์เฮาส์-โรงแรม-ดาต้าเซ็นเตอร์” มาแรง ลุ้น “อุตสาหกรรม-ท่องเที่ยว” หนุนเศรษฐกิจ แนะดีเวลอปเปอร์ใช้กลยุทธ์แบ่งเฟสพัฒนา – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    3 กูรูส่องเทรนด์อสังหาริมทรัพย์ไทย 2569 ฟันธง “แวร์เฮาส์-โรงแรม-ดาต้าเซ็นเตอร์” มาแรง ลุ้น “อุตสาหกรรม-ท่องเที่ยว” หนุนเศรษฐกิจ แนะดีเวลอปเปอร์ใช้กลยุทธ์แบ่งเฟสพัฒนา – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ท่ามกลางความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2569 อาจไม่ใช่ ปีขาขึ้นทั้งกระดาน” แต่จะเติบโตอยู่ในบางเซ็กเตอร์ โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ที่เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ การท่องเที่ยว และเทคโนโลยี ในโอกาสครบรอบ 10 ปีหลักสูตร “The NEXT Real” นายบริสุทธิ์ กาสินพิลา ผู้ร่วมก่อตั้งและกรรมการหลักสูตร ได้พูดคุยวิเคราะห์แนวโน้มและฉายภาพรวมตลาดในปี 2569 ร่วมกับ 3 ผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับอินเตอร์อย่าง บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ซีบีอาร์อี (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท โจนส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ครอบคลุมอสังหาริมทรัพย์ 6 เซ็กเตอร์หลัก ได้แก่ ที่อยู่อาศัย, อุตสาหกรรมและคลังสินค้า, อาคารสำนักงานและรีเทล, โรงแรม, Data Center และที่ดิน

    • โรงงาน-แวร์เฮาส์” สร้างตามออร์เดอร์ จุดนัดพบซัพพลาย-ดีมานด์ 

    นายณัฎฐา คหาปนะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (Knight Frank) กล่าวว่า โอกาสลงทุนอสังหาริมทรัพย์ปีนี้มอง 2 เรื่องหลักคือ 1.อสังหาริมทรัพย์ประเภทอุตสาหกรรม ได้แก่ โรงงาน แวร์เฮาส์หรือโกดังสินค้า ที่ดินอุตสาหกรรม และ 2.ตลาดสำนักงานให้เช่า โดย ตลาดแวร์เฮาส์” ของไทยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีการเติบโตต่อเนื่อง พื้นที่รวมเพิ่มขึ้น 1.2% อยู่ที่ราว 6.5 ล้าน ตร.ม. พื้นที่ใช้งาน (Occupied Space) เพิ่มขึ้น 0.4% เป็น 5.58 ล้าน ตร.ม. ขณะที่อัตราการเช่าลดลงเล็กน้อย 0.7% ค่าเช่าเฉลี่ยอยู่ที่ 161.5 บาทต่อ ตร.ม. ต่อเดือน และยังเติบโต 0.9% สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของตลาด ซึ่งการลงทุนแวร์เฮาส์กระจุกตัวในทำเลหลัก 3 อันดับ ได้แก่ ถ.บางนา-ตราด, โซนไทรน้อย จ.นนทบุรี จ.พระนครศรีอยุธยา จ.ปทุมธานี และพื้นที่ EEC (ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา)

    “แวร์เฮาส์ ราคาตลาดไม่ค่อยมีการขยับมากเท่าไร ถือว่าค่อนข้างคงที่ เนื่องจากรูปแบบการลงทุนต่างจากตลาดที่อยู่อาศัย โดยการพัฒนามักเกิดขึ้นเมื่อมีคำสั่งเช่าจากลูกค้าล่วงหน้า ทำให้ดีมานด์และซัพพลายค่อนข้างมีความสอดคล้องกัน” นายณัฎฐา กล่าว

    • เปิดขุมทรัพย์ผังเมืองสีม่วง ที่ดินประเภทอุตสาหกรรม

    ธุรกิจโรงงานอุตสาหกรรม (Ready-Built Factory) ในด้านทำเลล้อไปตามแวร์เฮาส์ในทำเลหลัก ได้แก่ รังสิต–ปทุมธานี, วังน้อย–อยุธยา, ถ.บางนา–ตราด และ EEC มีซัพพลายรวม 3.29 ล้านตร.ม. เติบโตเล็กน้อย 0.3% ขณะที่พื้นที่ใช้งานเติบโต 2.7% ส่งผลให้อัตราการเช่าสูงถึง 98.4% ค่าเช่าเฉลี่ย 202.9 บาทต่อ ตร.ม. ต่อเดือน โดยพัฒนาอิงตามดีมานด์ลูกค้า ทำให้ซัพพลายไม่ล้น และเป็นอสังหาฯที่สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) ดึงดูดดีเวลอปเปอร์รายใหญ่ให้ลงทุนต่อเนื่อง โดยซัพพลายกระจุกตัวใน EEC สูงสุด 47.7% รองลงมาคือ ปทุมธานี–อยุธยา 26.3% และ บางนา–ตราด 26.1% โดยที่ดินผังเมืองสีม่วงเป็นโอกาสสำคัญด้านการลงทุน เนื่องจากสามารถพัฒนาอาคารได้มากกว่าที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยอย่างมีนัยสำคัญ

    • FDI (Foreign Direct Investment) ต่างชาติลงทุนตรงในไทย “จีน-ยุโรป” แย่งกันซื้อที่ดินอุตสาหกรรม

    ขณะที่ที่ดินอุตสาหกรรม Knight Frank ระบุว่า ข้อมูล ณ ครึ่งปีแรก 2568 มีซัพพลาย 186,098 ไร่ อัตราใช้พื้นที่สูง 93.5% ราคาเฉลี่ย 6.65 ล้านบาทต่อไร่ เติบโต 5% ในรอบ 5 ปี (2563-2568) สะท้อนดีมานด์ที่แข็งแกร่ง พื้นที่ EEC เป็นศูนย์กลางการลงทุนจากสิทธิประโยชน์และกฎหมายเฉพาะ FDI ไทยทำสถิติสูงสุดต่อเนื่อง 2 ปี มูลค่ารวมทะลุระดับล้านล้านบาท โดยกว่า 80% เป็นโรงงานและแวร์เฮาส์ ความเสี่ยงคือการแข่งขันจากเวียดนามและผลกระทบนโยบายภาษีสหรัฐฯ ซึ่งอาจทำให้การดูดซับที่ดินใน EEC ชะลอลง และเป็นโจทย์ว่าภาคอุตสาหกรรมไทยจะยกระดับสู่สินค้ามูลค่าสูงได้เร็วแค่ไหน

    • บ้านหรู-คอนโดแพง แนะแบ่งเฟสพัฒนาลดความเสี่ยง

    ด้านนางสาวเพ็ญธิดา ศรีสว่าง ผู้อำนวยการ บริษัท ซีบีอาร์อี (ประเทศไทย) จำกัด (CBRE) กล่าวว่า ปี 2569 เป็นปีที่ผู้พัฒนาโครงการและนักลงทุนต้องบริหารสมดุลระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทน โดยภาพรวมตลาดของคอนโดมิเนียม แม้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่องยาวนาน แต่เซ็กเตอร์ลักซ์ชัวรี่จนถึงอัลตราลักซ์ชัวรี่ ยังคงมีดีมานด์จากผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง โดยคอนโดฯลักซ์ชัวรี่รีเซล ราคาเฉลี่ย 310,131 บาทต่อ ตร.ม. เติบโต 1.3% ส่วนคอนโดฯลักซ์ชัวรี่ใหม่ระหว่างพัฒนา มีราคาสูงกว่า เฉลี่ยอยู่ที่ 349,125 บาทต่อ ตร.ม. เติบโตสูงถึง 9% สะท้อนว่าแรงซื้อในตลาดรีเซลยังแข็งแรง เนื่องจากผู้บริโภคต้องการห้องขนาดใหญ่ในทำเลไพรม์ แต่ไม่สามารถรับราคาที่ขยับขึ้นอย่างรวดเร็วของโครงการใหม่ได้

    ขณะที่ตลาดบ้านหรู หลังจากบูมหนักช่วงปี 2566-2567 จากพฤติกรรม Work from Home และความต้องการพื้นที่ใช้สอย ตลาดเริ่มชะลอตัวในปี 2568 กลุ่มราคาหลักอยู่ที่ 30-70 ล้านบาทและ 100 ล้านบาทขึ้นไป ผลกระทบด้านจิตวิทยาจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ทำให้ซัพพลายเปิดใหม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จนแทบไม่มีโครงการใหม่เข้าสู่ตลาด 

    “ข้อแนะนำในปีนี้ คือ ต้องบริหารจัดการซัพพลายอย่างเข้มข้น แบ่งเฟสในการพัฒนา เพื่อให้ดีมานด์รองรับได้สอดคล้องกับซัพพลาย เป็นทางเลือกในการปรับโมเดลการลงทุนพัฒนาบ้านหรู โดยทำเลหลักยังคงเป็นโซนพระโขนง, บางนา-ตราด, ตลิ่งชัน, ศาลายา, เมืองสมุทรปราการ, แบริ่ง และพุทธมณฑล” นางสาวเพ็ญธิดา กล่าว

    • ออฟฟิศ-รีเทล ซัพพลายยังแน่น

    ตลาดสำนักงานให้เช่า CBRE ระบุว่า ดีมานด์ยังมีเฉพาะออฟฟิศเกรด A+ ขนาดเล็ก-กลาง พื้นที่ 100-300 ตร.ม. ขณะที่พื้นที่เช่าขนาดใหญ่กว่า 300 ตร.ม. ส่วนใหญ่เป็นบริษัทรายใหญ่หรือข้ามชาติที่มีอำนาจต่อรองสูง ส่งผลให้เจ้าของอาคารต้องให้ส่วนลดค่าเช่า 5-15% ภาพรวมตลาดยังถูกกดดันจากซัพพลายใหม่และผลพวงโควิด-19 ทำให้อัตราการเช่าลดลงเหลือเพียง 59% จากช่วงก่อนโควิดที่เคยสูงถึง 90% แม้ออฟฟิศเกรด A ในย่าน CBD ที่เคยมีอัตราเช่าสูงสุด 95% แต่เมื่อซัพพลายใหม่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก ปัจจุบันอัตราการเช่าลดลงมาอยู่ที่ต่ำกว่า 80%

    พื้นที่รีเทลหรือค้าปลีกในกรุงเทพฯ มีซัพพลายรวมสูงถึง 8-9 ล้าน ตร.ม. โดยเฉพาะ 6 โซนสำคัญ มีซัพพลายรวมมากกว่า 1 ล้าน ตร.ม. ได้แก่ สยามดิสตริก 337,000 ตร.ม. (4 ศูนย์การค้า), ราชประสงค์ 381,000 ตร.ม. (4 ศูนย์การค้า)เอ็มดิสตริก 181,500 ตร.ม. (3 ศูนย์การค้า)เทอร์มินัล 21 อโศก 40,000 ตร.ม.วัน แบงค็อก (เฟส 1) 123,000 ตร.ม. และ ดุสิต เซ็นทรัลพาร์ก45,000 ตร.ม. ซึ่งทั้งหมดสะท้อนว่า ตลาดออฟฟิศและรีเทลกำลังเผชิญแรงกดดันจาก ซัพพลายล้นตลาด” ทำให้การแข่งขันรุนแรง ผู้พัฒนาต้องเน้นคุณภาพ ทำเล และการบริหารต้นทุนมากกว่าการขยายพื้นที่

    •  “ดาต้าเซ็นเตอร์” อนาคตไกล

    ด้านตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ถือเป็น “Safe Haven” ของอสังหาฯในปี 2568 ที่กำลังมาแรงและเติบโตสูง เนื่องจากต้องใช้พื้นที่ต่อชั้นขนาดใหญ่ ระบบทำความเย็นและพลังงานสูง โดยดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ไฟสูงกว่าถึง 20-40 เมกะวัตต์ต่อโครงการ สูงกว่าออฟฟิศเกรด A ขนาด 100,000 ตร.ม. ที่ใช้ไฟราว 15 เมกะวัตต์ ซึ่งปัจจุบันไทยยังขาดความเชี่ยวชาญด้านบริหารดาต้าเซ็นเตอร์ การลงทุนจึงมาจากโอเปอเรเตอร์ต่างชาติเป็นหลัก โดยเน้นพัฒนาในนิคมอุตสาหกรรมเพราะซื้อที่ดินได้สะดวกตามกฎหมาย โดยล่าสุด มีการประกาศลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยรวมแล้วกว่า4,470 MW ทำให้ราคาที่ดินโซน EEC ปรับตัวสูงขึ้น

    • โรงแรม “ลักซ์ชัวรี่” จุดประกายไทย-ดีลซื้อขายยังพุ่งต่อเนื่อง

    สุดท้ายบิ๊กดาต้า ตลาดโรงแรม” โดยนายการัณย์ คานิเยาว รองประธานอาวุโส ฝ่ายบริการลงทุนซื้อขาย ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก จากกลุ่มบริการการลงทุนด้านโรงแรม บริษัทโจนส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย) จำกัด (JLL) เล่าว่าภาพรวมตลาดโรงแรมของไทยมีการพลิกฟื้นเร็วตลอดเวลา ตั้งแต่ยุคโควิด-19 จนถึงปี 2568 ตลาดพลิกฟื้นกลับมาแล้ว 83% โดยคาดการณ์ว่าปี 2569 จะเป็น Period of Growth ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเยือนไทย และมีโอกาสฟื้นตัวเท่ากับปีที่ดีที่สุดในปี 2567 ด้วยเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 35.5 ล้านคน จาก รัสเซีย,อินเดีย, มาเลเซีย, จีน, เกาหลี

    “โรงแรมลักซ์ชัวรี่ในเมืองท่องเที่ยวอย่างกรุงเทพฯ ภูเก็ต และสมุย ฟื้นตัวเร็วหลังโควิด-19 โดยค่าเฉลี่ยต่อห้องพักที่ขายได้ต่อคืน (Average Daily Rate) ปรับสูงขึ้นอย่างชัดเจน สะท้อนบทบาทของโรงแรมลักซัวรี่ในฐานะเทรนด์เซ็ตเตอร์ของตลาด ซึ่งช่วยดันโรงแรมระดับมิดสเกลและอัพสเกลให้ฟื้นตัวตาม ส่งผลบวกต่อภาพรวมอุตสาหกรรม ทั้งนี้จากการสำรวจของ JLL ในปี 2568 กับเจ้าของและผู้บริหารโรงแรมกว่า 800 ราย คาดว่าในปี 2569 รายได้โรงแรมจะเติบโตประมาณ 2-8% ขณะที่ตลาดลักซ์ชัวรี่ของไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน มีแบรนด์โรงแรมระดับท็อปเทียร์ระดับโลกเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง เช่น Andaz และ voco” นายการัณย์ กล่าว

    • ก้าวต่อไปของตลาดโรงแรมไทย

    นอกจากนี้ ยังเห็นแนวโน้ม ตลาดรองเริ่มมา” มีการลงทุนกระจายไปยังเมืองท่องเที่ยวอื่นมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการที่สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยว หรือเน้นด้าน Wellness มีความน่าสนใจสูงหากมีที่ดินในทำเลศักยภาพอยู่แล้ว ขณะที่การลงทุนแบบ Branded Residence จะมีบทบาทมากขึ้น เช่น คอนโดมิเนียมหรูหรือพูลวิลล่าที่ผนวกบริการภายใต้แบรนด์โรงแรมที่แข็งแกร่ง เพื่อยกระดับคุณภาพบริการและสร้างความแตกต่าง โดยดีเวลอปเปอร์ที่สามารถดึงแบรนด์โรงแรมมาซัพพอร์ตได้ จะสามารถตั้งราคาขายที่อยู่อาศัยได้สูงกว่าตลาดทั่วไป และอีกหนึ่งเทรนด์ คือการนำโรงแรมในทำเลเก่า โดยเฉพาะโรงแรมที่เป็นแลนด์มาร์ก หรืออาคารสำนักงานเดิม มาพัฒนาเป็นโรงแรมรูปแบบใหม่ที่ทันสมัย ตอบโจทย์ตลาดมากขึ้น

    “แนวโน้มปี 2569 มี 4 เรื่อง ได้แก่ 1.ตลาดซื้อขายโรงแรมคาดว่าแรงดีไม่มีตก ประเมินมูลค่าซื้อขาย 1.3 หมื่นล้านบาท 2.ค่าห้องพักยังมีช่องว่างของการส่งต่อราคาให้ขยับขึ้นมาได้อีก 3.ลุ้นนักท่องเที่ยวต่างชาติขึ้นไปที่ 35.5 ล้านคน และ 4.ลักซ์ชัวรี่แลนด์สเคป เป็นจุดเปลี่ยนที่จุดประกายการพลิกฟื้นของตลาดทุกเซ็กเตอร์ในภาพรวม” นายการัณย์ กล่าวสรุป

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/03/614343/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Lj8xSPuifGM1ZmZNaWQO_

  • ขึ้นเหนือหาหิมะ ลงใต้หนีลมหนาว กระแสท่องเที่ยวสวนทาง

    ขึ้นเหนือหาหิมะ ลงใต้หนีลมหนาว กระแสท่องเที่ยวสวนทาง

    คุนหมิง, 2 ก.พ. ซินหัว — “เพิ่งได้รู้ว่า ‘ฤดูร้อนของไทย’ เป็นยังไงก็ตอนไปถึงกระบี่” จางจื่อถง นักท่องเที่ยวชาวจีนที่เพิ่งกลับจากการท่องเที่ยวไทยกล่าว พร้อมบอกเล่าความทรงจำชวนประทับใจจากการนวดแผนไทย นั่งเรือสปีดโบ๊ทกลางทะเล และนอนอาบแดดบนชายหาดเกาะพีพี ซึ่งจางถือเป็นหนึ่งในผู้ร่วมโต้กระแสคลื่นการท่องเที่ยวแบบสองทาง “ขึ้นเหนือหาหิมะ ลงใต้หนีลมหนาว” ที่กำลังคึกคักในช่วงระยะนี้ตามความแตกต่างของสภาพภูมิอากาศและความต้องการท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวชาวจีนแห่มาท่องเที่ยวไทยเพื่อสัมผัสแสงแดด ลมทะเล และมนต์เสน่ห์เมืองร้อน ขณะนักท่องเที่ยวชาวไทยแห่เยือนภูเขาหิมะและลานน้ำแข็งของจีนเพื่อสัมผัสประสบการณ์ฤดูหนาวของจริง

    ช่วงไม่นานนี้ ภูเขาหว่าอูในมณฑลซื่อชวน (เสฉวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายท่องเที่ยวในจีนที่ได้รับความสนใจไม่น้อยบนสื่อสังคมออนไลน์ของไทย โดย “อาหลิวปักหมุด” ครีเอเตอร์การท่องเที่ยวชาวไทย ได้เดินทางจากกรุงเทพฯ มายังเมืองเฉิงตูของมณฑลซื่อชวน ต่อรถไฟความเร็วสูงและรถบัสไปยังภูเขาหว่าอูเพื่อ “ถ่ายรูปเช็กอินภูเขาหิมะ” ซึ่งคลิปวิดีโอทิวทัศน์หิมะขาวละลานตาของเธอกลายเป็นไวรัลอย่างรวดเร็วและดึงดูดชาวเน็ตไทยจำนวนมากเข้ามาสอบถามเส้นทางและข้อมูลต่างๆ เพื่อท่องเที่ยวตามรอยบ้าง

    การท่องเที่ยว “ขึ้นเหนือ ลงใต้” แบบสวนทางกันนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพราะมีนักท่องเที่ยวชาวไทยเลือกเดินทางเยือนจีนในช่วงฤดูหนาวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดจุดหมายปลายทางยอดนิยมหลายแห่ง เช่น ภูเขาหว่าอูและภูเขาหิมะซีหลิ่งในมณฑลซื่อชวน ภูเขาหิมะเจี้ยวจื่อในมณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ภูเขาฉางไป๋ในมณฑลจี๋หลิน รวมถึงสวนสนุกโลกน้ำแข็ง-หิมะแห่งฮาร์บินในมณฑลเฮยหลงเจียง ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางเยือนกรุงเทพฯ กระบี่ ภูเก็ต เชียงใหม่ และอื่นๆ ในไทย เพื่อเปิดช่วง “หนีหนาว” ใช้วันหยุดยาวแสนอบอุ่นตามชายหาด ป่าฝน และตลาดนัดกลางคืน

    ทั้งนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่าหลังจากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2025 ภาพลักษณ์เชิงบวกของไทยบนสื่อสังคมออนไลน์ของจีนพัฒนาดีขึ้นอย่างมาก ช่วยให้กระแสการท่องเที่ยวไทยทยอยฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและบริษัทการท่องเที่ยวของจีนและไทยร่วมกันปรับปรุงเส้นทางการบิน ยกระดับการบริการชำระเงินและภาษา และสร้างความหลากหลายของผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยว เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวข้ามพรมแดนที่ดียิ่งขึ้น

    ข้อมูลสถิติจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาของไทยเมื่อวันที่ 2 ม.ค. ระบุว่าปริมาณนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเยือนไทยในปี 2025 รวมอยู่ที่ 32.97 ล้านคน ซึ่งก่อให้เกิดรายได้จากธุรกิจการท่องเที่ยวราว 1.54 ล้านล้านบาท โดยนักท่องเที่ยวชาวจีนมีส่วนสร้างรายได้นี้สูงถึง 2.49 แสนล้านบาท นอกจากนั้นปริมาณนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเยือนไทยในช่วงสัปดาห์วันที่ 12-18 ม.ค. ยังเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 8 เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า ทำให้จีนกลายเป็นแหล่งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติขนาดใหญ่ที่สุดของไทยติดต่อกันสองสัปดาห์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://fm91bkk.com/newsarticle/65942&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1U0UG-PRNVf9jYxtDO3ztS

  • ร่วมพิธีลงนาม MOU และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการในเชิงปฏิบัติการ

    ร่วมพิธีลงนาม MOU และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการในเชิงปฏิบัติการ

    ศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมขับเคลื่อนการท่องเที่ยวชุมชนตามแนวทาง Happy Model สู่การพัฒนาการท่องเที่ยวมูลค่าสูงอย่างยั่งยืน พร้อมนำเสนอศักยภาพ 4 ชุมชนท่องเที่ยวต้นแบบ

    เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต จังหวัดเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทศพร พิชัยยา รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เข้าร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในการขับเคลื่อนทางวิชาการและพัฒนามาตรฐานการท่องเที่ยวตามแนวทาง Happy Model โมเดลอารมณ์ดี มีความสุข สะท้อนบทบาทเชิงนโยบายของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในการสนับสนุนการนำองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรม ไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนและการท่องเที่ยวมูลค่าสูงของประเทศ

    ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สัญชัย จตุรสิทธา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ร่วมลงนามในฐานะพยาน ตอกย้ำบทบาทของสถาบันวิจัยพหุศาสตร์ในฐานะกลไกวิชาการหลักที่เชื่อมโยงนโยบาย งานวิจัย และการพัฒนาพื้นที่อย่างเป็นระบบ

    นอกจากนี้ คณะนักวิจัยจากศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้แก่ ดร.รชพรรณ ฆารพันธ์ ดร.ศันสนีย์ กระจ่างโฉม ดร.กรวรรณ สังขกร และดร.อรรถพันธ์ สารวงศ์ ได้เข้าร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการในเชิงปฏิบัติการ

    บทบาทของคณะนักวิจัยครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาองค์ความรู้เชิงวิชาการ การออกแบบกรอบแนวคิดและเครื่องมือประเมินศักยภาพชุมชน การถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงปฏิบัติการ ตลอดจนการ นำเสนอศักยภาพชุมชนท่องเที่ยวต้นแบบตามแนวทาง Happy Model จำนวน 4 ชุมชน ได้แก่
    • ชุมชนบ้านป่าเหมี้ยง อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง
    • ชุมชนบ้านธิ อำเภอบ้านธิ จังหวัดลำพูน
    • ชุมชนบ้านสบวิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่
    • ชุมชนบ้านยาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่

    ซึ่งสะท้อนผลลัพธ์ของการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนบนฐาน “งานวิจัยเป็นฐาน” (Research-based Development) อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม

    การบูรณาการบทบาทของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ และศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยวในครั้งนี้ ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนแนวทาง Happy Model สู่การยกระดับการท่องเที่ยวชุมชนให้เกิดความสมดุลในมิติ กินดี อยู่ดี ออกกำลังกายดี และแบ่งปันสิ่งดี ๆ พร้อมขยายผลสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวมูลค่าสูงอย่างยั่งยืนในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 และระดับประเทศ

    กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้น ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนา Soft Power เพื่อเป็นต้นทุนพัฒนาต่อยอดการท่องเที่ยวมูลค่าสูง โดยมี กิจกรรมหลัก คือ การพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวตามแนวทางนโยบายการพัฒนาการท่องเที่ยวมูลค่าสูง “Happy Model” ดำเนินการโดย สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดลำปาง เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวชุมชนสู่การท่องเที่ยวคุณภาพและการท่องเที่ยวมูลค่าสูงอย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3876363/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sm8BJ9POJ91ncylQwCR8b

  • ‘อภิสิทธิ์’ บุกพัทลุง ชูโมเดลเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ย้ำจุดยืนการเมืองสุจริต

    ‘อภิสิทธิ์’ บุกพัทลุง ชูโมเดลเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ย้ำจุดยืนการเมืองสุจริต

    “อภิสิทธิ์” บุกพัทลุง ชูโมเดลเศรษฐกิจสร้างสรรค์-ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เปลี่ยน “พัทลุง” จากเมืองมรดกโลก สู่เศรษฐกิจสีเขียว ย้ำจุดยืน “การเมืองสุจริต”

    3 กุมภาพันธ์ 2569 – นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นเวทีปราศรัยที่จังหวัดพัทลุง เปิดวิสัยทัศน์การพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ เน้นดึงศักยภาพทางวัฒนธรรมและธรรมชาติสร้างรายได้ยั่งยืน พร้อมประกาศขอโอกาสนำพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลเพื่อสร้างการเมืองที่โปร่งใส

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พัทลุงมีต้นทุนทางสังคมและธรรมชาติที่ล้ำค่า ไม่ใช่ภาพจำแบบเดิมๆ แต่คือเมืองที่มีมรดกโลกและเศรษฐกิจที่ทันสมัย โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Ecotourism) ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเทรนด์โลกในปัจจุบัน

    พัทลุงมีพื้นที่ลุ่มน้ำและธรรมชาติที่งดงาม หน้าที่ของเราคือการรักษาและนำมาสร้างรายได้โดยไม่ทำลายให้เสื่อมโทรมเหมือนแหล่งท่องเที่ยวอื่น ประชาธิปัตย์จะเปลี่ยนศักยภาพเหล่านี้ให้เป็นความมั่งคั่งที่ยั่งยืนของพี่น้องชาวพัทลุง

    หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังได้วิจารณ์การทำงานด้านท่องเที่ยวในอดีตว่าทำได้เพียงการจัดกิจกรรมชั่วคราว พร้อมเสนอแนวทางใหม่โดยการ “คืนอำนาจให้ท้องถิ่น” เพื่อให้คนในพื้นที่ที่มีความเข้าใจจุดเด่นและจุดอ่อนของตนเองมากที่สุด เป็นผู้ขับเคลื่อนนโยบายการท่องเที่ยวแทนการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง นอกจากนี้ ยังเตรียมนำเทคโนโลยีมาช่วยในการสื่อสาร เพื่อผลักดันให้จังหวัดรองอย่างพัทลุง กลายเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกเคียงคู่กับเชียงใหม่ หรือภูเก็ต

    ในช่วงท้าย นายอภิสิทธิ์ ได้เน้นย้ำว่า นโยบายทั้งหมดจะสำเร็จได้ต้องเริ่มจากการมี “การเมืองที่สุจริต” เพราะหากนักการเมืองมุ่งแต่ผลประโยชน์จากงบประมาณ โครงการต่างๆ ก็จะไม่ถึงมือประชาชนอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/vote69/941719/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CuHRKxLBHETnp-FAhdKb5

  • ขึ้นเหนือหาหิมะ ลงใต้หนีลมหนาว กระแสท่องเที่ยวสวนทาง

    ขึ้นเหนือหาหิมะ ลงใต้หนีลมหนาว กระแสท่องเที่ยวสวนทาง

    คุนหมิง, 2 ก.พ. ซินหัว — “เพิ่งได้รู้ว่า ‘ฤดูร้อนของไทย’ เป็นยังไงก็ตอนไปถึงกระบี่” จางจื่อถง นักท่องเที่ยวชาวจีนที่เพิ่งกลับจากการท่องเที่ยวไทยกล่าว พร้อมบอกเล่าความทรงจำชวนประทับใจจากการนวดแผนไทย นั่งเรือสปีดโบ๊ทกลางทะเล และนอนอาบแดดบนชายหาดเกาะพีพี ซึ่งจางถือเป็นหนึ่งในผู้ร่วมโต้กระแสคลื่นการท่องเที่ยวแบบสองทาง “ขึ้นเหนือหาหิมะ ลงใต้หนีลมหนาว” ที่กำลังคึกคักในช่วงระยะนี้ตามความแตกต่างของสภาพภูมิอากาศและความต้องการท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวชาวจีนแห่มาท่องเที่ยวไทยเพื่อสัมผัสแสงแดด ลมทะเล และมนต์เสน่ห์เมืองร้อน ขณะนักท่องเที่ยวชาวไทยแห่เยือนภูเขาหิมะและลานน้ำแข็งของจีนเพื่อสัมผัสประสบการณ์ฤดูหนาวของจริง

    ช่วงไม่นานนี้ ภูเขาหว่าอูในมณฑลซื่อชวน (เสฉวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายท่องเที่ยวในจีนที่ได้รับความสนใจไม่น้อยบนสื่อสังคมออนไลน์ของไทย โดย “อาหลิวปักหมุด” ครีเอเตอร์การท่องเที่ยวชาวไทย ได้เดินทางจากกรุงเทพฯ มายังเมืองเฉิงตูของมณฑลซื่อชวน ต่อรถไฟความเร็วสูงและรถบัสไปยังภูเขาหว่าอูเพื่อ “ถ่ายรูปเช็กอินภูเขาหิมะ” ซึ่งคลิปวิดีโอทิวทัศน์หิมะขาวละลานตาของเธอกลายเป็นไวรัลอย่างรวดเร็วและดึงดูดชาวเน็ตไทยจำนวนมากเข้ามาสอบถามเส้นทางและข้อมูลต่างๆ เพื่อท่องเที่ยวตามรอยบ้าง

    การท่องเที่ยว “ขึ้นเหนือ ลงใต้” แบบสวนทางกันนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพราะมีนักท่องเที่ยวชาวไทยเลือกเดินทางเยือนจีนในช่วงฤดูหนาวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดจุดหมายปลายทางยอดนิยมหลายแห่ง เช่น ภูเขาหว่าอูและภูเขาหิมะซีหลิ่งในมณฑลซื่อชวน ภูเขาหิมะเจี้ยวจื่อในมณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ภูเขาฉางไป๋ในมณฑลจี๋หลิน รวมถึงสวนสนุกโลกน้ำแข็ง-หิมะแห่งฮาร์บินในมณฑลเฮยหลงเจียง ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางเยือนกรุงเทพฯ กระบี่ ภูเก็ต เชียงใหม่ และอื่นๆ ในไทย เพื่อเปิดช่วง “หนีหนาว” ใช้วันหยุดยาวแสนอบอุ่นตามชายหาด ป่าฝน และตลาดนัดกลางคืน

    ทั้งนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่าหลังจากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2025 ภาพลักษณ์เชิงบวกของไทยบนสื่อสังคมออนไลน์ของจีนพัฒนาดีขึ้นอย่างมาก ช่วยให้กระแสการท่องเที่ยวไทยทยอยฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและบริษัทการท่องเที่ยวของจีนและไทยร่วมกันปรับปรุงเส้นทางการบิน ยกระดับการบริการชำระเงินและภาษา และสร้างความหลากหลายของผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยว เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวข้ามพรมแดนที่ดียิ่งขึ้น

    ข้อมูลสถิติจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาของไทยเมื่อวันที่ 2 ม.ค. ระบุว่าปริมาณนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเยือนไทยในปี 2025 รวมอยู่ที่ 32.97 ล้านคน ซึ่งก่อให้เกิดรายได้จากธุรกิจการท่องเที่ยวราว 1.54 ล้านล้านบาท โดยนักท่องเที่ยวชาวจีนมีส่วนสร้างรายได้นี้สูงถึง 2.49 แสนล้านบาท นอกจากนั้นปริมาณนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเยือนไทยในช่วงสัปดาห์วันที่ 12-18 ม.ค. ยังเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 8 เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า ทำให้จีนกลายเป็นแหล่งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติขนาดใหญ่ที่สุดของไทยติดต่อกันสองสัปดาห์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/65942&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xS9T4l4pZfRWwnyWLKoHV

  • ททท.มุ่งยกระดับท่องเที่ยวไทยสู่เป้ารายได้ 3 ล้านล้านบาทในปี69

    ททท.มุ่งยกระดับท่องเที่ยวไทยสู่เป้ารายได้ 3 ล้านล้านบาทในปี69

    ทั่วไป

    03 กุมภาพันธ์ 2026 – 13:57

    ททท.เปิดตัว “Tourism Product Highlight 2026” ยกระดับท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน สู่เป้ารายได้ 3 ล้านล้านบาท ในปี 2569

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดกิจกรรมแถลงข่าว “Tourism Product Highlight 2026” ณ Neilson Hays Library มุ่งสร้างการรับรู้ถึงความพร้อม และศักยภาพของสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวไทยในปี 256 เพื่อยกระดับคุณภาพสินค้า เส้นทาง และประสบการณ์ท่องเที่ยวไทยให้สอดคล้องกับเทรนด์การท่องเที่ยวโลกในยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาวะความสมดุลชีวิตและการเดินทางที่มีความหมาย พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายรัฐ และเอกชนเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่มาตรฐานสากล

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท. มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ผ่านกลไกการพัฒนาสินค้าเชิงคุณภาพ เดินหน้าผลักดันให้ทุกการเดินทางมีความหมายลึกซึ้ง และทรงคุณค่ายิ่งขึ้น ด้วย 3 หัวใจสำคัญ ได้แก่ การส่งมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ทรงคุณค่าน่าจดจำ ด้วยการออกแบบและเล่าเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับสินค้า

    และบริการทางการท่องเที่ยวให้ น่าสนใจและ “พร้อมขาย”การส่งมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีความหมายต่อทั้งนักท่องเที่ยวและคนใน พื้นที่ ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสและมีส่วนร่วมกับชุมชนวัฒนธรรมและวิถีท้องถิ่น และการยกระดับผู้ประกอบการด้วย TAT Certified ไม่ว่าจะเป็นโครงการ STGs STAR, Thailand Tourism Awards และ Trusted Thailand เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่น
    ในการเดินทาง

    และทำให้การท่องเที่ยวไทยเป็นการเดินทางที่ปลอดภัย มีคุณค่า และน่าประทับใจไปพร้อมกับการยกระดับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยไปสู่มาตรฐานสากลเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดโลก

    ททท. เชื่อมั่นว่า การเพิ่มมูลค่าและนำเสนอสินค้าและบริการเชิงคุณค่าที่ตอบโจทย์ ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วย ผลักดันสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวสู่เป้าหมาย3 ล้านล้านบาทในปี 2569 และยกระดับประเทศไทยสู่จุดหมาย ปลายทางระดับโลกสำหรับการฟื้นฟูสุขภาวะและการเดินทางที่มีความหมายอย่างแท้จริง

    ททท. ได้นำเสนอสินค้าการท่องเที่ยวไฮไลต์ “Tourism Product Highlight 2026” ที่สะท้อน ศักยภาพความหลากหลายด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย ดังนี้

    Luxury Voyage Thailand เส้นทางท่องเที่ยวที่มีความหรูหรามีเรื่องราวและเอกลักษณ์เฉพาะตัวผสมผสานการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบอย่างยั่งยืน อาทิ Classic car tour,Private Jet Charter, Helicopter tour, Yacht Charter, Diving Live เพื่อรองรับตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพกลุ่มหรูหรามีระดับ (Luxury Tourist)

    Romance in Thailand เส้นทางท่องเที่ยวและสถานที่สุดโรแมนติก สำหรับคู่รัก และนักท่องเที่ยวรายได้สูง โดยผสานความงดงามของธรรมชาติบริการระดับ World-class อาทิ ล่องเรือสุริยันจันทรา นุ่งโจง ห่มสไบ ชิมรสไทย…เพลินใจกลางนาวาแห่งรัก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

    From Dusk till Dawn 60 จุดหมายปลายทาง แห่งมนต์เสน่ห์ยามค่ำคืน ประสบการณ์ท่องเที่ยวตั้งแต่พระอาทิตย์ตกจนรุ่งสาง ที่เข้มข้นด้วยกิจกรรมและบรรยากาศธรรมชาติในยามค่ำคืนอาทิ อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า จังหวัดพิษณุโลก, ณ สัทธา อุทยานไทย จังหวัดราชบุรี

    Thai Craft Destination สัมผัสเสน่ห์เมืองไทยผ่าน “เครื่องดื่มคราฟต์” (Craft Drinks) เส้นทางท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเน้นเล่าเรื่องของวัตถุดิบท้องถิ่นและความพิถีพิถันจากผู้ผลิ ตอาทิ CAFFEINE ROUTE จังหวัดเชียงใหม่ หรือ FRESH FRUITY ROUTE จังหวัดจันทบุรี

    Local Experience เส้นทางที่เชื่อมโยงนักท่องเที่ยวกับวิถีชีวิตชุมชนท้องถิ่นอย่างลึกซึ้งสัมผัสประสบการณ์ผ่านวัฒนธรรม อาทิ TOUCH EXPERIENCE จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดอุดรธานี

    Worth-Life Balance ประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มุ่งส่งเสริมการดูแลสุขภาพทั้งกาย และใจเพื่อสร้างสมดุลชีวิตอย่างแท้จริง อาทิ THE BARAI หัวหิน ,KLAI Spa กทม.

    5 Must Do in Thailand เส้นทางไฮไลต์สุดคลาสสิกที่สะท้อน “สิ่งที่ต้องทำเมื่อมาประเทศไทย” ทั้งแบบ Iconic และ Must-experience อาทิ Must Taste หมูย่างเมืองตรัง, MUST TRYกิจกรรมต้องลองลุย กิจกรรมเรียนมวยไทย

    Travel with Care เส้นทางเที่ยวกระบี่รูปแบบใหม่ที่จะได้ทั้งดูแลทั้งโลกและกลับมาดูแลหัวใจตัวเอง ที่ไม่ได้จะมาเจอแค่แค่ทะเลสวย ผ่านวิถีธรรมชาติ และสัมผัสเสน่ห์วัฒนธรรมผ่าน 3 เส้นทาง Self Care , Nature Care และ Culture Care

    UNESCO Thailand 7 เส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงเมืองสร้างสรรค์ตามเครือข่าย UNESCO Creative Cities ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล อาทิ จังหวัดเชียงใหม่UNESCO Creative City of Craft and Folk Art

    Krabi Prototype โมเดลการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของจังหวัดกระบี่ ที่ผสมผสานการท่องเที่ยวธรรมชาติ วัฒนธรรม วิถีชีวิต และกิจกรรมที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่

    Rail Rover Thailand 10 เส้นทางการท่องเที่ยวรถไฟของประเทศไทย โดยเน้นการเดินทางอย่างช้าๆ เพื่อให้สัมผัสทิวทัศน์ วิถีชีวิต และชุมชนตลอดทาง อาทิ เส้นทางรถไฟสายชิม(Taste Track) กรุงเทพมหานคร – หัวหิน – สงขลา

    ไม่เพียงเท่านั้นในปีนี้ ททท. ยังมุ่งมั่นยกระดับผู้ประกอบการและส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ไปสู่ความยั่งยืนผ่านมาตรฐานหรือเกณฑ์ความยั่งยืนของ ททท. (TAT Certified)ประกอบการด้วย 151 รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย (Thailand Tourism Awards) หรือ รางวัลกินรี ปี 2568 ยกระดับคุณภาพสินค้าและบริการอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

    โครงการ STAR : Sustainable Tourism Acceleration Rating (STGs STAR) ช่วยผลักดันผู้ประกอบการท่องเที่ยวสู่มาตรฐานการท่องเที่ยวยั่งยืน และยังมีตราสัญลักษณ์Trusted Thailand ที่มุ่งเน้นด้านมาตรฐานความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่น ให้แก่นักท่องเที่ยวทั่วโลก

    ทั้งนี้ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดสินค้าการท่องเที่ยวไฮไลต์ “Tourism Product Highlight 2026” เพิ่มเติมได้ที่ https://tourismproduct.tourismthailand.org หรือ โทร. 1672 Travel Buddy
    #TourismProductHighliht2026
    #การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_997232/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0n4uvxLHbVkEksNeFbxv3J

  • รมว.ท่องเที่ยวฯ แจงยิบงบกีฬาเอเชียนเกมส์ 1.2 พันล้าน ยันพร้อมหาทางหนุนเพิ่ม | เดลินิวส์

    รมว.ท่องเที่ยวฯ แจงยิบงบกีฬาเอเชียนเกมส์ 1.2 พันล้าน ยันพร้อมหาทางหนุนเพิ่ม | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 3 ก.พ. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ รองประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศฯ เปิดเผยว่างบประมาณของฝ่ายพัฒนากีฬาเป็นเลิศ การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ถูกตัดเหลือ 1,200 ล้านบาท จากเดิมที่เคยได้รับ 2,200 ล้านบาท อาจส่งผลกระทบต่อการส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันเอเชียนเกมส์ ว่า ตนรู้สึกไม่สบายใจกับข่าวดังกล่าว และขอชี้แจงว่าการใช้วงเงินดังกล่าว ต้องขออนุมัติจากคณะกรรมการกองทุนฯ ที่วางกรอบงบประมาณปี 2569 ไว้ที่ 4,100 ล้านบาท ใน 12 แผนงาน โดยมีแผนการส่งนักกีฬาไปแข่งขันระดับชาติที่ใช้งบประมาณ 1,200 ล้านบาท โดยได้รับการอนุมัติงบประมาณจากกระทรวงการคลัง เมื่อเดือน ก.ย. 2568 และได้ทำงานร่วมกับคณะกรรมการโอลิมปิคมาตลอด เห็นว่าต้องแก้ไขและจัดหางบประมาณให้เพียงพอในการส่งนักกีฬาไปแข่งขัน และขอบคุณที่คณะกรรมการโอลิมปิค เป็นห่วงในเรื่องดังกล่าว แต่ขณะเดียวกันคณะกรรมการก็อยู่ในกรรมการกองทุนฯ และเป็นผู้ที่เสนองบ 1,200 ล้านบาท ในส่วนของตนหากแก้ไขอะไรได้ก็ยินดีทำ และก่อนหน้านี้ได้ขอให้ดำเนินการเรื่องการจ่ายเบี้ยเลี้ยงนักกีฬาล่าช้า โดยโอนเข้าบัญชีนักกีฬาโดยตรง ไม่ต้องผ่านสมาคมกีฬา และจะช่วยแก้ปัญหาที่นักกีฬาร้องเรียนไม่ได้รับเบี้ยเลี้ยงหรือได้รับล่าช้า อยากให้คณะกรรมการโอลิมปิคมาร่วมช่วยกันตรงนี้ เพื่อให้การดูแลนักกีฬาเป็นไปอย่างโปร่งใส

    “ผมมาทำงานตามกรอบ ที่ผมสานงานต่อ วันที่ผมมารับงาน กรอบแผนงานตรงนี้อนุมัติมาถูกอนุมัติเงินมาแล้ว 1,200 ล้านบาท เท่าที่ทราบจะขอกว่า 10,000 ล้านบาท แต่เมื่อผ่านการกลั่นกรองและพิจารณา ไปถึงกระทรวงการคลังก็ได้รับอนุมัติกลับมาที่ 1,200 ล้านบาท ยอมรับว่าอาจไม่เพียงพอต่อการส่งนักกีฬาไปแข่งขัน แต่ผมมีหน้าที่ต้องหาทางต้องหาทางจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยสามารถส่งนักกีฬาไปได้พอ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5563687/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1i94aGUrSLvncMGVQEpgsZ

  • ททท. เปิด Tourism Product Highlight 2026 ดันเที่ยวไทยยั่งยืน ตั้งเป้ารายได้ 3 ล้านล้าน

    ททท. เปิด Tourism Product Highlight 2026 ดันเที่ยวไทยยั่งยืน ตั้งเป้ารายได้ 3 ล้านล้าน

    ททท. เปิดตัว Tourism Product Highlight 2026 รวมสินค้าและเส้นทางท่องเที่ยวคุณภาพ ยกระดับมาตรฐานสากล มุ่งสร้างรายได้ท่องเที่ยว 3 ล้านล้านบาท ปี 2569


    วันนี้ (2 กุมภาพันธ์ 2569) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดงานแถลงข่าว Tourism Product Highlight 2026Neilson Hays Library เพื่อนำเสนอความพร้อมและศักยภาพสินค้า–บริการท่องเที่ยวไทยในปี 2569 โดยมุ่งยกระดับคุณภาพเส้นทางและประสบการณ์ให้สอดคล้องกับเทรนด์โลกที่ให้ความสำคัญกับสุขภาวะ ความสมดุลชีวิต และการเดินทางที่มีความหมาย ผ่านความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสู่มาตรฐานสากล

    นางสาว**ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์** ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท. เดินหน้าสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการพัฒนาสินค้าเชิงคุณภาพ ภายใต้ 3 แกนหลัก ได้แก่ การออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ทรงคุณค่าและพร้อมขาย การเชื่อมโยงนักท่องเที่ยวกับชุมชน วัฒนธรรม และวิถีท้องถิ่นอย่างมีส่วนร่วม และการยกระดับผู้ประกอบการผ่านมาตรฐาน TAT Certified อาทิ STGs STAR, Thailand Tourism Awards และ Trusted Thailand เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่น ความปลอดภัย และขีดความสามารถการแข่งขันของไทยในตลาดโลก

    สำหรับไฮไลต์ Tourism Product Highlight 2026 ครอบคลุมเส้นทางและประสบการณ์หลากหลาย อาทิ Luxury Voyage Thailand, Romance in Thailand, From Dusk till Dawn 60 จุดหมายยามค่ำคืน, Thai Craft Destination, Local Experience, Worth-Life Balance, 5 Must Do in Thailand, Travel with Care กระบี่, UNESCO Thailand 7 เส้นทาง, Krabi Prototype และ Rail Rover Thailand 10 เส้นทาง พร้อมกันนี้ ททท. ยังผลักดันความยั่งยืนผ่านรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย 151 รางวัล โครงการ STGs STAR และตรา Trusted Thailand โดยภายในงานมีอินฟลูเอนเซอร์ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ และกิจกรรม Product Showcase–Workshop เพื่อการต่อยอดเชิงพาณิชย์ในอนาคต ทั้งนี้คาดว่าการนำเสนอสินค้าเชิงคุณค่าจะช่วยผลักดันรายได้ท่องเที่ยวสู่เป้าหมาย 3 ล้านล้านบาทในปี 2569


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mono29.com/news/541362.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TqWhSqpenyPpvysYF0p_r

  • ‘อรรถกร’เชิญส.ประกันวินาศภัย หาทางทำประกันให้นักกีฬา เพื่อลดค่าใช้จ่าย-ยกระดับเทียบสากล

    ‘อรรถกร’เชิญส.ประกันวินาศภัย หาทางทำประกันให้นักกีฬา เพื่อลดค่าใช้จ่าย-ยกระดับเทียบสากล

    เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2569 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายธันว์ วุฒิธรรม ประธานคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประชุมร่วมกับ นายสมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เพื่อหารือแนวทางการทำประกันรูปแบบต่าง ๆ ให้กับทัพนักกีฬาไทยในการแข่งขันมหกรรมกีฬา รวมถึงการยกระดับสิทธิ์การรักษาพยาบาลของนักกีฬาและบุคลากรทางการกีฬา

    โดยภายหลังการประชุม นายธันว์ได้เปิดเผยว่า รัฐมนตรีอรรถกรมอบหมายให้กระทรวงฯทำงานใกล้ชิดกับ กกท. สร้าง workshop ขึ้นมาศึกษาข้อกฎหมาย และประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น ทั้งนี้กำชับไม่ให้สร้างภาระเพิ่มเติมแก่ กกท. หรือกองทุนพัฒนากีฬาฯ  โดยจะเน้นไปที่ 3 เป้าหมายหลัก คือ 

    1.การออกแบบผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ครอบคลุมต่อคณะนักกีฬา ให้อุ่นใจทั้งคณะฯและครอบครัว

     2.ใช้ความประหยัดต่อขนาดเพื่อต่อรองเบี้ยประกัน หากแต่ละสมาคมกีฬามีการทำประกันอยู่แล้ว จะใช้การรวมศูนย์เพื่อให้ได้เบี้ยที่ถูกลงหรือต่อรองสวัสดิการที่ดีขึ้นได้หรือไม่

     3. การสร้างสวัสดิการรักษาพยาบาลเทียบเท่าเอกชนให้แก่คณะนักกีฬา ทั้งก่อนและหลังการรับใช้ชาติ

    ทั้งนี้แม้จะเป็นรัฐบาลรักษาการ แต่ก็ยังสามารถเดินหน้าทำเพื่อประโยชน์ของวงการกีฬาได้อยู่ หากไม่แล้วเสร็จภายในยุคสมัยนี้ก็จะเป็นเรื่องดี ๆ ที่ส่งต่อให้แก่รัฐมนตรีท่านต่อไปได้สานต่อ ตั้งเป้าให้ทันมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ในปลายปีนี้ เพื่อนำร่องและวัดประเมินผลความคุ้มค่า

    โดยรัฐมนตรีอรรถกรได้พูดในที่ประชุมตอนหนึ่งว่า “เราต้องการยกระดับเรื่องสวัสดิการ ทั้งนักกีฬาที่ยังรับใช้ชาติอยู่และที่พ้นไปแล้ว ท่านเหล่านี้เคยทำหน้าที่เพื่อประเทศ สร้างความสุขให้พวกเราหลายครั้งครา เราจึงต้องวางระบบสวัสดิการให้ครอบคลุม เพื่อให้มั่นใจว่าวีรบุรุษนักกีฬาของเราจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีและได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง แม้ในวันที่เขาไม่ได้ลงสนามแข่งขันแล้วก็ตาม”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/sport-news/941592/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VE9JLWA_P6gKj24WjvAod