Category: ท่องเที่ยว

  • เทียบฟอร์มนโยบายหาเสียง 4 พรรค ดันท่องเที่ยวปั๊มเศรษฐกิจ

    เทียบฟอร์มนโยบายหาเสียง 4 พรรค ดันท่องเที่ยวปั๊มเศรษฐกิจ

    เพื่อไทย มุ่งดันท่องเที่ยวเศรษฐกิจมูลค่าสูง

    นายสุรเกียรติ เทียนทอง ผู้แทนจากพรรคเพื่อไทย ได้เปิดเผยถึงแกนนโยบายหลักของพรรคเพื่อไทยที่มุ่งเน้นการสร้างเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูง (High Value Economy) โดยเฉพาะในภาคบริการซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยว โดยมีรายละเอียดนโยบายที่ครอบคลุมทั้งการพัฒนาบุคลากร การดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ และการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ ดังนี้

    1.ยกระดับทักษะแรงงาน “เรียนได้งบ จบได้งาน” พรรคเพื่อไทยเล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาฝีมือแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการผ่านนโยบาย Up-skill และ Re-skill โดยพรรคเข้าใจดีว่าแรงงานที่ต้องการพัฒนาทักษะมักกังวลเรื่องการขาดรายได้ระหว่างการฝึกอบรม

    จึงเสนอนโยบายจ่ายเงินชดเชยให้เดือนละ 10,000 บาท ในระหว่างการอบรม และเมื่อจบหลักสูตรแล้วจะมีการ Matching งานให้ทันทีเพื่อให้แรงงานกลับเข้าสู่ระบบพร้อมทักษะที่สูงขึ้น

    2.ดันไทยสู่ World Class Destination และศูนย์กลางการแพทย์ ในด้านการดึงดูดนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็น World Class Event Destination: มุ่งชักชวนการจัดอีเวนต์ระดับโลกเข้ามาในไทยอย่างต่อเนื่องเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว

    สุรเกียรติ เทียนทอง

    Medical, Health and Beauty Hub ใช้จุดแข็งด้านการแพทย์และบริการที่เป็นยอมรับระดับสากล โดยเฉพาะการรักษาเฉพาะทางและการผ่าตัดศัลยกรรม/แปลงเพศ เพื่อดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีการใช้จ่ายสูง (High Spending) และพำนักในไทยนาน 7-10 วัน

    Wedding Destination โดยเฉพาะกลุ่ม LGBTQ+ หลังจากการผ่าน พรบ. สมรสเท่าเทียม ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและนิยมเดินทางมาจัดงานแต่งงานในประเทศไทย

    3.ยุทธศาสตร์ปั้น “เมืองรอง” ป้องกันปัญหา Over-tourism พรรคมีแผนพัฒนาเมืองรองที่มีศักยภาพให้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวหลักภายใน 10 ปี เพื่อขยายขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวให้ถึง 40 ล้านคนโดยไม่เกิดปัญหาความแออัดจนเกินไป

    กลยุทธ์สำคัญ คือ การทำให้เกิด Yearly Schedule รัฐจะสนับสนุนให้เอกชนจัดกิจกรรมหลักๆ ในเมืองรอง อาทิ MusicMarketing โดยรัฐอำนวยความสะดวกเรื่องใบอนุญาตและจัดทำตารางกิจกรรมล่วงหน้า 3-5 ปี เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน มีการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนโรงแรมระดับ 3 ดาวในพื้นที่เมืองรอง และการพัฒนา Transportation Loop พัฒนาการเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างเมืองหลักและเมืองรองให้เป็นระบบ

    4.สร้างสมดุลตลาดออนไลน์และเพิ่มความปลอดภัยด้วยเทคโนโลยี ในส่วนของการรับมือกับแพลตฟอร์มจองที่พักออนไลน์ (OTA) ที่มีการเก็บค่า GP สูง พรรคเพื่อไทยมีแนวคิดให้รัฐเข้ามามีบทบาทในลักษณะ Affiliate เพื่อสร้าง Marketing Power และสร้างสมดุลในตลาดโดยไม่เข้าไปแทรกแซงตลาดเสรีจนเกินไป นอกจากนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว

    พรรคจะผลักดันนโยบาย Digital Government เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่และลดปัญหาคอร์รัปชัน รวมถึงมีแนวคิดดึงภาคเอกชนลงทุนในระบบความปลอดภัย เช่น กล้องวงจรปิด (CCTV) เนื่องจากรัฐมีข้อจำกัดด้านงบประมาณในการซ่อมบำรุง (M&E) เพื่อให้การดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวมีความต่อเนื่องและยั่งยืน

    พรรคประชาชน รุกแก้ทุนเทา อัดฉีดงบ สร้างจุดขายใหม่ท่องเที่ยว

    ดร.สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้นำเสนอนโยบายการท่องเที่ยวที่มุ่งเน้นการสนับสนุนภาคเอกชนซึ่งเป็นกลไกหลักที่เข้มแข็งในการพยุงเศรษฐกิจ  โดยพรรคได้วิเคราะห์ปัญหาสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปัจจุบันว่ามีการกระจุกตัวสูง ทั้งในเชิงพื้นที่ที่เม็ดเงินกว่า 70% อยู่ในเพียง 5 จังหวัด และในเชิงฤดูกาลที่เน้นเฉพาะช่วง High Season เท่านั้น

    ดร.สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล

    นอกจากนี้ยังเผชิญกับภาวะนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่กลับมาเที่ยวซ้ำเนื่องจากขาดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ มานานกว่า 10 ปี เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการขยายตัวของอุตสาหกรรม พรรคประชาชนได้เสนอแนวทางขับเคลื่อนผ่าน 5 โจทย์หลัก ดังนี้

    1. การปราบปรามทุนเทาและธุรกิจนอมินีอย่างถอนรากถอนโคน โดยประเด็นเร่งด่วนที่สุด เนื่องจากมีการประเมินว่าเม็ดเงินท่องเที่ยวประมาณ 20-30%ตกอยู่ในกลุ่มทุนเทาหรือนอมินี ทำให้ผู้ประกอบการไทยที่ทำถูกต้องตามกฎหมายไม่สามารถแข่งขันได้เพราะถูกตัดราคา โดยพรรคเสนอมาตรการจัดการ 3 ระดับ

    • ต้นทาง: ตรวจสอบบริษัทบัญชีและที่ปรึกษากฎหมายที่ช่วยจัดตั้งนอมินี
    • กลางทาง: สร้างระบบรับแจ้งเรื่องร้องเรียนที่โปร่งใสผ่าน “กระดานสาธารณะ” บนเว็บไซต์ เพื่อให้ประชาชนติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่ได้ว่ามีการตรวจสอบธุรกิจต้องสงสัยแล้วหรือไม่
    • ปลายทาง: บังคับใช้กฎหมายอายัดทรัพย์สินที่ได้จากการทำธุรกิจผิดกฎหมายอย่างจริงจัง

    2. การสร้าง “Man-made Destination”และแหล่งท่องเที่ยวใหม่ เพื่อกระจายนักท่องเที่ยวสู่เมืองรองและดึงดูดการเที่ยวซ้ำ พรรคมีนโยบายเตรียมงบประมาณ 5,000 – 10,000 ล้านบาท เพื่อสร้างแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น (Man-made destination) ขนาดใหญ่ 5-10 แห่ง ทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังจะสนับสนุนงบประมาณก้อนละ 200 ล้านบาท ให้กับเมืองรอง 25 แห่ง

    ประชาธิปัตย์ ชูยุทธศาสตร์ 3 ระยะ ฝ่ากระแสโลกเปลี่ยน

    นายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้นำเสนอวิสัยทัศน์และนโยบายการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งถูกมองว่าเป็นเครื่องยนต์สำคัญทางเศรษฐกิจที่จะช่วยต่อยอดรายได้ของประเทศ โดยมีการวิเคราะห์สถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไปผ่านแนวคิด “4D” และนำเสนอแนวทางที่รัฐจะต้องปรับบทบาทจากการเป็นผู้กำกับดูแลมาเป็น “ผู้สนับสนุน” (Enabler) อย่างเต็มตัว

    วีระพงษ์ ประภา

    พรรคประชาธิปัตย์ชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงใหญ่ 4 ด้าน หรือ 4D ได้แก่

    • Decarbonization: ภาวะโลกร้อนที่กระทบต่อเทรนด์การท่องเที่ยวทั่วโลก
    • Digitalization: การนำเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในอุตสาหกรรม
    • Demographic Change: การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรในการเข้าถึงทรัพยากร
    • De-coupling: สมรภูมิทางการค้าที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและบทบาทของไทยในเวทีโลก

    นอกจากนี้ แม้การท่องเที่ยวจะสร้างรายได้ถึง 12% ของประเทศและจ้างงานกว่า 1 ล้านคน แต่ความน่าดึงดูดของไทยกำลังเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากประเทศเพื่อนบ้าน

    พรรคประชาธิปัตย์เสนอแนวทางให้รัฐทำหน้าที่เป็น Enabler หรือผู้ผลักดันภาคเอกชน ผ่าน 3 กลไกหลัก ได้แก่

    • ชี้ทาง รัฐต้องกำหนดเป้าหมายใหม่ๆ และชี้เป้าเรื่องการลงทุน
    • เปิดทาง การลดอุปสรรคทางกฎหมายที่ซับซ้อน โดยเสนอให้มีการออก “Super Act” หรือกฎหมายแม่บทเพื่อทบวงจัดสางกฎหมายที่ล้าสมัยและเป็นภาระต่อเอกชน
    • ไม่ขวางทาง ลดขั้นตอนทางราชการเพื่อให้เอกชนทำงานได้คล่องตัวขึ้น

    พร้อมเดินหน้ายุทธศาสตร์การทำงาน 3 ระยะ ประกอบด้วย 1. ระยะสั้น: แก้ไขและสร้างความเชื่อมั่นเน้นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด มีระบบรับเรื่องร้องเรียนและปิดเคสอย่างรวดเร็วผ่านแอปพลิเคชันร่วมกับเอกชน

    พร้อมทั้งนำมาตรการ “เที่ยวคนละครึ่ง” กลับมาใช้ในช่วง Low Season เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้จะผลักดันระบบ Open Data และ Common Platform เพื่อให้ทุกหน่วยงานแชร์ข้อมูลนักท่องเที่ยวร่วมกัน ซึ่งจะช่วยให้ AI สามารถนำข้อมูลไปใช้ให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น

    2. ระยะกลาง: เปิดตลาดใหม่และยกระดับศักยภาพ มุ่งเน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพและกลุ่มความสนใจเฉพาะ (Segment) เช่น: Wellness และ Medical Tourism: รวมถึงการท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ LGBTQ+, ความยั่งยืน (ESG): เน้นมาตรฐานสิ่งแวดล้อมเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากยุโรปที่ให้ความสำคัญกับคาร์บอนฟุตพริ้นท์, MICE Tourism: ใช้จุดแข็งของไทยในการเป็นศูนย์กลางองค์กรระหว่างประเทศและเตรียมพร้อมการเป็นประธานอาเซียนในปี 2571 เพื่อดึงดูดการประชุมระดับโลก

    กองทุนส่งเสริมเมืองรอง: จัดสรรงบประมาณและ Seed Capital เพื่อยกระดับวัฒนธรรมท้องถิ่น (เช่น ทรงวาดโมเดล) ผ่านเครือข่ายศิลปินและภาคประชาสังคม และ คูปองการศึกษา: ให้แรงงานในภาคท่องเที่ยวสามารถนำไปใช้ “อัปสกิล-รีสกิล” ด้านภาษาอังกฤษ คอมพิวเตอร์ และการตลาด

    3. ระยะยาว: โครงสร้างพื้นฐานและการค้าเสรีเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างการเชื่อมโยง (Connectivity) ระหว่างเมืองหลักและเมืองรองอย่างชัดเจน สนับสนุนการสร้าง Man-made Destination โดยใช้มาตรการทางภาษีจูงใจและลดอุปสรรคด้านการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม

    สุดท้ายคือการใช้การเจรจา FTA (การค้าเสรี) เพื่อเปิดทางให้เกิดการร่วมทุนด้านเทคโนโลยีและพัฒนาระบบ Payment ต่างๆ ให้เป็นรูปธรรมในระดับสากล 

    ภูมิใจไทย ยกระดับท่องเที่ยวใต้

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึง นโยบายการท่องเที่ยวของพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะการยกระดับการท่องเที่ยวภาคใต้ จากทรัพยากรที่มี สู่รายได้ที่ยั่งยืน

    พิพัฒน์ รัชกิจประการ

    โดยมองว่าภาคใต้มีแหล่งท่องเที่ยวที่สมบูรณ์แต่ที่ผ่านมา รายได้จากการท่องเที่ยวยัง “ไม่เต็มศักยภาพ” ถึงเวลาวางรากฐานพัฒนาการท่องเที่ยวใหม่อย่างเป็นระบบ เชื่อมสองฝั่งทะเลอันดามัน–อ่าวไทย พัฒนาเมืองหลัก–เมืองรอง ให้เที่ยวได้ทั้งปีฟื้นแหล่งท่องเที่ยวชุมชน  ครอบคลุม สงขลา นครศรีธรรมราช พัทลุง  “สร้างงาน สร้างรายได้ถึงมือคนในพื้นที่”และยกระดับ “สามเหลี่ยมเมืองท่องเที่ยว”พังงา–กระบี่–ภูเก็ต ให้ธุรกิจแข็งแรงได้อย่างยั่งยืน

    ผมขอเสนอการพัฒนา สามเหลี่ยมเศรษฐกิจท่องเที่ยวฝั่งอันดามัน ภูเก็ต – พังงา – กระบี่ ให้เติบโตอย่างมีทิศทางและแตกต่าง โดยภูเก็ต ศูนย์กลางท่องเที่ยวพรีเมียม เชื่อมโลก พังงา เมืองท่องเที่ยวสายรักษ์โลก ผมผลักดัน เกาะคอเขา เป็นต้นแบบ เกาะคาร์บอนต่ำยานพาหนะทั้งเกาะเป็น EV

    ส่วนกระบี่ เพชรเม็ดงามแห่งอันดามันคลองท่อมมี “น้ำพุร้อนเค็ม” แห่งที่ 2 ของโลกพร้อมน้ำตกร้อน–สระมรกต แหล่งธรรมชาติระดับโลก ขณะเดียวกัน ฝั่งอ่าวไทย

    ผมเดินหน้า ฟื้นฟูการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรม พัฒนาชุมชนรอบทะเลสาบสงขลา 142 ชุมชน ครอบคลุม สงขลา นครศรีธรรมราช พัทลุง ต่อยอด หนึ่งตำบล หนึ่งอาชีพอิสระสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ ที่ยังคงเอกลักษณ์ไว้ รวมถึงพัฒนาระบบ คมนาคม เชื่อมถนน รถไฟ เครื่องบิน และการเดินทางทางทะเลอย่างครบวงจร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/650579&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-RPziUcc4mzwLw7bk_YFh

  • ปล่อยน้ำเสียลงทะเลพัทยา น้ำดำปี๋สะเทือนท่องเที่ยว นายกพัทยาสั่งตรวจสอบด่วน!

    ปล่อยน้ำเสียลงทะเลพัทยา น้ำดำปี๋สะเทือนท่องเที่ยว นายกพัทยาสั่งตรวจสอบด่วน!

    วิดีโอ

    ปล่อยน้ำเสียลงทะเลพัทยา น้ำดำปี๋สะเทือนท่องเที่ยว นายกพัทยาสั่งตรวจสอบด่วน!

    3 ก.พ. 2569 11:29 น.

    วิจารณ์สนั่นกับภาพรถบรรทุกปล่อยน้ำลักษณะสีดำ ไหลลงสู่ทะเลบริเวณชายหาดจอมเทียน เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ส่งผลให้น้ำทะเลบริเวณดังกล่าว เปลี่ยนสีอย่างผิดปกติ สร้างความกังวลต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/video/channel/thairath_news/news-update/1179954&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZHO4xlyC2Gmx_kgBUnvhr

  • ดัชนีเชื่อมั่นธุรกิจม.ค.แผ่ว หลังจบเทศกาลท่องเที่ยวปลายปี-ปิดจ๊อบมาตรการภาครัฐ : อินโฟเควสท์

    ดัชนีเชื่อมั่นธุรกิจม.ค.แผ่ว หลังจบเทศกาลท่องเที่ยวปลายปี-ปิดจ๊อบมาตรการภาครัฐ : อินโฟเควสท์

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจเดือนม.ค.69 ปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากเดือนธ.ค.68 มาอยู่ที่ระดับ 49.1 นำโดยด้านต้นทุน การจ้างงาน และคำสั่งซื้อ ตามความเชื่อมั่นภาคที่มิใช่การผลิต ที่ปรับลดลงจากเดือนก่อนหน้าในทุกองค์ประกอบ โดยเฉพาะด้านคำสั่งซื้อ นำโดยกลุ่มโรงแรมและร้านอาหาร หลังจากผ่านพ้นช่วงกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ 1.เทศกาลท่องเที่ยวในช่วงปลายปี 2.การแข่งขันซีเกมส์ในเดือนธ.ค. และ 3.การสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล อาทิ เที่ยวดีมีคืน อย่างไรก็ดี ความเชื่อมั่นของกลุ่มโรงแรมและร้านอาหาร ยังอยู่เหนือระดับ 50 เนื่องจากยังเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว

    ขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นของกลุ่มค้าปลีกปรับลดลง ทั้งจากการค้าปลีกยานยนต์หลังจบงาน Motor Expo และการค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ความเชื่อมั่นปรับลดลงหลังสิ้นสุดโครงการคนละครึ่งพลัส รวมถึงกำลังซื้อในประเทศที่ยังอ่อนแอ ขณะที่ความเชื่อมั่นภาคการผลิตปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน โดยเฉพาะด้านกาผลิตและผลประกอบการ นำโดยกลุ่มผลิตยางพารา หลังสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลาย

    รวมทั้งกลุ่มผลิตเหล็ก ที่ความเชื่อมั่นปรับดีขึ้นจากการนำเหล็กไปใช้ในหลายอุตสาหกรรม อาทิ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงการก่อสร้างโรงงานนิคมอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นภาคการผลิตโดยรวม ยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 สะท้อนถึงภาวะธุรกิจที่ยังฟื้นตัวช้า

    โดยในอีก 3 เดือนข้างหน้าดัชนีฯ ปรับลดลงในเกือบทุกองค์ประกอบ นำโดยด้านการผลิต ต้นทุน และคำสั่งซื้อ ตามความเชื่อมั่นภาคการผลิตที่ปรับลดลงในเกือบทุกหมวดธุรกิจ นำโดยกลุ่มผลิตพลาสติก และกลุ่มผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่ความเชื่อมั่นด้านคำสั่งซื้อปรับลดลงมาก ส่วนหนึ่งจากความไม่แน่นอนของนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ รวมทั้งกลุ่มผลิตยานยนต์ โดยเฉพาะรถกระบะที่ถูกกดดันจากความไม่แน่นอนของรายได้ลูกค้า เช่น เกษตรกร

    เช่นเดียวกับความเชื่อมั่นภาคที่มิใช่การผลิต ที่ปรับลดลงในทุกหมวดธุรกิจ ท่ามกลางความไม่แน่นอนก่อนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ทำให้คำสั่งซื้อและปริมาณการให้บริการปรับลดลงมาก นำโดยกลุ่มโรงแรมและร้านอาหาร ที่ความเชื่อมั่นลดลงตามการเข้าสู่ช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว ประกอบกับการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้นจากประเทศคู่แข่งในภูมิภาค ขณะเดียวกัน กลุ่มอสังหาริมทรัพย์มีความเชื่อมั่นลดลง เพราะยังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวของยอดขายที่อยู่อาศัย จากกำลังซื้อของลูกค้าที่หดตัว และเห็นผลลามไปถึงที่อยู่อาศัยในราคาระดับ 50 ล้านบาท

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/566100&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3raPwZI7sISCJLvcnZw2N3

  • เตือนนทท.ระวังทัวร์เถื่อน นำเที่ยว สปป.ลาว หลังถูกร้องเรียนเพียบ แนะเช็คข้อมูลกรมการท่องเที่ยวก่อนซื้อทัวร์

    เตือนนทท.ระวังทัวร์เถื่อน นำเที่ยว สปป.ลาว หลังถูกร้องเรียนเพียบ แนะเช็คข้อมูลกรมการท่องเที่ยวก่อนซื้อทัวร์

    ภูมิภาค

    เตือนนทท.ระวังทัวร์เถื่อน นำเที่ยว สปป.ลาว หลังถูกร้องเรียนเพียบ แนะเช็คข้อมูลกรมการท่องเที่ยวก่อนซื้อทัวร์

    วันอังคาร ที่ 03 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.18 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ภายหลังมีการเปิดด่านสากลบ้านคกไผ่ บรรยากาศที่จุดผ่านแดนคกไผ่ บ้านคกไผ่ อ.ปากชม จ.เลย เป็นไปอย่างคึกคัก นักท่องเที่ยวทั้งจากฝั่งไทยที่เดินทางไปท่องเที่ยวยังแขวงเวียงจันทน์และสปป.ลาว รวมไปถึงแรงงานชาว สปป.ลาว เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยตลอดทั้งวัน ซึ่งจุดผ่านแดนแห่งนี้ เพิ่งได้รับการปรับปรุง ยกระดับให้อำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชนทั้งสองฝั่ง และนักท่องเที่ยวทั่วไปสามารถใช้พาสปอร์ตแสดงตัวผ่านเข้าออกได้

    ล่าสุดมีแหล่งข่าวรายหนึ่ง บอกว่า ตอนนี้ ว่ามีการลักลอบจัดทริป ท่องเที่ยวโดยทางผู้จัดไม่มีใบอนุญาตนำเที่ยว และไม่มีการทำประกันภัยให้กับนักท่องเที่ยวตาม พระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 ของกรมการท่องเที่ยวของไทย

    ดังนั้นผู้ที่ซึ่งจะจัดทริปทัวร์ท่องเที่ยว หรือนำนักท่องเที่ยวจากไทยเดินทางออกไปท่องเที่ยว นอกราชอาณาจักรไทย ในรูปแบบเป็นหมู่คณะต้องเป็นผู้ที่มีใบอนุญาต ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยวประเภททั่วไป ซึ่งหากเกิดความผิดพลาดระหว่างการเดินทาง หรือมีเหตุการไม่คาดคิดเกิดขึ้นทางผู้จัดทริป ที่ไม่มีใบอนุญาตต้องด้รับโทษตามกฎหมายจึงอยากฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานทะเบียนนำเที่ยว และมัคคุเทศก์ ท่องเที่ยวกีฬาจังหวัด ตำรวจท่องเที่ยว

    ฝากไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการท่องเที่ยว ให้เข้าไปตรวจสอบบริเวณด่านชายแดนบ้านคกไผ่ โดยละเอียดด้วย รวมไปถึงให้ตรวจเช็คเปิดผู้ที่โฆษณาขายทัวร์ต่างประเทศผ่านทางเฟสบุ๊ก ให้แน่ชัดว่าเขามีใบอนุญาตนำเที่ยวถูกต้องหรือไม่ เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนและสิทธิประโยชน์ของนักท่องเที่ยวเอง

    โดยนักท่องเที่ยวทุกท่านสามารถตรวจสอบผู้ประกอบการนำเที่ยวได้ด้วยตนเองผ่าน กรมการท่องเที่ยว โดยทางกรมท่องเที่ยว จะมีการแนะนำวิธีตรวจสอบสถานะของบริษัททัวร์นำเที่ยวได้ด้วยตนเอง ผ่านออนไลน์ที่เว็บไซต์กรมการท่องเที่ยวhttps://www.dot.go.thเพื่อตรวจสอบใบอนุญาต ก่อนตัดสินใจซื้อทัวร์ท่องเที่ยวและป้องกันการถูกหลอกจากทัวร์เถื่อน ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่เปิดธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับอนุญาต

    สำหรับทัวร์เถื่อนที่ประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่รับใบอนุญาต หรือประกอบธุรกิจนำเที่ยวในระหว่างถูกสั่งพักใบอนุญาต มีความผิดตามมาตรา 80 พระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ ประชาชนสามารถร้องเรียนเกี่ยวกับบริษัทนำเที่ยว การซื้อบริการนำเที่ยวและการใช้บริการมัคคุเทศก์ ผ่านคอลเซ็นเตอร์กรมการท่องเที่ยว โทรศัพท์ 024011111 ตลอด 24 ชั่วโมง
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/464672&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dzfN6qdEjAZxaeB44fbve

  • หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวเด้งขึ้นรับสัญญาณดีเที่ยวบินจีนเข้าไทยสัปดาห์นี้เร่งตัวมากสุดในภูมิภาค : อินโฟเควสท์

    หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวเด้งขึ้นรับสัญญาณดีเที่ยวบินจีนเข้าไทยสัปดาห์นี้เร่งตัวมากสุดในภูมิภาค : อินโฟเควสท์

    เมื่อเวลา 10.24 น. CENTEL บวก 4.26% เพิ่มขึ้น 1.50 บาท มาที่ 36.75 บาท มูลค่าการซื้อขาย 47.45 ล้านบาท

    BA บวก 3.90% เพิ่มขึ้น 0.60 บาท มาที่ 16.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 65.81 ล้านบาท

    MINT บวก 3.33% เพิ่มขึ้น 0.80 บาท มาที่ 24.80 บาท มูลค่าการซื้อขาย 308.59 ล้านบาท

    ERW บวก 3.13% เพิ่มขึ้น 0.08 บาท มาที่ 2.64 บาท มูลค่าการซื้อขาย 23.16 ล้านบาท

    AWC บวก 2.73% เพิ่มขึ้น 0.06 บาท มาที่ 2.26 บาท มูลค่าการซื้อขาย 37.00 ล้านบาท

    AOT บวก 1.96% เพิ่มขึ้น 1.00 บาท มาที่ 52.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 343.15 ล้านบาท

    บล.กรุงศรี ระบุว่า สัญญาณเที่ยวบินจีนเข้าไทย สัปดาห์นี้ (3 ก.พ.) +17% WoW เร่งสุดในภูมิภาค ระยะสั้นเป็นภาพเที่ยวบินจากจีนที่เร่งสุดในภูมิภาค vs ฮ่องกง +5% WoW มาเก๊า -3%WoW ปัจจุบันกำลังให้บริการจีนสู่ไทยขยับสู่ 70% ของ Pre-COVID

    ถือเป็นสัญญาณดีต่อเนื่อง จากรายงานผู้ใช้บริการสนามบิน AOT สัปดาห์สุดท้ายของ ม.ค. ที่ระดับหดตัว YoY แทบไม่เร่งขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า แม้ฐานสูงขึ้นจากช่วงเทศกาลตรุษจีน

    เรามองความเชื่อมั่นต่อการฟื้นตัวภาคบริการของตลาดจะเร่งขึ้นเป็นลำดับนับจากนี้ บวกต่อหุ้นอิงภาคบริการ ท่องเที่ยว CENTEL AWC สนามบิน AOT ภาคบริการ CPALL, BH Best Picks: เน้นกลุ่มได้ประโยชน์ก่อนลำดับต้น CENTEL, AWC, AOT

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/566067&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gxnAHGlkJJydyO5SH7TPu

  • แชร์ว่อนโซเชียล! คลิปปล่อยน้ำเสียลงทะเลจอมเทียน น้ำดำปี๋สะเทือนท่องเที่ยว

    แชร์ว่อนโซเชียล! คลิปปล่อยน้ำเสียลงทะเลจอมเทียน น้ำดำปี๋สะเทือนท่องเที่ยว

    (3 ก.พ. 69) จากกรณี เพจเฟซบุ๊ก CSILA โพสต์ภาพเหตุการณ์อ้างว่า เกิดขึ้นบริเวณชายหาดจอมเทียน เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยในคลิปปรากฏภาพรถบรรทุกสีเหลืองกำลังปล่อยน้ำลักษณะสีดำไหลลงสู่ทะเล ส่งผลให้น้ำทะเลบริเวณดังกล่าวเปลี่ยนสีอย่างผิดปกติ สร้างความกังวลต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และภาพลักษณ์การท่องเที่ยวอย่างหนัก

    หลังคลิปถูกเผยแพร่ออกไป มีผู้ใช้เฟซบุ๊กจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง พร้อมตั้งคำถามถึงการควบคุมงานก่อสร้าง และมาตรการป้องกันผลกระทบต่อทะเลและนักท่องเที่ยว

    ล่าสุด ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณชายหาดจอมเทียน ตรงข้ามซอย 14 พบว่าเป็นพื้นที่โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ชายหาดจอมเทียน ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างวางระบบท่อระบายน้ำและบ่อพักน้ำ เพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนในช่วงฤดูฝน และแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่

    ผู้สื่อข่าวได้ใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) บินสำรวจพื้นที่โดยรอบพบว่าสภาพน้ำทะเลกลับมาเป็นปกติ ไม่พบคราบน้ำสีดำในทะเลแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ก่อสร้างยังพบบ่อพักน้ำขนาดใหญ่ และจุดดักน้ำเสียบริเวณชายหาด ซึ่งมีลักษณะน้ำสีดำอยู่ภายใน

    จากการสอบถามผู้รับเหมารายหนึ่ง ให้ข้อมูลว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากอุบัติเหตุระหว่างการทำงาน โดยปกติจะใช้เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ดูดน้ำเสียจากบ่อพักหลักไปยังบ่อพักย่อย แต่เครื่องสูบน้ำเกิดหลุดตกลงไปในบ่อ ทำให้ระบบขัดข้องและเกิดการดูดน้ำเสียออกมาโดยไม่ตั้งใจ ส่วนรถบรรทุกสีเหลืองที่ปรากฏในคลิป เป็นรถที่ผู้รับเหมาจ้างช่วงมาอีกทอดหนึ่ง ซึ่งเกิดปัญหาขัดข้องระหว่างการทำงาน จึงปล่อยน้ำที่ดูดขึ้นมาใส่บ่อพักย่อย ไม่ได้ปล่อยลงทะเลตามที่สังคมเข้าใจ

    ขณะที่ นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา หลังทราบเรื่อง ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เมืองพัทยาเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา สาขาย่อยโค้งดงตาล เพื่อดำเนินคดีกับผู้รับจ้างที่เกี่ยวข้อง พร้อมมอบหมายให้ทีมนักวิทยาศาสตร์เมืองพัทยาลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำทะเล เพื่อนำไปตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างละเอียด

    นายกเมืองพัทยาย้ำว่า เมืองพัทยาให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยของประชาชน สิ่งแวดล้อม และนักท่องเที่ยว พร้อมสั่งการให้เร่งแก้ไขปัญหาโดยด่วน และจะไม่ละเลย หากพบการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดกฎหมาย หรือส่งผลกระทบต่อทะเล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/crime/N7TJk9CPM&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1e-El7fKhSFBBcV6UzFPHd

  • กรมพัฒนาธุรกิจฯ ผนึกพันธมิตร ลุย “ภูเก็ต” ตรวจธุรกิจต้องสงสัย สกัดวงจรนอมินี พบพิรุธอื้อ

    กรมพัฒนาธุรกิจฯ ผนึกพันธมิตร ลุย “ภูเก็ต” ตรวจธุรกิจต้องสงสัย สกัดวงจรนอมินี พบพิรุธอื้อ

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า พร้อม 5 พันธมิตรด้านปราบปรามนอมินี ลงพื้นที่ ‘ภูเก็ต’ ตรวจธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง พบพิรุธอื้อ ทั้งธุรกิจมีที่ตั้งเดียวกันหลายแห่ง แอบอ้างเป็นกรรมการให้ข้อมูลเจ้าหน้าที่ และพนักงานสำนักงานบัญชี/กฎหมายเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการในบริษัทคนต่างชาติ ส่อพฤติกรรมเป็นนอมินีชัดเจน ฟันไม่เลี้ยง!! ที่เห็นผิดจริงส่งดำเนินคดีทันที รายที่ดูคลุมเครือเรียกเข้าชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติม

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29-30 มกราคม 2569 กรมพัฒนาธุรกิจการค้าส่งทีมปราบนอมินีเข้าร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร 5 หน่วยงาน ได้แก่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต ตรวจคนเข้าเมืองภูเก็ต สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดภูเก็ต และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดภูเก็ต ลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต ตรวจสอบกลุ่มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ทั้งธุรกิจนำเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และเรือเช่า ซึ่งมีพฤติกรรมต้องสงสัยว่ามีการใช้ชื่อคนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติหรือนอมินี เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

    เบื้องต้นได้ตรวจสอบธุรกิจกลุ่มเป้าหมายต้องสงสัยจำนวน 10 ธุรกิจ และตรวจสำนักงานบัญชีและสำนักงานกฎหมายที่ต้องสงสัยว่าให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนชาวต่างชาติในการใช้คนไทยถือหุ้นแทน โดยภูเก็ตเป็นจังหวัดพื้นที่เสี่ยง มีบริษัทจำนวน 29,090 ราย ในจำนวนนี้มีข้อมูลว่าชาวต่างชาติร่วมลงทุนกับคนไทยถึงจำนวน 11,263 บริษัท คิดเป็นร้อยละ 38.72% ซึ่งมีข้อสังเกตว่าทั้งหมดชาวต่างชาติร่วมลงทุนไม่ถึงร้อยละ 50 ซึ่งทำให้ไม่ต้องอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งมีโอกาสที่ชาวต่างชาติอาจใช้ชื่อคนไทยถือหุ้นแทนธุรกิจเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายจำนวนมาก การลงตรวจกลุ่มธุรกิจดังกล่าวจึงเปรียบเสมือนการตัดต้นตอวงจรนอมินีของธุรกิจท่องเที่ยวใน จ.ภูเก็ต ไม่ให้ชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย ใช้ทรัพยากรของไทยหาผลประโยชน์เข้าตนเองโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องหรือกฎระเบียบของประเทศ

    อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า จากการตรวจสอบ 10 ธุรกิจ มีนิติบุคคลที่มีที่ตั้งเดียวกับสำนักงานบัญชี 3 บริษัท จาก 10 บริษัท และขณะปฏิบัติงานพบว่า ผู้ทำบัญชีของสำนักงานบัญชีแห่งหนึ่งแอบอ้างตัวเป็นกรรมการของนิติบุคคล พร้อมแสดงบัตรประจำตัวประชาชนของผู้คนอื่น (กรรมการ) เพื่อมาให้ข้อมูลต่อทีมเจ้าหน้าที่แทนกรรมการตัวจริง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แจ้งข้อกล่าวหากรรมการและผู้ทำบัญชีรายดังกล่าวฐานความผิดให้บุคคลอื่นใช้บัตรประชาชน และใช้บัตรประชาชนคนอื่น ตาม พ.ร.บ. บัตรประชาชน พ.ศ. 2526

    นอกจากนี้ ได้ลงพื้นที่ตรวจบริษัทสำนักงานกฎหมายและสำนักงานบัญชีกลุ่มเสี่ยง (มีกรรมการของบริษัทสำนักงานฯ เข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่มีคนต่างชาติเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการในหลายบริษัทมากผิดปกติ) และนิติบุคคลนอมินีเป้าหมาย พร้อมให้เข้าชี้แจงข้อเท็จจริงกับเจ้าหน้าที่ จำนวน 5 ราย โดยในจำนวนนี้มี 3 ราย ที่มีการใช้พนักงาน/ผู้ทำบัญชีบริษัทเข้าเป็นกรรมการและเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่มีคนต่างชาติเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้น ซึ่งกรมฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้ดำเนินการตรวจสอบเชิงลึกเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่ให้ความช่วยเหลือชาวต่างชาติประกอบธุรกิจโดยผิดกฎหมายต่อไป

    “กรมฯ และหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยทั้งภาครัฐและภาคเอกชนยังคงมุ่งมั่นป้องกันและปราบปรามนอมินีอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อสร้างระบบธุรกิจที่โปร่งใส เป็นธรรม สกัดกั้นผู้ไม่สุจริต และเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้อย่างมั่นคง โดยยกระดับการทำงานเชิงรุก พุ่งเป้าบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดมากขึ้น พร้อมใช้ระบบวิเคราะห์แนวโน้มพฤติกรรมของนิติบุคคล มาช่วยทำงานปราบปรามนอมินีให้แม่นยำ ครอบคลุม และตรงเป้ามากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็จะปรับกระบวนการทำงานเพื่อให้นักลงทุนชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้รับความสะดวกมากที่สุด” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2911678&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IZl6Xw14EA3VSFCKtXzpp

  • ท่องเที่ยวคิวบาวิกฤติหนัก! นักท่องเที่ยวลด 17.8% เหตุขาดแคลนน้ำมัน-ไฟฟ้า

    ท่องเที่ยวคิวบาวิกฤติหนัก! นักท่องเที่ยวลด 17.8% เหตุขาดแคลนน้ำมัน-ไฟฟ้า

    ฮาวานา (AFP) – อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของ คิวบา เผชิญกับการย่ำแย่อย่างรุนแรงในปี 2025 เนื่องจากการขาดแคลนสินค้าจำเป็นหลายด้าน โดยเฉพาะ น้ำมันและไฟฟ้า ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศลดลงอย่างมีนัยสำคัญและส่งผลกระทบต่อรายได้เศรษฐกิจของประเทศที่พึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก 

    จำนวนนักท่องเที่ยวทั่วโลกลดลงเกือบ 18%

    ในปี 2025 คิวบาต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งหมดประมาณ 1.8 ล้านคน ซึ่งลดลง 17.8% จากปี 2024 ตามข้อมูลอย่างเป็นทางการจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (ONEI) ขณะที่รัฐบาลเคยคาดหวังว่าจะมีผู้มาเยือนถึง 2.6 ล้านคน 

    นักท่องเที่ยวจากตลาดหลักของคิวบาแทบทั้งหมดหดตัว
    ผู้ที่อาศัยอยู่ต่างประเทศ โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ ลดลง 22.6%
    ผู้มาเยือนจาก เยอรมนี ลด 50.5%, รัสเซีย ลด 29%, และ แคนาดา ลด 12.4% 

    นักเศรษฐศาสตร์คิวบากล่าวว่าปีที่ผ่านมาเป็น “ปีที่แย่มากสำหรับการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ” ซึ่งยืนยันว่าปัญหาไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่สะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง 

    ขาดแคลนน้ำมัน–ไฟฟ้า กระทบบริการพื้นฐาน

    คิวบากำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี โดยมี การขาดแคลนน้ำมัน ไฟฟ้า ยา และอาหาร อย่างต่อเนื่อง การดับไฟฟ้าเป็นเวลานานถึง 20 ชั่วโมงต่อวันในหลายพื้นที่ ทำให้บริการพื้นฐานและการเดินทางลำบาก ซึ่งสร้างความกังวลให้ผู้มาเยือนและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว 

    ความคาดหวังในการปรับปรุงสถานการณ์ยิ่งซับซ้อนมากขึ้นหลังพันธมิตรใกล้ชิดอย่างเวเนซุเอลาที่เคยส่งน้ำมันให้ถูกโค่นอำนาจ ส่งผลให้แหล่งน้ำมันหลักลดลงจนแทบไม่มี 

    นอกจากนี้ หลายประเทศได้ปรับคำแนะนำการเดินทางไปคิวบา โดยบางประเทศแนะนำให้ประชาชน “เลี่ยงการเดินทาง” เนื่องจากปัญหาขาดแคลนพื้นฐานที่รุนแรง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/cuba-tourism-crisis-fuel-power-shortage-2025&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09tjSl4B3kjlNRtkxDCI_N

  • การท่องเที่ยวในภูเก็ตที่กำลังถูกทำลาย

    การท่องเที่ยวในภูเก็ตที่กำลังถูกทำลาย

    การท่องเที่ยวในภูเก็ตที่กำลังถูกทำลาย

    มองปัญหาของไทยที่มีมากมายเหลือเกินในขณะนี้ ไม่ว่ารัฐบาลที่จะเกิดขึ้นจากการเลือกตั้งใหญ่ในไม่กี่วันข้างหน้า จะมีพรรคการเมืองไหน รวมกันเป็นรัฐบาลบริหารประเทศต่อจากนี้ มันน่าหนักใจทั้งนั้น

    ปัญหาหลักของประเทศไทยที่คนระดับมีปัญญาและความคิดส่วนใหญ่รู้กัน สามารถแยกแยะได้ง่าย ขอให้ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งเบื่อว่าพูดแต่ปัญหาอีกแล้ว เรื่องปัญหาที่หมักหมมมานานต้องแยกดูให้เป็น

    1. ปัญหาเศรษฐกิจของไทยที่มีการแก้ไขมานานไม่รู้จักจบจนเป็นขยะกองโตขณะนี้ ได้แก่ปัญหาความยากจนของคนไทย คือหนี้ครัวเรือนที่มีแต่เพิ่มสูงขึ้น ตามมาด้วยความเหลื่อมล้ำของรายได้ของกลุ่มคนรวยกับคนจนที่ห่างออกไปทุกที และปัญหาระบบการศึกษาของประเทศล้าหลัง ทำให้การสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพเพื่อเข้ามาแข่งขันในการเพิ่มผลผลิตไล่ประเทศอื่นไม่ทัน

    2. ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ผุกร่อน ยากในการแก้ไข โดยเฉพาะกฎหมายที่อ่อนแอนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญลงมา ที่มาขององค์กรอิสระต่างๆถูกนักการเมืองที่อยู่ในรัฐบาลตลอดมาทำให้บิดเบี้ยว อ่อนแอลงไปเรื่อย จนหาทางปรับปรุงแก้ไขแทบไม่ได้ และที่สำคัญธรรมาภิบาลได้ลดน้อยลงทั้งภาครัฐและเอกชนยากที่จะแก้ไข

    3. ปัญหาอันเกิดจากธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก แต่รัฐบาลมีศักยภาพในการแก้ไขปัญหาน้อย เช่น ภาวะโลกร้อนที่เรากำลังจะมีกฎหมายแก้ไข แต่ผมได้ดูแล้วยังพบจุดอ่อนมาก และเรายังมีอากาศและฝุ่นพิษ PM 2.5 ฝนแล้ง น้ำท่วม และรวมไปถึงการเกิดและระบาดของเชื้อโรคที่รุนแรง เป็นต้น

    4. ปัญหาการด้อยในเรื่องของนวัตกรรมใหม่ๆที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน ที่มีการพัฒนาคืบหน้าอย่างรวดเร็วโดยมหาอำนาจและประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI) และนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือ IT ทั้งหลาย ซึ่งประเทศไทยยังล้าหลังประเทศอื่นมาก

    5. ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่เป็นตัวบ่อนทำลายระบบบริหารราชการของไทย และทุกพรรคการเมืองที่กำลังเสนอตัวเข้ามาบริหารประเทศทั้งพรรคเล็กและใหญ่ ต่างก็รู้ดีว่าเป็นปัญหาใหญ่สุดของประเทศ ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบล้วนแต่เละเทะ โดยเฉพาะตำรวจซึ่งเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ล้วนประพฤติแต่เรื่องทุจริตคอร์รัปชันกันมากทั้งระดับสูงและต่ำ หรือองค์กรที่ตั้งขึ้นมาแก้ไขและป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันโดยตรง เช่น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็มีความด่างพร้อยในการทำงานให้เห็นชัดมากมาย แล้วเราจะแก้ไขได้อย่างไร

    ผมได้สาธยายปัญหาของประเทศไทยเรามากมาย ซึ่งผมเองก็สุดปัญญาที่จะบอกว่าแก้ไขได้อย่างไร แต่ในวันนี้จะโยงให้เห็นตัวอย่างของปัญหาเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ที่ได้เกิดขึ้นมานานแล้วในภูเก็ต ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกรู้จักกันดี มาให้ท่านผู้อ่านได้ทราบกัน

    เรื่องของเรื่องก็คือ การที่มีนักท่องเที่ยวเข้าออกจังหวัดภูเก็ตมากเกินการให้บริการด้านตรวจคนเข้าเมืองที่ยังล้าหลังของไทยจะรับได้ ทำให้เกิดช่องทางในการหาเงินหาทองที่มิพึงได้ของพนักงานตรวจคนเข้าเมืองทั้งเข้าและขาออกทุกวัน ทั้งนี้ โดยมีบริษัทเอกชนที่เกี่ยวกับการให้ความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการเรียกเงินจนเป็นเรื่องปกติ

    ผมเคยเดินทางกลับจากต่างประเทศเข้ามาทางด่านภูเก็ตเมื่อไม่นานมานี้ เมื่อเหยียบย่ำเข้ามาในบริเวณด่านตรวจคนเข้าเมือง ผมก็ได้เห็นชัดว่านักท่องเที่ยวที่เข้าคิวรอการประทับตราเข้าเมืองมีจำนวนมากถึงกว่าร้อยคนที่ยืนรอแออัดยัดเยียดเป็นแผงยาว ผมก็ยกมือถือขึ้นมาถ่ายรูปด้วยความตื่นเต้น แต่พอกดถ่ายได้ 2-3 รูป ก็มีคนที่แต่งตัวคล้ายเจ้าหน้าที่มาพูดกับผมว่า ทางการเขาห้ามถ่าย ผมก็ว่าโอเค และจะไม่ถ่ายแล้ว แต่ก็โดนรุกมาว่าต้องลบรูปทิ้ง ลบให้เขาเห็นต่อหน้าด้วยเพื่อแสดงว่าไม่มีรูปถ่ายติดอยู่ในมือถือ

    ผมแปลกใจมาก เมื่อมาทานอาหารกับเพื่อนๆชาวภูเก็ตและได้เล่าให้เขาฟังกัน ก็ได้รับเรื่องราวว่าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองนี้เขามีการรับเงินกัน คนรับเงินจะเป็นใครผมก็ไม่รู้ ผมก็เลยงงมาตั้งแต่นั้น

    จนกระทั่งเมื่อวันสองวันนี้ก็ได้นั่งทานอาหารกับเพื่อนเจ้าถิ่นที่เป็นร้านขายอาหารชื่อดัง และมีเพื่อนชาวต่างประเทศที่มาอยู่ภูเก็ตนานร่วมอยู่ด้วย เราพูดถึงเรื่องนี้ว่า มีบุคคลที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองได้เข้ามาคอยดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการความเร็ว (Fast Track) จะเข้ามาสอบถามนักท่องเที่ยวเหมือนจะช่วยเหลือ แล้วก็นำไปยังห้องทำงานเล็กๆ แล้วบอกว่าถ้าต้องการเร็วจะจัดการให้แต่ต้องจ่ายเงินคนละ 1,200 บาท แล้วก็เร็วจริง เรื่องนี้ทำกันมานานมากแล้ว

    ผมเชื่อคำบอกเล่าของเพื่อนที่รู้จักกันดี รวมทั้งเพื่อนชาวต่างชาติที่อยู่ภูเก็ตซึ่งได้รับคำบอกเล่าจากชาวต่างชาติมากราย ผมเองไม่อยากจะตั้งข้อสงสัยผู้กำกับดูแลระดับผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบการท่องเที่ยว เช่น ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และผู้ใหญ่ที่กำกับดูแลการตรวจคนเข้าเมืองของไทย

    ส่วนในระดับนโยบายผมขอให้ท่านรัฐมนตรีที่กำกับดูแลเรื่องการท่องเที่ยวในรัฐบาลใหม่ รีบหาเครื่องมือและระบบในการตรวจคนเข้าเมืองที่แทบไม่ต้องใช้คนมาใช้ในจังหวัดภูเก็ตโดยเร็วด้วย ถ้าไม่รู้ว่าต้องมีเครื่องมืออะไรบ้าง ก็ขอให้เดินทางไปดูด่านตรวจคนเข้าเมืองที่สิงคโปร์ ที่แทบไม่ต้องใช้คนตรวจพาสปอร์ตเลยครับ

    ยังมีอีกเรื่องที่เป็นการทำลายการท่องเที่ยวของประเทศอย่างเลือดเย็นที่ภูเก็ตอีกเรื่อง คือการที่ตำรวจคอยดักจับนักท่องเที่ยวที่มีจำนวนมากในวันหนึ่งๆที่ได้เช่ามอเตอร์ไซค์ไปขับเที่ยวทั่วเกาะ แน่นอนนักท่องเที่ยวเหล่านี้ขับขี่โดยไม่ใส่เสื้อบ้าง มีการแซงกันน่าหวาดเสียวบ้าง ก็จะมีตำรวจคอยดูและให้หยุดลงจากรถ แล้วก็พูดภาษาอังกฤษว่า ยูขับขี่ไม่เป็นไปตามกฎต้องไปโรงพัก ต้องไปทำ Paper คือไปสอบสวน ถ้าไม่ต้องการไปก็จ่ายเงินมาหลักพันบาท แล้วแต่ตำรวจจะเรียก เรื่องนี้ก็มีปฏิบัติกันอย่างสม่ำเสมอทั่วภูเก็ตมานานแล้ว

    ระดับเสนาบดีที่รับผิดชอบการท่องเที่ยวตั้งแต่อดีตถึงคนที่จะได้รับแต่งตั้งในปัจจุบัน โปรดรับรู้ด้วยว่าปัญหาการท่องเที่ยวจะเสื่อมลงในภูเก็ต ไม่ใช่ปัญหาการจราจรที่ติดขัดทั้งเมือง แต่ยังมีปัญหาที่ได้เล่าให้ฟังนี้รวมอยู่ด้วย เมื่อรับรู้และทำการตรวจดูแล้ว ท่านที่จะเอาดีทางการเมืองจะยังคงเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ก็ให้รู้กัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/blogs/columnist/737369&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DyVNG83tEtB5jFx4F3v6V

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา หนุน GI “เครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด” ยกระดับแหล่งผลิตงานคราฟต์ฝีมือช่างชุมชน สู่แลนด์มาร์คท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมใกล้กรุง

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา หนุน GI “เครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด” ยกระดับแหล่งผลิตงานคราฟต์ฝีมือช่างชุมชน สู่แลนด์มาร์คท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมใกล้กรุง

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา หนุน GI “เครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด” ยกระดับแหล่งผลิตงานคราฟต์ฝีมือช่างชุมชน สู่แลนด์มาร์คท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมใกล้กรุง

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา นำคณะลงพื้นที่เกาะเกร็ด เดินหน้ายกระดับสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) “เครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด” งานหัตถศิลป์เอกลักษณ์ประจำจังหวัดนนทบุรี ชูจุดเด่นลวดลายแกะสลักอันวิจิตรงดงามบนดินปั้นคุณภาพสูง พร้อมงัดกลยุทธ์ตลาดเชิงสร้างสรรค์ดันแหล่งผลิต GI ให้เป็นจุดเช็กอินและแลนด์มาร์คท่องเที่ยวใกล้กรุง ต่อยอดเสน่ห์วิถีชุมชนมอญริมน้ำสู่การสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://fm91bkk.com/newsarticle/65903&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TuECTny1LThwdx1uI5EED