Category: ท่องเที่ยว

  • เทินหม้อ วัฒนธรรม (สะพาน) มอญ บนกระแสแห่งการท่องเที่ยว

    เทินหม้อ วัฒนธรรม (สะพาน) มอญ บนกระแสแห่งการท่องเที่ยว

    เรื่อง : วิลาสินี หงษ์ศา
    ภาพ : ทิพวรรณ มาประสพ

    เทินหม้อ วัฒนธรรม (สะพาน) มอญ บนกระแสแห่งการท่องเที่ยว

    เท้าของฉันยังไม่ทันก้าวพ้นจากรถตู้ กลิ่นหอมดอกไม้ไทยก็โชยมาเตะจมูก ต่อมาคือความรู้สึกเปียกที่แก้มขวาและซ้าย พร้อมเครื่องหัวร้อยเรียงด้วยกลีบดอกไม้สีขาวแซมแดงวางบนศีรษะ

    “ขอบคุณค่ะ…” ฉันกล่าวพลางฉีกยิ้มกว้าง

    เมื่อสติกลับมา ฉันก็ต้องควักกระเป๋าสตางค์ออกมาจ่ายค่าคอร์สระยะสั้น (ชั่วพริบตา) ทั้งหมด 30 บาท เป็นค่ามงกุฎดอกไม้10 บาทส่วนแป้งทานาคาบนหน้านั้น “ตามแต่จะให้”

    ว้า… ไม่ทันเสียแล้ว ฉันกลายมาเป็นนักท่องเที่ยวเสียแล้ว ไม่ใช่นักสารคดี !” ฉันคิดในใจว่าจะมีผลต่อการทำงานสารคดีครั้งแรกหรือไม่ จากนั้นก็เดินหน้ามุ่งไปยังหมุดหมายที่สะพานไม้ทอดยาวแห่งหนึ่ง ณ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ที่รู้จักกันในนาม “สะพานมอญ”

    สะพานมอญมีอีกชื่อหนึ่งคือ “สะพานอุตตมานุสรณ์” เพื่อเป็นเกียรติแก่หลวงพ่ออุตตมะ บุคคลสำคัญของชุมชนมอญ หลังจากชุมชนเดิมถูกน้ำท่วมขังจากการสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ (เขื่อนเขาแหลม) หลวงพ่ออุตตมะตั้งใจสร้างชุมชนให้แน่นแฟ้นแข็งแกร่งดังเดิม สะพานมอญแห่งใหม่นี้จึงได้ถือกำเนิดขึ้น

    turnmor02
    turnmor03
    turnmor04

    ๑.

    ณ ซอยสะพานไม้ก่อนถึงสะพานมอญ ช่วงเวลารุ่งเช้าจะพลุกพล่านไปด้วยนักท่องเที่ยวในชุดมอญ สวมเสื้อสีขาวทั้งแขนยาวและสั้น ผ้าถุงยาวสีแดงลวดลายสวยงามและผ้าคล้องคอโปร่งสีแดง พร้อมประแป้งทานาคาบนแก้มเป็นลวดลายต่างๆ สวมมงกุฎดอกไม้สีขาวแดงพันขดลวด เก้าอี้พลาสติกสีแดงตั้งเรียงหน้าร้านรวงตลอดสองฝั่ง ซึ่งมีทั้งร้านให้เช่าชุด ร้านขายเครื่องประดับ ร้านอาหารและร้านขายของฝาก

    ทั้งนี้คนพื้นที่จะไม่สวมชุดมอญดั้งเดิมแบบนี้ แต่มักจะใส่ชุดมอญประยุกต์เพราะมีสีสัน ลวดลาย รวมทั้งรูปแบบแปลกใหม่

    ระหว่างเดินไปตามซอยสะพานไม้ฉันเห็นทัศนียภาพของสะพานและแม่น้ำซองกาเลียด้านล่างได้ชัดเจน ทั้งผู้คนและกิจกรรมบนสะพาน นอกจากนักท่องเที่ยวแล้วยังมีกลุ่มเด็กตัวเล็กทั้งหญิงชายในชุดสีสันต่างๆ ประดับ “หม้อ” สีเงินเป็นเครื่องหัวแซมดอกไม้พลาสติกหลากสีซ้อนกันหลายชั้น ดูแล้วสวยงามแปลกตา บางคนเครื่องหัวนั้นสูงกว่าตัวเองเสียอีก

    “พี่ ๆ ถ่ายรูปกับหนูไหมคะ 20 บาทค่ะ”

    “พี่คะถ่ายรูปกับหนูไหมคะ แล้วแต่จะให้ค่ะ”

    “พี่คนสวยถ่ายรูปไหมคะ”

    นี่คือเสียงที่จะได้ยินเมื่อเดินบนสะพานมอญในช่วงเดือนกรกฎาคม ซึ่งมีฝนปรอยแทบตลอดทั้งวัน ทำให้อากาศชื้นจนมอสเขียวน้อยๆ เติบโตขึ้นในช่องว่างบนสะพาน

    ประโยคแรกนั้นเสียงหวานเจื้อยแจ้วชวนให้เอ็นดู เมื่อหันไปก็เจอเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารัก สูงประมาณ 100 เซนติเมตร แต่กลับไม่ได้มีหม้อเทินอยู่แนบกายหรือแต่งชุดมอญ ตามมาด้วยเสียงหัวเราะชอบใจของชายคนหนึ่งซึ่งคาดว่าเป็นพ่อ

    น้องตัวเล็กคนนั้นเป็นนักท่องเที่ยว”

    ฉันสังเกตว่าเด็กเทินหม้อบนสะพานจะไม่บอกราคาค่าถ่ายรูป มักจะพูดว่า “แล้วแต่ให้” ฉันเดาว่าถ้ากำหนดราคาชัดเจนอาจจะตัดโอกาสในการได้เงินจำนวนมากกว่า แต่เด็กน้อยเหล่านี้ก็อาจไม่ได้สนใจเรื่องเงินมากขนาดนั้น เพราะฉันเข้าไปพูดคุยสอบถามอยู่นานสองนานก็ไม่ได้ให้เลยสักบาท แต่พวกเขาก็ยังวิ่งเข้ามาทักทายเสียงใสแจ๋วทุกครั้งที่กลับขึ้นไปบนสะพาน

    “พี่กินข้าวมายัง”

    “ยังเลย แต่ก็เริ่มหิวแล้ว”

    “หนูยังไม่ได้กินข้าวเลย”

    น้องบอกว่าจะได้กินข้าวตอนกลับไปพักผ่อนที่บ้านหลังนักท่องเที่ยวเริ่มซาลงในช่วงสายสักสิบเอ็ดโมง พวกเขาจะออกมาตั้งแต่เช้าตรู่ราวหกโมง และมาอีกในช่วงบ่ายแก่ประมาณบ่ายสามโมง และกลับบ้านสักทุ่มครึ่ง วันเปิดเทอมก็จะออกจากบ้านช่วงเดิมแล้วกลับไปเปลี่ยนชุดนักเรียน เมื่อเลิกเรียนจึงค่อยเปลี่ยนชุดออกมาอีกครั้ง

    สะพานมอญเป็นสะพานไม้ที่ยาวสุดในประเทศไทย ในอดีตเคยมีความยาวกว่า 850 เมตร แต่ปัจจุบันเหลือเพียงครึ่งหนึ่งราว 447 เมตร เนื่องจากฝนตกหนักในปี 2556 ทำให้สะพานขาด หลังจากซ่อมแซมเสร็จในปีต่อมาก็เริ่มมีการเทินหม้อบนสะพานเพื่อการท่องเที่ยว

    เด็กเทินหม้อบนสะพานนั้นมีภูมิหลังต่างกันออกไป บางคนเกิดที่ไทย เป็นเด็กมอญหรือกะเหรี่ยง บางคนเพิ่งลี้ภัยมาจากพม่า มีทั้งเด็กเล็กเจ้าถิ่นขาประจำซึ่งมาทุกเช้า-เย็น หรือเด็กที่โตหน่อยจะมาแค่ช่วงโรงเรียนหยุด โดยจะมีเหล่าแม่มาคอยคุมตรงหัวหรือท้ายสะพาน

    “มิมิ หรือแก้ว” แม่เลี้ยงเดี่ยวตัวเล็กชาวทวาย วัย 35 ปี ผู้ย้ายมาจากตอนใต้ของพม่าตั้งแต่อายุ 7 ปี แม้พูดภาษาไทยไม่ชัดแต่ก็ฟังไม่ยาก เธอกำลังเฝ้าลูกสองคนที่มาเทินหม้อให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปแลกกับเงินเพื่อหาทุนการศึกษา ส่วนใหญ่จะได้ประมาณวันละ 150 บาท หากเป็นช่วงปีใหม่อาจได้มากถึง 400-500 บาท

    “พี่ก็อยากให้เรียน แต่คือส่งไม่ไหว” มิมิกล่าวหลังจากฉันถามว่าอยากให้น้องเรียนสูงๆ หรือไม่ ตัวเธอเองเคยเข้าโรงเรียนไทยเมื่อสมัยเป็นเด็ก แต่สุดท้ายก็ต้องล้มเลิกไป

    “ปีที่แล้วก็เพิ่งไปเข้าเรียนกศน. แต่ก็… ไม่รอดน่ะ เลี้ยงลูกด้วย ทำงานด้วย จำไม่ได้ (หัวเราะ)”

    “อยากเรียนอยู่ตั้งแต่เด็ก ไม่ได้เรียนหนังสือ อย่างมีคนแชตมาอะไรมา ก็อยากอ่านว่าเขาเขียนอะไรมาบ้าง”

    turnmor05
    turnmor06
    turnmor07

    แม้การเทินหม้อจะเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวมอญ แต่บนสะพานนั้นถ้าใครเทินได้…ก็ทำได้ เพราะฉันได้เจอเด็กสวมชุดกะเหรี่ยงมาเทินหม้อ รวมถึงความลื่นไหลทางเสื้อผ้าวัตถาภรณ์ตามแต่ทุกคนจะอยากใส่ สังขละบุรีจึงถือเป็นแหล่งรวมความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่แท้จริง

    “หนูเป็นเด็กมอญเหรอ”

    “ใช่ค่ะ”

    “แล้วทำไมเราใส่ชุดกะเหรี่ยงอยู่คนเดียวเลยล่ะ”

    “อ๋อ… มันใส่สบายดี”

    เมื่อเลี้ยวออกจากซอยสะพานไม้ไปอีกไม่ไกล ก็จะเจอกับ “ปลายฟ้า”วัย 23 ปี แม่ค้าเทินกะละมัง “ขายผัก” เธอให้ความเห็นเกี่ยวกับการเทินหม้อบนสะพานมอญว่า

    “มีคนชวนแต่เราไม่ทำนะ ไปรอให้เขาเอาตังค์ให้เรา มันไม่ดี ถึงแม้วันนี้จะขายผักไม่ได้ เราก็เก็บไว้พอพรุ่งนี้ก็ขายต่อได้ แต่เทินหม้อมันมีข่าวเสียหาย ไม่อยากให้ครอบครัวเราเสียหาย ไม่อยากให้เมืองของเราเป็นอะไรไป เพราะว่าที่นี่เราอยู่มาตั้งแต่เด็ก”

    “ที่บอกว่าไม่ดีนี่คือยังไงหรือคะ” ฉันถามต่อ

    “บางทีก็มีนักท่องเที่ยวแบบว่า คนชาวมอญ…เดี๋ยวก็ไปขอเงินเค้า ไม่อยากให้เกิดแบบนั้นค่ะ”

    หลังจากแยกกับปลายฟ้าก็เดินต่อไปยังวัดวังก์ หรือวัดวังก์วิเวการาม ที่มีความสำคัญต่อชุมชนชาวมอญอย่างลึกซึ้ง และยังเป็นวัดที่สังขารของหลวงพ่ออุตตมะประจำอยู่ ฉันได้พูดคุยกับพระมหาสุชาติ สิริปัญโญ เจ้าอาวาสวัดวังก์คนปัจจุบัน ท่านให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับเด็กเทินหม้อบนสะพานเช่นกัน

    “เด็กที่สะพาน… พวกที่มาเทินของน่ะหรือ พระมหาไม่เห็นชอบมาตั้งแต่ไหน เมื่อก่อนการท่องเที่ยวมันไม่มี การขอตังค์จากนักท่องเที่ยวเนี่ย ชาวบ้านมองเป็นเด็กเหลือขอ นานๆ เข้า เด็กๆ จะกระด้าง คือเขาจะไม่อายกับสิ่งนี้ เขาก็จะเข้าหานักท่องเที่ยวง่าย แต่ความยั่งยืนมันจะไม่มี ต่อมาที่เห็น มันก็จะกลายเป็นมาเฟียเล็กๆ…”

    ส่วนอรัญญา เจริญหงษ์ษา เจ้าของร้านขายเสื้อผ้าบนซอยสะพานไม้และแกนนำด้านวัฒนธรรมของพื้นที่ก็ให้ความเห็นว่า

    “วันก่อนนู้นใครมาประแป้ง แล้วเขาเรียกเก็บเยอะเกินไปนักท่องเที่ยวก็บ่น เขาไปพูดที่อำเภอกับเจ้าหน้าที่ มันก็เป็นภาพลักษณ์ของเรา การท่องเที่ยวเนี่ยอันตรายถ้าเราไม่ได้จัดการให้ดี สังเกตหลายที่ถ้าไม่ได้จัดการอย่างดี พังเกือบทั้งนั้น…”

    เธอยังบอกว่าเคยมีการจัดระเบียบเด็กเทินหม้อบนสะพาน แต่ก็ห่างหายไปเนื่องจากคนดูแลเสียชีวิตไปแล้วไม่มีคนสานต่อ รวมถึงการรณรงค์ให้เลิกเทินหม้อเพื่อการท่องเที่ยวก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะทั้งนักท่องเที่ยวและพ่อแม่เด็กไม่ยินยอม

    turnmor08
    turnmor09
    turnmor10

    หากค้นหาคำว่า “สะพานมอญ”บนอินเทอร์เน็ต นอกจากตัวสะพานก็จะเจอภาพนักท่องเที่ยวถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน อีกทั้งเด็กกลุ่มหนึ่งที่เป็นซูเปอร์สตาร์จิ๋วแห่งเวทีสะพานมอญซึ่งแต่งหน้าแต่งตัวงดงาม แต่ละคนลีลาการโพสท่าไม่มีใครยอมใคร พร้อมความสามารถในการซ้อนหม้อสูง บางคนได้ถึง 13-14 ชั้น อีกทั้งความแก่นเซี้ยวก็พาให้รู้สึกเอ็นดู อยากจะเก็บภาพไว้เป็นความทรงจำ

    แต่หากไปย้อนดูภาพเก่าๆ แม้สะพานมอญเองไม่มีใครยืนเทินหม้อให้ดูก็มีเสน่ห์ในตนเองมากเสียจนคนอยากจะเยี่ยมชมให้เห็นกับตา

    แต่หากไม่มีความต้องการ… ก็คงไม่มีการตอบสนอง

    ได้แต่คิดแล้วก็สงสัย… ภาพสะพานมอญแบบใดงดงามที่สุด

    อ้างอิง

    • สะพานมอญ จ.กาญจนบุรี ขาดยาวกว่า 30 ม. หลังฝนตกหนักติดกัน 3 วัน-เร่งซ่อมวันนี้. (2556, 29 กรกฎาคม). Thai PBS. สืบค้นเมื่อ 10 สิงหาคม 2568, https://www.thaipbs.or.th/news/content/186656
    • สะพานมอญ (สะพานอุตตมานุสรณ์). (ม.ป.ป.). จังหวัดกาญจนบุรี https://ww2.kanchanaburi.go.th/travel/detail/33

    ขอขอบคุณ

    • อรัญญา เจริญหงษ์ษา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sarakadee.com/2026/02/02/turnmor/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-JJSy6Ec-bF7Ad_jNZ7yC

  • เจาะลึก ‘เทรนด์ท่องเที่ยว 2569’ เปิดคำแนะนำ ตัวช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ

    เจาะลึก ‘เทรนด์ท่องเที่ยว 2569’ เปิดคำแนะนำ ตัวช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ

    Booking.com เผยผลการสำรวจข้อมูลเพื่อคาดการณ์เกี่ยวกับการเดินทางในปี 2026 ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่  การเดินทางกำลังกลายเป็นเรื่องส่วนตัวมากขึ้น ผู้เดินทางกำลังปฏิเสธโปรแกรมการเดินทางแบบมาตรฐาน พร้อมแนะตัววิธีการทำให้ธุรกิจที่พักประสบความสำเร็จ

    การสำรวจข้อมูลเพื่อคาดการณ์เกี่ยวกับการเดินทางในปี 2026 Travel trends 2026 ของเราชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่  การเดินทางกำลังกลายเป็นเรื่องส่วนตัวมากขึ้น ผู้เดินทางกำลังปฏิเสธโปรแกรมการเดินทางแบบมาตรฐานเพื่อแสวงหาประสบการณ์ที่สะท้อนถึงความหลงใหล ค่านิยม และสไตล์ส่วนตัวอย่างแท้จริง

    เปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้ท่านได้โดดเด่นกว่าใครด้วยการนำเสนอที่พักที่เน้นความเป็นตัวเองและการแสดงออกถึงตัวตน การสำรวจข้อมูลของเราที่มีข้อมูลเชิงลึกจากผู้เดินทางกว่า 29,000 คนจาก 33 ประเทศและดินแดนได้ระบุ 10 เทรนด์สำคัญที่กำหนดนิยามใหม่ให้กับวิธีที่ผู้คนจะสำรวจโลก และวิธีที่ท่านสามารถตอบโจทย์พวกเขาได้

    เทรนด์ท่องเที่ยว 2569

    10 เทรนด์ท่องเที่ยว 2569

    • Romantasy Retreatsดึงดูดผู้เข้าพักเข้าสู่โลกมหัศจรรย์

    เรื่องราวไม่ได้อยู่แค่ในหนังสืออีกต่อไป แต่กลายมาเป็นแรงบันดาลใจในการเดินทาง โดยผู้เดินทางทั่วโลก 71% สนใจไปเยือนจุดหมายปลายทางที่มีบรรยากาศโรแมนติกและแฟนตาซี ตั้งแต่ปราสาทและป่าไม้ไปจนถึงงานเต้นรำสวมหน้ากาก ผู้เข้าพักจะวางแผนทริปที่ทำให้พวกเขาได้สัมผัสเวทมนตร์ที่พวกเขาชื่นชอบ

    ผู้เดินทาง 53% สนใจเข้าร่วมการพักผ่อนที่ให้เล่นบทบาทสมมติจากเกม หนังสือ หรือหนังแฟนตาซีที่ชอบ

    คำแนะนำ : ใช้ภาพถ่ายที่ดึงดูดสายตาในข้อมูลที่พักของท่านเพื่อดึงดูดยอดจองเพิ่มขึ้น แสดงการตกแต่งภายในที่โดดเด่น การตกแต่งที่แปลกตา หรือภูมิทัศน์ที่สวยงาม เพื่อดึงดูดจินตนาการของผู้เข้าร่วม Romantasy Retreats

    •  Humanoid Homesให้บริการที่พักให้เช่าที่เน้นเทคโนโลยีเป็นหลัก

    ปี 2026 คือปีแห่งการท่องเที่ยวที่เน้นเทคโนโลยีเป็นหลัก และผู้เดินทางพร้อมที่จะเปิดรับบ้านพักแห่งอนาคตที่ผสานความสะดวกสบายเข้ากับความอยากรู้อยากเห็น มากกว่าครึ่ง (56%) สนใจที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับหุ่นยนต์ผู้ดูแลที่พักที่สามารถทำอาหาร ทำความสะอาด และแม้กระทั่งเสิร์ฟเครื่องดื่ม

    ท่องเที่ยว

    ผู้เดินทาง 77% สนใจจองบ้านพักที่มีหุ่นยนต์ช่วยยกระดับ และ 25% ต้องการให้หุ่นยนต์จัดการด้านความยั่งยืนเบื้องหลัง

    คำแนะนำ: ค้นหาวิธีลดความยุ่งยากในการดำเนินงานที่พักให้เช่าของท่านด้วยเทคโนโลยี และเน้นเทคโนโลยีสมาร์ทโฮมในข้อมูลที่พักของท่าน บริการ เช่น เช็คอิน/เช็คเอาท์แบบไร้สัมผัส ระบบเข้าออกโดยไม่ใช้กุญแจ และอุปกรณ์ทำความสะอาดอัตโนมัติ 

    • Turbulence Testสร้างประสบการณ์ที่จะช่วยเสริมสร้างสายสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้น

    การเดินทางกำลังกลายเป็นบททดสอบความเข้ากันได้ขั้นสูงสุดสำหรับความสัมพันธ์ทุกรูปแบบในปีใหม่นี้ ผู้เดินทาง 62% จะมุ่งหาทริปในสถานที่ห่างไกล ขณะที่ 59% พร้อมออกทริปโดยมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ ภาษา หรืออินเทอร์เน็ตอย่างมากเพื่อทดสอบความสามารถในการปรับตัวและการทำงานเป็นทีม

    ผู้เดินทาง 69% สนใจออกทริปกับคู่ที่กำลังดูใจ เพื่อนร่วมงาน หรือเพื่อนใหม่ เพื่อดูว่าพวกเขาจะเข้ากันได้แค่ไหนโดยเฉพาะ

    คำแนะนำ: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าการตั้งค่าจำนวนผู้เข้าพักในแต่ละห้องของท่านถูกต้อง เพื่อช่วยให้ผู้เข้าพักผ่อนคลายและมุ่งเน้นไปที่ความสัมพันธ์ที่กำลังเริ่มต้น แทนที่จะกังวลเรื่องการจัดที่นอน

    • Shelf-ie Souvenirsดึงดูดนักชิมที่เปลี่ยนครัวเป็นเวทีแสดงวัฒนธรรม

    ผู้เดินทางกำลังเปลี่ยนใจจากของที่ระลึกแบบดั้งเดิมอย่างแม่เหล็กติดตู้เย็น โดย 68% หันมาให้ความสนใจการซื้อเครื่องครัวดีไซน์เนอร์และของใช้ในครัวแบบงานฝีมือเพื่อประดับชั้นวาง 26% มองหาของที่ระลึกที่รับประทานได้ เพื่อช่วยให้พวกเขาย้อนรำลึกถึงจุดหมายปลายทางทุกครั้งที่ทำอาหาร

    ผู้เดินทาง 55% จะพิจารณาเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางที่มีชื่อเสียงด้านผลิตภัณฑ์ในครัวหรือเครื่องครัวโดยเฉพาะ

    คำแนะนำ : เรียนรู้วิธีทำให้ครัวของท่านพร้อมต้อนรับผู้เข้าพัก หรือทำตามตัวอย่าง Denitsa เจ้าของโรงแรมที่ได้รับรางวัล ซึ่งเลือกช็อกโกแลตงานฝีมือมาเป็นของขวัญเพื่อสร้างความประหลาดใจและความประทับใจให้กับผู้เข้าพักของเธอ

    • Roadtrip Rewiredรองรับการเดินทางร่วมกันบนท้องถนน

    โร้ดทริปกำลังเปลี่ยนจากการเดินทางส่วนตัวมาเป็นประสบการณ์ทางสังคมที่แบ่งปันร่วมกัน ผู้เดินทาง 79% ชอบโร้ดทริปแบบปุ๊บปั๊บที่ยืดหยุ่น ขณะที่ 54% ยินดีที่จะใช้แอปเพื่อหาผู้ร่วมเดินทางในเส้นทางเดียวกัน โดยมีจุดมุ่งหมายคือการได้สัมผัสกับอิสระและการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนเท่านั้น 

    ผู้เดินทาง 84% สนใจการเดินทางแบบแชร์รถร่วมกันในทริปพักผ่อน

    คำแนะนำ : ขจัดความยุ่งยากในการหาที่จอดรถ อัปเดตนโยบายที่จอดรถของท่านเพื่อให้ผู้ที่ออกเดินทางแบบโร้ดทริปค้นหาและเลือกที่พักของท่านได้ง่าย

    •  Destinedationsโปรโมตที่พักตามเทรนด์โหราศาสตร์

    ในปี 2026 โหราศาสตร์ ข้างขึ้นข้างแรม และคำแนะนำด้านจิตวิญญาณจะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเดินทาง โดยผู้เดินทาง 43% จะพิจารณาทริปใหม่หากได้รับคำเตือนจากดวงชะตา เกือบครึ่งหนึ่ง (47%) เริ่มคิดถึงการเดินทางเชิงจิตวิญญาณไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เช่น วงหินและวิหารโบราณ

    ผู้เดินทาง 47% จะพิจารณาเปลี่ยนหรือยกเลิกแผน หากที่ปรึกษาหรือไกด์ด้านจิตวิญญาณแนะนำว่าไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม

    คำแนะนำ : ดึงดูดผู้เดินทางที่สนใจโหราศาสตร์ด้วยการนำเสนอสิ่งอำนวยความสะดวกที่ช่วยเสริมความสมดุลทางจิตวิญญาณและอารมณ์ เช่น ชุดสุขภาพในห้องพักที่ประกอบด้วยสเปรย์ช่วยนอนหลับ น้ำมันหอมระเหย หรือชาสมุนไพรที่ช่วยผ่อนคลาย

    • Glowcationsมีข้อเสนอที่เน้นการดูแลผิวโดยเฉพาะ

    การเดินทางเพื่อสุขภาพจะเปลี่ยนจากการพักผ่อนแบบธรรมดาไปเป็นทริปที่มุ่งเน้นการฟื้นฟูและเสริมสร้างสุขภาพอย่างจริงจัง ผู้เดินทาง 75% สนใจห้องสวีทที่มีระบบแสงตามวงจรชีวิตและเสียงบรรยากาศเพื่อช่วยปรับปรุงการพักผ่อนและฟื้นฟูผิวพรรณ ขณะที่ 71% ต้องการการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของร่างกายและโปรแกรมออกกำลังกายที่ปรับให้เหมาะกับบุคคล

    เจาะลึก 'เทรนด์ท่องเที่ยว 2569' เปิดคำแนะนำ ตัวช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ

    ผู้เดินทาง 80% สนใจจองทริปที่มุ่งเน้นการฟื้นฟูและเสริมสร้างสุขภาพอย่างจริงจัง ซึ่งรวมถึงการบำรุงผิวหลายรูปแบบซึ่งปรับให้ตรงกับความต้องการด้านการดูแลผิวของแต่ละคน

    คำแนะนำ: เน้นสิ่งอำนวยความสะดวกในข้อมูลที่พักของท่าน เช่น สปาและศูนย์สุขภาพ หรือยิม เพื่อยกระดับประสบการณ์ให้กับผู้เข้าพักทริปที่มุ่งเน้นการฟื้นฟูและเสริมสร้างสุขภาพอย่างจริงจัง

    • Hushed Hobbiesออกแบบพื้นที่ของท่านโดยเน้นกิจกรรมที่สงบเงียบ

    ผู้เดินทางจะแสวงหาความสงบและความเงียบในปี 2026 ผ่านงานอดิเรกที่ทำให้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น 69% จะพิจารณาเข้าพักในโรงแรมที่สามารถหาอาหารจากบริเวณรอบ ๆ เพื่อนำมาทำอาหารเอง ขณะที่ 25% จะเลือกไปพักผ่อนเพื่อทำงานอดิเรกที่สงบกว่า

    ผู้เดินทาง 43% จะออกทริปเพื่อให้ได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้นโดยเฉพาะ

    คำแนะนำ : เพิ่มกิจกรรม เช่น การตกปลา การดูนก และการส่องแมลงในข้อมูลที่พักของท่านเพื่อดึงดูดผู้เดินทางที่ชอบกิจกรรมกลางแจ้งที่แสวงหาช่วงเวลาอันสงบและเรียบง่ายมากขึ้น

    • PastPortsดึงดูดด้วยเสน่ห์การเดินทางย้อนความทรงจำ

    ผู้เดินทางจะพิจารณาทริปที่เชื่อมโยงกับประวัติส่วนตัว โดย 49% มีแรงจูงใจที่จะกลับไปเยือนความทรงจำร่วมกับครอบครัวหรือเพื่อนสนิท เทคโนโลยีกำลังพลิกโฉมความคิดถึง ช่วยให้ผู้คนตามรอยรากเหง้า แบ่งปันเรื่องราวข้ามรุ่น และรื้อฟื้นความทรงจำในรูปแบบใหม่ ๆ

    ผู้เดินทาง 66% จะพิจารณาสร้างประสบการณ์หรือภาพถ่ายขึ้นมาใหม่โดยใช้เทคโนโลยีระบุสถานที่ที่ถ่ายจริง แล้วเดินทางไปที่นั่น

    คำแนะนำ : สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้เข้าพักได้หวนรำลึกถึงช่วงเวลาพิเศษด้วยการนำเสนอกิจกรรมและประสบการณ์รอบสถานที่สำคัญในท้องถิ่นและสถานที่ที่มีความหมายอื่น ๆ

    • Modern Milestone Missionsรองรับการฉลองส่วนตัวตามใจนึก

    การเดินทางไม่ได้มีไว้แค่สำหรับฮันนีมูนหรือช่วงวันหยุดเท่านั้น ผู้คนเดินทางด้วยเหตุผลใดก็ได้ ตั้งแต่การฉลองงานใหม่ (24%) ไปจนถึงการเลิกรา (14%) การเดินทางแบบปุ๊บปั๊บกำลังเพิ่มขึ้น อันที่จริงแล้ว ผู้เดินทาง 67% ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลใด ๆ ในการจองทริปพักผ่อน

    ผู้เดินทาง 75% ให้เหตุผลในการจองที่พักเพียงเพราะตนทำงานหนักและสมควรได้พัก

    คำแนะนำ : ตั้งค่าข้อเสนอนาทีสุดท้ายเพื่อดึงดูดผู้เข้าพักที่ต้องการเดินทางกะทันหัน เพราะบางครั้งการผจญภัยที่ดีที่สุดก็เกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว

    เตรียมพร้อมสำหรับปี 2026 ด้วยการคาดการณ์เกี่ยวกับการเดินทางเหล่านี้
    ในปี 2026 การเดินทางจะช่วยให้ผู้คนได้สัมผัสกับตัวตนที่แท้จริงของตนเอง ด้วยการปรับตัวตามเทรนด์ผู้เดินทางที่เกิดขึ้นใหม่ ท่านสามารถเตรียมที่พักของท่านให้ประสบความสำเร็จและดึงดูดผู้เข้าพักที่ต้องการสัมผัสโลกในแบบเฉพาะตัวของตนเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/650505&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RTowUas0KvJk1Lylu6nkC

  • “ขึ้นเหนือหาหิมะ ลงใต้หนีลมหนาว” กระแสท่องเที่ยวสวนทาง “จีน-ไทย” คึกคัก | เดลินิวส์

    “ขึ้นเหนือหาหิมะ ลงใต้หนีลมหนาว” กระแสท่องเที่ยวสวนทาง “จีน-ไทย” คึกคัก | เดลินิวส์

    สำนักข่าวซินหัวรายงานจากเมืองคุนหมิง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 2 ก.พ. ว่า “เพิ่งได้รู้ว่า ‘ฤดูร้อนของไทย’ เป็นยังไงก็ตอนไปถึงกระบี่” จางจื่อถง นักท่องเที่ยวชาวจีนที่เพิ่งกลับจากการท่องเที่ยวไทยกล่าว พร้อมบอกเล่าความทรงจำชวนประทับใจ จากการนวดแผนไทย นั่งเรือสปีดโบ๊ทกลางทะเล และนอนอาบแดดบนชายหาดเกาะพีพี ซึ่งจางถือเป็นหนึ่งในผู้ร่วมโต้กระแสคลื่นการท่องเที่ยวแบบสองทาง “ขึ้นเหนือหาหิมะ ลงใต้หนีลมหนาว” ที่กำลังคึกคักในช่วงระยะนี้ ตามความแตกต่างของสภาพภูมิอากาศและความต้องการท่องเที่ยว

    นักท่องเที่ยวชาวจีนแห่มาท่องเที่ยวไทยเพื่อสัมผัสแสงแดด ลมทะเล และมนต์เสน่ห์เมืองร้อน ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวไทยแห่เยือนภูเขาหิมะและลานน้ำแข็งของจีนเพื่อสัมผัสประสบการณ์ฤดูหนาวของจริง

    ช่วงไม่นานนี้ ภูเขาหว่าอูในมณฑลเสฉวน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายท่องเที่ยวในจีนที่ได้รับความสนใจไม่น้อยบนสื่อสังคมออนไลน์ของไทย “อาหลิวปักหมุด” ครีเอเตอร์การท่องเที่ยวชาวไทย ได้เดินทางจากกรุงเทพฯ มายังเมืองเฉิงตูของมณฑลเสฉวน ต่อรถไฟความเร็วสูงและรถบัสไปยังภูเขาหว่าอูเพื่อ “ถ่ายรูปเช็กอินภูเขาหิมะ” ซึ่งคลิปวิดีโอทิวทัศน์หิมะขาวละลานตาของเธอกลายเป็นไวรัลอย่างรวดเร็ว และดึงดูดชาวเน็ตไทยจำนวนมาก เข้ามาสอบถามเส้นทางและข้อมูลต่าง ๆ เพื่อท่องเที่ยวตามรอยบ้าง

    การท่องเที่ยว “ขึ้นเหนือ ลงใต้” แบบสวนทางกันนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพราะมีนักท่องเที่ยวชาวไทยเลือกเดินทางเยือนจีนในช่วงฤดูหนาวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดจุดหมายปลายทางยอดนิยมหลายแห่ง เช่น ภูเขาหว่าอูและภูเขาหิมะซีหลิ่ง ในมณฑลเสฉวน

    ภูเขาหิมะเจี้ยวจื่อในมณฑลยูนนาน ภูเขาฉางไป๋ในมณฑลจี๋หลิน รวมถึงสวนสนุกโลกน้ำแข็ง-หิมะแห่งฮาร์บินในมณฑลเฮย์หลงเจียง
    ขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางเยือนกรุงเทพฯ กระบี่ ภูเก็ต เชียงใหม่ และอื่น ๆ ในไทย เพื่อเปิดช่วง “หนีหนาว” ใช้วันหยุดยาวแสนอบอุ่นตามชายหาด ป่าฝน และตลาดนัดกลางคืน

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ( ททท. ) ระบุว่าหลังจากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ เมื่อช่วงกลางเดือนพ.ย. 2568 ภาพลักษณ์เชิงบวกของไทยบนสื่อสังคมออนไลน์ของจีนพัฒนาดีขึ้นอย่างมาก ช่วยให้กระแสการท่องเที่ยวไทยทยอยฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง

    ปัจจุบัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและบริษัทการท่องเที่ยวของจีนและไทยร่วมกันปรับปรุงเส้นทางการบิน ยกระดับการบริการชำระเงินและภาษา และสร้างความหลากหลายของผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยว เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวข้ามพรมแดนที่ดียิ่งขึ้น

    ข้อมูลสถิติจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาของไทย เมื่อวันที่ 2 ม.ค. ที่ผ่านมา ระบุว่า ปริมาณนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเยือนไทยในปี 2568 รวมอยู่ที่ 32.97 ล้านคน ซึ่งก่อให้เกิดรายได้จากธุรกิจการท่องเที่ยวราว 1.54 ล้านล้านบาท โดยนักท่องเที่ยวชาวจีนมีส่วนสร้างรายได้นี้สูงถึง 249,000 ล้านบาท

    นอกจากนั้น ปริมาณนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเยือนไทย ในช่วงสัปดาห์ระหว่างวันที่ 12-18 ม.ค. ยังเพิ่มขึ้นมากกว่า 8% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า ทำให้จีนกลายเป็นแหล่งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติขนาดใหญ่ที่สุดของไทยติดต่อกันสองสัปดาห์.

    ข้อมูล : XINHUA

    เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5561578/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LeV2vypzxezli09677hl0

  • กรมพัฒนาธุรกิจฯ สแกนธุรกิจท่องเที่ยว-เกี่ยวเนื่อง’ภูเก็ต’ พบพิรุธพฤติกรรมส่อนอมินีชัดเจน

    กรมพัฒนาธุรกิจฯ สแกนธุรกิจท่องเที่ยว-เกี่ยวเนื่อง’ภูเก็ต’ พบพิรุธพฤติกรรมส่อนอมินีชัดเจน

    กรมพัฒนาธุรกิจฯ สแกนธุรกิจท่องเที่ยว-เกี่ยวเนื่อง’ภูเก็ต’ พบพิรุธพฤติกรรมส่อนอมินีชัดเจน

    วันนี้, 19:52น.

                นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา กรมส่งทีมปราบนอมินีเข้าร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร 5 หน่วยงาน ได้แก่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต ตรวจคนเข้าเมืองภูเก็ต สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดภูเก็ต และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดภูเก็ต ลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต ตรวจสอบกลุ่มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ทั้งธุรกิจนำเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และเรือเช่า ซึ่งมีพฤติกรรมต้องสงสัยว่ามีการใช้ชื่อคนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติหรือนอมินี เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

              เบื้องต้น ตรวจสอบธุรกิจกลุ่มเป้าหมายต้องสงสัยจำนวน 10 ธุรกิจ และตรวจสำนักงานบัญชีและสำนักงานกฎหมายที่ต้องสงสัยว่าให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนชาวต่างชาติในการใช้คนไทยถือหุ้นแทน โดยภูเก็ตเป็นจังหวัดพื้นที่เสี่ยง มีบริษัทจำนวน 29,090 ราย ในจำนวนนี้มีข้อมูลว่าชาวต่างชาติร่วมลงทุนกับคนไทยถึงจำนวน 11,263 บริษัท คิดเป็นร้อยละ 38.72% ซึ่งมีข้อสังเกตว่าทั้งหมดชาวต่างชาติร่วมลงทุนไม่ถึงร้อยละ 50 ซึ่งทำให้ไม่ต้องอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งมีโอกาสที่ชาวต่างชาติอาจใช้ชื่อคนไทยถือหุ้นแทนธุรกิจเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายจำนวนมาก การลงตรวจกลุ่มธุรกิจดังกล่าวจึงเปรียบเสมือนการตัดต้นตอวงจรนอมินีของธุรกิจท่องเที่ยวใน จ.ภูเก็ต ไม่ให้ชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย ใช้ทรัพยากรของไทยหาผลประโยชน์เข้าตนเองโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องหรือกฎระเบียบของประเทศ

     

              จากการตรวจสอบ 10 ธุรกิจ มีนิติบุคคลที่มีที่ตั้งเดียวกับสำนักงานบัญชี 3 บริษัท จาก 10 บริษัท และขณะปฏิบัติงานพบว่า ผู้ทำบัญชีของสำนักงานบัญชีแห่งหนึ่งแอบอ้างตัวเป็นกรรมการของนิติบุคคล พร้อมแสดงบัตรประจำตัวประชาชนของผู้คนอื่น (กรรมการ) เพื่อมาให้ข้อมูลต่อทีมเจ้าหน้าที่แทนกรรมการตัวจริง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แจ้งข้อกล่าวหากรรมการและผู้ทำบัญชีรายดังกล่าวฐานความผิดให้บุคคลอื่นใช้บัตรประชาชน และใช้บัตรประชาชนคนอื่น ตาม พ.ร.บ. บัตรประชาชน พ.ศ. 2526

              นอกจากนี้ ได้ลงพื้นที่ตรวจบริษัทสำนักงานกฎหมายและสำนักงานบัญชีกลุ่มเสี่ยง (มีกรรมการของบริษัทสำนักงานฯ เข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่มีคนต่างชาติเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการในหลายบริษัทมากผิดปกติ) และนิติบุคคลนอมินีเป้าหมาย พร้อมให้เข้าชี้แจงข้อเท็จจริงกับเจ้าหน้าที่ จำนวน 5 ราย โดยในจำนวนนี้มี 3 ราย ที่มีการใช้พนักงาน/ผู้ทำบัญชีบริษัทเข้าเป็นกรรมการและเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่มีคนต่างชาติเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้น ซึ่งกรมฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้ดำเนินการตรวจสอบเชิงลึกเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่ให้ความช่วยเหลือชาวต่างชาติประกอบธุรกิจโดยผิดกฎหมายต่อไป

    เพิ่มเติม https://www.dbd.go.th/news/11402022569

    #ธุรกิจนอมินี 

    Cr:กรมพัฒนาธุรกิจการค้าDBD

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/158954&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09bs_I9JJMgYqDl75B85lF

  • อุทยานแห่งชาติศรีพังงา จ.พังงา เผยความงาม “บัวศรีพังงา” รอให้ชื่นชม

    อุทยานแห่งชาติศรีพังงา จ.พังงา เผยความงาม “บัวศรีพังงา” รอให้ชื่นชม

    อุทยานแห่งชาติศรีพังงา จ.พังงา เปิดเสน่ห์ “บัวศรีพังงา” กลางผืนป่า

              อุทยานแห่งชาติศรีพังงา จังหวัดพังงา เผยความงาม “บัวศรีพังงา” ดอกไม้หายากที่บานสะพรั่งท่ามกลางธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ความงามอ่อนละมุนท่ามกลางผืนป่าและสายน้ำ

              อุทยานแห่งชาติศรีพังงา จังหวัดพังงา เผยเสน่ห์ความงดงามของ “บัวศรีพังงา” ดอกไม้หายากที่ผลิบานท่ามกลางผืนป่าและแหล่งน้ำธรรมชาติ ให้มาสัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด พร้อมเก็บภาพความประทับใจในอีกหนึ่งมุมสวยของพังงาที่ไม่ควรพลาด ว่าแต่จะสวยงามแค่ไหน มาดูด้วยกันเลย

    อุทยานแห่งชาติศรีพังงา
    บัวศรีพังงา

    บัวศรีพังงา เจอได้ที่ไหน

              นักท่องเที่ยวสามารถพบบัวศรีพังงา ได้ภายในอุทยานแห่งชาติศรีพังงา อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าดิบชื้นที่ยังคงสมบูรณ์และเงียบสงบ เหมาะสำหรับผู้ที่อยากสัมผัสธรรมชาติอย่างแท้จริง เส้นทางเดินป่าเต็มไปด้วยพืชพรรณหลากหลาย เสียงนก เสียงน้ำ และบรรยากาศร่มรื่นที่ช่วยให้การเดินทางกลายเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ

    บัวศรีพังงา อุทยานแห่งชาติศรีพังงา

    ภาพจาก : อโนทัย งานดี

    บัวศรีพังงา คืออะไร

              บัวศรีพังงา เป็นพืชเถาวัลย์หายากที่เติบโตอยู่ท่ามกลางป่าดิบชื้นอันอุดมสมบูรณ์ของอุทยานแห่งชาติศรีพังงา ดอกมีรูปทรงคล้ายดอกบัว กลีบอ่อนโค้งมน สีสันละมุนตา และมีเสน่ห์แตกต่างจากดอกไม้ทั่วไป ความพิเศษอยู่ที่สีของดอกซึ่งจะเปลี่ยนเฉดไปตามแสงที่ส่องผ่านเรือนยอดไม้ ทำให้การพบเห็นแต่ละครั้งให้ความรู้สึกไม่เหมือนกัน ราวกับธรรมชาติตั้งใจรังสรรค์ความงามเฉพาะช่วงเวลา

    บัวศรีพังงา อุทยานแห่งชาติศรีพังงา

    ภาพจาก : อโนทัย งานดี

    บัวศรีพังงา อุทยานแห่งชาติศรีพังงา

    ภาพจาก : อโนทัย งานดี

    บัวศรีพังงา มีความพิเศษอย่างไร

              นอกจากความงดงามทางสายตา บัวศรีพังงายังมีคุณค่าทางสมุนไพร ชาวบ้านในบางพื้นที่รู้จักกันในชื่อ “เครือเขาน้ำ” หรือ “เถาแดง” โดยส่วนของราก ใบ และลำต้น ถูกนำมาใช้ในแพทย์แผนโบราณ มีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการปวดข้อ ลดการอักเสบ และช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ความพิเศษนี้ทำให้บัวศรีพังงาไม่ใช่แค่ดอกไม้สวยงาม แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดกันมา

    บัวศรีพังงา อุทยานแห่งชาติศรีพังงา

    ภาพจาก : อโนทัย งานดี

    บัวศรีพังงา ออกดอกช่วงไหน

              บัวศรีพังงาจะออกดอกในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคมของทุกปี ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ผืนป่าศรีพังงาสวยงามเป็นพิเศษ อากาศกำลังดี ความชื้นเหมาะสม และธรรมชาติโดยรอบยังคงเขียวขจี ดอกบัวศรีพังงาที่บานสะพรั่งในช่วงนี้ จึงเปรียบเสมือนรางวัลของนักเดินป่าที่ได้ใช้เวลาอย่างอดทนเพื่อค้นพบความงามที่ซ่อนตัวอยู่ในป่า

    ชมบัวศรีพังงา ข้อแนะนำ

               ความงดงามของบัวศรีพังงาและผืนป่าแห่งนี้ จะคงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อทุกคนช่วยกันดูแล นักท่องเที่ยวควรชมด้วยความเคารพ ไม่เด็ด เก็บ หรือทำลายพืชพรรณธรรมชาติ รวมถึงปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อุทยาน เพื่อให้ธรรมชาติยังคงความสมบูรณ์ และเปิดโอกาสให้คนรุ่นต่อไปได้สัมผัสเสน่ห์ของศรีพังงาเช่นเดียวกัน

    บัวศรีพังงา อุทยานแห่งชาติศรีพังงา

    ภาพจาก : อโนทัย งานดี

              อีกหนึ่งจุดหมายที่ชวนให้มาเปิดประสบการณ์ใกล้ชิดธรรมชาติ ผ่านความงดงามของ “บัวศรีพังงา” หากกำลังมองหาทริปพักใจ เรียบง่าย และเต็มไปด้วยเสน่ห์ของธรรมชาติ ที่นี่คือคำตอบที่ไม่ควรพลาด ^ ^

    หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง

    บทความ เที่ยวพังงา ที่เที่ยวพังงา อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view298465.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34NX2IAgZ8AGl8CnHXNa2n

  • ‘นัตตี้’ เดินหน้าสร้างชุมชนท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล | เดลินิวส์

    ‘นัตตี้’ เดินหน้าสร้างชุมชนท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 2 ก.พ. ที่บริเวณ พื้นที่หมู่ที่ 3 ต.ขยาย อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา นายนัตตี้ นิธิ สืบพงษ์สังข์ อุปนายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) เจ้าของ”นัตตี้ส์แอดเวนเจอร์ส์”ผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล ได้จัดให้มีพิธีตั้งเสาเอกและเสาโท เพื่อก่อสร้างสถานที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนเพื่อคนทั้งมวล ซึ่งอยู่ริมแม่น้ำลพบุรี โดยมีนายกฤษชัย เสถียรโชค ส.จ.พระนครศรีอยุธยา เขตบางปะหัน รศ.รอ.ชูวิทย์ สุจฉายา รองอธิการบดี สถาบันอาศรมศิลป์ พร้อมอาจารย์ผู้ออกแบบอาคาร ผศ.ดร.ธารนี นวัสนธี สาขาการท่องเที่ยว มทร.สุวรรณภูมิ ตัวแทนวิสาหกิจชุมชนโอทอปทำงอบ ทำจักสาน และอาหารท้องถิ่น มาร่วม บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและรอยยิ้มจากชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงที่มาร่วมงาน โดยส่วนใหญ่บอกว่าดีใจที่จะเกิดการผลักดันการท่องเที่ยวที่นี่ ชาวบ้านที่ทำจักสาน ทำอาหาร รอคอยที่จะมาร่วมกิจกรรม เพื่อสร้างเศรษฐกิจในชุมชน

    default

    นายนัตตี้ เปิดเผยว่า จากการที่ตนเองทำงานด้านการท่องเที่ยวมายาวนาน โดยเฉพาะการส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล ให้ความสำคัญกับกลุ่มนักท่องเที่ยวผู้ที่พิการทางการเดิน ทางการเห็น โดยได้ให้ทางสถาบันอาศรมศิลป์ เป็นผู้ออกแบบให้สามารถสอดคล้องกับภูมิประเทศในการใช้สอย  อีกทั้งยังเตรียมพื้นที่เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่มในเรื่องการสัมมนา และต้องการเรียนรู้วิถีชุมชน โดยผู้พิการที่ใช้วิลแชร์สามารถมาได้ทั้งบนบกและทางน้ำ โดยต้องขอบคุณทางอำเภอบางปะหัน องค์การบริหารส่วนตำบลโพธิ์สามต้น และทุกฝ่ายที่ให้คำแนะนำ ซึ่งตนได้นำไปเป็นแนวทางในการดำเนินการต่อไป คาดว่าจะใช้เวลาสร้างไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายใต้แนวความคิด ส่งเสริมชุมชนเพื่อคนทั้งมวล จะไม่สร้างมลพิษ หรือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทุกด้าน 

    default
    default
    default

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5561411/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vKnbmy0Zn8V7h4X3ZgwCe

  • รองนายกฯ พิพัฒน์ มั่นใจ ‘ดิสนีย์แลนด์ไทย’ ใน EEC คาดสร้างงานแสนตำแหน่ง

    รองนายกฯ พิพัฒน์ มั่นใจ ‘ดิสนีย์แลนด์ไทย’ ใน EEC คาดสร้างงานแสนตำแหน่ง

    เลือก EEC จังหวัดชลบุรี ทำเลยุทธศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐานพร้อม

    พื้นที่ตั้งโครงการถูกกำหนดในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรี ซึ่งมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานสูงที่สุดของประเทศ ทั้งสนามบินนานาชาติ ระบบราง และโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางของนักท่องเที่ยวและผู้เข้าร่วมอีเวนต์จากทั่วโลก

    วางกรอบชัด ใช้เวลา 7 ปี จากแผนสู่การเปิดใช้งาน

    สำหรับกรอบระยะเวลา โครงการคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3 ปีในขั้นตอนการวางแผนและออกแบบ และอีก 4 ปีในขั้นตอนการก่อสร้าง รวมระยะเวลาประมาณ 7 ปี โดยอ้างอิงจากประสบการณ์การพัฒนาโครงการในต่างประเทศ ทั้งนี้ ความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จ เนื่องจากเป็นโครงการที่ใช้เวลามากกว่าหนึ่งสมัยรัฐบาล

    สร้างงานกว่า 100,000 ตำแหน่ง หนุน GDP ไทยโต 1%

    หากโครงการเกิดขึ้นจริง คาดว่าจะสร้างการจ้างงานรวมกว่า 100,000 ตำแหน่ง แบ่งเป็นการจ้างงานทางตรงประมาณ 25,000 ตำแหน่ง ในภาคสวนสนุก ความบันเทิง โรงแรม และบริการที่เกี่ยวข้อง และการจ้างงานทางอ้อมประมาณ 75,000 ตำแหน่ง ในภาคก่อสร้าง ซัพพลายเออร์ และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวต่อเนื่อง

    ขณะเดียวกัน คาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นปีละกว่า 10 ล้านคน หรือราว 30% สร้างรายได้จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นประมาณ 150,000 ล้านบาทต่อปี โดยเป็นรายได้จาก Disneyland โดยตรงราว 50,000 ล้านบาท และมีศักยภาพในการช่วยเพิ่ม GDP ของประเทศได้สูงถึง 1%

    การเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่

    พร้อมกันนี้ ยังเชิญชวนคนรุ่นใหม่ให้เปิดใจและมีส่วนร่วมกับโครงการ โดยยืนยันว่าจะเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ไทยได้มีบทบาทในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ดนตรี กีฬา และอีเวนต์ระดับโลก พร้อมย้ำว่าจะมีการสื่อสารและอัปเดตความคืบหน้าโครงการอย่างต่อเนื่องผ่านทุกช่องทาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/861816&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gwngs2IDV08CBP4Yn2Vq4

  • ‘


    กรมพัฒนาธุรกิจฯผนึกพันธมิตรด้านปราบปรามนอมินี ตรวจธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง พบธุรกิจมีที่ตั้งเดียวกันหลายแห่ง แอบอ้างเป็นกรรมการให้ข้อมูลเจ้าหน้าที่ ฟันไม่เลี้ยงส่งดำเนินคดีทันที

     นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29-30 มกราคม 2569 กรมพัฒนาธุรกิจการค้าส่งทีมปราบนอมินีเข้าร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร 5 หน่วยงาน ได้แก่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต ตรวจคนเข้าเมืองภูเก็ต สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดภูเก็ต และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดภูเก็ต ลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต ตรวจสอบกลุ่มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ทั้งธุรกิจนำเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และเรือเช่า ซึ่งมีพฤติกรรมต้องสงสัยว่ามีการใช้ชื่อคนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติหรือนอมินี เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

    ทั้งนี้เบื้องต้นได้ตรวจสอบธุรกิจกลุ่มเป้าหมายต้องสงสัยจำนวน 10 ธุรกิจ และตรวจสำนักงานบัญชีและสำนักงานกฎหมายที่ต้องสงสัยว่าให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนชาวต่างชาติในการใช้คนไทยถือหุ้นแทน โดยภูเก็ตเป็นจังหวัดพื้นที่เสี่ยง มีบริษัทจำนวน 29,090 ราย ในจำนวนนี้มีข้อมูลว่าชาวต่างชาติร่วมลงทุนกับคนไทยถึงจำนวน 11,263 บริษัท คิดเป็นร้อยละ 38.72% ซึ่งมีข้อสังเกตว่าทั้งหมดชาวต่างชาติร่วมลงทุนไม่ถึงร้อยละ 50 ซึ่งทำให้ไม่ต้องอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งมีโอกาสที่ชาวต่างชาติอาจใช้ชื่อคนไทยถือหุ้นแทนธุรกิจเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายจำนวนมาก

    การลงตรวจกลุ่มธุรกิจดังกล่าวจึงเปรียบเสมือนการตัดต้นตอวงจรนอมินีของธุรกิจท่องเที่ยวใน จ.ภูเก็ต ไม่ให้ชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย ใช้ทรัพยากรของไทยหาผลประโยชน์เข้าตนเองโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องหรือกฎระเบียบของประเทศ

    อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบ 10 ธุรกิจ มีนิติบุคคลที่มีที่ตั้งเดียวกับสำนักงานบัญชี 3 บริษัท จาก 10 บริษัท และขณะปฏิบัติงานพบว่า ผู้ทำบัญชีของสำนักงานบัญชีแห่งหนึ่งแอบอ้างตัวเป็นกรรมการของนิติบุคคล พร้อมแสดงบัตรประจำตัวประชาชนของผู้คนอื่น (กรรมการ) เพื่อมาให้ข้อมูลต่อทีมเจ้าหน้าที่แทนกรรมการตัวจริง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แจ้งข้อกล่าวหากรรมการและผู้ทำบัญชีรายดังกล่าวฐานความผิดให้บุคคลอื่นใช้บัตรประชาชน และใช้บัตรประชาชนคนอื่น ตาม พ.ร.บ. บัตรประชาชน พ.ศ. 2526

    นอกจากนี้ ได้ลงพื้นที่ตรวจบริษัทสำนักงานกฎหมายและสำนักงานบัญชีกลุ่มเสี่ยง (มีกรรมการของบริษัทสำนักงานฯ เข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่มีคนต่างชาติเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการในหลายบริษัทมากผิดปกติ) และนิติบุคคลนอมินีเป้าหมาย พร้อมให้เข้าชี้แจงข้อเท็จจริงกับเจ้าหน้าที่ จำนวน 5 ราย โดยในจำนวนนี้มี 3 ราย ที่มีการใช้พนักงาน/ผู้ทำบัญชีบริษัทเข้าเป็นกรรมการและเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่มีคนต่างชาติเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้น ซึ่งกรมฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้ดำเนินการตรวจสอบเชิงลึกเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่ให้ความช่วยเหลือชาวต่างชาติประกอบธุรกิจโดยผิดกฎหมายต่อไป

    “กรมฯ และหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยทั้งภาครัฐและภาคเอกชนยังคงมุ่งมั่นป้องกันและปราบปรามนอมินีอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อสร้างระบบธุรกิจที่โปร่งใส เป็นธรรม สกัดกั้นผู้ไม่สุจริต และเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้อย่างมั่นคง โดยยกระดับการทำงานเชิงรุก พุ่งเป้าบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดมากขึ้น พร้อมใช้ระบบวิเคราะห์แนวโน้มพฤติกรรมของนิติบุคคล มาช่วยทำงานปราบปรามนอมินีให้แม่นยำ ครอบคลุม และตรงเป้ามากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็จะปรับกระบวนการทำงานเพื่อให้นักลงทุนชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้รับความสะดวกมากที่สุด”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/39900&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Mch6ncGPCzAq_XBSf057M

  • เปิดงานออกร้าน “คารวาลัยพระพันปี สดุดีพระแม่ของแผ่นดิน งามศิลป์ วิถีถิ่นไทเลย” | เดลินิวส์

    เปิดงานออกร้าน “คารวาลัยพระพันปี สดุดีพระแม่ของแผ่นดิน งามศิลป์ วิถีถิ่นไทเลย” | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่เวทีวัฒนธรรม นายไพรินทร์ ลิ่มเจริญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เป็นประธานในพิธีเปิดการจัดงานออกร้าน “คารวาลัยพระพันปี สดุดีพระแม่ของแผ่นดิน งามศิลป์ วิถีถิ่นไทเลย” ภายใต้งานดอกฝ้ายบาน สืบสานวัฒนธรรมไทเลย ประจำปี 2569 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1– 10 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อสืบสาน รักษา และต่อยอดวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดเลย ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ นำทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน และประชาสัมพันธ์คุณค่าและความสำคัญของแหล่งมรดกธรณีและการท่องเที่ยวเชิงธรณีที่เชื่อมโยงสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การสาธิตและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิถีชีวิตและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อสะท้อนมรดกทางวัฒนธรรม ความเชื่อ และอัตลักษณ์ของชุมชนไทเลย ได้แก่ การสาธิตการทอผ้าฝ้าย จุดเช็คอินสวนฝ้าย ถุงฝ้าย การสาธิตขนมพื้นบ้านและอาหารพื้นถิ่น พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ชิมฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย รวมถึงการแสดงศิลปวัฒนธรรม การละเล่น และดนตรีของเยาวชนจากภาคีเครือข่าย

    นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมไฮไลท์ที่น่าสนใจ เช่น บูธนิทรรศการเส้นทางท่องเที่ยวมรดกธรณี “มหัศจรรย์แห่งธรรมชาติและภูผา จังหวัดเลย และไดโนเสาร์” บูธถ่ายภาพ AI Photo Booth กับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดเลย พร้อมระบบสแกน QR Code ดาวน์โหลดภาพได้ฟรี กิจกรรม Like & Share ลุ้นรับรางวัล บูธสาธิตกิจกรรมการท่องเที่ยว ผลิตภัณฑ์ และอาหารจากชุมชนต้นแบบพิเศษเลย กิจกรรมสาธิตจากเครือข่ายชุมชนต้นแบบการท่องเที่ยวตามเกณฑ์ GSTC รวมถึงกิจกรรมสร้างสรรค์วาดหน้ากากจิ๋วผีตาโขน หัวใจไทดำ และกิจกรรมดีไซน์ถ่านดูดกลิ่นจากชุมชนไร่ม่วง

    การจัดงานครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวน 5 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเลย สภาวัฒนธรรมจังหวัดเลย มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์เลย สำนักงานพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเลย (อพท.เลย) และสำนักงานทรัพยากรธรณี เขต 2 ขอนแก่น เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการอนุรักษ์และพัฒนาวัฒนธรรมท้องถิ่นสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของจังหวัดเลย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5559167/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0z-OehJBAfCMY-ppGKoCXY

  • แอสเสท เวิรด์ฯผนึกแมริออทเปิดตัว2โรงแรมใหม่”เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน พัทยา-แมริออท เกาะสมุย”

    แอสเสท เวิรด์ฯผนึกแมริออทเปิดตัว2โรงแรมใหม่”เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน พัทยา-แมริออท เกาะสมุย”

    แอสเสท เวิรด์ คอร์ปหรือ AWC ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล พัฒนา2โรงแรมแห่งใหม่เจาะตลาดเมืองท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ คือ พัทยา จังหวัดชลบุรี และเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี   โดยได้ลงนามพัฒนาและบริหารโรงแรมแบรนด์ เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน พัทยา เพื่อขยายพอร์ตโฟลิโอโรงแรมระดับลักชัวรีและเป็นการสานต่อความร่วมมือหลังจากที่ได้มีการพัฒนาโรงแรมเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน แบงค็อก เดอะ ริเวอร์ไซด์ร่วมกัน เพื่อส่งเสริมและฟื้นฟูย่านประวัติศาสตร์ ล้ง 1919 และทรงวาด ในปี 2565ที่ผ่านมา โรงแรมเดอะ ริตซ์-คาร์ลตัน ภูเก็ต รีสอร์ท แอนด์ สปา ในปี 2566 โดยโรงแรมเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน พัทยา ถือเป็นไฮไลต์สำคัญของโโครงการ Aquatique เมกะโปรเจ็กต์แบบมิกซ์ยูสระดับแฟลกชิปของ ของกลุ่มแอสเสท เวิรด์ฯ ในเมืองพัทยา นอกจากนี้ยังได้มีการรีโพสิชันนิ่งโรงแรมเชอราตัน สมุย รีสอร์ท สู่แบรน์ใหม่ “แมริออท เกาะสมุย”

    วัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทแอสเสท เวิรด์ คอร์ป จํากัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทได้ร่วมมืออย่างต่อเนื่องกับแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล  ในการพัฒนาโครงการระดับแฟลกชิปบนทำเลยุทธศาสตร์ ผ่านแนวทางการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความยั่งยืน และอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ ซึ่งโครงการโรงแรม เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน ในโครงการ Aquatique พัทยา จะเป็นโครงการระดับลักชัวรีที่มีบทบาทสำคัญในการเสริมศักยภาพของเมืองพัทยาในฐานะจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวหลักของประเทศไทย

    ขณะเดียวกันการพัฒนาโรงแรมภายใต้แบรนด์แมริออท ที่เกาะสมุย เป็นการพัฒนาสอดคล้องเสริมศักยภาพของเกาะสมุยในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวคุณภาพระดับนานาชาติ

    “ทั้งสองโครงการสะท้อนกลยุทธ์ของ AWC ในการผนึกกำลังกับแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เพื่อร่วมสร้างคุณค่าระยะยาวทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก”

    แบรด เอ็ดแมน รองประธานกรรมการประจำประเทศไทย กัมพูชา และเมียนมา แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า  ความร่วมมือระหว่างแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล และแอสเสท เวิรด์ฯพัฒนาอย่างต่อเนื่องถือเป็นหนึ่งในบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมโรงแรมและการบริการในประเทศไทย โดยครอบคลุมโรงแรมหลายแห่งและแบรนด์ชั้นนำของแมริออท

    โดยแบรนด์ เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน ถือเป็นการยกระดับประสบการณ์การเข้าพักในจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมสูงสุดของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นการเปิดตัวโรงแรมแห่งใหม่ในโครงการเมกะโปรเจ็กต์ Aquatique เมืองพัทยาด้วย  

    ขณะเดียวกันการนำแบรนด์แฟลกชิปอย่าง Marriott Hotels มาเปิดตัวที่เกาะสมุย ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของเอเชีย สามารถตอบโจทย์ความต้องการของนักเดินทางคุณภาพจากทั่วโลก รวมถึงสมาชิก Marriott Bonvoy ได้อย่างครบถ้วน

    ทั้งนี้โรงแรมเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน พัทยา มีจำนวนห้องพักกว่า 224 ห้อง ขนาดพื้นที่ใช้สอยรวมประมาณ 34,505 ตารางเมตร ตั้งอยู่บนทำเลริมชายหาดภายในพื้นที่ของโครงการ Aquatique ที่มีที่ดินทั้งหมดกว่า 27ไร่ ประกอบด้วย โรงแรม ศูนย์การค้าริมชายหาดที่มีเพื้นที่ให้เช่ามากกว่า 110,000 ตารางเมตร และพื้นที่รองรับความบันเทิงขนาดใหญ่ระดับสากล มีทั้งสวนน้ำขนาดใหญ่ที่บริหารจัดการโดยพันธมิตรชั้นนำระดับโลก ออกแบบมาเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    ส่วนโรงแรมแมริออท เกาะสมุย ถือเป็นการปรับบทบาทสู่พรีเมียม รองรับการเติบโตของการท่องเที่ยวคุณภาพ โดยที่ตั้งโครงการอยู่บนหาดเฉวงน้อย  เน้นการนำเสนอประสบการณ์การพักผ่อนที่แตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์ ผ่านการถ่ายทอดมาตรฐานแบรนด์ระดับโลกของแมริออท ควบคู่กับอัตลักษณ์เฉพาะตัวของเกาะสมุย และการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากท้องทะเล ภายใต้แนวคิด “Samui’s soul embraces the tides of the sea” นอกจากนี้โครงการยังมีแผนพัฒนาวิลล่าริมชายหาดพร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัวด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://prop2morrow.com/863896/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sZHPW9RmyRIxyKvQffkl7