Category: ท่องเที่ยว

  • ญี่ปุ่นคุมเข้มนักท่องเที่ยว 100 จุดทั่วประเทศ หลังภาวะ Overtourism พ่นพิษ

    ญี่ปุ่นคุมเข้มนักท่องเที่ยว 100 จุดทั่วประเทศ หลังภาวะ Overtourism พ่นพิษ

    รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศยุทธศาสตร์ใหม่ ยกระดับการท่องเที่ยวขาเข้าให้เป็น อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์หลัก เพื่อเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ โดยวางเป้าหมายระยะยาวภายในปี 2573 ดังนี้:

    • ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ได้ 60 ล้านคนต่อปี
    • ผลักดันยอดการใช้จ่ายให้แตะ 15 ล้านล้านเยน
    • เพิ่มสัดส่วนนักท่องเที่ยวกลุ่มเดินทางซ้ำ (Repeat Visitors) จาก 36 ล้านคน เป็น 40 ล้านคน

    ทั้งนี้ จากข้อมูลในปี 2568 พบว่ารายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 9.5 ล้านล้านเยน ส่งผลให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลายเป็นแหล่งรายได้เข้าประเทศที่ใหญ่เป็น อันดับ 2 ของญี่ปุ่น เป็นรองเพียงอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีมูลค่า 17 ล้านล้านเยนเท่านั้น

    อย่างไรก็ตาม เพื่อรักษาคุณภาพการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ญี่ปุ่นมีแผนเพิ่มจำนวนพื้นที่ดำเนินมาตรการรับมือปัญหา ภาวะนักท่องเที่ยวล้นเมือง (Overtourism) จากเดิม 47 แห่ง เพิ่มขึ้นเป็น 100 แห่ง ทั่วประเทศ เพื่อจัดการปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

    นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังเร่งปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือความผันผวนของสถานการณ์โลก โดยเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยวจาก “จีน” ที่ปรับตัวลดลงอย่างมากนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 ท่ามกลาง ความสัมพันธ์อันตึงเครียด ระหว่างสองประเทศ

    ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นต้องปรับแผนส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบกระจายความเสี่ยง โดยเน้นการสร้างฐานลูกค้าที่ไม่พึ่งพาตลาดจากประเทศใดประเทศหนึ่งมากจนเกินไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/world/650446&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LT4tuEXU6OA6kmNFHWSxl

  • ชาวสัตหีบร้อง ทริปมอไซค์นับพันคัน แก๊งทุเรียนนนท์ก้านยาว เดือดร้อนเสียงดัง

    ชาวสัตหีบร้อง ทริปมอไซค์นับพันคัน แก๊งทุเรียนนนท์ก้านยาว เดือดร้อนเสียงดัง

    ชาวสัตหีบร้อง ทริปมอไซค์นับพันคัน แก๊งทุเรียนนนท์ก้านยาว เดือดร้อนเสียงดัง

    วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.12 น.

    ชาวบ้านร้อง ทริปรถจักรยานยนต์ “ทุเรียนนนท์ก้านยาว” นับพันคันบุกสัตหีบ เดือดร้อนเสียงดัง ตำรวจตั้งด่านกวดขันเข้ม

    1 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในพื้นที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี มีกลุ่มรถจักรยานยนต์จัดทริปชื่อ “ทริปทุเรียนนนท์ก้านยาว” รวมตัวเดินทางมาท่องเที่ยวบริเวณหาดนางรำ ตำบลแสมสาร อำเภอสัตหีบ จำนวนประมาณ 700–1,000 คัน

    โดยพบว่ารถจักรยานยนต์บางส่วนขับขี่ด้วยความประมาทหวาดเสียว และส่งเสียงดัง สร้างความกังวลว่าจะเกิดอุบัติเหตุ ส่งผลให้ชาวอำเภอสัตหีบจำนวนมากออกมาโพสต์แสดงความคิดเห็นผ่านโซเชียลมีเดีย ถึงความเดือดร้อนที่ได้รับจากกลุ่มรถจักรยานยนต์ดังกล่าว

    ขณะเดียวกัน พ.ต.อ.คมสรร คำตุ่นแก้ว ผู้กำกับการ สภ.สัตหีบ ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.ชนะทัต นวคุณรังสี รอง ผกก.ป.สภ.สัตหีบ และ พ.ต.ต.พัฒนนันท์ สมนวล สว.จราจร ควบคุมการปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สายตรวจจักรยานยนต์ และชุดปฏิบัติการพิเศษ รวมถึงชุดสืบสวน ตั้งด่านตรวจตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก และกวดขันอย่างเข้มงวด

    ภายหลังมีชาวบ้านร้องเรียนว่ามีการแข่งรถและส่งเสียงดังบนถนนสาย 3126 บริเวณแยกทางเข้าแสมสาร ตำบลแสมสาร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยเจ้าหน้าที่ได้ยึดรถจักรยานยนต์มาตรวจสอบจำนวน 14 คัน และให้เจ้าของนำหลักฐานมาแสดงเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง

    พ.ต.อ.คมสรร คำตุ่นแก้ว ผกก.สภ.สัตหีบ เปิดเผยว่า กรณีการรวมกลุ่มขับขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอสัตหีบ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการหาข่าวเชิงลึก และประสานกับหัวหน้ากลุ่มหรือคีย์แมนของแต่ละกลุ่มแล้ว


     
    ทั้งนี้ อำเภอสัตหีบยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกท่าน แต่ขอความร่วมมือให้เดินทางท่องเที่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ปฏิบัติตามกฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด ไม่ฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่ขับขี่แข่งรถหรือส่งเสียงดัง และไม่ขับขี่ด้วยความประมาทหวาดเสียว ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายและสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนในพื้นที่

    หากพบว่ารถจักรยานยนต์ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องดำเนินการจับกุมกวดขัน เพื่อความปลอดภัยของประชาชน และความปลอดภัยของผู้ขับขี่เอง ซึ่งเป็นหน้าที่ของตำรวจในการดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวทุกคน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/944405&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3g3Pst6PgU6qjYV3FWD8Np

  • ญี่ปุ่นเตรียมขยายพื้นที่คุมเข้มนทท.ล้นเมือง หวังดันการท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ : อินโฟเควสท์

    ญี่ปุ่นเตรียมขยายพื้นที่คุมเข้มนทท.ล้นเมือง หวังดันการท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ : อินโฟเควสท์

    การท่องเที่ยวญี่ปุ่น วางแผนเพิ่มจำนวนพื้นที่ที่จะดำเนินมาตรการรับมือปัญหาภาวะนักท่องเที่ยวล้นเมือง (Overtourism) จากปัจจุบัน 47 แห่ง เพิ่มขึ้นเป็น 100 แห่ง เพื่อยกระดับการจัดการปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม

    อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นยังคงยืนยันเป้าหมายเดิมที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ได้ 60 ล้านคนต่อปี และผลักดันยอดการใช้จ่ายให้แตะ 15 ล้านล้านเยน ภายในปี 2573 ทั้งยังมีการปรับเพิ่มเป้าหมายกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางกลับมาเที่ยวซ้ำ จาก 36 ล้านคน เป็น 40 ล้านคน

    นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงต่าง ๆ รวมถึงความผันผวนของสถานการณ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำนวนนักท่องเที่ยวจากจีน ซึ่งปรับตัวลดลงอย่างมากนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2568 ท่ามกลางความสัมพันธ์อันตึงเครียดระหว่างญี่ปุ่นกับจีน

    จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ญี่ปุ่นจึงเห็นถึงความจำเป็นในการวางกลยุทธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ไม่พึ่งพาตลาดจากประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป

    ทั้งนี้ ในปี 2568 รายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 9.5 ล้านล้านเยน กลายเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้เข้าประเทศมากเป็นอันดับ 2 รองจากอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีมูลค่า 17 ล้านล้านเยน

    ด้วยเหตุนี้ การท่องเที่ยวญี่ปุ่นจึงตัดสินใจยกระดับการท่องเที่ยวขาเข้าให้เป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์หลัก ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/565619&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dDyuSLJvfBezOBlK5NQV2

  • เวียดนาม ‘แซงไทยครั้งแรก’ มี ‘นักท่องเที่ยวจีน’ มากกว่า

    เวียดนาม ‘แซงไทยครั้งแรก’ มี ‘นักท่องเที่ยวจีน’ มากกว่า

    จาก ‘เบอร์หนึ่งแบบไม่ต้องลุ้น’ สู่การ ‘ถูกแซง’ อย่างเงียบ ๆ เกมท่องเที่ยวไทยกำลังเปลี่ยน เมื่อ ‘เวียดนาม’ ใช้ทั้งความใกล้ ความคล้าย และกลยุทธ์ที่จับต้องได้ ดึงนักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่ไปครองใจ เรื่องนี้ชวนตั้งคำถามว่า ไทยกำลังเสียอะไรไป และจะทวงความได้เปรียบเดิมกลับมาได้หรือไม่

    เดิมที “ไทย” คือจุดหมายท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของชาวจีนในย่านอาเซียน อย่างแทบไร้คู่แข่ง ด้วยภาพลักษณ์ประเทศที่เปิดกว้าง เป็นมิตร และเป็นพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวรู้สึก “ปลอดภัยและไว้ใจได้” มาอย่างยาวนาน

    แต่ในปี 2025 ภาพจำนี้กำลังถูกเขย่า เมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางไป “เวียดนาม” พุ่งแซงหน้าไทย “เป็นครั้งแรก” ด้วยจำนวนกว่า 5.3 ล้านคน

    ในขณะที่ “ฝั่งไทย” ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนกลับ “หดตัวลง 30%” เมื่อเทียบกับปี 2024 สัญญาณนี้ไม่ใช่แค่ความผันผวนระยะสั้น แต่กำลังสะท้อนว่า “ความได้เปรียบเดิมของไทย” กำลังถูกกัดเซาะ ทั้งจากปัญหาความมั่นคง อาชญากรรม และที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ “พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่” ที่เปลี่ยนไปเร็วกว่าที่ไทยจะปรับตัวทัน

    ปัจจัยลบที่ถาโถมเข้าใส่ไทย มีตั้งแต่กรณีเป็น “ทางผ่าน” การลักพาตัวนักแสดงจีนไปยังเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมียนมา การถูกล่อลวงข้ามแดน เหตุปะทะชายแดนกับกัมพูชา ไปจนถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ ได้กัดกร่อนความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจีนอย่างเงียบ ๆ แต่ต่อเนื่อง

    “เมื่อเทียบกับช่วงพีคเมื่อราวสองปีครึ่งก่อน จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลงไปประมาณ 60%” เจ้าของร้านเช่าชุดไทยรายหนึ่งกล่าว “เราจำเป็นต้องลดราคาเพราะลูกค้าน้อยลง แต่ก็แทบทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้”

    ขณะที่เจ้าของร้านขายน้ำผลไม้ในบริเวณเดียวกัน ระบุว่า ยอดขายลดลงราว 40% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

    “ถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ต่อไปอีก สามถึงหกเดือน ร้านนี้คงอยู่ไม่ได้” เจ้าของร้านกล่าว

    “ฉันอยากให้รัฐบาลแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า นี่เป็นประเทศที่ปลอดภัย”

    ขณะเดียวกัน “ญี่ปุ่น” ก็เริ่มเสียแรงดึงดูด หลังความตึงเครียดทางการเมืองกับจีนในกรณีไต้หวัน ปะทุขึ้นอีกระลอก จีนตอบโต้ด้วยการสั่งยกเลิกเที่ยวบินไปญี่ปุ่น ทำให้กระแสท่องเที่ยวจีนที่เคยฟื้นตัวแรง ชะลอลงอย่างฉับพลัน

    ในช่องว่างนั้น “เวียดนาม” จึงก้าวเข้ามาแทนที่

    นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ ไม่เอาทัวร์ แบ็กแพ็กดีกว่า

    เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า นอกจากปัจจัยปัญหาในไทยและญี่ปุ่นแล้ว กรณีของเวียดนามยังได้ประโยชน์จากการ “เพิ่มเส้นทางบินตรง” จากเมืองใหญ่ของจีน มาตรการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่า และการเปิดพรมแดนสำหรับทริประยะสั้น แบบไม่ต้องใช้พาสปอร์ตในบางพื้นที่

    แต่ปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ “การเปลี่ยนพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่”

    นักท่องเที่ยวจีนอายุต่ำกว่า 40 ปี โดยเฉพาะกลุ่มเจน Z หันหลังให้แพ็กเกจทัวร์สำเร็จรูป และเลือก “เดินทางแบบอิสระ” แทน โดยวางแผนเองผ่านมือถือ ตั้งแต่การจองที่พัก ทัวร์วันเดียว ไปจนถึงร้านอาหาร

    บิช เฟือง มัคคุเทศก์ท้องถิ่นในเวียดนามมานานกว่า 15 ปีเล่าว่า เมื่อก่อนนักท่องเที่ยวแบ็กแพ็กส่วนใหญ่เป็นชาวตะวันตก แต่วันนี้ “นักท่องเที่ยวจีนถือเป็นกลุ่มหลัก” 

    เธอเล่าว่า นักท่องเที่ยวในปัจจุบันกล้าลองสิ่งใหม่มากขึ้น มักหาทัวร์แบบไปเช้าเย็นกลับหลังเดินทางถึงจุดหมาย และจัดการจองต่าง ๆ ด้วยตัวเองเป็นหลัก 

    “ขอแค่มีโทรศัพท์ เขาก็ไปได้หมด” เฟืองกล่าว

    ข้อมูลเครือข่ายศิษย์เก่าด้านธุรกิจการบริการของออสเตรเลียในเวียดนาม (Australian Hospitality Alumni Network in Vietnam) ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจาก Klook ระบุว่า “กว่า 70% ของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่” เลือกเดินทางในรูปแบบอิสระด้วยตัวเอง และเริ่มนิยมการขับรถเที่ยวระยะสั้น รวมถึงการข้ามแดนแบบไปเช้าเย็นกลับ ซึ่งเวียดนามตอบโจทย์รูปแบบนี้ได้ดี ทั้งด้านราคา ความสะดวก และความหลากหลายของประสบการณ์

    บิช เฟืองกล่าวเสริมว่า “การท่องเที่ยวแบบขับรถเที่ยวเอง” (Road Trip) เป็นเทรนด์ใหม่ที่เพิ่งเริ่มได้รับความนิยมในกลุ่มนักเดินทางอิสระ 

    ขณะเดียวกัน เวียดนามก็ได้อำนวยความสะดวกให้ชาวจีนเดินทางข้ามพรมแดนเพื่อท่องเที่ยวระยะสั้นมากขึ้น โดยเฉพาะผ่านความร่วมมือระหว่างเมืองหล่างเซินของเวียดนาม และเมืองผิงเสียงของจีน

    เจ้าหน้าที่จากสองเมืองชายแดนได้พบหารือกันถึง 8 ครั้งในปี 2024 เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับใบอนุญาตเดินทางรูปแบบใหม่ ที่เปิดทางให้ประชาชนของทั้งสองประเทศสามารถพำนักระยะสั้นได้ “โดยไม่ต้องใช้หนังสือเดินทาง”

    ‘ความคล้ายคลึงกัน’ แต้มต่อของเวียดนาม

    แม้ว่าเวียดนามกับจีนมีประวัติความขัดแย้งทางการเมืองในอดีต อย่างสงครามจีน-เวียดนาม 1979 ข้อพิพาทหมู่เกาะสแปรตลีย์ แต่ในมิติการท่องเที่ยว “ความคล้ายทางวัฒนธรรม” กลับกลายเป็นแต้มต่อ

    ตั้งแต่เทศกาลตรุษจีน อาหารที่คุ้นลิ้น สภาพอากาศ ไปจนถึงรากฐานทางศาสนาแบบพุทธ ทำให้นักท่องเที่ยวจีนรู้สึก “ปรับตัวง่าย” กว่าการไปประเทศตะวันตก

    ผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวมองว่า นักท่องเที่ยวจีนสามารถแยกแยะได้ระหว่างความขัดแย้งระดับรัฐกับปฏิสัมพันธ์ระดับบุคคล และการท่องเที่ยว คือ “สะพาน” ที่ช่วยลดช่องว่างนั้น

    ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบการใช้จ่ายต่อการเดินทางหนึ่งครั้ง เวียดนามยังเป็นจุดหมายปลายทางที่มีค่าใช้จ่าย “ถูกกว่า” ไทยหรืออินโดนีเซีย โดยรายงานของ Vietnam Report ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงฮานอย ระบุว่า ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวในปี 2025 อยู่ที่ 379–569 ดอลลาร์ (ประมาณ 12,000-18,000 บาท) ต่อคนต่อทริป อย่างไรก็ดี กลุ่มนักท่องเที่ยวที่ใช้จ่ายสูงกว่านั้นกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่

    หนึ่งในหมวดการใช้จ่ายสำคัญของนักท่องเที่ยวในเวียดนามคือ “อาหารการกิน”

    “แทนที่จะเป็นเพียงมื้ออาหารแบบกรุ๊ปทัวร์ดั้งเดิม นักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่กำลังมองหาประสบการณ์การรับประทานอาหารท้องถิ่นที่แท้จริงมากขึ้น หรือร้านอาหารระดับพรีเมียม”

    ฟาม ไฮ กวิ๋ญ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาการท่องเที่ยวเอเชียในนครฮานอยกล่าวกับนิกเกอิ เอเชีย พร้อมเสริมว่า พวกเขานิยม “ทัวร์อาหารที่เน้นของขึ้นชื่อประจำภูมิภาค หรือร้านอาหารที่ได้คะแนนรีวิวสูง”

    ด้านภูมิกิตติ์ รักแต่งาม รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า เวียดนามมีความได้เปรียบด้านต้นทุนที่ถูกกว่าไทย ทำให้ไทยเสี่ยงสูญเสียบางตลาดแก่เวียดนาม เห็นแนวโน้มนักท่องเที่ยวรัสเซียเลือกไปเที่ยวเกาะฟู้โกว๊กแทน ซึ่งราคาถูกกว่าภูเก็ต

    งัด ‘กลยุทธ์แจกจริง-ได้จริง’

    ในการชิงนักท่องเที่ยวยุคหลังโควิด ไม่ได้วัดกันแค่ “จำนวนคนเข้า” อย่างเดียว แต่วัดกันที่ประสบการณ์ ความประทับใจ และการจดจำแบรนด์ประเทศ

    ในการต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ “ครบแตะ 20 ล้านคน” ที่ฟู้โกว๊กเมื่อวันที่ 15 ธันวาคมที่ผ่านมา เวียดนามเลือกใช้ “ของขวัญ” ทั้งเครื่องประดับมุก ตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และแพ็กเกจความบันเทิง 

    พิธีต้อนรับจัดขึ้นอย่างสมเกียรติบริเวณเชิงบันไดเครื่องบิน ผสานการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นเมือง พร้อมมอบประกาศนียบัตรแก่แขกพิเศษ 3 ราย ได้แก่ ผู้โดยสารลำดับที่ 19,999,999, 20,000,000 และ 20,000,001 ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความยินดีและการเฉลิมฉลอง

    สำหรับของขวัญสำหรับ “นักท่องเที่ยวคนที่ 20 ล้าน” มีมูลค่ารวมเกือบ 500 ล้านดองเวียดนาม (ราว 6 แสนบาท) ประกอบด้วยเครื่องประดับมุก ตั๋วเครื่องบิน และบัตรกำนัลที่พักและความบันเทิงในฟู้โกว๊ก 

    ขณะที่ผู้โดยสารลำดับที่ 19,999,999 และ 20,000,001 ได้รับของขวัญมูลค่ากว่า 200 ล้านดอง (ราว 2.4 แสนบาท) ต่อราย นอกจากนี้ ผู้โดยสารทั้งลำยังได้รับของที่ระลึกและบัตรกิจกรรมท่องเที่ยวในพื้นที่

    เวียดนาม ‘แซงไทยครั้งแรก’ มี ‘นักท่องเที่ยวจีน’ มากกว่า เวียดนาม ‘แซงไทยครั้งแรก’ มี ‘นักท่องเที่ยวจีน’ มากกว่า

    นักท่องเที่ยวต่างชาติคนที่ 20 ล้าน คือ แคโรไลนา อักนีแชกา มุสกุส ชาวโปแลนด์ ซึ่งเดินทางมาเวียดนามเป็นครั้งแรก เธอกล่าวว่า “รู้สึกประทับใจอย่างยิ่ง” กับการต้อนรับอันอบอุ่น ความงดงามของธรรมชาติ และผู้คนของเวียดนาม พร้อมตั้งใจจะกลับมาอีกครั้ง และแนะนำจุดหมายปลายทางแห่งนี้ให้เพื่อนและครอบครัว

    นี่คือการส่งสารว่า “มาเวียดนาม คุณไม่ได้แค่เที่ยว แต่คุณคือแขกคนสำคัญของประเทศ”

    ในเชิงกลยุทธ์ เวียดนามได้สร้างข่าว เพื่อให้สื่อทั่วโลกหยิบไปนำเสนอ สร้างประสบการณ์เชิงอารมณ์ ให้นักท่องเที่ยวรู้สึกพิเศษ และสร้าง “การบอกต่อ” ซึ่งน่าเชื่อถือกว่าการโฆษณา

    รายได้ท่องเที่ยว ‘พยุง’ ศก.เวียดนาม

    ในปี 2025 เวียดนามต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 21 ล้านคน สูงกว่าระดับก่อนโควิด รายได้จากการท่องเที่ยวที่แตะเกือบ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ช่วยพยุงเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อ ภัยธรรมชาติ และการค้าโลก

    แม้ค่าใช้จ่ายต่อทริปยังต่ำกว่าไทย แต่นักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่ใช้จ่ายมากขึ้น โดยเฉพาะด้านอาหารและประสบการณ์คุณภาพ ร้านอาหารที่ได้ดาวมิชลิน และทัวร์เชิงวัฒนธรรม กำลังกลายเป็นหัวใจใหม่ของการใช้จ่าย

    เมื่อเอ่ยถึง “การท่องเที่ยว” นี่สามารถเป็นได้ทั้งตัวเสริม หรือตัวกระทบความไว้วางใจ ในด้านหนึ่ง ฟาม ไฮ กวิ๋ญจากสถาบันด้านการท่องเที่ยวระบุว่า นักท่องเที่ยวบางคนที่มีพฤติกรรมไม่สุภาพ อาจกระทบภาพลักษณ์ของจีน และจุดชนวนดราม่าบนโซเชียลมีเดียในเวียดนาม เช่น ประเด็นเรื่อง “ทัวร์ราคาถูก คุณภาพต่ำ” เมื่อเดือนที่แล้ว 

    พ่อค้าแม่ค้าร้านขายของที่ระลึกในตลาดยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งในโฮจิมินห์ซิตี้เล่าว่า เธอขายของให้ลูกค้าชาวจีนได้ยาก เพราะมักต่อรองราคามากกว่านักท่องเที่ยวกลุ่มอื่น

    แต่ในอีกด้านหนึ่ง กวิ๋ญมองว่า ปฏิสัมพันธ์เชิงบวกในภาคการท่องเที่ยว ทำให้ “ชาวเวียดนามมีแนวโน้มมากขึ้นที่จะสามารถแยกแยะอย่างชัดเจน ระหว่างความตึงเครียดทางการเมืองหรือประวัติศาสตร์ระดับชาติ กับความสัมพันธ์ในระดับบุคคล เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว”

    วู ง็อก ลัม ผู้อำนวยการ Agoda ประจำเวียดนาม เปิดเผยว่า การค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเวียดนามของนักท่องเที่ยวจีนบนแพลตฟอร์มท่องเที่ยวของบริษัท พุ่งขึ้นถึง 90% ในปีที่ผ่านมา โดยเมืองที่ถูกค้นหามากที่สุด ได้แก่ โฮจิมินห์ซิตี เกาะฟู้โกว๊ก ฮานอย และดานัง

    เขาระบุว่า ตัวเลขดังกล่าว สะท้อนความเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยวที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างทั้งสองตลาด โดยเฉพาะหลังการเปิดเส้นทางบินใหม่ ๆ

    ทั้งนี้ ในศึกท่องเที่ยวหลังโควิด ไม่มีใครได้เปรียบตลอดไป ประเทศที่เคยเป็นแชมป์ อาจหลุดอันดับได้ หากยึดติดกับสูตรเดิม

    ขณะที่ประเทศที่เคยเป็นตัวเลือกสำรอง อาจกลายเป็นตัวจริง หากเข้าใจนักท่องเที่ยวเร็วกว่า

    เวียดนามกำลังพิสูจน์ว่า การท่องเที่ยวไม่ใช่เกมของอดีต แต่เป็นเกมของการปรับตัว ไทยพร้อมหรือยังที่จะทำให้คำว่า “ปลอดภัยและไว้ใจได้” กลับมาเป็นภาพจำอีกครั้ง

    อ้างอิง: vietnamnikkeinikkei(2)กรุงเทพธุรกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1219104&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gk1AZpoRZdMzUAw-56USV

  • หยอกล้อเป็นเหตุ!? หนุ่มเลี้ยงเหล้าทอม เจอคว้ามีดผลไม้ปาดคอเหวอะ

    หยอกล้อเป็นเหตุ!? หนุ่มเลี้ยงเหล้าทอม เจอคว้ามีดผลไม้ปาดคอเหวอะ

    หยอกล้อเป็นเหตุ!? หนุ่มเลี้ยงเหล้าทอม เจอคว้ามีดผลไม้ปาดคอเหวอะ หวิดสิ้นชื่อที่พัทยา

    เมื่อเวลา 03.00 น. วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา พร้อมตำรวจท่องเที่ยว และเจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยา รุดตรวจสอบเหตุทะเลาะวิวาทใช้อาวุธมีด มีผู้บาดเจ็บสาหัส เหตุเกิดบริเวณซอย 15 พัทยา ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

    ที่เกิดเหตุบริเวณหน้าบาร์เครื่องดื่ม พบผู้ได้รับบาดเจ็บทราบชื่อ นายทิวา อายุ 33 ปี ชาวจังหวัดสิงห์บุรี อยู่ในอาการมึนเมา ถูกของมีคมปาดลึกเข้าบริเวณลำคอเป็นแผลฉกรรจ์ และมีรอยถูกมีดเฉือนยาวกลางแผ่นหลัง เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งให้การปฐมพยาบาลก่อนนำส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน ใกล้กันพบ นางสาวพรอำไฟ อายุ 33 ปี แฟนสาวของผู้บาดเจ็บ อยู่ในอาการมึนเมาเช่นเดียวกัน

    จากการสอบถามผู้บาดเจ็บ ให้ข้อมูลว่า ก่อนเกิดเหตุได้ซื้อสุราเลี้ยงหญิงทอมคนรู้จักชื่อ “เมย์” มานั่งดื่มด้วยกันบริเวณชายหาดพัทยากลาง ระหว่างดื่มมีการพูดจาหยอกล้อกันไปมา กระทั่งฝ่ายหญิงทอมเกิดอาการฉุนเฉียว คว้ามีดปอกผลไม้ฟันเข้าที่ลำคอและหลังจนได้รับบาดเจ็บ ก่อนหลบหนีไป

    ขณะที่แฟนสาวของผู้บาดเจ็บระบุว่า ทั้งคู่รู้จักกันมาก่อนและนั่งดื่มสุราด้วยกันในวงเดียวกัน แต่ฝ่ายทอมเกิดความเข้าใจผิด คิดว่าผู้บาดเจ็บไปมีสัมพันธ์กับหญิงอื่น จึงก่อเหตุดังกล่าวโดยไม่ทันยั้งคิด

    เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุ บันทึกภาพพยานหลักฐาน พร้อมเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และจะสอบปากคำผู้บาดเจ็บเพิ่มเติมภายหลังอาการปลอดภัย เพื่อสรุปสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์ครั้งนี้

    ติดตาม ช่อง 8 ได้ทาง
    facebook.com/thaich8

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaich8.com/news_detail/143020&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rPYD91pr69rbRDxacJtVV

  • ฟัวกราส์แห่งท้องทะเล กรมทรัพย์สินทางปัญญา ยก “กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต” เป็น GI น้องใหม่ ชูคุณภาพระดับพรีเมียม

    ฟัวกราส์แห่งท้องทะเล กรมทรัพย์สินทางปัญญา ยก “กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต” เป็น GI น้องใหม่ ชูคุณภาพระดับพรีเมียม

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) “กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต” (Phuket Lobster) สินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่นและวัตถุดิบชั้นเลิศจากท้องทะเลอันดามัน การันตีคุณภาพโดดเด่นไม่แพ้ที่ใดในโลก ด้วยเอกลักษณ์ตัวใหญ่ สีสันสวยงาม และเนื้อแน่นหวาน เตรียมเร่งต่อยอดทำระบบควบคุมคุณภาพ หนุนการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

    31 มกราคม 2569 นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า การขึ้นทะเบียน “กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต” เป็นสินค้า GI ลำดับที่ 4 ของจังหวัดภูเก็ต ต่อจากสับปะรดภูเก็ต ส้มควายภูเก็ต และมุกภูเก็ต ถือเป็นความสำเร็จอีกขั้นในการยกระดับสินค้าประมงพื้นบ้านระดับพรีเมียมให้ได้รับการคุ้มครองชื่อเสียงและแหล่งต้นกำเนิดอย่างเป็นระบบ โดยกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ตถือเป็นสินค้าที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและเป็นสัญลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวเชิงอาหารของจังหวัดภูเก็ตมาอย่างยาวนาน

    นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า ความพิเศษของกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต เกิดจากสภาพภูมิศาสตร์ที่รายล้อมด้วยทะเลอันดามันอันอุดมสมบูรณ์ มีระดับความเค็มของน้ำเหมาะสม กระแสน้ำมีการถ่ายเทตลอดเวลา เนื่องจากอิทธิพลของน้ำขึ้น-น้ำลง กุ้งจึงได้รับสารอาหารจากธรรมชาติอย่างเต็มที่ และต้องเคลื่อนไหวต้านกระแสน้ำตลอดเวลา ส่งผลให้กุ้งมีมวลกล้ามเนื้อแน่นและหนา ผสานกับภูมิปัญญาของเกษตรกรที่นำมาเพาะเลี้ยงในกระชังและเสริมอาหารด้วยหอยพื้นถิ่นที่มีแคลเซียมสูง ช่วยให้กุ้งลอกคราบได้สมบูรณ์และเติบโตแข็งแรง โดยมีลำตัวขนาดใหญ่ น้ำหนักไม่น้อยกว่า 500 กรัม เปลือกส่วนหัวแข็งหนา หนวดยาวแข็งแรงปล้องท้องเรียบไม่มีร่องขวาง หางแผ่เป็นรูปพัด ลำตัวมีสีเขียวหรือสีน้ำทะเล มีแถบสีน้ำตาลหรือดำคาดขวางส่วนหัว มีจุดสีส้มประปราย ทั้งตัวมีสีไม่น้อยกว่า 7 สี เช่น สีเขียว สีส้ม สีน้ำเงิน สีม่วง สีชมพู สีครีม และสีดำ เป็นต้น เนื้อกุ้งแน่นใส นุ่มเด้ง รสชาติหวาน มีมันกุ้งมาก และไม่มีกลิ่นคาว นิยมรับประทานทั้งแบบสดแร่เป็นซาชิมิ หรือปรุงสุกด้วยการย่างหรืออบ ซึ่งยังคงเนื้อสัมผัสนุ่มหนึบและไม่กระด้าง

    กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต นับเป็นสินค้าที่มีศักยภาพทางการตลาดสูงและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก โดยมีปริมาณการผลิตเฉลี่ยต่อปี 21,670 กิโลกรัม ราคาจำหน่ายสูงถึงกิโลกรัมละ 3,000 บาท สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 65 ล้านบาทต่อปี ด้วยคุณภาพและชื่อเสียงที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน จึงได้รับฉายาว่า “ฟัวกราส์แห่งท้องทะเล (Foie Gras of the Sea)” และยังได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในเมนูที่ใช้เสิร์ฟในการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC 2022) รวมทั้งเป็นที่ยอมรับในร้านอาหารระดับมิชลินและโรงแรมหรูทั้งในและต่างประเทศ

    ด้าน นายปวริศน์ ราชรักษ์ หรือโกปาน ผู้ประกอบการเจ้าของแพกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต เปิดเผยว่า การที่กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ตได้รับการขึ้นทะเบียน GI นับเป็นความภาคภูมิใจของชาวภูเก็ตเป็นอย่างยิ่ง โดยเชื่อมั่นว่าจะเป็นโอกาสดีในการยกระดับสินค้าท้องถิ่นสู่มาตรฐานสากล ช่วยเพิ่มมูลค่าและความน่าเชื่อถือให้กับสินค้า ทำให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจในคุณภาพและแหล่งที่มา ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและธุรกิจอาหารในพื้นที่ ช่วยสร้างความเข้มแข็งและสร้างรายได้ให้กับชุมชนประมงในจังหวัดภูเก็ตอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญา จะเดินหน้าส่งเสริมการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า GI เพื่อรักษาคุณภาพการผลิตกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ตให้ได้มาตรฐานคงที่ สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งชาวไทยและต่างชาติว่าจะได้รับประทานกุ้งมังกรที่มีคุณภาพส่งตรงจากแหล่งผลิตในจังหวัดภูเก็ตอย่างแท้จริง นอกจากนี้ จะร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงอาหารและผลักดันสินค้าสู่ตลาดพรีเมียม เพื่อสร้างรายได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนอย่างต่อเนื่องต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/65788&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LXZrWgv79doydGnbUPXzH

  • “ปวีณา” ล่องเรือหาเสียง ชุมชนริมคลองพระโขนง-ประเวศ เผยพร้อมฟื้นท่องเที่ยววิถีชุมชน สร้างรายได้ให้คนพื้นที่

    “ปวีณา” ล่องเรือหาเสียง ชุมชนริมคลองพระโขนง-ประเวศ เผยพร้อมฟื้นท่องเที่ยววิถีชุมชน สร้างรายได้ให้คนพื้นที่

    กรุงเทพฯ, วันที่ 31 มกราคม – นางปวีณา หงสกุล ประธานที่ปรึกษาฝ่ายสังคม และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม (กธ.) ล่องเรือช่วยผู้สมัคร สส.กรุงเทพมหานคร เขต 21 นางสาวมินทร์ชิสา มณีนนทเศรษฐ์ เบอร์ 9  และเขต 22 นายชณทัต รินน์นพคุณ เบอร์ 10 ตามชุมชนริมคลอง จากวัดมหาบุศย์ สู่มัสยิดอัลกุ๊บรอ และวัดกระทุ่มเสือปลา ก่อนจะเข้าพบปะประชาชนในตลาด Number One Market

    นางปวีณา กล่าวว่า วันนี้ ได้เยี่ยมชมว่าถีชีวิตริมสองฝั่งคลองพระโขนง ประเวศ ซึ่งในอดีตเป็นชุมชนแหล่งท่องเที่ยว แต่ปัจจุบันนี้ชุมชนค่อนข้างเงียบเหงา จากการพูดคุยกับชาวบ้านเรียกร้องให้กลับมาพลิกฟื้นพัฒนาให้เกิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อให้ประชาชนมีรายได้มากขึ้น “รายได้ของประเทศ มาจากการท่องเที่ยวและการส่งออก ดังนั้นพื้นที่เขตสวนหลวง ประเวศ เริ่มตั้งแต่วัดมหาบุศย์ มีตำนานของย่านาคซึ่งเป็นวัดที่มีชื่อเสียงของย่านพระโขนง และยังมีคลองพระโขนงที่กว้างขวางมีแหล่งท่องเที่ยว จากวัดมหาบุศย์ผ่านมัสยิดอัลกุ๊บรอ สู่วัดกระทุ่มเสือปลา ในอดีตมีนักท่องเที่ยวเยอะมาก แต่ปัจจุบันกลับเงียบเหงา ประชาชนอยากให้พลิกฟื้นกลับมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกครั้ง”

    ทั้งนี้ ตนเองเห็นว่า คลองแห่งนี้ น่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดี มีลำคลองกว้างขวาง มีวิถีชีวิตที่ดี ถ้าได้กลับมาเป็นแหล่งท่องเที่ยว มาสร้างรายได้ให้ประชาชน ซึ่งตรงกับนโยบายพรรคกล้าธรรม แก้ไขความยากจน สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ ให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

    สำหรับชุมชนมัสยิดอัลกุ๊บรอ ถือเป็นตัวอย่างของชุมชนที่ดีในการดูแลเด็ก ๆ มีศูนย์เด็กเล็กคอยเลี้ยงดูเด็ก สอนให้มีการศึกษาที่ดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของพรรคกล้าธรรม ที่กล้าดูแลทุกชีวิต โดยตั้งศูนย์เด็กเล็กเพื่อให้แม่สามารถนำลูกมาฝากเลี้ยงและออกไปทำงานได้อย่างมีความสุข ขณะที่เด็กเองก็ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี เติบโตอย่างมีคุณภาพ

    จากนั้น นางปวีณา เดินทางไปพื้นที่เขต 11 เพื่อขึ้นรถแห่หาเสียงช่วยนายธีระเดช นาซีก เบอร์ 8 ซึ่งได้รับความสนใจตอบรับนโยบายด้านสังคมของพรรคเป็นอย่างดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/274872&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1r3aIVe27-eF3BnaUnpf1J

  • น่านคึกคัก! 16 ทีมเรือร่วมชิงชัย 12 ฝีพายวัดดอนแก้ว ชูอัตลักษณ์วัฒนธรรมกระตุ้นท่องเที่ยว | TOPNEWS

    น่านคึกคัก! 16 ทีมเรือร่วมชิงชัย 12 ฝีพายวัดดอนแก้ว ชูอัตลักษณ์วัฒนธรรมกระตุ้นท่องเที่ยว | TOPNEWS

    วันที่ 31 มกราคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ บริเวณริมแม่น้ำน่าน ชุมชนบ้านดอนแก้ว อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน เทศบาลเมืองน่านร่วมสนับสนุนการจัดการแข่งขันเรือ 12 ฝีพาย ในงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุ 5 เป็ง ณ วัดดอนแก้ว ตามโครงการส่งเสริมและสนับสนุนกีฬาและนันทนาการของเทศบาลเมืองน่าน

    โดยนายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน มอบหมายให้นายเสนอ เวชสัมพันธ์ รองนายกเทศมนตรีเมืองน่าน เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขัน พร้อมด้วยนายศักดิ์นรินทร์ อินยอด เลขานุการนายกเทศมนตรี นายวิสุทธิ์ ไชยวงศ์ ประธานสภาเทศบาลเมืองน่าน สมาชิกสภาเทศบาลเมืองน่าน ผู้นำชุมชน หัวหน้าส่วนราชการ พนักงานเจ้าหน้าที่กองการศึกษา และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิธี

    ทั้งนี้ ร.ต.ท.เลิศยุทธ ดอนนะไชย ประธานกรรมการชุมชนบ้านดอนแก้ว เป็นผู้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงานต่อประธานในพิธี โดยการแข่งขันครั้งนี้มีทีมเรือจากชุมชนในเขตเทศบาลเมืองน่านเข้าร่วมทั้งหมด 16 ทีม

    โอกาสเดียวกัน นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน ได้ร่วมพบปะให้กำลังใจฝีพายและเยาวชนที่เข้าร่วมการแข่งขัน พร้อมร่วมรับชมการแข่งขันเรือ 12 ฝีพายคู่พิเศษ ระหว่างทีม “ศรนารายณ์สเก็ตดอนแก้ว” กับทีม “เทพชยากรศิษย์หลวงพี่เอกอาฮาม” ชิงถ้วยรางวัลเกียรติยศและเงินรางวัลจากสมาคมเรือแข่งจังหวัดน่าน

    สำหรับการจัดงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุ 5 เป็ง ของชุมชนบ้านดอนแก้ว จัดขึ้นเพื่อแสดงออกถึงความเคารพศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมแก่ประชาชนและเยาวชน ตลอดจนอนุรักษ์และสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น การจัดการแข่งขันเรือ 12 ฝีพายจึงเป็นกิจกรรมสำคัญที่ช่วยส่งเสริมอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของจังหวัดน่าน สร้างความสามัคคีในชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และส่งเสริมการท่องเที่ยว อันนำไปสู่การพัฒนาสังคมชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1473490&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_oh8uhfFyzBaR512m0LLw

  • ‘ปวีณา‘ เล็งฟื้นท่องเที่ยววิถีชุมชน สร้างรายได้มากขึ้น | เดลินิวส์

    ‘ปวีณา‘ เล็งฟื้นท่องเที่ยววิถีชุมชน สร้างรายได้มากขึ้น | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 31 ม.ค.69 นางปวีณา หงสกุล ประธานที่ปรึกษาฝ่ายสังคม พรรคกล้าธรรม (กธ.) ในฐานะผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ลงพื้นที่ช่วยนายชณทัต รินน์นพคุณ ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 22 เบอร์ 10 และน.ส.มินทร์ชิสา มณีนนทเศรษฐ์  ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 21 เบอร์ 9  ตามชุมชนริมคลอง โดยล่องเรือจากวัดมหาบุศย์ สู่มัสยิดอัลกุ๊บรอ และล่องเรือต่อไปยังวัดกระทุ่มเสือปลาและเข้าพบปะประชาชนในตลาด Number One Market 

    นางปวีณา กล่าวว่า วันนี้ ได้เยี่ยมชมว่าถีชีวิตริมสองฝั่งคลองพระโขนง ประเวศ ซึ่งในอดีตเป็นชุมชนแหล่งท่องเที่ยว แต่ปัจจุบันนี้ชุมชนค่อนข้างเงียบเหงา จากการพูดคุยกับชาวบ้านเรียกร้องให้กลับมาพลิกฟื้นพัฒนาให้เกิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อให้ประชาชนมีรายได้มากขึ้น

    “รายได้ของประเทศ มาจากการท่องเที่ยวและการส่งออก ดังนั้นพื้นที่เขตสวนหลวง ประเวศ เริ่มตั้งแต่วัดมหาบุศย์ มีตำนานของย่านาคซึ่งเป็นวัดที่มีชื่อเสียงของย่านพระโขนง และยังมีคลองพระโขนงที่กว้างขวางมีแหล่งท่องเที่ยว จากวัดมหาบุศย์ผ่านมัสยิดอัลกุ๊บรอ สู่วัดกระทุ่มเสือปลา ในอดีตมีนักท่องเที่ยวเยอะมาก แต่ปัจจุบันกลับเงียบเหงา ประชาชนอยากให้พลิกฟื้นกลับมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกครั้ง” นางปวีณา กล่าว

    นางปวีณา กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ตนเองเห็นว่า คลองแห่งนี้ น่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดี มีลำคลองกว้างขวาง มีวิถีชีวิตที่ดี ถ้าได้กลับมาเป็นแหล่งท่องเที่ยว มาสร้างรายได้ให้ประชาชน ซึ่งตรงกับนโยบายพรรคกล้าธรรม แก้ไขความยากจน สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ ให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

    สำหรับชุมชนมัสยิดอัลกุ๊บรอ ถือเป็นตัวอย่างของชุมชนที่ดีในการดูแลเด็ก ๆ มีศูนย์เด็กเล็กคอยเลี้ยงดูเด็ก สอนให้มีการศึกษาที่ดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของพรรคกล้าธรรม ที่กล้าดูแลทุกชีวิต โดยตั้งศูนย์เด็กเล็กเพื่อให้แม่สามารถนำลูกมาฝากเลี้ยงและออกไปทำงานได้อย่างมีความสุข ขณะที่เด็กเองก็ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี เติบโตอย่างมีคุณภาพ

    จากนั้น นางปวีณา เดินทางไปพื้นที่เขต11 เพื่อขึ้นรถแห่หาเสียงช่วยนายธีระเดช นาซีก เบอร์ 8 ซึ่งได้รับความสนใจตอบรับนโยบายด้านสังคมของพรรคเป็นอย่างดี.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5556131/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GzdZ8ibIiSyCFl8d-CEWw

  • “ปานัดฌา” ปลื้ม! อุทัยธานีคว้า “เมืองท่องเที่ยวสะอาดอาเซียน 2026”

    “ปานัดฌา” ปลื้ม! อุทัยธานีคว้า “เมืองท่องเที่ยวสะอาดอาเซียน 2026”

    นางสาวปานัดฌา ไทยเศรษฐ์ นายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี พี่สาวของนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ผลักดันให้ “เทศบาลเมืองอุทัยธานี“ ได้รับการรับรองมาตรฐาน “เมืองท่องเที่ยวสะอาดระดับอาเซียน”  (ASEAN Clean Tourist City Standard) ในงานประชุมอาเซียน ASEAN Tourism Forum 2026 ณ เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์

    นางสาวปานัดฌา ระบุว่า ตนรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ผลักดันเทศบาลเมืองอุทัยธานี ให้เป็น 1 ใน 3 ของเมืองที่ได้รับรองมาตรฐานเมืองท่องเที่ยวระดับอาเซียน โดยผ่านกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งความสอดคล้องกับที่ทางเมืองอุทัยธานี ได้รับให้เป็น 1 ใน 100 เมืองจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวยั่งยืนของโลก ในปี 2024-2025 (2 ปีซ้อน)

    นางสาวปานัดฌา กล่าวอีกว่า ถือเป็นการยกระดับการท่องเที่ยวของเมืองอุทัยธานี ที่ได้รับมาตรฐานสากล และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ ให้เข้ามาสัมผัสวิถีชีวิต และธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ สำหรับรางวัลนี้ยังถือเป็นเครื่องการันตี ความใส่ใจในการรักสิ่งแวดล้อมโดยส่งเสริมให้หน่วยงาน และชุมชนมีส่วนร่วมในการรักษาความสะอาดทั้งในแหล่งชุมชน และแหล่งธรรมชาติ แบบฉบับอุทัยธานี

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/pr/810408&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Inijxfe5BNJoSXur1J_bq