Category: ท่องเที่ยว

  • เกียวโตคืนความสงบ! คนญี่ปุ่นโล่งใจ ‘ทัวร์จีนหาย’ ช่วงตรุษจีน แก้ปัญหาล้นเมือง…

    เกียวโตคืนความสงบ! คนญี่ปุ่นโล่งใจ ‘ทัวร์จีนหาย’ ช่วงตรุษจีน แก้ปัญหาล้นเมือง…

    กลายเป็นประเด็นร้อนต้อนรับเทศกาลตรุษจีน เมื่อคำสั่งของรัฐบาลจีนที่แนะนำไม่ให้พลเมืองของตนเดินทางไปท่องเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นในช่วงวันหยุดยาวที่กำลังจะมาถึง กลับได้รับเสียงตอบรับที่คาดไม่ถึงจากฝั่งญี่ปุ่น

    แทนที่จะตื่นตระหนกกับเม็ดเงินที่หายไป ผู้ประกอบการและชาวญี่ปุ่นจำนวนมากกลับรู้สึกโล่งใจที่จะได้เห็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญลดความแออัดลง ในขณะที่ภาคธุรกิจยืนยันว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นมีจำกัดและรับมือได้

    คำแนะนำดังกล่าวถูกประกาศออกมาเมื่อวันจันทร์ (26 ม.ค.) ผ่านกระทรวงการต่างประเทศและคณะทูตของจีน โดยอ้างเหตุผลเรื่องความกังวลด้านความปลอดภัยและอ้างว่ามีคดีอาชญากรรมที่พุ่งเป้าไปที่ชาวจีนเพิ่มสูงขึ้น

    แต่เบื้องหลังที่แท้จริงนั้นเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งทางการทูตที่ตึงเครียดระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน และเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ยอดนักท่องเที่ยวจีนซึ่งเคยเป็นตลาดสำคัญที่สุดของญี่ปุ่นลดลงอย่างน่าตกใจ

    ข้อมูลจากองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (JNTO) ระบุว่า ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา มีผู้เดินทางจากจีนแผ่นดินใหญ่เข้าญี่ปุ่นเพียง 330,400 คน ซึ่งลดลงมากกว่า 45% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า แต่ที่น่าสนใจคือยอดรวมนักท่องเที่ยวทั้งหมดกลับไม่ได้ลดลงตามไปด้วย โดยมียอดรวมเกือบ 3.62 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3.7% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งปัจจัยหลักมาจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่า ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวจากชาติอื่นหลั่งไหลเข้ามาแทนที่

    จุดเริ่มต้นของกระแสการลดลงนี้เริ่มเห็นได้ชัดตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน หลังจากที่ ซานาเอะ ทากาอิจิ (Sanae Takaichi) นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้กล่าวในรัฐสภาว่า ‘ภาวะฉุกเฉิน’ ที่อาจเกิดขึ้นกับไต้หวันนั้นถือเป็นภัยคุกคามต่อญี่ปุ่น ซึ่งจำเป็นต้องมีการตอบโต้ทางทหาร

    คำกล่าวนั้นสร้างความไม่พอใจให้กับปักกิ่งอย่างรุนแรง จนนำไปสู่การตอบโต้ด้วยการจำกัดการส่งออกสินค้าสำคัญและคำแนะนำไม่ให้พลเมืองเดินทางไปญี่ปุ่นดังกล่าว

    แม้จะไร้เงาของนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่จากจีน แต่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวในญี่ปุ่นกลับไม่ได้รู้สึกหวั่นวิตก เค ทามูระ กรรมการบริษัท Cerca Travel ในเกียวโต เปิดเผยกับ This Week in Asia ว่าธุรกิจของเขายังคงแข็งแกร่ง

    “จากคนที่ผมคุยด้วยในวงการด้วยกันพบว่า แทบไม่มีผลกระทบอะไรเลย ผมได้รับการจองจำนวนมากจากไต้หวัน รวมถึงสหรัฐอเมริกาและประเทศในยุโรป และผมบอกได้เลยว่าธุรกิจของผมจะอยู่ในระดับเดียวกับปีที่แล้ว” ทามูระ กล่าว พร้อมเสริมว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวตระหนักดีถึงความเป็นไปได้ของ ‘ความเสี่ยงจากจีน’ อยู่เสมอ แต่ด้วยค่าเงินเยนที่อ่อนค่า ทำให้ลูกค้าจากประเทศอื่นเพิ่มขึ้นมาทดแทน

    ตัวเลขจาก JNTO ยังยืนยันกระแสนี้ โดยพบว่านักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นำโดยประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นกว่า 7% ตามมาด้วยฟิลิปปินส์ 2.2%, สิงคโปร์ 1.9%, เวียดนาม 1.7% ในขณะที่มาเลเซียและอินโดนีเซียต่างเพิ่มขึ้น 1.4%

    ผลพลอยได้อีกด้านคือการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวภายในประเทศ ทามูระสังเกตว่าคนญี่ปุ่นเองเริ่มกลับมาเที่ยวเกียวโตกันมากขึ้น เนื่องจากปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมืองหรือ ‘Overtourism’ จากกรุ๊ปทัวร์ขนาดใหญ่หายไป ทำให้บรรยากาศในการเดินชมวัดและพิพิธภัณฑ์มีความสะดวกสบายและน่ารื่นรมย์ขึ้นมาก

    ทางด้าน ยูกิ บันโด เจ้าของธุรกิจนำเที่ยวในเมืองโทกุชิมะ บนเกาะชิโกกุ มองว่าปี 2026 จะเป็นปีที่คึกคักไม่แพ้ปีก่อน โดยเธอยืนยันว่าการหายไปของนักท่องเที่ยวจีนไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในพื้นที่ของเธอ เพราะมีนักท่องเที่ยวจากไต้หวันและยุโรปเข้ามาแทนที่ พร้อมทั้งปฏิเสธข้อกล่าวหาของปักกิ่งที่ว่ามีการพุ่งเป้าโจมตีนักท่องเที่ยวจีน โดยยืนยันว่า “เรื่องแบบนั้นไม่ได้เกิดขึ้น”

    โลกออนไลน์ของญี่ปุ่นก็ขานรับข่าวนี้ไปในทิศทางเดียวกัน ชาวเน็ตหลายคนแสดงความยินดีที่เมืองจะเงียบสงบขึ้นในช่วงวันหยุด โดยข้อความหนึ่งระบุว่า “ฉันมีความสุขมาก! ขอบคุณนะ” ในขณะที่อีกความเห็นเล่าว่าการขึ้นรถไฟชินคันเซ็นโดยไม่มีคนจีนทำให้บรรยากาศดีขึ้น และนักท่องเที่ยวจากตะวันตกหรือไต้หวันก็มีมารยาทที่ดี

    อีกประเด็นที่น่าสนใจคือโครงสร้างทางเศรษฐกิจของการท่องเที่ยวแบบจีน ที่เรียกว่าระบบ ‘มังกรตัวเดียว’ (Yitiao long) ซึ่งผู้ประกอบการท่องเที่ยวจีนได้วางระบบไว้อย่างเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่สายการบิน โรงแรม ร้านอาหาร ไปจนถึงสถานบันเทิง ล้วนเป็นธุรกิจที่ชาวจีนเป็นเจ้าของ การบริการใช้ภาษาจีน และการชำระเงินก็ผ่านแพลตฟอร์มของจีน

    จุดนี้ทำให้เม็ดเงินแทบไม่ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในวงกว้าง โดยมีการประเมินว่าเงินจำนวนมหาศาลถึง 1 ล้านล้านเยนต่อปี อาจไหลย้อนกลับไปยังประเทศจีนผ่านระบบนี้ ดังนั้นการหายไปของนักท่องเที่ยวจีนกลุ่มนี้ จึงอาจไม่ได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้กับคนท้องถิ่นมากอย่างที่หลายฝ่ายกังวล

    ภาพ : f11photo / Shutterstock

    อ้างอิง:

    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/japan-chinese-tourists-overtourism-relief/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FYBUKXTPHxShnmAYWEDRf

  • ททท. เร่งเครื่อง Night-time Tourism ยกศิลป์แผ่นดินสู่เวทีโลก

    ททท. เร่งเครื่อง Night-time Tourism ยกศิลป์แผ่นดินสู่เวทีโลก

    ททท. เร่งเครื่อง Night-time Tourism ยกศิลป์แผ่นดินสู่เวทีโลก

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เปิดพื้นที่ศิลปวัฒนธรรมยามค่ำคืนใจกลางกรุงเทพมหานคร ผ่านงาน “The Night by Amazing Thailand : รอยไหมในแสงจันทร์ ศิลป์แผ่นดินในความทรงจำใต้แสงพระบารมี” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 มกราคม – 7 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 16.00–21.30 น. ณ สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิดการส่งเสริม Night-time Tourism และ Experience-based Tourism ควบคู่การนำทุนทางวัฒนธรรมไทยมาต่อยอดเป็นพลัง Soft Power อย่างเป็นรูปธรรม

    งานดังกล่าวมุ่งถ่ายทอดพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเฉพาะบทบาทในการฟื้นฟูงานศิลปาชีพ งานหัตถศิลป์ และการยกระดับผ้าไทยสู่เวทีสากล ผ่านรูปแบบกิจกรรมร่วมสมัยที่ผสานศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน พร้อมสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณค่าทางจิตใจและเศรษฐกิจไปพร้อมกัน

    ยกระดับ “กลางคืน” ให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ระบุว่า ททท. ให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มากกว่าการเดินทาง แต่ต้องสร้างความหมาย ความประทับใจ และคุณค่าทางจิตใจให้กับนักท่องเที่ยว โดยโครงการ “The Night by Amazing Thailand” เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการยกระดับแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมยามค่ำคืนให้มีชีวิตชีวา มีเอกลักษณ์ และสามารถกระตุ้นการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ ทั้งที่พัก ร้านอาหาร ร้านค้า และธุรกิจชุมชนโดยรอบ

    ททท. เร่งเครื่อง Night-time Tourism ยกศิลป์แผ่นดินสู่เวทีโลก

    แนวคิด Night-time & Experience-based Tourism จึงไม่ได้มุ่งเพียงการขยายเวลาท่องเที่ยว แต่เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับ “ประสบการณ์” ที่นักท่องเที่ยวได้รับ ผ่านการเชื่อมโยงศิลปวัฒนธรรมไทยกับรูปแบบการนำเสนอร่วมสมัย เพื่อให้เข้าถึงคนทุกช่วงวัย และสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล

    นิทรรศการ Immersive สะท้อนพระราชกรณียกิจ

    หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงาน คือ โซนนิทรรศการเทิดพระเกียรติ
    สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในรูปแบบ IMMERSIVE BOX “แสงแห่งพระบารมี” ซึ่งถ่ายทอดพระราชกรณียกิจผ่านสื่อผสมเสมือนจริง ตั้งแต่การส่งเสริมงานหัตถศิลป์พื้นบ้าน การก่อตั้งศูนย์ศิลปาชีพ ไปจนถึงการผลักดันผ้าไทยให้กลายเป็นแฟชั่นระดับโลก สะท้อนพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และการสร้างอาชีพอย่างยั่งยืนให้ประชาชน

    ควบคู่กับโซนสาธิตและจัดแสดงสินค้าและผลิตภัณฑ์จากศูนย์ศิลปาชีพ อาทิ งานปักผ้าซอยแบบไทย งานทอผ้ามัดหมี่ ผ้าจก ผ้าตาดทอง งานปักโขน งานสานย่านลิเภา งานเพนท์เซรามิก งานเป่าแก้ว รวมถึงกิจกรรมสาธิตเชิงช่าง เช่น การเพนท์หน้ากากโขน การประดิษฐ์ว่าว เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้สัมผัสกระบวนการสร้างสรรค์งานหัตถศิลป์อย่างใกล้ชิด

    ททท. เร่งเครื่อง Night-time Tourism ยกศิลป์แผ่นดินสู่เวทีโลก

    อีกหนึ่งจุดเด่น คือ เวทีการแสดง “THE MOONLIGHT CONCERT : รอยไหมในแสงจันทร์” กับการแสดงดนตรีชุด “บทเพลงแห่งพระเมตตา” นำบทเพลงพระราชนิพนธ์และบทเพลงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพระมหากรุณาธิคุณ มานำเสนอในรูปแบบ Jazz Meets Orchestra โดย Koh Mr.Saxman & The Sound of Siam ร่วมกับวง Thai Symphony Orchestra และศิลปินรับเชิญหลากหลายรุ่น

    นอกจากนี้ ยังมีการแสดง “KHON IN JAZZ” การนำโขนมาผสมผสานกับดนตรีแจ๊ส สะท้อนแนวคิดการสืบทอดศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยให้อยู่ในวิถีชีวิตร่วมสมัย ต่อยอดพระราชดำริในการอนุรักษ์และพัฒนาศิลปวัฒนธรรมให้เข้ากับยุคสมัย

    ตอกย้ำภาพลักษณ์กรุงเทพฯ จุดหมายปลายทางระดับโลก

    สำหรับพิธีเปิดงานเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ททท. ได้รับพระกรุณาธิคุณจาก
    ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงาน พร้อมทอดพระเนตรนิทรรศการเทิดพระเกียรติและกิจกรรมจากศูนย์ศิลปาชีพ รวมถึงทรงขับร้องเพลงพระราชนิพนธ์ภายในงาน สร้างความประทับใจแก่ผู้ร่วมงานอย่างยิ่ง

    ททท. เร่งเครื่อง Night-time Tourism ยกศิลป์แผ่นดินสู่เวทีโลก

    ททท. คาดหวังว่า “The Night by Amazing Thailand” จะเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญในการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของการท่องเที่ยวไทย สร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวภาคกลางคืนที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และสร้างสรรค์ พร้อมกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการทุกระดับ และตอกย้ำภาพลักษณ์กรุงเทพมหานครในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก รวมถึงเป้าหมาย Best Travel 2026 อย่างเป็นรูปธรรม

    สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงาน The Night by Amazing Thailand รอยไหมในแสงจันทร์ : ศิลป์แผ่นดินในความทรงจําใต้แสงพระบารมี ตั้งแต่วันนี้-7 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 16.00-21.30 น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/650360&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw107ak5HqYyy5ib-r0xJkLo

  • “ชลัฐ” กางแผนพัฒนาท่องเที่ยวปักษ์ใต้ ชู “ดิสนีย์แลนด์” พลิกโฉม

    “ชลัฐ” กางแผนพัฒนาท่องเที่ยวปักษ์ใต้ ชู “ดิสนีย์แลนด์” พลิกโฉม

    นายชลัฐ รัชกิจประการ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ขึ้นเวทีดีเบตภาคใต้ ร่วมประชันวิสัยทัศน์กับผู้แทนจากพรรคการเมืองคู่แข่ง 5 พรรค โดยเปิดประเด็นแรกด้วยคำถาม “นโยบายเด่น เชื่อมโยงพื้นที่” ซึ่งนายชลัฐชูนโยบาย “พูดแล้วทำพลัส” ซึ่งเป็นนโยบายหลักของพรรคภูมิใจไทย ที่สามารถนำไปใช้ได้ทั่วประเทศ ตามแนวคิดของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ต้องการดึงคนเก่ง คนที่มีความพร้อมเข้ามาร่วมบริหารประเทศ พร้อมต่อยอดนโยบายที่ดีให้ตอบโจทย์ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

    สำหรับพื้นที่ภาคใต้ นายชลัฐ ระบุว่า พรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญกับนโยบายปากท้อง ผ่านการยกระดับการพัฒนาแบบ คลัสเตอร์ ครอบคลุมอันดามัน อ่าวไทย และจังหวัดชายแดนภาคใต้ หากสามารถพัฒนาการเชื่อมโยงระหว่างจังหวัดได้ครบวงจร ทั้งโรงแรม โรงเรียน และโรงพยาบาล ก็จะช่วยให้ประชาชนไม่จำเป็นต้องออกไปทำงานนอกพื้นที่ พร้อมชี้ว่า ภาคใต้มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูง ทั้งน้ำตก ทะเลสาบ และทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงาม แต่ที่ผ่านมาขาดการสื่อสาร หากสามารถสื่อสารไปถึงนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ จะช่วยกระจายรายได้สู่คนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง พร้อมชี้ว่า อดีตภาคใต้เป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ แต่วันนี้สิ่งเหล่านี้ขาดหายไป ดังนั้นพรรคภูมิใจไทยต้องการทวงคืน 30 ปีที่หายไปของคนภาคใต้กลับคืนมา 

    นอกจากนี้ ภาคใต้ยังมีความโดดเด่นด้านสังคมพหุวัฒนธรรม โดยเฉพาะชาวมุสลิม ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมฮาลาล ไม่ใช่เพียงด้านอาหารเท่านั้น แต่รวมถึงท่องเที่ยวฮาลาลที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้ในระยะยาว พร้อมประกาศจะสร้างราคายางพาราและราคาปาล์มให้ขยับขึ้นได้เช่นเดียวกับราคาข้าวที่ในช่วง 2 เดือนของรัฐบาลนายอนุทินสามารถทำให้ได้แล้ว​

    นายชลัฐ ยังตอบคำถามเกี่ยวกับการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ ระบุว่า ต้องดำเนินการตามกระบวนการอย่างรอบคอบ เริ่มจากการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเป็นหลักว่ามีความพร้อมหรือไม่ 

    ส่วนคำถามสุดท้าย หากได้เข้าสภาผู้แทนราษฎร จะทำอะไรทันที นายชลัฐ ระบุว่า จะผลักดันแนวคิด “เอนเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ พลัส” ซึ่งเป็นเอนเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ ที่ไม่มีคาสิโน โดยจะเชิญชวนดิสนีย์แลนด์เข้ามาลงทุนในประเทศไทย เพื่อสร้างแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก เพิ่มรายได้ใหม่ให้ประเทศ พร้อมย้ำว่าเป็น ดิสนีย์แลนด์ที่ไม่เอาคาสิโน “ถ้าเลือกภูมิใจไทย ดิสนีย์แลนด์มาแน่”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378972897&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Dp-ZBbatiU7n6erbGgYvg

  • “กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต” ฟัวกราส์แห่งท้องทะเล GI ใหม่ กก.ละ 3 พันบาท

    “กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต” ฟัวกราส์แห่งท้องทะเล GI ใหม่ กก.ละ 3 พันบาท

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า การขึ้นทะเบียน “กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต” เป็นสินค้า GI ลำดับที่ 4 ของจังหวัดภูเก็ต ต่อจากสับปะรดภูเก็ต ส้มควายภูเก็ต และมุกภูเก็ต ถือเป็นความสำเร็จอีกขั้นในการยกระดับสินค้าประมงพื้นบ้านระดับพรีเมียมให้ได้รับการคุ้มครองชื่อเสียงและแหล่งต้นกำเนิดอย่างเป็นระบบ 

    โดยกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ตถือเป็นสินค้าที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและเป็นสัญลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวเชิงอาหารของจังหวัดภูเก็ตมาอย่างยาวนาน

    “กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต” ฟัวกราส์แห่งท้องทะเล GI ใหม่ กก.ละ 3 พันบาท

    นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า ความพิเศษของกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต เกิดจากสภาพภูมิศาสตร์ที่รายล้อมด้วยทะเลอันดามันอันอุดมสมบูรณ์ มีระดับความเค็มของน้ำเหมาะสม กระแสน้ำมีการถ่ายเทตลอดเวลา เนื่องจากอิทธิพลของน้ำขึ้น-น้ำลง กุ้งจึงได้รับสารอาหารจากธรรมชาติอย่างเต็มที่ และต้องเคลื่อนไหวต้านกระแสน้ำตลอดเวลา ส่งผลให้กุ้งมีมวลกล้ามเนื้อแน่นและหนา ผสานกับภูมิปัญญาของเกษตรกรที่นำมาเพาะเลี้ยงในกระชังและเสริมอาหารด้วยหอยพื้นถิ่นที่มีแคลเซียมสูง ช่วยให้กุ้งลอกคราบได้สมบูรณ์และเติบโตแข็งแรง

    โดยมีลำตัวขนาดใหญ่ น้ำหนักไม่น้อยกว่า 500 กรัม เปลือกส่วนหัวแข็งหนา หนวดยาวแข็งแรงปล้องท้องเรียบไม่มีร่องขวาง หางแผ่เป็นรูปพัด ลำตัวมีสีเขียวหรือสีน้ำทะเล มีแถบสีน้ำตาลหรือดำคาดขวางส่วนหัว มีจุดสีส้มประปราย ทั้งตัวมีสีไม่น้อยกว่า 7 สี เช่น สีเขียว สีส้ม สีน้ำเงิน สีม่วง สีชมพู สีครีม และสีดำ เป็นต้น เนื้อกุ้งแน่นใส นุ่มเด้ง รสชาติหวาน มีมันกุ้งมาก และไม่มีกลิ่นคาว นิยมรับประทานทั้งแบบสดแร่เป็นซาชิมิ หรือปรุงสุกด้วยการย่างหรืออบ ซึ่งยังคงเนื้อสัมผัสนุ่มหนึบและไม่กระด้าง

    “กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต” ฟัวกราส์แห่งท้องทะเล GI ใหม่ กก.ละ 3 พันบาท

    ฟัวกราส์แห่งท้องทะเล

    กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต นับเป็นสินค้าที่มีศักยภาพทางการตลาดสูงและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก โดยมีปริมาณการผลิตเฉลี่ยต่อปี 21,670 กิโลกรัม ราคาจำหน่ายสูงถึงกิโลกรัมละ 3,000 บาท สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 65 ล้านบาทต่อปี ด้วยคุณภาพและชื่อเสียงที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน จึงได้รับฉายาว่า “ฟัวกราส์แห่งท้องทะเล (Foie Gras of the Sea)” และยังได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในเมนูที่ใช้เสิร์ฟในการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC 2022) รวมทั้งเป็นที่ยอมรับในร้านอาหารระดับมิชลินและโรงแรมหรูทั้งในและต่างประเทศ

    “กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต” ฟัวกราส์แห่งท้องทะเล GI ใหม่ กก.ละ 3 พันบาท

    ด้านนายปวริศน์ ราชรักษ์ หรือโกปาน ผู้ประกอบการเจ้าของแพกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต เปิดเผยว่า การที่กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ตได้รับการขึ้นทะเบียน GI นับเป็นความภาคภูมิใจของชาวภูเก็ตเป็นอย่างยิ่ง โดยเชื่อมั่นว่าจะเป็นโอกาสดีในการยกระดับสินค้าท้องถิ่นสู่มาตรฐานสากล ช่วยเพิ่มมูลค่าและความน่าเชื่อถือให้กับสินค้า ทำให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจในคุณภาพและแหล่งที่มา ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและธุรกิจอาหารในพื้นที่ช่วยสร้างความเข้มแข็งและสร้างรายได้ให้กับชุมชนประมงในจังหวัดภูเก็ตอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญา จะเดินหน้าส่งเสริมการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า GI เพื่อรักษาคุณภาพการผลิตกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ตให้ได้มาตรฐานคงที่ สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งชาวไทยและต่างชาติว่าจะได้รับประทานกุ้งมังกรที่มีคุณภาพส่งตรงจากแหล่งผลิตในจังหวัดภูเก็ตอย่างแท้จริง นอกจากนี้ จะร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงอาหารและผลักดันสินค้าสู่ตลาดพรีเมียม เพื่อสร้างรายได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนอย่างต่อเนื่องต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/737308&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yKkM1gHHn9y6F61Nb6t0K

  • เอ็ม ดิสทริค ทุ่มงบกว่า 300 ล้าน อัดกิจกรรมปักหมุดแลนด์มาร์คตรุษจีนระดับโลก ดึงนักท่องเที่ยว กระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ

    เอ็ม ดิสทริค ทุ่มงบกว่า 300 ล้าน อัดกิจกรรมปักหมุดแลนด์มาร์คตรุษจีนระดับโลก ดึงนักท่องเที่ยว กระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ

    เอ็ม ดิสทริค (เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์, เอ็มสเฟียร์) จับมือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และพันธมิตรทางธุรกิจชั้นนำ ทุ่มงบประมาณกว่า 300 ล้านบาท จัดมหาปรากฏการณ์ฉลองเทศกาลตรุษจีนอย่างยิ่งใหญ่ ‘EM DISTRICT: THE GRAND CELEBRATION OF PROSPERITY CHINESE NEW YEAR 2026’ ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก กระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศ รับสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัว และการเติบโตอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทย

    31 ม.ค. 2569 – นางสาวอรธิรา ภาคสุวรรณ์ กรรมการผู้จัดการอาวุโส เอ็ม ดิสทริค เปิดเผยว่า เทศกาลตรุษจีน นับเป็นหนึ่งในช่วงเวลาสำคัญของปีที่ไม่เพียงสะท้อนสีสันทางวัฒนธรรมและการเฉลิมฉลองของผู้คนทั่วโลกแต่ยังเป็นเทศกาลที่มีบทบาทอย่างยิ่งต่อภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติในช่วงปีใหม่จีน จากข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ในช่วงตรุษจีนปี 2568 ที่ผ่านมา เม็ดเงินสะพัดในกรุงเทพฯ เติบโต 2.3% ขณะที่ภาพรวมเทศกาลตรุษจีนของไทยมีเงินสะพัดกว่า 51,787 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.5% สะท้อนความคึกคักของเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลตรุษจีน

    โดยเฉพาะในปี 2569 นี้ ที่การใช้จ่ายและความเชื่อมั่นผู้บริโภคเพิ่มขึ้น ท่ามกลางแนวโน้มทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทยที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในจุดหมายหลักที่จัดให้มีการเฉลิมฉลองตรุษจีนอย่างยิ่งใหญ่ของกรุงเทพมหานครคือ เอ็ม ดิสทริค ย่านการค้าระดับโลกใจกลางสุขุมวิท ที่ทั้งในอดีตและปัจจุบันเป็นหนึ่งในเดสติเนชันสำคัญในการเฉลิมฉลองเทศกาลต่างๆ ในประเทศไทย  โดย เอ็ม ดิสทริค ตอกย้ำความเป็นที่สุดของจุดหมายปลายทางแห่งการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนอีกครั้ง ด้วยการจัดงาน “EM DISTRICT : THE GRAND CELEBRATION OF PROSPERITY CHINESE NEW YEAR 2026” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ย้ำภาพลักษณ์การเป็น World Class Entertainment Hub ของประเทศไทย ส่งเสริมเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

    นอกจากนี้ เทศกาลตรุษจีนไม่เพียงเป็นช่วงเวลาสำคัญของพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีนในการฉลองการเปลี่ยนศักราชใหม่ของชาวจีน แต่ยังถือเป็นโอกาสสำคัญทางธุรกิจและเศรษฐกิจ โดยปีนี้ ตรุษจีน 2569 ตรงกับวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ปีมะเมียธาตุไฟ ซึ่งสื่อถึงพลังแห่งความมุ่งมั่น ความรวดเร็ว และความรุ่งเรือง เอ็ม ดิสทริค ในฐานะผู้นำไลฟ์สไตล์เหนือระดับ จึงตั้งใจเนรมิตการเฉลิมฉลองตรุษจีนในปีนี้ในรูปแบบบูรณาการ ครบทุกมิติ ด้วยกลยุทธ์ Experiential Marketing สร้าง Customer Journey

    ที่สมบูรณ์แบบ ตั้งแต่การรับรู้การมีส่วนร่วม ไปจนถึงความประทับใจที่ยั่งยืน ผ่านความตื่นตาตื่นใจของโชว์ระดับโลก อรรถรสของอาหารมงคล ไปจนถึงความมั่งคั่งจากโปรโมชั่นสุดพิเศษ เพื่อให้ เอ็ม ดิสทริค เป็นจุดหมายปลายทางแห่งความสุขและความมงคลที่อยู่ในใจของลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติอย่างแท้จริง” โดยไฮไลท์ภายในงานประกอบด้วย

    THE RISING DRAGON REALM การกลับมาของ “จักรพรรดิเทพมังกรสวรรค์”

    พบกับการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่เกรียงไกรของ “จักรพรรดิเทพมังกรสวรรค์” แลนด์มาร์คแห่งการเฉลิมฉลองตรุษจีนของ เอ็ม ดิสทริค ที่งดงามและตระการตากว่าทุกครั้ง ต้นตำรับแห่งเทพมังกรสุดยิ่งใหญ่และอลังการ ความยาวกว่า 40 เมตร มีรูปลักษณ์สง่างาม ถ่ายทอดพลังแห่งความเป็นสิริมงคลตามหลักความเชื่อและศาสตร์ ฮวงจุ้ยจีนโบราณ ผสานเข้ากับนวัตกรรมกลไกสมัยใหม่ (Kinetic Art) ให้เคลื่อนไหวอย่างสมจริง เสมือนการปลุกพลังมงคลจากสวรรค์ สู่เดสติเนชันแห่งการเริ่มต้นปีใหม่ที่เปี่ยมด้วยโชคลาภ ความสำเร็จ และความรุ่งเรือง ท่ามกลางบรรยากาศการตกแต่งที่เนรมิตให้ทั้ง 3 ศูนย์การค้า โดยได้รับแรงบันดาลใจจากเทศกาลโคมไฟของจีน งดงามตระการตาด้วยโคมไฟรูปม้าที่สื่อพละกำลัง และความก้าวหน้า โคมไฟมังกรที่เชื่อมโยงถึงโชคลาภและความอุดมสมบูรณ์ และโคมไฟรูปสัตว์ต่างๆ เป็นสัญลักษณ์ของความโชคดี ความสุข และความหวัง อำนวยพรให้ทุกคน สร้างเป็นจุดเช็คอินที่ไม่เพียงสวยงามเท่านั้นแต่ยังเปี่ยมพลัง ถ่ายทอดทั้งอัตลักษณ์แห่งความเป็นสิริมงคลและความเป็นศิลปะจีนร่วมสมัยได้อย่างน่าประทับใจ

    THE CELEBRATION OF THE RISING DRAGON REALM การแสดงสุดตระการตา ผสานศิลปวัฒนธรรมจีนร่วมสมัย

    ตื่นตากับการแสดง World Class Performance ทวยเทพแซ่ซ้อง ต้อนรับมังกรสวรรค์ ประทานพรรับตรุษจีนปีมะเมีย การผสานศิลปวัฒนธรรมจีนร่วมสมัยสุดอลังการ กับเทคนิคสลิงและแสงสีเสียงสุดตระการตา นำโดย 2 ดาราชั้นนำระดับโกลบอลของไทย พร้อมกองทัพนักแสดงกว่า 100 ชีวิต ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 พร้อมจัดแสดงให้ชมอย่างต่อเนื่องจนถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ควอร์เทียร์ พาร์ค ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ โดยสามารถรับชมความอลังการได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เป็นไฮไลท์สำคัญเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ และยกระดับภาพลักษณ์ศูนย์การค้าให้เป็นเดสติเชันแห่งการเฉลิมฉลองตรุษจีนเสริมสิริมงคลที่ไม่ควรพลาดในปีนี้

    EM CHINESE BOULEVARD & AUSPICIOUS MENUS สัมผัสสุนทรียรสแห่งอาหารมงคล และศิลปะวัฒนธรรมจีน

    หัวใจสำคัญของเทศกาลตรุษจีนคือ วัฒนธรรมการทานอาหารจีนที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน งานนี้ เอ็ม ดิสทริค จึงรวบรวมร้านอาหารจีนชื่อดังหาทานยาก กว่า 30 ร้านทั่วประเทศมาไว้ที่เดียวใน  “EM CHINESE BOULEVARD” เพื่อให้ทุกคนได้ร่วมแบ่งปันช่วงเวลาแห่งความอร่อยและความสุขไปด้วยกัน ระหว่างวันที่ 12 – 17 กุมภาพันธ์ 2569 ณ บริเวณ ควอเทียร์ อเวนิว ชั้น G ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ และยังเสริมพลังแห่งความเป็นสิริมงคลต้อนรับเทศกาลตรุษจีนกับ “EM DINING AUSPICIOUS MENUS” เมนูอาหารมงคลที่รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษจากร้านอาหารชั้นนำภายในศูนย์การค้า เพื่อให้ตรุษจีนปีนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความหมายและความโชคดี เติมเต็มความมงคลให้กับชีวิตรับปีมะเมีย ระหว่างวันที่ 10 – 28 กุมภาพันธ์ 2569 ณ เอ็ม ดิสทริค และร่วมสืบสานความสัมพันธ์ไทย-จีน กับงาน YUNNAN COLORFUL GIFTS HORSE YEAR BLESSINGS NOW โดยกรมพาณิชย์ มณฑลยูนนาน ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เชิญสัมผัสมรดกทางวัฒนธรรม ศิลปะหัตถกรรมและอาหารชื่อดังต่างๆ ของยูนนาน ตั้งแต่วันที่ 12 – 18 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ EM MARKET HALL ชั้น G เอ็มสเฟียร์

    อภิมหาโปรโมชั่นรับปีม้าไฟ “EM DISTRICT CHINESE NEW YEAR 2026”

    เพื่อให้การเฉลิมฉลองตรุษจีนปีนี้สมบูรณ์แบบที่สุด เอ็ม ดิสทริค ยังร่วมกับ บัตรเครดิต Bangkok Bank M Visa และพันธมิตรธุรกิจต่างๆ  มอบความมั่งคั่งและโชคลาภให้กับลูกค้าทุกท่านผ่านอภิมหาโปรโมชั่นต้อนรับปีม้าไฟ “EM DISTRICT CHINESE NEW YEAR 2026” ระหว่างวันที่ 30 ม.ค. – 28 ก.พ. 2569 เพียงช้อปภายในศูนย์การค้า รับคูปองแทนเงินสดรวมมูลค่าสูงสุด 35,400 บาท เมื่อมียอดใช้จ่ายตามเงื่อนไข และรับอั่งเปาคูปองแทนเงินสดรวมมูลค่าสูงสุด 5,600 บาท ที่ PROSPERITY GOLDEN TREE เมื่อช้อปครบ 8,888 บาท พร้อมไฮไลท์สุดพิเศษ

    สำหรับลูกค้าที่มียอดใช้จ่ายสะสมครบ 2,800 บาท/วัน รับ LocknLock x EM DISTRICT PROSPERITY TUMBLER COLLECTION 550 ml มูลค่า 1,490 บาท และลูกค้าที่มียอดใช้จ่ายสะสมครบ 1.8 ล้านบาท/วัน รับเงินแท่ง ความบริสุทธิ์ 99.99% น้ำหนัก 1 กิโลกรัม จาก BOWINS SILVER มูลค่า 115,950 บาท (เรท ณ วันที่ 27 ม.ค. 69 เวลา 17.30 น. จาก แอปพลิเคชัน SILVER NOW) นอกจากนี้สมาชิก M CARD แลกคะแนน 800 M POINT รับคูปองแทนเงินสดรับประทานอาหารสูงสุด 800 บาท (ตามเงื่อนไข) และเมื่อรับประทานอาหารจากร้านค้าที่ร่วมรายการในกลุ่ม EM DINING รับคูปองแทนเงินสดรวมมูลค่าสูงสุด 1,100 บาท พร้อมรับเมนูพิเศษ เมื่อทานครบตามเงื่อนไข และใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต Bangkok Bank M Visa หรือBangkok Bank จากร้านอาหารชั้นนำ

    พร้อมมอบรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับลูกค้าที่มียอดช้อปสะสมสูงสุดตลอดรายการ ขั้นต่ำ 40 ล้านบาทขึ้นไป รับรถยนต์ LEXUS NX มูลค่า 3.31 ล้านบาท (ใช้เท่าที่จําเป็นและชําระคืนได้เต็มจํานวนตามกําหนด จะได้

    ไม่เสียดอกเบี้ย 16 ต่อปี)

    เอ็ม ดิสทริค พร้อมต้อนรับปีม้าไฟ ด้วยงานเฉลิมฉลองตรุษจีนที่ครบทุกมิติ ทั้งไลฟ์สไตล์การช้อปปิ้ง อาหาร และวัฒนธรรม ตอกย้ำบทบาทเดสติเนชันระดับโลกที่ขับเคลื่อนทั้งเศรษฐกิจและความสุขของผู้คนอย่างยั่งยืน มาร่วมสัมผัสความยิ่งใหญ่และเสริมสิริมงคลรับปีม้าธาตุไฟได้ในงาน “EM DISTRICT: THE GRAND CELEBRATION OF PROSPERITY CHINESE NEW YEAR 2026” ได้ตั้งแต่วันที่  30 ม.ค. – 28 ก.พ. 2569 ณ ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ และ เอ็มสเฟียร์

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/940016/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BwDZmIEq4dYfXhGR0otL4

  • ​ทัวร์ลง ททท น่าน ดราม่าระอุเพจหลังเปิดตัวรับแก๊งรถหรู ชาวบ้านสุดทน เศรษฐีตีนผี

    ​ทัวร์ลง ททท น่าน ดราม่าระอุเพจหลังเปิดตัวรับแก๊งรถหรู ชาวบ้านสุดทน เศรษฐีตีนผี

    ​ทัวร์ลง ททท น่าน ดราม่าระอุเพจหลังเปิดตัวรับแก๊งรถหรู ชาวบ้านสุดทน เศรษฐีตีนผี

    วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.34 น.

    วานนี้ (31 มกราคม 2569) กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าสะเทือนเมืองน่าน เมื่อเพจเฟซบุ๊ก “ททท.สำนักงานน่าน” โพสต์ภาพและข้อความต้อนรับกลุ่มนักท่องเที่ยวซูเปอร์คาร์ที่มาเช็กอินบริเวณ “ถนนเลข 3” แลนด์มาร์คชื่อดัง หวังโปรโมทการท่องเที่ยวหน้าหนาว โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “ยินดีต้อนรับสู่ จังหวัดน่าน กับถนนสวยๆ จ.น่าน แวะไปเซ็คอิน แซะ แชร์ เก็บภาพ ประทับใจ บนเส้นทางยอดฮิต ถนนเลข 3 ทล. 1081 ปัว – บ่อเกลือ กับความหลากหลายของเส้นทางและแหล่งท่องเที่ยว หนาวนี้ที่น่าน

    ช่วงนี้นักท่องเที่ยวเข้าสู่จังหวัดน่านเยอะมาก โดยเฉพาะจุดไฮท์ไลน์สำคัญๆ เส้นทางยอดอฮิต ถนนเลข 3 ทล. 1081 ปัว – บ่อเกลือ ขอให้ผู้ที่สัญจรไป – มา บนเส้นทางดังกล่าว โปรดใช้ความระมัดระวัง เนื่องจากช่วงนี้มีนักท่องเที่ยวจอดรถบนไหล่ทาง สองฟากถนนเพื่อบันทึกภาพถนนหมายเลข 3 ขอความร่วมมือนักท่องเที่ยว โปรดใช้ความระมัดระวัง อย่าลงไปบันทึกภาพบนถนน เนื่องจากมีปริมาณรถสัญจรไปมาตลอด ผู้ที่เดินทางไปเก็บภาพบริเวณดังกล่าว ขอความร่วมมือจอดชิดไหล่ถนน ไม่กีดขวางกันจราจรจอดในที่เห็นได้ชัดเจน เนื่องจากเป็นทางลาดชันและโค้งกระชั้นชิด อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้

    แก๊งรถหรู

    ขอขอบคุณ ภาพสวยๆ จากน้องๆ ตากล้อง ประจำถนนเลข 3 แวะไปท่องเที่ยว เซ็คอิน ถ่ายภาพประทับใจกันได้ครับ เที่ยวน่านเหนือ จรดน่านใต้ กับแผนที่ท่องเที่ยวจังหวัดน่าน พร้อมแลนด์มาร์คเด่นๆ ทุกอำเภอ มาน่านรอบหน้าไม่ต้องกลัวจะไม่มีที่เที่ยว เซฟไว้ ใช้ได้เลย https://www.facebook.com/photo/?fbid=623153869912320&set=a.522332529994455 เรายังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมายที่รอคุณมาสัมผัส หนาวนี้ที่น่าน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานน่าน โทร. 054 – 711 217 / LINE@ : tat.nan Facebook Page : ททท.สำนักงานน่าน https://www.facebook.com/tat.nan.office #เส้นทางยอดฮิต #ถนนเลข3 #ตำบลอวน #ปัว #amazingthailand #365วันเที่ยวน่าน#การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานน่าน”

    แต่กลับกลายเป็นชนวนเหตุให้ชาวเมืองน่านและผู้ใช้รถใช้ถนนตบเท้าเข้าคอมเมนต์ถล่มยับ เหตุพฤติกรรมการขับขี่สุดอันตราย ไม่เคารพกฎจราจร และส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุรุนแรงในเวลาต่อมา

    แก๊งรถหรู

    เหตุการณ์เริ่มจากการที่เพจ ททท.น่าน โพสต์ภาพบรรยากาศกลุ่มรถหรูจำนวนมากจอดถ่ายภาพบริเวณถนนเลข 3 (ทล. 1081 ปัว-บ่อเกลือ) พร้อมคำเชิญชวนท่องเที่ยว แต่หลังจากโพสต์ได้ไม่นาน ทัวร์กลับลงจอดที่หน้าเพจอย่างรวดเร็ว เมื่อชาวบ้านในพื้นที่และนักท่องเที่ยวรายอื่นแห่กันแฉวีรกรรมของกลุ่มรถดังกล่าว โดยระบุว่ามีการขับรถด้วยความเร็วสูง แซงในที่คับขัน ปาดหน้า และสร้างมลภาวะทางเสียงจนคนในชุมชนต่างหวาดผวา

    ชาวเน็ตรายหนึ่งคอมเมนต์เล่านาทีระทึกว่า “เกือบเกิดอุบัติเหตุ ขับเร็วมาก แซงซ้ายในที่แคบ แทรกขวาตอนรถสวน ไม่เคารพกฎจราจรเลย” ขณะที่อีกคนระบุว่า “คนน่านไม่ได้อยากต้อนรับ ขับไม่เกรงใจใครเลย นี่น่านนะไม่ใช่สนามแข่งรถ”

    แก๊งรถหรู

    ที่สำคัญที่สุด มีรายงานว่าในช่วงเย็นของวันที่ 30 มกราคม 2569 หนึ่งในรถซูเปอร์คาร์กลุ่มดังกล่าวประสบอุบัติเหตุรุนแรงบริเวณหน้า อบต.ป่าคา อ.ท่าวังผา โดยรถเสียหลักบินข้ามถนนชนเสาไฟฟ้าจนเกิดเพลิงไหม้ลุกท่วมทั้งคัน โชคดีที่คนขับปลอดภัย แต่เหตุการณ์นี้ยิ่งทำให้สังคมตั้งคำถามถึง “มาตรฐานความปลอดภัย” และ “จรรยาบรรณของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้”

    แก๊งรถหรู

    นอกจากนี้ ชาวบ้านยังรุมสับการทำงานของ ททท.น่าน ที่โพสต์ให้เครดิตและยกย่องกลุ่มคนกลุ่มนี้เหมือนเป็นนักท่องเที่ยวคุณภาพ โดยระบุว่า “น่าแปลกใจที่ ททท. ให้เครดิตกลุ่มที่สร้างความเดือดร้อน ก่อนส่งเสริมการท่องเที่ยว ควรพิจารณาแยกแยะให้ได้ก่อนว่าใครคือนักท่องเที่ยวที่ดี”

    แก๊งรถหรู

    ปัจจุบันโพสต์ดังกล่าวกลายเป็นพื้นที่ระบายความอัดอั้นของคนน่าน ที่เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่กวดขันวินัยจราจรกับกลุ่มรถหรูเหล่านี้อย่างจริงจัง และต้องการให้ ททท. ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ทำลายความสงบสุขของท้องถิ่น

    แก๊งรถหรู

    แก๊งรถหรู

    แก๊งรถหรู

    แก๊งรถหรู

    ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เพจเฟซบุ๊ก ททท.สำนักงานน่าน พจเฟซบุ๊ก เพจท้องถิ่นจังหวัดน่าน, เพจเฟซบุ๊ก มูลนิธิเพชรเกษมน่าน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/944238&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2n2zLvDNIG2XPEcLZWQnib

  • เทศบาลเมืองอุทัยฯ คว้ามาตรฐาน ‘เมืองท่องเที่ยวสะอาดระดับอาเซียน’ ยกระดับเมืองจุดหมายปลายทางสู่สากล

    เทศบาลเมืองอุทัยฯ คว้ามาตรฐาน ‘เมืองท่องเที่ยวสะอาดระดับอาเซียน’ ยกระดับเมืองจุดหมายปลายทางสู่สากล

    ปานัดฌา ไทยเศรษฐ์ นายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี พี่สาวของซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ผลักดันให้ ‘เทศบาลเมืองอุทัยธานี’ ได้รับการรับรองมาตรฐาน “เมืองท่องเที่ยวสะอาดระดับอาเซียน” (ASEAN Clean Tourist City Standard) ในงานประชุมอาเซียน ASEAN Tourism Forum 2026 ณ เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์

    ปานัดฌา ไทยเศรษฐ์ นายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี พร้อมรางวัลเมืองท่องเที่ยวสะอาดระดับอาเซียน 1

    ปานัดฌา กล่าวว่า ตนรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ผลักดันเทศบาลเมืองอุทัยธานี ให้เป็น 1 ใน 3 ของเมืองที่ได้รับรองมาตรฐานเมืองท่องเที่ยวระดับอาเซียน โดยผ่านกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งความสอดคล้องกับที่ทางเมืองอุทัยธานี ได้รับให้เป็น 1 ใน 100 เมืองจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวยั่งยืนของโลก ในปี 2024-2025 (2 ปีซ้อน)

    ปานัดฌา กล่าวอีกว่า ถือเป็นการยกระดับการท่องเที่ยวของเมืองอุทัยธานี ที่ได้รับมาตรฐานสากล และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ ให้เข้ามาสัมผัสวิถีชีวิต และธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ สำหรับรางวัลนี้ยังถือเป็นเครื่องการันตี ความใส่ใจในการรักสิ่งแวดล้อมโดยส่งเสริมให้หน่วยงาน และชุมชนมีส่วนร่วมในการรักษาความสะอาดทั้งในแหล่งชุมชน และแหล่งธรรมชาติ แบบฉบับอุทัยธานี

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/uthai-thani-clean-tourist-city-asean/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2owGyvQLxltrQIhf7Hfi4Y

  • เจาะอินไซต์คนไทย 60% เลือกซื้อตั๋ว เพราะความสบาย ไม่ใช่ราคา

    เจาะอินไซต์คนไทย 60% เลือกซื้อตั๋ว เพราะความสบาย ไม่ใช่ราคา

    เจาะอินไซต์คนไทย 60% เลือกซื้อตั๋ว เพราะความสบาย ไม่ใช่ราคา

    การเดินทางระยะไกลกำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่ “ราคา” เป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจ ปัจจุบัน “ความสะดวกสบาย” กำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของนักเดินทางไทยอย่างชัดเจน ผลสำรวจพฤติกรรมการเดินทางล่าสุดพบว่า มากกว่า 60% ของคนไทยมองว่าความสะดวกสบายบนเครื่องบินส่งผลโดยตรงต่อประสบการณ์การเดินทางโดยรวม และมีน้ำหนักในการเลือกเที่ยวบินไม่ต่างจากค่าโดยสาร

    ข้อมูลดังกล่าวมาจากการวิจัยของ Air New Zealand ที่เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างชาวไทยกว่า 4,000 คน สะท้อนภาพนักเดินทางยุคใหม่ที่เริ่มประเมิน “ต้นทุนทางกายภาพและสุขภาพ” ควบคู่ไปกับต้นทุนด้านราคา โดยเฉพาะในการเดินทางระยะไกลหลายชั่วโมง

    หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ผลสำรวจสะท้อนออกมา คือความเหนื่อยล้าหลังการเดินทาง นักเดินทางไทยถึง 4 ใน 5 คนยอมรับว่า เมื่อเดินทางถึงจุดหมายแล้ว ยังต้องใช้เวลาฟื้นตัวก่อนจะเริ่มต้นทริปได้อย่างเต็มที่ ขณะที่ 83% ระบุว่า รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้เลือกที่นั่งที่กว้างและสบายกว่านี้ตั้งแต่ต้น

    แม้ผู้โดยสารส่วนใหญ่จะตระหนักถึงความสำคัญของความสะดวกสบาย แต่พฤติกรรมจริงกลับสวนทางกันอย่างน่าสนใจ ผลสำรวจพบว่า มีเพียง 41% เท่านั้นที่เลือกอัปเกรดที่นั่ง ขณะที่อีกราวหนึ่งในสามเคยพิจารณา แต่สุดท้ายยังตัดสินใจไม่เลือก ส่งผลให้กว่า 81% ต้องเผชิญกับอาการอ่อนล้าก่อนเริ่มต้นการท่องเที่ยว

    ปรากฏการณ์นี้สะท้อนช่องว่างระหว่างการรับรู้ กับ การตัดสินใจ ซึ่งอาจมาจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ ความไม่แน่ใจเรื่องความคุ้มค่า หรือการให้ความสำคัญกับค่าใช้จ่ายล่วงหน้ามากกว่าผลกระทบหลังการเดินทาง

    เจาะอินไซต์คนไทย 60% เลือกซื้อตั๋ว เพราะความสบาย ไม่ใช่ราคา

    เจเรมี โอ ไบรอัน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายลูกค้าและดิจิทัลของ Air New Zealand ระบุว่า ข้อมูลจากผลสำรวจสอดคล้องกับเสียงสะท้อนจากผู้โดยสารทั่วโลก โดยเฉพาะในเส้นทางระยะไกล

    ความสะดวกสบายและการพักผ่อนอย่างมีคุณภาพกำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของการเดินทาง และส่งผลต่อแนวคิดการออกแบบประสบการณ์บนเครื่องบินในระยะยาว ไม่ใช่เพียงเพื่อให้ผู้โดยสาร “เดินทางถึง” แต่ต้องพร้อมใช้งานร่างกายเมื่อถึงจุดหมาย

    สำหรับประเทศที่ตั้งอยู่ห่างไกลอย่างนิวซีแลนด์ การเดินทางหลายชั่วโมงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สายการบินจึงเริ่มนำข้อมูลเชิงพฤติกรรมมาใช้ในการออกแบบห้องโดยสาร เพื่อลดความเหนื่อยล้าและเพิ่มคุณภาพการพักผ่อนระหว่างเดินทาง

    ผลสำรวจยังสะท้อนให้เห็นว่า นักเดินทางไทยเริ่มให้ความสนใจกับตัวเลือกที่นั่งระดับกลางมากขึ้น โดยเฉพาะชั้น Premium Economy ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในเที่ยวบินระยะไกล

    เจาะอินไซต์คนไทย 60% เลือกซื้อตั๋ว เพราะความสบาย ไม่ใช่ราคา

    ที่นั่ง Premium Economy มีจุดเด่นด้านพื้นที่ โดยระยะห่างระหว่างที่นั่งอยู่ที่ประมาณ 41 นิ้ว มากกว่าชั้นประหยัดที่ราว 31 นิ้ว ช่วยลดความอึดอัดระหว่างเดินทาง รวมถึงบริการเสริม เช่น น้ำหนักสัมภาระที่มากขึ้น และคุณภาพอาหารที่ดีขึ้น ทำให้ผู้โดยสารจำนวนไม่น้อยมองว่าเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับผลลัพธ์ด้านสุขภาพและความพร้อมหลังเดินทาง

    ขณะเดียวกัน ชั้น Economy เองก็เริ่มมีการพัฒนานวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ผู้โดยสาร เช่น ที่นั่ง Economy Stretch ที่เพิ่มพื้นที่วางขา หรือ Skycouch ที่สามารถปรับแถวที่นั่งให้กลายเป็นพื้นที่เอนหรือนอนได้ เหมาะกับคู่เดินทางหรือครอบครัว

    ส่วนชั้น Business Premier ยังคงเป็นตัวเลือกสำหรับผู้โดยสารที่ต้องการการพักผ่อนเต็มรูปแบบ ด้วยที่นั่งปรับนอนราบ ชุดเครื่องนอน และการออกแบบห้องโดยสารที่เน้นความเป็นส่วนตัวและบรรยากาศเงียบสงบ

    ในภาพรวม ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของพฤติกรรมนักเดินทางไทย จากการมองการเดินทางเป็นเพียงค่าใช้จ่ายเพื่อไปถึงจุดหมายไปสู่การประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ พลังงาน และประสบการณ์ตลอดทริป

    ความสะดวกสบายบนเครื่องบินจึงไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือยอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยที่ช่วยกำหนดคุณภาพของการเดินทางทั้งทริป ตั้งแต่ก้าวแรกที่ลงจากเครื่องบิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/650318&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TTsQDEfjCjafQwTOIQ3au

  • รถแห่พุ่ง 2,000 เอกชนบุรีรัมย์บี้พรรคการเมืองเลิกประชานิยม แก้ท่องเที่ยวชายแดนวูบ

    รถแห่พุ่ง 2,000 เอกชนบุรีรัมย์บี้พรรคการเมืองเลิกประชานิยม แก้ท่องเที่ยวชายแดนวูบ

    รถแห่พุ่ง 2,000 เอกชนบุรีรัมย์บี้พรรคการเมืองเลิกประชานิยม แก้ท่องเที่ยวชายแดนวูบ

    นายฉัตรชัยพัฒน์ สาระรัมย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดบุรีรัมย์ วิเคราะห์ถึงสถานการณ์การเมืองในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง โดยชี้ให้เห็นว่าเม็ดเงินมหาศาลที่พรรคการเมืองตั้งเป้าไว้นั้นมีนัยสำคัญที่สะท้อนผ่านต้นทุนแฝงในทุกมิติ เริ่มตั้งแต่ราคาน้ำมันที่เป็นปัจจัยหลักในการลงพื้นที่ ซึ่งส่งผลให้ค่าจ้างรถแห่พุ่งสูงขึ้นจากเดิมวันละ 900 บาท ไปแตะระดับกว่า 2,000 บาท ประกอบกับค่าครองชีพของทีมงานที่ขยับตัวตามอัตราเงินเฟ้อ

    นอกจากนี้พรรคการเมืองยังต้องเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญของสื่อที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ทำให้ต้องใช้เม็ดเงินจำนวนมากในการทำโฆษณาผ่านโซเชียลมีเดียแบบเฉพาะเจาะจงเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย

    ในด้านกลยุทธ์การบริหารงบประมาณ นายฉัตรชัยพัฒน์ให้ทัศนะที่น่าสนใจถึง “บุรีรัมย์โมเดล” ว่าการทุ่มงบลงในฐานเสียงเพียงจุดเดียวถือเป็นความเสี่ยงทางการเมืองที่อาจถูกตรวจสอบจากสังคมและหน่วยงานภาครัฐได้ง่าย ดังนั้นทิศทางที่เหมาะสมควรเป็นการกระจายงบประมาณผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. เพื่อผลักดันโครงการพัฒนาการท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐานให้ครอบคลุมหลายพื้นที่ ซึ่งจะช่วยสร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจในระดับชุมชนได้อย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพมากกว่า

    ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนได้ส่งสัญญาณถึงพรรคการเมืองว่าโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลใหม่ต้องไม่ใช่แค่การออกมาตรการใช้เงินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเน้นนโยบายการหาเงินเข้าประเทศ โดยเฉพาะการอัดฉีดงบประมาณผ่านการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายตัวเลข GDP ของประเทศ แทนที่จะเป็นการละลายงบประมาณไปกับนโยบายประชานิยมระยะสั้นที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้กลับคืนมา

    นายฉัตรชัยพัฒน์ สาระรัมย์

    อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่รอการพิสูจน์ฝีมือรัฐบาลใหม่คือวิกฤตความเชื่อมั่นบริเวณพื้นที่ชายแดนอีสานใต้ ซึ่งปัจจุบันเผชิญกับสถานการณ์ความขัดแย้งจนทำให้นักท่องเที่ยวลดลงไปกว่า 90% กระทบต่อเศรษฐกิจใน 7 จังหวัดชายแดนอย่างรุนแรง รัฐบาลและกองทัพจึงต้องเร่งประสานงานร่วมกันเพื่อกู้ศรัทธาและสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนเห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตปลอดภัยที่สามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ตามปกติอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/650101&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37LGaLXC80SUyzTeWyOa77

  • ‘อภิสิทธิ์’ นำปชป. ปราศรัยภูเก็ต ชูแนวคิดมหานคร เร่งแก้รถติด-ขยะล้นเมือง

    ‘อภิสิทธิ์’ นำปชป. ปราศรัยภูเก็ต ชูแนวคิดมหานคร เร่งแก้รถติด-ขยะล้นเมือง

    หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์นำทีมขึ้นเวทีปลายแหลมสะพานหิน ชี้ปัญหาภูเก็ตสะสมจากการบริหารส่วนกลาง เสนอ “ภูเก็ตมหานคร” กระจายอำนาจท้องถิ่น พร้อมทบทวนนโยบายกัญชาหวั่นกระทบภาพลักษณ์ท่องเที่ยว

    31 มกราคม 2569 – เมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมผู้บริหารพรรคและผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ตทั้ง 3 เขต ขึ้นเวทีปราศรัยที่บริเวณปลายแหลมสะพานหิน อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต โดยมีประชาชนเข้าร่วมรับฟังจำนวนมาก

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ปัญหาความล่าช้าในการพัฒนาภาคใต้ไม่ได้เกิดจาก สส.ในพื้นที่ แต่เป็นผลจากรัฐมนตรีบางพรรคที่ครอบครองกระทรวงสำคัญมาเป็นเวลานาน แต่ขาดความจริงจังในการทำงาน ก่อนจะออกมาโจมตีพรรคประชาธิปัตย์ และนำโครงการของรัฐมาใช้เป็นเครื่องมือกดดันประชาชนในช่วงเลือกตั้ง

    สำหรับจังหวัดภูเก็ต นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า กำลังเผชิญปัญหาสำคัญหลายด้าน ทั้งปัญหาการจราจรติดขัด ขยะล้นเมือง น้ำท่วมซ้ำซาก และการบริหารจัดการที่ไม่สอดคล้องกับการเติบโตของเมืองท่องเที่ยวระดับโลก พรรคประชาธิปัตย์จึงเสนอแนวคิดเขตเศรษฐกิจพิเศษ “ภูเก็ตมหานคร” เพื่อกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นสามารถบริหารจัดการตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และแก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม

    นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงนโยบายปลดล็อกกัญชา ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยว ทำให้นักท่องเที่ยวและประเทศคู่เจรจาเกิดความกังวล จนบางประเทศออกคำเตือนพลเมืองเกี่ยวกับการเดินทางมาไทย พร้อมย้ำว่าถึงเวลาต้องทบทวนและจัดระเบียบนโยบายดังกล่าวใหม่อย่างจริงจัง

    ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ ขอแรงสนับสนุนจากประชาชนเลือกพรรคประชาธิปัตย์ทั้งสองใบ เพื่อให้พรรคมีพลังในการผลักดันการเมืองสุจริต ปราบปรามทุนเทา และขับเคลื่อนการพัฒนาภูเก็ตและประเทศอย่างยั่งยืน โดยย้ำว่า วันที่ 8 กุมภาพันธ์ จะเป็นวันที่ประชาชนร่วมกันตัดสินอนาคตของประเทศด้วยมือของตนเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/vote69/939977/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BlDdUhENrv0E09IfZt6Qy