Category: ท่องเที่ยว

  • กรมการพัฒนาชุมชน เปิดเวที D-HOPE ปั้นชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รุ่นที่ 1

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดเวที D-HOPE ปั้นชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รุ่นที่ 1

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดเวที D-HOPE ปั้นชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รุ่นที่ 1


    16/03/2569 | 25 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดเวที D-HOPE ปั้นชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รุ่นที่ 1

    วันที่ 16 มีนาคม 2569 เวลา 13.30 น. ณ โรงแรมนนทบุรี พาเลซ จังหวัดนนทบุรี นายไพโรจน์ โสภาพร รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพการจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ที่นักท่องเที่ยวลงมือปฏิบัติ (D-HOPE) ภายใต้โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รุ่นที่ 1 โดยมี นางสาวริตยา รอดนิ่ม รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการพัฒนาชุมชน เป็นผู้กล่าวรายงาน พร้อมด้วยคณะวิทยากร และผู้แทนชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี เข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง

    การจัดประชุมในครั้งนี้ กรมการพัฒนาชุมชนมุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านภาคการท่องเที่ยว โดยนำแนวคิด D-HOPE (Decentralized Hands-On Program Exhibition) มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาศักยภาพชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี เพื่อเปลี่ยนจากการเป็นเพียงผู้ขายสินค้า มาเป็นการสร้าง “โปรแกรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์” ที่ให้นักท่องเที่ยวได้ลงมือปฏิบัติจริงร่วมกับชุมชน กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย 100 ชุมชน จาก 76 จังหวัดทั่วประเทศ โดยแบ่งการอบรมเป็น 2 รุ่น ซึ่งรุ่นที่ 1 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 18 มีนาคม 2569 มีผู้เข้าร่วมประกอบด้วย นักวิชาการพัฒนาชุมชน ผู้นำชุมชน และผู้ประกอบการ รวมทั้งสิ้น 52 ชุมชน โดยมีสาระสำคัญในการดำเนินงาน ดังนี้ :

    – การยกระดับชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้บริหารจัดการชุมชนและผู้ประกอบการท่องเที่ยวในชุมชน ให้สามารถออกแบบโปรแกรมท่องเที่ยวที่ดึงอัตลักษณ์ท้องถิ่นออกมาสร้างจุดเด่น (Champ) เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ

    – กลยุทธ์การเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Hands-On) เน้นการจัดกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวสามารถร่วมทำกิจกรรมกับคนในชุมชนได้โดยตรง ซึ่งนอกจากจะสร้างความประทับใจแล้ว ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์และบริการท่องเที่ยวในพื้นที่

    – สร้างความเข้มแข็งและยั่งยืน ส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือสำคัญในการกระจายรายได้สู่ 3,680 หมู่บ้านทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการตนเองได้และเกิดความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากในระยะยาว

    นายไพโรจน์ โสภาพร รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า “การพัฒนาทักษะด้านการจัดโปรแกรมท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวได้ลงมือปฏิบัติจริง จะช่วยให้ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี มีศักยภาพพร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวตามแผนงานบูรณาการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวของรัฐบาล ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ และความภาคภูมิใจในถิ่นกำเนิดให้แก่ประชาชนในระดับพื้นที่อย่างแท้จริง”

    กิจกรรมในครั้งนี้ยังรวมถึงการวิเคราะห์ศักยภาพชุมชนเพื่อรับมือกับแนวโน้มการท่องเที่ยวในอนาคต และการเตรียมความพร้อมในการจัดงานนิทรรศการโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เพื่อประกาศศักยภาพของชุมชนท่องเที่ยวไทยสู่สายตาสาธารณชนต่อไป

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/338380&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JebcqiGwm9L0yWntTcQ3F

  • นักท่องเที่ยวจีนหาย S2O หันดึง มาเลเซีย เวียดนาม เข้าไทย พร้อมแตกแบรนด์ใหม

    นักท่องเที่ยวจีนหาย S2O หันดึง มาเลเซีย เวียดนาม เข้าไทย พร้อมแตกแบรนด์ใหม

    แม้ภาพรวมท่องเที่ยวไทยในปัจจุบันยังไม่ฟื้นตัวกลับมาเต็มที่ โดยเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ยังคงลดลงต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ผู้จัด S2O Songkran Music Festival งานเทศกาลดนตรีที่เคยดึงดูดชาวจีนเข้ามาจำนวนมาก ได้ปรับกลยุทธ์ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากตลาดอื่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้ามาแทน 

    วุฒิธร มิลินทจินดา ผู้ก่อตั้งเทศกาล S2O Songkran Music Festival กล่าวว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ปี 2569 ยังไม่เห็นสัญญาณบวกมากนัก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ลดลงจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจและนโยบายในจีนที่สนับสนุนให้เดินทางท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น มิหนำซ้ำยังมีสถานการณ์ความขัดแย้งในภาคตะวันออกเข้ามาทำให้หลายประเทศทั่วโลกได้รับผลกระทบรอบด้าน 

    ในฐานะของผู้จัด S2O Songkran Music Festival ได้เป็นส่วนหนึ่งในการเพื่อช่วยกระตุ้นการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ แม้นักท่องเที่ยวจีนจะไม่มา แต่งานยังได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดที่สนใจในเทศกาลดนตรีและนิยมเดินทางเข้ามาร่วมเทศกาลดนตรีในประเทศไทยเพิ่มขึ้น 

    ขณะเดียวกันการจัดงานในปีนี้ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11–13 เมษายน นับเป็นการลงทุนครั้งใหญ่อีกหนึ่งปี ในพื้นที่ใหม่บริเวณถนนรัชดาภิเษก ตรงข้าม อสมท. ภายใต้ชื่อ S2O Land ซึ่งเป็นพื้นที่ใจกลางเมืองที่สามารถรองรับผู้เข้าร่วมได้ถึง 30,000 คนต่อวัน และหนึ่งในไฮไลต์ของงานปีนี้คือโต๊ะ VVIP ราคา 15 ล้านบาทต่อวัน รองรับผู้เข้างานกลุ่มใหญ่ 70–75 คน อยู่ในโซนใกล้เวทีหรือ DJ มากที่สุด ซึ่งหลังจากเปิดจำหน่ายบัตรแบบ 3 วันและบัตร VIP ขายหมดเร็วมาก 

    ประเมินว่าผู้เข้าร่วมงานจะเป็นคนไทยประมาณ 60% และนักท่องเที่ยวต่างชาติ 40% และจะสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ราว 2,200 ล้านบาท อ้างอิงจากค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ในปีที่ผ่านมาประมาณ 22,000 บาทต่อคนต่อวัน

    อีกทั้งยังสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนให้กับเศรษฐกิจไทย ทั้งในภาคการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้อง และหวังว่าอีเวนต์ระดับนานาชาติอย่าง S2O จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับสำคัญในการดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้าสู่ประเทศไทยในช่วงที่ตลาดบางส่วนยังไม่กลับมาฟื้นตัวเต็มที่

    ด้าน ปุลิน มิลินทจินดา กรรมการผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ และผู้ร่วมก่อตั้ง S2O กล่าวต่อว่า ในปีนี้บริษัทยังได้เปิดตัวเทศกาลดนตรีใหม่ ภายใต้ชื่อ K2O Songkran Music Festival ซึ่งถือเป็นการแตกแบรนด์ครั้งแรกภายใต้จักรวาล S2O เพื่อขยายฐานผู้ชมไปยังกลุ่มแฟนคลับ K-Pop ที่กำลังเติบโตอย่างมากในตลาดเอเชีย

    โดยเทศกาลใหม่จะยังคง DNA ของ S2O ที่มีบรรยากาศสงกรานต์แบบไทย แต่ผสานเข้ากับสไตล์โชว์ของเกาหลี ด้วยไลน์อัปศิลปินประกอบด้วย RIIZE, KISS OF LIFE, FIFTY FIFTY, LNGSHOT รวมถึงศิลปิน T-POP อย่าง Daou Pittaya และ Special Guest Offroad Kantapon

    “จริงๆแล้วการเปิดตัว K2O เป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ในการขยายธุรกิจต่อจาก S2O และได้เห็นศักยภาพของตลาด K-Pop ในไทยที่แข็งแรงมาก และเชื่อว่าการนำเสนอในรูปแบบสงกรานต์แบบ S2O จะทำให้ K2O กลายเป็นประสบการณ์ใหม่ที่แตกต่างจากผู้เล่นรายอื่นในตลาด” ปุลิน ย้ำ 

    ในอนาคตมีแผนขยายแบรนด์เทศกาลดนตรีไปยังแนวเพลงอื่น เช่น POP, ROCK และ T-POP ตามความต้องการของตลาด และขณะเดียวกันยังเดินหน้าผลักดัน S2O Songkran Music Festival ให้เป็นแบรนด์ไทยที่สามารถส่งออกสู่ตลาดโลกได้อย่างแข็งแกร่ง โดยปัจจุบัน S2O ได้ขยายการจัดงานไปยังหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี ฮ่องกง ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา รวมถึงมีแผนขยายไปยังภูมิภาคละตินอเมริกาในอนาคต

    ผู้จัดงานยังชี้แจงถึงประเด็น ‘บัตรรีเซล’ ซึ่งมีผู้กว้านซื้อบัตรคอนเสิร์ตเพื่อนำไปขายต่อในราคาสูงเกินจริง โดยที่ผ่านมาได้ร่วมมือกับแพลตฟอร์มจำหน่ายบัตรอีเวนต์อย่าง Eventpop พัฒนาระบบ ‘ตลาดซื้อขายบัตรมือสอง’ เพื่อให้ผู้ที่ต้องการขายต่อดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ของแพลตฟอร์มเท่านั้น โดยมีการลงทะเบียนและใช้บัตรจริงที่เชื่อมกับระบบ ซึ่งสามารถกำหนดเพดานราคาการขายต่อได้ เพื่อลดความเสี่ยงจากการหลอกลวงของมิจฉาชีพหรือสแกมเมอร์

    ทั้งนี้ เมื่อบัตรเข้าสู่ระบบตลาดซื้อขาย ราคาจะปรับตามกลไกอุปสงค์และอุปทาน ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ซื้อและผู้ขาย แม้ว่าผู้จัดงานจะตั้งราคาจำหน่ายช่วงแรกให้เข้าถึงได้ง่าย แต่เมื่อมีการขายต่อในตลาดรอง ราคาที่ปรับสูงขึ้นจึงไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด เนื่องจากรูปแบบการขายบัตรของงานต้องออกแบบให้ขั้นตอนไม่ซับซ้อน เช่น ไม่ต้องระบุชื่อผู้ถือบัตร เพื่อให้ผู้ซื้อสามารถเข้าถึงบัตรได้สะดวก คล้ายๆ การซื้อตั๋วภาพยนตร์ ซึ่งทำให้ในบางกรณีเกิดการนำบัตรไปขายต่อในตลาดมือสองได้ง่าย

    วุฒิธร กล่าวทิ้งท้ายว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เทศกาลดนตรี S2O เติบโตมาจนถึงวันนี้ คือประสบการณ์ที่ผู้เข้าร่วมงานได้รับ ทั้งความสนุก บรรยากาศที่เป็นเอกลักษณ์, ศิลปิน, โชว์และโปรดักชันระดับโลก รวมถึงการบริหารจัดการ และการนำอัตลักษณ์ของเทศกาลสงกรานต์ไทยมาผสานกับดนตรีระดับโลก ทำให้ S2O แตกต่างจากเทศกาลดนตรีทั่วไป และสามารถขยายการเติบโตไปสู่ต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/s2o-k2o-expand-asia-kpop/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KJ-ADZs8_FLX7Dz34vtW_

  • กลุ่มเซ็นทรัล ผนึกกำลัง ททท. นำเสนอเอกลักษณ์ไทย ณ ห้างสรรพสินค้าคาเดเว กรุงเบอร์ลิน พร้อมต่อยอดความร่วมมือในยุโรปและเอเชีย

    กลุ่มเซ็นทรัล ผนึกกำลัง ททท. นำเสนอเอกลักษณ์ไทย ณ ห้างสรรพสินค้าคาเดเว กรุงเบอร์ลิน พร้อมต่อยอดความร่วมมือในยุโรปและเอเชีย

    กลุ่มเซ็นทรัล ผู้นำด้านธุรกิจค้าปลีกและบริการในประเทศไทย ครอบคลุมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยุโรป ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำเอกลักษณ์ของประเทศไทย ผ่านประสบการณ์เสน่ห์อาหารไทย สู่สายตานานาชาติผ่านกิจกรรม Amazing Thailand Fest 2026 (The Wholesome Taste of Thai) ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับงาน ITB Berlin 2026 เวทีเจรจาธุรกิจท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในโลก กิจกรรมครั้งนี้สะท้อนพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนไทย ในการใช้เครือข่ายธุรกิจระดับสากลเป็นพื้นที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์ วัฒนธรรม เปิดประสบการณ์รสชาติอาหารไทย พร้อมเพิ่มศักยภาพของประเทศไทยสู่สายตานักเดินทางคุณภาพจากทั่วโลก

    กิจกรรม Amazing Thailand Fest 2026 (The Wholesome Taste of Thai) แบ่งออกเป็น 2 ส่วนสำคัญที่ทำให้พื้นที่ของ ห้างสรรพสินค้าคาเดเว (KaDeWe) กลายเป็นเวทีของความเป็นไทยอย่างเต็มรูปแบบ

    Amazing Thailand Brand Take Over ระหว่างวันที่ 2–14 มีนาคม 2569 พื้นที่ด้านหน้าอาคารถูกปรับโฉมผ่านแบนเนอร์ขนาดยักษ์บน Façade และ Window Display จำนวน 10 ช่องตลอดแนวถนนสายหลักของกรุงเบอร์ลิน ถ่ายทอดเรื่องราววัฒนธรรมอาหารไทยทั้ง 5 ภาค ควบคู่ความงดงามของแหล่งท่องเที่ยว สถาปัตยกรรมไทย และงานหัตถศิลป์ร่วมสมัย สื่อสารศักยภาพประเทศไทยด้าน Gastronomy และ Wellness สู่สายตานานาชาติอย่างโดดเด่น พร้อมกันนี้ ยังมีพันธมิตรภาคเอกชนไทยร่วมสะท้อนอีกมิติหนึ่งของประเทศไทย อาทิ Thailand Privilege Card Company Limited และ Good Goods แบรนด์ไลฟ์สไตล์ของไทยที่ร่วมมือกับชุมชนพัฒนาสินค้าจากภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ร่วมสมัย ด้วยความปรารถนาที่จะสืบสานมรดกทางวัฒนธรรม สนับสนุนให้ทุกชุมชนมีความสุข พร้อมรักษาสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่อย่างยั่งยืน โดยรายได้ทั้งหมดนำกลับไปพัฒนาชุมชนเพื่อรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คงอยู่ต่อไป ภายใต้บริษัท เซ็นทรัล ทำ วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ได้ นำเสนอวินโดว์ดิสเพลย์ ณ ห้างสรรพสินค้าคาเดเว (KaDeWe) กรุงเบอร์ลิน ถ่ายทอดเสน่ห์ของภูมิปัญญาหัตถศิลป์ไทยสู่สายตาชาวโลก ผ่านการออกแบบร่วมสมัยที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยคุณค่า โดยนำชิ้นงานหัตถศิลป์จากชุมชนมารังสรรค์เป็นดีไซน์พิเศษ อาทิ เสื่อกกจากจังหวัดสุรินทร์ที่พัฒนาขึ้นใหม่ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนา และกระเป๋าหัตถกรรมที่ใช้ผ้าทอจากชุมชนนาหมื่นศรี จังหวัดตรัง ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยอย่างงดงาม เป็นคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดนำมาเปิดเผยเป็นที่แรก ผสานการตกแต่งวินโดว์ให้บรรยากาศหรูหราในแบบไทยร่วมสมัย ด้วยวัสดุผ้าไหมทอมือและองค์ประกอบจากธรรมชาติ เพื่อถ่ายทอดความงามของงานฝีมือไทยในมิติที่ร่วมสมัย สง่างาม และพร้อมก้าวสู่สายตาชาวโลก

    กิจกรรมการแสดงศิลปวัฒนธรรมและสาธิตการประกอบอาหารไทย ระหว่างวันที่ 5–7 มีนาคม 2569 บริเวณชั้น 6 ของห้างสรรพสินค้าเพื่อถ่ายทอดอัตลักษณ์และเสน่ห์ความเป็นไทย โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมกิจกรรมและลิ้มลองอาหารไทย ควบคู่กับการนำเสนอข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวไทย เพื่อเชื่อมโยง “รสชาติ” สู่ “ประสบการณ์การเดินทาง” และสร้างแรงบันดาลใจสู่การออกเดินทางท่องเที่ยวจริงในประเทศไทย พร้อมของที่ระลึกเป็นตุ๊กตาช้างจาก Good Goods ให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ตลาดยุโรปเป็นตลาดคุณภาพที่มีศักยภาพสูง และเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์ของประเทศไทย การได้ร่วมมือกับกลุ่มเซ็นทรัล จึงเป็นโอกาสดีที่จะช่วยขยายการรับรู้ พร้อมถ่ายทอดเอกลักษณ์ วัฒนธรรม และศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของไทยไปสู่กลุ่มนักเดินทางที่มองหาประสบการณ์ที่มีคุณค่าได้อย่างตรงกลุ่มและมีประสิทธิภาพ การจัดกิจกรรมครั้งนี้ในช่วงเวลาเดียวกับ ITB Berlin 2026 ยิ่งช่วยเสริมพลังในการขยายการรับรู้ในระดับนานาชาติ และสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเดินทางจริงมายังประเทศไทย ททท. เชื่อว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนไทยในลักษณะนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดระยะไกลอย่างยั่งยืน และช่วยตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพที่มอบประสบการณ์ระดับโลกได้อย่างครบมิติ”

    ด้าน พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า “กลุ่มเซ็นทรัลเติบโตขึ้นจากประเทศไทย และได้ขยายธุรกิจสู่เวทีระดับสากลอย่างต่อเนื่อง การเติบโตของเราไม่ได้เป็นเพียงการขยายขอบเขตทางธุรกิจ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่ออัตลักษณ์ความเป็นไทยไปสู่สายตาชาวโลก

    พื้นที่ค้าปลีกในยุโรปของเรา จึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ทางการค้า หากแต่เป็นแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้เรื่องราวของประเทศไทยได้ถูกถ่ายทอดอย่างงดงาม ไม่ว่าจะเป็นรสชาติอาหาร วัฒนธรรมอันมีเอกลักษณ์ งานฝีมือที่เปี่ยมด้วยภูมิปัญญา หรือวิถีชีวิตที่อบอุ่นของผู้คน

    การได้เห็นภาพของความเป็นไทยปรากฏอยู่ในห้างสรรพสินค้าระดับแลนด์มาร์กของโลก จึงไม่เพียงสะท้อนถึงการเติบโตของกลุ่มเซ็นทรัล หากยังเป็นความภาคภูมิใจที่เราได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการนำเสน่ห์ของประเทศไทยให้โลกได้เห็นอย่างสง่างาม เป็นตัวอย่างว่า ภาคเอกชนไทยสามารถมีบทบาทในการสนับสนุนยุทธศาสตร์ประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม เราหวังว่าความ ร่วมมือนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่สามารถต่อยอดในการนำประเทศไทยสู่สายตานานาชาติได้อย่าง ต่อเนื่องในอนาคต”

    กลุ่มเซ็นทรัลขอเป็นอีกหนึ่งพลังขององค์กรไทยในการสนับสนุนประเทศไทยบนเวทีโลก ถ่ายทอดเรื่องราว วัฒนธรรม และคุณค่าของไทยสู่สายตานานาชาติอย่างงดงาม และร่วมผลักดันให้ประเทศไทยเติบโตในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพที่มีความหมายในระดับสากลอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1564382&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Lf3jkqudzeA-a0OHUrjgF

  • Trip.com Group เผยข้อมูลไทยเบอร์ 1 ท่องเที่ยวอาเซียน

    Trip.com Group เผยข้อมูลไทยเบอร์ 1 ท่องเที่ยวอาเซียน

    นักเดินทางทั่วโลกกว่า 217 ล้านคน วางประเทศไทยเป็นสถานที่ท่องเที่ยวพร้อมกับครอบครัว และไนต์ไลฟ์ คนไทยปักหมุดเที่ยวจีนมากขึ้น

    Trip.com Group เผยข้อมูลจากผู้ใช้งานกว่า 217 ล้านคนทั่วโลก พบว่า ประเทศไทยยังเป็นผู้นำแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเกือบทุกหมวดหมู่ โดยเฉพาะในกลุ่ม Global 50 Family-Friendly Destination ที่ไทยกวาดสัดส่วนความนิยมสูงถึง 57 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงหมวดกิจกรรมแนะนำ และสถานที่เที่ยวยามค่ำคืน ซึ่งส่งผลให้ยอดจองที่พักในไทยเติบโตขึ้นถึง 24 เปอร์เซ็นต์

    จากตัวเลขข้างต้น Trip.com Group มองว่า ประเทศไทยยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ครบวงจรในที่เดียวสำหรับนักเดินทางทั่วโลก

    ขณะที่ พฤติกรรมการเดินทางของคนไทยในปี 2026 พบเทรนด์ที่น่าสนใจคือการไปปักหมุดท่องเที่ยวประเทศจีนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 53.9 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมหานครล้ำสมัยอย่าง เซี่ยงไฮ้ และเมืองเปี่ยมเสน่ห์อย่าง เฉิงตู คือสถานที่ที่ถูกค้นหามากที่สุด

    ในแง่ของโซลูชันการท่องเที่ยวใหม่ๆ พบว่า นักท่องเที่ยวไทยให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่เฉพาะตัวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคอร์สสอนทำอาหารไทย การสวมชุดไทยย้อนยุคในกรุงเทพฯ หรือกิจกรรมผจญภัยในเชียงใหม่ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เน้นการลงมือทำด้วยตัวเองเพื่อสร้างความทรงจำที่แตกต่างจากการท่องเที่ยวแบบเดิมๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/thaitravel/2920367&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WcUrc9lSaOzD0zjlfCmbK

  • MINT บวกนำกลุ่มโรงแรม รับททท. เตรียมเสนอรัฐบาลใหม่ปัดฝุ่น ‘แจกตั๋วฟรีบินในประเทศ’ : อินโฟเควสท์

    MINT บวกนำกลุ่มโรงแรม รับททท. เตรียมเสนอรัฐบาลใหม่ปัดฝุ่น ‘แจกตั๋วฟรีบินในประเทศ’ : อินโฟเควสท์

    เมื่อเวลา 11.26 น. MINT บวก 3.17% เพิ่มขึ้น 0.70 บาท มาที่ 22.80 บาท มูลค่าการซื้อขาย 408.54 ล้านบาท

    CENTEL บวก 3.05% เพิ่มขึ้น 1.00 บาท มาที่ 33.75 บาท มูลค่าการซื้อขาย 58.198 ล้านบาท

    SHR บวก 1.89% เพิ่มขึ้น 0.03 บาท มาที่ 1.62 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1.81 ล้านบาท

    ERW บวก 1.59% เพิ่มขึ้น 0.04 บาท มาที่ 2.56 บาท มูลค่าการซื้อขาย 35.68 ล้านบาท

    บล.ดาโอ (ประเทศไทย) ระบุว่า ‘ททท.’ เตรียมเสนอรัฐบาลใหม่พิจารณาโครงการกระตุ้นท่องเที่ยว “Buy International, Free Thailand Domestic Flights” แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ซื้อตั๋วบินอินเตอร์ฯ เข้าไทย แถมฟรีตั๋วบินในประเทศ พร้อมตั้งวอร์รูมติดตามสถานการณ์การบิน-ท่องเที่ยว บริหารความเชื่อมั่น ตอกย้ำภาพลักษณ์จุดหมายปลายทางปลอดภัย

    เรามองเป็น sentiment บวกต่อกลุ่มท่องเที่ยวและ Aviation จากโครงการ “Buy International, Free Domestic Flights” ที่เคยพูดถึงกันมาก่อนหน้านี้ช่วงเดือน ส.ค. 68 ที่ผ่านมา (อิงจากข่าวรอบก่อนภาครัฐจะมีการแจกตั๋วเครื่องบินภายในประเทศให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 2 แสนคน โดยรัฐจะใช้งบประมาณราว 700 ล้านบาท โดยจะจ่ายแทนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่นั่งละ 1,750 บาทต่อเที่ยว หรือไป-กลับ รวม 3,500 บาท ในจำนวน 200,000 คน หรือ 400,000 ที่นั่ง ให้กับ 6 สายการบินภายในประเทศไทย ได้แก่ การบินไทย บางกอกแอร์เวย์ ไทยแอร์เอเชีย นกแอร์ ไทยไลอ้อนแอร์ และเวียตเจ็ทไทยแลนด์) โดยเราเชื่อว่า มาตรการกระตุ้นด้านการท่องเที่ยวน่าจะเป็นเรื่องหลักๆที่ต้องโฟกัสหลังจากจัดตั้งรัฐบาลเสร็จ เพราะรายได้การท่องเที่ยวเป็นส่วนนึงของการเติบโตของ GDP

    โดยหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวในประเทศที่จะดีขึ้นเรียงลำดับจากมากไปน้อยตามสัดส่วนรายได้ในประเทศ ได้แก่ ERW, CENTEL, MINT, SHR และกลุ่มสายการบิน ได้แก่ AAV, BA, THAI ด้าน CENTEL เรามองเป็นบวกจากการเปิดเผยยอดจองล่วงหน้า (On the Book) ช่วงเดือน เม.ย. 69 อยู่ในทิศทางที่ดี โดยโรงแรมในกรุงเทพฯมียอดจอง On the Book อยู่ที่ราว 80% ขณะที่ภูเก็ตมีอัตราการจองคาดการณ์สูงถึงประมาณ 90% ส่วนพัทยามียอดจองอยู่ราว 80% และพื้นที่อื่นๆ โดยรวมอยู่ที่ประมาณ 70% ภาพรวมก็ยังคงเติบโตได้ YoY ทั้งนี้เราให้น้ำหนักการลงทุนเป็น “เท่ากับตลาด” โดย ERW (ซื้อ/เป้า 2.90 บาท) และ CENTEL (ซื้อ/เป้า 42.00 บาท) จะได้ sentiment บวกได้มากสุด

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/577146&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-So-FdYczHnBjb5VEeONw

  • ปลัดท่องเที่ยวฯ ยินดี ผลสำรวจอินไซต์ท่องเที่ยวปี 2026 ไทยครองแชมป์จุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวยึด“Tourism Hub” ของภูมิภาค

    ปลัดท่องเที่ยวฯ ยินดี ผลสำรวจอินไซต์ท่องเที่ยวปี 2026 ไทยครองแชมป์จุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวยึด“Tourism Hub” ของภูมิภาค

    ปลัดท่องเที่ยวฯ ยินดี ผลสำรวจอินไซต์ท่องเที่ยวปี 2026 ไทยครองแชมป์จุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวยึด“Tourism Hub” ของภูมิภาค


    16/03/2569 | 49 |

    ( 14 มีนาคม 2569 ) นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ผลสำรวจพฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลกกว่า 217 ล้านคน บนแพลตฟอร์ม ทริปดอทคอม ปรากฏว่า ประเทศไทยยังคงเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง 
    ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวระบุว่า ในการจัดอันดับ Global 100 Must-Visit Destination ประเทศไทยมีแหล่งท่องเที่ยวติดอันดับมากถึง 33% ของจุดหมายปลายทางทั้งหมดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยครองแชมป์จุดหมายปลายทางระดับโลก
    นอกจากนี้ ประเทศไทยยังครองสัดส่วนสูงในหลายหมวดหมู่การท่องเที่ยวที่สำคัญของภูมิภาค เช่น 
    57% ของจุดหมายปลายทางด้าน Family-Friendly Destination สำหรับการท่องเที่ยวกับครอบครัว
    50% ของจุดหมายปลายทางในหมวด ชายหาดและเกาะยอดนิยม
    41% ของกิจกรรมท่องเที่ยวแนะนำในภูมิภาค
    36% ของจุดหมายปลายทางด้าน อาหารและร้านอาหารยอดเยี่ยม
    พร้อมกันนี้ ข้อมูลยังชี้ว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา การจองทริปเดินทางมายังประเทศไทยเพิ่มขึ้นกว่า 24% บนแพลตฟอร์มดังกล่าว ซึ่งสถิติทั้งหมดนี้สะท้อนถึง ความสำเร็จและความทุ่มเทของรัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติต่อประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

    ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นสัญญาณเชิงบวกและพลังขับเคลื่อนของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย  รวมถึงประเทศไทยยังมีจุดแข็งทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ อาหาร วัฒนธรรม และกิจกรรมการท่องเที่ยวที่หลากหลาย ซึ่งสามารถตอบโจทย์นักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม

    นอกจากนี้ รายงานดังกล่าวได้แสดงแนวโน้มสำคัญว่า นักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติให้ความสำคัญกับ ประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากขึ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวของประเทศไทยให้ตอบโจทย์ตลาดโลกในอนาคต

    “ข้อมูลอินไซต์จากแพลตฟอร์มท่องเที่ยวระดับโลกยืนยันว่า ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวในภูมิภาคและระดับโลก กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะนำข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้มาใช้ประกอบการกำหนดนโยบายและพัฒนาสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว เพื่อยกระดับคุณภาพประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว และนำประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวของภูมิภาคอย่างยั่งยืนต่อไป” นางสาวนัทรียา กล่าว

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/162333


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/485481&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04VrMMiMFgHzAPdGZpsX-Q

  • ททท.ปรับแผนรับพิษสงครามอิหร่าน เดินหน้ารุกอเมริกา-ยุโรปต่อเนื่อง-ประคองตลาดระยะไกล

    ททท.ปรับแผนรับพิษสงครามอิหร่าน เดินหน้ารุกอเมริกา-ยุโรปต่อเนื่อง-ประคองตลาดระยะไกล

    น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดด้านความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยว ว่า ททท. ได้ประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และเร่งปรับแผนการตลาดต่างประเทศให้สอดคล้องกับข้อจำกัดด้านการเดินทาง โดยเฉพาะในตลาดที่เชื่อมโยงกับเส้นทางบินผ่านตะวันออกกลาง เพื่อจำกัดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะต่อไป

    สำหรับการดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้รับผลกระทบจากการปิดน่านฟ้าและเที่ยวบินยกเลิกในช่วงที่ผ่านมา ข้อมูลจากศูนย์ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวในภาวะวิกฤต (ศตท.) ระบุว่า ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์-12 มีนาคม 2569 มีเที่ยวบินได้รับผลกระทบสะสม 883 เที่ยวบิน แบ่งเป็นขาออก 451 เที่ยวบิน และขาเข้า 432 เที่ยวบิน ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวที่ต้องรอเที่ยวบินเพื่อเดินทางกลับสะสมประมาณ 45,136 คน โดย ททท. ได้ประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชนในการดูแลอำนวยความสะดวกในช่วงที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่อง

    น.ส.ฐาปนีย์ กล่าวว่า ในระยะต่อไป ททท. จะให้น้ำหนักกับการปรับยุทธศาสตร์การทำตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะการทบทวนแผนกิจกรรมส่งเสริมการขายทั้งงานโรดโชว์ (Roadshow) และเทรดโชว์ (Trade Show) ในตลาดที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากข้อจำกัดด้านการเดินทางและความไม่แน่นอนของเที่ยวบิน ซึ่งขณะนี้กิจกรรมในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาบางส่วนจำเป็นต้องเลื่อนออกไปก่อน ได้แก่ งาน Amazing Thailand Roadshow to South Africa 2026 เดิมกำหนดวันที่ 7-10 เมษายน ที่เมืองโจฮันเนสเบิร์ก เดอร์บัน และเคปทาวน์ ซึ่งจะมีผู้ประกอบการไทย 20 รายเข้าร่วม ได้เลื่อนออกไปเป็นวันที่ 22, 24 และ 26 มิถุนายน 2569 ขณะที่งาน The Middle East Trade Meet (MTM) & Mega FAM Trip 2026 ซึ่งเดิมกำหนดช่วงวันที่ 20-25 เมษายน และมีแผนนำผู้ซื้อจากตะวันออกกลาง 60 ราย มาพบผู้ประกอบการไทย 80 ราย ในกรุงเทพฯ ภูเก็ต พัทยา กระบี่ และเชียงใหม่ ก็ต้องเลื่อนออกไปเช่นกัน เช่นเดียวกับงาน Roadshow to Mid East Pre-ATM ที่ต้องชะลอออกไปก่อน เนื่องจากผู้ประกอบการสะท้อนว่าการเดินทางมีข้อจำกัดและหาตั๋วเครื่องบินได้ยาก

    อย่างไรก็ตาม งาน Arabian Travel Market (ATM) ซึ่งเป็นงานแฟร์ขนาดใหญ่ ยังอยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยปัจจุบันยังคงกำหนดการเดิม ขณะที่ตลาดอเมริกาและยุโรป ททท. ยังคงเดินหน้าจัดกิจกรรมตามแผน เนื่องจากยังมีทางเลือกด้านการเดินทางและผู้ประกอบการยังมีความพร้อมเข้าร่วม

    ทั้งนี้ งาน Amazing Thailand Roadshow to US & Canada 2026 วันที่ 7, 9 และ 13 เมษายน ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ลอสแอนเจลิส และแวนคูเวอร์ ยังคงเดินหน้าตามปกติ โดยมีผู้ประกอบการไทย 31 รายเข้าร่วม เช่นเดียวกับงาน Amazing Thailand (Post-ILTM) Latin America Roadshow 2026 วันที่ 8, 11 และ 13 พฤษภาคม ที่เซาเปาลู โบโกตา และเม็กซิโกซิตี้ ซึ่งยังไม่มีผู้ประกอบการยกเลิกการเดินทาง ขณะที่ตลาดยุโรปยังคงเดินหน้าจัดงานสำคัญตามกำหนด อาทิ งาน Amazing Thailand Health and Wellness Trade Meet 2026 วันที่ 23 เมษายน และงาน Amazing Thailand Roadshow to UK 2026 วันที่ 19-21 พฤษภาคม เพื่อรักษาโมเมนตัมของตลาดระยะไกลและความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2919986&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hUysAPDgmdPQUbMSe9Vrz

  • สงครามตะวันออกกลางสะเทือนธุรกิจโรงแรมเชียงใหม่ นักท่องเที่ยวหาย-ยกเลิกห้องพัก

    สงครามตะวันออกกลางสะเทือนธุรกิจโรงแรมเชียงใหม่ นักท่องเที่ยวหาย-ยกเลิกห้องพัก

    สถานการณ์ความรุนแรงสงครามในตะวันออกกลางยังคงน่าเป็นห่วงและยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงในเร็ววันนี้ และมีการคาดการณ์หากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อหรือขยายความรุนแรง ผลกระทบที่ตามมาก็จะมากยิ่งขึ้นเช่นกัน ซึ่งประเทศไทยก็ต้องจับตามองติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดและต้องเตรียมแผนรับมือ ปรับตัวให้ทันกับเหตุการณ์

    โดยภาคธุรกิจการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ ได้มีการพูดคุยและแสดงความกังวลใจเกี่ยวกับผลกระทบทางการท่องเที่ยวที่จะเกิดขึ้น หนึ่งในภาคส่วนที่ได้ออกมาแสดงความเป็นห่วงคือ ธุรกิจโรงแรมและที่พัก ซึ่งหากสงครามยืดเยื้อก็จะส่งผลเสียต่อรายได้ในช่วงไฮซีซั่นของปีนี้ ที่เป็นช่วงเวลาที่สร้างเม็ดเงินให้กับผู้ประกอบการ ประชาชน และประเทศ รวมถึงอาจจะส่งผลเกี่ยวกับการจ้างงานในภาพรวมด้วยเพราะหากต้นทุนสูงขึ้น ทางผู้ประกอบการก็มีความจำเป็นที่จะลดต้นทุนลงเพื่อความอยู่รอด

    The-Middle East-conflict-has-disrupted-the-hotel-business-in-Chiang Mai-with-tourists-canceling-bookings-SPACEBAR-Photo01.jpg

    The-Middle East-conflict-has-disrupted-the-hotel-business-in-Chiang Mai-with-tourists-canceling-bookings-SPACEBAR-Photo02.jpg

    The-Middle East-conflict-has-disrupted-the-hotel-business-in-Chiang Mai-with-tourists-canceling-bookings-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ไพศาล สุขเจริญ นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือตอนบน กล่าวว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ตะวันออกกลางที่ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด ทำให้ทางผู้ประกอบการโรงแรมในจังหวัดเชียงใหม่มีความกังวลใจเป็นอย่างมาก ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มเห็นผลกระทบบ้างแล้ว เช่นการยกเลิกการจองห้องพักในกลุ่มของนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง และยุโรป เนื่องจากไม่สามารถเดินทางมาได้เพราะสายการบินหลายเที่ยวบินมีการยกเลิกเนื่องจากความปลอดภัยการบิน

    “อัตราการจองห้องพักเฉลี่ยเดือนมีนาคม ในภาพรวมของจังหวัดเชียงใหม่เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 60 – 70 และคาดว่าในเดือนมีนาคม น่าจะเป็นอีกหนึ่งเดือนที่หนักหนาสาหัสสำหรับผู้ประกอบการโรงแรมที่พัก หลังจากนี้ก็ต้องพิจารณาและคาดการณ์เป็นเดือนๆ ส่วนเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ก็ยังคาดการณ์ลำบาก คงต้องรอดูสถานการณ์อีกครั้ง แม้ว่าจะมีเทศกาลสงกรานต์ที่จะสร้างสีสันและดึงดูดนักท่องเที่ยวก็ตาม”

    The-Middle East-conflict-has-disrupted-the-hotel-business-in-Chiang Mai-with-tourists-canceling-bookings-SPACEBAR-Photo V01.jpg

    นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือฯ กล่าวอีกว่า หากพูดถึงนักท่องเที่ยวชาวตะวันออกกลางถือเป็นอีกหนึ่งกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่สร้างเม็ดเงินให้กับจังหวัดเชียงใหม่จำนวนมาก แม้ว่าจะเดินทางเข้ามาไม่มากกับกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มอื่น แต่มีกำลังซื้อสูง พักผ่อนอยู่หลายวัน ซึ่งสามารถกระจายรายได้สู่ชุมชนได้เป็นอย่างดี ส่วนนักท่องเที่ยวชาวยุโรปก็ถือว่าเข้ามาไม่น้อยและหากหายไปก็จะกระทบเช่นกัน

    “เรียกได้ว่าการหายไปของนักท่องเที่ยวชาวยุโรปและตะวันออกกลางทำให้ธุรกิจโรงแรมของจังหวัดเชียงใหม่สะดุด”

    The-Middle East-conflict-has-disrupted-the-hotel-business-in-Chiang Mai-with-tourists-canceling-bookings-SPACEBAR-Photo04.jpg

    สำหรับผลกระทบที่เกิดขึ้นหากเป็นระยะสั้นก็คาดว่าธุรกิจโรงแรมในจังหวัดเชียงใหม่น่าจะเกิดปัญหาทางการเงินเนื่องจากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เคยเดินทางมาเที่ยวเป็นประจำหายไป ส่วนระยะกลางที่อยู่ที่ 6 เดือนถึงหนึ่งปี ก็คาดว่าโรงแรมส่วนใหญ่ของเชียงใหม่น่าจะยังพอรับมือได้ แต่หากมากกว่าหนึ่งปีขึ้นไปคงต้องมีการปรับตัวประหยัดค่าใช้จ่ายลดต้นทุนให้ได้มากที่สุด

    “ทุกโรงแรมไม่ว่าขนาดเล็กหรือใหญ่ต้องรัดเข็มขัดตัวเอง ต้องมีเงินทุนสำรองเอาไว้ และหากนักท่องเที่ยวไม่มาสถานการณ์ย่ำแย่มากอาจจะเห็นภาพโรงแรมหลายแห่งปิดทำการหยุดให้บริการเป็นการชั่วคราว ซึ่งก็จะคล้ายกับช่วงที่มีการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ที่นักท่องเที่ยวไม่สามารถเที่ยวได้”

    ส่วนการรับมือหลังจากนี้ ทางผู้ประกอบการคงต้องมีการปรับตัวพอสมควร หากเป็นโรงแรมขนาดเล็ก ต้องพยายามเพิ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยให้มากขึ้น เพื่อทดแทนชาวต่างชาติที่หายไป ส่วนโรงแรมขนาดกลางคงต้องหวังพึ่งพานักท่องเที่ยวจากเอเชีย หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เข้ามาทดแทน หนึ่งในกลุ่มที่น่าจะเข้ามาช่วยได้บ้างคือกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ที่เข้ามาในจังหวัดเชียงใหม่ติดหนึ่งในสิบ

    ส่วนโรงแรมขนาดใหญ่ หากจะยังหวังพึ่งนักท่องเที่ยวจากโซนยุโรปคงจะลำบาก เพราะนักท่องเที่ยวที่มีกำลังใจสูงนั้นไม่สามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวได้เนื่องจากติดปัญหาเกี่ยวกับสายการบิน อาจจะต้องหวังพึ่งนักท่องเที่ยวชาวจีนที่จะเข้ามาเสริม ส่วนนี้ก็ต้องอาศัยรัฐบาลในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและโปรโมทดึงนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เข้ามาทดแทนให้ได้

    The-Middle East-conflict-has-disrupted-the-hotel-business-in-Chiang Mai-with-tourists-canceling-bookings-SPACEBAR-Photo07.jpg

    The-Middle East-conflict-has-disrupted-the-hotel-business-in-Chiang Mai-with-tourists-canceling-bookings-SPACEBAR-Photo05.jpg

    The-Middle East-conflict-has-disrupted-the-hotel-business-in-Chiang Mai-with-tourists-canceling-bookings-SPACEBAR-Photo06.jpg

    นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือฯ กล่าวด้วยว่า “สิ่งที่น่าเป็นห่วงอีกสิ่งหนึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อ ก็คือการที่ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมต้องลดต้นทุน ซึ่งจะส่งผลกับการจ้างงาน ไม่รับพนักงานใหม่ หรือมีความจำเป็นต้องปลดพนักงานออกเพื่อลดค่าใช้จ่าย ต้นทุนเกี่ยวกับสินค้าที่ใช้ในธุรกิจไม่ว่าจะเป็นข้าวของหรือราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ทางโรงแรมหลายแห่งก็น่าจะต้องลดสิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องพร้อมกับลดราคาห้องพัก หากลดต้นทุนจนถึงที่สุดแล้วยังไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้คงต้องหยุดใช้บริการชั่วคราวก็ส่งผลกับเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างการจ้างงาน”

    “อยากให้สถานการณ์จบและสงบภายใน 3 เดือน เพราะในช่วงกรีนซีซั่นนักท่องเที่ยวชาวตะวันออกกลางและยุโรปจะชื่นชอบจังหวัดเชียงใหม่เป็นอย่างมาก เพราะชอบฝนและท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติมาก เช่นเดียวกันในช่วงไฮซีซั่นเราก็อยากให้การท่องเที่ยวกลับมาคึกคัก”

    “ความหวังก็คือรัฐบาลไทยที่จะส่งเสริมการท่องเที่ยวให้มีสิ่งใหม่ๆ ดึงดูดชาวต่างชาติ รวมถึงการดำเนินการโครงการทางการท่องเที่ยวขนาดใหญ่ของจังหวัดเชียงใหม่ อย่างการขยายสนามบินเชียงใหม่ให้เร็วที่สุดและมีศักยภาพมากขึ้นในการรองรับผู้โดยสารและจำนวนเที่ยวบิน จะได้เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยพัฒนาการท่องเที่ยวให้ดีขึ้น” ไพศาล กล่าว

    The-Middle East-conflict-has-disrupted-the-hotel-business-in-Chiang Mai-with-tourists-canceling-bookings-SPACEBAR-Photo V02.jpg

    ด้าน ละเอียด บุ้งศรีทอง ที่ปรึกษาสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ (ตอนบน) แสดงความคิดเห็นว่า ผลกระทบเกี่ยวกับการสู้รบในพื้นที่ตะวันออกกลาง เริ่มส่งผลถึงผู้ประกอบการโรงแรมที่พักของจังหวัดเชียงใหม่มาประมาณสองอาทิตย์แล้ว จะเห็นได้ว่ามีการยกเลิกการจองห้องพักจากนักท่องเที่ยวชาวตะวันออกกลางและนักท่องเที่ยวที่ต้องไปต่อเครื่องในพื้นที่นั้น เนื่องจากสายการบินมีการยกเลิกเที่ยวบินเพราะไม่สามารถเดินทางผ่านน่านฟ้าได้ แต่สิ่งที่น่าห่วงก็คือหลังจากนี้ยอดในการจองโรงแรมห้องพักถือว่าน้อย และหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายก็คาดว่าจะย่ำแย่ลงอีก

    “ในตอนนี้ผู้ประกอบการต้องแบกรับความเสี่ยง เนื่องจากการยกเลิกห้องพักจากสถานการณ์ของสงครามที่เกิดขึ้นผู้ประกอบการส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เก็บค่าบริการที่ทำการยกเลิกจากลูกค้าแต่อย่างใด ส่วนลูกค้าที่เป็นชาวต่างชาติที่ทำการยกเลิกส่วนใหญ่จะเป็นตลาดระยะไกล ที่เส้นทางการบินจะต้องผ่านน่านฟ้าในพื้นที่ตะวันออกกลาง หรือเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องไปต่อเครื่องในพื้นที่นั้น”

    ส่วนบรรยากาศของโรงแรมที่พักในจังหวัดรอง ก็ถือว่าน่าห่วง แม้ว่าลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าภายในประเทศ ส่วนลูกค้าชาวต่างชาติก็มีบ้างแต่จะไหลมาจากจังหวัดใหญ่ แต่หลังจากนี้หากราคาต้นทุนสูงขึ้นและประชาชนหรือนักท่องเที่ยวมีกำลังจ่ายน้อยก็จะส่งผลกับตลาดภายในประเทศที่เป็นกลุ่มลูกค้าหลักของการท่องเที่ยวในจังหวัดรอง ทำให้ผู้ประกอบการทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ต้องทำการบ้านในการดึงดูดนักท่องเที่ยวภายในประเทศให้ได้มากขึ้น

    The-Middle East-conflict-has-disrupted-the-hotel-business-in-Chiang Mai-with-tourists-canceling-bookings-SPACEBAR-Photo08.jpg

    The-Middle East-conflict-has-disrupted-the-hotel-business-in-Chiang Mai-with-tourists-canceling-bookings-SPACEBAR-Photo09.jpg

    ละเอียด กล่าวต่อว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของผู้ประกอบการโรงแรมก็คือราคาน้ำมัน ราคาค่าไฟ และราคาสินค้า ที่อาจจะมีการปรับเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นผู้ประกอบการต้องประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้น ต้องลดการใช้ที่ไม่จำเป็น หรือใช้ให้คุ้มค่ามากที่สุด แต่ต้องไม่กระทบกับการใช้บริการของลูกค้า เพราะในช่วงวิกฤตการให้บริการกับลูกค้าก็เป็นสิ่งสำคัญมาก หากลูกค้าประทับใจก็จะมีการบอกต่อว่าบริการดีและกลับมาใช้บริการซ้ำ ซึ่งจะช่วยต่อลมหายใจกับเหล่าผู้ประกอบการได้ในช่วงเวลาแบบนี้

    สำหรับโรงแรมที่พักในภาคเหนือ คาดว่าจะสามารถยืนระยะได้ประมาณ 2-3 เดือน หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย หรือยังไม่มีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น แต่หากหลังจากนั้นขยายความรุนแรงและยืดเยื้อก็น่าเป็นห่วง อยากจะให้จบให้เร็วที่สุดเพื่อให้การท่องเที่ยวเดินหน้าต่อไปได้ และไม่อยากจะเห็นภาพของราคาตั๋วเครื่องบินที่สูงขึ้น เพราะจะกระทบกับการตัดสินใจท่องเที่ยวโดยตรง

    “ปกติช่วงนี้จะเริ่มเห็นการจองห้องพักในช่วงเดือนเมษายนแล้ว แต่ในปีนี้เรียกได้ว่าเงียบเหงา ซึ่งก็น่าจะมาจากการที่หลายคนติดตามสถานการณ์และอยากจะรัดเข็มขัดประหยัดเงินในกระเป๋า ดังนั้นก็อยากจะให้รัฐบาลมีการพูดคุยและประกาศแผนทั้งระยะสั้น กลาง ยาว เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการได้ติดตามว่าผลและแนวโน้มจะเป็นอย่างไร สร้างการรับรู้และวางมาตรการที่เหมาะสมบนพื้นฐานของความไม่ตื่นตระหนกจนเกินไป”

    “และอยากจะเห็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศไทยให้มากขึ้นกว่าเดิม คาดหวังว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์นักท่องเที่ยวคนไทยจะเดินทางเที่ยวภายในประเทศมากขึ้น หากเดินทางออกไปเที่ยวต่างประเทศเม็ดเงินที่จะหมุนเวียนอยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทยก็จะลดลงไป”

    The-Middle East-conflict-has-disrupted-the-hotel-business-in-Chiang Mai-with-tourists-canceling-bookings-SPACEBAR-Photo10.jpg

    The-Middle East-conflict-has-disrupted-the-hotel-business-in-Chiang Mai-with-tourists-canceling-bookings-SPACEBAR-Photo11.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/the-middle-east-conflict-has-disrupted-the-hotel-business-in-chiang-mai-with-tourists-canceling-bookings&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2S-T8jKtF1CEt5prWZsJu-

  • นักท่องเที่ยวตื่นตา ฝูงโลมาปากขวด ว่ายโชว์ตัวกลางทะเลใกล้เกาะตาชัย

    นักท่องเที่ยวตื่นตา ฝูงโลมาปากขวด ว่ายโชว์ตัวกลางทะเลใกล้เกาะตาชัย

    นักท่องเที่ยวตื่นตา ฝูงโลมาปากขวด ว่ายโชว์ตัวกลางทะเลใกล้เกาะตาชัย

    วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.10 น.

    ตื่นตา ฝูงโลมาปากขวด ว่ายโชว์ตัวกลางทะเลใกล้เกาะตาชัย ตอกย้ำความสำเร็จนโยบายท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
       
    16 มีนาคม 2569 นายศิริวัฒน์ สืบสาย หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน เปิดเผยภาพสุดประทับใจ หลังเจ้าหน้าที่สายตรวจทางทะเลของอุทยานฯ พบฝูง โลมาปากขวด (Indo-Pacific Bottlenose Dolphin) จำนวนมากประมาณ 120 ตัว รวมกลุ่มกันบริเวณใกล้เกาะตาชัย ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่พบได้ยากในน่านน้ำไทย เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. ขณะเจ้าหน้าที่ออกลาดตระเวนตามภารกิจปกติ โดยพบฝูงโลมาจำนวนมากกระจายตัวเต็มผืนน้ำ ท่ามกลางบรรยากาศที่สวยงามของทะเลอันดามัน สร้างความตื่นเต้นให้กับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างมาก

    นายศิริวัฒน์ กล่าวว่า โดยปกติโลมาปากขวดจะรวมตัวกันเป็นฝูงเล็กประมาณ 10–20 ตัว แต่การพบฝูงขนาดใหญ่กว่า 100 ตัวในครั้งนี้ หรือที่เรียกว่า “Super Pod” ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศทางทะเลบริเวณเกาะตาชัยและหมู่เกาะสิมิลัน เจ้าหน้าที่ที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าว่า โลมามีความยาวลำตัวประมาณ 1–2.5 เมตร ว่ายน้ำอย่างร่าเริง บางส่วนว่ายเคียงคู่ไปกับเรือตรวจการณ์ บางตัวกระโดดขึ้นเหนือน้ำโชว์ตัวอย่างสวยงาม คล้ายกับกำลังต้อนรับทีมเจ้าหน้าที่ สร้างความประทับใจแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก

    ทั้งนี้ การปรากฏตัวของฝูงโลมาขนาดใหญ่ยังสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มุ่งผลักดันการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติสู่แนวทาง “การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ไม่ทำลายทรัพยากร” โดยเน้นการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว การจัดระเบียบเส้นทางเดินเรือ และการเฝ้าระวังสัตว์ทะเลหายากอย่างใกล้ชิด

    หัวหน้าอุทยานฯ ระบุเพิ่มเติมว่า การที่สัตว์ทะเลหายากกลับมาปรากฏตัวในพื้นที่จำนวนมากเช่นนี้ ถือเป็นเครื่องยืนยันว่ามาตรการอนุรักษ์และการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบกำลังให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน ทางอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ขอความร่วมมือผู้ประกอบการนำเที่ยวและนักท่องเที่ยว หากพบเจอสัตว์ทะเลหายาก ควรปฏิบัติตามหลักสากล ได้แก่ ลดความเร็วเรือ เดินเรือด้วยความเร็วคงที่และช้าที่สุด รักษาระยะห่างจากสัตว์ ห้ามขับเรือเข้าไปกลางฝูงหรือไล่ตาม รวมถึงงดกิจกรรมที่รบกวน เช่น การให้อาหาร ส่งเสียงดัง หรือกระโดดลงไปสัมผัสสัตว์โดยเด็ดขาด เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลให้คงความอุดมสมบูรณ์ต่อไปในอนาคต

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/952837&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19Yf1VbidfaBdauhJt7zQE

  • รัฐบาลลุยโรดโชว์ ดึงกองถ่ายฮ่องกง ลงทุนไทย1,500ล. ดันสู่ฮับภาพยนตร์

    รัฐบาลลุยโรดโชว์ ดึงกองถ่ายฮ่องกง ลงทุนไทย1,500ล. ดันสู่ฮับภาพยนตร์

    วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.05 น.

    รัฐบาลลุยโรดโชว์ ดึงกองถ่ายฮ่องกง ลงทุนไทย1,500ล. ดันสู่ฮับภาพยนตร์

    น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เตรียมร่วมออกคูหานิทรรศการในงาน Hong Kong International Film and TV Market (FILMART) วันที่ 17-20 มีนาคม 2569 ณ Hong Kong Convention and Exhibition Centre เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยตั้งเป้าดึงดูดกองถ่ายภาพยนตร์และซีรีส์จากฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาถ่ายทำในไทย คาดว่าจะสร้างมูลค่าการลงทุนไม่น้อยกว่า 1,500 ล้านบาท

    น.ส.อัยรินทร์ กล่าวว่า การเข้าร่วมงานครั้งนี้ จะได้นำเสนอมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในไทย (Cash Rebate) สูงสุด 30% โดยปี 2568 พบว่า กองถ่ายจากฮ่องกงเข้ามาถ่ายทำในไทยเป็นอันดับที่ 7 มูลค่าลงทุน 302 ล้านบาท ขณะที่กองถ่ายจากจีน อยู่อันดับ 3 มูลค่าลงทุน 372 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของผู้ผลิตจากทั้ง 2 ตลาดที่มีต่อไทย

    “การเข้าร่วมงานดังกล่าวถือเป็นโอกาสสำคัญในการประชาสัมพันธ์ศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางการถ่ายทำภาพยนตร์ของเอเชีย ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการดึงดูดกองถ่ายต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำในไทยมากยิ่งขึ้น” น.ส.อัยรินทร์ กล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/952770&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tP6MkcSp2RavUzPaf_KcK