Category: ท่องเที่ยว

  • ททท.รุก “เที่ยวตะวันออกด้วยกันเอง” กระตุ้นตลาดไทย ชูหมู่เกาะตราดบุกเวทีโลก | TOPNEWS

    ททท.รุก “เที่ยวตะวันออกด้วยกันเอง” กระตุ้นตลาดไทย ชูหมู่เกาะตราดบุกเวทีโลก | TOPNEWS

    ตราด – กนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลต่อราคาน้ำมันโลกและต้นทุนการเดินทาง ทั้งค่าตั๋วเครื่องบินและค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้เกิดแรงกดดันต่อความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว แม้ภาคตะวันออกจะได้รับผลกระทบ แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับไม่มาก

    โดยเฉพาะพื้นที่ พัทยา จังหวัด ชลบุรี ยังคงมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะคึกคักยาวไปจนถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์เดือนเมษายน 2569

    ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมา ททท.ได้เข้าร่วมงานมหกรรมท่องเที่ยวระดับโลกที่กรุง ลอนดอน ประเทศ สหราชอาณาจักร และได้ประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวใหม่ในภาคตะวันออก โดยเฉพาะ เกาะช้าง และ เกาะกูด จังหวัด ตราด ซึ่งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวกลุ่มยุโรปอย่างมาก โดยเฉพาะชาวเยอรมนี อย่างไรก็ตาม หลังเกิดสถานการณ์สงครามและราคาน้ำมันสูงขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนชะลอการเดินทาง แต่ผลกระทบยังไม่รุนแรงเท่าพื้นที่ภาคใต้

    ททท.จึงปรับกลยุทธ์มุ่งกระตุ้นตลาดในประเทศ ผ่านแนวคิด “เที่ยวตะวันออกด้วยกันเอง” ส่งเสริมการเดินทางข้ามจังหวัดในภูมิภาคเดียวกัน เช่น จันทบุรี ระยอง สระแก้ว และ ตราด ซึ่งเดินทางสะดวก ใช้เวลาน้อย และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว

    พร้อมกันนี้จะเน้นการสื่อสารข้อมูลแบบเรียลไทม์ ทั้งแหล่งท่องเที่ยวและเมนูอาหารเด่นในแต่ละช่วง เพื่อช่วยให้ประชาชนตัดสินใจเดินทางได้ง่ายขึ้น โดยคาดว่าในช่วงสงกรานต์และเดือนเมษายนนี้ ตลาดนักท่องเที่ยวชาวไทยยังคงให้ความสนใจพื้นที่จังหวัดตราดอย่างต่อเนื่อง และมีอัตราการจองที่พักเพิ่มขึ้น

    สำหรับตลาดต่างประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เตรียมใช้เวที Thailand Travel Mart 2026 ระหว่างวันที่ 10–12 มิถุนายนนี้ ซึ่งจะมีเอเย่นต์และสื่อมวลชนต่างชาติกว่า 400 ราย เข้าร่วม เพื่อผลักดันการขาย “หมู่เกาะทะเลตะวันออก” ได้แก่ เกาะช้าง เกาะกูด และ เกาะหมาก ให้เป็นจุดหมายปลายทางใหม่ (New Destination) ในสายตานักท่องเที่ยวยุโรป

    เนื่องจากจุดเด่นของพื้นที่ดังกล่าว คือความเป็นธรรมชาติที่สมบูรณ์ เงียบสงบ และแตกต่างจากแหล่งท่องเที่ยวภาคใต้ อีกทั้งการเดินทางที่สามารถเข้าถึงได้สะดวกขึ้น ยังช่วยลดผลกระทบจากต้นทุนการเดินทางและการต่อเครื่อง

    ทั้งนี้ ททท.ย้ำว่า แม้จะมีปัจจัยภายนอกเข้ามากระทบ แต่การท่องเที่ยวไทยยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง และมั่นใจว่านโยบายด้านการท่องเที่ยวจะไม่สะดุด แม้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เนื่องจากเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนภายในปี 2570 ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1518416&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Plv1okykRxKmhqysGHNpc

  • เปิดชื่อ 15 หุ้นไทย นักลงทุนต่างชาติซุ่มซื้อ กลุ่ม “พลังงาน-ค้าปลีก-ท่องเที่ยว” มาแรง

    เปิดชื่อ 15 หุ้นไทย นักลงทุนต่างชาติซุ่มซื้อ กลุ่ม “พลังงาน-ค้าปลีก-ท่องเที่ยว” มาแรง

    ตลาดหุ้นไทยกำลังเผชิญความผันผวน จากทั้งสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ จนทำให้นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นไทยไปแล้วกว่า 21,066.88 ล้านบาท ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา พร้อมแรงกดดันจากการที่หุ้นหลายตัวขึ้นเครื่องหมาย “XD” ซึ่งมักฉุดให้ราคาหุ้นย่อตัวลงตามมาด้วย

    แต่ท่ามกลางกระแสเงินทุนที่ไหลออก นักลงทุนต่างชาติกำลังซุ่ม “ช้อนซื้อ” หุ้นขนาดใหญ่ โดยเน้นเก็บกลุ่มพลังงาน ค้าปลีก ท่องเที่ยว และกลุ่มที่ราคาซึมซับข่าวสงครามไปแล้ว

    Fund Flow ไหลออก แต่พอร์ตต่างชาติ ช้อนซื้อ 15 หุ้น

    แม้ภาพใหญ่นับตั้งแต่ต้นปี 2569 ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 149.68 จุด หรือ +11.88% จากปีก่อน หนุนจากแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติที่ซื้อสุทธิมากสุดถึง 25,319.63 ล้านบาท ตามมาด้วยนักลงทุนในประเทศ ซื้อสุทธิ 16,590.45 ล้านบาท และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ซื้อสุทธิ 658.49 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 42,568.57 ล้านบาท

    แต่ตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ ต้องเผชิญกับความผันผวนภายนอกประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 และมีแนวโน้มเข้าใกล้จุดวิกฤติ

    ทำให้กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลออกจากตลาดทุนไทยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเกิดสงคราม โดยในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ชี้ให้เห็นว่า นักลงทุนต่างชาติยังมีสถานะขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง ซึ่งหากแยกการซื้อขายตามกลุ่มนักลงทุน (ณ วันที่ 13 มี.ค. 69)

    • นักลงทุนต่างชาติ ขายสุทธิ 21,066.88 ล้านบาท
    • นักลงทุนสถาบัน ขายสุทธิ 12,292.96 ล้านบาท
    • บัญชี บล. ขายสุทธิ 11,292.77 ล้านบาท
    • นักลงทุนในประเทศซื้อสุทธิ 44,652.61 ล้านบาท

    อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางแรงเทขาย กลับพบแรงซื้อสะสมอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว โดย ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ชี้ให้เห็นว่า หากเจาะลึกลงไปในรายตัวว่านักลงทุนต่างชาติยังเน้นเข้าสะสมหุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) ที่ได้อานิสงส์จากเทรนด์โลกและมีปัจจัยบวกเฉพาะตัว

    โดย 15 อันดับหุ้นที่ต่างชาติซื้อสะสมมากที่สุดนับตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม สามารถแบ่งเป็นกลุ่มที่น่าสนใจ ดังนี้

    1.กลุ่มพลังงาน (ENERGY)

    โดดเด่นที่สุด นำโดย PTTEP ซึ่งมียอดเงินทุนไหลเข้าสูงสุดอันดับ 1 กว่า 4,611 ล้านบาท สอดคล้องกับราคาน้ำมันดิบโลกที่พุ่งทะยานขึ้นกว่า 40% ในเดือนนี้ นอกจากนี้ยังมี TOP และ SPRC ที่ถูกซื้อสุทธิด้วย

    2.กลุ่มค้าปลีกและการบริโภคในประเทศ (COMMERCE)

    หุ้นที่พึ่งพากำลังซื้อในประเทศยังคงเป็นหลุม หลบภัยที่ดี นำโดย CPALL CPN KAMART

    3.กลุ่มท่องเที่ยวและเดินทาง (TOURISM & TRANSPORT)

    หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวในอนาคต เช่น AOT, MINT และ CENTEL

    4.กลุ่มที่รับแรงกดดันจากสงครามมาแล้วระดับหนึ่ง

    เช่น GULF PTTGC IVL เนื่องจากธุรกิจมีความเชื่อมโยงกับต้นทุนพลังงานและห่วงโซ่อุปทานโลกโดยตรง

    ระวังหุ้นร่วง! ตลาดอาจผันผวนรับเทศกาล “XD”

    สำหรับดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ ปิดตลาดช่วงเช้าดัชนีอยู่ที่ 1,414.16 จุด เพิ่มขึ้น 4.81 จุด หรือ +0.34% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 26,961.10 ล้านบาท แม้ในมุมมองของนักลงทุนต่างชาติจะยังมองว่า Valuation ของตลาดไทยอยู่ในระดับที่น่าสนใจ

    โดยข้อมูล ณ วันที่ 13 มี.ค. 2569 ระบุว่า P/E อยู่ที่ 16.11 เท่า ขณะที่อัตราเงินปันผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 4.53% และกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ 87.48 บาท ซึ่งถือเป็นระดับที่ยังดึงดูดเงินลงทุนได้ในระยะยาว

    อย่างไรก็ตาม ภาพระยะสั้นกลับเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้มีแนวโน้มผันผวนสูง โดยให้กรอบการเคลื่อนไหวของ SET Index ไว้ที่ 1,370–1,450 จุด สะท้อนว่าตลาดยังมีทั้งโอกาสรีบาวด์และแรงขายสลับกันได้ตลอดเวลา

    หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนสูง ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในการเปิดโต๊ะเจรจาเพื่อลดความขัดแย้ง หรือความเสี่ยงที่จะเกิดการโจมตีทางทหารที่รุนแรงมากขึ้น ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ลักษณะนี้มักส่งผลให้เงินทุนทั่วโลกเคลื่อนย้ายอย่างรวดเร็ว

    ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเทศกาล “XD” ของหลายบริษัทจดทะเบียน หลังจากที่หุ้นจำนวนไม่น้อยได้ทยอยขึ้นเครื่องหมายไปแล้ว ทำให้แรงจูงใจในการเข้าซื้อเพื่อรับเงินปันผลลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และตามสถิติแล้ว ราคาหุ้นมักจะปรับตัวลงหลังขึ้นเครื่องหมาย XD เพื่อสะท้อนการจ่ายเงินปันผลออกไปด้วย

    อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

    ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/investment/capital_market/2920400&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jpUuivcisKq1F38xGEm6n

  • ททท. ดัน “เที่ยวตะวันออกด้วยกันเอง” กระตุ้นคนไทย ชูหมู่เกาะตราดเจาะตลาดโลก

    ททท. ดัน “เที่ยวตะวันออกด้วยกันเอง” กระตุ้นคนไทย ชูหมู่เกาะตราดเจาะตลาดโลก

    ททท. รุกกลยุทธ์ “เที่ยวตะวันออกด้วยกันเอง” กระตุ้นตลาดคนไทย พร้อมชูหมู่เกาะตราดมัดใจต่างชาติในเวทีโลก ยอมรับนักท่องเที่ยวแต่ไม่มาก พร้อมดันมาตราการกระตุ้น

    วันที่ 17 มี.ค.69 นางกนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง และส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันของประเทศไทยและทั่วโลก ได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในเรื่องของความปลอดภัย และต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้น ทั้งราคาค่าตั๋วเครื่องบิน และราคาน้ำมันที่เติมใส่รถยนต์ส่วนตัวและรถยนต์โดยสาร ที่จะเดินทางมายังแหล่งท่องเที่ยวในภาคตะวันออก ซึ่งยอมรับว่า ภาคตะวันออกก็มีผลกระทบจากเหตุการสู้รบ แต่ไม่มากนัก โดยเฉพาะพัทยา จ.ชลบุรี ยังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติท่องเที่ยวอยู่และจะยาวไปถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์ในภาคตะวันออกในช่วงเดือนเมษายน 2569 ซึ่งในปี 2568 ที่ผ่านมา ททท.แห่งประเทศไทย และททท.ภูมิภาคตะวันออกได้เดินทางไปร่วมงานงานมหกรรมท่องเที่ยวระดับโลกที่ลอนดอน และได้สื่อสารไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวและเอเยนต์ในยุโรปซึ่งได้รับความสนใจในเรื่องแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆในภาคตะวันออกโดยเฉพาะ ที่เกาะช้าง เกาะกูดในพื้นที่จังหวัดตราด ที่ได้รับความสนใจมากซึ่งปีนี้ก็พบว่า นักท่องเที่ยวกลุ่มนร้เดินทางมาเพิ่มขึ้น แต่หลังจากมีสงครามในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ตัดสินใจการเดินทางมาน้อยลง แต่ไม่ได้มากนักเหมือนในภาคใต้

    “จากข้อจำกัดเรื่องระยะทางและการเดินทางที่ค่อนข้างไกล ททท. จึงมุ่งเน้นการกระตุ้นตลาด “ไทยเที่ยวไทย” ในลักษณะการเที่ยวข้ามจังหวัดภายในภูมิภาคตะวันออกด้วยกันเอง เช่น จันทบุรี ระยอง สระแก้ว และตราด ซึ่งเดินทางถึงกันได้ง่ายกว่า โดยจะเน้นการสื่อสารข้อมูลแบบเรียลไทม์ว่าจุดไหนน่าเที่ยวหรือมีเมนูเด็ดในช่วงเวลานั้นๆ เพื่อช่วยให้การตัดสินใจเดินทางง่ายขึ้น ขณะที่สถานการณ์การท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์และเมษายนนี้ คาดว่าตลาดคนไทยยังคงให้ความสนใจพื้นที่ตราดอย่างต่อเนื่องและมีอัตราการจองโรงแรมที่หนาแน่น อย่างไรก็ตาม ททท. ยังคงติดตามสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะปัจจัยด้านต้นทุนพลังงานและราคาสินค้าที่อาจปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการปรับปรุงการสื่อสารผ่านสื่อโฆษณาให้ตรงกลุ่มเป้าหมายเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว ส่วนประเด็นการเปลี่ยนผ่านของรัฐบาลนั้น ททท. มั่นใจว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อนโยบายหลักเนื่องจากการท่องเที่ยวถือเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนภายในปี 2570 ตามข้อตกลงระดับสากลต่อไป“

    สำหรับตลาดต่างประเทศ ททท. เตรียมใช้โอกาสสำคัญในงาน Thailand Travel Mart (TTM) ช่วงวันที่ 10-12 มิถุนายนนี้ ซึ่งจะมีเอเย่นต์และสื่อมวลชนต่างชาติกว่า 400 รายเข้าร่วม เพื่อนำเสนอขาย “หมู่เกาะทะเลตะวันออก” โดยเฉพาะเกาะช้าง เกาะกูด และเกาะหมาก ซึ่งเป็นจุดขายหลักที่นักท่องเที่ยวกลุ่มยุโรปและเยอรมนีให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจากกลุ่มนี้ต้องการมองหาจุดหมายปลายทางใหม่ๆ (New Destination) ที่มีความแตกต่างจากภาคใต้ ประกอบกับการบินตรงมายังภาคตะวันออกช่วยลดผลกระทบจากปัญหาค่าโดยสารและการต่อเครื่องในบางภูมิภาคได้ดีกว่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/135340&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Rc5Pz3oCWupQAivNfG-lY

  • ท่องเที่ยวตะวันออกยังแกร่ง! ยุโรปหนีค่าครองชีพแพง แห่เที่ยวตราด

    ท่องเที่ยวตะวันออกยังแกร่ง! ยุโรปหนีค่าครองชีพแพง แห่เที่ยวตราด

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/135339&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Hj9eHw19mn2YBstI1k3DK

  • อโกด้าเผย นักเดินทางชาวไทยให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนมากสุดในเอเชีย

    อโกด้าเผย นักเดินทางชาวไทยให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนมากสุดในเอเชีย

    อโกด้า แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยว เผยผลสำรวจการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ประจำปีพ.ศ. 2569 พบว่าการท่องเที่ยวอย่างยั่งยื่นกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญมากขึ้นในการวางแผนของนักเดินทางชาวเอเชีย ผลการสำรวจพบว่านักเดินทางชาวไทยให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนมากที่สุด มากถึง 95% ของนักเดินทางชาวไทย ระบุว่าความยั่งยืนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเลือกเดินท่างในปีพ.ศ. 2569 ตามมาด้วยด้วยนักเดินทางจาก อินโดนีเซีย (93%) อินเดีย (88%) และไต้หวัน (83%) มากกว่า 3 ใน 4 ของนักเดินทางชาวเอเชีย (77%) ระบุว่าความยั่งยืน เป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกตัวเลือกเดินทางในปีพ.ศ. 2569 โดยเพิ่มขึ้นจาก 68% ในปีที่ผ่านมาผลสำรวจของอโกด้ายังชี้ให้เห็นอีกว่าแน้วโน้มการให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนจะยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดย 83% ของผู้ตอบแบบสำรวจ ระบุว่าจะยังคงให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในอีก 3 ปีข้างหน้า

    โดยผลสำรวจนี้มีผู้เข้าร่วมทำแบบสอบถามทั้งหมด 1,036 คน จาก 8 ประเทศทั่วเอเชีย ซึ่งผลสำรวจชี้ให้เห็นว่านักเดินทางในภูมิภาคนี้ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวอย่างยั่นยืนมากขึ้น ไม่เพียงแต่ด้านการดูแลสิ่งแวดล้อม แต่ยังรวมถึงการสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นและการอนุรักษ์แหล่งท่องเที่ยวอีกด้วย

    การอนุรักษ์ธรรมชาติและสัตว์ป่า เป็นแรงจูงใจหลักของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    เมื่อถามถึงผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดของการเดินทางอย่างยั่งยืน นักเดินทางชาวไทย 36% ระบุว่าต้องการช่วยอนุรักษ์ธรรมชาติและสัตว์ป่าไว้สำหรับอนาคต รองลองมา 27% ต้องการให้การท่องเที่ยวสร้างประโยชน์โดยตรงต่อชุมชนและธุรกิจท้องถิ่น อีก 22% ให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับสถานที่และ 16% ของนักเดินทางชาวไทยระบุว่า ต้องการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและปล่อยคาร์บอนให้น้อยลงในการเดินทาง สะท้อนให้เห็นว่านักเดินทางชาวไทยมองความยั่งยืนไม่ใช่เพียงเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการท่องเที่ยวที่สร้างประโยชน์ให้กับชุมชนท่องถิ่น

    นักเดินทางต้องการประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนมากขึ้นพร้อมตัวเลือกการจองที่สะดวก

    นักเดินทางชาวไทยให้ความสนใจประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ผสมผสานความสนุกกับการสร้างผลกระทบเชิงบวก โดย 43% สนใจทัวร์และกิจกรรมที่ช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นมากที่สุด ตามมาด้วยการเดินทางที่เปิดโอกาสให้สามารถร่วมดูแลธรรมชาติและชุมชน 25% ขณะเดียวกัน 18% ให้ความสำคัญกับตัวเลือกการเดินทางที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และ 15% มองหาที่พักที่ได้รับการรับรองด้านความยั่งยืน สะท้อนความต้องการตัวเลือกการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่ครอบคลุมตลอดทั้งการเดินทาง

    Damnoen Saduak, June 14, 2025. Women market trader sells fruit to tourists while touring around the Floating Market at Damnoen Saduak, Thailand
    Damnoen Saduak, June 14, 2025. Women market trader sells fruit to tourists while touring around the Floating Market at Damnoen Saduak, Thailand

    การท่องเที่ยวช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    38% ของนักเดินทางทั้งหมด มองว่าหากมีการจัดการที่เหมาะสม จะสามารถสร้างประโยชน์ที่สุดของการให้กับจุดหมายปลายทางนั้น ๆ ได้และจะทำให้มีการเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับธุรกิจท้องถิ่น โดยในกลุ่มนักเดินทางชาวไทยมีสัดส่วนสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ 43% นอกจากนี้ 16% ของนักเดินทางชาวไทย เชื่อว่าการท่องเที่ยวช่วยพัฒนาและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ ขณะที่ 13% มองว่าการท่องเที่ยวช่วยสนันสนุนนการอนุรักษ์วัฒนธรรมและประพณีท้องถิ่น

    นายแอนดรูว์ สมิธ รองประธานอาวุโสฝ่ายซัพพลายของอโกด้า กล่าวว่า “การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนกำลังได้รับความสนใจมากขึ้นทั่วภูมิภาค และเรายินดีที่ได้เห็นนักเดินทางชาวไทยมีปัจจัยด้านความยั่งยืนเข้ามาร่วมในการตัดสินใจเดินทางในปี พ.ศ. 2569 อโกด้าสนันสนุนเทรนด์นี้ผ่านโครงการ Eco Deals ที่เปิดให้นักเดินทางได้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สัตว์ป่าและการปกป้องถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า ในจุดหมายปลายทางทั่วเอเชีย พร้อมรับข้อเสนอการเข้าพักสุดคุ้มค่า”

    โดยโครงการ Eco Deals ของอโกด้า ร่วมมือกับ World Wide Fund for Nature (WWF) ส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยในปีนี้อโกด้าร่วมสนับสนุน 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กับโครงการอนุรักษ์ของ WWF ใน 10 ประเทศ ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมมอบส่วนลดค่าที่พักสูงสุด 15% ไปจนถึงวันที่ 18 ธันวาคม และร่วมบริจาค 1 ดอลลาร์สหรัฐให้กับ WWF สำหรับทุกการจองที่เข้าร่วมโครงการ

    สำหรับการเดินทางครั้งต่อไป นักเดินทางสามารถค้นหาที่พักที่เข้าร่วโครงการได้อย่างง่ายผ่านหน้าโปรแกรมของโครงการบนแพลตฟอร์มอโกด้า โดยสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.agoda.com/ecodeals.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1564664&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2u7KA7jT32plr5HQ3xReM0

  • ‘โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง’ ลุยตลาดเบียร์ ส่งตำนานเบียร์สดบุกต่างจังหวัด ประเดิมพัทยา

    ‘โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง’ ลุยตลาดเบียร์ ส่งตำนานเบียร์สดบุกต่างจังหวัด ประเดิมพัทยา

    การขยายตลาดของ เบียร์สดเยอรมันตะวันแดง มาสู่จังหวัดชลบุรีครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญในการนำมาตรฐานและเอกลักษณ์เบียร์สดต้นตำรับจากโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง ไปสู่ผู้บริโภคในพื้นที่ต่าง ๆ มากขึ้น หลังสั่งสมประสบการณ์การผลิตเบียร์คุณภาพมานานกว่า 20 ปี ทั้งนี้หากพิจารณาจากฐานลูกค้าของโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดงทั้ง 3 สาขา พบว่า “ชลบุรี” ถือเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีลูกค้าใช้บริการติดอันดับต้น ๆ ขณะเดียวกันในมุมศักยภาพเศรษฐกิจและกำลังซื้อ จังหวัดชลบุรี โดยเฉพาะ พัทยา ยังเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญของไทย จึงถูกเลือกเป็น หมุดหมายแรกของการขยายตลาดเบียร์สดนอกโรงเบียร์

    โดยในเบื้องต้นบริษัทนำเสนอเบียร์สด 2 สูตร ได้แก่ เบียร์สดเยอรมันตะวันแดง ลาเกอร์ (Lager) เบียร์สดเยอรมันตะวันแดง โรเซ่ (Rosé) พร้อมกันนี้ยังได้จับมือพันธมิตร ร้าน Folks On The Beach หาดดงตาล เป็นหนึ่งในร้านนำร่องในจังหวัดชลบุรี และจัดงาน German Tawandang Road to Chonburi เปิดตัวเบียร์สดอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบรรยากาศพระอาทิตย์ตกริมทะเลพัทยา สำหรับการเสิร์ฟเบียร์สดออกนอกโรงเบียร์ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด บริษัทจึงดึงผู้เชี่ยวชาญจาก เยอรมนีและญี่ปุ่น เข้ามาเสริมศักยภาพ ทั้งบรูว์มาสเตอร์จากเยอรมนี และเทคโนโลยี Micro-Foam จากญี่ปุ่น ที่ช่วยสร้างฟองเบียร์ละเอียดระดับพรีเมียม จนสามารถพัฒนานวัตกรรม พิมพ์ลายลงบนฟองเบียร์ (Foam Art) ได้ คล้ายกับการทำลาเต้อาร์ตในกาแฟ

    'โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง' ลุยตลาดเบียร์ ส่งตำนานเบียร์สดบุกต่างจังหวัด ประเดิมพัทยา

    สำหรับกลยุทธ์การขยายตลาด บริษัทเตรียมผลักดันการจำหน่ายผ่าน แทปเบียร์ (Tap Beer) ในช่องทาง On-Premise เช่น ผับ บาร์ ร้านอาหาร และโรงแรม โดยตั้งเป้าหมายภายในปี 2569 จะติดตั้งแทปเบียร์ให้ได้ 2,000 เครื่อง แม้จะมีข้อจำกัดด้านกำลังการผลิต เนื่องจากแทปเบียร์แต่ละเครื่องมีราคาหลายหมื่นบาทจนเกือบถึงแสนบาท และต้องสั่งผลิตเฉพาะทาง โดยปัจจุบันโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดงทั้ง 3 โรงเบียร์ มียอดขายเบียร์รวมราว 2,500 ลิตรต่อวัน โดยบริษัทคาดว่าการขายเบียร์สดนอกโรงเบียร์จะสร้างสัดส่วนรายได้ราว 5-10% ของธุรกิจในระยะเริ่มต้น โดยในภาพรวม ธุรกิจเบียร์ของบริษัทมีผลิตภัณฑ์รวม 7-8 แบรนด์ เช่น เบียร์คาราบาว , เบียร์ตะวันแดง, เบียร์พัทยา และเบียร์สดเยอรมันตะวันแดง ขณะที่เบียร์ขวดและกระป๋องทำยอดขายได้ประมาณ 300,000 ลังต่อเดือน

    'โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง' ลุยตลาดเบียร์ ส่งตำนานเบียร์สดบุกต่างจังหวัด ประเดิมพัทยา

    ล่าสุดบริษัทเตรียมเปิดตัวเบียร์ใหม่ “เบียร์ภูเก็ต” ในเดือนเมษายนนี้ เป็น ไวเซ่นเบียร์ แอลกอฮอล์ 4.2% เพื่อเสริมพอร์ตจาก เบียร์พัทยา ที่มีลักษณะใกล้เคียงลาเกอร์ แอลกอฮอล์ 3.9% ซึ่งออกแบบให้ดื่มง่าย ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวที่ต้องการเบียร์เบา ๆ สามารถดื่มได้ตลอดวัน สำหรับกลยุทธ์ของบริษัทคือการสร้างความหลากหลายของเบียร์ เพื่อให้ตอบโจทย์การดื่มในหลายโอกาส พร้อมสร้าง แบรนด์ท้องถิ่น (Local Brand) ที่ทำให้คนในพื้นที่รู้สึกภาคภูมิใจ เช่นเดียวกับ เบียร์พัทยา ที่ปัจจุบันเริ่มขยายไปจำหน่ายในจังหวัดท่องเที่ยวอื่น ๆ อย่างเชียงใหม่และหัวหินแล้ว

    'โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง' ลุยตลาดเบียร์ ส่งตำนานเบียร์สดบุกต่างจังหวัด ประเดิมพัทยา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/digital-business/digital-marketing/862513&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1eHH-o1X7FN8KlNdwbhDI0

  • ปลัดกระทรวงฯ ถกเข้ม อัพเดทสถิตินักท่องเที่ยวช่วงสถานการณ์ตะวันออกกลาง ย้ำมาตรการรับมือกระตุ้นท่องเที่ยวไทย

    ปลัดกระทรวงฯ ถกเข้ม อัพเดทสถิตินักท่องเที่ยวช่วงสถานการณ์ตะวันออกกลาง ย้ำมาตรการรับมือกระตุ้นท่องเที่ยวไทย

    ปลัดกระทรวงฯ ถกเข้ม อัพเดทสถิตินักท่องเที่ยวช่วงสถานการณ์ตะวันออกกลาง ย้ำมาตรการรับมือกระตุ้นท่องเที่ยวไทย


    17/03/2569 | 52 |

    วันที่ 16 มีนาคม 2569 นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย นายเศกสันฐ์ ง้าวสุวรรณ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมหารือติดตามสถิตินักท่องเที่ยวและผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง

    ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและบูรณาการความร่วมมือ เพื่อประเมินข้อมูลและกำหนดแนวทางรับมือร่วมกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น ขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยว และสนับสนุนให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว เพื่อดูแลเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศอย่างต่อเนื่อง

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/162352


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/485802&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IC8ICNZmCb74wD4l_ohwi

  • ระยองจัดเทศกาลสงกรานต์ กระตุ้นท่องเที่ยวชูถนนทุเรียน ขนศิลปิน-ดีเจชื่อดังร่วมสาดความสุข จัดเต็ม 6 เวที

    ระยองจัดเทศกาลสงกรานต์ กระตุ้นท่องเที่ยวชูถนนทุเรียน ขนศิลปิน-ดีเจชื่อดังร่วมสาดความสุข จัดเต็ม 6 เวที

    ภูมิภาค

    ระยองจัดเทศกาลสงกรานต์ กระตุ้นท่องเที่ยวชูถนนทุเรียน ขนศิลปิน-ดีเจชื่อดังร่วมสาดความสุข จัดเต็ม 6 เวที

    วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.53 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 16 มี.ค.ที่ห้องประชุมโรงแรมสตาร์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ระยอง จ.ระยอง นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง เป็นประธานในพิธีแถลงข่าวการจัด งานเทศกาลสงกรานต์สุดยิ่งใหญ่ “สงกรานต์ถนนทุเรียน จังหวัดระยอง 2026 ครั้งที่ 2 (Rayong Durian Songkran 2026 #2)” ระหว่างวันที่ 13-14 เม.ย.69 นี้ ตั้งแต่เวลา 15.00-24.00 น. บริเวณถนนทุเรียน สตาร์สาย 4 ศูนย์การค้าาระยอง อ.เมืองระยอง ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่2 โดยมี นางพิศมัย  ศุภนันตฤกษ์ นายกสมาคมโรงแรมจังหวัดระยอง  นายทินกร  ลาวัณย์เสถียร ประธานสภาหอการค้าระยอง   อบจ.ระยอง ททท.สำนักงานระยอง สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดระยอง หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน โดยจะมีศิลปินและดีเจชื่อดัง อาทิ Rock Dance และ Peter Cat ก็อต สุทธิรักษ์ และ อาร์ท แมค จาก Tokyo Music รวมถึงทีมดีเจชื่อดังอย่าง DJ Sordor มาร่วมสร้างความสนุกบนเวทีคอนเสิร์ตถึง 6 เวทีด้วยกัน 

    ทั้งนี้งานดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ และเผยแพร่วัฒนธรรมประเพณีสงกรานต์ไทยให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างทั้งในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ

    นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง กล่าวว่า จังหวัดระยอง ขึ้นชื่อว่าเป็นทุเรียนที่มีรสชาติที่อร่อยที่สุดในโลก ได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับเทศกาลสงกรานต์ให้เป็นกิจกรรมสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างการเดินทางท่องเที่ยว และเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การจัดงานเป็นไปอย่างเรียบร้อย ปลอดภัย และสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกให้จังหวัดระยองในฐานะเมืองท่องเที่ยวคุณภาพ. ถนนทุเรียนจึงเป็นถนนประวัติศาสตร์ที่ต้องนึกถึงสงกรานต์ระยองต้องถนนทุเรียน ไม่แพ้ถนนข้าวสาร ถนนข้าวหลาม  ถนนข้าวเหนียวเป็นต้น
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/469417&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1I6auWBecx-zgOtRb7LMB2

  • Trip.com เผยข้อมูล 217 ล้านผู้ใช้ ดันไทยติดอันดับจุดหมายโลก

    Trip.com เผยข้อมูล 217 ล้านผู้ใช้ ดันไทยติดอันดับจุดหมายโลก


    Trip.com เปิดผลจัดอันดับ Trip.Best 2026 ไทยยังแรง ติดอันดับจุดหมายท่องเที่ยวระดับโลกหลายหมวด พร้อมเผยเทรนด์ใหม่ คนไทยเที่ยวต่างประเทศเพิ่มกว่า 80%

    Trip.com Group ผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวระดับโลก จัดงาน “2026 Trip.Best Thailand Unpacked: Travel Trends and New Travel Solutions” เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ณ Grande Centre Point Lumphini โดยรวบรวมผู้นำในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว สื่อมวลชน และพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อเปิดเผยผลการจัดอันดับ Trip.Best ประจำปี 2026 พร้อมนำเสนอเทรนด์การท่องเที่ยวระดับโลกและโซลูชันใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อตลาดไทยโดยเฉพาะ

    ข้อมูลที่นำเสนอในงานอ้างอิงจากพฤติกรรมจริงของผู้ใช้งานฟีเจอร์ Trip.Best กว่า 217 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งสะท้อนภาพรวมของแนวโน้มการท่องเที่ยวในปัจจุบันได้อย่างครอบคลุม

    ไทยติดอันดับผู้นำการท่องเที่ยวหลายหมวดหมู่

    ผลการจัดอันดับ Trip.Best ปี 2026 ครอบคลุมการจัดอันดับระดับโลกทั้ง Global 100, Asia 100, Europe 100, Americas 100 และ China 100 รวมกว่า 30 ธีมการท่องเที่ยว พร้อมรายชื่อ โรงแรม 1,515 แห่ง แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ 852 แห่ง สถานที่ท่องเที่ยวยามค่ำคืน 403 แห่ง ร้านอาหาร 422 ร้าน และจุดหมายปลายทางยอดเยี่ยม 288 แห่งทั่วโลก

    ผลการจัดอันดับยังสะท้อนว่า ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยติดอันดับในหลายหมวดหมู่ ได้แก่

    • Global 100 Must-Visit Destination ไทยครองสัดส่วน 33% ของจุดหมายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    • Global 50 Family-Friendly Destination ไทยครองสัดส่วนสูงถึง 57%
    • หมวด เกาะและชายหาด ไทยครอง 50% ของจุดหมายทั้งหมดในภูมิภาค

    ขณะที่หมวดหมู่อื่น ๆ ไทยยังมีสัดส่วนโดดเด่น ได้แก่

    • ที่พัก: 37% ของจุดหมายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    • ไนต์ไลฟ์: 40% ของสถานที่เที่ยวยามค่ำคืน
    • กิจกรรมแนะนำ (Things to Do): 41% สูงสุดในทุกหมวด
    • ร้านอาหาร: 36% ของจุดหมายด้านอาหารในภูมิภาค

    นอกจากนี้ ตัวเลขการจองยังสะท้อนความแข็งแกร่งของตลาดท่องเที่ยวไทย โดยในปี 2025 การจองที่พักในประเทศไทยผ่านฟีเจอร์ Trip.Best เติบโต 24% จากปีก่อนหน้า และในช่วง Songkran ยอด GMV รายวันจากการเลือกจองผ่านฟีเจอร์ดังกล่าวเพิ่มขึ้นถึง 67%

    ชี้เทรนด์ใหม่ คนไทยเที่ยวต่างประเทศพุ่ง

    ข้อมูลจาก Trip.Best ระบุว่า การจองท่องเที่ยวต่างประเทศของคนไทยในปี 2026 เพิ่มขึ้นกว่า 80% โดยจุดหมายยอดนิยม ได้แก่

    เมืองที่ถูกค้นหามากที่สุด ได้แก่ Shanghai, Chengdu, Tokyo และ Da Nang

    ด้านที่พัก นักท่องเที่ยวไทยยังให้ความสนใจกับ โรงแรมที่มีธีมเฉพาะทาง เพิ่มขึ้น โดยมีอัตราเติบโตต่อปีถึง 75% ซึ่งความนิยมสูงสุด ได้แก่

    • โรงแรมที่มีวิวธรรมชาติ 29.1%
    • โรงแรมระดับ 4 ดาวที่คัดสรรพิเศษ 27.1%
    • ที่พักระดับลักชัวรี 18.2%

    เปิด 3 โครงการใหม่เจาะตลาดไทย

    ภายในงาน Trip.com ยังเปิดตัว 3 โครงการใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อตลาดไทย ได้แก่

    1. Trip.Best Reviewer Program

    โปรแกรมนักรีวิวสำหรับสมาชิกระดับ Black Diamond, Diamond+ และ Diamond เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวร่วมรีวิวและมีส่วนร่วมในการจัดอันดับสถานที่ท่องเที่ยว พร้อมรับสิทธิประโยชน์ Trip Coins

    2. Black Diamond Tasting Privilege

    สิทธิพิเศษด้านอาหารสำหรับสมาชิก Black Diamond โดยรวบรวมร้านอาหารระดับพรีเมียมจาก 71 เมืองสำคัญทั่วโลก เช่น New York City และ London

    3. Top Experiences Ranking – Thailand Edition

    การจัดอันดับประสบการณ์ท่องเที่ยวในไทย ตั้งแต่การร่วมเทศกาล Songkran การเรียนทำอาหารไทย การสวมชุดไทยย้อนยุคใน Bangkok ไปจนถึงกิจกรรม Jungle Flight ที่ Chiang Mai

    ดันแคมเปญสงกรานต์กระตุ้นการท่องเที่ยว

    Trip.Best ยังเปิดตัวแคมเปญพิเศษช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยมอบ ส่วนลดโรงแรมสูงสุด 60% และส่วนลดสถานที่ท่องเที่ยวเริ่มต้น 50% พร้อมกิจกรรมเช็กอินแลนด์มาร์กในเมืองเพื่อสะสม Badge และรับ Trip Coins ตลอดช่วงแคมเปญ ผ่านแฮชแท็ก #TripBestSongkran

    การจัดงานครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ Trip.com ในการเชื่อมต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกับนักท่องเที่ยวทั่วโลก พร้อมสนับสนุนการเติบโตของการท่องเที่ยวไทยในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/41138&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3urhvWjoajuGx_k3CE1ZFc

  • บสย. ขานรับนโยบายรัฐบาล เร่งช่วยเหลือผู้ประกอบการ พักชำระค่าธรรมเนียม-ค่างวด 3 เดือน ช่วย SMEs ธุรกิจท่องเที่ยว นำเข้า-ส่งออก รับมือสถานการณ์ “ตะวันออกกลาง”

    บสย. ขานรับนโยบายรัฐบาล เร่งช่วยเหลือผู้ประกอบการ พักชำระค่าธรรมเนียม-ค่างวด 3 เดือน ช่วย SMEs ธุรกิจท่องเที่ยว นำเข้า-ส่งออก รับมือสถานการณ์ “ตะวันออกกลาง”

    บสย. ขานรับนโยบายรัฐบาล เร่งช่วยเหลือผู้ประกอบการ พักชำระค่าธรรมเนียม-ค่างวด 3 เดือน ช่วย SMEs ธุรกิจท่องเที่ยว นำเข้า-ส่งออก รับมือสถานการณ์ “ตะวันออกกลาง”


    17/03/2569 | 34 |

    วันนี้  17 มีนาคม 2569  นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน ซึ่งทำให้ต้นทุนการผลิต ตลอดจนต้นทุนการขนส่งและระบบโลจิสติกส์ระหว่างประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างความท้าทายให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ได้ออกมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ลูกค้าและลูกหนี้ บสย. กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว และธุรกิจนำเข้า-ส่งออกที่เกี่ยวเนื่อง ให้สามารถประคับประคองธุรกิจต่อไปได้ ดังนี้

    1. มาตรการช่วยลูกค้า บสย. พักชำระค่าธรรมเนียมและค่าจัดการค้ำประกัน 3 เดือน สำหรับ SMEs ลูกค้า บสย. ที่จะครบกำหนดชำระ ระหว่างวันที่ 15 มีนาคม – 14 เมษายน 2569 
    2. มาตรการช่วยลูกหนี้ที่ บสย. จ่ายเคลม สามารถขอรับสิทธิ์พักชำระค่างวด 3 เดือน (ทั้งส่วนของเงินต้นและดอกเบี้ย) สำหรับลูกหนี้ บสย. ที่อยู่ในระหว่างผ่อนชำระตามแผนปรับโครงสร้างหนี้ และไม่ผิดนัดชำระหนี้ โดยลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการ ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม – 14 เมษายน 2569 
    3. มาตรการเสริมสภาพคล่อง โครงการค้ำประกันสินเชื่อ “บสย. Quick Big Win” มุ่งลดภาระทางการเงินให้ SMEs ที่ได้รับผลกระทบ ด้วยจุดเด่น ฟรี! ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 3 ปีแรก ค่าธรรมเนียมต่ำ เริ่มต้นเพียง 1% ต่อปี ในปีที่ 4-7 โดยคิดค่าธรรมเนียมตามระดับความเสี่ยง (RBP) มุ่งชดเชย NPL ในอัตราสูง (Max Claim) เพื่อกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อให้ SMEs ตอบโจทย์ทั้งลูกค้า บสย. และกลุ่มผู้ประกอบการใหม่ที่ยังไม่เคยใช้บริการค้ำประกันสินเชื่อกับ บสย. ที่ต้องการขอสินเชื่อเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ เปิดรับคำขอค้ำประกันตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 ธันวาคม 2569

    สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ลูกค้าและลูกหนี้ บสย. กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจนำเข้า-ส่งออกที่เกี่ยวเนื่อง ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สามารถสอบถามข้อมูลและรายละเอียดการเข้าร่วมมาตรการ ได้ที่สำนักงานเขตในพื้นที่ หรือช่องทาง LINE OA TCG First: @tcgfirst และ บสย. Call Center โทร. 02-890-9999

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/162359


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/485849&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38ZHzGQtgIBdZii6CXw2hR