Category: ท่องเที่ยว

  • ‘ททท. – เอกชน’ ชงมาตรการอุ้ม ‘ท่องเที่ยว’ ลดภาษีน้ำมัน-แจกตั๋วฟรีบินในประเทศ ฝ่าวิกฤติ ตอ.กลาง

    ‘ททท. – เอกชน’ ชงมาตรการอุ้ม ‘ท่องเที่ยว’ ลดภาษีน้ำมัน-แจกตั๋วฟรีบินในประเทศ ฝ่าวิกฤติ ตอ.กลาง

    ภาครัฐและเอกชนท่องเที่ยวต่างสะท้อนมุมมองและข้อเสนอมาตรการต่างๆ เพื่อรับมือกับวิกฤติสงครามในตะวันออกกลาง นอกเหนือจากการตอกย้ำภาพลักษณ์ว่า “ประเทศไทย” เป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัย (Safe Destination) แล้ว หนึ่งในแนวทางสำคัญที่เห็นต้องตรงกันคือมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวทั้งตลาดในและต่างประเทศ เพื่อประคองภาพรวมอุตสาหกรรมให้ผ่านพ้นความยากลำบากนี้ไปได้!

    พุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ นายกสมาคมสายการบินแห่งประเทศไทย (AAT) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 13-14 มี.ค. สมาคมฯ ได้จัดการประชุมร่วมกับผู้บริหารระดับสูงจากสายการบินสมาชิก ได้แก่ บางกอกแอร์เวย์ส ไทยแอร์เอเชีย ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ นกแอร์ ไทยไลอ้อนแอร์ และเวียตเจ็ทไทยแลนด์ เกี่ยวกับสถานการณ์อุตสาหกรรมการบินในปัจจุบัน อาทิ “ต้นทุนการดำเนินงาน” ของสายการบิน อันเนื่องมาจากราคาน้ำมันที่มีความผันผวนจากสถานการณ์ความตึงเครียดด้าน “ภูมิรัฐศาสตร์” ในหลายภูมิภาค ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกมีความไม่แน่นอน และอาจกระทบต่อเสถียรภาพต้นทุนของอุตสาหกรรมการบิน

    สมาคมฯ จึงเห็นควรเสนอให้ภาครัฐพิจารณามาตรการช่วยบรรเทาผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการบินในระยะสั้น โดยเฉพาะการพิจารณา “ปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเครื่องบิน” สำหรับเที่ยวบินภายในประเทศเป็นการชั่วคราว เพื่อช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานของสายการบิน และช่วยรักษาระดับค่าโดยสารให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว เนื่องจากการเดินทางภายในประเทศมีบทบาทสำคัญต่อการกระจายรายได้สู่ภูมิภาค

    “การมีมาตรการสนับสนุนที่เหมาะสมในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมการบินกำลังเผชิญกับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก จะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว”

    นอกจากนี้ที่ประชุมฯ ได้ติดตามความคืบหน้าโครงการสำคัญของสมาคมฯ เช่น โครงการ “บัตรโดยสารราคาพิเศษช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569” ที่ทางสายการบินสมาชิกฯ ให้ความร่วมมือเพิ่มเที่ยวบินพิเศษและลดราคาค่าบัตรโดยสารเพดานสูงสุด 30% อีกด้วย

    ‘ททท. - เอกชน’ ชงมาตรการอุ้ม ‘ท่องเที่ยว’ ลดภาษีน้ำมัน-แจกตั๋วฟรีบินในประเทศ ฝ่าวิกฤติ ตอ.กลาง

    ด้านการประชุมหารือผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดด้านความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย จัดโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เชิญตัวแทนภาคเอกชนเข้าร่วมเมื่อวันที่ 13 มี.ค. ได้สะท้อนมุมมองและข้อเสนอเกี่ยวกับมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวไว้หลากหลาย โดยเฉพาะการรับมือกับสถานการณ์นักท่องเที่ยวตลาดระยะไกล (Long-haul) จากตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกาหดตัว

    ชัย อรุณานนท์ชัย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า “กลยุทธ์สำคัญในช่วงนี้คือต้องเร่งหาตลาดทดแทนจากระยะใกล้ (Short-haul) เช่น จีน และอาเซียน หากเป็นไปได้อยากมีมาตรการส่งเสริมเกี่ยวกับตั๋วโดยสารเดินทางไปเมืองรองต่างๆ ในไทย ก็จะเป็นอีกจุดสำคัญที่จะช่วยสู้กับคู่แข่งประเทศอื่นๆ อย่างเวียดนามและจีนได้”

    ‘ททท. - เอกชน’ ชงมาตรการอุ้ม ‘ท่องเที่ยว’ ลดภาษีน้ำมัน-แจกตั๋วฟรีบินในประเทศ ฝ่าวิกฤติ ตอ.กลาง

    อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า ตลาด “นักท่องเที่ยวจีน” ซึ่งมีจำนวนมากเป็นอันดับ 1 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยทั้งหมด นับเป็น “ความหวังของหมู่บ้าน” ในสถานการณ์ตึงเครียดแถบตะวันออกกลาง จากการติดตามยอดจองการเดินทางล่วงหน้า (Forward Booking) แม้ในเดือน เม.ย.-พ.ค. นี้จะยังไม่เห็นผลกระทบ อัตราการจองที่นั่งโดยสารล่วงหน้าอยู่ที่ระดับ 60% แล้วก็จริง แต่ก็เริ่มเห็นสัญญาณสะดุดจากปัจจัยราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น

    “กลยุทธ์ฟื้นตลาดนักท่องเที่ยวจีนที่ไทยเราต้องทำต่อเนื่องคือการส่งเสริมท่องเที่ยวสองทาง เป็น Win-Win Strategy ซึ่งได้ช่วยเพิ่มสัดส่วนผู้โดยสารคนไทยเป็น 30-40% ในเที่ยวบินเส้นทางไทย-จีน จากเดิมก่อนโควิดระบาดคนไทยเดินทางไปจีนแค่ 10% ของเที่ยวบินเท่านั้น แต่ปัจจุบันพอเป็นตัวเลขนี้ สายการบินเขาแฮปปี้มากที่ได้สัดส่วนคนไทยเพิ่มขึ้น ช่วยลดความเสี่ยง เป็นโมเดลการท่องเที่ยวที่นำไปต่อยอดในตลาดอื่นๆ เช่น กลุ่มอันดามัน เชื่อมมาเลเซีย สิงคโปร์ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวที่มั่นคงได้”

    ด้านตลาดนักท่องเที่ยวยุโรปที่เดินทางผ่านบริษัทสมาชิกของแอตต้า พบว่าหลังจากเกิดเหตุในตะวันออกกลาง จำนวนหายไปถึง 30% จึงต้องเร่งเตรียมหาตลาดอื่นๆ มาชดเชย เช่น จากเอเชียกลางให้มาแวะเปลี่ยนเที่ยวบินในจีนก่อนมาไทย นอกจากนี้ในไตรมาส 2-3 วางแผนจัดโรดโชว์ส่งเสริมการท่องเที่ยวในไต้หวัน เกาหลีใต้ จีน และอินเดีย

    เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) กล่าวว่า เดือน มี.ค. เป็นเดือนที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเดินทางเข้าไทยน้อยที่สุดอยู่แล้ว และเป็นขาลงเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซันของตลาดนักท่องเที่ยวยุโรป โดยจากการประชุมร่วมกับทีเอชเอ ได้รับรายงานจากเชนโรงแรมที่มีฐานตลาดกลุ่มลักชัวรี พบว่ายอดจองห้องพักใหม่ในปีนี้เข้ามามากกว่ายอดยกเลิก เรียกได้ว่ายังเป็นบวกอยู่ แต่แน่นอนว่าต้องส่งเสริมตลาดนักท่องเที่ยวระยะใกล้เข้าไทยเพิ่มเติม เช่น โครงการสนับสนุนเที่ยวบินเช่าเหมาลำ เพื่อทำให้ราคาตั๋วโดยสารไม่แพง รวมถึงมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ ที่มีคอนเซ็ปต์ “Co-payment” เหมือนโครงการ “คนละครึ่ง” ที่ผ่านมา

    ‘ททท. - เอกชน’ ชงมาตรการอุ้ม ‘ท่องเที่ยว’ ลดภาษีน้ำมัน-แจกตั๋วฟรีบินในประเทศ ฝ่าวิกฤติ ตอ.กลาง

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท.จะมุ่งหาตลาดทดแทนนักท่องเที่ยวระยะไกลที่หายไป ด้วยการเน้นขยายตลาดระยะใกล้จากเอเชีย เช่น จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ รวมถึงกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช (CIS) โดยใช้กลยุทธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบสองทาง ร่วมมือกับประเทศคู่ค้าเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางไปมาระหว่างกัน ลดความเสี่ยงแก่ผู้ประกอบการสายการบิน ไม่ต้องพึ่งพาตลาดแค่ขาเดียวมากเกินไป

    นอกจากนี้ ททท.จะนำงบประมาณที่เหลือของโครงการ “ไทยแลนด์ ซัมเมอร์ บลาสต์” (Thailand Summer Blast) มาสนับสนุนสายการบินเพิ่มเที่ยวบินเข้าเมืองหลักเมืองรองต่อเนื่อง โดยได้ขยายระยะเวลาให้สายการบินขอการสนับสนุนไปถึงเดือน ก.ค. 2569 นอกจากนี้จะขอปรับเงื่อนไขเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนเที่ยวบินตลาดระยะไกลให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่พิจารณาด้วย

    “และอีกโครงการที่จะนำมาปัดฝุ่นเสนอ ครม.ใหม่ คือโครงการ Buy International, Free Thailand Domestic Flights ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นการเดินทางให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ซื้อบัตรโดยสารเครื่องบินราคาปกติเข้าประเทศไทย จะได้รับบัตรโดยสารเครื่องบินฟรีไป-กลับ เส้นทางภายในประเทศ ซึ่งเป็นโครงการที่เคยเสนอรัฐบาลชุดก่อน แต่ยังค้างท่อ รอการพิจารณา”

    ด้านมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ คาดว่ารัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทยจะมีการผลักดันโครงการ “คนละครึ่งพลัส” อย่างแน่นอน โดย ททท.จะต้องหามุมว่าสามารถ “พลัส” หรือ เพิ่มเติม ด้านการท่องเที่ยวอย่างไรได้บ้าง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1225406&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Q-XXdNlv6d4G9UuH_WBx6

  • สงครามตะวันออกกลาง! กระทบการท่องเที่ยวเชียงใหม่ นทท.ยกเลิกเดินทาง

    สงครามตะวันออกกลาง! กระทบการท่องเที่ยวเชียงใหม่ นทท.ยกเลิกเดินทาง

    สถานการณ์ความรุนแรงของสงครามตะวันออกกลางยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบในเร็ววัน และคาดการณ์ว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือขยายความรุนแรง จะมีผลกระทบมาถึงภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งภาคการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่มีความกังวลใจว่าจะทำให้เศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวสะดุด เนื่องจากรายได้หลักของจังหวัดเชียงใหม่มาจากภาคกลางท่องเที่ยวเป็นหลัก ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ได้บอกเล่าถึงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบในด้านต่างๆ

    โดยหนึ่งในประเด็นที่มีความกังวลและมีแนวโน้มว่าจะย่ำแย่ลงหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายคือ ราคาน้ำมัน และการขาดแคลนน้ำมัน

    ผู้ประกอบการรถบัสนำเที่ยวรายหนึ่ง ให้ข้อมูลว่า หากในอนาคตราคาน้ำมันมีการปรับตัวสูงขึ้นก็จะทำให้ต้นทุนในการประกอบกิจการเพิ่มขึ้นตามไปด้วย อีกสิ่งหนึ่งที่จะเป็นปัญหาตามมาหากมีคนแห่ไปเติมน้ำมัน หรือกักตุนน้ำมัน จนทำให้น้ำมันหมดหลายปั๊มพร้อมกัน ก็จะทำให้รถบัสต้องเสียเวลาไปหาปั๊มที่มีน้ำมันซึ่งจะใช้เวลามากขึ้นกว่าเดิม

    “ดังนั้นภาครัฐควรจะมีการตรึงราคา หาน้ำมันสำรอง และสื่อสารกับประชาชนรวมถึงผู้ประกอบการอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา เพื่อให้ประชาชนได้วางแผนในชีวิตได้ ส่วนการรับมือหากเป็นบริษัทนำเที่ยว ก็อาจจะต้องมีการลดขนาดธุรกิจลงหรือลดจำนวนรถเพื่อควบคุมต้นทุนให้อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ขาดทุน”

    ขณะที่ที่พักตามแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ก็แสดงความกังวลใจเกี่ยวกับสถานการณ์การสู้รบที่จะส่งผลกระทบมาถึงการท่องเที่ยวเช่นกัน

    The-war-in-the-Middle East-is-beginning-to-affect-the-tourism-sector-in-Chiang Mai-province-SPACEBAR-Photo03.jpg

    The-war-in-the-Middle East-is-beginning-to-affect-the-tourism-sector-in-Chiang Mai-province-SPACEBAR-Photo V03-1.jpg

    ม่านป่า มองเขา เฮ้าส์ หนึ่งในที่พักขนาดเล็กบนดอยอินทนนท์ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ที่เปิดให้บริการยังไม่ถึงหนึ่งปี เปิดเผยว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เดินทางมาพักจะเป็นชาวต่างชาติ จากยุโรป และอเมริกา ซึ่งจะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ต้องการความสงบพักผ่อนอย่างสบายไม่วุ่นวาย ถือเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของทางที่พัก

    “ซึ่งหากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางยืดเยื้อก็กังวลใจว่านักท่องเที่ยวจะหายไป และจะกระทบกับการดำเนินธุรกิจเนื่องจากยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น กำลังไปได้ดีแต่อาจจะมาสะดุดเพราะเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ปัจจุบันนี้ก็ยังพอมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาพักและจองล่วงหน้าอยู่บ้าง แต่หลังจากนี้ก็คงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป”

    “การดำเนินธุรกิจหลังจากนี้ต้องมีการปรับตัวและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการดึงดูดลูกค้า จากเดิมที่ตั้งเป้าเป็นกลุ่มลูกค้าจากทางยุโรปเป็นหลัก ก็คงจะต้องหากลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยหรือนักท่องเที่ยวชาวจีนเพิ่มมากขึ้น หรือมีการจัดส่วนลดในการจองผ่านแอพพลิเคชั่นให้กับนักท่องเที่ยวในแต่ละประเทศ เพื่อดึงดูดให้ลูกค้ามาเข้าพักตลอดทั้งปี”

    The-war-in-the-Middle East-is-beginning-to-affect-the-tourism-sector-in-Chiang Mai-province-SPACEBAR-Photo V02-1.jpg

    อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังคงเชื่อมั่นว่าช่วงกรีนซีซั่นของจังหวัดจังหวัดเชียงใหม่ยังสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ เพราะเชียงใหม่ในช่วงฤดูฝนป่าไม้จะมีความชุ่มชื่นสวยงาม นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางหรือยุโรปก็ชื่นชอบในการเดินป่า ชมภูเขา ตกเย็นก็กลับมาพักผ่อนที่ที่พักอย่างผ่อนคลาย

    “ทั้งนี้ก็คาดหวังว่าสถานการณ์จะกลับมาสงบในเร็ววัน ไม่อยากจะให้ยืดเยื้อเพราะเศรษฐกิจจะย่ำแย่ผู้คนไม่มีเงินไปเที่ยวผู้ประกอบการธุรกิจห้องพักขนาดเล็กก็จะล้มหายตายจาก”

    The-war-in-the-Middle East-is-beginning-to-affect-the-tourism-sector-in-Chiang Mai-province-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ศุภมิตร กิจจำพิพัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ภาคการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ ณ ปัจจุบันก็ได้รับผลกระทบบ้างแล้ว ซึ่งผลกระทบมาจากการที่นักท่องเที่ยวตะวันออกกลางมีการยกเลิกการจองห้องพัก หรือนักท่องเที่ยวยุโรปที่จะต้องบินเข้ามาเปลี่ยนเครื่องที่ตะวันออกกลางก็มีการยกเลิกในโรงแรมหลายแห่งในจังหวัดเชียงใหม่ จุดนี้เราก็พยามช่วยกันขับเคลื่อนและหากลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวในส่วนของประเทศที่ใกล้กับประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น

    ศุภมิตร กล่าวต่อว่า ตอนนี้ภาครัฐบาลเองก็ร่วมกันกับทางภาคเอกชนในการหามาตรการในการช่วยบรรเทาและแก้ไขปัญหาเบื้องต้นอย่างจังหวัดเชียงใหม่ ในส่วนของเรื่องราคาน้ำมัน ภาครัฐก็ต้องหาแนวทางในการเยียวยาและแก้ไขปัญหาในอนาคตที่จะสามารถตรึงราคาได้อยู่ในระดับไหน

    อย่างไรก็ตามทางจังหวัดเชียงใหม่ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ออก 4 มาตราการสำคัญ เพื่ออำนวยความสะดวกและช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกเที่ยวบินจากการปิดน่านฟ้าตะวันออกกลาง ได้แก่

    1.ศูนย์ประสานงานช่วยเหลือนักท่องเที่ยว โดยมีศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวเชียงใหม่ (TAC) บูรณาการร่วมกับตำรวจท่องเที่ยวเชียงใหม่ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ในการให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยว

    2.มาตรการผ่อนปรนด้านวีซ่า สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดเชียงใหม่ มีมาตรการเรื่องการขยายวีซ่า

    3.มาตรการพิเศษจากสายการบิน สายการบินเอทิฮัด ให้สิทธิเปลี่ยนแปลงเที่ยวบินฟรี หรือขอคืนเงินสำหรับผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบ

    4.การสนับสนุนจากภาคเอกชน จังหวัดเชียงใหม่ได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน มีโรงแรม ร้านอาหารราคาพิเศษสำหรับรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ตกค้าง และสามารถสอบถามรายละเอียด  ศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ (TAC) โทร  0983010400

    The-war-in-the-Middle East-is-beginning-to-affect-the-tourism-sector-in-Chiang Mai-province-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ด้าน วาสนา ทองสุข ผู้บริหารปางช้างแม่แตง กล่าวว่า การท่องเที่ยวในอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ นับเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวจากตะวันตกและยุโรปนิยมเดินทางมาท่องเที่ยว เนื่องจากมีความสวยงามและอุดมสมบูรณ์ของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ

    อีกสิ่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจก็คือ “ปางช้าง” ซึ่งอำเภอแม่แตงเป็นอำเภอที่มีปริมาณช้างเลี้ยงหนาแน่นที่สุดในประเทศไทย ถือเป็นอีกหนึ่งจุดดึงดูดชาวต่างชาติได้ดี แต่จากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางก็เริ่มส่งผลถึงการท่องเที่ยวของอำเภอแม่แตงบ้างแล้ว มีการยกเลิกจากนักท่องเที่ยวในยุโรป เช่น โปแลนด์ อย่างในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้รายได้ของปางช้างลดลงประมาณร้อยละ 20 ถึง 30

    The-war-in-the-Middle East-is-beginning-to-affect-the-tourism-sector-in-Chiang Mai-province-SPACEBAR-Photo04.jpg

    The-war-in-the-Middle East-is-beginning-to-affect-the-tourism-sector-in-Chiang Mai-province-SPACEBAR-Photo V01.jpg

    วาสนา กล่าวอีกว่า ข้อกังวลใจที่มีในตอนนี้คือ หากนักท่องเที่ยวลดจำนวนลงมากก็จะส่งผลกระทบกับปางช้าง ช้าง และควาญช้าง ซึ่งทางผู้ประกอบการก็ต้องมีการแบกรับต้นทุนในส่วนนี้เอาไว้

    “ไม่อยากจะให้เหตุการณ์ยืดเยื้อ เนื่องจากหลายปางช้างก็เพิ่งฟื้นตัวจากการแพร่ระบาดของ โควิด-19 มาได้ไม่นาน หากเจอวิกฤตเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอีกก็อาจจะไม่มีเงินสำรองในการดำเนินธุรกิจมากเพียงพอ สำหรับธุรกิจปางช้างผู้ประกอบการรายเล็ก ยังไม่น่าห่วงเท่ากับผู้ประกอบการรายใหญ่ เนื่องจากรายใหญ่นั้นมีช้าง มีควาญช้าง และพนักงานในการดูแลจำนวนมาก ทำให้แบกรับต้นทุนมากกว่า ส่วนการพัฒนาสถานที่ก็อาจจะต้องหยุดเอาไว้ก่อนเพื่อประหยัดเงินทุนในการดำเนินธุรกิจ”

    “ทั้งนี้ก็อยากจะให้รัฐบาลพลิกวิกฤตเป็นโอกาส นำเสนอประเทศไทยให้ชาวต่างชาติได้ทราบว่าประเทศไทยน่าเที่ยวอย่างไร ให้เป็นตัวเลือกในการท่องเที่ยวของชาวต่างชาติ ถือเป็นการพลิกวิกฤตเป็นโอกาส เนื่องจากบางประเทศในตอนนี้ยังไม่สามารถเดินทางไปเที่ยวได้ หรือหลายประเทศก็มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางมากกว่าเดินทางมายังประเทศไทย และประเทศไทยก็มีความปลอดภัยมีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลาย สร้างความเชื่อมั่นต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อช่วยประคองอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในช่วงนี้” ผู้บริหารปางช้างแม่แตง กล่าว

    The-war-in-the-Middle East-is-beginning-to-affect-the-tourism-sector-in-Chiang Mai-province-SPACEBAR-Photo05.jpg

    The-war-in-the-Middle East-is-beginning-to-affect-the-tourism-sector-in-Chiang Mai-province-SPACEBAR-Photo06-1.jpg

    The-war-in-the-Middle East-is-beginning-to-affect-the-tourism-sector-in-Chiang Mai-province-SPACEBAR-Photo07.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/the-war-in-the-middle-east-is-beginning-to-affect-the-tourism-sector-in-chiang-mai-province&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26oYS4CBczSrV1bkh0lMsf

  • ร้อนนี้หลบแดดเที่ยวฝายน้ำ‘ปางสวรรค์’คึกคักรับวันหยุดยาว

    ร้อนนี้หลบแดดเที่ยวฝายน้ำ‘ปางสวรรค์’คึกคักรับวันหยุดยาว

    ร้อนนี้หลบแดดเที่ยวฝายน้ำ‘ปางสวรรค์’คึกคักรับวันหยุดยาว

    วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ฝายน้ำล้น ปางสวรรค์  หมู่ 11 บ่านปางสรวรรค์ ต.คอกควาย อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี   ในวันหยุดช่วงนี้คึกคัก มีนักท่องเที่ยวจากจังหวัดต่างๆเดินทางไปเยี่ยมเยือน โดยเฉพาะจากกรุงเทพมหานคร และภาคกลาง ในการสัมผัสกับม่านน้ำของฝ่ายแห่งนี้ ที่รับน้ำจากเทือกเขาของผืนป่าสงวนแห่งชาติป่าสงวนแห่งชาติป่าห้วยทับเสลาและป่าห้วยคอก ที่อยู่ติดกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ผู้ไปท่องเที่ยวระยะนี้จะได้สัมผัสความเย็นของสายน้ำ ความสวยงามของม่านน้ำของฝายปางสวรรค์ นับเป็นจุดเช็คอินขึ้นชื่ออีกแห่งของอำเภอบ้านไร่ นอกจากแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ

    คุณรัศมี ทองสิริไพรศรี นักท่องเที่ยว กล่าวว่า เห็นภาพใน ในโซเชียลมีเดี่ย เกี่ยวกับความสวยงามของฝ่ายปางสวรรค์ อ.บ้านไร่ มานานแล้ว ได้มีโอกาสเลยชัดชวนกันออกมาท่องเที่ยวเที่ยวกัน ได้สัมผัสความเป็นธรรมชาติ ความเย็นชุ่มฉ่ำ แล้วก็ได้รูปสวยๆ นับว่าไม่ผิดหวัง จึงขอเชิญชวนทุกคน ต้องมาเช็กอินที่ฝายกั้นน้ำที่บ้านไร่นี้

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/952888&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30WWs2eseXKaUAmX2XKT5p

  • “สส.บูม” เดินหน้า เร่งจัดระเบียบกัญชา หาจุดสมดุลเพื่อคืนคุณภาพชีวิตให้ประชาชน และกอบกู้ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย

    “สส.บูม” เดินหน้า เร่งจัดระเบียบกัญชา หาจุดสมดุลเพื่อคืนคุณภาพชีวิตให้ประชาชน และกอบกู้ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย

    “สส.บูม” เดินหน้าผลักดันจัดระเบียบกัญชา เรียกร้องรัฐบาลเร่งอุดช่องว่างการควบคุม หวังสร้างสมดุลระหว่างการใช้ทางการแพทย์กับสิทธิประชาชน พร้อมกอบกู้ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย หลังพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญเผชิญปัญหาการใช้ในที่สาธารณะ กระทบคุณภาพชีวิตและความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว

    ​เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 นายปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ สส.เขต 1 กรุงเทพมกานคร พรรคประชาชนเปืดเผยว่า ในฐานะ สส. กทม เขต 1 ผมได้รับฟังเสียงสะท้อนจากพี่น้องประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากนโยบายกัญชาในปัจจุบัน ผมเข้าใจดีว่ากัญชามีประโยชน์ทางการแพทย์ และมีศักยภาพในการเป็นพืชเศรษฐกิจหากได้รับการบริหารจัดการอย่างถูกต้อง ไม่ได้มีเจตนาต่อต้านผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้กัญชาเพื่อสุขภาพ หรือผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

    ​แต่สิ่งที่เป็นปัญหาในขณะนี้ คือ “สภาวะสุญญากาศทางการควบคุม” โดยเฉพาะในย่านท่องเที่ยวสำคัญอย่างถนนข้าวสาร สีลม และเยาวราช ที่ควรเป็นหน้าตาต้อนรับนักท่องเที่ยว แต่กลับมีการใช้กัญชาในพื้นที่สาธารณะอย่างเสรีจนเกิดมลภาวะทางกลิ่น สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้พักอาศัย และทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ​ปัญหาที่เกิดขึ้นกำลังส่งผลกระทบอย่างรอบด้าน ทั้งต่อสังคมและเศรษฐกิจ:

    • ​ความเสี่ยงต่อเยาวชน: การเข้าถึงที่ง่ายดายและขาดมาตรการควบคุมที่เข้มงวด ทำให้เยาวชนตกอยู่ในความเสี่ยง
    • ขาดการจัดพื้นที่ (Zoning) ที่ชัดเจน: ทำให้เกิดการใช้งานในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งเป็นการลิดรอนสิทธิในการสูดอากาศบริสุทธิ์ของประชาชนทั่วไป
    • ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวบั่นทอน: ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวที่มองหาประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ปลอดภัย

    ​ เพื่อสร้างความสมดุลระหว่าง “ประโยชน์ทางการแพทย์” และ “สิทธิของประชาชน” ผมขอเรียกร้องไปยังคณะรัฐบาลชุดใหม่ ให้หยิบยกปัญหานี้ขึ้นมาจัดระเบียบอย่างเร่งด่วน ดังนี้:

    1) ​ตีกรอบและสนับสนุนการใช้เพื่อ “การแพทย์และสุขภาพ” อย่างถูกต้อง: พร้อมสร้างกลไกการควบคุมที่รัดกุม คุ้มครองทั้งผู้ใช้และผู้ให้บริการ

    2) ​กำหนดพื้นที่การใช้งาน (Zoning) อย่างชัดเจน: การใช้กัญชาควรอยู่ภายในสถานที่ที่ได้รับอนุญาต เช่น โรงพยาบาล คลินิก หรือสถานบริการที่จัดไว้เฉพาะ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยและไม่กระทบผู้อื่น

    3) ​บังคับใช้กฎหมายควบคุมการสูบในที่สาธารณะอย่างจริงจัง: เพื่อเป็นการเคารพสิทธิในการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนทั่วไป และกอบกู้ภาพลักษณ์ที่ดีของการท่องเที่ยวไทย

    4) ​ปกป้องเยาวชนขั้นเด็ดขาด: เพิ่มมาตรการตรวจสอบ กำหนดบทลงโทษที่ชัดเจนสำหรับผู้ที่จำหน่ายให้เยาวชน พร้อมสร้างช่องทางด่วนให้ประชาชนร้องเรียนเมื่อพบการกระทำผิด

    ​การเริ่มต้นของรัฐบาลชุดใหม่ คือโอกาสสำคัญในการนำกัญชากลับเข้าสู่ระบบที่ควรจะเป็น ทำให้ทุกคนในสังคมสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน

    ​ในฐานะผู้แทนราษฎร เขต 1 กรุงเทพมหานคร ผมยืนยันว่าจะทำหน้าที่ติดตาม ตรวจสอบ และผลักดันเรื่องนี้ในสภาอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดการจัดระเบียบที่เป็นรูปธรรมและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายครับ ”สส. พรรคประชาชนกล่าว“

    อ้างอิงจาก :

    https://www.facebook.com/share/p/188RMidNbb/?mibextid=wwXIfr

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/284145&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Psr0lMI4q5Pae71hGgIVJ

  • เตือนไทยเสี่ยง “ถดถอยเชิงเทคนิค” หากราคาน้ำมันแตะ 120 ดอลลาร์ เกิน 6 เดือน

    เตือนไทยเสี่ยง “ถดถอยเชิงเทคนิค” หากราคาน้ำมันแตะ 120 ดอลลาร์ เกิน 6 เดือน

    KKP ประมาณการณ์ GDP โต 1.8% แต่เตือนไทยเสี่ยง “ถดถอยเชิงเทคนิค” หากน้ำมันพุ่งแตะ 120 ดอลลาร์สหรัฐ ยืดเยื้อ เกิน 6 เดือน

    KKP Research ปรับเพิ่มประมาณการอัตราเติบโตของ GDP ไทยปี 2569 เป็น 1.8% จากเดิม 1.6% โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ปี 2568 ที่ออกมาดีกว่าที่คาดไว้ อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจปรับดีขึ้น ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังสร้างความเสี่ยงใหม่ที่น่ากังวลอย่างมาก โดยเฉพาะต่อประเทศไทยที่มีความเปราะบางต่อราคาพลังงานโลกสูงกว่าประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค

    ราคาน้ำมันพุ่ง: ความเสี่ยงสำคัญที่กระทบไทยมากกว่าใครในภูมิภาค

    ไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึงประมาณ 6.5% ของ GDP ซึ่งสูงที่สุดในภูมิภาค ส่งผลให้เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น ไทยจะได้รับผลกระทบมากกว่าประเทศอื่น KKP Research ประเมินว่าราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่

    (1) ด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ  จากผลกระทบผ่านทางการท่องเที่ยว การส่งออก และการบริโภคที่จะชะลอตัวลง

    (2) ด้านเงินเฟ้อ อัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้น เพราะราคาพลังงานมีน้ำหนักค่อนข้างมากในตะกร้าสินค้าของคนไทย กระทบต่อค่าครองชีพและการบริโภคของประชาชน

    (3) ด้านดุลการค้า ดุลการค้าของไทยจะปรับตัวลดลงจากค่าใช้จ่ายในการนำเข้าพลังงานเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลน้อยลงและกดดันให้เงินบาทมีทิศทางอ่อนค่า

    ในกรณีฐาน KKP Research ประเมินว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางน่าจะเป็น “การเปลี่ยนแปลงชั่วคราว” และราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น น่าจะปรับตัวลดลงกลับสู่ระดับ 60-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเวลาไม่นานนัก อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยืดเยื้อ หรือลุกลามกลายเป็นสงครามภูมิภาค และราคาน้ำมันค้างสูงเป็นเวลานานกว่าที่คาด หรือเกิดภาวะขาดแคลนพลังงาน และสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ (เช่น ปุ๋ย) ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยก็จะรุนแรงขึ้น

    KKP Research ประเมินว่าในกรณีที่ราคาน้ำมันดิบค้างสูงกว่าระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาเรลต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 6 เดือนมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิคโดยจะขยายตัวต่ำกว่า 0.7% และอัตราเงินเฟ้อจะพุ่งขึ้นแตะระดับ 2% ได้

    เศรษฐกิจไทยปรับดีขึ้นเล็กน้อยจาก 3 ปัจจัยสำคัญ

    สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมา (ก่อนเกิดสงคราม) ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย โดยมีแรงหนุนจาก 3 ปัจจัยหลัก

    ปัจจัยแรก คือ ภาคการท่องเที่ยว หลังจากที่นักท่องเที่ยวจีนชะลอตัวลงอย่างมากในปี 2568 จากความกังวลด้านความปลอดภัย สถานการณ์เริ่มดีขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีน เมื่อนักท่องเที่ยวจีนหันมาเลือกไทยแทนญี่ปุ่น หลังความขัดแย้งระหว่างจีนกับญี่ปุ่นทวีความรุนแรงขึ้น

    KKP Research จึงปรับเพิ่มประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 ในกรณีฐาน ขึ้นเป็น 35.1 ล้านคน และที่น่าสนใจคือการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวในครั้งนี้ไม่ได้กระจุกอยู่แค่นักท่องเที่ยวจีน แต่ยังมีสัญญาณที่ดีจากนักท่องเที่ยวอาเซียน ยุโรป อินเดีย และรัสเซียอีกด้วย ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง

    ปัจจัยที่สอง คือ การส่งออกและการผลิตกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ที่ยังขยายตัวต่อเนื่องและสูงกว่าที่คาดไว้ โดยเฉพาะฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) ที่เริ่มมีบทบาทสำคัญขึ้นในการขับเคลื่อนภาคการผลิต เนื่องจาก HDD มีมูลค่าเพิ่มในประเทศสูงกว่าผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ

    อย่างไรก็ตาม ต้องระวังว่าการเติบโตของการส่งออกส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนเส้นทางซัพพลายเชน คือการนำสินค้าจากประเทศอื่นผ่านไทยเพื่อส่งออกต่อ มากกว่าการผลิตจริงในประเทศ จึงไม่ได้หนุนเศรษฐกิจไทยได้เต็มที่นัก

    ปัจจัยที่สาม คือ เสถียรภาพทางการเมืองที่มั่นคงมากขึ้น จากการจัดตั้งรัฐบาลผสมระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย ซึ่งลดความเสี่ยงจากความวุ่นวายทางการเมืองที่เคยกดดันเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาได้อย่างมีนัยสำคัญ และถือเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่ค้างคาอยู่นาน ทั้งด้านการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ การยกระดับผลิตภาพ และการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA)

    อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังมีอยู่หลายด้าน ทั้งความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตที่ยังเผชิญแรงกดดันจากสินค้าราคาถูกนำเข้า หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงกดดันการบริโภคในประเทศ และภาวะสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ที่ยังตึงตัว ตราบใดที่สินเชื่อในประเทศยังไม่ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ การบริโภคและเศรษฐกิจในประเทศก็ยังไม่สามารถขยายตัวได้ดีนัก

    ความท้าทายระยะสั้น: กองทุนน้ำมันและพื้นที่ทางการคลังที่จำกัด

    ความท้าทายที่จะเกิดขึ้นทันทีในระยะสั้นจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น คือ ภาระผูกพันของรัฐบาลในการตรึงราคาพลังงานให้อยู่ในระดับที่ประชาชนรับได้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่งจะสามารถลดหนี้กว่า 1.2 แสนล้านบาท ที่สะสมมาจากช่วงวิกฤตราคาน้ำมันปี 2565 ได้สำเร็จ แต่ปัจจุบันกำลังแบกภาระอุดหนุนราคาน้ำมันอยู่สูงถึงราว 2 หมื่นล้านบาทต่อเดือน เพื่อรักษาราคาดีเซลปลีกไว้ที่ 30 บาทต่อลิตร และภาระภาครัฐจะสูงขึ้นหากน้ำมันค้างสูงเป็นเวลานาน

    นอกจากนี้ ภาระการอุดหนุนค่าไฟฟ้าก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่เกิดขึ้นพร้อมกัน โดยในปี 2565-2566 ที่ราคาพลังงานแตะระดับสูง ภาระอุดหนุนค่าไฟฟ้าสะสมอยู่ที่ราว 1.35 แสนล้านบาท และยังคงเป็นหนี้ค้างอยู่ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) การพุ่งขึ้นของราคา LNG จะทำให้ กฟผ. ลดหนี้ได้ยากขึ้น แม้ภาระเหล่านี้จะไม่ถูกนับรวมในหนี้สาธารณะอย่างเป็นทางการ แต่ในทางปฏิบัติถือเป็นภาระผูกพันที่รัฐต้องค้ำประกัน ซึ่งบั่นทอน “พื้นที่ทางนโยบาย” ที่มีอยู่อย่างจำกัด

    แนวโน้มดอกเบี้ย: ธปท. ส่งสัญญาณผ่อนคลายมากขึ้น

    หลังการเปลี่ยนแปลงผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) KKP Research สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในท่าทีการสื่อสารของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โดยปรับจุดยืนให้สมดุลมากขึ้น หันมาให้น้ำหนักกับการเติบโตทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อมากกว่าเดิม แทนแนวคิดเดิมที่เน้น “รักษาพื้นที่นโยบาย” แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ และเงินบาทแข็งค่าขึ้น

    อย่างไรก็ตาม กนง. ยังคงระมัดระวังในการดำเนินนโยบาย โดยแถลงการณ์ล่าสุดระบุว่าระดับดอกเบี้ยปัจจุบัน “รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างเพียงพอแล้ว” หากไม่มีผลกระทบเชิงลบเพิ่มเติม

    KKP Research คงประมาณการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.0% สำหรับปี 2569 และ 2570 และปรับการคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรก จากปี 2570 เป็นปี 2571 เพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงจุดยืนที่เห็นได้ชัดของ กนง. และคาดว่า กนง. อาจปรับดอกเบี้ยลงต่ำกว่าที่ประเมินไว้ได้ หากสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอลงมากกว่าคาด โดยเฉพาะหากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อกว่าที่ประเมิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/739444&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MimOlFp9HEuMrAyAgTvW3

  • สปีดโบ้ทพัทยา-เกาะล้านยังไหว ปั๊มจำกัดเติมน้ำมัน 2-3 แกลอน ผู้ประกอบการหวั่นราคาพุ่งกระทบท่องเที่ยว จ.ชลบุรี

    สปีดโบ้ทพัทยา-เกาะล้านยังไหว ปั๊มจำกัดเติมน้ำมัน 2-3 แกลอน ผู้ประกอบการหวั่นราคาพุ่งกระทบท่องเที่ยว จ.ชลบุรี

    สปีดโบ้ทพัทยา-เกาะล้านยังไหว ปั๊มจำกัดเติมน้ำมัน 2-3 แกลอน ผู้ประกอบการหวั่นราคาพุ่งกระทบท่องเที่ยว จ.ชลบุรี

    เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บริเวณท่าเทียบเรือพัทยาใต้ แหลมบาลีฮาย จ.ชลบุรี สอบถามผู้ประกอบการเรือสปีดโบ้ทเส้นทางพัทยา–เกาะล้าน ภายหลังเกิดกระแสความกังวลเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิงอาจขาดตลาด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจเดินเรือและภาพรวมการท่องเที่ยวเมืองพัทยา

    นายสุรินทร์ อายุ 53 ปี หนึ่งในผู้ประกอบการเรือสปีดโบ้ท เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์ยังไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการให้บริการรับส่งนักท่องเที่ยว โดยสถานีบริการน้ำมันจำกัดการเติมอยู่ที่ 2–3 แกลอนต่อครั้ง (แกลอนละ 30 ลิตร) จากเดิมในภาวะปกติสามารถเติมได้ถึง 10 แกลอนต่อปั๊ม อย่างไรก็ตาม ปริมาณดังกล่าวยังเพียงพอต่อการเดินเรือในแต่ละวัน

    ทั้งนี้ ผู้ประกอบการยังคงอัตราค่าบริการตามราคาปกติ ไม่มีการปรับขึ้นแต่อย่างใด แต่ยอมรับว่ามีความกังวล หากในอนาคตเกิดภาวะน้ำมันขาดแคลนและราคาปรับตัวสูงขึ้น อาจจำเป็นต้องพิจารณาปรับค่าบริการให้สอดคล้องกับต้นทุน ซึ่งอาจกระทบต่อความเข้าใจของนักท่องเที่ยว และส่งผลต่อบรรยากาศการท่องเที่ยวโดยรวม

    ผู้ประกอบการจึงอยากให้ภาครัฐติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมพิจารณามาตรการรองรับและช่วยเหลือ เพื่อรักษาเสถียรภาพต้นทุน และสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่เมืองพัทยาและจังหวัดชลบุรี

    Superball th 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/68358&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yQlNgo5lCh5VUCE4bB8kl

  • เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ เปิด “สวนสนลอย” คาเฟ่วิถียั่งยืนริมทะเล

    เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ เปิด “สวนสนลอย” คาเฟ่วิถียั่งยืนริมทะเล

    เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ เปิด “สวนสนลอย” คาเฟ่วิถียั่งยืนริมทะเล

    เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน เปิดตัวคาเฟ่สวนสนลอย พื้นที่สีเขียวผสานวิถีชุมชน ใต้ร่มไทรอายุ 80 ปี พร้อมขับเคลื่อน ESG มุ่งสู่ Green Hotel อย่างยั่งยืน

    เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ เปิด “สวนสนลอย” คาเฟ่แห่งวิถีชีวิตยั่งยืน เชื่อมโยงธรรมชาติ ชุมชน และประสบการณ์ริมทะเล

    ท่ามกลางกระแสการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและความยั่งยืนที่กำลังมาแรง เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน เปิดตัวพื้นที่สีเขียวแห่งใหม่ใจกลางชะอำในชื่อ “คาเฟ่สวนสนลอย” จุดหมายปลายทางที่ไม่ได้เป็นเพียงคาเฟ่ธรรมดา

    แต่ถูกออกแบบให้เป็น Sustainable Experience Destination หรือพื้นที่ประสบการณ์เชิงยั่งยืนที่เชื่อมโยงธรรมชาติ วิถีชีวิต และชุมชนท้องถิ่นเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน
     

    เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ เปิด

    หนึ่งในสิ่งที่ทำให้คาเฟ่แห่งนี้โดดเด่นไม่ใช่แค่การออกแบบ แต่คือเรื่องราวเบื้องหลังที่ชื่อ “สวนสนลอย” แฝงไว้

    นายอัษฎางค์ สุขวิเศษ ผู้จัดการทั่วไป เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน เล่าให้ฟังว่า “ชื่อสวนสนลอยมีที่มาจากชื่อถนน ‘สวนสนลอย’ ซึ่งเป็นเส้นทางที่เชื่อมโยง 3 หมู่บ้านในพื้นที่เข้าด้วยกัน บวกกับตำนานของต้นสนในท้องถิ่นที่เมื่อล้มลงแล้วกลับลอยน้ำได้ ชื่อนี้จึงสะท้อนทั้งรากเหง้าของชุมชนและจิตวิญญาณของธรรมชาติในเวลาเดียวกัน”

    เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ เปิด

    ตัวคาเฟ่ตั้งอยู่ภายใต้ร่มเงาของต้นไทรคู่ยักษ์อายุกว่า 80 ปี ซึ่งกลายเป็นหัวใจของพื้นที่ทั้งหมด การออกแบบเน้นความเปิดโล่งรับลมธรรมชาติโดยไม่ใช้เครื่องปรับอากาศ เพื่อมอบความรู้สึกชุ่มชื้น ผ่อนคลาย และใกล้ชิดธรรมชาติอย่างแท้จริง

    อัษฎางค์ สุขวิเศษ ผู้จัดการทั่วไป เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน

    รสชาติจากชุมชน สู่ประสบการณ์ที่ยั่งยืน

    เมนูภายในคาเฟ่สวนสนลอยได้รับการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน โดยเน้นการใช้วัตถุดิบออร์แกนิกและเมล็ดกาแฟที่มาจากวิสาหกิจชุมชน อาทิ กลุ่มกะเหรี่ยงบางกลอย แก่งกระจาน และดอยช้าง เสิร์ฟคู่กับพิซซ่าแป้งสดฝีมือของเชฟชาวต่างชาติที่นำเสนอกลิ่นอายสากลในบรรยากาศท้องถิ่น
    นอกจากนี้ 

    ทุกวันเสาร์ที่ 2 ของเดือน คาเฟ่แห่งนี้จะแปรเปลี่ยนเป็น “ตลาดสวนสนลอย” พื้นที่กว่า 40 ร้านค้าที่เปิดโอกาสให้เกษตรกรและช่างฝีมือท้องถิ่นนำสินค้าและภูมิปัญญามาจำหน่ายโดยตรงในราคาที่เข้าถึงได้ ซึ่งไม่เพียงกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน แต่ยังสร้างความผูกพันระหว่างผู้เข้าพักกับวิถีชีวิตดั้งเดิมของชะอำอย่างแท้จริง

    เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ เปิด

    ธุรกิจที่ยืนหยัด แม้โลกผันผวน

    ในบริบทของสถานการณ์โลกที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงสร้างความกังวลในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว นายอัษฎางค์ ยืนยันด้วยความมั่นใจว่าผลกระทบต่อเซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน นั้นมีน้อยมาก

    “ฐานลูกค้าหลักของเรากว่า 90% เป็นชาวไทย ประกอบกับกลุ่มนักท่องเที่ยวยุโรปที่พักระยะยาว หรือ Long Stay ซึ่งมีความภักดีต่อแบรนด์สูงมาก ทำให้ความผันผวนจากปัจจัยภายนอกเหล่านี้ไม่ได้กระทบต่อการดำเนินธุรกิจของเราอย่างมีนัยสำคัญ” นายอัษฎางค์กล่าว

    เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ เปิด

    เป้าหมายการเติบโต และวิสัยทัศน์สีเขียว

    ด้านทิศทางธุรกิจ นายอัษฎางค์ระบุว่าโรงแรมมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 65–75% ต่อปี โดยตั้งเป้าการเติบโตอย่างต่อเนื่องผ่านการขยายฐานลูกค้าในกลุ่มครอบครัวและผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูงและตอบสนองต่อแนวทางการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพได้ดี

    “เราไม่ได้มุ่งแค่เรื่องตัวเลข แต่เราต้องการสร้างสมดุลระหว่างการบริการที่ดีและการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติไปพร้อมกัน” ผู้จัดการทั่วไปกล่าวเสริม

    เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ เปิด

    ปัจจุบันโรงแรมได้รับการรับรองมาตรฐาน STGs ระดับ 5 ดาว และกำลังขับเคลื่อนแนวทาง ESG อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) และโครงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในด้านต่างๆ เพื่อก้าวสู่การเป็น Green Hotel อย่างยั่งยืนในอนาคตอันใกล้ เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ เปิด

    พักผ่อนเหนือระดับที่ เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ

    นอกจากคาเฟ่และตลาดชุมชน โรงแรมแห่งนี้ยังพร้อมรองรับผู้เข้าพักด้วยห้องพักถึง 190 ห้อง มีให้เลือกตั้งแต่ห้องซูพีเรีย ห้องดีลักซ์ ไปจนถึงห้องเอ็กเซ็กคูทีฟสวีท ตกแต่งด้วยโทนสีฟ้าและสีน้ำเงินเข้ม เข้ากับบรรยากาศชายหาดที่เงียบสงบ

    สิ่งอำนวยความสะดวกครบครันสำหรับทุกคนในครอบครัว:

    – สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ พร้อมสไลเดอร์และเครื่องเล่นสำหรับเด็ก

    – Kids’ Club ที่เตรียมปรับโฉมใหม่ในธีม “Little Chef” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ

    – Cense by Spa Cenvaree สำหรับผู้ใหญ่ที่ต้องการการผ่อนคลาย

    – ห้องอาหาร Pearl และ Sands เสิร์ฟทั้งอาหารไทยดั้งเดิมและนานาชาติฟิวชั่น

    เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ เปิด

    ในด้านภาพรวมธุรกิจ นายอัษฎางค์ ยืนยันถึงความแข็งแกร่งของโรงแรมว่า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านไม่ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ เนื่องจากฐานลูกค้าหลักกว่า 90% เป็นชาวไทย (และ 75% ในช่วงไฮซีซัน) รวมถึงกลุ่มยุโรปที่พักระยะยาว (Long Stay) ซึ่งมีความเชื่อมั่นในแบรนด์สูง

    โรงแรมมุ่งมั่นสร้างสมดุลระหว่างการบริการและการดูแลทรัพยากร ปัจจุบันมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยปีต่อปีอยู่ที่ 65-75% พร้อมตั้งเป้าการเติบโตต่อเนื่องในฐานะแบรนด์ที่เข้าถึงง่ายและสนุกสนาน ภายใต้อัตลักษณ์ “Life” ที่เน้นความเรียบง่ายแต่ตอบโจทย์ทุกกลุ่มคน เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ เปิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/739477&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pPoFrefAK_JugRf_VnoQE

  • ‘ท่องเที่ยวไทย’ เจอแรงกระแทก รายได้ส่อหาย 2 หมื่นล้าน

    ‘ท่องเที่ยวไทย’ เจอแรงกระแทก รายได้ส่อหาย 2 หมื่นล้าน

    ไฟสงครามตะวันออกกลางกำลังสะเทือนถึง ‘ท่องเที่ยวไทย’ เมื่อเส้นทางบินต้องอ้อม ต้นทุนสายการบินพุ่ง และเที่ยวบินถูกยกเลิก ขณะอุตสาหกรรมฯประเมินว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ไทยอาจสูญรายได้ท่องเที่ยว ‘หลายหมื่นล้านบาท’

    เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า “แผนฟื้นท่องเที่ยวของไทย” กำลังสะดุด หลังไฟสงครามในตะวันออกกลางปะทุ จนกดดันจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ และเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับอุตสาหกรรมการเดินทางทั่วโลก

    หลังจากปีที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย “ลดลง 7%” เหลือ 32.9 ล้านคน เนื่องจากนักท่องเที่ยวจีนลดลงอย่างมาก ไทยจึงตั้งเป้าปี 2569 ว่า จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 36 ล้านคน โดยหวังว่าความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจีนจะฟื้นตัว และจำนวนนักท่องเที่ยวจากยุโรปและตลาดระยะไกลอื่น ๆ จะเติบโตต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม กลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวคาดว่า ไทยอาจเผชิญการลดลงของนักท่องเที่ยว “อีก 10-15%” เนื่องจากสงครามกับอิหร่านทำให้สายการบินต้องบินอ้อม ส่งผลให้ค่าโดยสารเครื่องบินสูงขึ้น อีกทั้งยังมีการยกเลิกเที่ยวบิน ซึ่งกระทบนักท่องเที่ยวจากยุโรปที่มักเดินทางมาไทยผ่านศูนย์กลางการบินในตะวันออกกลาง เช่น ดูไบ

    เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทยกล่าวว่า “การบินอ้อม” ทำให้ต้นทุนน้ำมันเพิ่มขึ้น สายการบินจึงต้องขึ้นราคาตั๋ว และเมื่อค่าใช้จ่ายในการเดินทางโดยรวมสูงขึ้น ก็อาจทำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจไม่เดินทางมาไทย

    ในขณะนี้ ภาคการท่องเที่ยวของไทยเริ่มได้รับผลกระทบแล้ว โดยในสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม หลังจากสหรัฐและอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่าน จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย “ลดลง 8.9%” จากสัปดาห์ก่อนหน้า เหลือ 616,229 คน ตามข้อมูลของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    ยิ่งไปกว่านั้น นักท่องเที่ยวจากยุโรปและตะวันออกกลางลดลงถึง 18% ในสัปดาห์ดังกล่าว ซึ่งกลุ่มนี้คิดเป็นประมาณ 27% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดในปี 2568 สะท้อนให้เห็นผลกระทบจากความขัดแย้งทางทหาร

    ขณะเดียวกัน การบินไทยประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า จะขึ้นราคาตั๋วเครื่องบิน 10-15% เนื่องจากต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น และสายการบินอื่น ๆ จำนวนมากก็ประกาศปรับราคาขึ้นเช่นกัน ซึ่งยิ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักเดินทาง

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยประเมินว่า หากสงครามยืดเยื้อประมาณ 6 เดือน อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอาจ “สูญเสียรายได้สูงถึง 29,000 ล้านบาท” แต่หากสงครามยืดเยื้อเพียง 1-3 เดือน รายได้ท่องเที่ยวอาจ “หายไป 9,000-20,000 ล้านบาท”

    ด้านบริษัทเซ็นทรัล รีเทล ซึ่งดำเนินธุรกิจห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศคาดว่า ต้นทุนการดำเนินงานจะเพิ่มขึ้นจากผลกระทบของสงคราม และจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง จะทำให้ผลประกอบการปีนี้ลดลง

    สุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเซ็นทรัล รีเทลกล่าวว่า ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง จะทำให้กำไรของบริษัทลดลงประมาณ 1%

    เขายังระบุว่า ในระยะสั้นถึงระยะกลาง ผลกระทบเชิงลบจะเกิดขึ้นจากการยกเลิกเที่ยวบินและราคาการเดินทางที่เพิ่มขึ้น แต่ในระยะยาว ผลกระทบจะลดลง เพราะคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจากจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เดินทางมาไทยมากขึ้น

    ทั้งนี้ ภาคการท่องเที่ยวมีสัดส่วนประมาณ 20% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทย จึงเป็นภาคเศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไทยเติบโตช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและเวียดนาม

    สมาคมโรงแรมไทยยังระบุว่า “จังหวัดภูเก็ต” ซึ่งเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและยุโรป จะได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษ

    เทียนประสิทธิ์กล่าวว่า ขณะนี้ภาคท่องเที่ยวกำลังฝากความหวังไว้กับนักท่องเที่ยวจากจีน อินเดีย และมาเลเซีย และต้องการให้รัฐบาลทำการตลาดในประเทศเหล่านี้มากขึ้น เพราะเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูง

    ในปี 2568 “มาเลเซีย” เป็นประเทศที่ส่งนักท่องเที่ยวมาไทยมากที่สุด จำนวน 4.5 ล้านคน รองลงมาคือจีน 4.4 ล้านคน และอินเดีย 2.4 ล้านคน ตามข้อมูลของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    อ้างอิง: nikkei

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1225347&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wjLqzUtflu8sIDB3cUOLS

  • เขาหลักวิกฤต! คนแห่ต่อคิวจนดีเซลหมดปั๊ม-หอการค้าพังงาแฉถูกตัดโควตา

    เขาหลักวิกฤต! คนแห่ต่อคิวจนดีเซลหมดปั๊ม-หอการค้าพังงาแฉถูกตัดโควตา

    เขาหลักวิกฤต! คนแห่ต่อคิวจนดีเซลหมดปั๊ม-หอการค้าพังงาแฉถูกตัดโควตา

    วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.41 น.

    เขาหลักวิกฤต! คนแห่ต่อคิวจนดีเซลหมดปั๊ม หอการค้าพังงาแฉถูกตัดโควตา 40% วอนประชาชนหยุดกักตุนหลังพิษสงครามทำนักท่องเที่ยวหนีหายกว่า 20%

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ความต้องการใช้น้ำมันในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดพังงา โดยเฉพาะบริเวณเขาหลัก อ.ตะกั่วป่า พบว่ามีประชาชนและผู้ประกอบการนำรถเข้าแถวรอคิวเติมน้ำมันเป็นระยะทางยาว ส่งผลให้สถานการณ์ในช่วงเช้าที่ผ่านมาน้ำมันดีเซลในปั๊ม ปตท. บางแห่งหมดลงชั่วคราว

    ล่าสุด รถบรรทุกน้ำมันได้เดินทางมาถึงพื้นที่ท่องเที่ยวเขาหลักแล้ว ทำให้ประชาชนที่เฝ้ารอแห่นำรถไปเข้าแถวรอคิวอย่างเนืองแน่น อย่างไรก็ตามคาดว่าน้ำมันล็อตนี้จะหมดลงในเวลาอันรวดเร็วเนื่องจากความต้องการที่พุ่งสูงเกินปกติ ขณะที่บรรยากาศในเขตอำเภอเมืองพังงายังคงเป็นปกติ ไม่พบการต่อแถวที่รุนแรงเท่าพื้นที่ท่องเที่ยว

    นายการันย์ พฤกษ์รังษี รองประธานหอการค้าจังหวัดพังงา และผู้บริหารปั๊มน้ำมัน ปตท. เปิดเผยว่า ปัจจุบันสถานีบริการได้รับการจัดสรรน้ำมันจากคลังลดลงประมาณ 30–40% จึงจำเป็นต้องบริหารจัดการหน้าลานอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าประจำที่เป็นเกษตรกรเลี้ยงกุ้งและชาวสวนที่ต้องซื้อน้ำมันใส่แกลลอนไปใช้งาน ซึ่งทางปั๊มได้ขอความร่วมมือให้ลดปริมาณการซื้อลงชั่วคราวเพื่อกระจายน้ำมันให้ทั่วถึงทุกคน

    ด้านภาคการท่องเที่ยวสะท้อนความกังวลว่า ขณะนี้จังหวัดพังงาได้รับผลกระทบจากพิษสงครามจนนักท่องเที่ยวขอยกเลิกการเดินทางไปแล้วกว่า 20% และหากปัญหาน้ำมันขาดแคลนในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างเขาหลักยังไม่ได้รับการแก้ไขโดยเร็ว จะส่งผลกระทบต่อแผนส่งเสริม ‘ไทยเที่ยวไทย’ ทันที เพราะนักท่องเที่ยวจะขาดความเชื่อมั่นในการเดินทางมาพักผ่อนในพื้นที่

    /////////-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/952848&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Mcu4vj1SOXEbwjMWA8d-g

  • วธ.ดัน 4 เส้นทางท่องเที่ยวศรัทธา เชื่อมวัฒนธรรม-สร้างรายได้ชุมชน

    วธ.ดัน 4 เส้นทางท่องเที่ยวศรัทธา เชื่อมวัฒนธรรม-สร้างรายได้ชุมชน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/135244&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jiJaUZGwEj1e9Vg2iPzwz