Category: วัฒนธรรม

  • ชายวัย 70 ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์เลย หลังเสียภรรยา ไม่รู้ว่ายังมีได้อยู่หรือไม่ | เดลินิวส์

    ชายวัย 70 ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์เลย หลังเสียภรรยา ไม่รู้ว่ายังมีได้อยู่หรือไม่ | เดลินิวส์

    เรียน คุณหมอ ดร.โอ สุขุมวิท 51 ที่นับถือ

    ผมอายุ 70 ปี สุขภาพร่างกายโดยรวมแล้วแข็งแรงเหมาะสมกับวัย โรคประจำตัวไม่มี เบาหวานไม่เป็น ความดันไม่มี ผลตรวจไขมันในเลือดครั้งล่าสุด ได้ผลออกมาว่า คอเลสเตอรอล 150 ไตรกลีเซอไรด์ 70 หมอบอกว่าปกติ และผมมีโอกาสติดตามอ่านคอลัมน์ของคุณหมอโอ ในเรื่องเกี่ยวกับฮอร์โมนเพศชาย เทสโทสเตอโรน ที่จะช่วยให้กล้ามเนื้อและกระดูกแข็งแรง อารมณ์ดี ไม่เครียด ไม่หงุดหงิด ทำให้สนใจมาก และจะทราบได้อย่างไรว่าถึงวัยที่จะต้องใช้ฮอร์โมนเพศช่วยเสริมหรือยัง อาการเช่นไรที่จะทำให้ทราบว่ามีปัญหาเรื่องการขาดฮอร์โมน เรื่องอารมณ์ทางเพศไม่รู้ว่ายังมีหรือเปล่า เพราะไม่ได้มีเพศสัมพันธ์กับใครเลย ตั้งแต่ภรรยาเสียชีวิตไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว จึงอยากได้คำแนะนำจากคุณหมอ ดร.โอ เกี่ยวกับเรื่องทั้งหมดนี้ด้วย

    ด้วยความนับถือ
    อมร 70

    ตอบ อมร70
    เมื่ออายุมากขึ้น กลไกการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายจะเสื่อมโทรมลง โดยเฉพาะระบบสืบพันธุ์ สำหรับผู้ชายการเสื่อมสุขภาพของระบบสืบพันธุ์จะค่อย ๆ เกิดขึ้น การผลิตตัวอสุจิและฮอร์โมนเพศชายของลูกอัณฑะจะค่อย ๆ ลดน้อยลง ผู้ชายในช่วงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ระดับฮอร์โมนเพศชายเทสโทสเตอโรน อาจลดลงถึงร้อยละ 40 เมื่อเทียบกับอายุ 40 ปี ในผู้ชายที่ขาดฮอร์โมนเพศชายเทสโทสเตอโรนจะมีอาการทางเพศ เช่น หมดความสนใจหรือความตื่นตัวทางเพศ อวัยวะเพศไม่แข็งตัวตอนกลางคืนหรือเมื่อตื่นนอนตอนเช้า น้ำอสุจิมีปริมาณน้อยลงหรือไม่สามารถหลั่งน้ำอสุจิได้เลย นอกจากนั้นบางคนยังมีปัญหาอวัยวะเพศไม่แข็งตัวทำให้ไม่สามารถร่วมเพศได้สำเร็จอีกด้วย

    สำหรับอาการทางกายในผู้ชายกลุ่มนี้จะรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่กระปรี้กระเปร่า เฉื่อยชา ไม่กระฉับกระเฉง นอนไม่ค่อยหลับ หรือตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วหลับต่อยาก รวมทั้งมีอาการเบื่ออาหาร ปวดเมื่อยเนื้อตัว ร้อนวูบวาบตามร่างกาย มีเหงื่อออกเวลากลางคืน และใจสั่น ส่วนอาการทางจิตใจและเชาวน์ปัญญาที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ ความจำเสื่อมลง ขี้หลง ขี้ลืม ไม่ค่อยมีสมาธิ ตกใจหรือกลัวโดยไม่มีสาเหตุ หงุดหงิดง่าย และเบื่อสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ตัว หากคุณหรือผู้ชายท่านใดที่มีอาการดังกล่าวมาหลาย ๆ อย่าง หรือมีเพียงอาการแต่เกิดขึ้นบ่อยครั้งหรือเป็นประจำ ควรนึกถึงสภาวะขาดฮอร์โมนเพศชายเทสโทสเตอโรน

    อย่างไรก็ดี การจะบอกได้อย่างชัดเจน แม่นยำควรให้แพทย์เป็นผู้วินิจฉัยด้วยการเข้ารับการตรวจเลือดหาระดับฮอร์โมนเพศชายเทสโทสเตอโรน พร้อมทั้งตรวจหาค่าพีเอสเอควบคู่กันไปด้วย หากมีระดับต่ำกว่าเกณฑ์แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาว่าตัวคุณสามารถรับฮอร์โมนเพศเสริมได้และปลอดภัยต่อตัวคุณหรือไม่ เมื่อสงสัยหรือต้องการทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการเสริมฮอร์โมนเพศชาย คุณควรเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์โดยตรง อย่าตัดสินว่าตัวคุณอายุมากแล้วขาดฮอร์โมนเพศแล้วหาซื้อกินเอง จะทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของคุณเป็นอย่างมาก สรุปหลังรักษาฟื้นฟูกับพบแพทย์ 70% จะมีพฤติกรรมแบบหนุ่มใหญ่กลับคืนมาคือแข็งแรงแข็งนานมีพฤติกรรมมั่นใจตัวเองเป็นที่ปรึกษาแก่ฝ่ายหญิงได้.

    ……………………………….
    ดร.โอ สุขุมวิท 51

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5773176/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xRL-Urp8tPP1oN7Z0OvYR

  • โพลชี้ประชาชนหวังรัฐแก้วิกฤตพลังงาน แต่ยังขาดความเชื่อมั่น เร่งลดภาษีน้ำมันด่วน | เดลินิวส์

    โพลชี้ประชาชนหวังรัฐแก้วิกฤตพลังงาน แต่ยังขาดความเชื่อมั่น เร่งลดภาษีน้ำมันด่วน | เดลินิวส์

    “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “การรับมือวิกฤตพลังงานของรัฐบาล” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,266 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 7-10 เมษายน 2569 ผลการสำรวจ พบว่า จาก 3 แนวทางที่นายกรัฐมนตรีแถลง กลุ่มตัวอย่างเห็นด้วยกับแนวทางปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ทั้งน้ำมันและค่าไฟฟ้ามากที่สุด ร้อยละ 72.27 โดยคาดหวังว่าจาก 3 แนวทางนี้น่าจะช่วยแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานได้สำเร็จ ร้อยละ 34.36 (ไม่แน่ใจ ร้อยละ 32.23) และอยากให้รัฐบาลดำเนินการเรื่องลดภาษีน้ำมัน ภาษีสรรพสามิตเพิ่มเติม ร้อยละ 76.07

    Print

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลสำรวจสะท้อนความหวังของประชาชนต่อรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอนุทิน ที่ต้องการเห็นประเทศฝ่าวิกฤตพลังงานได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการเร่งบรรเทาภาระค่าครองชีพในทันทีและมีมาตรการระยะสั้นที่จับต้องได้มากกว่านโยบายเชิงหลักการหรือความเห็นทั่วไปที่อาจสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชน สะท้อนว่าการสื่อสารและการแก้ปัญหาของรัฐบาลต้องชัดเจน ตรงจุด และตอบโจทย์สถานการณ์จริงที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกอนงค์ ศรีสำอางค์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิจัยและประกันคุณภาพการศึกษา โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแนวทางรัฐบาลในการ “ปรับโครงสร้างราคาพลังงาน” เพราะมองว่าเป็นรากของปัญหาค่าครองชีพทั้งค่าน้ำมันและค่าไฟฟ้า ขณะเดียวกันระดับความเชื่อมั่นต่อมาตรการ ทั้ง 3 แนวทางว่าจะแก้วิกฤตได้จริงยังอยู่ในระดับปานกลาง และมีสัดส่วน “ไม่แน่ใจ” สูง สื่อถึงทุนทางความไว้วางใจที่ยังจำกัด อย่างไรก็ตาม ความต้องการให้ “ลดภาษีน้ำมันและภาษีสรรพสามิตเพิ่มเติม” ในสัดส่วนสูงมาก แสดงให้เห็นว่าประชาชนให้ความสำคัญกับมาตรการบรรเทาผลกระทบระยะสั้นที่เห็นผลได้ทันที ควบคู่กับการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ในมุมของการบริหารภาครัฐจึงเป็นโจทย์ใหญ่ในการผสานระหว่างการตอบสนองความเดือดร้อนของประชาชนกับการรักษาวินัยการคลังและความยั่งยืนเชิงนโยบายของรัฐ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5774958/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wjvtr1eDAIWNszt5Ag7Mu

  • เปิดประวัติ ‘อาร์ท- วีระพงษ์’ หลัง ลาออกรอง หน.ปชป. รับภารกิจผู้แทนการค้าไทย

    เปิดประวัติ ‘อาร์ท- วีระพงษ์’ หลัง ลาออกรอง หน.ปชป. รับภารกิจผู้แทนการค้าไทย

    เปิดประวัติ ‘อาร์ท- วีระพงษ์’ หลัง ลาออกรอง หน.ปชป. รับภารกิจผู้แทนการค้าไทย

    เปิดประวัติ ‘อาร์ท- วีระพงษ์’ หลัง ลาออกรอง หน.ปชป. รับภารกิจผู้แทนการค้าไทย

    กระแส “ทอล์กออฟเดอะทาวน์” ทางการเมืองในช่วงนี้ คงหนีไม่พ้นกรณีของ นายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรค พรรคประชาธิปัตย์ ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนภายในพรรคอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากปรากฏบทบาทก้าวข้ามแนวเส้นฝ่ายค้าน ไปรับภารกิจสำคัญด้านการเจรจาการค้าของรัฐบาล ภายใต้การนำของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ท้ายที่สุด ต้องเจอแรงกดดันทั้งจากภายในและภายนอกพรรค และนำไปสู่การตัดสินใจลาออกจากรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เพื่อทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทยช่วยประเทศชาติท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจถาโถม   

     สำหรับ  นายวีระพงษ์ ประภา (เกิด 30 กันยายน พ.ศ. 2527) ชื่อเล่น อาร์ท เป็นนักการเมืองชาวไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาของศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตผู้แทนการค้าไทย โดยนายวีระพงษ์ เป็นบุตรนายกำพล กับนางวิทินี ประภา ด้านครอบครัวสมรสกับฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์

    ศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนต้นที่ประเทศไทย หลังจากนั้น เดินทางไปศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่ Burnside High School เมืองไครสต์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ วีระพงษ์สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี (เกียรตินิยมอันดับ 1) ด้านการบัญชี ธุรกิจระหว่างประเทศ และกฎหมายพาณิชย์ จาก Victoria University of Wellington ประเทศนิวซีแลนด์ และระดับปริญญาโท ด้านการพัฒนาระหว่างประเทศ จาก วิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน (LSE) ประเทศสหราชอาณาจักร เมื่อเดือนพฤษภาคม 2567 วีระพงษ์สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ด้านการบริหารธุรกิจสำหรับผู้บริหาร (Executive MBA) จาก มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศสหราชอาณาจักร โดยได้รับทุนจากมหาวิทยาลัยสำหรับผู้ที่มีประสบการณ์ทำงานโดดเด่นในภาคประชาสังคม

    นายวีระพงษ์เริ่มชีวิตการทำงาน โดยการเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีและที่ปรึกษาทางการเงินของอีวาย หนึ่งในสี่บริษัทบัญชียักษ์ใหญ่ของโลก ที่สาขาในประเทศนิวซีแลนด์และกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร โดยทำหน้าที่ตรวจสอบบัญชีและเป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้กับบริษัทข้ามชาติด้านการเกษตรและด้านการเงิน

    หลังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านการพัฒนาระหว่างประเทศที่ LSE วีระพงษ์ผันตัวมาทำงานในภาคประชาสังคม โดยมุ่งหมายที่จะนำประสบการณ์จากภาคธุรกิจมาผลักดันให้ธุรกิจดำเนินการโดยคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม และประเด็นด้านสังคมอย่างยั่งยืน โดยทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) และผู้จัดการด้านการสื่อสารสาธารณะให้กับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

    ระหว่างปี 2557 ถึงปี 2565 วีระพงษ์ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษานโยบายอาวุโสให้กับ Oxfam องค์กรด้านการพัฒนาระหว่างประเทศชั้นนำของโลก ที่สาขาประเทศไทยและต่อมาที่เมืองบอสตัน มลรัฐแมสซาซูเซส ประเทศสหรัฐอเมริกา ในการทำงานที่องค์การ Oxfam วีระพงษ์มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ของโลกในอเมริกา ยุโรป และเอเชีย เช่น Amazon Walmart และ Kroger หันมาให้ความสำคัญกับประเด็นด้านความยั่งยืนและผนวกประเด็นเหล่านี้เข้ากับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ[6] โดยวีระพงษ์ผลิตงานวิจัย งานเขียน ตลอดจนเป็นผู้แทนเจรจาระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเพื่อความยั่งยืนเกิดขึ้นและสร้างความเข้มแข็งให้กับทุกภาคส่วนในระยะยาว

    ระหว่างปี 2565 ถึงปี 2567 วีระพงษ์ดำรงตำแหน่งเป็นผู้จัดการอาวุโสด้านธุรกิจเพื่อความยั่งยืนให้กับกองทุน Freedom Fund องค์กรให้ทุนระหว่างประเทศที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร โดยทำหน้าที่บริหารโครงการที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนทั้งด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมหลายประเทศทั้งสหราชอาณาจักร ยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และวีระพงษ์ได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2567 เพื่อเข้ารับตำแหน่งผู้แทนการค้าไทยในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2567 นอกจากนี้ วีระพงษ์ให้สัมภาษณ์สื่อชั้นนำ เช่น Moody’s Corporation Reuters และเป็น speaker ให้กับการประชุมนานาชาติในประเด็นเกี่ยวกับนโยบายการค้าการลงทุน ตลอดจนกลยุทธ์ธุรกิจเพื่อความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/656471&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DbrACXt2OuLmXwxnAkc6O

  • กสทช. กำกับOTT ขอมาตรการชัดคุ้มครองผู้บริโภค – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    กสทช. กำกับOTT ขอมาตรการชัดคุ้มครองผู้บริโภค – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    กสทช. กำกับOTT ขอมาตรการชัดคุ้มครองผู้บริโภค

    ปัญหาโฆษณาคั่นรายการบนแพลตฟอร์ม OTT ถูกจับตาอีกครั้ง หลังที่ประชุม กสทช. สรุปว่ามีอำนาจ กำกับOTT ตามกฎหมาย สภาผู้บริโภคเร่งออกมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคที่จ่ายค่าสมาชิกแต่ยังต้องรับชมโฆษณา

    ลองนึกภาพว่า คืนนี้คุณเปิดแอปฯ ดูซีรีส์หรือรายการโปรดในฟรีทีวีผ่านมือถือที่เป็นสมาชิกอยู่ แต่พอเริ่มดูกลับพบว่ามีโฆษณาแทรกขึ้นมากลางรายการ บางชิ้นยาวเกือบนาที บางชิ้นก็กดข้ามไม่ได้ จนทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า บริการที่เก็บค่าสมาชิกแล้ว ยังควรให้ผู้บริโภคต้องดูโฆษณาซ้ำอีกหรือไม่

    ประเด็นการโดนบังคับให้ดูโฆษณาในอุปกรณ์มือถือนั้นถูกต้องหรือไม่ ได้กลายเป็นหัวข้อที่มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในกลุ่มผู้บริโภคว่าเป็นการละเมิดสิทธิผู้บริโภคหรือไม่ ในขณะที่ผู้ให้บริการที่เป็นผู้นำเอาโฆษณาแทรกเข้าไประหว่างรายการโทรทัศน์หรือวิดีโอดังกล่าวยังเห็นว่าเป็นสิทธิที่ผู้ให้บริการสามารถทำได้

    ทั้งนี้ การรับชมรายการต่าง ๆ ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตโดยตรง โดยไม่ต้องพึ่งเคเบิลหรือจานดาวเทียม หรือที่เรียกโดยย่อว่าระบบ Over the Top (โอทีที : OTT) นั้น พบว่าก่อนหน้านี้มีช่องว่างของการกำกับดูแล เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนด้านกฏหมายว่าระบบนี้จะต้องมีการกำกับดูแลหรือไม่ ใครคือผู้มีอำนาจ และกฏเกณฑ์ในการกำกับดูแลมีอะไรบ้าง

    กระทั่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยืนยันว่ามีอำนาจ กำกับOTT แล้ว แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคที่ชัดเจน ขณะที่สำนักงานสภาผู้บริโภคเห็นว่า ถึงเวลาที่ กสทช. ต้องเร่งออกมาตรการกำกับดูแลอย่างจริงจัง เพราะปัญหานี้ล่าช้าเกินสมควรและกระทบผู้บริโภคมาเป็นเวลานาน

    ถึงเวลา กสทช. ออกมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค

    ประเด็นสำคัญต่อจากนี้ไม่ใช่เพียงการยืนยันอำนาจหน้าที่ของ กสทช. หากแต่อยู่ที่ว่าจะใช้อำนาจดังกล่าวออกมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างไรและเมื่อใด โดยนางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค เห็นว่า กสทช. ควรเร่งออกมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค เพราะปัญหาการแทรกโฆษณาระหว่างการรับชมบนแพลตฟอร์ม OTT เป็นเรื่องที่ผู้บริโภคเผชิญมานานและไม่ควรถูกปล่อยให้ยืดเยื้อต่อไป

    ข้อเรียกร้องดังกล่าวมีน้ำหนักมากขึ้น หลังที่ประชุมคณะกรรมการ กสทช. เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 พิจารณาร่างแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2569 – 2573) และได้ข้อสรุปว่า กสทช. มีอำนาจกำกับดูแล OTT ตามกฎหมายและมติบอร์ดที่มีมาตั้งแต่ปี 2560 และ 2566 ซึ่งวางหลักว่า OTT ถือเป็นกิจการโทรทัศน์ประเภทหนึ่ง

    แม้การยืนยันอำนาจกำกับดูแลจะถือเป็นพัฒนาการสำคัญ แต่สิ่งที่ผู้บริโภคยังรอคอยคือหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าจะคุ้มครองสิทธิของผู้ใช้บริการอย่างไร โดยเฉพาะในกรณีที่มีการเก็บค่าสมาชิกแล้ว แต่ยังมีโฆษณาแทรกเข้ามาระหว่างการรับชม

    จ่ายค่าสมาชิกแล้ว ทำไมยังต้องดูโฆษณา

    ปัญหาที่ผู้บริโภคตั้งคำถามมาโดยตลอดคือ การรับชมเนื้อหาผ่านมือถือหรือแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีการเก็บค่าสมาชิกอยู่แล้ว แต่ยังมีโฆษณาแทรกเข้ามาระหว่างรายการหรือวิดีโออีกชั้น

    ประเด็นนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องความน่ารำคาญจากการรับชม แต่ยังโยงไปถึงความเป็นธรรมในการให้บริการ เพราะผู้บริโภคบางส่วนอาจต้องรับภาระทั้งค่าสมาชิกและโฆษณาไปพร้อมกัน ขณะที่ก่อนหน้านี้กลับยังไม่มีมาตรการกำกับดูแลที่ชัดเจนว่าจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร ในอีกด้านหนึ่ง ความไม่ชัดเจนของอำนาจกำกับดูแลในช่วงที่ผ่านมา ก็ทำให้ปัญหาดังกล่าวถูกปล่อยค้างอยู่นาน ทั้งที่เป็นเรื่องที่กระทบผู้ใช้บริการจำนวนมาก

    เมื่อผู้บริโภคต้องนำปัญหาเข้าสู่ศาล

    ความล่าช้าของการกำกับดูแลทำให้ปัญหาขยับไปถึงขั้นการฟ้องร้องในชั้นศาล ในปี 2567 ผู้บริโภครายหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากโฆษณาบน OTT ได้ยื่นฟ้อง กสทช. ต่อศาลปกครอง โดยเห็นว่าหน่วยงานปล่อยให้มีการโฆษณาคั่นรายการโดยไม่กำกับดูแล แม้ศาลปกครองชั้นต้นจะไม่รับฟ้องในตอนแรก แต่คดียังเดินหน้าต่อ

    ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2568 ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้รับฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณา โดยให้เหตุผลว่าอาจเป็นกรณีที่หน่วยงานรัฐละเลยต่อหน้าที่ ปล่อยให้มีการแสวงหากำไรเกินควรจากผู้บริโภค และยังเป็นคดีที่เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ ซึ่งประชาชนสามารถยื่นฟ้องได้แม้ไม่ได้รับความเสียหายโดยตรง

    กรณีดังกล่าวสะท้อนว่า หากมีหลักเกณฑ์กำกับดูแลที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น ปัญหาอาจไม่จำเป็นต้องถูกผลักไปสู่การฟ้องร้องในชั้นศาล และผู้บริโภคก็คงไม่ต้องแบกรับภาระจากความล่าช้าของระบบกำกับดูแลเช่นที่ผ่านมา

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    คุณใช้บริการ OTT อยู่ทุกวัน

    OTT กลายเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมการรับสื่อของผู้บริโภคไทยไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการดูโทรทัศน์ผ่านแอปพลิเคชัน ดูรายการย้อนหลัง หรือรับชมเนื้อหาผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งต่าง ๆ โดยรายงาน “Digital 2025” จาก We Are Social และ Meltwater ระบุว่า คนไทยรับชมบริการสตรีมมิ่งสูงถึง 95.3% สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 91.9% ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่า ในปี 2566 ไทยมีบัญชีผู้ใช้บริการ OTT กว่า 10.92 ล้านบัญชี และคาดว่าในปี 2567 จะเพิ่มเป็น 12.72 ล้านบัญชี

    ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า OTT เป็นหนึ่งในช่องทางหลักที่ผู้บริโภคใช้เข้าถึงสื่อในชีวิตประจำวัน และยิ่งมีผู้ใช้จำนวนมากเท่าใด คำถามเรื่องความเป็นธรรมในการให้บริการและการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเท่านั้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/ott-consumer-protection/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jMDWSXoRcD8QGdYFmDgcM

  • จุฬาฯ เตรียมเปิดนิทรรศการเรื่อง “พระผู้ให้”

    จุฬาฯ เตรียมเปิดนิทรรศการเรื่อง “พระผู้ให้”

    การศึกษา

    จุฬาฯ เตรียมเปิดนิทรรศการเรื่อง “พระผู้ให้”

    วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.11 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    จุฬาฯ เตรียมเปิดนิทรรศการเรื่อง “พระผู้ให้”

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ จะจัดพิธีเปิดนิทรรศการเรื่อง “พระผู้ให้” ในวันจันทร์ที่ 20 เมษายน 2569 เวลา 17.00 – 18.00 น. ณ นิทรรศสถาน อาคารศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ โดยมี ศ. (พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผ่านการนำเสนอพระราชกรณียกิจที่มีต่อพสกนิกรชาวไทยในหลากหลายมิติ ทั้งด้านการศึกษา การสาธารณสุข การรักษาพยาบาล การส่งเสริมอาชีพ ตลอดจนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ป่าและน้

    นิทรรศการครั้งนี้ได้อัญเชิญบทพระราชนิพนธ์เรื่อง “พระผู้ให้” ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งพระราชทานเพื่อใช้เป็นบทขับร้องในการแสดงดนตรีไทยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงบทพระราชนิพนธ์บางบทจากหนังสือ “สมเด็จแม่กับการศึกษา” มาถ่ายทอดในรูปแบบนิทรรศการที่ออกแบบอย่างงดงาม และเข้าใจง่าย

    ส่งข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com    และ  bat_mamsao@yahoo.com

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/472496&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BSQJ-Ygsq3x4KsTEK8Lb8

  • ปชช.หนุน ‘นายกฯ’ ออก 3 แนวทางแก้วิกฤติพลังงาน

    ปชช.หนุน ‘นายกฯ’ ออก 3 แนวทางแก้วิกฤติพลังงาน

    ‘สวนดุสิตโพล’ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง ‘การรับมือวิกฤตพลังงานของรัฐบาล’ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,266 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 7-10 เมษายน 2569 ผลการสำรวจ พบว่า จาก 3 แนวทางที่นายกรัฐมนตรีแถลง กลุ่มตัวอย่างเห็นด้วยกับแนวทางปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ทั้งน้ำมันและค่าไฟฟ้ามากที่สุด ร้อยละ 72.27 โดยคาดหวังว่าจาก 3 แนวทางนี้น่าจะช่วยแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานได้สำเร็จ ร้อยละ 34.36 (ไม่แน่ใจ ร้อยละ 32.23) และอยากให้รัฐบาลดำเนินการเรื่องลดภาษีน้ำมัน ภาษีสรรพสามิตเพิ่มเติม ร้อยละ 76.07 

    ‘ดร.พรพรรณ บัวทอง’ ประธานสวนตุสิตโพล ระบุว่า ผลสำรวจสะท้อนความหวังของประชาชนต่อรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอนุทิน ที่ต้องการเห็นประเทศฝ่าวิกฤตพลังงานได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการเร่งบรรเทาภาระค่าครองชีพในทันทีและมีมาตรการระยะสั้นที่จับต้องได้มากกว่านโยบายเชิงหลักการหรือความเห็นทั่วไปที่อาจสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนสะท้อนว่าการสื่อสารและการแก้ปัญหาของรัฐบาลต้องชัดเจน ตรงจุด และตอบโจทย์สถานการณ์จริงที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ 

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ‘ดร.เอกอนงค์ ศรีสำอางค์’ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิจัยและประกันคุณภาพการศึกษา โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแนวทางรัฐบาลในการ ‘ปรับโครงสร้างราคาพลังงาน’ เพราะมองว่าเป็นรากของปัญหาค่าครองชีพทั้งค่าน้ำมันและค่าไฟฟ้า ขณะเดียวกันระดับความเชื่อมั่นต่อมาตรการทั้ง 3 แนวทางว่าจะแก้วิกฤตได้จริงยังอยู่ในระดับปานกลาง และมีสัดส่วน ‘ไม่แน่ใจ’ สูง สื่อถึงทุนทางความไว้วางใจที่ยังจำกัด 

    อย่างไรก็ตาม ความต้องการให้ ‘ลดภาษีน้ำมันและภาษีสรรพสามิตเพิ่มเติม’ ในสัดส่วนสูงมาก แสดงให้เห็นว่าประชาชนให้ความสำคัญกับมาตรการบรรเทาผลกระทบระยะสั้นที่เห็นผลได้ทันที ควบคู่กับการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ในมุมของการบริหารภาครัฐจึงเป็นโจทย์ใหญ่ในการผสานระหว่างการตอบสนองความเดือดร้อนของประชาชนกับการรักษาวินัยการคลังและความยั่งยืนเชิงนโยบายของรัฐ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/suan-dusit-poll-12apr26&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DzcJoJg6BjLowG37Na6y0

  • คอลัมน์การเมือง – คำว่า ‘ล้งกลาง’ ที่ตามหลอน ‘ศุภจี’

    คอลัมน์การเมือง – คำว่า ‘ล้งกลาง’ ที่ตามหลอน ‘ศุภจี’

    ต้องยอมรับว่า “นางศุภจี สุธรรมพันธ์ุ” เป็น “แม่ย่านาง” อันศักดิ์สิทธิ์ ของรัฐบาลปัจจุบัน ที่เวลามีใครไปแตะต้อง จะต้องมี “หน่วยคุ้มกันจิตอาสา” ออกมาตอบโต้คนที่ตรวจสอบ ตั้งคำถาม และวิพากษ์วิจารณ์คุณศุภจีกันอย่างเนืองแน่น ล่าสุด คุณศุภจีกำลังเจอพิษ “ดิจิทัล ฟุตปริ๊นท์” คำว่า “ล้งกลาง” ที่ตัวเองเคยพูดไว้
    หลอกหลอนอยู่

    1) นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สรุปข้อสังเกตคำชี้แจงของคณะรัฐมนตรี ในการอภิปรายนโยบายที่เพิ่งผ่านไป ว่า…

    1. รมต.เอกนัฏ – พลังงาน

    คุณขิงเน้นตอนท้ายว่า “ไม่กลัว ไม่เกรงใจนายทุน” แต่ไม่ได้ขยายประเด็นว่าทำไมถึงได้เจรจาส่วนลดค่าการกลั่นลงมาได้เพียงแค่ 2 บาท ในขณะที่ปัจจุบันค่าการกลั่นอยู่ที่ประมาณ 16 บาท สูงกว่าระดับที่คุณเอกนัฏบอกว่าเป็นระดับปกติถึง 14 บาท

    และที่สร้างความแปลกใจคือ การที่คุณเอกนัฏ ไม่ยอมลุกขึ้นชี้แจงว่า หากไม่เกรงใจนายทุนจริง ขอให้ชี้แจงว่ามีนโยบายอย่างไรในการแก้โครงสร้างสัญญาซื้อไฟและก๊าซ LNG ของรัฐ เพื่อลดช่องโหว่ที่เอกชนจะทำกำไรได้มหาศาลจากราคาก๊าซที่กำลังสูงขึ้น และในไม่ช้าจะเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน

    2. รมต.สุริยะ – เกษตรฯ

    คุณสุริยะลุกขึ้นชี้แจงประเด็นการซื้อเครื่องบินจากนาย Ben Smith ว่าซื้อจริง ชำระผ่านธนาคารกรุงเทพ (เพื่อจ่ายเข้าบัญชีธนาคาร BIC กัมพูชาของยิม เลียก มือขวาเบน สมิธ) เมื่อจ่ายแล้วไม่รู้ว่าเงินไปไหนต่อ และตอนนั้นไม่รู้ว่า Ben Smith เป็นใคร

    ประเด็นคำถามที่ผมตั้งไว้คือ ท่านนายกฯ ได้ตรวจหรือยังว่าเงินที่ใช้ชำระมาจากไหน และเมื่อจ่ายแล้วไปที่ไหนต่อ เพราะการซื้อเครื่องบินมีผลทำให้คุณสุริยะช่วยนาย Ben Smith ฟอกเงินสำเร็จ! สิ่งที่ต้องสืบคือ เจตนาช่วยหรือไม่ และวิธีสืบคือตามเส้นทางเดินของเงิน

    3. รมต.ประเสริฐ – ศึกษาฯ

    เอาตามตรงผมว่าช่วงที่คุณประเสริฐชี้แจงเฉพาะเรื่องการศึกษาท่านพูดได้ดี แต่ตอนท้ายที่ตอบเรื่องบทบาทในการลงนาม MOU กับนาย Ben Smith ฟังไม่ขึ้นเลย คุณประเสริฐบอกว่า ไปสอบปากคำกับ DSI ในฐานะพยาน – อาจจะจริงครับ แต่ผลลัพธ์สุดท้ายคือ DSI ตั้งข้อกล่าวหาและยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช. สอบสวนบนฐานความผิดมาตรา 157 ส่วนที่บอกว่า “ป.ป.ช.ไม่เคยกล่าวหา” – ก็ถูกครับ คือตอนนี้ ป.ป.ช. อยู่ในช่วงพิจารณาหลักฐานว่าจะชี้มูลความผิดหรือไม่

    ส่วนเรื่องที่บอกว่า กรณีสแกนม่านตาเกิดขึ้นทีหลังการลงนาม MOU นั้น เป็นการหลบแบบศรีธนญชัยครับ เพราะข้อกล่าวหาคือ MOU หละหลวมในการเปิดพื้นที่ sandbox ที่ไม่มีการควบคุมตามกฎหมาย PDPA จึงทำให้ “scan ม่านตา” เกิดได้

    ประเด็นของผมในกรณีคุณสุริยะ และคุณประเสริฐ คือ ทั้งสองท่านควรมีโอกาสพิสูจน์ตนเอง แต่วันนี้ยังไม่ได้มีการพิสูจน์ ดังนั้นการที่คุณอนุทินตั้งทั้งสองท่านเป็นรัฐมนตรี สะท้อนความจริงว่าคุณอนุทินไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงพอกับการต่อสู้กระบวนการทุนเทาที่ฝังลึกในสังคมชั้นสูงของไทย การเอาเรื่องกับ scammer คนต่างชาตินั้นต้องทำครับ แต่การเอาเรื่องกับคนใกล้ตัวคนไทยนี่แหละคือบทพิสูจน์ความจริงใจ

    4. รมต.ศุภจี – พาณิชย์

    “ล้งกลาง” ไม่เคยพูด แต่พูดว่า “ล้งชุมชน”??

    เป็นการแก้ตัวที่แปลก เพราะแม้กองเชียร์ยังคงงง เพราะไม่นานมานี้ พวกเขายังเพิ่งตบมือเชียร์วลี “ไม่กลัวล้งจีนแต่จะทำล้งกลางมาสู้” ในคลิปที่ใครๆ ก็หาดูได้

    ส่วนการอ้างว่าราคานํ้ามะพร้าวตอนนี้ “7-10 บาท” ผมว่าน่าเป็นห่วงมากกว่า เพราะอาจสะท้อนความไม่เข้าใจความต่างระหว่าง “ราคาหน้าสวน” (ตอนนี้ 3-4 บาท) และ “ราคาหน้าโรงงาน” (ตอนนี้ 6-7 บาท)

    5. รมต.เอกนิติ – คลัง

    เราคิดต่างกันในประเด็นการลดภาษีสรรพสามิต- ในสถานการณ์ปัจจุบัน คุณเอกนิติมองว่าเงินอยู่ในกระเป๋ารัฐบาลดีกว่า ส่วนผมมองว่าแบ่งกลับมาให้อยู่ในกระเป๋าประชาชนดีกว่า ส่วนที่ท่านบอกว่า เดี๋ยวจะไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาล

    ผมขอตอบว่า ไม่เคยขอให้ลดค่าใช้จ่ายเรื่องนั้น แต่ผมเชื่อว่ามีเรื่องอื่นที่ลดได้แน่นอน และหากจะเอาประเด็นรักษาพยาบาลมาอ้าง ท่านควรต้อง EarMark ภาษีตรงจากสรรพสามิตน้ำมันตรงไปยังการรักษาพยาบาลได้เลย เหมือนกับสมัยที่ทำงานร่วมกัน เราเคยแชร์ไอเดียกันในเรื่อง EarMark ภาษีมรดก ตรงไปเป็นทุนการศึกษาให้เด็กด้อยโอกาส

    2) นายกรณ์พูดถูกว่า มันมีทั้งคลิปและข่าว ที่สำนักข่าวต่างๆ รายงานไว้ชัดเจน เช่น กรุงเทพธุรกิจ 8 มีนาคม 2569 รายงานคำพูดของรัฐมนตรีศุภจีว่า

    “ในบางพื้นที่มีรายงานว่าล้งบางกลุ่มได้รวมตัวกันกว่า 239 ล้ง และประกาศงดรับซื้อมะพร้าวชั่วคราวประมาณ 2 วันเพื่อกดดันตลาด และดูว่า ศุภจี หรือ กระทรวงพาณิชย์จะทำอะไรได้ ก็ขอตอบเลยว่า ไม่ต้องหยุด 2 วัน ให้หยุดไปเลย ไม่ต้องซื้อ ทางพาณิชย์จะจัดตั้ง “ล้งกลาง” ร่วมกับผู้ประกอบการที่มีความตั้งใจในการพัฒนาคุณภาพสินค้า พร้อมสนับสนุนปัจจัยการผลิตให้เกษตรกร เช่น ปุ๋ยและองค์ความรู้ เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิต” นางศุภจี กล่าว

    3) นายเดชรัต สุขกำเนิด ทีมบริหาร พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า เมื่อวาน เพื่อนๆ ยังสอบถามว่า “ล้งกลาง” ที่คุณศุภจี เคยกล่าวไว้เมื่อเดือนก่อน ตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว?

    ผมขอตอบก่อนเลยนะครับว่า เมื่อคืนในการอภิปรายนโยบายรัฐบาล คุณศุภจีก็ออกมาพูดเรื่องนี้แบบเต็มๆ ว่า ไม่ใช่ล้งกลาง แต่เป็น
    “ล้งชุมชน” แทนแล้วครับ

    แล้ว “ล้งกลาง” VS “ล้งชุมชน” เหมือนหรือต่างกันอย่างไร? ผมจะขออภิปรายในโพสต์นี้ครับ

    ก่อนอื่น เราต้องเท้าความกลับไปถึงบริบทที่คุณศุภจีกล่าวถึง “ล้งกลาง” ในวันนั้น คุณศุภจีกล่าวถึงข่าวที่ล้งรับซื้อมะพร้าวจำนวน “สองร้อยกว่าล้ง” จะไม่รับซื้อมะพร้าวน้ำหอมเป็นเวลา 2 วัน คุณศุภจีจึงบอกว่า “ให้หยุดไปเลย” เพราะกระทรวงพาณิชย์จะหาคนมาทำ “ล้งกลาง” เอง

    หลังจากนั้น ทุกคนก็ถามว่า กระทรวงพาณิชย์จะออกแบบล้งกลางมาในรูปแบบใด ตัวผมเองก็ได้เขียนโพสต์ทบทวนรูปแบบล้งกลางในประเทศอื่นๆ มาด้วย เพราะการออกแบบล้งกลางที่จะเวิร์กนั้น มีรายละเอียดมาก และพี่น้องชาวสวนมะพร้าวก็อยากได้ทางออกในเร็ววัน

    สรุปสุดท้าย คุณศุภจีก็มาบอกว่า ไม่ได้ทำล้งกลางแล้วนะครับ แต่จะทำ “ล้งชุมชน” โดยส่งเสริมให้วิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกร มาทำ “ล้งชุมชน” เพื่อกระจายกันรับซื้อมะพร้าวจากเกษตรกรในราคาที่เป็นธรรม

    เพราะฉะนั้น แนวคิด “ล้งชุมชน” จึงแตกต่างจาก “ล้งกลาง” เพราะ ล้งชุมชน เป็นลักษณะของล้งเล็กๆ ที่เข้าไปแทรกอยู่ในตลาด และแข่งขันกับล้งอื่นๆ ไม่ใช่ตลาดกลางหรือสิ่งอำนวยความสะดวกกลางแต่อย่างใด

    ความแตกต่างที่เห็นได้ชัด คือ “ขนาด” เพราะในครั้งที่คุณศุภจีพูดถึงล้งกลางนั้น คุณศุภจีท้าชนกับล้งรับซื้อมะพร้าวน้ำหอมกว่า 200 ล้ง เพราะฉะนั้น ก็น่าสงสัยว่า เราจะต้องมี “ล้งชุมชน” สักกี่แห่งที่จะรับมือกับล้งรับซื้อเดิมๆ 200 กว่าแห่งได้

    สิ่งที่น่าผิดหวังของเรื่องนี้ คือ ถ้าคุณศุภจีคิดจะทำ “ล้งชุมชน” มาตั้งแต่แรก เวลาที่ผ่านมาหนึ่งเดือน คุณศุภจีน่าจะเสนอความคืบหน้าของการจัดตั้งล้งชุมชนได้ชัดเจนกว่านี้ (เพราะล้งชุมชนออกแบบและจัดตั้งง่ายกว่าล้งกลางมาก) เช่น ล้งชุมชน ควรมีขนาดธุรกิจประมาณใด ใช้เงินลงทุนจากใคร รัฐบาลสนับสนุนอย่างไร ฯลฯ

    แต่ทุกวันนี้ เรายังไม่ทราบเลยว่า ล้งชุมชนจะมีหน้าตาอย่างไร เพราะเมื่อวานคุณศุภจีก็พูดเพียงว่า “กำลังหารือกับนายกสมาคมมะพร้าวน้ำหอมอยู่”

    ทั้งนี้ การมี ล้งชุมชน กับการมี ล้งกลาง ไม่ได้ขัดกัน หรือต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เพียงอย่างเดียวนะครับ เราสามารถมีล้งกลางที่ช่วยสนับสนุนล้งชุมชนอีกต่อหนึ่งได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพื้นที่ อุปกรณ์ ข้อมูล เงินทุน ฯลฯ ขึ้นอยู่กับว่า กระทรวงพาณิชย์จะออกแบบได้ละเอียด รอบคอบ และมีประสิทธิผลในการเปลี่ยนเกม ได้ดีเพียงใด

    สุดท้าย ผมอยากบอกว่า เวลาแต่ละวันที่ผ่านไปหมายถึงมะพร้าว 2 ล้านผล /วัน ที่ต้องขายออกไปในราคาต่ำ (ตัวเลข 2 ล้านผลอ้างอิงตามคำพูดของคุณศุภจี) ขอให้คุณศุภจีและกระทรวงพาณิชย์เร่งมือขึ้นกว่านี้ครับ

    และผมจะติดตาม “ล้งชุมชน” ของคุณศุภจีอย่างใกล้ชิดครับ

    สรุป : ในเรื่องนี้ คุณศุภจีกำลังถูกจับได้แบบ “คาหนังคาเขา” ด้วยดิจิทัล ฟุตปริ๊นท์ แต่ก็นั่นแหละ ด้วยอานุภาพแห่งความศักดิ์สิทธิ์ของ “เจ้าแม่ศุภจี” ในยามที่มวลชนกำลังรักเธอ

    เสียงใดๆ ก็ไม่อาจเข้าหู และกระทบต่อ “ศรัทธา” ที่พวกเขามีต่อ “ศุภจี” ได้เลย

    แต่คำถามก็คือ ผลสัมฤทธิ์ของงานจะเป็นเช่นไร ด้วยการประคองศุภจีไว้ใน “พลังศรัทธา” มากกว่าการยึดถือต่อ “ความเป็นจริง” เช่นนี้ !!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/66065&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21M7Itd3jWvyCEPVEwRC9O

  • ดุสิตโพลชี้ คนไทยอยากให้รัฐยอมเฉือนเนื้อลดภาษีน้ำมันช่วยประชาชน

    ดุสิตโพลชี้ คนไทยอยากให้รัฐยอมเฉือนเนื้อลดภาษีน้ำมันช่วยประชาชน

    Print

    12 เมษายน 2569-  “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “การรับมือวิกฤตพลังงานของรัฐบาล” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,266 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 7-10 เมษายน 2569  ผลการสำรวจ พบว่า จาก 3 แนวทางที่นายกรัฐมนตรีแถลง กลุ่มตัวอย่างเห็นด้วยกับแนวทางปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ทั้งน้ำมันและค่าไฟฟ้ามากที่สุด ร้อยละ 72.27 โดยคาดหวังว่าจาก 3 แนวทางนี้น่าจะช่วยแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานได้สำเร็จ ร้อยละ 34.36 (ไม่แน่ใจ ร้อยละ 32.23) และอยากให้รัฐบาลดำเนินการเรื่องลดภาษีน้ำมัน ภาษีสรรพสามิตเพิ่มเติม ร้อยละ 76.07

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลสำรวจสะท้อนความหวังของประชาชนต่อรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอนุทิน ที่ต้องการเห็นประเทศฝ่าวิกฤตพลังงานได้อย่างเป็นรูปธรรม  โดยเฉพาะการเร่งบรรเทาภาระค่าครองชีพในทันทีและมีมาตรการระยะสั้นที่จับต้องได้มากกว่านโยบายเชิงหลักการหรือความเห็นทั่วไปที่อาจสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชน สะท้อนว่าการสื่อสารและการแก้ปัญหาของรัฐบาลต้องชัดเจน ตรงจุด และตอบโจทย์สถานการณ์จริงที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่

    ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกอนงค์ ศรีสำอางค์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิจัยและประกันคุณภาพการศึกษา โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแนวทางรัฐบาลในการ “ปรับโครงสร้างราคาพลังงาน” เพราะมองว่าเป็นรากของปัญหาค่าครองชีพทั้งค่าน้ำมันและค่าไฟฟ้า ขณะเดียวกันระดับความเชื่อมั่นต่อมาตรการ    ทั้ง 3 แนวทางว่าจะแก้วิกฤตได้จริงยังอยู่ในระดับปานกลาง และมีสัดส่วน “ไม่แน่ใจ” สูง สื่อถึงทุนทางความไว้วางใจที่ยังจำกัด อย่างไรก็ตาม ความต้องการให้ “ลดภาษีน้ำมันและภาษีสรรพสามิตเพิ่มเติม” ในสัดส่วนสูงมาก แสดงให้เห็นว่าประชาชนให้ความสำคัญกับมาตรการบรรเทาผลกระทบระยะสั้นที่เห็นผลได้ทันที ควบคู่กับการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ในมุมของการบริหารภาครัฐจึงเป็นโจทย์ใหญ่ในการผสานระหว่างการตอบสนองความเดือดร้อนของประชาชนกับการรักษาวินัยการคลังและความยั่งยืนเชิงนโยบายของรัฐ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/979078/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Yu5MBnHHg44DtS_VwzimJ

  • “อัครนันท์” รับสนิท “ครูจวง” 10 ปี ชวนร่วมทีมทำงานศึกษา

    “อัครนันท์” รับสนิท “ครูจวง” 10 ปี ชวนร่วมทีมทำงานศึกษา

    “อัครนันท์” แจงดึง “ครูจวง” เหตุต้องการมือทำงาน ไม่เกี่ยวพรรคการเมือง บอกสนิทกันร่วม 10 กว่าปี

    นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีกระแสข่าวว่านายปารมี ไวจงเจริญ หรือครูจวง อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) จะเข้ามาเป็นทีมงานของนายอัครนันท์ ว่า ตนสนิทกับนายปารมีมานานกว่า 10 ปีแล้ว ก่อนเข้าสู่การเมือง ซึ่งก่อนที่จะชวนมาทำงานร่วมกันก็ทราบว่านายปารมีไม่ได้เป็น สส. แล้ว และตนได้พูดคุยกับนายปารมี ทราบว่าจะกลับไปเป็นติวเตอร์ จึงชวนมาทำงานร่วมกัน ไม่ได้มีประเด็นอะไรมาก 

    ผู้สื่อข่าว
    “อัครนันท์” รับสนิท “ครูจวง” 10 ปี ชวนร่วมทีมทำงานศึกษา

    เมื่อถามว่า นายปารมีจะย้ายมาสังกัดพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายอัครนันท์ กล่าวว่า ไม่มี ในส่วนของนายปารมี ด้วยความสนิทสนม เมื่อตนมาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อยากพัฒนาการศึกษา จึงอยากได้คนแบบนายปารมีมาทำงาน

    ถามย้ำว่า ชวนให้มาช่วยงาน ไม่ได้ชวนมาสังกัดพรรคเพื่อไทยใช่หรือไม่ นายอัครนันท์ กล่าวว่า ใช่ เรื่องพรรคการเมืองก็ว่ากันไป แต่ละพรรคไม่เหมือนกัน ตนคิดว่านายปารมีมีคุณค่าในการทำงานร่วมกันในด้านการศึกษาเท่านั้น ไม่มีอะไรมาก

    เมื่อถามว่า มีกระแสดรามาว่านายปารมียังเป็นผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อของพรรคประชาชนอยู่ ได้มีการพูดคุยประเด็นนี้หรือไม่ นายอัครนันท์ กล่าวว่า เรื่องนี้ตนไม่ได้พูดคุย เพราะชวนกันแบบพี่น้องให้มาทำงานร่วมกัน แต่ในเรื่องพรรคการเมืองต้องให้นายปารมีไปเคลียร์ในส่วนนั้น

    เมื่อถามว่า นายปารมีได้มีการพูดคุยหรือไม่ว่าในอนาคตจะย้ายมาสังกัดพรรคเพื่อไทย นายอัครนันท์ กล่าวว่า ไม่เคยพูดเรื่องการเมืองใด ๆ ไม่เคยพูดว่าจะต้องมาอยู่พรรคเพื่อไทย เพราะอย่างที่บอกพวกเราเป็นนักการเมืองมีหัวโขนของทุกคน ไม่รู้ว่าเราจะอยู่กี่เดือนกี่ปี พอเรามาทำงานตรงนี้เราอยากทำให้มันดี และอยากได้คนเก่งมาร่วมงานกัน

    “ผมมองว่าหากมองแต่เรื่องพรรคการเมือง ประเทศไทยก็ไม่ก้าวหน้า สิ่งสำคัญที่สุดคือการได้คนเก่ง ๆ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร เป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าพรรคการเมือง หากมองแต่พรรคการเมืองก็จะไม่ได้คนเก่ง ๆ มีความคิดเหมือนเรามาทำงานด้วยกัน ไม่ใช่เรื่องที่จะพูดถึงพรรคการเมือง” นายอัครนันท์ กล่าว

    เมื่อถามว่า หลังจากนี้จะไม่เกิดดรามาจากพรรคประชาชนอีกใช่หรือไม่ นายอัครนันท์ กล่าวว่า ต้องบอกว่าตนและเพื่อน ๆ พี่ ๆ ในพรรคประชาชนก็สนิทกันหลายคน โดยวันนี้ก็จะไปทานข้าวกับนายกรุณพล เทียนสุวรรณ อดีตผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน ถ้าวันนี้มองแต่ว่ามีแนวคิดที่ไม่เหมือนกันแล้วจะคบกันไม่ได้ ก็ไม่สามารถคบใครได้แล้ว 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587/272993&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0s7DXwlnLG-YUGwth5EC7J

  • นาโนเทคชูนวัตกรรมแก้วิกฤตพลังงาน รับมือสภาพอากาศร้อนจัด – กรุงเทพธุรกิจ

    นาโนเทคชูนวัตกรรมแก้วิกฤตพลังงาน รับมือสภาพอากาศร้อนจัด – กรุงเทพธุรกิจ

    เซลล์แสงอาทิตย์เพอรอฟสไกต์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ฟิล์มบางรุ่นใหม่ ศักยภาพสูงสำหรับเป็นแหล่งพลังงานทางเลือกในอนาคต. ท่ามกลางสถานการณ์อากาศร้อน …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/tech/innovation/1229402&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Dw0NTvaZy3B9113AKSUN_