Category: วัฒนธรรม

  • ปั้นเถ้าแก่น้อย! เปิดร้าน “ฮักฮอมราชประชา” สนามฝึกธุรกิจจริงเด็กเชียงแสน | TOPNEWS

    ปั้นเถ้าแก่น้อย! เปิดร้าน “ฮักฮอมราชประชา” สนามฝึกธุรกิจจริงเด็กเชียงแสน | TOPNEWS

    โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 15 เปิดตัวร้าน “ฮักฮอมราชประชา” ศูนย์บ่มเพาะนักธุรกิจน้อย มุ่งฝึกประสบการณ์อาชีพจากการเรียนรู้จริง พร้อมเปิดพื้นที่ขายสินค้าฝีมือนักเรียนและชุมชน

    วันที่ 9 เมษายน 2569 เวลา 11.00 น. นายสายัญ โพธิ์สุวรรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 เป็นประธานในพิธีเปิดร้าน “ฮักฮอมราชประชา” บ่มเพาะนักธุรกิจน้อยในโรงเรียนเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ในการส่งเสริมทักษะอาชีพ การบริหารจัดการ และเป็นการฝึกประสบการณ์จริงให้แก่นักเรียน ตลอดจนเป็นพื้นที่ในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของนักเรียนและชุมชนฯ ณ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 15 (เวียงเก่าแสนภูวิทยาประสาท) อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

    ดร.อนวัช อุ่นกอง ผู้อำนวยการโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 15(เวียงเก่าแสนภูวิทยาประสาท) กล่าวว่า ทางโรงเรียนได้เล็งเห็นว่าอาชีพถือเป็นสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิต การฝึกให้นักเรียนรู้จักการประกอบอาชีพตั้งแต่เด็ก จะสามารถช่วยสร้างจิตสำนึกให้นักเรียน รู้จักการประกอบอาชีพ ทั้งยังช่วยให้นักเรียน ได้ค้นหาตัวเองว่ามีความถนัดและความสนใจด้านใดเพื่อที่จะสามารถนำไปประกอบอาชีพและเสริมสร้างรายได้ในอนาคต ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมให้บุคลากรครูมีทักษะในการสอนงานด้านอาชีพ และสามารถนำไปต่อยอดส่งเสริมให้กับนักเรียนที่รักการออกแบบ การเพ้นท์ ได้แสดงออกในรูปแบบของรูปสินค้า ได้ตามความถนัด และโครงการดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมให้เกิดนักธุรกิจตัวน้อยที่สามารถสร้างรายได้ให้กับตนเองครอบครัวและชุมชนได้ในอนาคต

    สำหรับกิจกรรมในวันนี้มี ผู้อำนวยการโรงเรียนในสังกัดเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3 หลายโรงเรียน และนายอรรถภัณฑ์ รังษี ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนราชประชานุเคราะห์15 พร้อมคณะกรรมการสถานศึกษา คณะครูและแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมกิจกรรมด้วย

    วิโรจน์ วงศ์ใหญ่ ผู้สื่อข่าว Top News ทั่วไทย จ.เชียงราย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1545021&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19u_ITGLynRB_oLww4_wC7

  • ‘อัครนันท์’รับสนิท ‘ครูจวง’ ชวนมาเป็นที่ปรึกษา ไม่เคยขอให้ร่วมงาน พท.

    ‘อัครนันท์’รับสนิท ‘ครูจวง’ ชวนมาเป็นที่ปรึกษา ไม่เคยขอให้ร่วมงาน พท.

    “อัครนันท์” รับสนิท “ครูจวง” มากกว่า 10 ปี ชวนมาเป็นที่ปรึกษา ไม่เคยเอ่ยปากขอให้ร่วมงานกับ “เพื่อไทย” ชี้มีแนวคิดต่าง-คนละพรรค แต่ยังคบกันได้

    11 เม.ย.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันทน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ชี้แจงถึงกรณีที่ นายปารมี ไวจงเจริญ (ครูจวง) อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน มาเป็นหนึ่งในคณะทำงาน ว่า ตนรู้จักนายปารมีมามากกว่า 10 ปีแล้ว พร้อมยอมรับว่าชวนนายปารมีมาทำงาน เพราะทราบว่าเขาไม่ได้เป็น สส.ในสมัยนี้ จึงได้สอบถามว่าจะไปทำอะไรต่อ ซึ่งนายปารมีบอกว่าจะกลับไปเป็นครู ตนจึงชวนมาช่วยงาน 

    ส่วนจะย้ายมาสังกัดพรรคเพื่อไทยหรือไม่ คงไม่มี เป็นความสนิทสนม และเมื่อรู้ว่าเจ้าตัวจะกลับไปเป็นครู ประกอบกับตนได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อยากพัฒนาการศึกษา อยากได้คนแบบนี้มาทำงาน จึงได้ชักชวนมา ไม่อยากให้กลับไปเป็นครู อยากให้มาช่วยกัน ส่วนเรื่องของพรรคการเมืองก็ว่ากันไป  เพราะแนวคิดของแต่ละพรรคไม่เหมือนกัน ซึ่งนายปารมี มีคุณค่ากับการทำงานด้านการศึกษา 

    ส่วนที่นายปารมี ยังเป็นผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนอยู่ เรื่องนี้ไม่ได้พูดคุย เพราะเราคุยกันแบบพี่น้อง ชวนกันแบบพี่น้อง เรื่องพรรคการเมืองให้เขาไปเคลียร์เอง และนายปารมีไม่เคยพูดว่าในอนาคตจะมาทำงานร่วมกันในฐานะพรรคเพื่อไทย ไม่เคยพูดว่าจะมาอยู่พรรคเพื่อไทย พวกเราเป็นนักการเมือง มีหัวโขนของทุกคน แต่ไม่รู้ว่าจะอยู่กี่เดือนกี่ปี เมื่อมาทำงานตรงนี้ก็อยากทำให้ดี อยากได้คนเก่งมาร่วมงาน อีกสักพักก็จะมีคนเก่งมาร่วมทีทเดียวกันอีก แต่อาจไม่ใช่นักการเมือง

    “วันนี้ถ้าเรามัวแต่ติดเรื่องการเมือง ประเทศไทยก็ไม่ก้าวหน้า ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการมีคนเก่ง ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร แต่มาทำงานร่วมกันเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าเรื่องพรรคการเมือง เพราะถ้ามองแต่เรื่องพรรคการเมือง เราจะไม่ได้คนที่มีแนวคิดเกี่ยวกับเรามาทำงานด้วยกัน”

    เมื่อถามย้ำว่า จะไม่เกิดประเด็นดราม่าอีกใช่หรือไม่ นายอัครนันท์ กล่าวว่า ตนรู้จักเพื่อนๆ พี่ๆ พรรคประชาชน วันนี้ก็จะไปกินข้าวกับ นายกรุณพล เทียนสุวรรณ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ด้วย เป็นเพื่อนเป็นพี่ในการทำงานทางการเมือง ถ้ามองว่าเรามีแนวคิดไม่เหมือนกันแล้วเราจะคบกันไม่ได้ ก็คงไม่สามารถคบใครได้แล้ว

    นายอัครนันท์ ยอมรับว่า จะให้นายปารมี เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งที่ผ่านมาการทำงานของนายปารมีพูดแต่เรื่องการศึกษาและตรงประเด็นที่สุด ตอนที่เป็นฝ่ายค้านก็แก้ไขปัญหาให้กับคุณครู ถือว่าเราได้บุคลากรที่ตรงสายในการทำงานร่วมกัน ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเรื่องการเมือง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1229317&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09LfVx9_3y8BjWL1rHqJsp

  • กรณ์ จัดหนัก 5 กระทรวง อัดรัฐบาลสอบตกนโยบาย

    กรณ์ จัดหนัก 5 กระทรวง อัดรัฐบาลสอบตกนโยบาย

    วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.38 น.

    วันนี้ 11 เมษายน 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ โพสต์ข้อความสรุปข้อสังเกตจากการชี้แจงของเหล่ารัฐมนตรีในสภาฯ ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชนิดที่เรียกว่า กรีดเจ็บทุกประเด็น โดยมีข้อความทั้งหมดว่า “สรุปข้อสังเกตของผมจากคำชี้แจงคณะรัฐมนตรี ในการอภิปรายนโยบายที่เพิ่งผ่านไป

    1. รมต.เอกนัฏ – พลังงาน คุณขิงเน้นตอนท้ายว่า “ไม่กลัว ไม่เกรงใจนายทุน” แต่ไม่ได้ขยายประเด็นว่าทำไมถึงได้เจรจาส่วนลดค่าการกลั่นลงมาได้เพียงแค่ 2 บาท ในขณะที่ปัจจุบันค่าการกลั่นอยู่ที่ประมาณ 16 บาท สูงกว่าระดับที่คุณเอกนัฏบอกว่าเป็นระดับปกติถึง 14 บาท

    กรณ์ จาติกวณิช

    และที่สร้างความแปลกใจคือ การที่คุณเอกนัฏ ไม่ยอมลุกขึ้นชี้แจงว่า หากไม่เกรงใจนายทุนจริง ขอให้ชี้แจงว่ามีนโยบายอย่างไรในการแก้โครงสร้างสัญญาซื้อไฟและก๊าซ LNG ของรัฐ เพื่อลดช่องโหว่ที่ที่เอกชนจะทำกำไรได้มหาศาลจากราคาก๊าซที่กำลังสูงขึ้น และในไม่ช้าจะเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน

    2. รมต.สุริยะ – เกษตร คุณสุริยะลุกขึ้นชี้แจงประเด็นการซื้อเครื่องบินจากนาย Ben Smith ว่าซื้อจริง ชำระผ่านธนาคารกรุงเทพ (เพื่อจ่ายเข้าบัญชีธนาคาร BIC กัมพูชาของยิมเลียกมือขวาเบนสมิธ) เมื่อจ่ายแล้วไม่รู้ว่าเงินไปไหนต่อ และตอนนั้นไม่รู้ว่า Ben Smith เป็นใคร

    ประเด็นคำถามที่ผมตั้งไว้คือ ท่านนายกฯ ได้ตรวจหรือยังว่าเงินที่ใช้ชำระมาจากไหน และเมื่อจ่ายแล้วไปที่ไหนต่อ เพราะการซื้อเครื่องบินมีผลทำให้คุณสุริยะช่วยนาย Ben Smith ฟอกเงินสำเร็จ! สิ่งที่ต้องสืบคือ เจตนาช่วยหรือไม่ และวิธีสืบคือตามเส้นทางเดินของเงิน

    กรณ์ จาติกวณิช

    3. รมต.ประเสริฐ – ศึกษาฯ เอาตามตรงผมว่าช่วงที่คุณประเสริฐชี้แจงเฉพาะเรื่องการศึกษาท่านพูดได้ดี แต่ตอนท้ายที่ตอบเรื่องบทบาทในการลงนาม MoU กับนาย Ben Smith ฟังไม่ขึ้นเลย คุณประเสริฐบอกว่า ไปสอบปากคำกับ DSI ในฐานะพยาน – อาจจะจริงครับ แต่ผลลัพธ์สุดท้ายคือ DSI ตั้งข้อกล่าวหาและยื่นเรื่องให้ ปปช. สอบสวนบนฐานความผิดมาตรา 157 ส่วนที่บอกว่า ‘ปปช. ไม่เคยกล่าวหา’ – ก็ถูกครับ คือตอนนี้ ปปช. อยู่ในช่วงพิจารณาหลักฐานว่าจะชี้มูลความผิดหรือไม่

    ส่วนเรื่องที่บอกว่า กรณีสแกนม่านตาเกิดขึ้นทีหลังการลงนาม MoU นั้น เป็นการหลบแบบศรีธนนชัยครับ เพราะข้อกล่าวหาคือ MoU หละหลวมในการเปิดพื้นที่ sandbox ที่ไม่มีการควบคุมตามกฎหมาย PDPA จึงทำให้ ’scan ม่านตา‘ เกิดได้

    ประเด็นของผมในกรณีคุณสุริยะ และคุณประเสริฐคือ ทั้งสองท่านควรมีโอกาสพิสูจน์ตนเอง แต่วันนี้ยังไม่ได้มีการพิสูจน์ ดังนั้นการที่คุณอนุทินตั้งทั้งสองท่านเป็นรัฐมนตรี สะท้อนความจริงว่าคุณอนุทินไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงพอกับการต่อสู้กระบวนการทุนเทาที่ฝังลึกในสังคมชั้นสูงของไทย การเอาเรื่องกับ scammer คนต่างชาตินั้นต้องทำครับ แต่การเอาเรื่องกับคนใกล้ตัวคนไทยนี่แหละคือบทพิสูจน์ความจริงใจ

    กรณ์ จาติกวณิช

    4. รมต.ศุภจี – พาณิชย์ ”ล้งกลาง“ ไม่เคยพูด แต่พูดว่า “ล้งชุมชน”?? เป็นการแก้ตัวที่แปลก เพราะแม้กองเชียร์ยังคงงง เพราะไม่นานมานี้พวกเขายังเพิ่งตบมือเชียร์วลี ‘ไม่กลัวล้งจีนแต่จะทำล้งกลางมาสู้’ ในคลิปที่ใครๆก็หาดูได้ ส่วนการอ้างว่าราคานํ้ามะพร้าวตอนนี้ “7-10บาท” ผมว่าน่าเป็นห่วงมากกว่า เพราะอาจสะท้อนความไม่เข้าใจความต่างระหว่าง ‘ราคาหน้าสวน’ (ตอนนี้ 3-4 บาท) และ ‘ราคาหน้าโรงงาน‘ (ตอนนี้ 6-7 บาท)

    5. รมต.เอกนิติ – คลัง เราคิดต่างกันในประเด็นการลดภาษีสรรพสามิต – ในสถานการณ์ปัจจุบัน คุณเอกนิติมองว่าเงินอยู่ในกระเป๋ารัฐบาลดีกว่า ส่วนผมมองว่าแบ่งกลับมาให้อยู่ในกระเป๋าประชาชนดีกว่า ส่วนที่ท่านบอกว่า เดี๋ยวจะไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาล

    ผมขอตอบว่า ไม่เคยขอให้ลดค่าใช้จ่ายเรื่องนั้น แต่ผมเชื่อว่ามีเรื่องอื่นที่ลดได้แน่นอน และหากจะเอาประเด็นรักษาพยาบาลมาอ้าง ท่วนควรต้อง EarMark ภาษีตรงจากสรรพาสามิตน้ำมันตรงไปยังการรักษาพยาบาลได้เลย เหมือนกับสมัยที่ทำงานร่วมกัน เราเคยแชร์ไอเดียกันในเรื่อง EarMark ภาษีมรดก ตรงไปเป็นทุนการศึกษาให้เด็กด้อยโอกาส”

    กรณ์ จาติกวณิช

    ทางด้านชาวเน็ตต่างเข้าไปแสดงความคิดเห็นอย่างล้นหลาม ส่วนใหญ่ชื่นชมการทำหน้าที่ฝ่ายค้านที่สร้างสรรค์และมีข้อมูลเชิงลึกมาหักล้างอย่างชัดเจน เช่น

    “อยากจะบอกล้านครั้งว่าอุ่นใจที่มีปชป.ยุคคุณอภส. คุณกรณ์ กลับมา มั่นใจ&เชื่อมั่นในศักยภาพและความซื่อสัตย์สุจริต คำนึงถึงผลปย.ปชช.เป็นที่ตั้ง คนที่ไม่เห็นค่าไม่เข้าใจก็จะมองว่าแซะ ทั้งๆที่ทุกคำพูดคุณกรณ์มีแต่คำแนะนำที่เป็นปย.และคำนึงถึงผลปย.ปชช.ล้วนๆ ทำดีแล้ว ทำต่อไปคะ เชื่อว่าปชช.ส่วนใหญ่ ทั้งเลือกปชป.และไม่ได้เลือกปชป.ที่มีใจเป็นกลาง ไม่อคติ สามารถเข้าใจได้ว่าคุณกรณ์พูดเสนอแนะที่เป็นปย.ต่อปชช. และรบ.สามารถดำเนินการได้แต่ไม่ทำ ฝ่ายค้านแบบนี้แหละที่ปชช.ต้องการ”

    “ขอบคุณค่ะที่ติดตามและมาขยายความตลอดจนตั้งข้อสังเกตให้ทราบค่ะ”

    “ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีดีครับผม”

    “ขอบคุณมากค่ะ มีข้อมูลสรุปในแต่ละประเด็นชัดเจน และ ความคิดเห็นต่าง ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เรื่องทั้งหมดเหล่านี้ เป็นเรื่องความจำเป็น และมีผลกระทบต่อประชาชนโดยวงกว้าง อยากให้ คุณกรณ์ เป็นคนดูแล การเงินการคลัง ในประเทศอีกครั้ง จริงๆ ไม่อยากให้เกิดวิกฤติแล้วมาช่วยกู้เหมือนครั้งก่อน แต่อยากให้มาดูแลระยะยาวในสภาวะปกติ แล้วประเทศชาติจะมีการเงินที่แข็งแรงในระยะยาว แน่นอน”

    “ดีครับ ได้เข้าใจ คิดตาม”

    “ราคาปาล์มน้ำมันโดนทุบลง 2 บาทภายใน 4 วัน หลัง คุณศุภจี ประกาศงดส่งออก ถึงแม้ คุณศุภจี จะชีแจงว่า ไม่ได้ห้ามแค่จะส่งออกต้องขออนุญาตก่อน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือความเสียหายของเกษตรกร
    และมีช่วงหนึ่งของคำชี้แจง คุณศุภจีได้กล่าวว่า ราคาปาล์มในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนคือ 5 บาทกว่า แต่ปีนี้อยู่ที่ 8 บาทกว่า เป็นการพูดที่ไม่ได้ดูองค์ประกอบตัวเลขรอบด้าน เพราะปีก่อนผลผลิตออกเยอะเยอะจนต้องมีการต่อคิวขาย ทำให้ราคาตก แต่ปีนี้ผลผลิตปาล์มออกน้อยมาก เลยทำให้ราคาสูงขึ้นตามกลไกตลาด ถึงแม้ราคาปุ๋ยปรับขึ้น เกษตรกรก็ยังพออยู่ได้ แต่พอมีการทุบคาราลงมาทำให้เกิดความเดือดร้อนกับเกษตรกร ทั้งที่ราคาน้ำมันปาล์มไม่ได้ลดลงเลยครับ ฝากคุณกร์เป็นปากเป็นเสียงให้เกษตรกรชาวสวนปาล์มด้วยครับ”

    “อยากให้ คุณกรณ์ เป็นรองนายกฯเศรษฐกิจ และ รมว.คลัง เชื่อว่า ทั้งคุณอภิสิทธิ์ และ คุณกรณ์ จะช่วยให้ประเทศชาติพ้นวิกฤตได้ เหมือนสมัยวิฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่ท่านทั้ง 2 ช่วยให้เศรษฐกิจไทยรอดพ้นได้ (คนหลายคนยังมีมายาคติฝังหัวจากการถูกล้างสมองจากสื่อ จากคำบอกเล่าว่า ท่านทั้งสอง เก่งแต่พูด บริหารไม่เป็น แต่จริงๆคนเหล่านี้ต่างหากที่เก่งแต่เสพสื่อ มโนคิดลบ กับผลงานที่เกิดขึ้นจริง มีสถิติและประวัติศาสตร์บันทึกไว้ชัดเจนว่า ไทยรอดพ้นจากวิกฤตครั้งนั้นด้วยความสามารถของทั้ง 2 ท่าน)”

    “สมราคา รมต.คลังโลก คุ้มค่าการเป็นตัวแทนประชาชน ดูแลประเทศทำงานให้ประชาชนต่อไป”

    “คุณทำหน้าที่ฝ่ายค้านได้ดีมากชื่นชมค่ะ ก้าวไปต่อได้เลย ขอบคุณจากใจปชชคนนึง”

    “ขอบคุณ​ค่ะ​ คุณ​กรณ์สรุป​ได้เข้าใจมากค่ะ​ ดูต่อไปรัฐบาลจะแก้ไขอย่างไร​”

    กรณ์ จาติกวณิช

    กรณ์ จาติกวณิช

    กรณ์ จาติกวณิช

    กรณ์ จาติกวณิช

    ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก กรณ์ จาติกวณิช – Korn Chatikavanij 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/958267&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ck1A-24yTpsTSiz82J4OV

  • ว7/2569 หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกพนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ครูสอนศาสนาอิสลาม วิทยากรอิสลามศึกษา พนักงานจ้างเหมาบริการ ครูอัตราจ้างหรือลูกจ้างชั่วคราว เพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการฯ

    ว7/2569 หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกพนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ครูสอนศาสนาอิสลาม วิทยากรอิสลามศึกษา พนักงานจ้างเหมาบริการ ครูอัตราจ้างหรือลูกจ้างชั่วคราว เพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการฯ

    ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :

    ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/93277&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qhH_kGBF4Q7Gb0fAEH2er

  • รมช.ศึกษาฯ ชงตั้ง “ครูจวง” เป็นที่ปรึกษา เชื่อฝีมือไม่สนเรื่องสังกัดพรรค ขอคนเก่งทำงานตรงสาย

    รมช.ศึกษาฯ ชงตั้ง “ครูจวง” เป็นที่ปรึกษา เชื่อฝีมือไม่สนเรื่องสังกัดพรรค ขอคนเก่งทำงานตรงสาย

     “อัครนันท์” รมช.ศึกษาฯ ชงตั้ง “ครูจวง” เป็นที่ปรึกษา เชื่อฝีมือ ไม่สนเรื่องสังกัดพรรค ขอแค่คนเก่ง ทำงานตรงสายมาทำงาน-เผยนัดดินเนอร์ “เพชร กรุณพล” ชี้อุดมการณ์ต่าง แต่เป็นเพื่อนกันได้

    วันที่ 11 เมษายน 2569 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงเหตุผลที่เชิญ นายปารมี ไวจงเจริญ หรือ ครูจวง อดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน มาร่วมงานว่า ได้รู้จักกันส่วนตัวมานานแล้วมากกว่า 10 ปี ซึ่งในตอนที่ชวนทราบแล้วว่าไม่ได้เป็น สส.ในสมัยนี้ และรู้ว่าครูจวง จะกลับไปเป็นครู และตนเองก็จะทำงานในกระทรวงศึกษาฯ ซึ่งต้องการพัฒนาด้านการศึกษาและต้องการคนแบบครูจวงมาช่วยงาน ย้ำว่าเป็นการชวนมาทำงาน ส่วนทางการเมืองก็ว่ากันไป และครูจวงก็ไม่เคยพูดว่าจะย้ายมาอยู่พรรคเพื่อไทย ซึ่งจากนี้ก็จะเชิญคนมีความรู้ ความสามารถ คนเก่ง เข้ามาร่วมงาน ที่ไม่ใช่นักการเมืองอีก หากติดเงื่อนไขการสังกัดพรรคการเมือง ประเทศชาติก็จะไม่ก้าวหน้า หากมองเรื่องสังกัดการเมืองก็จะไม่ได้คนเก่ง ๆ ที่ไม่ได้มีอุดมการณ์ทางการเมืองเดียวกันมาร่วมทำงาน 

    นายอัครนันท์ ระบุว่า วางตัวครูจวงไว้ ว่าจะให้นั่งตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพราะตลอดเวลาที่ครูจวงทำงานมาก็พูดถึงแต่เรื่องการศึกษา ที่ตรงประเด็นที่สุดแล้ว และเมื่อมีปัญหาอะไร ครูจวงก็สามารถแก้ไขปัญหา ให้กับฝ่ายค้านในตอนนั้น โดยมั่นใจว่าจะได้บุคลากรที่ตรงสาย ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเรื่องการเมือง

    นายอัครนันท์ ยังเปิดเผยอีกว่ามีเพื่อนในพรรคประชาชนหลายคน แล้ววันนี้ก็จะไปกินข้าว กับนายเพชร กรุณพล เทียนสุวรรณ อดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน “ถ้าวันนี้มองแต่ว่า มีแนวคิดที่ไม่เหมือนกันแล้วจะคบกันไม่ได้ ก็ไม่สามารถคบใครได้แล้ว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2926123&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2s42IIMa2Z9o5denFQxVRO

  • ว 6/2569 หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ

    ว 6/2569 หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ

    ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :

    ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/93276&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HF_xhHec0AiFARosMy5cT

  • เปิดตัว ปิติ ปิตุเตชะ ทายาทบ้านใหญ่ระยอง สส.ใหม่แทน ไตรศุลี

    เปิดตัว ปิติ ปิตุเตชะ ทายาทบ้านใหญ่ระยอง สส.ใหม่แทน ไตรศุลี

    เปิดตัว ปิติ ปิตุเตชะ ทายาทบ้านใหญ่ระยอง สส.ใหม่แทน ไตรศุลี

    วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.24 น.

    วันนี้ 11 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจาก นส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่าได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง สส.บัญชีรายชื่อ เพื่อไปทำงานในตำแหน่งเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จากการตรวจสอบรายชื่อผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย พบว่าผู้ที่จะได้รับการเลื่อนขึ้นมาแทนคือผู้สมัคร ลำดับที่ 21 นายปิติ ปิตุเตชะ 

    สำหรับ นายปิติ เป็นบุตรชายของนายปิยะ ปิตุเตชะ หรือนายกช้าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.ระยอง) อดีต สส.ระยอง และเป็นหลานของนายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

    ปิติ ปิตุเตชะ

    ประวัติ นายปิติ อายุ 39 ปี จบการศึกษาระดับประถมจากโรงเรียนอัสสัมชัญ ระยอง ก่อนเข้ารับการศึกษามัธยมต้นที่ โรงเรียนสวนกุหลาบ นนทบุรี มัธยมปลาย โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา  โรงเรียนหอวัง นนทบุรี ปริญญาตรี Management Technology SIIT มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    ขอขอบคุณภาพจาก เพจเฟซบุ๊กภูมิใจไทย

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/958298&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ygB4nTBdFSKVgZrmoYOUf

  • เปิดระเบียบ ผ่อนปรนชุดนักเรียน มาตรการด่วน! ช่วยผู้ปกครองสู้ค่าครองชีพ

    เปิดระเบียบ ผ่อนปรนชุดนักเรียน มาตรการด่วน! ช่วยผู้ปกครองสู้ค่าครองชีพ

    เปิดระเบียบ ผ่อนปรนชุดนักเรียน มาตรการด่วน! ช่วยผู้ปกครองสู้ค่าครองชีพ

    เปิดระเบียบ ผ่อนปรนชุดนักเรียน มาตรการด่วน! ช่วยผู้ปกครองสู้ค่าครองชีพ

    เพจ ศธ.360 องศา โพสต์แจ้งข่าว มาตรการด่วนช่วยผู้ปกครองสู้ค่าครองชีพ สั่งโรงเรียนผ่อนปรนกฎระเบียบและขอความร่วมมือลดค่าใช้จ่ายทันที ระบุว่า “การศึกษาต้องมาก่อน” รัฐมนตรี “ประเสริฐ” ประเดิมข้อสั่งการแรกหลังรัฐบาลแถลงนโยบาย งัดมาตรการด่วนช่วยผู้ปกครองสู้ค่าครองชีพ สั่งโรงเรียนผ่อนปรนกฎระเบียบและขอความร่วมมือลดค่าใช้จ่ายทันที

    ภายหลังการแถลงนโยบายของรัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เดินหน้าขับเคลื่อน “วาระเร่งด่วนที่สุด” เพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ปกครองในช่วงใกล้เปิดภาคเรียน โดยประกาศ 3 มาตรการสำคัญ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและทลายกำแพงข้อจำกัด มุ่งเป้าให้เด็กไทยทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างต่อเนื่องและต้องไม่มีอุปสรรคทางการเงินมาขวางกั้น
     

    นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า กฎระเบียบเรื่องเครื่องแต่งกายหรือค่าใช้จ่ายแฝง จะต้องไม่เป็นเหตุผลที่ทำให้เด็กต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา จึงได้ออก “ข้อสั่งการแรก” ที่มุ่งเน้นการลดภาระผู้ปกครองอย่างเป็นรูปธรรมและสามารถทำได้ทันที โดยแบ่งเป็น 3 แนวทางหลัก ดังนี้

    • 1. ปลดล็อกระเบียบสถานศึกษาที่ไม่จำเป็น หั่นค่าใช้จ่ายทันที

    ขอความร่วมมือสถานศึกษาทั่วประเทศพิจารณาลดค่าบำรุงการศึกษาและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น พร้อมอนุโลมให้ผ่อนผันการชำระเงินได้ นอกจากนี้ ยังปรับลดข้อบังคับด้านเครื่องแต่งกายให้มีความยืดหยุ่น เพื่อลดการซื้อใหม่ให้มากที่สุด ได้แก่

    • – ชุดนักเรียน: อนุโลมให้ใส่ชุดเดิมได้แม้เลื่อนชั้นหรือย้ายโรงเรียน และให้โรงเรียนพิจารณาเพิ่มสัดส่วนวันใส่ชุดพละหรือชุดไปรเวทสุภาพ
    • – ชุดลูกเสือ-เนตรนารี: ไม่บังคับซื้อชุดเต็มยศ อนุโลมให้ใส่เพียง “ผ้าผูกคอและหมวก” ร่วมกับชุดนักเรียนหรือชุดพละได้
    • – กระเป๋าและรองเท้า: ไม่จำกัดรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องมีตราโรงเรียน แต่สุภาพ สามารถใช้ของเดิมหรือแบบใดก็ได้ที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน
    • – การปักเสื้อนักเรียน: ขอความร่วมมือเปลี่ยนจากการปักชื่อ-นามสกุลเต็ม เป็นการปักเพียง “อักษรย่อโรงเรียน” เพื่อลดค่าปัก ยืดอายุการใช้งานของเสื้อผ้า และยังสอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)
    • – มอบอำนาจให้ผู้อำนวยการโรงเรียน: สามารถออกแบบกิจกรรมและออกมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ได้อย่างอิสระ โดยยึดประโยชน์ของนักเรียนเป็นที่ตั้ง
    • 2. จัดหาและตรึงราคาอุปกรณ์การเรียนที่จำเป็น

    มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เข้ามาดูแลการจัดหาหนังสือ แบบเรียน เครื่องเขียน และอุปกรณ์การเรียน นำมาจัดจำหน่ายใน “ราคาควบคุม” โดยเฉพาะสิ่งของที่จำเป็นต่อการเรียนรู้จริง ๆ เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองให้ตรงจุด

    • 3. บูรณาการข้ามกระทรวง แก้วิกฤตค่าครองชีพระดับมหภาค

    ศธ. เร่งประสานงานทำงานร่วมกับกระทรวงและหน่วยงานรัฐอื่น ๆ อาทิ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพื่อร่วมกันออกแบบมาตรการลดค่าใช้จ่ายที่ครอบคลุมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านช่องทางต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น ควบคู่ไปกับมาตรการช่วยเหลือเยียวยาเพิ่มเติมด้านอื่น ๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือกระจายไปถึงมือทุกครอบครัวอย่างแท้จริง

    ข้อมูล : สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ 
    กราฟิก : ศศิวัฒน์ แป้นคุ้มญาติ

    เปิดระเบียบ ผ่อนปรนชุดนักเรียน มาตรการด่วน! ช่วยผู้ปกครองสู้ค่าครองชีพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/general-news/615766&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2K8T0_ZUbPhnXhO25ZP_2E

  • ‘ปชน.’ ซัด มาตรการเยียวยา ‘รัฐบาล’ ไม่ได้สัดส่วนความเดือดร้อน

    ‘ปชน.’ ซัด มาตรการเยียวยา ‘รัฐบาล’ ไม่ได้สัดส่วนความเดือดร้อน

    วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร และ ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย เดชรัต สุขกำเนิด แถลงข้อเสนอของพรรคประชาชน ต่อมาตรการเยียวยาของรัฐบาล เพื่อบรรเทาผลกระทบของประชาชน จากราคาพลังงานที่แพงขึ้น 

    โดยวีระยุทธ ระบุว่า เป็นสิ่งที่ประชาชนรอมานานแล้ว และคาดหวังจะมีสิ่งนี้มาหลายสัปดาห์ ในที่สุดก็ออกมาเสียที โดยรวมมีการใช้งบประมาณทั้งหมด 7,700 ล้านบาท แต่เมื่อไปดูในรายละเอียดแล้ว พบว่ายังมีความไม่ครอบคลุม ยังมีคนที่ตกหล่นอยู่เยอะ แค่เฉพาะตัวงบประมาณเอง มีการใช้งบสําหรับการช่วยเหลือเฉพาะหน้าจริงๆ ประมาณ 3,000 ล้านบาทเท่านั้นที่เพิ่มขึ้นมา แต่อีก 4,700 ล้านบาท คือการนําไปจัดการงบประมาณ ที่เดิมไม่ได้วางแผนไว้ และจำเป็นต้องไปจ่าย เช่น ผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในวงงบประมาณที่เหลืออยู่  

    ในภาคส่วนอื่นๆ เรากังวลเรื่องพี่น้องชาวประมง ที่ไม่สามารถออกไปหาปลาได้ในตอนนี้ เพราะค่าน้ํามันสูงมาก ไม่คุ้มที่จะออก ทําให้เริ่มมีปัญหาการขาดแคลนอาหารทะเล ซึ่งยังไม่เห็นมาตรการการช่วยเหลือ 

    ขณะที่กลุ่มเม็ดพลาสติก ซึ่งเป็นต้นน้ําของหลายอย่าง ก็ยังไม่มีการลงรายละเอียดในวันนี้ หรือมีมาตรการช่วยเหลืออย่างไร ทั้งทั้งที่เป็นซัพพลายเชนที่ยาวไกลไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ สี การก่อสร้าง อื่นๆ 

    ถ้าดูมาตรการที่ช่วยเหลือกลุ่มต่าง ๆ ทั้งหมด เห็นว่า ตรงที่มีการลงรายละเอียดมากที่สุด กลับเป็นกลุ่มคู่สัญญาณภาครัฐ ในเรื่องค่าก่อสร้าง ซึ่งถือว่าเป็นการช่วยที่ตรงเป้า และใจดีมากของภาครัฐ ในส่วนของกระทรวงการคลัง เช่น การที่ระบุว่าคู่สัญญาภาครัฐ สามารถไปแก้สัญญาได้เลย ปรับตัวเลขก็ได้ ทั้งยังมีการกําหนดวงเงิน คิดค่าน้ํามันดีเซลเพิ่มขึ้นมา 69.99 บาท และจะคืนเงินประกันให้เมื่อยกเลิก  

    ดังนั้น เราจึงอยากให้รัฐบาลให้ความสําคัญกับกลุ่มอื่นๆ มีอะไรละเอียด และให้ความสนใจในระดับเดียวกัน โดยเฉพาะกับกลุ่มที่กําลังเปราะบาง  

    เดชรัต กล่าวถึงภาคการเกษตร เรื่องต้นทุนซึ่งเป็นหัวใจสําคัญ 2 เรื่อง คือ ปุ๋ยเคมี และน้ํามันเชื้อเพลิง ซึ่งครอบคลุมถึงประมาณ 40-50% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด มาตรการที่ออกมาวันนี้ ช่วยเหลือได้เพียงบางส่วนเท่านั้น  

    ราคาปุ๋ยที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ปุ๋ยรัฐบาลช่วยผ่านโครงการปุ๋ยธงเขียว จำกัดอยู่ 5+1 กระสอบ โดยขยายวงเงินช่วย จาก 200 บาท เป็น 300 บาทต่อกระสอบ ซึ่งเมื่อคํานวนแล้ว  ถือว่าเป็นปริมาณที่ไม่มาก แต่ปัญหาสําคัญของโครงการนี้ คือจํานวนเกษตรกรที่เข้าร่วมในอดีต ที่มีจํานวนน้อยมาก ครอบคลุมเพียง 1% ของปริมาณที่ใช้  

    โดยศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ระบุว่า จะมีการขยายตัว แต่ยังไม่มีการบอกว่าจะขยายเป็นจํานวนเท่าไหร่ เราจึงขอเสนอให้มีการครอบคลุมถึงเกษตรกรทุกรายสามารถใช้สิทธิ์ในลักษณะเดียวกันได้  

    นอกจากนั้น ยังมีการขาดแคลนปุ๋ย แม้ศุภจีพยายามอธิบายเหตุผลของตัวเลขที่ไม่ตรงกัน แต่ก็ยังไม่มีการชี้แจงตัวเลขที่มีความชัดเจน จึงขอยืนยันว่า ปุ๋ยเคมีเป็นสินค้าควบคุมตัวเลขอยู่ในมือของกระทรวงพาณิชย์อยู่แล้ว ก็ควรนำปริมาณที่มีอยู่ภายในประเทศ และการนําเข้า ให้ประชาชนทราบ  

    ส่วนที่ศุภจีระบุว่า หากมีการขึ้นราคาปุ๋ยให้มีการแจ้งเข้ามานั้น แต่การขึ้นราคาต้องขออนุญาตกระทรวงพาณิชย์ แปลว่ากระทรวงพาณิชย์ทราบราคาอยู่แล้ว จึงขอให้ศุภจีทํากลับกัน คือการแจ้งราคาที่กระทรวงพาณิชย์เป็นคนอนุญาตให้ผู้ค้าปุ๋ยขาย เพื่อที่ประชาชนจะได้แจ้ง หากมีการขายเกินราคาดังกล่าว เพื่อลดความคลางแคลงใจ  

    เดชรัต ยังแสดงความกังวลถึงเรื่องน้ํามันเชื่อเพลิง ในส่วนภาคการประมงและการเกษตร เราอยากเห็นมาตรการการช่วยเหลือที่มีความชัดเจน รวมถึงผู้ให้บริการเครื่องจักรกลการเกษตร ซึ่งจะเป็นต้นทุนสําคัญ ของการไถเตรียมดิน ที่จะเกิดขึ้นในปลายเดือนเมษายน สําหรับข้าวนาปี ต่อเนื่องไปจนถึงการเก็บเกี่ยวการผลิต  

    สําหรับกลุ่มเปราะบางมีการช่วยเหลือเพิ่ม 100 ต่อเดือน แต่เราทราบกันดีว่า กลุ่มคนจนที่สุดของประเทศ 20% สุดท้าย ก็มี 40-50% ที่ไม่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพราะฉะนั้นจึงอยากให้รัฐบาลมีการออกรายละเอียดออกมา เช่น นักเรียนที่ยังมีข้อจํากัดเรื่องค่าเทอม และปัจจุบันยังไม่มีการเรียนฟรีจริง และหากมีวงเงินฉุกเฉินเพื่อช่วยเหลือการศึกษาในช่วงเวลาวิกฤติก็จะเป็นประโยชน์ ตลอดจนวงเงินกู้ฉุกเฉินสําหรับกลุ่มครัวเรือเปราะบางด้วย 

    ศิริกัญญา กล่าวถึงแหล่งเงินงบประมาณและวงเงินที่ใช้ในรอบนี้ว่า ส่วนใหญ่ที่วันนี้มีการอนุมัติ ไม่ได้เป็นการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนจากปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการแก้ปัญหาของตัวรัฐบาลเอง ที่มีการตั้งงบประมาณของกองทุนบัตรประชารัฐไม่เพียงพอ ในปี 69 จากที่ควรตั้งไว้ 50,000 ล้านบาท กลับตั้งไว้เพียง 30,000 ล้านบาท จึงทําให้เมื่อผ่านมาครึ่งปีงบประมาณแล้ว  เงินในกองทุนขาดแคลน ช็อต และจําเป็นต้องใช้งบกลางเติมเข้าไป  

    เรื่องนี้สะท้อนถึงปัญหาแหล่งงบประมาณ และการคลังของรัฐบาล ณ เวลานี้ แค่จะใช้จ่ายกับรายจ่ายประจํายังมีไม่เพียงพอเลย การช่วยเหลือกับกลุ่มเปราะบางหรือปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆ ก็เป็นมาตรการที่ค่อนข้างจำกัดจำเขี่ย ไม่ได้สัดส่วนกับปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ไม่สามารถครอบคลุมต้นทุนการใช้ชีวิต หรือค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นมาได้แต่อย่างใด

    — ศิริกัญญา ระบุ

    ส่วนที่เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า จะมีแหล่งเงินทุนใหม่เข้ามา คืองบประมาณปี 70 ที่กําลังจะเกิดขึ้น และมีการอนุมัติไปเรียบร้อยแล้ว แต่สิ่งที่ยังไม่มี คือ แผนการที่ต้องหาเงินมาใช้สําหรับปี 69 ที่เหลือ ว่าจะทําอย่างไร  

    ก่อนหน้านี้ ทั้งการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเองก็ดี หรือการแถลงข่าวในแต่ละครั้ง ซึ่งมีการพูดถึงพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณรายจ่าย และยังมีการพูดด้วยว่าอาจจะออกเป็นพระราชกําหนด เพื่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้นนั้น ได้ข้อสรุปล่าสุดจาก ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า จะไม่ออกเป็น พ.ร.ก. แต่จะออกเป็น พ.ร.บ.โอนงบฯ แทน 

    ดังนั้น สิ่งที่เราคาดหวัง คือมติ ครม.ครั้งต่อไป จะต้องมีการออกหลักเกณฑ์ว่า งบใดที่จะโดนตัด หรืองบใดที่จะได้ไปต่อ เพราระยะเวลางบประมาณเหลืออยู่ไม่มากแล้ว ซึ่งทางกรมบัญชีกลางได้มีการออกหนังสือเร่งรัด ให้หน่วยราชการต่าง ๆ เร่งรัดในการเบิกจ่ายงบประมาณ ให้เสร็จสิ้นภายใน 30 เมษายน ซึ่งถือว่าเส้นตายของงบประมาณใดที่ยังไม่ถูกใช้ก่อนนั้น จะถูกนํามาเป็นเงินกองกลาง จากการโดนตัดหรือโอนมา เพื่อใช้สําหรับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

    ศิริกัญญา ขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลว่า ต้องมีมติ ครม.จริงจัง ถ้าจะใช้งบตรงนี้จริง ๆ แม้เราจะเห็นว่า เงินที่จะเหลือ หรือถูกตัดโอนมานั้น น้อยลงไปเรื่อย ๆ เป้าหมายที่จะทําให้ได้50,000 ล้านบาท ก็ยากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อระยะเวลาผ่านไป จึงเป็นความจําเป็น ที่จะต้องมองหาแหล่งงบประมาณอื่นๆ ที่ต้องนํามาใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้กับประชาชนโดยเร่งด่วนไม่เช่นนั้น เราต้องทนอยู่กับมาตรการเยียวยา ที่ไม่ได้สัดส่วนกับความเดือดร้อนแบบทุกวันนี้ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/people-party-sirikanya-veerayooth-11apr26&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ClmFCMDecFpPrdTd0RAmT

  • ไทยยังไร้กรอบคุมโซเชียลเด็ก ต่างชาตินำร่องสะท้อนทั้งข้อดี-ข้อเสีย | เดลินิวส์

    ไทยยังไร้กรอบคุมโซเชียลเด็ก ต่างชาตินำร่องสะท้อนทั้งข้อดี-ข้อเสีย | เดลินิวส์

    เมื่อรัฐบาลกรีซภายใต้การนำของ นายคิเรียกอส มิตโซทาคิส นายกรัฐมนตรีแห่งกรีซ เตรียมประกาศมาตรการ “คุมเข้มโลกดิจิทัล” ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เข้าถึงแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2027 เป็นต้นไป นี่ไม่ใช่แค่ข่าวต่างประเทศธรรมดา แต่คือ “สัญญาณเตือนระดับโลก” ว่าปัญหาเด็กติดจอกำลังถูกยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ

    โดยในส่วนของประเทศไทยมีความพร้อมแค่ไหน หากจะดำเนินการตามมาตรการของรัฐบาลกรีซ ซึ่งคำถามสำคัญ คือ ประเทศไทยจะ “เอาด้วย” หรือ “สวนทาง” เพราะปัจจุบันนโยบายเรื่องการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กไทยยังเน้น “การใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา” มากกว่าการจำกัด เช่น ผลักดัน Digital Learning AI Education แจกอุปกรณ์แท็บเล็ต ส่งเสริมทักษะดิจิทัลตั้งแต่เด็ก แต่ในอีกด้านหนึ่งปัญหาเด็กติดเกม ติดโซเชียลเพิ่มขึ้นจริง หากพูดให้ชัดเจนประเทศไทยยัง “เปิดเกมรุก” แต่ยังไม่มี “เกมรับ” ที่แข็งแรงพอ

    นอกจากนี้ ยังมีที่มาของรายงานอนาคตของการศึกษา GoStudent ปี 2025 โดยรายงานฉบับนี้ได้สำรวจความคิดเห็นของผู้ปกครอง และเด็กจำนวน 5,859 คน ใน 6 ประเทศในยุโรป ได้แก่ ออสเตรีย ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน เยอรมนี และสหราชอาณาจักร โดยรวมแล้ว การศึกษาครั้งนี้มีผู้ปกครอง และเด็กจำนวน 1,000 คนในสหราชอาณาจักร รวมถึงครูอีก 300 คน ให้ข้อมูลเชิงลึกที่ทันสมัยเกี่ยวกับการวิวัฒนาการของอุตสาหกรรมการศึกษาด้วยการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีอัจฉริยะ อย่าง AI และเครื่องมือทางเทคโนโลยีอื่นๆ ดังนั้น เมื่อครู และนักเรียนหันมาใช้เครื่องมือดิจิทัลแทนวิธีการสอนแบบดั้งเดิม ผลกระทบที่แท้จริงของการบูรณาการเทคโนโลยีต่อการศึกษาคืออะไร ประเด็นสำคัญ ครู 75% กล่าวว่า การประเมินผลโดยใช้การจำลองสถานการณ์ควรเข้ามาแทนที่การเขียนเรียงความและการสอบ ครูในสหราชอาณาจักร 70% เชื่อว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเป็นหัวใจสำคัญในอาชีพการงานในอนาคตของนักเรียน ครู 67% และผู้ปกครอง 59% เชื่อว่าเด็กๆ จะไม่พร้อมสำหรับโลกของการทำงานหากปราศจากการเข้าถึงระบบออนไลน์ ปัจจุบันมีนักเรียนในสหราชอาณาจักรเพียง 30% เท่านั้นที่สามารถเข้าถึงเครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในห้องเรียนได้ ขณะที่ครูในสหราชอาณาจักร 59% และผู้ปกครองในสหราชอาณาจักร 51% กล่าวว่าวิธีการที่ดีที่สุด คือ การผสมผสานการสอนโดยมนุษย์เข้ากับเครื่องมือ AI

    ส่วนข้อมูลจากเว็บไซต์ childmind ระบุว่า พ่อแม่หลายคนกังวลว่าการใช้เทคโนโลยีอาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็กเล็ก เราทราบดีว่าเด็กก่อนวัยเรียนของเรากำลังเรียนรู้ทักษะทางสังคมและสติปัญญา ใหม่ๆ อย่างรวดเร็ว และเราไม่อยากให้การใช้เวลาหลายชั่วโมงอยู่กับอุปกรณ์ดิจิทัลไปขัดขวางพัฒนาการนั้น แต่ช่วงวัยรุ่นก็เป็นช่วงเวลาสำคัญของการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และมีน้อยคนนักที่ใส่ใจว่าการใช้เทคโนโลยีของวัยรุ่น ซึ่งเข้มข้นและใกล้ชิดกว่าการที่เด็กอายุ 3 ขวบเล่นโทรศัพท์มือถือของพ่อส่งผลกระทบต่อพวกเขาอย่างไร ที่จริงแล้ว ผู้เชี่ยวชาญกังวลว่า สื่อสังคมออนไลน์และข้อความที่กลายเป็นส่วนสำคัญของชีวิตวัยรุ่นกำลังส่งเสริมความวิตกกังวลและลดความนับถือตนเอง ดังนั้นแนวโน้มข้อเสียของการใช้โซเชียลในเด็กจะมีมากกว่าข้อดี จึงต้องมีควบคุมให้เหมาะสม

    มาฟังเสียงจากนักวิชาการด้านเด็กอย่าง ผศ.ดร.ยศวีร์ สายฟ้า คณบดีคณะคุรุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวมีหลายประเทศที่ดำเนินการมาแล้วอย่างประเทศฟินแลนด์ และออสเตรเลีย แต่เท่าที่ตนศึกษาข้อมูลเหล่านี้ ประเทศที่ออกมาตรการควบคุมการใช้เทคโนโลยีสำหรับเด็ก เป็นการทำเชิงนโยบายรูปแบบ “โครงการนำร่อง” (Pilot Project) เพื่อทดสอบผลลัพธ์ก่อนนำไปใช้จริงในวงกว้าง ทั้งนี้ ตนมองว่านโยบายดังกล่าวยังต้องติดตามผลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากทุกนโยบายย่อมมีทั้งผลเชิงบวกและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นตามมา ซึ่งนโยบายลักษณะนี้ของรัฐบาลกรีซจึงอาจมีเป้าหมาย เพื่อเพิ่มโอกาสให้เด็กได้ทำกิจกรรมอื่นๆ มากขึ้น หรือส่งเสริมให้รู้เท่าทัน และใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม

    ผศ.ดร.ยศวีร์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับประเทศไทยยังไม่มีการดำเนินนโยบายในลักษณะดังกล่าวอย่างจริงจัง แม้ในทางปฏิบัติโรงเรียนส่วนใหญ่จะมีการกำหนดให้เก็บอุปกรณ์สื่อสารระหว่างเวลาเรียน หรืออนุญาตให้ใช้เฉพาะเพื่อการเรียนการสอนเท่านั้น อีกทั้งไทยยังขาดข้อมูลเชิงประจักษ์เกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีของเด็กว่า อยู่ในระดับที่เหมาะสมหรือมากเกินไป ซึ่งตนเห็นว่าควรมีการศึกษาวิจัยและสำรวจข้อมูลอย่างเป็นระบบก่อน เพื่อให้เข้าใจปัญหาที่แท้จริงของบริบทไทย และนำไปสู่การกำหนดนโยบายที่เหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องยึดตามแนวทางของต่างประเทศ เพราะเราก็ต้องมองว่าประเทศกรีซพบปัญหาแบบไหนถึงมีการกำหนดมาตรการการคุมการใช้โซเชียลของเด็ก

    ขณะที่ ศ.ดร.ยศชนัน วงษ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.อุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ในฐานที่กำกับดูแลกระทรวงด้านสังคม กล่าวว่า เรื่องนี้หากจะดำเนินการต้องมีการสื่อสารอย่างชัดเจน เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซึ่งเราต้องแยกการใช้เทคโนโลยีระหว่างการเล่นและการเรียนรู้ด้วย ซึ่งจะต้องมีแนวทางปฎิบัติที่รอบคอบ เนื่องจากบริบทของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน ทั้งนี้จะต้องมีการศึกษาและวิจัยเรื่องดังกล่าวอย่างรอบด้าน

    ด้านนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า เรื่องนี้ต้องดูบริบทการใช้งาน เพราะการใช้เทคโนโลยีมากไปก็อาจทำให้ส่งผลเสีย แต่หากเราจะไม่มีการใช้เทคโนโลยีเลย แต่การค้นคว้าบางอย่างอยู่ในโลกอินเทอร์เน็ต ซึ่งการใช้เทคโนโลยีก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ดังนั้นหากจะดำเนินการตามรูปแบบของรัฐบาลกรีซเราต้องศึกษาอย่างรอบด้าน

    ในยุคที่อัลกอริทึมถูกออกแบบมาให้ “เสพติด” การปล่อยให้เด็กเผชิญลำพังอาจไม่ยุติธรรม หากเราไม่จำกัดหน้าจอ…หน้าจออาจกำลังจำกัดอนาคตเด็ก.

    “ทีมข่าวการศึกษา”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5772576/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3M2HrVhmgz7TWWvElXm_qc