Category: วัฒนธรรม

  • เจ้าของห้องเช่า ยังให้ครอบครัว น้องเบญ อยู่ฟรี แม้คนบริจาคทะลุล้าน ย้ำไม่ได้หวังอะไร

    เจ้าของห้องเช่า ยังให้ครอบครัว น้องเบญ อยู่ฟรี แม้คนบริจาคทะลุล้าน ย้ำไม่ได้หวังอะไร

     
              เจ้าของห้องเช่าใจดี ยังให้ครอบครัว น้องเบญ พักฟรี แม้คนบริจาคทะลุล้าน ย้ำเต็มใจช่วยไม่ได้คาดหวังอะไร – น้องเบญ ขอบคุณทุกคน สัญญาจะตั้งใจเรียน

    ช่วยเหลือคน
    ภาพจาก โหนกระแส

              จากกรณีของ น้องเบญ เด็กหญิงวัย 15 ปี ที่ต้องดูแลพ่อที่พิการ และออกไปเก็บขยะขายช่วยแม่ ซึ่งเจ้าของห้องเช่าในพื้นที่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ใจดีให้ 3 คนพ่อแม่ลูก อาศัยอยู่ฟรีมาประมาณ 2 ปีแล้ว ซึ่งภายหลังจากปรากฏเป็นข่าว ก็มีหลายคนหยิบยื่นความช่วยเหลือมาให้

              วานนี้ (10 เมษายน 2569) โหนกระแส รายงานว่า หลายหน่วยงานได้ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านของน้องเบญ เพื่อสอบถามความเป็นอยู่และช่วยเหลือเบื้องต้น พร้อมหารือแนวทางช่วยเหลือตามสิทธิสวัสดิการของรัฐ 


    ภาพจาก เฟซบุ๊ก ข่าวนนทบุรี

              ขณะที่ นายสะอาด พงษะ อายุ 61 ปี เจ้าของห้องเช่า เผยว่า ก่อนหน้านี้เคยจ้างพ่อของน้องเบญมาซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ทำให้ทราบว่าครอบครัวไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ตนจึงชวนมาอยู่ที่หอพักโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ทั้งค่าเช่า ค่าน้ำ และค่าไฟ ขอแค่ให้ช่วยดูแลหอพัก หากเครื่องใช้ไฟฟ้าเสียหายก็ช่วยซ่อม
      
              โดยตนเห็นว่าคุณพ่อน้องพิการ ส่วนน้องก็ยังเรียนหนังสือ จึงช่วยเท่าที่จะช่วยได้ ที่ผ่านมาครอบครัวนี้ไม่เคยสร้างปัญหาหรือรบกวนอะไร อยู่กันแบบเข้าใจดี และคุณพ่อน้องยังสามารถขึ้นรถจักรยานยนต์ได้ เพียงแค่เดินเองไม่ค่อยสะดวก
      
              ทั้งนี้ ตนก็เพิ่งทราบเรื่องความเดือดร้อนของครอบครัว หลังมีคนโทร. เข้ามาสอบถาม เมื่อรีบมาดูก็พบว่ามีสื่อมวลชนทำข่าวเรื่องค่าเทอมของน้องแล้ว ซึ่งแม้ขณะนี้จะมีผู้บริจาคช่วยเหลือแล้ว ตนก็ยังยินดีให้ครอบครัวนี้อาศัยอยู่เหมือนเดิม พร้อมช่วยเหลือด้วยความเต็มใจ ไม่ได้คาดหวังสิ่งใด 

    ช่วยเหลือคน
    ภาพจาก เฟซบุ๊ก ข่าวนนทบุรี

              ขณะที่ข่าวนนทบุรี รายงานว่า นางวาริน วีระสุนทร หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี พร้อมเจ้าหน้าที่จาก สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนนทบุรี (พม.) ได้ลงพื้นที่ไปยังบ้านเช่าของน้องเบญแล้ว เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้ความช่วยเหลือ เมื่อสอบถามยอดเงินบริจาคที่มีผู้คนโอนเข้ามาจำนวนมาก ทราบว่ายอดอยู่ที่ประมาณ 800,000 บาทแล้ว จึงแนะนำให้ทางครอบครัวเตรียมปิดรับบริจาคเร็ว ๆ นี้ โดยคาดว่ายอดดังกล่าวเพียงพอต่อการใช้จ่าย และสนับสนุนให้น้องได้เรียนแล้ว 

              สำหรับครอบครัวนี้พบว่าพ่อมีอาการป่วยตามที่ปรากฏเป็นข่าว รายได้หลักมาจากแม่ ที่ทำงานเป็นแม่บ้าน มีรายได้วันละประมาณ 300 กว่าบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายของครอบครัวตกวันละประมาณ 200 บาท แต่เนื่องจากน้องเบญอยู่ในวัยเรียน ครอบครัวจึงมีภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาเพิ่มขึ้น

    ช่วยเหลือคน
    ภาพจาก เฟซบุ๊ก ข่าวนนทบุรี

              อย่างไรก็ตาม พบว่าครอบครัวยังไม่เข้าใจเรื่องสิทธิการเข้าถึงสวัสดิการของภาครัฐ แม้ที่ผ่านมาจะเคยได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐบาลส่วนก็ตาม ซึ่งเบื้องต้นทาง พม. ได้ช่วยเหลือนำเงินฉุกเฉินเข้าบัญชี เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว ส่วนเรื่องการศึกษา เจ้าหน้าที่กำลังประสานขอการสนับสนุนค่าเทอมทั้งหมด ซึ่งหากโรงเรียนสามารถช่วยเหลือบางส่วนได้ ก็จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว 

              นอกจากนี้ได้แจ้งทาง อบต. ให้รับทราบและเข้ามาดูแลในส่วนของเงินผู้สูงอายุ ที่คุณพ่อจะได้รับในปีหน้า ส่วนเงินช่วยเหลือผู้พิการ คุณพ่อได้รับอยู๋แล้ว 

              ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยังจะให้คำแนะนำเรื่องการวางแผนการใช้จ่ายเงิน และติดตามสถานการณ์ยอดเงินบริจาคที่น้องได้รับ โดยคาดว่ายอด 800,000 บาท จะไม่ได้เพิ่มอีกมากนัก เนื่องจากจำนวนผู้บริจาคลดลง แต่เงินนี้ก็เพียงพอจะสนับสนุนให้น้องได้เรียนต่อชั้นปริญญาตรี ซึ่งน้องเบญมีความฝันอยากเป็นพยาบาล เพราะเป็นห่วงเรื่องสุขภาพของพ่อ 

              ทั้งนี้ พบว่าในช่วงค่ำคืนที่ผ่านมา ทางครอบครัวน้องเบญได้ปิดรับบริจาคแล้ว หลังยอดบริจาคทะลุกว่า 1 ล้านบาท ซึ่งน้องเบญได้ขอบคุณทุกหน่วยงาน และทุกคนที่มีส่วนช่วยเหลือ สัญญาว่าจะตั้งใจเรียน และใช้เงินทุกบาททุกสตางค์อย่างคุ้มค่าเพื่อการศึกษา

    ขอบคุณข้อมูลจาก โหนกระแส, ข่าวนนทบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://hilight.kapook.com/view/252900&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KttcdZ07RPjr02t2rgcoL

  • ทหารไทย คว้า รางวัลเกียรติยศสูงสุด นายร้อยแซนด์เฮิสต์ รร.เดียวกับ หลาน ฮุนเซน

    ทหารไทย คว้า รางวัลเกียรติยศสูงสุด นายร้อยแซนด์เฮิสต์ รร.เดียวกับ หลาน ฮุนเซน

    “ทหารไทย” คว้ารางวัลเกียรติยศสูงสุด นายร้อยแซนด์เฮิสต์ อังกฤษ รร.เดียวกับ หลาน “ฮุนเซน” ขณะ ฮุน มานี โพสต์ยินดีบุตรชาย

    11 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงาน 
    ร.ต.รวิชญ์ วาณิชยากรกุล นักเรียนเตรียมทหารรุ่น60
    (ตท.60)นักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯรุ่น 71(จปร.71)
    สังกัด ร.2 พัน.1 รอ. ได้รับรางวัล International Sword 
    เมื่อจบการศึกษา ณ โรงเรียนนายร้อย Sandhurst

    “รางวัล International Sword”
    คือ รางวัลเกียรติยศสูงสุดที่มอบให้กับนักเรียนนายร้อยต่างชาติ (International Officer Cadet) ที่เข้าศึกษาหลักสูตรนายทหารสัญญาบัตร ณ โรงเรียนนายร้อยทหารบกแซนด์เฮิสต์ (Royal Military Academy Sandhurst – RMAS) สหราชอาณาจักร

    โดยรางวัลจะมอบให้กับนักเรียนนายร้อยจากต่างชาติที่มีความโดดเด่นและทำผลงานได้ยอดเยี่ยมที่สุดในรุ่น (Best of the Intake) โดยพิจารณาจากผลการประเมินด้านความเป็นผู้นำ ความแข็งแกร่งทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงทัศนคติตลอดระยะเวลาการฝึกอบรม 44 สัปดาห์

    “รางวัล International Sword” ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงกลาโหมแห่งรัฐคูเวต เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ Sheikh Ali Al Sabah อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของคูเวต
     
    รางวัลนี้จะถูกส่งมอบให้ในพิธีสวนสนาม Sovereign’s Parade ซึ่งเป็นพิธีจบการศึกษาอย่างเป็นทางการของนักเรียนนายร้อย ในแต่ละปีมีนักเรียนนายร้อยจากหลากหลายประเทศทั่วโลก (รวมถึงประเทศไทย) ถูกส่งไปศึกษาที่สถาบันแห่งนี้ การได้รับรางวัล International Sword จึงถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นสิ่งยืนยันถึงความมุ่งมั่น ความเป็นผู้นำ และความสามารถทางทหารของนายทหารสัญญาบัตรไทยในระดับสากล

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่นาย
    ฮุน มานี รองนายกฯกัมพูชา ได้โพสต์ ข้อความแสดงความยินดีกับบุตรชาย HUN Chan Panha Both หลาน ฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา จบเรียนนายร้อยแซนด์เฮิสต์ ว่า

    “พ่อสุดภูมิใจในตัวลูก
    ความสำเร็จในวันนี้ จะเป็นการเตรียมตัวลูกชายไปสู่ และไม่สงสัยเลยว่า ลูกจะประสบความสำเร็จ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1229357&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IdpFDN4lRAhTyq0RHSZJz

  • รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับคณะเจ้าหน้าที่รัฐสภาสหรัฐฯ – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับคณะเจ้าหน้าที่รัฐสภาสหรัฐฯ – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับคณะเจ้าหน้าที่รัฐสภาสหรัฐฯ

    รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับคณะเจ้าหน้าที่รัฐสภาสหรัฐฯ

    วันที่นำเข้าข้อมูล 10 เม.ย. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 11 เม.ย. 2569

    | 13 view

    เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 นางศิริลักษณ์ นิยม รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือกับคณะเจ้าหน้าที่รัฐสภาสหรัฐฯ ซึ่งประกอบด้วยหัวหน้าสำนักงานและผู้แทนจากสำนักงานสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาสหรัฐฯ จากทั้งพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครต ในโอกาสที่คณะเดินทางเยือนไทยระหว่างวันที่ 1 – 11 เมษายน 2569 ตามคำเชิญของฝ่ายไทยและจัดโดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน โดยมีนายสุริยา จินดาวงษ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน เข้าร่วมด้วย

    ทั้งสองฝ่ายหารือแนวทางการส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือไทย – สหรัฐฯ ในมิติต่าง ๆ โดยรองปลัดฯ ให้ข้อมูลสรุปพัฒนาการที่สำคัญภายในประเทศ รวมถึงย้ำถึงความสำคัญที่ไทยให้กับการกระตุ้นและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยี การรับมือความท้าทายด้านพลังงานจากสถานการณ์โลก ตลอดจนการดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุกอย่างสมดุลในทุกมิติ ผ่านความร่วมมือทั้งในระดับทวิภาคี ภูมิภาค และพหุภาคี ทั้งยังย้ำถึงความเป็นพันธมิตรไทย – สหรัฐฯ ที่ดำเนินมายาวนานและความร่วมมือที่ครอบคลุมในหลากหลายสาขา ซึ่งรวมถึงการทหารและความมั่นคง การบังคับใช้กฎหมาย การค้าและการลงทุน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาธารณสุข การศึกษา และพลังงาน

    คณะเจ้าหน้าที่รัฐสภาสหรัฐฯ ยินดีกับพัฒนาการของความสัมพันธ์และความร่วมมือไทย – สหรัฐฯ โดยย้ำว่าไทยเป็นพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในด้านการส่งเสริมความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างความร่วมมือและเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะการหลอกลวงออนไลน์ และเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ โดยฝ่ายสหรัฐฯ สนับสนุนความพยายามของไทยและความร่วมมือในระดับภูมิภาค ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือเกี่ยวกับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงความคืบหน้าของการเจรจาด้านภาษีและการค้าที่จะเป็นประโยชน์ร่วมกัน

    ทั้งสองฝ่ายยังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ตลอดจนการส่งเสริมความร่วมมือในระดับภูมิภาค รวมถึงบทบาทสำคัญของอาเซียนในการส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mfa.go.th/th/content/dps-meets-with-us-congressional-staff-delegation%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a907%26menu%3D5d5bd3c915e39c306002a909&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QaLAKNHbuv3cMg24JJU80

  • พอแล้ว 1 ล้าน! น้องเบญปิดรับบริจาค สัญญาเรียนพยาบาลตอบแทนสังคม พ่อแม่ลั่นสู้ชีวิตอาชีพเดิม | เดลินิวส์

    พอแล้ว 1 ล้าน! น้องเบญปิดรับบริจาค สัญญาเรียนพยาบาลตอบแทนสังคม พ่อแม่ลั่นสู้ชีวิตอาชีพเดิม | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 11 เม.ย.ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปยังห้องเช่าภายในพื้นที่หมู่ 7 ตำบลคลองข่อย อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เพื่อเข้าพบครอบครัวของน้องอีกครั้ง โดยมีนายบุญมี นาคศรีจันทร์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 ตำบลคลองข่อย และนายสะอาด พงษ์ษะ เจ้าของหอพัก ร่วมอยู่ด้วย โดยครอบครัวได้ขอให้สื่อนำเสนอข่าวเพื่อกล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้ความช่วยเหลือ พร้อมประกาศปิดรับบริจาคอย่างเป็นทางการ หลังยอดเงินบริจาคล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 1.1 ล้านบาท

    น.ส.กฤษณา รังสีโย อายุ 49 ปี แม่ของน้องเบญ กล่าวว่า ขณะนี้ครอบครัวได้ตัดสินใจปิดรับบริจาคแล้ว เนื่องจากยอดเงินบริจาคได้ครบตามที่ตั้งเป้าไว้ประมาณ 1 ล้านบาท แม้ยังมีผู้ใจบุญโอนเงินเข้ามาช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง แต่เห็นว่าเงินจำนวนดังกล่าวเพียงพอสำหรับใช้เป็นทุนการศึกษาให้กับลูกสาวในอนาคต

    เงินที่ได้รับทั้งหมดจะถูกเก็บไว้เป็นทุนการศึกษาของ น.ส.เบญญาภา ธนกรมนพร เพื่อใช้ในการเรียนต่อในอนาคต ส่วนการใช้ชีวิตของครอบครัวยังคงดำเนินตามปกติ โดยนายธนเดช ธนกรมนพร อายุ 59 ปี ผู้เป็นพ่อ ยังคงรับซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าเหมือนเดิม ขณะที่ตนยังทำงานเป็นแม่บ้านเช่นเดิม และยังอาศัยอยู่ที่หอพักแห่งนี้ตามปกติ

    น.ส.กฤษณา กล่าวทั้งน้ำตาอีกว่า บุคคลที่อยากขอบคุณมากที่สุดคือ นายสะอาด พงษ์ษะ เจ้าของหอพัก ที่ให้การช่วยเหลือครอบครัวตั้งแต่แรก โดยอนุญาตให้พักอาศัยฟรี ไม่คิดค่าเช่า ค่าน้ำ และค่าไฟ อีกทั้งยังซื้ออาหารมาให้ครอบครัวรับประทานอยู่เป็นระยะ โดยไม่เคยหวังสิ่งตอบแทนใด ๆ

    ด้าน น.ส.เบญญาภา ธนกรมนพร หรือ “น้องเบญ” กล่าวว่า ขอขอบคุณทุกหน่วยงาน รวมถึงสื่อมวลชนและผู้ใจบุญทุกคนที่ให้ความช่วยเหลือครอบครัว ตนสัญญาว่าจะนำเงินที่ได้รับไปใช้เป็นทุนการศึกษา และตั้งใจเรียนให้ดีที่สุด เพื่อทำตามความฝันในการเป็นพยาบาล และจะนำความรู้ไปดูแลพ่อแม่ในยามเจ็บป่วย รวมถึงช่วยเหลือผู้อื่นในสังคมต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5774529/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wvqBj_V5NQNQvMFR9rRRw

  • ปลดล็อกค่าใช้จ่ายแฝงโรงเรียน ช่วยผู้ปกครองไม่ช้ำรับเปิดเทอม

    ปลดล็อกค่าใช้จ่ายแฝงโรงเรียน ช่วยผู้ปกครองไม่ช้ำรับเปิดเทอม

    ปลดล็อกค่าใช้จ่ายแฝงโรงเรียน ช่วยผู้ปกครองไม่ช้ำรับเปิดเทอม รมว.ศึกษาธิการ สั่งด่วน ห้ามเด็กหลุดจากระบบจากค่าบำรุงโรงเรียนที่ไม่จำเป็น ใส่ชุดนักเรียนเก่าได้ แม้ย้ายโรงเรียน เพิ่มสัดส่วนวันใส่ชุดพละแทน ปักแค่ชื่อย่อโรงเรียน ไม่ต้องปักชื่อนามสกุลเต็มได้ ขณะที่ชุดลูกเสือ-เนตรนารี ไม่บังคับแต่งเต็มยศ

             วันนี้ (11 เม.ย.69) ประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ ได้เผยแพร่คำสั่งด่วน เดินหน้าขับเคลื่อน “วาระเร่งด่วนที่สุด” เพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ปกครองในช่วงใกล้เปิดภาคเรียน โดยประกาศ 3 มาตรการสำคัญเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและทลายกำแพงข้อจำกัด มุ่งเป้าให้เด็กไทยทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างต่อเนื่องและต้องไม่มีอุปสรรคทางการเงินมาขวางกั้น

        กฎระเบียบเรื่องเครื่องแต่งกายหรือค่าใช้จ่ายแฝง จะต้องไม่เป็นเหตุผลที่ทำให้เด็กต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา จึงได้ออก “ข้อสั่งการแรก” ที่มุ่งเน้นการลดภาระผู้ปกครองอย่างเป็นรูปธรรมและสามารถทำได้ทันที โดยแบ่งเป็น 3 แนวทางหลัก ดังนี้

    1. ปลดล็อกระเบียบสถานศึกษาที่ไม่จำเป็น หั่นค่าใช้จ่ายทันที

    ขอความร่วมมือสถานศึกษาทั่วประเทศพิจารณาลดค่าบำรุงการศึกษาและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น พร้อมอนุโลมให้ผ่อนผันการชำระเงินได้ นอกจากนี้ ยังปรับลดข้อบังคับด้านเครื่องแต่งกายให้มีความยืดหยุ่น เพื่อลดการซื้อใหม่ให้มากที่สุด ได้แก่:

    ● ชุดนักเรียน: อนุโลมให้ใส่ชุดเดิมได้แม้เลื่อนชั้นหรือย้ายโรงเรียน และให้โรงเรียนพิจารณาเพิ่มสัดส่วนวันใส่ชุดพละหรือชุดไปรเวทสุภาพ

    ● ชุดลูกเสือ-เนตรนารี : ไม่บังคับซื้อชุดเต็มยศ อนุโลมให้ใส่เพียง “ผ้าผูกคอและหมวก” ร่วมกับชุดนักเรียนหรือชุดพละได้

    ● กระเป๋าและรองเท้า : ไม่จำกัดรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องมีตราโรงเรียน แต่สุภาพ สามารถใช้ของเดิมหรือแบบใดก็ได้ที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน

    ● การปักเสื้อนักเรียน : ขอความร่วมมือเปลี่ยนจากการปักชื่อ-นามสกุลเต็ม เป็นการปักเพียง “อักษรย่อโรงเรียน” เพื่อลดค่าปัก ยืดอายุการใช้งานของเสื้อผ้า และยังสอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)

    ● มอบอำนาจให้ผู้อำนวยการโรงเรียน : สามารถออกแบบกิจกรรมและออกมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ได้อย่างอิสระ โดยยึดประโยชน์ของนักเรียนเป็นที่ตั้ง

    2. จัดหาและตรึงราคาอุปกรณ์การเรียนที่จำเป็น

    มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เข้ามาดูแลการจัดหาหนังสือ แบบเรียน เครื่องเขียน และอุปกรณ์การเรียน นำมาจัดจำหน่ายใน “ราคาควบคุม” โดยเฉพาะสิ่งของที่จำเป็นต่อการเรียนรู้จริง ๆ เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองให้ตรงจุด

    3. บูรณาการข้ามกระทรวง แก้วิกฤตค่าครองชีพระดับมหภาค

    ศธ. เร่งประสานงานทำงานร่วมกับกระทรวงและหน่วยงานรัฐอื่น ๆ อาทิ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพื่อร่วมกันออกแบบมาตรการลดค่าใช้จ่ายที่ครอบคลุมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านช่องทางต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น ควบคู่ไปกับมาตรการช่วยเหลือเยียวยาเพิ่มเติมด้านอื่น ๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือกระจายไปถึงมือทุกครอบครัวอย่างแท้จริง

             “สำหรับผมและกระทรวงศึกษาธิการ มีจุดยืนที่ชัดเจนว่า “การเข้าถึงการศึกษาของเด็กไทย ต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด” กฎระเบียบต่างๆ ต้องไม่เป็นกำแพงขัดขวางการมาโรงเรียน ข้อสั่งการทั้งหมดนี้เป็นเพียงก้าวแรก ขอให้ทุกท่านมั่นใจว่าเราเข้าใจสถานการณ์ที่ท่านกำลังเผชิญ และจะทำทุกวิถีทางเพื่อเป็นลมใต้ปีก พยุงทุกครอบครัวให้ก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน”

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เตรียมกำหนดการแถลงนโยบายฉบับเต็ม เพื่อประกาศทิศทางและแนวทางการขับเคลื่อนการศึกษาไทยอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ในวันที่ 20 เมษายนนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/infographic/2926197&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07A3pjCB1ExDsUrYUzzkl3

  • เจาะมาตรการลดค่าการกลั่น2บาท เปิดมุมมองประชาชนได้เฮ แต่โรงกลั่นอาจจะกระอัก?

    เจาะมาตรการลดค่าการกลั่น2บาท เปิดมุมมองประชาชนได้เฮ แต่โรงกลั่นอาจจะกระอัก?

    นับเป็นภาพปรากฏการณ์ที่ไม่เห็นกันบ่อยนักในแวดวงพลังงานไทย เมื่อรัฐบาลตัดสินใจ ‘ทุบโต๊ะ’ ใช้อำนาจตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 ที่ให้อำนาจ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) กำหนดราคาหน้าโรงกลั่น โดยสั่งการให้ 6 โรงกลั่นยักษ์ใหญ่ปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นลงทันที 2 บาทต่อลิตร ท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำมันโลกและภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบางที่ส่งผลให้ค่าครองชีพที่พุ่งสูง

    การขยับหมากครั้งนี้ไม่เพียงส่งผลให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มลดลง 2.14 บาทอย่างรวดเร็ว แต่ยังกลายเป็นชนวนเหตุถูกจับจ้องกันอย่างต่อเนื่องว่า…แม้จะเป็นเครื่องมือทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ทรงพลังในการบรรเทาภาระของภาคประชาชน แต่ในอีกด้านหนึ่ง ฝั่งผู้ประกอบการโรงกลั่นกลับต้องเผชิญกับความท้าทายในการบริหารจัดการต้นทุนและส่วนต่างกำไร (Margin) ที่หายไปอย่างฉับพลัน

    รัฐมนตรีไฟแรงเข้ากระทรวงวันแรกสั่งการทันที

    การประชุม กบง. เมื่อวันที่ 7 เม.ย.2569 โดยมี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธาน กบง. มีมติดังกล่าวออกมา โดยการนั่งเป็นประธานการประชุมของเอกนัฏจะเป็นวันแรกที่ก้าวเข้ากระทรวงก็ตาม แต่ก็มีเสียงยืนยันออกมาจากรัฐมนตรีพลังงานด้วยว่าการตัดสินใจดังกล่าวดำเนินไปในทิศทางที่มีการศึกษาต้นทุนและแผนการดำเนินงานอย่างชัดเจน รวมทั้งจะไม่ทำให้ส่งผลกระทบต่อรายได้และกำไรของโรงกลั่นในการจะไปต่อยอดนำเข้าน้ำมันดิบเข้ามาเพื่อกลั่นให้คนในประเทศใช้เด็ดขาด

    “ตัวเลข 2 บาทที่สั่งลดลง เนื่องจากเป็นราคาที่อ้างอิงจากเดือน มี.ค. ที่ราคาค่าการกลั่นสูงขึ้นไปถึง 7 บาทต่อลิตร จากปกติอยู่ที่ประมาณ 2-4 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นตัวเลขที่เราดูแล้วและไม่ใช่ว่าประกาศไปเสร็จโรงกลั่นจะขาดทุนทันที เพราะมุมมองในปัจจุบันที่ความต้องการใช้เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งโรงกลั่นผลิตเยอะ ขายได้เยอะ ก็จะยิ่งทำกำไรได้อยู่ดี แต่อาจจะกำไรลดลง แต่ก็จะยังเป็นกำไรที่เรียกว่าขาดทุนกำไร ซึ่งก็ต้องขอบคุณผู้ประกอบการโรงกลั่น เมื่อหารือแล้วและมีบางแห่งที่จะให้ความร่วมมือทันที โดย กบง.ยืนยันจะไม่ให้เกิดความขาดแคลน หรือมีผลกระทบต่อรายได้ในส่วนของการนำเงินไปใช้นำเข้าน้ำมันดิบของโรงกลั่นแน่นอน”

    ประกาศชัดลดราคาหน้าปั๊มทันที!

    วันที่ 8 เม.ย.2569 นายเอกนัฏ ในฐานะ ประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เปิดเผยว่า จากผลการประชุม กบง. ให้มีมติเห็นชอบให้ปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซล B7 และ B20 ลง 2 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีก ณ สถานีบริการน้ำมันปรับลดลง 2.14 บาทต่อลิตร ทันที โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 9 เม.ย.2569 เป็นต้นไป ทั้งนี้ในส่วนของประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันฯ ณ วันที่ 8 เม.ย.2569 พบว่า ภาพรวมยังคงน่ากังวล โดยมีสถานะติดลบรวมกว่า 57,762 ล้านบาท แบ่งออกเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 20,254 ล้านบาท บัญชี LPG ติดลบ 37,508 ล้านบาท

    แผนเก่าดึงกำไรส่วนเกินโรงกลั่น

    จริงๆ ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ผันผวนนั้น ก่อนที่จะมีการตัดสินใจออกประกาศกระทรวงเรื่องลดค่าการกลั่นลง 2 บาท กระทรวงพลังงานได้เคยวางแผนที่จะช่วยพยุงราคาน้ำมันไว้ก่อนหน้านี้แล้ว โดยจากการเปิดเผยของ นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อก็น่ากังวลอย่างยิ่ง การบริหารราคาในช่วงนี้จึงยากลำบากเพราะต้องรักษาสมดุลระหว่างราคาตลาดโลก ฐานะกองทุน และผลกระทบต่อประชาชน

    แต่ในช่วงวิกฤตนี้พบว่าต้นทุนเพิ่มเติม อย่างค่า War Premium ที่เพิ่มเข้ามา ส่งผลให้เกิดกำไรส่วนเกิน (Windfall) ทาง คณะกรรมการตรวจสอบโครงสร้างราคาน้ำมันและค่าการกลั่น (คตร.) จึงเร่งพิจารณานำค่าการกลั่นเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่ 2.43 บาท มาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา เพื่อดึงส่วนต่างนี้กลับมาชดเชยให้ประชาชน ซึ่งทางรัฐบาลก็ยังไม่ได้ฟันธงว่ากระบวนการดังกล่าวจะสามารถดำเนินการได้อย่างไร จนมีการดำเนินการลดค่าการกลั่นไป แต่ก็ถือเป็นเรื่องที่ประชาชนจะได้รับประโยชน์ในทันที

    เสียงตอบรับจากกลุ่มเอกชน

    นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ประเด็นการลดค่าการกลั่นลง 2 บาทต่อลิตร ตามนโยบายของกระทรวงพลังงาน ต้องเรียนว่าประเทศไทยมีการปันส่วนน้ำมันครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2516 หลังจากนั้นก็ไม่เคยเกิดขึ้นอีก ดังนั้นจึงหมายความว่าไทยมีระบบที่สามารถตอบโจทย์กับสถานการณ์ได้ค่อนข้างมาก โดยมองว่ามาตรการต่างๆ ที่ออกมาเป็นการดูแลประชาชนอยู่แล้ว ซึ่งตราบใดที่ยังอยู่บนกลไกของตลาด ก็เชื่อว่าน่าจะตอบโจทย์และสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับประเทศ

    ด้าน บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC เปิดเผยว่า บริษัทยืนยันว่าได้ให้ความร่วมมือกับภาครัฐอย่างต่อเนื่องเสมอมา ในการหารือและดำเนินการตามมาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ และบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนในช่วงที่สถานการณ์พลังงานมีความผันผวน ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทย

    อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ขอเน้นย้ำว่า พร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอย่างต่อเนื่องในการบริหารจัดการด้านพลังงานของประเทศ และสนับสนุนนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม พร้อมทั้งดำเนินการบริหารจัดการธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการใช้น้ำมันในประเทศได้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง

    และในกรณีที่มีการนำเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นในสื่อบางช่องทาง เกี่ยวกับกรณีมาตรการปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันดีเซล และมีการพาดพิงว่าบริษัท SPRC อาจไม่ให้ความร่วมมือ หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการทางกฎหมายกับหน่วยงานภาครัฐนั้น SPRC ขอเรียนชี้แจงว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ถูกต้อง และก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อสาธารณชน โดยบริษัทไม่มีการดำเนินการทางกฎหมายและไม่มีการฟ้องร้องหน่วยงานภาครัฐในกรณีนี้แต่อย่างใด

    ข้อเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความจริงใจและจริงจัง

    นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เมื่อวันที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมา ระบุว่า ปัจจุบันประชาชนกำลังเผชิญวิกฤตค่าครองชีพจากปรากฏการณ์ค่าการกลั่นที่บางวันพุ่งสูงถึง 17 บาทต่อลิตร ซึ่งรัฐบาลได้แต่งตั้ง คตร.ขึ้นมาตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว โดยย้ำว่าหาก คตร.พบข้อเท็จจริงว่าโรงกลั่นมีกำไรเกินควรจริง รัฐบาลต้องกล้าหาญที่จะใช้อำนาจรัฐดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมเตือนว่าการใช้วิธีขอความร่วมมือโดยไม่มีกฎหมายรองรับนั้น นอกจากจะแสดงถึงความไม่จริงจังแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อหลักธรรมาภิบาลของโรงกลั่นที่เป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาการฟ้องร้องจากผู้ถือหุ้นได้

    “อย่าเดินซ้ำรอยยุทธศาสตร์การซื้อเวลาที่ทั้งรัฐมนตรีพลังงานและผู้ประกอบการเคยใช้มาแล้ว โดยในครั้งนั้นโรงกลั่นเคยตกลงว่าจะบริจาคเงินรวม 24,000 ล้านบาท (เดือนละ 8,000 ล้านบาท เป็นเวลา 3 เดือน) แต่สุดท้ายกลับมีการจ่ายจริงเพียงไม่กี่ร้อยล้านบาทจากบางบริษัทเท่านั้น และเรื่องก็เงียบหายไปโดยไม่มีการแก้ไขโครงสร้างราคาที่บกพร่องอย่างแท้จริง”

    ในประเด็นดังกล่าว นายเอกนัฏ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้กล่าวว่า แนวทางการขอเงินบริจาคจากเอกชนเช่นเดียวกับเมื่อปี 2565 ต้องขอทำความเข้าใจว่า ไทยไม่ใช่รัฐอนาถาที่จะมารอรับเงินบริจาคจากเอกชน ครั้งนี้ แต่ก็อยู่ในมุมของความรับผิดชอบต่อสังคมหากหน่วยงานนั้นๆ ต้องการที่จะช่วยเหลือหรือส่งคืนเงินเข้ารัฐ แต่ไม่ชอบให้ใช้คำว่าบริจาค ซึ่งเมื่อมีการประกาศพระราชกิจจาฯ แล้ว น้ำมันทุกหยดที่ออกจากประเทศไทยจะต้องใช้ตามมาตรการนี้เท่านั้น หากใครไม่ทำตามจะมีโทษถึงจำคุก ซึ่งในอนาคตเราพร้อมเปิดให้มีการหารืออยู่ตลอดเวลา ถ้าลดลง 2 บาทแล้วมีปัญหาก็มาคุยกันได้ว่าติดอะไร

    “ในเรื่องการรับเงินจากเอกชนนั้น หากยกตัวอย่างว่ามีบางกลุ่มที่พร้อมที่จะช่วยเหลือ และมีบางกลุ่มที่ไม่พร้อม การเอาเงินของกลุ่มผู้ที่เห็นแก่ประเทศ มีความรับผิดชอบ ยินดีที่จะช่วย มารับผิดชอบภาระของกลุ่มที่ไม่เห็นใจไยดีได้เหรอ เพราะฉะนั้นการดำเนินมาตรการนี้ เหมาะสมสุดแล้ว เพราะทุกกลุ่มจะต้องช่วยเหลือกัน” นายเอกนัฏ กล่าว

    มุมมองของสถานการณ์กับนักวิเคราะห์

    นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากประเด็นดังกล่าว เมื่อประเมินผลกระทบต่อกำไรรายเดือน จะอยู่ที่ 466-887 ล้านบาท สำหรับกลุ่มโรงกลั่นไทย คิดเป็น 5-21% ของประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดคือ SPRC เนื่องจากมีสัดส่วนการผลิตดีเซลต่ำขณะที่ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ PTTGC จากสัดส่วนการผลิตดีเซลที่สูงถึง 60% และจากการสอบถามข้อมูลจากโรงกลั่นไทยทั้ง 5 แห่ง ระบุว่ายังไม่มีการตอบสนองต่อนโนบายอย่างเป็นทางการ โดยผู้ประกอบการยังคงย้ำถึงการปฏิบัติตามกฎหมายกลไกตลาด และการรักษามูลค่าให้ผู้ถือหุ้น

    ขณะที่ความกังวลของฝ่ายวิจัยอยู่ที่การอุดหนุนมากเกินไป หากอัตรากำไรถูกกดต่อเนื่อง อาจทำให้โรงกลั่นลดกำลังการผลิต และนำไปสู่ภาวะขาดแคลนน้ำมันในประเทศได้ ในทางกลับกันหากมีการปรับราคาขายปลีกน้ำมันโดยที่โรงกลั่นไม่ปฏิบัติตามนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทค้าปลีกน้ำมันอาจต้องรับภาระต้นทุน ซึ่งคล้ายกับภาวะค่าการตลาดถูกกดดันที่เกิดขึ้นในปี 2565.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/978763/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Uy_3PhnFgGd89zUSvE6rL

  • ฮือฮา! ทหารไทย คว้ารางวัลเกียรติยศสูงสุด นายร้อยแซนด์เฮิสต์ รร.เดียวกับ หลาน ฮุนเซน

    ฮือฮา! ทหารไทย คว้ารางวัลเกียรติยศสูงสุด นายร้อยแซนด์เฮิสต์ รร.เดียวกับ หลาน ฮุนเซน

    ฮือฮา! ทหารไทย คว้ารางวัลเกียรติยศสูงสุด นายร้อยแซนด์เฮิสต์ รร.เดียวกับ หลาน ฮุนเซน

    วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.42 น.

    ฮือฮา! “ทหารไทย” คว้ารางวัลเกียรติยศสูงสุด นายร้อยแซนด์เฮิสต์ อังกฤษ รร.เดียวกับ หลาน ฮุนเซน

    วันที่ 11 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงาน  ร.ต.รวิชญ์ วาณิชยากรกุล นักเรียนเตรียมทหารรุ่น60 (ตท.60)นักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯรุ่น 71(จปร.71) สังกัด ร.2 พัน.1 รอ. ได้รับรางวัล International Sword  เมื่อจบการศึกษา ณ โรงเรียนนายร้อย Sandhurst

    “รางวัล International Sword” คือ รางวัลเกียรติยศสูงสุดที่มอบให้กับนักเรียนนายร้อยต่างชาติ (International Officer Cadet) ที่เข้าศึกษาหลักสูตรนายทหารสัญญาบัตร ณ โรงเรียนนายร้อยทหารบกแซนด์เฮิสต์ (Royal Military Academy Sandhurst – RMAS) สหราชอาณาจักร

    โดยรางวัลจะมอบให้กับนักเรียนนายร้อยจากต่างชาติที่มีความโดดเด่นและทำผลงานได้ยอดเยี่ยมที่สุดในรุ่น (Best of the Intake) โดยพิจารณาจากผลการประเมินด้านความเป็นผู้นำ ความแข็งแกร่งทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงทัศนคติตลอดระยะเวลาการฝึกอบรม 44 สัปดาห์

    “รางวัล International Sword” ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงกลาโหมแห่งรัฐคูเวต เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ Sheikh Ali Al Sabah อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของคูเวต
     
    รางวัลนี้จะถูกส่งมอบให้ในพิธีสวนสนาม Sovereign’s Parade ซึ่งเป็นพิธีจบการศึกษาอย่างเป็นทางการของนักเรียนนายร้อย ในแต่ละปีมีนักเรียนนายร้อยจากหลากหลายประเทศทั่วโลก (รวมถึงประเทศไทย) ถูกส่งไปศึกษาที่สถาบันแห่งนี้ การได้รับรางวัล International Sword จึงถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นสิ่งยืนยันถึงความมุ่งมั่น ความเป็นผู้นำ และความสามารถทางทหารของนายทหารสัญญาบัตรไทยในระดับสากล

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่นายฮุน มานี รองนายกฯกัมพูชา ได้โพสต์ ข้อความแสดงความยินดีกับบุตรชาย HUN Chan Panha Both หลาน ฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา จบเรียนนายร้อยแซนด์เฮิสต์ ว่า

    “พ่อสุดภูมิใจในตัวลูกความสำเร็จในวันนี้ จะเป็นการเตรียมตัวลูกชายไปสู่ และไม่สงสัยเลยว่า ลูกจะประสบความสำเร็จ”

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/958284&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16aydXLZvuTwKJ4PevRQzG

  • ทหารไทย คว้ารางวัลเกียรติยศสูงสุด นายร้อยแซนด์เฮิสต์ อังกฤษ รร.เดียวกับ หลาน “ฮุนเซน”

    ทหารไทย คว้ารางวัลเกียรติยศสูงสุด นายร้อยแซนด์เฮิสต์ อังกฤษ รร.เดียวกับ หลาน “ฮุนเซน”

    ฮือฮา “ร.ต.รวิชญ์ วาณิชยากรกุล” นักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯรุ่น 71 คว้ารางวัลเกียรติยศสูงสุด นายร้อยแซนด์เฮิสต์ อังกฤษ รร.เดียวกับ หลาน “ฮุนเซน”

    วันที่ 11 เม.ย.2569  ผู้สื่อข่าวรายงาน ร.ต.รวิชญ์ วาณิชยากรกุล นักเรียนเตรียมทหารรุ่น60 (ตท.60) นักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯรุ่น 71 (จปร.71) สังกัด ร.2 พัน.1 รอ. ได้รับรางวัล International Sword  เมื่อจบการศึกษา ณ โรงเรียนนายร้อย Sandhurst

    “รางวัล International Sword” คือ รางวัลเกียรติยศสูงสุดที่มอบให้กับนักเรียนนายร้อยต่างชาติ (International Officer Cadet) ที่เข้าศึกษาหลักสูตรนายทหารสัญญาบัตร ณ โรงเรียนนายร้อยทหารบกแซนด์เฮิสต์ (Royal Military Academy Sandhurst – RMAS) สหราชอาณาจักร

    โดยรางวัลนี้จะมอบให้กับนักเรียนนายร้อยจากต่างชาติที่มีความโดดเด่นและทำผลงานได้ยอดเยี่ยมที่สุดในรุ่น (Best of the Intake) โดยพิจารณาจากผลการประเมินด้านความเป็นผู้นำ ความแข็งแกร่งทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงทัศนคติตลอดระยะเวลาการฝึกอบรม 44 สัปดาห์

    “รางวัล International Sword”  ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงกลาโหมแห่งรัฐคูเวต เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ Sheikh Ali Al Sabah อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของคูเวต

    รางวัลนี้จะถูกส่งมอบให้ในพิธีสวนสนาม Sovereign’s Parade ซึ่งเป็นพิธีจบการศึกษาอย่างเป็นทางการของนักเรียนนายร้อย ในแต่ละปีมีนักเรียนนายร้อยจากหลากหลายประเทศทั่วโลก (รวมถึงประเทศไทย) ถูกส่งไปศึกษาที่สถาบันแห่งนี้ การได้รับรางวัล International Sword จึงถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นสิ่งยืนยันถึงความมุ่งมั่น ความเป็นผู้นำ และความสามารถทางทหารของนายทหารสัญญาบัตรไทยในระดับสากล

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่นาย ฮุน มานี รองนายกฯกัมพูชา ได้โพสต์ ข้อความแสดงความยินดีกับบุตรชาย HUN Chan Panha Both หลาน ฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา จบเรียนนายร้อยแซนด์เฮิสต์ ว่า “พ่อสุดภูมิใจในตัวลูกความสำเร็จในวันนี้ จะเป็นการเตรียมตัวลูกชายไปสู่ และไม่สงสัยเลยว่า ลูกจะประสบความสำเร็จ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2926233&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kv1ihtVckQ0_-w5fxagoW

  • ซื้อความสุขใจไม่ใช่แค่สิ่งของ เศรษฐกิจตามอารมณ์กำลังมาแรงในจีน

    ซื้อความสุขใจไม่ใช่แค่สิ่งของ เศรษฐกิจตามอารมณ์กำลังมาแรงในจีน

    ทุกวันนี้พฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนแปลงไป การซื้อสินค้าไม่ใช่แค่ใช้ประโยชน์ ของบางอย่างแม้ประโยชน์น้อย แต่ถ้านำพาความสุขใจมาให้ ลูกค้าก็ยินดี 

    อย่างกรณีของรีเบกกา โจว วัย 28 ปี ชาวมณฑลเสฉวน เป็นเจ้าของสินค้ามูมินหลากหลายชนิด ตั้งแต่กระเป๋า แก้ว ตุ๊กตาการ์ตูนมูมินคล้ายฮิปโปสีขาวจากฟินแลนด์ เธอสะสมของพวกนี้มาหลายปีแล้ว 

    เว็บไซต์ซีเอ็นบีซีรายงานว่า ไม่ได้มีแค่โจวที่เป็นแบบนี้ ข้อมูลจากนักวิเคราะห์และทางการชี้ว่า ผู้บริโภคชาวจีนใช้จ่ายเงินมากขึ้นกับสินค้าและประสบการณ์ที่ซื้อเพราะความรู้สึกทางอารมณ์มากกว่าคุณค่าการใช้งาน การซื้อในที่นี้หมายรวมทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่สวนสนุกไปจนถึงเครื่องประดับ

    แต่สิ่งที่เคยเป็นนิสัยการซื้อปกติไม่มีอะไรน่าสังเกต ตอนนี้กลับถูกผู้นำภาคธุรกิจและผู้กำหนดนโยบายของจีนพิจารณาอย่างจริงจัง

    •  ความรู้สึกเชื่อมโยง

    “เศรษฐกิจตามอารมณ์” ของจีนเป็นที่รับรู้ของสังคมครั้งแรกในปี 2024  จากกระแสคลั่งไคล้ตุ๊กตาลาบูบูของป็อปมาร์ท ส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวจีน ผู้เคยขึ้นชื่อเรื่องความประหยัด ซื้อของที่ใช้ได้จริง แต่ตอนนี้หันมาซื้อของตามใจตนเองมากขึ้น

    “ผู้คนไม่ได้แค่ซื้อสิ่งของ พวกเขากำลังซื้อความรู้สึก ซื้ออัตลักษณ์ ซื้อความรู้สึกเชื่อมโยง” แอชลีย์ ดูแดร์น็อก ผู้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาดิจิทัลโจซาน กล่าวกับซีเอ็นบีซี

    ช่วงวันหยุดตรุษจีนที่ผ่านมา ข้อมูลจากโจซานชี้ว่า เมื่อเทียบกับปี 2023 ผู้บริโภคจ่ายเงินกับสินค้าตามประเพณีน้อยลงมาก เช่น ของขวัญอาหารตามเทศกาล (ที่เรียกกันว่าเหนี่ยนฮัว) แล้วไปจ่ายกับสิ่งที่ไม่ค่อยจ่ายมากขึ้น เช่น ประสบการณ์ท่องเที่ยวและเครื่องสำอาง

    “สิ่งที่ผู้คนเคยซื้อในสมัยก่อน เช่น เหล้าและถั่วบรรจุถุงขนาดใหญ่ล้วนเป็นภาระผูกพันทางสังคมและประเพณี แต่ในปัจจุบัน พวกเขาซื้อกล่องของขวัญ ซื้อของเล่นแบรนด์เนม โดยที่ไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องผิดปกติอะไร” ดูแดร์น็อกกล่าว

    การเปลี่ยนแปลงจากใช้จ่ายตามภาระหน้าที่ในวันตรุษจีนมาเป็นการใช้จ่ายตามความรู้สึกมากขึ้น ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงปทัสถานของผู้บริโภคชาวจีนผู้มองหาความพึงพอใจเติมเต็มความรู้สึกส่วนตัวมากขึ้นเรื่อยๆ แทนการซื้อด้วย “เหตุผล”

    นอกเหนือจากช่วงเทศกาลตรุษจีนแล้ว รายงานเดือน ก.พ.จากบริษัทต้าซูคอนซัลติงยังเน้นย้ำถึงสินค้าที่จับต้องได้ เช่น เทียนหอมและเครื่องสำอางเป็นกลุ่มสินค้าที่กำลังเติบโตในเศรษฐกิจตามอารมณ์ของจีนด้วย

    รายงานชิ้นหนึ่งจาก iiMedia Research Center คาดว่าเศรษฐกิจตามอารมณ์ของจีนจะมีมูลค่าเกิน 6.55 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2029 เกือบสองเท่าของปี 2024 เมื่อผู้บริโภคชาวจีนพยายาม “ระบายอารมณ์และสร้างความรู้สึกพึงพอใจ” มากขึ้นเรื่อยๆ

    •  เครียดหรือสบายใจกว่าเดิม

    แต่แม้นักวิเคราะห์หลายคนเห็นความเติบโตของการใช้จ่ายตามอารมณ์ในจีน แต่ยังมีความเห็นแตกต่างกันว่าอะไรกันแน่ที่ทำให้เติบโต ส่วนใหญ่อธิบายตรงกันว่า เป็นการใช้จ่ายเพื่อตอบสนองความเครียด

    แอลลิสัน มัลม์สเตน ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ของต้าซู คอนซัลติง กล่าวว่าเส้นทางสู่ความสุขแบบดั้งเดิมในประเทศจีน ซึ่งได้แก่ การซื้อบ้านและรถยนต์สร้างครอบครัว ลงหลักปักฐานนั้น “มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นเรื่อยๆ”

    ในช่วงที่ตลาดบ้านของจีนกำลังย่ำแย่ คาดว่าปีนี้จะแย่ลงอีก เงินเฟ้อผู้บริโภคเดือน ก.พ.ก็เพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบสามปี ค่าครองชีพที่สูงขึ้นในจีนควบคู่ไปกับอัตราการเกิดที่ต่ำเป็นประวัติการณ์ในปี 2025 ส่งผลให้ชาวจีนจำนวนมากว้าเหว่กว่าเดิม

    ดูแดร์น็อกกล่าวว่า แรงกดดันเหล่านี้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น จนทำให้ผู้บริโภคชาวจีนโดยเฉลี่ย “รู้สึกถึงวิกฤติ” และผลักดันให้หลายคนหันไปใช้จ่ายกับสิ่งต่างๆ ที่ “นำมาซึ่งความสุข”

    แต่สำหรับป๋อเฉิน นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันเอเชียตะวันออก มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ความรู้สึกเศร้าโศกนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเรื่องราวเท่านั้น

    เฉินมองว่า จากนโยบายลูกคนเดียวของจีนหมายความว่า พ่อแม่สองคนปู่ย่าตายายสี่คน ทุ่มเททรัพยากรทั้งหมดของครอบครัวไปให้ลูกหลานคนเดียว

    ความมั่งคั่งในครอบครัวที่กระจุกตัวนี้ หรือบางครั้งเรียกว่า “ปรากฏการณ์กระเป๋าหกใบ” ส่งผลให้ผู้บริโภคชาวจีนรุ่นใหม่ได้รับวัตถุจากครอบครัวในแบบที่คนรุ่นก่อนๆ ไม่เคยได้ พวกเขาจึงมีอิสระมากขึ้นในการใช้เงินตอบสนองความต้องการทางวัตถุ

    จากการศึกษาความต่อเนื่องของรายได้ระหว่างรุ่นในปี 2021ซึ่งเป็นมาตรวัดว่าความกินดีอยู่ดีทางเศรษฐกิจสังคมของพ่อแม่ส่งผลต่อลูกอย่างไร พบว่า ในประเทศจีนเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 1979 โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรเมือง

    การศึกษาผู้ซื้อบ้านในเซี่ยงไฮ้อีกชิ้นหนึ่งพบว่า แม้แต่ผู้ที่มีเงินออมส่วนตัวจำนวนมากก็ยังต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากพ่อแม่อย่างมากในการหาเงินมาซื้อบ้าน

    การศึกษาเหล่านี้ช่วยยืนยันข้ออ้างของเฉินที่ว่า โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้บริโภคชาวจีนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดกลุ่มหนึ่งในเศรษฐกิจตามอารมณ์ของจีน ได้รับผลกระทบจากแรงกดดันทางการเงินน้อยกว่ารุ่นก่อนๆ

    “คนรุ่นนี้ไม่จำเป็นต้องกังวลกับชีวิตมากนัก” เฉินให้ความเห็น

    แนวโน้มทางเศรษฐกิจมหภาคอื่นๆ เช่น คุณภาพสินค้าอุตสาหกรรมของจีนที่เพิ่มสูงส่งผลให้สินค้าจำเป็นและสินค้าราคาสูงใช้ได้นานขึ้นสำหรับผู้บริโภคชาวจีนโดยเฉลี่ย จึงช่วยให้มีเงินทุนเหลือสำหรับค่าใช้จ่ายอื่นๆ

    เฉินกล่าวต่อไปว่า ด้วยภาคอุตสาหกรรมบันเทิงที่เฟื่องฟูของจีน ผู้บริโภคชาวจีนจึงมีแรงจูงใจใช้จ่ายกับความบันเทิง เช่น “นาจา 2” ภาคต่อของภาพยนตร์แฟรนไชส์จีนที่ทำลายสถิติภาพยนตร์แอนิเมชั่นทำรายได้สูงสุดของโลกเมื่อปีที่แล้ว

    •  ใช้ประโยชน์จากเศรษฐกิจตามอารมณ์

    ความโดดเด่นของเศรษฐกิจตามอารมณ์ของจีนคือ โตวันโตคืนได้อย่างไรขณะที่การใช้จ่ายของผู้บริโภคชะลอตัว

    ในปี 2025 การใช้จ่ายของผู้บริโภคจีนเติบโต 2.3% จากปีก่อนหน้า ลดลงจาก 5.2% ในปี 2024 และ 9.9% ในปี 2023

    ผลสำรวจจากธนาคารประชาชนจีนยังให้ภาพเพิ่มเติมว่า ในไตรมาสสี่ของปี 2025 แม้ความสนใจซื้อสินค้าราคาสูงจะลดลงจากระดับก่อนโควิด-19 ระบาด แต่สัดส่วนของผู้ตอบแบบสอบถามที่เต็มใจใช้จ่ายมากขึ้นในกิจกรรมทางสังคมและความบันเทิงในช่วงสามเดือนถัดไปกลับสูงขึ้นถึงระดับสูงสุดในรอบแปดปีเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกัน

    ในสหรัฐ ที่สัดส่วนการใช้จ่ายเพื่อประสบการณ์เพิ่มขึ้นแบบเดียวกัน การบริโภคโดยรวมยังคงคึกคักเติบโตรายไตรมาสระหว่าง 0.5% ถึง 0.9% ซึ่งแตกต่างจากจีน การใช้จ่ายเพื่อประสบการณ์ในเศรษฐกิจตามอารมณ์ของสหรัฐจึงเติบโตไปในทิศทางเดียวกันกับการใช้จ่ายของผู้บริโภคโดยรวม ไม่ใช่สวนทางกับการใช้จ่ายโดยรวม

    ผู้กำหนดนโยบายที่ต้องการกระตุ้นความต้องการของผู้บริโภคมองเห็นความแตกต่างนี้ ตัวอย่างเช่นรัฐบาลเมืองฉงชิ่ง เน้นย้ำเศรษฐกิจตามอารมณ์ของเทศบาลเป็นครั้งแรกในรายงานปี 2026

    มัลม์สเตนจากต้าซูกล่าวว่า ธุรกิจในจีนเองก็เริ่ม “คิดใหม่ถึงสิ่งที่ตนเองนำเสนอต่อผู้บริโภค”มันตอบสนองความรู้สึกที่ผู้บริโภคกำลังเรียกร้องมากขึ้น

    “สำหรับฉัน ส่วนตัวแล้วการซื้อข้าวของ ‘เด็กๆ’ แบบนี้ทำให้รู้สึกสบายใจเหมือนได้กลับไปเป็นเด็ก เป็นวิธีปลอดภัยและย้อนวันวานของการเป็นผู้ใหญ่” โจวเผยความรู้สึกของการสะสมสินค้าเกี่ยวกับมูมิน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1229312&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pwkd8cMzxHgcM6zhyS10Q

  • รมช.ศธ.ชงตั้ง “ครูจวง” เป็นที่ปรึกษา เชื่อฝีมือ ไม่สนเรื่องสังกัดพรรค

    รมช.ศธ.ชงตั้ง “ครูจวง” เป็นที่ปรึกษา เชื่อฝีมือ ไม่สนเรื่องสังกัดพรรค

    วันนี้ (10 เม.ย.2569) นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ เปิดเผยถึงเหตุผลที่เชิญ นายปารมี ไวจงเจริญ หรือครูจวง อดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน มาร่วมงานว่า รู้จักกันส่วนตัวมานานกว่า 10 ปี ซึ่งตอนที่ชวนทราบแล้วว่าไม่ได้เป็น สส.ในสมัยนี้ และทราบว่าครูจวงจะกลับไปเป็นครู ซึ่งตนก็จะทำงานในกระทรวงศึกษาธิการ โดยต้องการพัฒนาด้านการศึกษา และต้องการคนแบบครูจวงมาช่วยงาน

    นายอัครนันท์ กล่าวว่า เป็นการชวนมาทำงาน ส่วนทางการเมืองก็ว่ากันไป และครูจวงไม่เคยพูดว่าจะย้ายมาอยู่พรรคเพื่อไทย ซึ่งจากนี้จะเชิญคนเก่ง มีความรู้ และความสามารถ ที่ไม่ใช่นักการเมือง เข้ามาร่วมงานอีก

    หากติดเงื่อนไขสังกัดพรรคการเมือง ประเทศชาติก็จะไม่ก้าวหน้า หากมองเรื่องสังกัดการเมืองก็จะไม่ได้คนเก่ง ๆ

    รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า วางตัวครูจวงให้นั่งตำแหน่งที่ปรึกษา รมช.ศึกษาธิการ เพราะตลอดเวลาที่ครูจวงทำงาน ก็พูดถึงเรื่องการศึกษาได้ตรงประเด็นที่สุดแล้ว พร้อมมั่นใจว่าจะได้บุคลากรที่ตรงสาย ไม่น่ามีปัญหาอะไรเรื่องการเมือง

    นายอัครนันท์ กล่าวอีกว่า มีเพื่อนในพรรคประชาชนหลายคน และวันนี้ก็จะไปกินข้าวกับ ‘เพชร’ นายกรุณพล เทียนสุวรรณ อดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน ซึ่งถ้ามองแต่ว่ามีเเนวคิดที่ไม่เหมือนกัน แล้วจะคบกันไม่ได้ ก็ไม่สามารถคบใครได้แล้ว

    อ่านข่าว :

    “ครูจวง” ขอโทษเหตุแจ้งขอลาออกจากพรรคส้มช้า หลังร่วมทีม รมช.ศธ.

    “อนุทิน” น้อมรับข้อเสนอแนะนโยบายรัฐบาล หวังอยู่ครบเทอม 4 ปี

    กยศ.ขอนายจ้างที่หักเงินเดือนผู้กู้ยืมครั้งแรก มี.ค.69 นำส่งเงินผ่านระบบ e-PaySLF ภายใน 16 เม.ย.นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504530&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IyyYOJPxivVxjjsPU2lk9