ต้องยอมรับว่า “นางศุภจี สุธรรมพันธ์ุ” เป็น “แม่ย่านาง” อันศักดิ์สิทธิ์ ของรัฐบาลปัจจุบัน ที่เวลามีใครไปแตะต้อง จะต้องมี “หน่วยคุ้มกันจิตอาสา” ออกมาตอบโต้คนที่ตรวจสอบ ตั้งคำถาม และวิพากษ์วิจารณ์คุณศุภจีกันอย่างเนืองแน่น ล่าสุด คุณศุภจีกำลังเจอพิษ “ดิจิทัล ฟุตปริ๊นท์” คำว่า “ล้งกลาง” ที่ตัวเองเคยพูดไว้
หลอกหลอนอยู่
1) นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สรุปข้อสังเกตคำชี้แจงของคณะรัฐมนตรี ในการอภิปรายนโยบายที่เพิ่งผ่านไป ว่า…
1. รมต.เอกนัฏ – พลังงาน
คุณขิงเน้นตอนท้ายว่า “ไม่กลัว ไม่เกรงใจนายทุน” แต่ไม่ได้ขยายประเด็นว่าทำไมถึงได้เจรจาส่วนลดค่าการกลั่นลงมาได้เพียงแค่ 2 บาท ในขณะที่ปัจจุบันค่าการกลั่นอยู่ที่ประมาณ 16 บาท สูงกว่าระดับที่คุณเอกนัฏบอกว่าเป็นระดับปกติถึง 14 บาท
และที่สร้างความแปลกใจคือ การที่คุณเอกนัฏ ไม่ยอมลุกขึ้นชี้แจงว่า หากไม่เกรงใจนายทุนจริง ขอให้ชี้แจงว่ามีนโยบายอย่างไรในการแก้โครงสร้างสัญญาซื้อไฟและก๊าซ LNG ของรัฐ เพื่อลดช่องโหว่ที่เอกชนจะทำกำไรได้มหาศาลจากราคาก๊าซที่กำลังสูงขึ้น และในไม่ช้าจะเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน
2. รมต.สุริยะ – เกษตรฯ
คุณสุริยะลุกขึ้นชี้แจงประเด็นการซื้อเครื่องบินจากนาย Ben Smith ว่าซื้อจริง ชำระผ่านธนาคารกรุงเทพ (เพื่อจ่ายเข้าบัญชีธนาคาร BIC กัมพูชาของยิม เลียก มือขวาเบน สมิธ) เมื่อจ่ายแล้วไม่รู้ว่าเงินไปไหนต่อ และตอนนั้นไม่รู้ว่า Ben Smith เป็นใคร
ประเด็นคำถามที่ผมตั้งไว้คือ ท่านนายกฯ ได้ตรวจหรือยังว่าเงินที่ใช้ชำระมาจากไหน และเมื่อจ่ายแล้วไปที่ไหนต่อ เพราะการซื้อเครื่องบินมีผลทำให้คุณสุริยะช่วยนาย Ben Smith ฟอกเงินสำเร็จ! สิ่งที่ต้องสืบคือ เจตนาช่วยหรือไม่ และวิธีสืบคือตามเส้นทางเดินของเงิน
3. รมต.ประเสริฐ – ศึกษาฯ
เอาตามตรงผมว่าช่วงที่คุณประเสริฐชี้แจงเฉพาะเรื่องการศึกษาท่านพูดได้ดี แต่ตอนท้ายที่ตอบเรื่องบทบาทในการลงนาม MOU กับนาย Ben Smith ฟังไม่ขึ้นเลย คุณประเสริฐบอกว่า ไปสอบปากคำกับ DSI ในฐานะพยาน – อาจจะจริงครับ แต่ผลลัพธ์สุดท้ายคือ DSI ตั้งข้อกล่าวหาและยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช. สอบสวนบนฐานความผิดมาตรา 157 ส่วนที่บอกว่า “ป.ป.ช.ไม่เคยกล่าวหา” – ก็ถูกครับ คือตอนนี้ ป.ป.ช. อยู่ในช่วงพิจารณาหลักฐานว่าจะชี้มูลความผิดหรือไม่
ส่วนเรื่องที่บอกว่า กรณีสแกนม่านตาเกิดขึ้นทีหลังการลงนาม MOU นั้น เป็นการหลบแบบศรีธนญชัยครับ เพราะข้อกล่าวหาคือ MOU หละหลวมในการเปิดพื้นที่ sandbox ที่ไม่มีการควบคุมตามกฎหมาย PDPA จึงทำให้ “scan ม่านตา” เกิดได้
ประเด็นของผมในกรณีคุณสุริยะ และคุณประเสริฐ คือ ทั้งสองท่านควรมีโอกาสพิสูจน์ตนเอง แต่วันนี้ยังไม่ได้มีการพิสูจน์ ดังนั้นการที่คุณอนุทินตั้งทั้งสองท่านเป็นรัฐมนตรี สะท้อนความจริงว่าคุณอนุทินไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงพอกับการต่อสู้กระบวนการทุนเทาที่ฝังลึกในสังคมชั้นสูงของไทย การเอาเรื่องกับ scammer คนต่างชาตินั้นต้องทำครับ แต่การเอาเรื่องกับคนใกล้ตัวคนไทยนี่แหละคือบทพิสูจน์ความจริงใจ
4. รมต.ศุภจี – พาณิชย์
“ล้งกลาง” ไม่เคยพูด แต่พูดว่า “ล้งชุมชน”??
เป็นการแก้ตัวที่แปลก เพราะแม้กองเชียร์ยังคงงง เพราะไม่นานมานี้ พวกเขายังเพิ่งตบมือเชียร์วลี “ไม่กลัวล้งจีนแต่จะทำล้งกลางมาสู้” ในคลิปที่ใครๆ ก็หาดูได้
ส่วนการอ้างว่าราคานํ้ามะพร้าวตอนนี้ “7-10 บาท” ผมว่าน่าเป็นห่วงมากกว่า เพราะอาจสะท้อนความไม่เข้าใจความต่างระหว่าง “ราคาหน้าสวน” (ตอนนี้ 3-4 บาท) และ “ราคาหน้าโรงงาน” (ตอนนี้ 6-7 บาท)
5. รมต.เอกนิติ – คลัง
เราคิดต่างกันในประเด็นการลดภาษีสรรพสามิต- ในสถานการณ์ปัจจุบัน คุณเอกนิติมองว่าเงินอยู่ในกระเป๋ารัฐบาลดีกว่า ส่วนผมมองว่าแบ่งกลับมาให้อยู่ในกระเป๋าประชาชนดีกว่า ส่วนที่ท่านบอกว่า เดี๋ยวจะไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาล
ผมขอตอบว่า ไม่เคยขอให้ลดค่าใช้จ่ายเรื่องนั้น แต่ผมเชื่อว่ามีเรื่องอื่นที่ลดได้แน่นอน และหากจะเอาประเด็นรักษาพยาบาลมาอ้าง ท่านควรต้อง EarMark ภาษีตรงจากสรรพสามิตน้ำมันตรงไปยังการรักษาพยาบาลได้เลย เหมือนกับสมัยที่ทำงานร่วมกัน เราเคยแชร์ไอเดียกันในเรื่อง EarMark ภาษีมรดก ตรงไปเป็นทุนการศึกษาให้เด็กด้อยโอกาส
2) นายกรณ์พูดถูกว่า มันมีทั้งคลิปและข่าว ที่สำนักข่าวต่างๆ รายงานไว้ชัดเจน เช่น กรุงเทพธุรกิจ 8 มีนาคม 2569 รายงานคำพูดของรัฐมนตรีศุภจีว่า
“ในบางพื้นที่มีรายงานว่าล้งบางกลุ่มได้รวมตัวกันกว่า 239 ล้ง และประกาศงดรับซื้อมะพร้าวชั่วคราวประมาณ 2 วันเพื่อกดดันตลาด และดูว่า ศุภจี หรือ กระทรวงพาณิชย์จะทำอะไรได้ ก็ขอตอบเลยว่า ไม่ต้องหยุด 2 วัน ให้หยุดไปเลย ไม่ต้องซื้อ ทางพาณิชย์จะจัดตั้ง “ล้งกลาง” ร่วมกับผู้ประกอบการที่มีความตั้งใจในการพัฒนาคุณภาพสินค้า พร้อมสนับสนุนปัจจัยการผลิตให้เกษตรกร เช่น ปุ๋ยและองค์ความรู้ เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิต” นางศุภจี กล่าว
3) นายเดชรัต สุขกำเนิด ทีมบริหาร พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า เมื่อวาน เพื่อนๆ ยังสอบถามว่า “ล้งกลาง” ที่คุณศุภจี เคยกล่าวไว้เมื่อเดือนก่อน ตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว?
ผมขอตอบก่อนเลยนะครับว่า เมื่อคืนในการอภิปรายนโยบายรัฐบาล คุณศุภจีก็ออกมาพูดเรื่องนี้แบบเต็มๆ ว่า ไม่ใช่ล้งกลาง แต่เป็น
“ล้งชุมชน” แทนแล้วครับ
แล้ว “ล้งกลาง” VS “ล้งชุมชน” เหมือนหรือต่างกันอย่างไร? ผมจะขออภิปรายในโพสต์นี้ครับ
ก่อนอื่น เราต้องเท้าความกลับไปถึงบริบทที่คุณศุภจีกล่าวถึง “ล้งกลาง” ในวันนั้น คุณศุภจีกล่าวถึงข่าวที่ล้งรับซื้อมะพร้าวจำนวน “สองร้อยกว่าล้ง” จะไม่รับซื้อมะพร้าวน้ำหอมเป็นเวลา 2 วัน คุณศุภจีจึงบอกว่า “ให้หยุดไปเลย” เพราะกระทรวงพาณิชย์จะหาคนมาทำ “ล้งกลาง” เอง
หลังจากนั้น ทุกคนก็ถามว่า กระทรวงพาณิชย์จะออกแบบล้งกลางมาในรูปแบบใด ตัวผมเองก็ได้เขียนโพสต์ทบทวนรูปแบบล้งกลางในประเทศอื่นๆ มาด้วย เพราะการออกแบบล้งกลางที่จะเวิร์กนั้น มีรายละเอียดมาก และพี่น้องชาวสวนมะพร้าวก็อยากได้ทางออกในเร็ววัน
สรุปสุดท้าย คุณศุภจีก็มาบอกว่า ไม่ได้ทำล้งกลางแล้วนะครับ แต่จะทำ “ล้งชุมชน” โดยส่งเสริมให้วิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกร มาทำ “ล้งชุมชน” เพื่อกระจายกันรับซื้อมะพร้าวจากเกษตรกรในราคาที่เป็นธรรม
เพราะฉะนั้น แนวคิด “ล้งชุมชน” จึงแตกต่างจาก “ล้งกลาง” เพราะ ล้งชุมชน เป็นลักษณะของล้งเล็กๆ ที่เข้าไปแทรกอยู่ในตลาด และแข่งขันกับล้งอื่นๆ ไม่ใช่ตลาดกลางหรือสิ่งอำนวยความสะดวกกลางแต่อย่างใด
ความแตกต่างที่เห็นได้ชัด คือ “ขนาด” เพราะในครั้งที่คุณศุภจีพูดถึงล้งกลางนั้น คุณศุภจีท้าชนกับล้งรับซื้อมะพร้าวน้ำหอมกว่า 200 ล้ง เพราะฉะนั้น ก็น่าสงสัยว่า เราจะต้องมี “ล้งชุมชน” สักกี่แห่งที่จะรับมือกับล้งรับซื้อเดิมๆ 200 กว่าแห่งได้
สิ่งที่น่าผิดหวังของเรื่องนี้ คือ ถ้าคุณศุภจีคิดจะทำ “ล้งชุมชน” มาตั้งแต่แรก เวลาที่ผ่านมาหนึ่งเดือน คุณศุภจีน่าจะเสนอความคืบหน้าของการจัดตั้งล้งชุมชนได้ชัดเจนกว่านี้ (เพราะล้งชุมชนออกแบบและจัดตั้งง่ายกว่าล้งกลางมาก) เช่น ล้งชุมชน ควรมีขนาดธุรกิจประมาณใด ใช้เงินลงทุนจากใคร รัฐบาลสนับสนุนอย่างไร ฯลฯ
แต่ทุกวันนี้ เรายังไม่ทราบเลยว่า ล้งชุมชนจะมีหน้าตาอย่างไร เพราะเมื่อวานคุณศุภจีก็พูดเพียงว่า “กำลังหารือกับนายกสมาคมมะพร้าวน้ำหอมอยู่”
ทั้งนี้ การมี ล้งชุมชน กับการมี ล้งกลาง ไม่ได้ขัดกัน หรือต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เพียงอย่างเดียวนะครับ เราสามารถมีล้งกลางที่ช่วยสนับสนุนล้งชุมชนอีกต่อหนึ่งได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพื้นที่ อุปกรณ์ ข้อมูล เงินทุน ฯลฯ ขึ้นอยู่กับว่า กระทรวงพาณิชย์จะออกแบบได้ละเอียด รอบคอบ และมีประสิทธิผลในการเปลี่ยนเกม ได้ดีเพียงใด
สุดท้าย ผมอยากบอกว่า เวลาแต่ละวันที่ผ่านไปหมายถึงมะพร้าว 2 ล้านผล /วัน ที่ต้องขายออกไปในราคาต่ำ (ตัวเลข 2 ล้านผลอ้างอิงตามคำพูดของคุณศุภจี) ขอให้คุณศุภจีและกระทรวงพาณิชย์เร่งมือขึ้นกว่านี้ครับ
และผมจะติดตาม “ล้งชุมชน” ของคุณศุภจีอย่างใกล้ชิดครับ
สรุป : ในเรื่องนี้ คุณศุภจีกำลังถูกจับได้แบบ “คาหนังคาเขา” ด้วยดิจิทัล ฟุตปริ๊นท์ แต่ก็นั่นแหละ ด้วยอานุภาพแห่งความศักดิ์สิทธิ์ของ “เจ้าแม่ศุภจี” ในยามที่มวลชนกำลังรักเธอ
เสียงใดๆ ก็ไม่อาจเข้าหู และกระทบต่อ “ศรัทธา” ที่พวกเขามีต่อ “ศุภจี” ได้เลย
แต่คำถามก็คือ ผลสัมฤทธิ์ของงานจะเป็นเช่นไร ด้วยการประคองศุภจีไว้ใน “พลังศรัทธา” มากกว่าการยึดถือต่อ “ความเป็นจริง” เช่นนี้ !!
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/66065&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21M7Itd3jWvyCEPVEwRC9O
