Category: วัฒนธรรม

  • รฟท.ปรับไทม์ไลน์ สร้างสายสีแดง‘มิสซิ่งลิงก์’ปี73

    รฟท.ปรับไทม์ไลน์ สร้างสายสีแดง‘มิสซิ่งลิงก์’ปี73

    วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.00 น.

    รฟท.ปรับไทม์ไลน์ สร้างสายสีแดง‘มิสซิ่งลิงก์’ปี73

    นายอรรถพล เก่าประเสริฐ วิศวกรใหญ่ฝ่ายโครงการพิเศษและก่อสร้าง การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดถึงความคืบหน้าการปรับแบบปรับรายละเอียดรายงาน EIA โครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดง ส่วนต่อขยาย (Missing Link) ว่า ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน เพื่อสรุปผลการศึกษาการปรับรายละเอียดโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน ช่วงบางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน-หัวหมาก และสายสีแดงเข้ม ช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง เนื่องจากปัจจุบันสภาพภูมิประเทศทางกายภาพได้เปลี่ยนแปลงไป จึงจำเป็นต้องมีการทบทวนผลการศึกษา ทั้งด้านความเหมาะสม รูปแบบโครงการใหม่ รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เพื่อนำไปใช้ประกอบการขออนุมัติดำเนินโครงการ พัฒนาโครงข่ายระบบขนส่งมวลชนระบบรางให้เป็นไปตามแผนแม่บทการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนระบบรางในกรุงเทพมหานคร

    ทั้งนี้ ได้รวบรวมข้อเสนอแนะของจากทุกภาคส่วน ประกอบด้วย 1.การเปลี่ยนตำแหน่งและชื่อสถานีราชวิถี เปลี่ยนชื่อเป็น “สถานีรามาธิบดี” ตั้งอยู่ระหว่างถนนสวรรคโลก และถนนกำแพงเพชร 5 ห่างจากจุดเดิมประมาณ 100 เมตร พร้อมทั้งก่อสร้างสะพานลอยคนเดินข้าม (Sky Walk) เพื่อเชื่อมต่อเข้ากับพื้นที่โรงพยาบาลรามาธิบดี และยังเชื่อมต่อกับโครงการก่อสร้างสะพานลอยทางเดินของกรุงเทพมหานคร บริเวณแยกตึกชัยไปจนถึงแยกอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ที่กำลังก่อสร้างในขณะนี้

    2. รูปแบบโครงสร้างทางรถไฟเป็นแบบอุโมงค์เปิด หรือคลองแห้ง (Open Trench) 3.ลักษณะสถานี เป็นสถานีที่เป็นรูปกล่อง ประกอบด้วย ชั้นชานพักผู้โดยสาร ชั้นชานชาลา หลังคาสูง 5.5 เมตร 4.สถานีใต้ดิน แบบ 2 ชั้น โดยให้ชั้นบนเป็นทางวิ่งของสายเหนือ-ใต้ และชั้นล่างเป็นทางวิ่งสายตะวันออก-ตะวันตก และเผื่อพื้นที่ด้านข้างไว้ให้โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และโครงการ Airport Rail Link ส่วนต่อขยายในอนาคต ที่จะต้องวางโครงสร้างไว้ใต้ดินเช่นเดียวกัน

    นายอรรถพล กล่าวว่า ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งสถานีราชวิถี อาจทำให้ลักษณะของผลกระทบที่เคยศึกษาไว้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จึงได้จัดทำมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการนำข้อคิดเห็นที่ได้รับจากประชาชนเพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน คือ 1.สร้างแนวกำแพง (Barrier) ล้อมรอบพื้นที่กองเก็บดิน เพื่อป้องกันการทรุดตัวของดินและการชะล้างพังทลายของดิน

    2.ติดตั้งรั้วทึบความสูงจากพื้นดินไม่น้อยกว่า 1.0 เมตร และฉีดพรมน้ำเป็นช่วงๆรอบบริเวณก่อสร้าง ลดการฟุ้งกระจายของฝุ่นละออง 3.แจ้งตารางเวลาทำงานให้พื้นที่ได้รับทราบล่วงหน้า รวมทั้งใช้เครื่องมืออุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานและวิธีการก่อสร้างที่ก่อให้เกิดเสียงน้อยที่สุด

    4.การเบี่ยงช่องจราจร และปิดกั้นการจราจรขณะเข้าและออกจากบริเวณพื้นที่ก่อสร้าง จัดให้มีระยะเข้าออกอย่างเพียงพอ รวมถึงประชาสัมพันธ์เรื่องเส้นทางลัด ทางเลี่ยง วันและเวลาการปิดถนนในเวลากลางคืน การเพิ่มช่องจราจรในชั่วโมงเร่งด่วน เป็นต้น และ 5 แจ้งการดำเนินการรื้อย้ายสาธารณูปโภคให้พื้นที่และผู้ใช้เส้นทางได้รับทราบล่วงหน้า

    “หลังจากการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเสร็จเรียบร้อยแล้ว รฟท.จะรวบรวมข้อมูล เพื่อนำไปศึกษาและขออนุมัติก่อสร้างโครงการ คาดว่าจะสามารถนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการได้ในปี 2571 จากนั้นจะจัดทำร่าง TOR และราคากลาง พร้อมประกวดราคาในปี 2572 เริ่มก่อสร้างปี 2573 ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 5 ปี และเปิดให้บริการในปี 2578” นายอรรถพล กล่าว

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    532.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/958291&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KJ4_bvzZamwyvg4XpA6YI

  • อธิบดีกรมการปกครอง แจ้งจับ ‘สมชัย-2 ผู้เชี่ยวชาญไอที’ ปมขายข้อมูลตลาดมืด | เดลินิวส์

    อธิบดีกรมการปกครอง แจ้งจับ ‘สมชัย-2 ผู้เชี่ยวชาญไอที’ ปมขายข้อมูลตลาดมืด | เดลินิวส์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 10 เม.ย. 69 นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้ นายจีราวัฒน์ พรหมเหมา ผู้รับมอบอำนาจ แจ้งความดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา บอกเล่าความเท็จให้เลื่องลือจนเป็นเหตุให้ประชาชนตื่นตกใจ และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และความผิดที่มีโทษทางอาญาอื่นที่เกี่ยวข้อง ต่อนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมด้วย นายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม และนายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธุ์ CEO ของ Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี blockchain 

    โดยมีพนักงานสอบสวน สน.บางพลัด กองบัญชาการตำรวจนครบาล กรุงเทพฯ ได้รับแจ้งความและจัดรับคำร้องทุกข์ไว้แล้ว

    สำหรับประเด็นที่แจ้งความ พบว่า เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 69 และสถานที่เกิดเหตุ ผู้มอบอำนาจได้ตรวจพบเว็บไซต์แห่งหนึ่ง ได้เผยแพร่หัวข้อข่าว “สมชัย-2 ผู้เชี่ยวชาญไอที แฉข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งถูกขายในตลาดมืด” มีรายละเอียดข่าวโดยสรุปว่า ข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่ปกติคนทั่วไปเข้าถึงไม่ได้

    แต่วันนี้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้แล้ว และมีคนนำไปขายในตลาดมืดมานานแล้ว โดยรั่วไหลมาจากระบบการตรวจสอบผู้มีสิทธิเลือกตั้งของกรมการปกครอง เป็นเวลานานกว่า 3 สัปดาห์ ก่อนที่กรมการปกครองจะทำการแก้ไขเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 และมีการกล่าวอ้างถึงบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 53 ล้านรายชื่อ ที่อยู่ในความดูแลของกรมการปกครอง มีการรั่วไหลออกไปและมีการเจาะระบบกรมการปกครอง ซึ่งเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง และทำให้กรมการปกครองได้รับความเสียหาย และบันทึกภาพและเสียงของสำนักข่าวแห่งหนึ่ง ตามลิงก์.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5781598/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Vw7RSly1whKh1jk5yFWHg

  • ตะลึงโลก! สแกน “พระพุทธรูปพันปี” พบโครงร่างมนุษย์นั่งสมาธิ และ “กระดาษ” ซ่อนอยู่ข้างใน

    ตะลึงโลก! สแกน “พระพุทธรูปพันปี” พบโครงร่างมนุษย์นั่งสมาธิ และ “กระดาษ” ซ่อนอยู่ข้างใน

    ไม่ใช่แค่รูปปั้น! นักวิทย์อึ้งพบร่าง “หลวงพ่อ” อายุ 1,000 ปี ซ่อนในพระพุทธรูป พร้อมเศษกระดาษอักขระโบราณ

    กลายเป็นเรื่องราวที่สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่ววงการโบราณคดีและวิทยาศาสตร์ เมื่อพระพุทธรูปโบราณจากประเทศจีนที่มีอายุกว่า 1,000 ปี ถูกนำเข้าเครื่องสแกน CT Scan ก่อนจะเผยให้เห็น “ความลับ” ที่ซ่อนอยู่ภายใน ซึ่งไม่ใช่ทองคำหรืออัญมณี แต่เป็นร่างของมนุษย์ที่อยู่ในท่าวิปัสสนา!

    ความลับที่ถูกเปิดเผยด้วยเทคโนโลยี CT Scan

    ย้อนกลับไปในปี 2014 นักสะสมส่วนตัวรายหนึ่งได้ส่งพระพุทธรูปทองคำโบราณไปยังประเทศเนเธอร์แลนด์เพื่อทำการตรวจสอบและบูรณะ แต่เมื่อคณะผู้เชี่ยวชาญตัดสินใจใช้เทคโนโลยีการถ่ายภาพตัดขวาง (CT Scan) เพื่อสำรวจโครงสร้างภายใน พวกเขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบ “โครงกระดูกมนุษย์” ในสภาพสมบูรณ์ที่ยังคงนั่งสมาธิอยู่ภายในองค์พระ

    ภาพสแกนที่ได้เผยให้เห็นรายละเอียดที่น่าขนลุก ภายในช่องอกและช่องท้องไม่มีอวัยวะภายในเหลืออยู่ แต่กลับถูกแทนที่ด้วยเศษกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่มีตัวอักษรจีนโบราณจารึกไว้ ซึ่งกลายเป็นปริศนาชิ้นสำคัญที่นักวิจัยพยายามถอดรหัสมาจนถึงปัจจุบัน

    เปิดตำนาน “พระอาจารย์หลิวฉวน” และพิธีกรรมสังขารอมตะ

    จากการศึกษามีการสันนิษฐานว่า ร่างที่อยู่ภายในคือ “พระอาจารย์หลิวฉวน” (Liuquan) พระนิกายเซนชาวจีนที่มีชีวิตอยู่ราวปี ค.ศ. 1100 ซึ่งการรักษาศพให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์เช่นนี้ เชื่อมโยงกับพิธีกรรม “Self-Mummification” หรือการทำมัมมี่ด้วยตนเองที่เคยปรากฏในเอเชีย

    พิธีกรรมสุดโต่งนี้กำหนดให้พระนักปฏิบัติภาวนาต้องควบคุมอาหารอย่างเข้มงวด เพื่อรีดไขมันและความชื้นออกจากร่างกายให้เหลือน้อยที่สุด รวมถึงการดื่มชาสมุนไพรที่มีพิษอ่อนๆ เพื่อป้องกันแมลงและแบคทีเรียมาทำลายร่างหลังมรณภาพ ก่อนจะเข้าไปนั่งสมาธิในที่แคบจนสิ้นลมหายใจ

    ปริศนาที่ยังไร้คำตอบชัดเจน

    แม้จะมีทฤษฎีเรื่องการทำมัมมี่ด้วยตัวเอง แต่ก็มีนักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มเชื่อว่า ร่างของท่านอาจถูกบูชาแยกไว้ข้างนอกก่อนเป็นเวลานานหลายศตวรรษ ก่อนจะถูกบรรจุลงในพระพุทธรูปในภายหลังเพื่อเป็นการคุ้มครองสังขาร ซึ่งจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครสรุปได้แน่ชัดว่าร่างนี้ถูกรักษาไว้ให้คงสภาพเดิมนับพันปีได้อย่างไร

    ท้ายที่สุด พระพุทธรูปพันปีที่มีร่างมนุษย์อยู่ภายในวงนี้ ไม่เพียงแต่แสดงถึงความศรัทธาอันแรงกล้าในพุทธศาสนา แต่ยังท้าทายความรู้ทางวิทยาศาสตร์เรื่องการเน่าเปื่อยของร่างกายมนุษย์ แม้เวลาจะผ่านไปนานนับพันปี แต่ความลับของ “สังขารอมตะ” นี้ก็ยังคงเป็นหนึ่งในปริศนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกต่อไป

    อ้างอิงข้อมูล: CNN, National Geographic และหน่วยงานโบราณคดีนานาชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9883686/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2h_z9Z87RSAueBm_Q-3Xo2

  • ทั่วโลกมีแค่ประเทศเดียว! ที่ผลิตอาหารได้ครบทุกหมวดหมู่ แล้วไทยอยู่ระดับไหน?

    ทั่วโลกมีแค่ประเทศเดียว! ที่ผลิตอาหารได้ครบทุกหมวดหมู่ แล้วไทยอยู่ระดับไหน?

    มีแค่ประเทศเดียวในโลก ที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้อย่างเต็มที่ ผลิตอาหารครบทั้ง 7 หมวดหมู่อาหาร

    ในยุคที่ความมั่นคงทางอาหารกลายเป็นประเด็นสำคัญระดับโลก การที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะสามารถเลี้ยงดูประชากรของตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากภายนอกถือเป็นเรื่องที่ทำได้ยากยิ่ง

    ข้อมูลล่าสุดจากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Food เผยให้เห็นความจริงที่น่าตกใจว่า จากบรรดาประเทศทั่วโลก มีเพียง “กายอานา” (Guyana) เพียงประเทศเดียวเท่านั้นที่สามารถผลิตอาหารหลักได้ครบทั้ง 7 หมวดหมู่ตามความต้องการภายในประเทศ

    การวิเคราะห์นี้ไม่ได้พิจารณาเพียงแค่ปริมาณแคลอรีที่ผลิตได้ แต่เน้นไปที่ความหลากหลายของสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย โดยแบ่งออกเป็น 7 กลุ่มหลัก ได้แก่ แป้ง (อาหารหลัก), ผลไม้, ผัก, ผลิตภัณฑ์นม, เนื้อสัตว์, ปลา และพืชตระกูลถั่ว ผลการวิจัยพบว่าแม้แต่ประเทศมหาอำนาจทางการเกษตรอย่างสหรัฐอเมริกาหรือจีน ก็ยังไม่สามารถผลิตได้ครบทุกหมวดหมู่และยังต้องพึ่งพาการนำเข้าในบางส่วน

    iStockphoto

    กายอานา: ต้นแบบความมั่นคงทางอาหารที่โลกต้องจับตามอง

    กายอานา ประเทศขนาดเล็กในอเมริกาใต้ กลายเป็นประเทศเดียวในโลกที่สามารถตอบสนองความต้องการอาหารในประเทศได้ครบทั้ง 7 หมวดหมู่ โดยเฉพาะในกลุ่มแป้งและผลไม้ที่สามารถผลิตได้เกินความต้องการจนเหลือใช้ ความสำเร็จนี้ทำให้กายอานากลายเป็นข้อยกเว้นที่โดดเด่นในแผนที่ความมั่นคงทางอาหารโลก

    ในขณะที่ประเทศอื่นๆ อย่างจีนและเวียดนาม ทำคะแนนได้ดีรองลงมา โดยสามารถผลิตอาหารได้เองถึง 6 จาก 7 หมวดหมู่ แต่ทั้งสองประเทศยังคงประสบปัญหาในการผลิต “ผลิตภัณฑ์นม” ให้เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดทางโครงสร้างในบางภาคส่วนที่แม้แต่ประเทศเกษตรกรรมรายใหญ่ก็ยังก้าวข้ามได้ยาก

    ไทยอยู่ระดับกลาง ผลิตได้ 4 จาก 7 หมวด

    สำหรับประเทศไทย ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็น “ครัวของโลก” ข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ระบุว่าไทยสามารถพึ่งพาตนเองได้ใน 4 จาก 7 หมวดหมู่หลัก แม้ว่าไทยจะเป็นผู้ส่งออกข้าวและผลไม้รายใหญ่ แต่ในหมวดหมู่สำคัญอื่นๆ เช่น ผลิตภัณฑ์นม หรือพืชตระกูลถั่วบางชนิด ยังคงต้องมีการนำเข้าเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคภายในประเทศ

    ความมั่นคงทางอาหาร ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรวย

    การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า ความมั่งคั่งของประเทศไม่ได้เป็นหลักประกันว่าประเทศนั้นจะมีความมั่นคงทางอาหารเสมอไป ประเทศที่ร่ำรวยหลายแห่งยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารอย่างหนักเนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่สภาพอากาศ หรือการเลือกปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อการค้ามากกว่าการบริโภค

    ความท้าทายในอนาคตจึงไม่ใช่แค่การผลิตอาหารให้เพียงพอต่อแคลอรีที่ร่างกายต้องการ แต่คือการบริหารจัดการให้ประชากรเข้าถึงสารอาหารที่ครบถ้วนจากแหล่งผลิตภายในประเทศเอง

    แหล่งอ้างอิง

       

    1. Visual Capitalist

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9883662/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TXBFeXmYxUBRIbQX9eOpw

  • วิจารณ์ยับ! คำพูดแม่ทัพภาค 4 ‘ถ้าผมทำไม่รอด’ จ่อฟันผิด ‘น.อ.’ ปล่อยรถหลวงให้มือปืน | เดลินิวส์

    วิจารณ์ยับ! คำพูดแม่ทัพภาค 4 ‘ถ้าผมทำไม่รอด’ จ่อฟันผิด ‘น.อ.’ ปล่อยรถหลวงให้มือปืน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 14 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ได้แถลงข่าวความคืบหน้ากรณีคนร้ายใช้รถยนต์ของ กอ.รมน.นราธิวาส และอาวุธปืนสงครามยิงถล่มรถยนต์ของ สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.เขต 5 จ.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ที่ค่ายสิรินธร กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เมื่อวันที่ 13 เม.ย. ที่ผ่านมา และกล่าวกับนักข่าวว่า “ถ้าผมทำรับรองไม่รอด” ซึ่งหมายถึงว่าถ้าเป็นเรื่องของ กอ.รมน. และทหารเป็นคนลงมือ รับรองว่า สส.กมลศักดิ์ ไม่มีชีวิตรอด

    ประเด็นดังกล่าว ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงทั้งในร้านน้ำชาที่เป็นสังคมของคนในพื้นที่และในโซเซียล ที่กลุ่มภาคประชาสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเพจของปีกทางการเมือง บีอาร์เอ็น ได้นำเอาคำพูดของ พล.ท.นรธิป มาโจมตีว่าเป็นการพูดที่ทำลายบรรยากาศในพื้นที่ ให้เห็นว่าทหารยังใช้ความรุนแรงกับการแก้ไขสถานการณ์ของความไม่สงบ มีการเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล และ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. ทบทวนคำพูดของ แม่ทัพภาคที่ 4 ที่ไม่เหมาะสมกับการเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งมีภารกิจในการสร้างสันติสุขในการดับไฟใต้

    ซึ่ง พล.ท.นรธิป ได้เปิดเผยว่า การพูดว่าถ้าตนเองเป็นคนทำ ไม่รอด พูดตามสภาพของข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่า ถ้ามือปืนที่เป็นมืออาชีพ ต้องการที่จะปลิดชีพของ สส.กมลศักดิ์ ต้องไม่ใช่การยิงแบบนั้น ซึ่งประเด็นนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ตำรวจต้องสืบสวนสอบสวนให้ได้ข้อเท็จจริงจากผู้ต้องหา เพราะจะได้ทราบข้อเท็จจริงและสาเหตุของการก่อเหตุในครั้งนี้

    ‘แยม-ฐปณีย์’ โพสต์เฟซฯ ถูก IO โจมตีกล่าวหานักข่าวโจร โฆษก BRN หลังสัมภาษณ์แม่ทัพภาคที่ 4

    เช่นเดียวกับที่ตนกล่าวถึง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ว่าเคยเป็น เลขาธิการ ศอ.บต. เคยเป็นอธิบดีดีเอสไอ และเคยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ทำไมจึงยังแก้ปัญหาของไฟใต้ไม่ได้ เป็นการกล่าวตามข้อเท็จจริงถึงปัญหาของไฟใต้ว่า เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหา ไม่สามารถที่จะทำได้ง่ายๆ เช่นเดียวกับที่เรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการ ลงมาดูข้อเท็จจริงเรื่องการที่บีอาร์เอ็นใช้สถานศึกษา เช่น ปอเนาะ และตาดีกา เป็นที่บ่มเพาะเยาวชน เพื่อต้องการชี้ให้เห็นรากเหง้าของปัญหา และที่ทำอยู่เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ได้ตั้งใจที่จะต่อว่าใครทั้งสิ้น

    ในส่วนของการติดตามผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีอยู่อีก 1 คน คือ เรือเอก วิโรจน์ เกตุมณี อดีตนาวิกโยธิน หน่วยซีคอน ซึ่งหนึ่งในสองของมือปืนร่วมกับ นายธนภัฒน์ วัฒนภิญโญ อดีต อส.นย. ที่ถูกจับกุมได้ล่าสุด โดยชุดสืบสวนและติดตามแกะรอยของ ศชต. หรือ ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจชายแดนใต้ ได้เปิดเผยว่า มีการกดดันทั้งจาก กอ.รมน. และหน่วยนาวิกโยธิน ให้มีการมอบตัว ซึ่งขณะนี้ชุดติดตามแกะรอยมีเบาะแสว่าไปหลบซ่อนในพื้นที่ไหนและใครที่ให้ความช่วยเหลือ โดยจะพยายามที่จะติดตามจับกุมให้ได้ก่อนวันที่ 16 ซึ่งพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. จะเดินทางมาประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าของคดีที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจชายแดนภาคใต้ หรือ ศชต. อ.เมือง จ.ยะลา รวมทั้งเป็นการเตรียมชี้แจงถึงผลของคดีต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่จะมาเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น แม่ทัพภาคที่ 4 กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ผบช.ภ.9 และผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดี และการให้นโยบายในการดับไฟใต้

    ชุดสืบสวนสอบสวนของ ศชต. เปิดเผยเพิ่มเติมว่า คดีการยิงถล่มรถยนต์ของ สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ หรือ ทนายแวยูแฮ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมืองในพื้นที่ที่ร่วมมือกับกลุ่มอิทธิพล ผู้ที่อยู่เบื้องหลังเป็นนักการเมืองในพื้นที่ และมีนักการเมืองท้องถิ่นนอกพื้นที่รวมอยู่ด้วย ซึ่งจากการสอบสวนผู้ต้องหาที่จับมาได้ มีการโยงโยถึงนักการเมืองบางคนแต่ยังไม่ชัดเจน เพราะคนที่รับงานและยืมรถยนต์ของกอ.รมน. จ.นราธิวาส มาใช้คือ เรือเอก วิโรจน์ เกตุมณี และชุดสืบสวนสอบสวนกำลังพิจารณาที่จะแจ้งความเอาผิดกับ น.อ.มนตรี โตประเสริฐ หัวหน้ากลุ่มงานบริหารบุคคล และส่งกำลังบำรุง กอ.รมน.จ.นราธิวาส ในฐานะที่เป็นผู้ให้ยืมรถยนต์ของราชการไปให้ก่อเหตุ ที่อาจจะมีส่วนรู้เห็นกับการก่อเหตุครั้งนี้ และขณะนี้ น.อ.มนตรี ถูกย้ายกลับไปต้นสังกัดเดิมที่ส่วนกลางแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5781090/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iAnWfdsu8Lg6B0Sb7Asfn

  • เศรษฐกิจดิ่งก็ไม่ทิ้งกัน! มทร.ธัญบุรี เล็งลดค่าเทอม แบ่งเบาภาระผู้ปกครออง ช่วยนักศึกษา | เดลินิวส์

    เศรษฐกิจดิ่งก็ไม่ทิ้งกัน! มทร.ธัญบุรี เล็งลดค่าเทอม แบ่งเบาภาระผู้ปกครออง ช่วยนักศึกษา | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 14 เม.ย.รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ส่งผลทำให้ราคาน้ำมันแพงทะลุเพดาน ส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของพลังงานและค่าครองชีพ ซึ่งในส่วนของ มทร.ธัญบุรีไม่ได้นิ่งนอนใจและได้มีการติดตามผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งเรื่องรายจ่ายของมหาวิทยาลัย บุคลากร และนักศึกษา โดยในส่วนของนักศึกษาเรื่องของการลงทะเบียนเรียนนั้น มหาวิทยาลัยได้มีการประสานงานไปยังธนาคาร หากผู้ปกครองชำระด้วยบัตรเครดิต สามารถแบ่งจ่ายได้ตามระยะเวลาที่ธนาคารกำหนด หรือยื่นเรื่องกับมหาวิทยาลัยโดยตรงเพื่อแบ่งจ่ายค่าเทอมได้เช่นกัน นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยกำลังพิจารณาลดค่าเทอมเช่นเดียวกับช่วงโควิด-19 ที่เคยดำเนินการมาแล้ว ซึ่งคาดว่าเรื่องนี้จะมีความชัดเจนก่อนการเปิดเทอม 1/2569 โดยจะดูแนวโน้มของสภาพเศรษฐกิจเป็นหลัก ซึ่งมีระยะเวลาในการพิจารณาอย่างรอบคอบรอบด้านอีก 2 เดือนทั้งนี้ในส่วนของนักศึกษาที่จ่ายค่าเทอมมาแล้วนั้น หากมหาวิทยาลัยมีการประกาศลดค่าเทอมลงก็จะมีการดำเนินการจ่ายคืนค่าส่วนต่างให้ภายหลังต่อไป

    อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวอีกว่า ขณะที่ในส่วนของมหาวิทยาลัยนั้น ที่ผ่านมาได้ดำเนินนโยบายลดการใช้พลังงาน เช่น ปิดไฟทุกห้องเรียนเมื่อไม่มีการใช้ เปิดปิดแอร์ในระยะเวลาที่กำหนด เป็นต้น ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจ และในช่วงนี้ซึ่งเป็นช่วงปิดภาคการศึกษา เชื่อว่าจะลดการใช้พลังงานได้เพิ่มขึ้นไปอีก สำหรับบุคลากรนั้น ได้สั่งการให้แต่ละคณะแบ่งเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานแบบเวิร์ก ฟอร์ม โฮม ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากเจ้าหน้าที่ เนื่องจากเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้มากพอสมควร เพราะปัจจุบันราคาน้ำมันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5781986/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mVcr2mNMpdzOy7OIOssy3

  • ต้นทุนบัตรทองเพิ่ม งบต้องขยับ (1) : ต้นทุนโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย สูงกว่าสังกัดสธ.

    ต้นทุนบัตรทองเพิ่ม งบต้องขยับ (1) : ต้นทุนโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย สูงกว่าสังกัดสธ.

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-286&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iowZ8NofMHBdCqGV0Eg8n

  • “เพ็ญภัค” ชี้ไทยเผชิญสังคมสูงวัย-เด็กหลุดระบบ จี้รัฐบาลปฏิรูปสวัสดิการทั้งระบบ อุดช่องเหลื่อมล้ำ

    “เพ็ญภัค” ชี้ไทยเผชิญสังคมสูงวัย-เด็กหลุดระบบ จี้รัฐบาลปฏิรูปสวัสดิการทั้งระบบ อุดช่องเหลื่อมล้ำ

    “เพ็ญภัค” สส.ลำปาง กล้าธรรม ชี้ ไทยเผชิญโจทย์ใหญ่สังคมสูงวัย-เด็กหลุดระบบ-คนเปราะบาง จี้รัฐบาลปฏิรูปสวัสดิการทั้งระบบ กระจายอำนาจถึงท้องถิ่น อุดช่องโหว่แก้ปมเหลื่อมล้ำ

    เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 14 เมษายน 2569 น.ส.เพ็ญภัค รัตนคำฟู สส.ลำปาง พรรคกล้าธรรม กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านสังคมครั้งใหญ่ ทั้งปัญหาสังคมสูงวัยที่ขยายตัวรวดเร็ว เด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษา ตลอดจนประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ยังเข้าไม่ถึงสวัสดิการอย่างทั่วถึง โดยรัฐบาลต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างนโยบายสังคมอย่างจริงจัง

    น.ส.เพ็ญภัค กล่าวต่อว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ แต่ระบบดูแลผู้สูงอายุยังไม่พร้อมรองรับ ทั้งด้านสุขภาพ การดูแลระยะยาว และรายได้หลังเกษียณ ดังนั้น รัฐบาลต้องเร่งวางระบบดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจร ตั้งแต่การส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกัน การดูแลสุขภาพจิต การดูแลแบบประคับประคอง ไปจนถึงการพัฒนาระบบดูแลระยะยาวในชุมชน เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสวัสดิการ โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ยังตกหล่นจากระบบจำนวนมาก ทั้งผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้มีรายได้น้อย และครัวเรือนที่อยู่ในภาวะยากลำบาก ซึ่งสะท้อนว่า ระบบฐานข้อมูลภาครัฐยังไม่เชื่อมโยงและไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ซึ่งรัฐบาลต้องเร่งสร้างระบบข้อมูลกลางที่แม่นยำ โปร่งใส และเชื่อมโยงทุกหน่วยงาน เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนได้จริง

    น.ส.เพ็ญภัค ระบุต่อว่า ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบยังอยู่ในระดับน่าห่วง และส่งผลโดยตรงต่ออนาคตประเทศ จึงเสนอให้มีการปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการแก้กฎหมายเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่ และพัฒนาระบบช่วยเหลือเด็กกลุ่มเสี่ยงอย่างเป็นรูปธรรม

    “รัฐบาลควรกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีบทบาทมากขึ้นในการจัดสวัสดิการสังคม เพื่อให้การช่วยเหลือสอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ พร้อมสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชน ภาคประชาสังคม และทุกภาคส่วนในการร่วมออกแบบนโยบายสาธารณะ การพัฒนาสังคมที่ดี ไม่ใช่แค่การเยียวยาปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องสร้างระบบที่ทำให้คนไทยทุกช่วงวัยเข้าถึงโอกาสอย่างเป็นธรรม และไม่ปล่อยให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2926620&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cK1CFsv0XeB3bHmSyVL-_

  • ม.อุบลฯ คว้า 4 รางวัลการประกวดผลงาน CWIE ระดับเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา’69

    ม.อุบลฯ คว้า 4 รางวัลการประกวดผลงาน CWIE ระดับเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา’69

    วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี โดย ดร.อนุสรณ์ บรรเทิง ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสารสนเทศทางการศึกษา และคณะ นำนักศึกษาผู้แทนมหาวิทยาลัยฯ เข้าร่วมโครงการนิทรรศการและประกวดผลงานสหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน (CWIE) ดีเด่น ระดับเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ประจำปี 2569 โดยผลงานนักศึกษาสามารถสร้างชื่อเสียงในการประกวด คว้า 4 รางวัล รางวัลชนะเลิศ 2 รางวัล  และรองชนะเลิศ 2 รางวัล มีสถาบันเครือข่ายอุดมศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง จำนวน 9 สถาบัน เข้าร่วมนำเสนอผลงาน ในรูปแบบออนไลน์ และแบบ Onsite นำผลงานเข้าประกวด 2 ประเภท ได้แก่ การนำเสนอแบบปากเปล่า (Oral Presentation) จำนวน 40 ผลงาน และการนำเสนอแบบโปสเตอร์ (Poster Presentation) จำนวน 26 ผลงาน  ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา

    ดร.อนุสรณ์ บรรเทิง ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสารสนเทศทางการศึกษา กล่าวว่า โครงการฯนับเป็นเวทีส่งเสริมให้นักศึกษาได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และนำเสนอผลงาน เสริมสร้างประสบการณ์และทักษะการสื่อสารเชิงวิชาการในระดับเครือข่าย รวมถึงการประยุกต์ใช้นวัตกรรมในการดำเนินงานสหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงานของนักศึกษา ตลอดจนเปิดเวทีให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ระหว่างสถานศึกษาและสถานประกอบการ

    ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี นำนักศึกษาเข้านำเสนอผลงาน และสามารถคว้ารางวัลดีเด่น จำนวน 4 รางวัล ชนะเลิศ 2 รางวัล  และ รองชนะเลิศ 2 รางวัลดังนี้ ประเภทโปสเตอร์ : รางวัลชนะเลิศ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีดีเด่น ได้แก่  น.ส.สาริกา วาโยบุตร  สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ ผลงาน การลดปริมาณไนโตรรวม (TKN) ในน้ำทิ้งก่อนเข้าสู่ระบบบำบัดส่วนกลาง , รางวัลชนะเลิศ ด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ดีเด่น ได้แก่ น.ส.มณฑาภู มูลสาร สาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อธุรกิจในยุคดิจิทัล คณะศิลปะศาสตร์ ผลงาน แผนที่นำทางภายในโรงแรม (In-house Navigator)

    ประเภท Oral Presentation : รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ดีเด่น ได้แก่ น.ส.มินตรา หงศรีเมือง ️สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ ผลงาน การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการรวบรวมข้อมูลจัดทำบัตรพนักงานด้วยระบบ Google Workspace: กรณีศึกษา Savan Park Office และบริษัทในเขต Zone C สปป.ลาว , รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1ด้านนานาชาติดีเด่น ได้แก่  น.ส.ญาณัจฉรา วิเชียรธวัชชัย สาขาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ ผลงาน  Co-ZIF-67 Decorated MXene Nanocomposite as a Catalyst for Peroxymonosulfate Activation in the Degradation of Methylene Blue

    นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จ ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ที่สะท้อนถึงศักยภาพของนักศึกษาและการขับเคลื่อนการจัดการศึกษารูปแบบ CWIE ที่มุ่งเน้นการบูรณาการองค์ความรู้สู่การปฏิบัติจริง พร้อมพัฒนาทักษะและนวัตกรรมเพื่อการทำงานในอนาคตอย่างมีคุณภาพ

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    จาก ‘DNA เมือง’ สู่พลังแห่งการเรียนรู้ ม.อุบลฯ ปักหมุด ‘UBU Academy’ ชูธง UBON The Healing City

    มรภ.สุรินทร์ เป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมนิทรรศการและการประกวดผลงาน CWIE

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/958116&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14-moWnMIBqMFH2et45HeJ

  • ‘มหิดล’ ผนึกพันธมิตรธุรกิจ ปั้นโมเดลแห่งอนาคต ดึงนักลงทุน-กู้เศรษฐกิจ

    ‘มหิดล’ ผนึกพันธมิตรธุรกิจ ปั้นโมเดลแห่งอนาคต ดึงนักลงทุน-กู้เศรษฐกิจ

    ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหิดลประกาศยุทธศาสตร์ยกระดับการศึกษาและงานวิจัย ปี 2569 เพื่อส่งต่อความสำเร็จสู่การพัฒนาประเทศ ชูโมเดล “MU SYNERGY: Real World Impact in Action” แนวทางการดำเนินงานที่มุ่งปลดล็อกทุกข้อจำกัดของงานวิจัย เน้นลงมือทำจริง และเร่งเปลี่ยนองค์ความรู้สู่ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ 

    พร้อมเปิดความก้าวหน้าของ 5 ไฮไลต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ (New S-Curve) ได้แก่ การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ (Medical AI) การสร้างโรงงานยามีชีวิต (ATMU) การปลูกถ่ายอวัยวะข้ามสายพันธุ์ (Xenotransplantation) อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food Industry) และการปฏิรูปการศึกษา(Next-Gen Education) 

    ทั้ง 5 ด้านที่กล่าวมามีศักยภาพในการสร้าง New S-Curve ให้กับประเทศ เสริมโอกาสใหม่ท่ามกลางความท้าทายของสถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลก และช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

    “ท่ามกลางวิกฤตความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามที่ยืดเยื้อ และความผันผวนของราคาพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพทั่วโลก ประเทศไทยจำเป็นต้องมีภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ ที่แข็งแกร่งและพึ่งพาตนเองโดยในปี 2569 มหาวิทยาลัยมหิดลได้ก้าวเข้าสู่ระยะที่ 2 ของยุทธศาสตร์ ‘Real World Impact’ ภายใต้แนวคิด ‘MU SYNERGY: Real World Impact in Action’ เน้นการลงมือทำจริงและการผนึกกำลังกับภาคเอกชนให้เข้มข้นยิ่งขึ้น”

    ทั้งมุ่งปลดล็อกข้อจำกัดทางวิชาการ ยกระดับความร่วมมือกับภาคเอกชน และเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นอาวุธทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้จริง เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ ช่วยเพิ่มมูลค่า GDP และขับเคลื่อนประเทศ โดยขับเคลื่อนผ่าน 5 เสาหลักที่ออกแบบเพื่อสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ได้แก่

    ‘มหิดล’ ผนึกพันธมิตรธุรกิจ ปั้นโมเดลแห่งอนาคต ดึงนักลงทุน-กู้เศรษฐกิจ

    ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร กล่าวว่า การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ (Medical AI) ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะด้านสาธารณสุขของประเทศสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับผู้นำเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง NVIDIA และ บริษัท สยาม เอไอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในการลงทุนเทคโนโลยีประมวลผลประสิทธิภาพสูง NVIDIA H200 เพื่อสร้าง Health Data Lake และระบบ AI วิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพหลายมิติ ตั้งแต่ระดับพันธุกรรมจนถึงข้อมูลรายบุคคล การดำเนินการที่ผ่านมา

    อาทิ ระบบวิเคราะห์ภาพเอกซเรย์ปอดที่มีความแม่นยำสูงถึง 98% ซึ่งปัจจุบันถูกนำไปใช้งานจริงในโรงพยาบาลกว่า 700 แห่ง ทั่วประเทศ ครอบคลุมการดูแลผู้ป่วยกว่า 7.4 ล้านราย และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 200 ล้านบาท สะท้อนถึงความสำเร็จในการเปลี่ยน Big Health Data ให้เป็นความแม่นยำในการรักษา (Precision Medicine) และยกระดับการแพทย์เชิงป้องกันอย่างเป็นรูปธรรม

    สำหรับการสร้างโรงงานยา (ATMU) เป็นการยกระดับประเทศไทยสู่ “ฐานการผลิตยาชีววัตถุและยีนบำบัดแห่งอนาคต” พลิกโครงสร้างอุตสาหกรรมการแพทย์จากประเทศผู้นำเข้า สู่การเป็นผู้พัฒนาและผลิตเทคโนโลยีการรักษาขั้นสูงด้วยตนเอง ลดการไหลออกของเม็ดเงินจากการนำเข้ายามูลค่าสูง พร้อมเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงการรักษาโรคซับซ้อน เช่น มะเร็งและโรคหายาก ในต้นทุนที่เหมาะสมมากขึ้น

    ทั้งนี้ โครงการ ATMU เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดล บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัดและบริษัทเอกชนชั้นนำ ภายใต้งบลงทุนกว่า 1,300 ล้านบาท ผ่านการพัฒนาโมเดล Twin Facility ที่เชื่อมงานวิจัยสู่การผลิตเชิงพาณิชย์อย่างครบวงจร ตั้งแต่ห้องแล็บสู่โรงงานพร้อมกันนี้ ยังเป็นการสร้าง New S-Curve ให้เศรษฐกิจไทยในอุตสาหกรรมชีวเวชภัณฑ์ (Biopharmaceuticals) ที่มีมูลค่าสูงและเติบโตต่อเนื่องในระดับโลก โดยมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีการรักษาขั้นสูง เช่น CAR T-Cell เพื่อวางประเทศไทยให้เป็นหนึ่งในฐานการผลิตและพัฒนานวัตกรรมการแพทย์ของภูมิภาคในอนาคต

    ‘มหิดล’ ผนึกพันธมิตรธุรกิจ ปั้นโมเดลแห่งอนาคต ดึงนักลงทุน-กู้เศรษฐกิจ

    ขณะที่การปลูกถ่ายอวัยวะข้ามสายพันธุ์ (Xenotransplantation) การเปิดพรมแดนใหม่ของระบบสาธารณสุขไทย ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีปลูกถ่ายอวัยวะข้ามสายพันธุ์เพื่อปลดล็อกวิกฤตการขาดแคลนอวัยวะ ที่เป็นหนึ่งในข้อจำกัดสำคัญของการรักษาโรคระยะรุนแรงในประเทศไทยและทั่วโลก 

    โดยมุ่งพัฒนา “ไตหมูตัดต่อยีน” เป็นต้นแบบสำหรับการปลูกถ่ายในมนุษย์ ซึ่งหากสำเร็จ จะเปลี่ยนโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย ให้เข้าถึงการรักษาได้จริง โครงการนี้ไม่เพียงเป็นก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ แต่คือการวางรากฐาน “ระบบอวัยวะทางเลือก” (Alternative Organ Supply) ให้กับประเทศในระยะยาว ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการล้างไตที่สูงกว่า 16,000 ล้านบาทต่อปี และเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วยหลายแสนราย 

    ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยมหิดลร่วมกับพันธมิตรภาคเอกชนชั้นนำ อาทิ เบทาโกร (Betagro) และเอนซีโน (Nzeno) ลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีตั้งแต่ Advanced Genetic Engineering ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานด้าน Biosecurity ระดับสูง พร้อมเตรียมจัดตั้งโรงเรือนปลอดเชื้อพิเศษ (DPF) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการวิจัย และเป็นก้าวเร่งสู่การทดลองในมนุษย์ระดับคลินิกภายในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี ความก้าวหน้านี้จึงไม่เพียงยกระดับขีดความสามารถทางการแพทย์ของไทย แต่ยังวางตำแหน่งประเทศในฐานะผู้เล่นใหม่ในเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูงที่มีศักยภาพแข่งขันในเวทีโลก

    ‘มหิดล’ ผนึกพันธมิตรธุรกิจ ปั้นโมเดลแห่งอนาคต ดึงนักลงทุน-กู้เศรษฐกิจ

    อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food Industry) มหาวิทยาลัยมหิดลขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารเพื่อเศรษฐกิจมูลค่าสูง ต่อยอดจากความหลากหลายทางชีวภาพของไทยให้เป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ ผ่านโครงการ ‘SAI Mahidol’ ซึ่งเป็นความร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในการพัฒนาพื้นที่ยุทธศาสตร์กว่า 13 ไร่ ให้เป็นศูนย์กลางการผลิตสารสกัดมูลค่าสูง (Active Ingredients) จากวัตถุดิบไทย โดยเฉพาะเห็ดและสมุนไพร เพื่อป้อนอุตสาหกรรมอาหารและสุขภาพระดับโลก 

    มีต้นแบบความสำเร็จอย่าง นิวทริโฟล (Nutriflow) ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร (Meal Replacement) นวัตกรรมจากสถาบันโภชนาการที่เทคโนโลยี AdaptiveFlow ช่วยปรับเนื้อสัมผัสให้เหมาะสมกับการเคี้ยวและการกลืน ตอบโจทย์สังคมสูงวัยและผู้มีข้อจำกัดด้านโภชนาการอย่างตรงจุด ซึ่งปัจจุบันสามารถสร้างผลลัพธ์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรมด้วยยอดจำหน่ายสะสมกว่า 21 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดกว่า 100%ฯลฯ 

    สะท้อนถึงศักยภาพในการยกระดับห่วงโซ่มูลค่าจากภาคเกษตรสู่ธุรกิจนวัตกรรม และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตในระดับสากลในการพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ตลาดสุขภาพและสังคมสูงวัย พร้อมยกระดับห่วงโซ่มูลค่าจากภาคเกษตรสู่ธุรกิจนวัตกรรม และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตในระดับสากล

    ‘มหิดล’ ผนึกพันธมิตรธุรกิจ ปั้นโมเดลแห่งอนาคต ดึงนักลงทุน-กู้เศรษฐกิจ

    ด้านการปฏิรูปการศึกษาเพื่อเศรษฐกิจใหม่ (Next-Gen Education) เพื่อยกระดับทุนมนุษย์ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของประเทศ พร้อมสร้างกำลังคนทักษะสูงที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต และเป็นปัจจัยชี้ขาดในการดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลก โดยในปีนี้มหาวิทยาลัยมหิดลเดินหน้าปฏิรูปการศึกษาเชิงระบบผ่านโมเดลการเรียนรู้แบบ CWIE (Cooperative and Work-Integrated Education) ที่ผสานการเรียนเข้ากับการทำงานจริงตั้งแต่วันแรก ทำให้ผู้เรียนไม่เพียงเรียนรู้ แต่ยังทำงานเป็นทันทีที่จบการศึกษา 

    พร้อมกันนี้ ยังเชื่อมโยงกับพันธมิตรระดับโลกกว่า 140 แห่ง เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ทำงานบนโจทย์จริงในภาคอุตสาหกรรม ควบคู่กับการพัฒนาหลักสูตรใหม่ที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมและประเทศ ใช้ได้ทันทีในโลกการทำงาน เช่น เป็นครั้งแรกของมหาวิทยาลัยในการเปิดหลักสูตรอนุปริญญาวิศวกรรมศาสตร์ ที่มุ่งผลิตแรงงานที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและ Digital Manufacturing หลักสูตรอนุปริญญา สาขาการสื่อสารด้านสิ่งแวดล้อม ที่มีทักษะด้านSustainability และ Environmental Communication และสร้างความพร้อมทำงานแบบ Zero-Day Readiness 

    ขณะเดียวกัน ระบบคลังหน่วยกิต (MU-CBS) ยังถูกออกแบบให้ผู้เรียนสามารถสะสม Skill Portfolio ได้อย่างยืดหยุ่น ตอบโจทย์ตลาดงานที่ต้องการทักษะเฉพาะทางมากกว่าวุฒิการศึกษา แนวทางดังกล่าวไม่เพียงยกระดับคุณภาพบัณฑิตไทย แต่ยังเป็นการ “รีเซ็ตระบบผลิตคนของประเทศ” ให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจโลก และปรับตำแหน่งประเทศไทยให้เป็น Talent Hub สำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในอนาคต

    “การประกาศ MU SYNERGY: Real World Impact in Action ถือเป็นการยกระดับบทบาทของมหาวิทยาลัยมหิดลจากผู้ผลิตองค์ความรู้ สู่ผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐานนวัตกรรมสังคมและเศรษฐกิจ ที่เชื่อมโยงมหาวิทยาลัย อุตสาหกรรม และเศรษฐกิจเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยมหาวิทยาลัยยังคงเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ Real World Impact (ปี 2567-2571) โดยใช้ 3 กลไกหลัก ได้แก่ A1 – Synergistic and Collaborative Innovations (สานภารกิจวิจัย): มุ่งเน้นการบูรณาการงานวิจัยและนวัตกรรมร่วมกับภาคเอกชนและเครือข่ายระดับโลก 

    ‘มหิดล’ ผนึกพันธมิตรธุรกิจ ปั้นโมเดลแห่งอนาคต ดึงนักลงทุน-กู้เศรษฐกิจ

    เพื่อเปลี่ยนงานวิจัย “จากหิ้งสู่ห้าง” ให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ A2 – Empowering Learners (เพิ่มอำนาจผู้เรียน): พัฒนาระบบการศึกษาแบบLifelong Learning และการเรียนรู้ผ่านการทำงานจริง (CWIE) เพื่อสร้างกำลังคนทักษะสูงที่พร้อมทำงานได้ทันที A3 – Amplifying Operations (ขยายผลสัมฤทธิ์): ยกระดับการดำเนินงานภายในให้มีประสิทธิภาพ คล่องตัว และยั่งยืน เพื่อสนับสนุนภารกิจของมหาวิทยาลัยในทุกมิติ 

    ทั้งนี้เป้าหมายยุทธศาสตร์มุ่งเน้นที่การลงมือทำเพื่อสังคม สร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ขยายบทบาทจากสถาบันการศึกษาสู่ศูนย์กลางในการขับเคลื่อนสังคม สร้างผลกระทบที่จับต้องได้ 
    ร่วมขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ เพื่อยกระดับศักยภาพสู่การเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (Engine of Growth) ของประเทศ 

    ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ภายใต้ 5 เสาหลักของมหาวิทยาลัยมหิดล ยังเกิดจากการผนึกกำลังอย่างใกล้ชิดกับผู้นำภาคธุรกิจระดับประเทศ อาทิ WHA Group สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  สยาม เอไอ คอร์ปอเรชั่น สยามไบโอไซเอนซ์ และเบทาโกร ที่ร่วมกันผลักดันให้นวัตกรรมกลายเป็นเกราะป้องกันทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ประเทศไทยท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก 

    โดยภายในงาน “MU SYNERGY: Real World Impact in Action” นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้สะท้อนทิศทางสำคัญของเศรษฐกิจไทยถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชิงนวัตกรรม ทั้งด้านดิจิทัล เทคโนโลยี และระบบนิเวศอุตสาหกรรม เป็นปัจจัยหลักในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศและดึงดูดการลงทุนระดับสากล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/marketing/656579&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01voxh0i5DmP2shTtV6ZJT