Category: วัฒนธรรม

  • ออกกำลังกายให้ตรงกับนาฬิกาชีวิต ช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดได้อย่างไร ?  – BBC News ไทย

    ออกกำลังกายให้ตรงกับนาฬิกาชีวิต ช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดได้อย่างไร ? – BBC News ไทย

    ไม่อยากออกกำลังกายใช่ไหม ? บางทีปัญหาอาจไม่ใช่คุณ แต่เป็นช่วงเวลาที่ไม่ตรงกับนาฬิกาชีวิต

      • Author, มิเชล โรเบิร์ตส์
      • Role, บรรณาธิการข่าวสุขภาพดิจิทัล
    • เวลาอ่าน: 3 นาที

    เหล่านักวิจัยด้านสุขภาพชี้ว่า เพื่อให้ได้ประโยชน์จากการออกกำลังกาย การเข้าคลาสฟิตเนส หรือการวิ่ง การเลือกช่วงเวลาในการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับนาฬิกาชีวิตจะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

    พวกเขาแนะนำว่า เหล่าผู้ที่ตื่นเช้า หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘larks’ ควรออกกำลังกายในช่วงเช้าเพื่อให้ได้ประโยชน์มากที่สุด ขณะที่กลุ่มคนนอนดึกควรหันมาออกแรงในช่วงเย็น

    งานวิจัยฉบับใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Open Heart ระบุว่า การออกกำลังกายให้สอดคล้องกับนาฬิกาชีวภาพในลักษณะนี้ อาจช่วยเพิ่มประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจอยู่แล้ว

    อาสาสมัครที่ทดลองทำตามวิธีนี้ พบว่ามีคุณภาพการนอนหลับของพวกเขาดีขึ้น ความดันโลหิตลดลง และระดับน้ำตาลในเลือดโดยรวมมีสุขภาพดียิ่งขึ้น

    สอดประสานกัน

    อาสาสมัครที่อยู่ในวัย 40 และ 50 ปี จำนวน 134 คน จากปากีสถานเข้าร่วมในการศึกษานี้

    อาสาสมัครเหล่านี้ไม่มีใครที่สุขภาพดีเป็นพิเศษ และทุกคนต่างมีปัจจัยเสี่ยงอย่างน้อยหนึ่งอย่างต่อโรคหัวใจ อาทิ ความดันโลหิตสูง หรือมีน้ำหนักเกิน

    พวกเขาได้รับคำแนะนำให้ออกกำลังกายด้วยการเดินเร็วบนลู่วิ่งเป็นเวลา 40 นาที/วัน จำนวน 5 วัน/สัปดาห์ กินระยะเวลาทั้งสิ้น 3 เดือน

    จากการตอบแบบสอบถาม อาสาสมัคร 70 คน เป็นคนตื่นเช้า ขณะที่อีก 64 คนเป็นกลุ่มนอนดึก

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    อาสาสมัครบางคนออกกำลังกายในช่วงเวลาที่สอดคล้องกับนาฬิกาชีวภาพของพวกเขา ซึ่งเป็นแนวโน้มโดยธรรมชาติของร่างกายที่ตื่นตัวในช่วงเช้าหรือช่วงเย็น ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งเลือกออกกำลังกายในช่วงเวลาที่ตรงกันข้ามกับธรรมชาติของร่างกาย

    ทั้งสองกลุ่มมีพัฒนาการด้านสมรรถภาพร่างกายดีขึ้นเหมือนกัน แต่การออกกำลังกายให้สอดคล้องกับ ‘โครโนไทป์’ (chronotype) หรือรูปแบบนาฬิกาชีวภาพของแต่ละคน ให้ผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดีกว่าอย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องความดันโลหิต ความสามารถในการใช้ออกซิเจน (aerobic capacity) ตัวชี้วัดทางเมตาบอลิซึม และคุณภาพการนอนหลับ

    นักวิจัยอธิบายว่า นาฬิกาชีวภาพภายในร่างกายมีผลต่อรูปแบบการนอน-ตื่น รวมถึงระดับฮอร์โมนและพลังงานในแต่ละช่วงของวัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการออกกำลังกายและความสม่ำเสมอในการฝึกได้”

    ‘เจ็ตแล็กทางสังคม’ จงฟังนาฬิกาชีวิตของตัวเอง

    ผู้เขียนงานวิจัยระบุว่า ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า แนวทางออกกำลังกายแบบแนวทางเดียวใช้ได้กับทุกคนหรือ one-size fits all อาจไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสม

    ความไม่สอดคล้องกันระหว่างนาฬิกาชีวภาพกับตารางชีวิตทางสังคม หรือที่เรียกว่าภาวะเจ็ตแล็กทางสังคม (social jetlag) ถูกเชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคหัวใจที่เพิ่มขึ้น โดยคนที่นอนดึกอาจมีความเสี่ยงมากกว่า จึงไม่ควรฝืนออกกำลังกายในช่วงเช้าตรู่

    ดร.ราชีฟ สังกะรานารายานัน จากสมาคมหัวใจและหลอดเลือดแห่งสหราชอาณาจักร (British Cardiovascular Society) ซึ่งเป็นเจ้าของร่วมของวารสารที่ตีพิมพ์งานวิจัยนี้ ระบุว่า ผลลัพธ์ดังกล่าวสนับสนุนแนวคิดในการปรับเวลาออกกำลังกายให้เหมาะกับนาฬิกาชีวิตของแต่ละคน แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลการศึกษาต่อไป

    ขณะที่ ดร.นีนา เรเซโฮเช็ก ผู้เชี่ยวชาญด้านจังหวะชีวภาพจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ระบุว่า แม้ช่วงเวลาอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ควรพิจารณา แต่สิ่งสำคัญที่สุดยังคงเป็นการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอให้เพียงพอ

    หน่วยงานด้านระบบบริการสุขภาพของสหราชอาณาจักร หรือ NHS แนะนำว่า ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ควรตั้งเป้าให้ได้ดังนี้:

    • ออกกำลังกายเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (เช่น โยคะ พิลาทิส หรือเวทเทรนนิ่ง) ที่ครอบคลุมกล้ามเนื้อหลักทุกส่วน ได้แก่ ขา สะโพก หลัง หน้าท้อง หน้าอก ไหล่ และแขน อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 วัน
    • ทำกิจกรรมระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ (เช่น การเดินเร็ว) หรือ กิจกรรมระดับหนัก 75 นาทีต่อสัปดาห์ ที่ทำให้หายใจแรงขึ้น (เช่น การวิ่ง)
    • กระจายการออกกำลังกายให้สม่ำเสมอตลอดทั้งสัปดาห์ หรือทำเป็นประจำทุกวัน
    • ลดเวลาการนั่งอยู่กับที่ให้น้อยลง

    หลักฐานงานศึกษาชี้ว่า การผสมผสานรูปแบบการออกกำลังกายที่หลากหลายจะให้ผลดีต่อสุขภาพมากกว่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c0j6657zgz2o.amp&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0m6O7KnbYk7ew-6M9ZE0wl

  • มข.จับมือ ธ.ไทยพาณิชย์ ส่งเสริมทำนาข้าวอินทรีย์ ในพื้นที่เสี่ยงต่อน้ำท่วม

    มข.จับมือ ธ.ไทยพาณิชย์ ส่งเสริมทำนาข้าวอินทรีย์ ในพื้นที่เสี่ยงต่อน้ำท่วม

    มข.จับมือ ธ.ไทยพาณิชย์ ส่งเสริมทำนาข้าวอินทรีย์ ในพื้นที่เสี่ยงต่อน้ำท่วม

    วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่น (KKU) ร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์ ดำเนินโครงการพัฒนาการผลิตข้าวที่ยั่งยืนและพืชทางเลือกในชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมซ้ำซาก โครงการนี้เริ่มต้นในชุมชนนนแต จ.ชัยภูมิ โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร เสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และวางรากฐานสำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว ศาสตราจารย์ธิดารุต บุญมารส รองอธิการบดีฝ่ายวิสาหกิจและสังคมยั่งยืน มหาวิทยาลัยการาจี กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมุ่งมั่นที่จะนำความรู้และการวิจัยไปประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์ของชุมชนท้องถิ่นและเสริมสร้างทีมวิจัยจากคณะเกษตรศาสตร์ นำโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จิรวัฒน์ สนิทชุน ได้ทำงานร่วมกับเกษตรกรในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของน้ำท่วมซ้ำซากต่อผลผลิตข้าว จากการศึกษาพบว่า “ข้าวนาปีพันธุ์ชุมแพ” เป็นพันธุ์ที่มีศักยภาพสูง สามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพน้ำท่วมขัง และคงคุณภาพเทียบเท่ากับพันธุ์ข้าวเชิงพาณิชย์ ขณะนี้กำลังส่งเสริมพันธุ์นี้เพื่อขยายการผลิตเมล็ดพันธุ์อินทรีย์ เพื่อสร้างฐานการผลิตที่มั่นคงสำหรับการกระจายให้เกษตรกรในวงกว้างต่อไป

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/958642&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AhJLGNhySbd7oC98ZYdC8

  • ‘ลามิน่า’ ฟิล์มกรองแสงที่ผู้บริโภคเชื่อมั่นสูงสุด – แนวหน้า

    ‘ลามิน่า’ ฟิล์มกรองแสงที่ผู้บริโภคเชื่อมั่นสูงสุด – แนวหน้า

    ลามิน่าฟิล์ม” ครองแชมป์ Thailand’s Most Admired Brand รางวัลแบรนด์ฟิล์มกรองแสงที่ผู้บริโภคเชื่อมั่นสูงสุด ต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 จากผลสำรวจเจาะลึกผู้บริโภคทั่วประเทศ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/958687&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36Y3Bsbn06h9exAct4vscR

  • เปิดใจพ่อชาวบราซิลที่ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อไขปริศนาการตายของลูกสาวที่ไปทัศนศึกษาเมื่อกว่า 10 ปีก่อน – BBC News ไทย

    เปิดใจพ่อชาวบราซิลที่ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อไขปริศนาการตายของลูกสาวที่ไปทัศนศึกษาเมื่อกว่า 10 ปีก่อน – BBC News ไทย

    A composite image or illustration of Victoria with three images in total - the middle of which is red in colour. She is smiling in each of the images.

    ที่มาของภาพ, BBC/Natalini personal collection

      • Author, บีบีซีแผนกภาษาบราซิล
      • Role, นครเซาเปาโล
    • เวลาอ่าน: 8 นาที

    เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2015 กลุ่มนักเรียกจากโรงเรียนวอลดอร์ฟ รูดอล์ฟ ชไตเนอร์ ซึ่งตั้งอยู่ในนครเซาเปาโล เมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศบราซิล กำลังเตรียมพร้อมที่จะออกเดินทางสำหรับการทัศนศึกษาในฟาร์มแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ชานเมือง

    วิกตอเรีย มาฟรา นาตาลินี เด็กหญิงวัย 17 ปี เป็นหนึ่งในกลุ่มนักเรียนเหล่านี้ เธอกำลังตั้งหน้าตั้งตารอไปเจอวงดนตรีวงโปรดของเธออย่าง “ควีน” (Queen) หลังกลับมาจากทัศนศึกษาครั้งนี้

    ทว่าเธอไม่อาจทำตามความหวังของตัวเองได้ เพราะนั่นคือการเดินทางครั้งสุดท้ายในชีวิตเธอ เธอถูกพบเป็นศพไม่กี่วันหลังจากเดินทางไปถึงฟาร์มดังกล่าว

    การตายของวิกตอเรียเป็นปริศนามากเกือบทศวรรษ ทว่าพ่อของเธอยังคงเดินหน้าทวงคืนความยุติธรรมให้กับลูกสาวของเขา และเปิดฉากการสืบสวนคดีดังกล่าวด้วยตัวเอง

    การตายปริศนาในทริปทัศนศึกษา

    ตามแผนนั้น กลุ่มนักเรียนทั้งหมด 34 คน จะใช้เวลาสองถึงสามวัน ณ ฟาร์มเปเรราส ในเมืองอิตาติบา รัฐเซาเปาโล ในทริปนี้มีอาจารย์ทั้งหมด 2 คน รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิประเทศอีก 3 คน พวกเขาวางแผนที่จะสอนเด็ก ๆ ผ่านการปฏิบัติจริงในวิชาคณิตศาสตร์ การศึกษาภูมิประเทศ รวมไปถึงการเขียนแผนที่อย่างละเอียดต่อทรัพย์สินในชนบท

    โรงเรียนไม่อนุญาตให้นักเรียนนำโทรศัพท์มือถือติดตัวไปยังฟาร์มดังกล่าว

    “พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้ติดต่อกับพ่อแม่ เราเชื่อใจว่าโรงเรียนจะทำหน้าที่ของพวกเขาได้” จูอาว คาร์ลอส นาตาลินี พ่อของวิกตอเรีย กล่าวกับบีบีซีนิวส์ บราซิล

    ในวันที่ 5 ของทริปนี้ นักเรียนถูกแบ่งออกเป็นกลุ่ม ๆ เพื่อช่วยกันเขียนแผนที่ของส่วนต่าง ๆ ของฟาร์มแห่งนี้

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • .

    • A designed image showing a generic hotel room, black wheelie suitcase, a standard lamp, a double bed with a white bedspread and blue, gold and black and white checked pillow, and the words REC with a red recording dot emblazoned over the top.

    • .

    • Trump walks to Air Force One on April 11, 2026 at Joint Base Andrews, Maryland

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    ณ เวลาราว 14.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น วิกตอเรียบอกกับกลุ่มของเธอว่า เธอจะไปเข้าห้องน้ำและเดินตามทางเดินไปยังบ้านในฟาร์ม ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 500 เมตร

    จากการสอบสวนของตำรวจ นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่กลุ่มนักเรียนกลุ่มนั้นเห็นวิกตอเรีย

    Victoria, wearing a black dress, and her father - wearing a smart black jacket and a white shirt - smile at the camera.

    ที่มาของภาพ, Natalini personal collection

    คำบรรยายภาพ, พ่อของวิกตอเรียยังคงเดินหน้าเรียกร้องหาคำตอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับลูกสาวของเขา

    เมื่อเวลาผ่านไปสองชั่วโมงและวิกตอเรียยังไม่กลับมา เพื่อน ๆ ของเธอจึงเข้าไปแจ้งกับครู และการค้นหาเด็กหญิงวัยรุ่นผู้นี้จึงเริ่มต้นขึ้น

    พ่อของวิกตอเรียกล่าวว่า กว่าที่จะมีการแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ เวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่ช่วงเย็นแล้ว นั่นเป็นข้อมูลที่เขาได้รับตอนนั้น

    เขาได้รับแจ้งว่าลูกสาวของตัวเองหายตัวไปในคืนเดียวกันนี้ และเขาเดินทางไปถึงฟาร์มดังกล่าวในเวลาราวห้าทุ่มตามเวลาท้องถิ่น

    นั่นเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่การค้นหาถูกหยุดไว้ โดยมีการหยิบยกความเป็นไปได้ว่าวิกตอเรียจะถูกลักพาตัวขึ้นมา

    ความพยายามค้นหากลับมาอีกครั้งในเช้าวันรุ่งขึ้น ไม่นานหลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้เฮลิคอปเตอร์ออกค้นหาวิกตอเรีย เจ้าหน้าที่ก็พบร่างของเธอในบริเวณรอบ ๆ ของฟาร์มแห่งนั้น

    “มันเป็นข่าวที่ช็อกมากตอนที่พวกเขาบอกผมว่าพวกเขาเจอร่างของเธอ ผมกำลังยืนอยู่(แต่ขาก็อ่อนแรง) จนต้องพยายามหายใจให้ออกเพื่อขึ้นมายืนอีกครั้ง มันเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก ผมต้องบอกข่าวนี้กับสมาชิกในครอบครัว และยังต้องยืนยันตัวตนลูก” นาตาลินี เล่าถึงวันที่เขากล่าวว่าเป็นวันที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต

    การตายโดยธรรมชาติหรืออาชญากรรม

    Victoria  wearing a red top and sitting on a sofa smiles at the camera. She has long, brown hair.

    ที่มาของภาพ, Natalini personal collection

    คำบรรยายภาพ, วิกตอเรียร่วมเดินทางไปทัศนศึกษาที่จัดโดยโรงเรียนของเธอ ร่วมกับนักเรียนอีก 33 คน

    สมมติฐานหลักตอนนั้นคือวิกตอเรียเสียชีวิตจากสาเหตุตามธรรมชาติ เพราะเจ้าหน้าที่ไม่พบร่องรอยบาดแผลภายนอกบนร่างของเธอหรือหลักฐานที่ชัดเจนว่าเธอตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรม

    รายงานจากสถาบันนิติเวช (Legal Medical Institute – IML) ซึ่งออกมาภายในเวลาไม่นานหลังวิกตอเรียเสียชีวิต ระบุว่า “ไม่สามารถระบุสาเหตุได้ แต่มีแนวโน้มว่าเป็นการเสียชีวิตตามธรรมชาติ”

    ผลการตรวจยังพบว่า วิกตอเรียไม่ได้ใช้ยาเสพติดหรือดื่มแอลกอฮอล์

    ในขณะนั้น สื่อบางแห่งรายงานด้วยว่า วิกตอเรียมีประวัติอาการชัก ซึ่งครอบครัวออกมาปฏิเสธข้อกล่าวอ้างดังกล่าว

    นาตาลินีระบุว่า ลูกสาวของเขามีสุขภาพแข็งแรง รับประทานอาหารดี และออกกำลังกายเป็นประจำ จึงทำให้เขามีความสงสัยต่อข้อสรุปของรายงานดังกล่าว

    “หลังจากผ่านไปไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ เราเริ่มรู้สึกว่าทุกอย่างมันแปลกไปหมด ร่างของเธอถูกพบอยู่ตรงข้ามสำนักงานใหญ่ของฟาร์ม ซึ่งเป็นสถานที่ที่เธอตั้งใจจะไปก่อนจะหายตัวไป และนั่นทำให้เกิดคำถามขึ้นมากมาย เราพยายามขอให้ตำรวจท้องที่สอบสวนเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่พวกเขาปฏิเสธ โดยอ้างว่าเป็นการเสียชีวิตตามธรรมชาติ” นาตาลินีกล่าว

    Three police vehicles in a field surrounded by greenery and trees and five people standing nearby.

    ที่มาของภาพ, Itatiba Newspaper

    คำบรรยายภาพ, เจ้าหน้าที่พบร่างของวิกตอเรีย หนึ่งวันหลังมีรายงานว่าเธอหายตัวไป

    นาตาลินีมีข้อสงสัยอย่างมากต่อสภาพที่เจ้าหน้าที่ไปพบร่างของวิกตอเรีย เธอถูกพบในลักษณะคว่ำหน้า และแขนไขว้กัน ในมุมมองของเขา นั่นบ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ที่ร่างถูกเคลื่อนย้าย

    เขาตัดสินใจสืบหาความจริงด้วยตนเอง และว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญนิติเวชเอกชน ซึ่งสรุปว่า แม้จะไม่พบบาดแผลภายนอก แต่วิกตอเรียถูกฆาตกรรม และร่างของเธอถูกนำมาทิ้งไว้ ณ จุดที่เจ้าหน้าที่ไปพบ

    “ผู้เชี่ยวชาญที่ผมว่าจ้างได้ตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับลูกสาวของผม วิเคราะห์อย่างละเอียด และจำลองเหตุการณ์ขึ้นใหม่ทั้งหมด โดยชี้ชัดว่า นี่ไม่ใช่การเสียชีวิตตามธรรมชาติ” นาตาลินีกล่าว

    นาตาลินีได้ยื่นรายงานจากผู้เชี่ยวชาญเอกชนต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่งผลให้คดีถูกนำกลับมาพิจารณาใหม่ และถูกส่งต่อไปยังหน่วยสืบสวนคดีฆาตกรรมและคุ้มครองบุคคล (DHPP) ของนครเซาเปาโล

    เมื่อต้นปี 2016 หน่วย DHPP ได้ร้องขอให้ศูนย์นิติเวชของกรมความปลอดภัยสาธารณะแห่งเซาเปาโลจัดทำรายงานฉบับใหม่ ซึ่งยืนยันว่า วิกตอเรียเสียชีวิตจาก “ภาวะขาดอากาศหายใจจากกลไกทางกายภาพ (mechanical asphyxia) ในลักษณะการปิดกั้นทางเดินหายใจโดยตรง” ซึ่งบ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ว่าเธออาจถูกฆาตกรรม

    ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การปิดกั้นทางเดินหายใจโดยตรงในลักษณะนี้ มักเกิดจากการใช้มือ ซึ่งหมายความว่า อาจมีบุคคลลงมือทำร้ายวิกตอเรียโดยตรง

    Victoria wears and blue top and a baseball cap

    ที่มาของภาพ, Natalini personal collection

    คำบรรยายภาพ, การตายของวิกตอเรียยังคงเป็นปริศนาแม้ว่าจะมีการรื้อคดีของเธอขึ้นมาสอบสวนอีกครั้ง

    นาตาลินีเชื่อว่า ลูกสาวของเขาถูกดักทำร้ายระหว่างที่เดินไปยังสำนักงานใหญ่ของฟาร์ม

    “เธอน่าจะพยายามต่อสู้ป้องกันตัว และคนที่ลงมือทำร้ายก็กลัวว่าเธอจะร้องขอความช่วยเหลือหรือไปแจ้งความ พยายามไม่ให้เธอส่งเสียงร้อง คนที่ลงมือจึงอุดปากและจมูกของเธอ ซึ่งท้ายที่สุดทำให้ลูกสาวของผมขาดอากาศหายใจจนเสียชีวิต” นาตาลินีกล่าว

    ในแถลงการณ์เพื่อตอบโต้รายงานดังกล่าว ฟาร์มเปเรราส ซึ่งเป็นสถานที่จัดกิจกรรมทัศนศึกษา ระบุว่า พวกเขาได้ให้ความร่วมมือกับการสอบสวน และอำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวช “ซึ่งได้สัมภาษณ์พนักงานทุกคนที่ประสงค์จะให้ข้อมูล ได้หลายครั้งตามความจำเป็น และสามารถเข้าถึงเอกสารใด ๆ ที่ร้องขอได้อย่างอิสระ”

    แถลงการณ์ยังระบุเพิ่มเติมว่า “การทำงานของตำรวจดำเนินไปอย่างอิสระอย่างเต็มที่ และทางฟาร์มได้ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้สอบสวนอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด”

    ขณะที่ในแถลงการณ์ต่อบีบีซีแผนกภาษาบราซิล ตำรวจพลเรือนรัฐเซาเปาโลปฏิเสธว่าไม่มีข้อบกพร่องในการสืบสวน และยืนยันว่าได้ “ดำเนินมาตรการทางกระบวนการยุติธรรมอย่างเหมาะสมครบถ้วนแล้ว”

    ความคืบหน้าของคดี

    เมื่อต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา คณะผู้พิพากษาชุดที่ 4 ของศาลยุติธรรมอุทธรณ์ (Superior Court of Justice – STJ) มีคำสั่งให้ โรงเรียนวอลดอร์ฟ รูดอล์ฟ ชไตเนอร์ ในนครเซาเปาโล จ่ายค่าเสียหายทางศีลธรรมราว 188,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6 ล้านบาท) ให้กับพ่อของวิกตอเรีย

    ค่าเสียหายประเภทนี้ในบราซิล หมายถึงการชดเชยต่อความเสียหายที่ไม่ใช่ตัวเงิน เช่น ความทุกข์ทางจิตใจ ความอับอาย หรือความเสียหายต่อชื่อเสียง

    อย่างไรก็ตาม ในเดือน มี.ค. ศาลอาญามีคำวินิจฉัยว่า ครูและผู้บริหารของโรงเรียนไม่ต้องรับผิดทางอาญาในข้อหาประมาทเลินเล่อ ซึ่งนำไปสู่การหายตัวและการเสียชีวิตของวิกตอเรีย

    พ่อของวิกตอเรียระบุว่า เขาจะยื่นอุทธรณ์คำตัดสินดังกล่าว โดยอ้างถึงข้อบกพร่องในกระบวนการสอบสวนคดี

    ขณะเดียวกัน คดีฆาตกรรมได้ถูกนำกลับมาเปิดสอบสวนอีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้เคยถูกยุติไป โดยเจ้าหน้าที่สรุปว่าเป็นการเสียชีวิตตามธรรมชาติ ซึ่งล่าสุด เจ้าหน้าที่ระบุว่า การสอบสวนครั้งใหม่นี้อยู่ในขั้นตอนสุดท้ายแล้ว

    A number of police vehicles at the farm after Victoria's death. There is one man in uniform looking down the road at the vehicles.

    ที่มาของภาพ, Itatiba Newspaper

    คำบรรยายภาพ, ในช่วงแรก เจ้าหน้าที่ตำรวจประเมินว่าสาเหตุของการตายของวิกตอเรียเป็นไปตามธรรมชาติ

    สำนักงานการศึกษาของรัฐเซาเปาโลระบุในแถลงการณ์ว่า ได้ตรวจสอบการดำเนินงานของโรงเรียนในช่วงเวลาดังกล่าวแล้ว แต่ไม่พบความผิดปกติใด ๆ

    ด้านโรงเรียนระบุว่า ได้ปฏิบัติตาม “มาตรการด้านความปลอดภัยที่จำเป็นทั้งหมดระหว่างการทัศนศึกษา และหลังจากสังเกตว่าวิกตอเรียหายตัวไป ก็ได้ติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที”

    แถลงการณ์ยังระบุเพิ่มเติมว่า “ในกิจกรรมการเรียนการสอนทุกประเภท ไม่ว่าจะภายในหรือภายนอกสถานศึกษา โรงเรียนได้จัดทีมบุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิด”

    ทั้งนี้ โรงเรียนยังแสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของวิกตอเรีย และยืนยันว่า “ได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่และกระบวนการยุติธรรมมาตั้งแต่วันแรกของการสอบสวน” พร้อมระบุว่า “รู้สึกเสียใจอย่างยิ่งที่จนถึงขณะนี้ ที่สาเหตุการเสียชีวิตของนักเรียนยังไม่ได้รับการคลี่คลาย”

    “เธอเป็นลูกสาวของผม และผมไม่เสียใจเลย”

    Victoria’s father sits at a glass table with his hands together. He has grey hair and is wearing a blue jacket and white t-shirt.

    ที่มาของภาพ, Personal collection

    คำบรรยายภาพ, นาตาลินียังคงตามหาคำตอบเกี่ยวกับสาเหตุของการตายของลูกสาวของเขา

    นาตาลินียังคงเดินหน้าผลักดันความพยายามเพื่อค้นหาคำตอบเกี่ยวกับการเสียชีวิตของลูกสาว แม้ว่าคดีจะถูกนำกลับมาเปิดสอบสวนอีกครั้งแล้วก็ตาม

    เมื่อสามปีก่อน เขาได้เริ่มต้นคำร้องออนไลน์เรียกร้องให้คลี่คลายคดีนี้ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ร่วมลงชื่อแล้วเกือบ 58,000 คน และเขาตั้งใจจะเดินหน้ารณรงค์และสร้างการรับรู้ต่อไป จนกว่าจะได้รับรู้ข้อเท็จจริงที่แน่ชัดเกี่ยวกับการเสียชีวิตของลูกสาว

    บนโซเชียลมีเดีย เขายังคงดูแลเพจเพื่ออัปเดตความคืบหน้าของคดี โดยบนอินสตาแกรม เขาใช้บัญชีชื่อ “Victoria Natalini vive” (วิกตอเรีย นาตาลินี ยังมีชีวิตอยู่) เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับคดีนี้

    ขณะเดียวกัน นาตาลินียังเดินหน้าสืบสวนด้วยตนเอง เพื่อค้นหาข้อมูลใหม่ ๆ มานำเสนอต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยล่าสุด เขาได้ประกาศมอบรางวัลสำหรับผู้ที่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์

    ท่ามกลางการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมอย่างไม่ย่อท้อ เขาต้องเผชิญกับแรงกดดันทางอารมณ์อย่างหนักต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี แต่เขาระบุว่า หากจำเป็น เขาก็พร้อมจะทำทุกอย่างซ้ำอีกครั้ง

    “เธอคือลูกสาวของผม และผมไม่เสียใจเลย” เขากล่าว

    รายงานเพิ่มเติมโดย วิตอร์ ทาวาเรส และ รูเต ปินา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cx234kye7keo&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gr7W43lFSP7FicBy2NnXL

  • ผงะ! หมอธีระวัฒน์เปิดข้อมูลปรากฏการณ์จันทร์หม่นเชื่อมโยงการฆ่าตัวตาย

    ผงะ! หมอธีระวัฒน์เปิดข้อมูลปรากฏการณ์จันทร์หม่นเชื่อมโยงการฆ่าตัวตาย

    15 เม.ย.2569 – ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข และที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “ปรากฏการณ์หม่นมืด ในช่วงเวลาของพระจันทร์เต็มดวง” ระบุว่า ปรากฏการณ์หม่นมืด ในช่วงเวลาของพระจันทร์เต็มดวงนั้น มีการบันทึกและรายงานตั้งแต่สมัยโบราณและ คล้ายมีความเชื่อมโยงกับ การเจ็บป่วยทางจิตอารมณ์หรือการปะทุขึ้นมาใหม่อย่างรุนแรง

    ความแปรปรวนทางจิตเหล่านี้ มีลักษณะตั้งแต่ อาการทางโรคจิตวิปลาสที่ถึงกับต้องเข้าโรงพยาบาล ด้องนำเข้าห้องฉุกเฉิน และที่สำคัญก็คือความพยายามฆ่าตัวตาย โดยมีสถิติเกิดขึ้นในระยะเวลาต่างๆกัน มากบ้างบ่อยครั้งบ้าง น้อยบ้าง ในช่วง ระหว่าง จันทร์ new moon คือวันแรม 15 ค่ำ และจันทร์เต็มดวง full moon วันขึ้น 15 ค่ำหรือวันเพ็ญ

    ทั้งนี้จากการแบ่ง lunar phases เป็นระยะตั้งแต่ new moon. First quarter. Full moon. และ last quarter และเริ่มต้นใหม่ ดังที่รู้จักกัน เป็นวันแรม 15 ค่ำ วันขึ้นแปดค่ำ วันขึ้น 15 ค่ำ วันแรมแปดค่ำ ตามลำดับ

    แม้กระทั่งมีการสังเกตระยะต่างๆ ของการแสดงอาการไบโพล่าร์ ว่ามีความลื่นไหลไปกับ ระยะ lunar phases หรือข้างขึ้นข้างแรม ตามฤดูและ น่าจะเกี่ยวข้องกับ จังหวะเวลา ที่ควบคุมจากนาฬิกาในสมอง (circadian rhythm)

    ในเรื่องของพฤติกรรมการฆ่าตัวตายใน ผู้ป่วยไบโพล่าร์นั้น ดูเหมือนว่า มีความเกี่ยวข้องกับ ความแปรเปลี่ยน และปริมาณของแสงแดด ที่ได้รับ ในช่วงระยะเวลาต่างๆของปีด้วย โดยเฉพาะ จะมีความเสี่ยงของการฆ่าตัวตายสูง ถ้าปริมาณของแสงแดดไม่คงที่

    คณะผู้วิจัย จากภาควิชาจิตเวช และ INBRAIN Indiana University School of Medicine และ Indianapolis VA medical center และ สำนักงานชันสูตรศพ ที่ Marion county ร่วมกันศึกษา ผลของจันทร์เต็มดวง และในช่วงเวลาอื่น กับการฆ่าตัวตาย โดยยังวิเคราะห์ช่วงระยะเวลาของวัน และช่วงระยะเวลาว่าเป็นเดือนไหนของปี ที่มี สถิติสูงสุด และทำการเชื่อมโยงกับ ตัวชี้วัดในเลือดในระดับโมเลกุลของผู้ที่เสียชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย โดยตีพิมพ์ในวารสาร Discover mental health ปี 2023

    การศึกษาเหล่านี้ กระทำในช่วงระยะเวลาก่อนที่จะเกิดการระบาดของโควิด และมีการบันทึกการฆ่าตัวตายที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 มกราคมปี 2012 จนกระทั่งถึงวันที่ 17 ธันวาคมปี 2016

    โดยมีจำนวนทั้งหมด 210 รายในช่วงระยะเวลา 626 วันที่เกิดขึ้นระหว่างสัปดาห์ของจันทร์เต็มดวงและอีก 566 รายที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลา 2006 วันนอกสัปดาห์ที่พระจันทร์เต็มดวง

    โดยผู้เสียชีวิตมีอายุ 30 ปีหรืออ่อนกว่าเป็นจำนวน 208 รายและอายุ 55 ปีหรือสูงกว่าเป็นจำนวน 232 ราย
    มีบางส่วนที่มีเลือดเก็บไว้ในโครงการของ INBRAIN initiative โดยมีระยะห่างจากที่เสียชีวิตไม่เกิน 24 ชั่วโมงและสาเหตุของการเสียชีวิตเป็นการกระทำด้วยวิธีอื่นที่ไม่ใช่เป็นการใช้ยาหรือสารพิษซึ่งจะทำให้กระทบต่อการแสดงออกของยีนส์

    ในจำนวนตัวอย่างเลือด 45 รายนั้น เป็นชาย 38 รายและหญิง 7 ราย 31 รายกระทำโดยการใช้ปืนยิงที่ศีรษะหรือหน้าอก 12 รายโดยขาดอากาศหายใจ หนึ่งรายโดยการกรีดข้อมือและอีกหนึ่งรายโดย การช็อตไฟฟ้า
    เลือดทั้งหมดมีการเก็บอย่างดีใน RNA stabilizing PAXgene tubes ที่อุณหภูมิ -80 องศาจนกระทั่งนำมาศึกษา
    การวิเคราะห์ยีนส์ที่เป็นตัวชี้วัด ในการฆ่าตัวตายโดยสัมพันธ์กับนาฬิกาในสมอง (Circadian clock) เลือกใช้ดาต้าเบสจากหลายกลุ่ม ที่มีการรายงานมาก่อน และในที่สุดเลือกได้ 1468 ยีนส์ที่มีความเกี่ยวพันกับหน้าที่การทำงานที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเวลาหลับตื่นและนาฬิกาในสมอง

    จากจีโนมของมนุษย์เป็นจำนวน 21,000 ยีนส์และแบ่งออกเป็นยีนที่เป็นหลัก ในการปฏิบัติตัวเป็นนาฬิกาสมอง (core clock gene) จำนวน 18 ยีนส์ และอีก 336 ยีนส์จัดแบ่งเป็นยีนส์ที่มีส่วนเชื่อมโยงส่งผ่านเข้าหรือออกจาก ยีนส์หลัก (immediate clock genes) และยีนส์ส่วนที่เหลือมีความสัมพันธ์กับยีนส์ในระดับที่สองและถือเป็น distant clock genes มีจำนวน 1119 ยีนส์ และมีการกำหนดจำนวนยีนส์ตัวท็อป (top biomarker genes) 154 ตัวที่เชื่อมโยงอยู่กับการกำหนดเวลานาฬิกาของร่างกาย ที่ได้จากการศึกษาก่อนหน้านี้ โดยมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับ ความแปรปรวนทางจิตอารมณ์ตั้งแต่วิตกกังวล ซึมเศร้า จนกระทั่งถึง PTSD และ ภาวะการเจ็บปวด
    กลุ่มผู้เสียชีวิตทั้ง 45 รายได้รับการศึกษา จีโนมของมนุษย์ทั้งหมดและจัดแบ่งตามเพศ และวิเคราะห์ตามเงื่อนของดัชนีชี้วัด ของการฆ่าตัวตาย 154 ตัวนี้ ด้วยกัน ในช่วงเวลาที่จันทร์เต็มดวงและนอกช่วงเวลาดังกล่าว

    ผลของการศึกษาพบว่าอุบัติการของการฆ่าตัวตายจะสูงระหว่างสัปดาห์ของจันทร์เต็มดวงโดยเฉพาะในคนที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป แต่ไม่สัมพันธ์กับคนที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี ระยะเวลาของวันจะอยู่ในช่วง 15.00 ถึง 16:00 น. และเดือนกันยายนเป็นช่วงที่มีการฆ่าตัวตายสูงที่สุด แต่ในคนที่อายุเกิน 55 ปีนั้นจะมีสถิติสูงสุดในเดือนกรกฎาคมและคนที่อายุต่ำกว่า 30 จะมีสถิติสูงสุดในช่วงเดือน พฤศจิกายน

    นอกจากนั้นยังพบว่าการใช้แอลกอฮอล์ และภาวะ หดหู่ ซึมเศร้าจะยิ่ง เพิ่มความเสี่ยงของการฆ่าตัวตายให้สูงขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว

    ยีนส์ที่มีความสัมพันธ์กับการฆ่าตัวตาย ในช่วงจันทร์เต็มดวงนั้นคือ AHCYL2. ACSM3. AK2. และ RBM3
    สำหรับกลุ่มที่มีความสัมพันธ์กับช่วงระยะเวลาของวันจะเป็น GSK3B. AK2. และ PRKCB
    และที่มีความสัมพันธ์กับเดือนจะเป็น TBL1XR1 และ PRKCI

    ยีนส์ทั้งหมดนี้จำนวนครึ่งหนึ่งจะสามารถถูกปรับเปลี่ยนการแสดงออกโดยยาลิเทียม (lithium) และยาvalproate ที่ให้ผลต่อต้านการฆ่าตัวตายและยีนส์ทั้งหมดในกลุ่มเหล่านี้ถูกปรับเปลี่ยนโดยภาวะหดหู่และแอลกอฮอล์โดยให้ผลส่งเสริมการฆ่าตัวตาย

    ผลของการศึกษา เกี่ยวกับการฆ่าตัวตายนี้ เป็นการควบรวม วิเคราะห์ ระยะเวลา วิกฤต ที่เกี่ยวข้องกับ สัปดาห์ของ ดวงจันทร์เพ็ญ ช่วงเดือน และช่วงเวลาของวัน ที่มีความสัมพันธ์ กับแสงที่ตกกระทบ และมีผลต่อนาฬิกาในสมองและร่างกาย และอาจส่งผลกับการแสดงออกของยีนส์ที่มีส่วนกำหนดในพฤติกรรม ที่บรรเทาหรือ ส่งเสริมการ ทำร้ายตนเอง และยีนส์เหล่านี้ พิสูจน์ว่ามีความเชื่อมโยงกับยาที่ใช้รักษาอยู่ด้วย และการใช้ แอลกอฮอล์ในช่วงระยะเวลาที่วิกฤตที่มีความหดหู่แฝงอยู่ จะยิ่งทำให้สถานการณ์ร้ายแรงไปอีก

    รายงานนี้เป็นตัวอย่างอันดีที่มิได้ละเลยหลักฐานที่ได้จากการสังเกต และนำมาวิเคราะห์เพื่อทำการพิสูจน์และเชื่อมโยงกับยีนส์ของมนุษย์และ ดัชนีชี้วัด ที่ในอนาคตอาจจะนำมาใช้เพื่อป้องกันเหตุโศกนาฏกรรมเหล่านี้ได้ผลดียิ่งขึ้น

    อย่างไรก็ตามในสถานการณ์ปัจจุบันของคนไทย การมองคนอย่างเป็นคนด้วยกัน เอาใจเขามาใส่ใจเรา และช่วยเท่าที่ทำได้ ให้เขารู้สึกว่ายังมีคนที่เห็นใจและเอาใจใส่ น่าจะเป็นประการสำคัญที่สุดที่ต้องการครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/980216/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yRGt8s9_j-3DRDrzFO74o

  • ‘ดร.อนันต์’ เปิดงานวิจัยฉบับล่าสุดกินน้อยลงช่วยดับไฟการอักเสบแห่งวัย!

    ‘ดร.อนันต์’ เปิดงานวิจัยฉบับล่าสุดกินน้อยลงช่วยดับไฟการอักเสบแห่งวัย!

    15 เม.ย.2569 – ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์ และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรม และเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โพสต์เฟซบุ๊ก ในหัวข้อ “การกินน้อยลงช่วยดับไฟ “การอักเสบแห่งวัย” ได้อย่างไร” ระบุว่า หนึ่งในวิธีการชะลอความเสื่อมของร่างกายที่มีคนสนใจเยอะคือ “การจำกัดแคลอรี” หรือการกินอาหารให้น้อยลงในระดับที่เหมาะสม แต่ว่ากลไกที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังว่าทำไมการกินน้อยจึงทำให้ร่างกายแก่ช้าลงนั้นยังคงเป็นปริศนาที่รองานวิจัยดีๆมาหาคำอธิบาย ล่าสุด งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Nature Aging ได้ค้นพบข้อมูลสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า การจำกัดปริมาณอาหารช่วยปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกันและลดภาวะการอักเสบเรื้อรังที่มาพร้อมกับอายุที่เพิ่มขึ้นได้อย่างน่าสนใจมาก

    เมื่อมนุษย์มีอายุเพิ่มขึ้น ร่างกายจะเกิดการสะสมของความเสียหายในระดับเซลล์และโมเลกุล ซึ่งนำไปสู่การกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันแต่กำเนิดให้ทำงานอยู่ตลอดเวลา กระบวนการนี้ทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า “การอักเสบแห่งวัย” (Inflammaging) ซึ่งเป็นการอักเสบระดับต่ำที่เกิดขึ้นอย่างเรื้อรังทั่วร่างกาย ภาวะนี้เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้การทำงานของอวัยวะต่างๆ เสื่อมถอยลงตามกาลเวลา และเป็นสาเหตุสำคัญของโรคเรื้อรังหลายชนิดที่พบในผู้สูงอายุ เพื่อทำความเข้าใจว่าการจำกัดแคลอรีช่วยลดภาวะนี้ได้อย่างไร ทีมนักวิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลจากโครงการทดลองทางคลินิก CALERIE-II ซึ่งติดตามผู้เข้าร่วมทดลองวัยกลางคนที่มีสุขภาพดีและไม่ได้อยู่ในภาวะอ้วน โดยให้ผู้เข้าร่วมลดปริมาณแคลอรีที่บริโภคลงร้อยละ 14 อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ปี นักวิจัยใช้เทคโนโลยีการวิเคราะห์โปรตีนในเลือดขั้นสูงเพื่อตรวจสอบโปรตีนมากกว่า 7,000 ชนิด ผลการวิเคราะห์พบว่า การจำกัดแคลอรีทำให้รูปแบบของโปรตีนในเลือดเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ลดความชราของเซลล์ โดยเฉพาะการลดลงของกลุ่มโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบและระบบภูมิคุ้มกันที่เรียกว่า “ระบบคอมพลีเมนต์” (Complement system)

    ระบบคอมพลีเมนต์เป็นส่วนประกอบสำคัญของระบบภูมิคุ้มกัน ทำหน้าที่หลักในการกำจัดเชื้อโรคและเซลล์ที่ตายแล้ว แต่เมื่ออายุมากขึ้น ระบบนี้มักจะถูกกระตุ้นให้ทำงานมากเกินความจำเป็น โปรตีนที่เป็นศูนย์กลางของระบบนี้คือโปรตีน C3 ซึ่งเมื่อถูกกระตุ้นจะแตกตัวออกเป็นส่วนย่อยๆ หนึ่งในนั้นคือโปรตีน C3a ซึ่งมีหน้าที่ในการกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ข้อมูลจากการศึกษาพบว่า ทั้งในมนุษย์และสัตว์ทดลองที่อายุมากขึ้น ระดับของโปรตีน C3a ในเลือดจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งสัมพันธ์กับภาวะการอักเสบที่เพิ่มขึ้นตามวัย นักวิจัยพบว่าอวัยวะหลักที่ผลิตโปรตีนชนิดนี้ไม่ใช่ตับซึ่งเป็นแหล่งผลิตโปรตีนภูมิคุ้มกันทั่วไป แต่เป็นเนื้อเยื่อไขมันในช่องท้อง (Visceral adipose tissue) เมื่อเจาะลึกลงไปในระดับเซลล์ พบว่าเซลล์ที่ทำหน้าที่ผลิตโปรตีน C3a คือเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดมาโครฟาจที่อาศัยอยู่ในเนื้อเยื่อไขมันนั้น เมื่อร่างกายมีอายุมากขึ้น มาโครฟาจกลุ่มนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบและผลิตโปรตีน C3a ออกมาเป็นจำนวนมาก โปรตีน C3a ที่ถูกปล่อยออกมานี้จะส่งสัญญาณกลับไปกระตุ้นเซลล์มาโครฟาจเองให้หลั่งสารก่อการอักเสบอื่นๆ ออกมาเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดวงจรการอักเสบเรื้อรังภายในชั้นไขมัน

    ผลลัพธ์ที่สำคัญจากการศึกษาคือ การจำกัดแคลอรีสามารถยับยั้งกระบวนการดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ที่จำกัดแคลอรีมีระดับโปรตีน C3a ในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยทีมวิจัยพบว่าการลดลงนี้เป็นผลมาจากการปรับเปลี่ยนระบบการเผาผลาญและภูมิคุ้มกันโดยตรง ไม่ได้เป็นเพียงผลพลอยได้จากการที่น้ำหนักตัวลดลง นอกจากนี้ การประเมินอายุของอวัยวะผ่านระดับโปรตีนยังแสดงให้เห็นว่า การจำกัดแคลอรีช่วยชะลอความเสื่อมของเนื้อเยื่อไขมันได้อย่างชัดเจนที่สุดเมื่อเทียบกับอวัยวะอื่นๆ การลดลงของโปรตีน C3a จึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยลดการอักเสบแห่งวัยและรักษาสมดุลการทำงานของร่างกายเมื่ออายุมากขึ้น

    การค้นพบนี้ยืนยันถึงประโยชน์ของการควบคุมอาหาร และเพิ่มความหวังใหม่ในการรักษาในอนาคต เนื่องจากการบังคับให้ทุกคนลดปริมาณอาหารลงอย่างเข้มงวดในชีวิตประจำวันอาจเป็นเรื่องที่ทำได้ยากในทางปฏิบัติ การเข้าใจกลไกของโปรตีน C3a จึงทำให้นักวิทยาศาสตร์มองเห็นโอกาสในการพัฒนายาหรือวิธีการรักษาที่พุ่งเป้าไปที่การยับยั้งการทำงานของโปรตีนตัวนี้โดยตรง ซึ่งอาจช่วยเลียนแบบผลลัพธ์ของการจำกัดแคลอรีได้โดยไม่ต้องอดอาหาร นั่นหมายความว่าในอนาคตอันใกล้ เราอาจมีนวัตกรรมทางการแพทย์ที่สามารถระงับการอักเสบแห่งวัยที่ต้นตอ ช่วยให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/980211/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2brm5sFTAdxyEKfUpHG_Lo

  • สมเด็จครู :นายช่างใหญ่กรุงสยาม

    สมเด็จครู :นายช่างใหญ่กรุงสยาม

    วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    แผ่นดินไทย มีบุคคลสำคัญมากมายที่ร่วมกันสร้างสรรค์พัฒนา จนเป็นแผ่นดินที่ทรงคุณค่า งดงาม และมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง  หนึ่งในนั้นคือ “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์” ต้นราชสกุล “จิตรพงศ์” ผู้ที่ทรงได้รับยกย่องให้เป็น “นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม”

    ในวันที่ 28 เมษายน ของทุกปีถือเป็น “วันนริศ” หรือวันคล้ายวันประสูติของ “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์” เพื่อน้อมรำลึกถึงพระองค์ ผู้ทรงเปรียบเสมือน “สมเด็จครู” ผู้ทรงเชี่ยวชาญงานช่างและศิลปะไทย และทรงเป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานทางศิลปกรรมอันงดงาม อันก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในวิทยาการด้านงานช่างและศิลปะไทยอย่างมากมาย ตลอดจนสืบทอดต่อมายังจนปัจจุบันและเนื่องในวาระฉลองวันประสูติครบ 100 ปี ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์  เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2506 องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศยกย่องให้พระองค์เป็น “บุคคลสำคัญของโลก” ประจำปี พ.ศ. 2506 นับเป็นบุคคลไทยคนที่ 2 ที่ได้รับการยกย่องดังกล่าว ต่อจากสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย และมีการกำหนดให้วันที่ 28 เมษายนของทุกปี ซึ่งเป็นวันครบรอบวันประสูติของพระองค์ เป็น “วันนริศ” เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

    “กรมพระยานริศฯ” มีพระนามเดิมว่า “พระองค์เจ้าจิตรเจริญ” เป็นพระโอรสลำดับที่ 62 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระมารดา คือ พระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพรรณราย  ซึ่งพระอุปนิสัยของพระองค์ ทรงเป็นผู้มีความรู้และความสามารถในวิชาการต่าง ๆ เป็นอย่างดี เพราะพระองค์ทรงมีพระวิริยะ อุตสาหะ และหมั่นศึกษาหาความรู้เพิ่มพูนสติปัญญาอยู่เสมอมาตั้งแต่ยังทรงวัยเยาว์ โดยบทบาทสำคัญที่ทรงทำให้พระองค์ทรงเป็นที่ยอมรับอย่างมาก คือ ความรู้และความสามารถในด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม เป็นต้น ดังจะเห็นได้จากบทบาทและพระราชกรณียกิจของพระองค์ ที่เป็นที่ยอมรับและชื่นชม
    เช่น พระยาอนุมานราชธน ได้กล่าวถึงพระองค์ไว้ว่า

    “ . . . ทรงแสดงให้ปรากฏเห็นว่าเป็นยอดในหมู่ศิลปิน ทางวิจิตรศิลปะไทยอยู่ถึง 4 สาขา คือ สถาปัตยกรรมศิลปะ จิตรศิลป ดุริยางคศิลปะ และวรรณคดี เพียงแต่พระอุโบสถวันเบญจมบพิตรอย่างเดียวก็พอจะกล่าวได้เต็มปากว่า พระองค์เป็นยอดสถาปัตยศิลปินในแบบที่เป็นศิลปะไทย  . . .”
    ยกตัวอย่าง ผลงานของพระองค์ที่เป็นที่ยอมรับและยังคงปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน

    “วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม” เป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมชิ้นเอกของพระองค์ ซึ่งเป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระประสงค์ในการก่อสร้างก็เพื่อจะทรงรักษาพระราชประเพณีของพระมหากษัตริย์อันเป็นพุทธศาสนูปถัมภก โดยสถาปัตยกรรมที่ “กรมพระยานริศฯ”ได้ทรงออกแบบสนองพระบรมราชโองการนี้ คือ พระอุโบสถ ระเบียงคต ศาลาหน้าพระอุโบสถ ซุ้มประตู กำแพงวัด พระที่นั่งทรงธรรม และแผ่นศิลาจารึกสำหรับโรงเรียนวัดเบญจมบพิตร 

    อีกหนึ่งผลงานทางสถาปัตยกรรมที่งดงามเลื่องชื่อคือ “พระที่นั่งวิมานเมฆ” ในพระราชวังดุสิต ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯ ให้จัดซื้อที่สวนและนาระหว่างคลองผดุงกรุงเกษมไปจรดคลองสามเสนด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อจัดสร้างเป็นอุทยานสถานและพระราชทานนามว่า “สวนดุสิต”

    พระอุโบสถ “วัดราชาธิวาสวิหาร” หรือชื่อเดิมคือ วัดสมอราย ก็เป็นผลงานการออกแบบของพระองค์เช่นกัน วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่ที่ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์มาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ และในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็ได้ปฏิสังขรณ์ใหญ่อีกครั้ง มีการรื้อสิ่งก่อสร้างเก่าๆ หลายอย่างทิ้งไป และสร้างใหม่ขึ้นทดแทน รวมถึงพระอุโบสถหลังใหม่ที่สมเด็จฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงเป็นผู้ออกแบบ

    ยังมี พระวิหารพระมงคลบพิตร ที่จังหวัดพระนครศนรีอยุธยา และตึกถาวรวัตถุ (ตึกแดง ท้องสนามหลวง) ด้วย ที่ทรงออกแบบอย่างมีเอกลักษณ์และสวยงาม  ไม่นับตาลปัตรอีกนับจำนวนมากมายที่ทรงออกแบบไว้ จนเป็นที่ลือเลื่องทั้งพระนครว่าฝีมือหาใครเปรียบมิได้
    เช่น ตาลปัตรรูปพระธาตุจอมเพชร แห่งพระนครคีรี จังหวัดเพชรบุรี
     สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ออกแบบพัดรองที่ระลึก สำหรับงานพระราชพิธีต่างๆ  หลายโอกาส ด้วยความสวยงาม เป็นเอกลักษณ์ และสื่อความถึงวาระโอกาสนั้นๆ  การออกแบบพัดรองถวายพระสงฆ์ จึงได้ขยายออกไปสู่บรรดาพระราชวงศานุวงศ์ และบุคคลสำคัญอื่นๆ ด้วย  นอกจากเป็นของที่ทำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย  จึงทรงรับออกแบบให้แก่เจ้านายพระองค์ต่างๆ อีกจำนวนหนึ่ง นับตั้งแต่รัชกาลที่ 5 กระทั่งมาจนถึงรัชกาลที่ 8

    ในปีพุทธศักราช 2481 สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ฯ กรมหลวงเพ็ชรบุรีราชสิรินธร  ในรัชกาลที่ 8  สิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2481 ขณะพระชนม์ได้ 54 พรรษา โปรดเกล้าฯ ให้ตั้ง    พระศพไว้ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ก่อนจะมีงานพระเมรุพระราชทานเพลิงพระศพ ในพุทธศักราช 2484 ซึ่งในงานพระเมรุครั้งนั้น สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้ทรงออกแบบ “พัดรองสังเค็ด” สำหรับงานพระเมรุคราวนั้นอีกครั้ง แม้จะทรงมีพระชนมายุมากถึง 70 กว่าพรรษาแล้ว ก็ยังทรงพระอุตสาหะร่างแบบพัดรองขึ้น ก่อนจะให้ผู้รับผิดชอบนำไปเพิ่มเติมรายละเอียดแก้ไขต่อไป ซึ่งน่าสนใจว่า พัดรองคราวนั้น ได้ทรงออกแบบมาให้เกี่ยวข้องกับเมืองเพชรบุรีตามตำแหน่ง “ทรงกรม” ของเจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ฯ ด้วย

    รูปพัดรองดังกล่าว มีลักษณะ เป็นพัดผ้าแพรสีเขียวอ่อน อันเป็นสีวันประสูติ คือ วันพุธ ขอบสีเขียวตองอ่อน ส่วนของนมพัดส่วนบน เขียนเป็นรูปพระเจดีย์ทรงลังกาสีขาวอยู่ตรงกลาง ตั้งอยู่บนเนินเขาสีเขียวตองอ่อน ซึ่งมีใบตาลเป็นแฉกประดับอยู่ ถัดลงมาใต้เนินเป็นอักษรโลหะ ที่ออกแบบเพื่อให้เป็นรูป ว.อ. อันย่อมาจากพระนาม “วไลยอลงกรณ์” ประดับอยู่ โดยมีตัวเลขไทย ๒๔๒๗ และ ๒๔๘๑ อยู่ถัดมาทางซ้ายและขวาของอักษรย่อนั้น อันหมายถึงปีประสูติ และสิ้นพระชนม์ของ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าวไลยองกรณ์ฯ กรมหลวงเพ็ชรบุรีราชสิรินธร

    พระเจดีย์ทรงระฆังสีขาว ซึ่งเป็นภาพหลักในพัดรองดังกล่าว มีรูปลักษณะเดียวกันกับ พระธาตุจอมเพชร ปูชนียสถานสำคัญแห่งหนึ่งของเมืองเพชรบุรี ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นบนยอดเขามหาสวรรค์ ในเวลาเดียวกันกับที่โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระราชวังขึ้น บนเขาลูกเดียวกันนี้ เมื่อพุทธศักราช 2402

    พระธาตุจอมเพชร  นับว่าเป็นลักษณะที่นิยมสร้างขึ้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยพระองค์ทรงมีพระราชวินิจฉัยว่า เจดีย์ในลักษณะดังกล่าว เป็นเจดีย์ที่มีการถ่ายทอดรูปแบบมาแต่ครั้งโบราณ  ดังปรากฏกระแสพระราชดำริว่าด้วยการสร้างพระเจดีย์ทรงระฆังที่ทรงถือว่าเจดีย์ทรงดังกล่าวเป็นทรงที่ถูกต้องและเป็นรูปแบบที่ได้รับการพัฒนาสืบต่อมาจากลังกา ซึ่งแสดงให้เห็นความเก่าแก่สืบเนื่องมาแต่ครั้งพุทธศาสนาตั้งอยู่ในอินเดีย ก่อนจะเข้ามาสู่ลังกาและสยามประเทศ

    พระธาตุจอมเพชร เป็นพระเจดีย์ทรงลังกาองค์ใหญ่ ที่สามารถมองเห็นได้แต่ไกล และด้วยนามที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานว่า “จอมเพชร” อันมาจากพระราชประสงค์ ที่จะให้เป็นปูชนียสถานอันยิ่งใหญ่ของเมืองเพชรบุรีนั้น คล้องกันกับพระนามกรมของสมเด็จเจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ฯ ซึ่งทรงกรมที่ “กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร” นั่นเอง จึงทำให้สมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเลือกมาเป็นภาพประกอบพัดรองในงานพระศพเจ้าฟ้าพระองค์นี้

    ในทางดุริยางคศิลป์  ทรงนิพนธ์เพลงที่มีชื่อเสียง เช่น เพลงเขมรไทรโยค, เพลงสรรเสริญพระบารมี (บทร้อง) และเพลงมหาชัย
    ในทางอักษรศาสตร์ ทรงนิพนธ์หนังสือสำคัญของแผ่นดิน คือ สาส์นสมเด็จ ร่วมกับ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ         
    ในทางราชการ  ทรงดำรงตำแหน่งสำคัญ เช่น เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ กลาโหม และวัง รวมถึงผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในรัชกาลที่ 7

    นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงเป็นแบบให้ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ปั้นรูปเหมือน ซึ่งเป็นประติมากรรมสำริดครึ่งองค์ชิ้นแรกๆ ของศิลปินท่านนี้ในประเทศไทย ในยุคที่ยังไม่นิยมการสร้างรูปเหมือน  จนโน้มน้าวพระราชหฤทัยให้ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ทรงยอมเป็นแบบให้ปั้นรูปเหมือนในเวลาต่อมา

    เนื่องใน “วันนริศ” ปี 2569 นี้  มูลนิธินริศรานุวัดติวงศ์และสมาชิกราชสกุลจิตรพงศ์มีความยินดีเชิญท่านร่วมงานวันนริศ ประจำปี 2569 ในวันพุธ ที่ 29 เมษายน 2569 ณ บ้านปลายเนิน คลองเตย ตั้งแต่เวลา 9.00 – 19.30 น. เพื่อเทิดพระเกียรติและรำลึกถึงพระอัจฉริยภาพของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

     ภายในงาน ท่านจะได้เข้าชมตำหนักไทย สถานที่สร้างสรรค์ผลงานของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ หลังจากย้ายมาประทับยังบริเวณคลองเตยเมื่อร้อยปีก่อน ชมศิลปวัตถุทรงคุณค่าที่ทรงสะสมและทรงนับถือในฐานะครูช่าง ก่อนพาท่านชมผลงานฝีพระหัตถ์ชิ้นสำคัญ อันสะท้อนถึงพระปรีชาด้านทัศนศิลป์ โดยปีนี้ ผลงานฝีพระหัตถ์ที่นำมาจัดแสดงในงานประกอบด้วยแบบสถาปัตยกรรมพระเมรุมาศ พระเมรุ รวมถึงแบบร่างงานประณีตศิลป์สำหรับพิธีศพ นอกจากนี้ ท่านยังได้สัมผัสบรรยากาศอันร่มรื่นของสวนภายในบริเวณ ที่ทอดยาวไปสู่ตำหนักตึก สถานที่ประทับสุดท้าย และเรือนละคร ซึ่งอวลด้วยความทรงจำของผู้เคยเรียนนาฏศิลป์และดนตรีไทยในบ้านปลายเนินแห่งนี้

    พระประวัติ พระกรณียกิจสำคัญของนายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม รวมทั้งเรื่องราวของตำหนักปลายเนินจะได้รับการถ่ายทอดและนำชมโดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่

    ม.ล.จิตตวดี จิตรพงศ์ พระทายาท และอาจารย์ประจำภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

     • นายอธิภัทร แสวงผล ผู้ได้รับรางวัลนริศรานุวัดติวงศ์ (รางวัลแมวมอง) ประจำปี 2565, รางวัลนริศรานุวัดติวงศ์ (ผลงานวิจัยดีเด่นด้านศิลปวัฒนธรรมไทย) ประจำปี 2568 และผู้ดูแลเพจสมเด็จครู

    ผู้สนใจเข้าชมบ้านปลายเนิน สามารถลงทะเบียนได้ตามรอบเข้าชม จำนวน 8 รอบ โดยแบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ รอบเข้าชมปกติ จำนวน 7 รอบ คือรอบที่ 1 – 7 รอบพิเศษ จำนวน 1 รอบ คือรอบที่ 8  จำกัดจำนวนผู้เข้าชมรอบละ 35 ท่าน ด้วยตำหนักไทยเป็นอาคารอนุรักษ์ จึงจำเป็นต้องจำกัดจำนวนผู้เข้าชมแต่ละรอบ เพื่อไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โครงสร้างอาคาร

    รอบเข้าชมปกติ รอบที่ 1 – 7  ใช้เวลา  1 ชั่วโมง 10 นาที แบ่งเป็นการนำชมตำหนักไทยและผลงานฝีพระหัตถ์ 50 นาที  การนำชมสวนและอาคารสำคัญในบริเวณ 20 นาที ทุกรอบมีล่ามแปลเป็นภาษาอังกฤษแบบ Simultaneous Translation

    รอบที่ 1 : 9.00 – 10.10 น.   บรรยายโดย ม.ล. จิตตวดี จิตรพงศ์

    รอบที่ 2 : 10.00 – 11.10 น.  บรรยายโดย นายอธิภัทร แสวงผล

    รอบที่ 3 : 11.00 – 12.10 น.   บรรยายโดย  ม.ล. จิตตวดี จิตรพงศ์

    รอบที่ 4 : 13.10 – 14.20 น. บรรยายโดย ม.ล. จิตตวดี จิตรพงศ์

    รอบที่ 5 : 14.10 – 15.20  น.  บรรยายโดย นายอธิภัทร แสวงผล

    รอบที่ 6 : 15.10 – 16.20 น.  บรรยายโดย ม.ล. จิตตวดี จิตรพงศ์

    รอบที่ 7 : 16.00 – 17. 10 น.  บรรยายโดย นายอธิภัทร แสวงผล

    บัตรเข้าชมสำหรับรอบปกติ รอบที่ 1 – 7  ราคา 500 บาทต่อท่าน ซึ่งสามารถนำบัตรเข้าชมมารับกระเป๋าผ้าที่ระลึกได้ภายในงาน

    รอบพิเศษ รอบที่ 8 ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 30 นาที ระหว่างเวลา 18.00 – 19.30 น. ประกอบไปด้วย

    18.00 – 18.50 น.  การบรรยายเทิดพระเกียรติสมเด็จ ฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ในหัวข้อ ““ด้วยความระลึกถึง” หวนนึกถึงความตายในผลงานฝีพระหัตถ์สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์” โดยนายอธิภัทร แสวงผล ผู้ได้รับรางวัลนริศรานุวัดติวงศ์ ประจำปี 2565 และปี 2568

    18.50 – 19.30 น.  นำชมตำหนักไทยยามค่ำแบบ Night Museum  บัตรเข้าชม ราคา 1,000 บาทต่อท่าน ซึ่งสามารถนำบัตรมารับกระเป๋าผ้าที่ระลึกได้ภายในงานเช่นกัน

    เปิดจำหน่ายบัตรในวันที่ 17 เมษายนนี้ เวลา 9.00 น.  เป็นต้นไป  ทางเว็บไซต์ https://www.ticketmelon.com/the-naris…/narisday2026  โดยสามารถศึกษาวิธีการลงทะเบียนเบื้องต้นได้จากลิงก์นี้ https://organizer.ticketmelon.com/…/how-to-book-seated…

    รายได้จากการจำหน่ายบัตร รวมทั้งเครื่องดื่มและของว่างนานาชนิด สมทบทุนมูลนิธินริศรานุวัดติวงศ์ เพื่อสนับสนุนการศึกษา พัฒนาทักษะและความรู้ทางด้านศิลปะไทยทุกแขนง ทั้งด้านดุริยางคศิลป์ นาฏศิลป์ คีตศิลป์ และทัศนศิลป์ เพื่อสืบสานศิลปวัฒนธรรมประจำชาติให้คงอยู่สืบไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/entertain/958611&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36fMM2LN0A3aSOLIdqlKr9

  • เด็กไทย ‘เรียนฟรีไม่มีจริง’ มีต้นทุนแฝง-จบแค่ ม.3 พุ่ง

    เด็กไทย ‘เรียนฟรีไม่มีจริง’ มีต้นทุนแฝง-จบแค่ ม.3 พุ่ง

    หากเปรียบการพัฒนาประเทศเป็นการวิ่งมาราธอน ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสภาวะ “ติดหล่ม” ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านและคู่แข่งในเอเชียพุ่งทะยานไปข้างหน้า

    ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยข้อมูลสถานการณ์ความเหลื่อมลํ้าทางการศึกษาและปัญหาเด็กหลุดออกนอกระบบของประเทศไทย โดยฉายภาพให้เห็นถึงวิกฤตเชิงโครงสร้างที่กำลังกัดเซาะอนาคตของชาติอย่างรุนแรง

    จาก “เสือเศรษฐกิจ”สู่ “กับดักการศึกษา 9 ปี”

    ดร.ไกรยส ย้อนภาพไปเมื่อ 30 ปีก่อนที่ไทยเคยถูกจับตามองว่าจะกลายเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย แต่ในขณะที่ประเทศอย่าง สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ก้าวข้าม ไปสู่ประเทศรายได้สูงด้วยการลงทุนใน “คุณภาพคน” ผ่านการศึกษาที่มีจำนวนปีเฉลี่ยสูงถึง 12-13 ปี

    แต่ปัจจุบันประเทศไทยกลับมีจำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยของประชากรอยู่ที่เพียง 9.32 ปี เท่านั้นซึ่งหมายความว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังคงยุติการศึกษาอยู่เพียงแค่ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.3) ซึ่งเป็นระดับการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี

    ความจริงที่เจ็บปวด :“เรียนฟรีที่ไม่ฟรีจริง”

    สถานการณ์ความยากจนของเด็กนักเรียนในสังกัด สพฐ. กว่า 8.4 ล้านคน พบว่ามีกลุ่มที่น่ากังวลที่สุดคือ “เด็กยากจนพิเศษ” ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนเพียง 1,200 กว่าบาทต่อเดือน หรือคิดเป็นเงินเพียง วันละประมาณ 40 บาท เท่านั้น ตัวเลขนี้สะท้อนว่าชีวิตของเด็กเหล่านี้อยู่ตํ่ากว่าเส้นความยากจนของประเทศอย่างมาก

    แม้รัฐจะมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี แต่ในความเป็นจริงยังมี “ต้นทุนแอบแฝง” ที่สูงถึง 9,420 บาทต่อปี ประกอบด้วย

    • ค่าเดินทาง 2,682 บาท (28.47%)
    • ค่าอาหารเช้า 2,574 บาท (27.33%)
    • ค่าเล่าเรียนเพิ่มเติม 2,708 บาท (28.74%)
    • ค่าเครื่องแบบ 973 บาท (10.33%)
    • ค่าอุปกรณ์การเรียน 483 บาท(5.13%)

    “ภาระค่าใช้จ่ายเหล่านี้เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เด็กยากจนไม่สามารถเรียนต่อในระดับมัธยมปลายหรืออาชีวศึกษาได้ โดยเฉพาะเมื่อโรงเรียนมัธยมมักตั้งอยู่ในตัวเมืองหรือห่างไกลจากชุมชน”

    โครงสร้างครอบครัวที่เปราะบาง

    ดร.ไกรยส ระบุว่าไทยกำลังเผชิญกับหน้าต่างโอกาสที่กำลังจะปิดลง จากจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงเหลือเพียงประมาณ 4.1 แสนคนในขณะที่มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นถึง 9.5 แสนคน หรือมากกว่า 2 เท่า ในอนาคตเด็ก 1 คนอาจต้องดูแลผู้สูงอายุถึง 2-3 คน

    หากเด็กกลุ่มนี้ไม่ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ ประเทศจะเผชิญกับวิกฤตทางการคลังและหนี้สาธารณะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    นอกจากนี้ ข้อมูลจากการเยี่ยมบ้านพบว่า ครอบครัวนักเรียนยากจนพิเศษกว่า 50% อยู่ในสถานะหย่าร้าง แยกกันอยู่ หรือทอดทิ้ง 42.35 % เด็กจำนวนมากต้องอาศัยอยู่กับผู้สูงอายุ (44.86%) อยู่กับผู้ว่างงาน (28.62%) และอยู่กับผู้พิการ (9.58%) หรือผู้ป่วยเรื้อรัง (9.93%)

    “เด็กเหล่านี้เปรียบเสมือนนกที่ไม่เคยเห็นท้องฟ้า เพราะผู้ปกครองส่วนใหญ่กว่า 60.45% จบการศึกษาเพียงระดับประถมหรือตํ่ากว่านั้น เมื่อถึงจุดหักเหที่ชั้น ม.3 เด็กจำนวนมากจึงต้องทิ้งการเรียนเพื่อไปเป็นเสาหลักเลี้ยงครอบครัว ตั้งแต่อายุยังน้อย และเมื่อจบ ม.3 แรงกดดันทางเศรษฐกิจจึงบังคับให้พวกเขาต้องเลือกทำงานมากกว่าการเรียนต่อ”

    เส้นทางที่หลุดหายและโอกาสที่ริบหรี่

    สถิติระบุชัดเจนว่าช่วงรอยต่อ ม.3 คือจุดหักเหที่สำคัญที่สุด โดยในปีการศึกษา 2567 มีนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษจบ ม.3 จำนวน 167,989 คน แต่มีถึง 18.5% หรือ 31,028 คน ที่ไม่พบข้อมูลการเรียนต่อ

    และเมื่อมองภาพรวมไปถึงระดับอุดมศึกษา พบว่าเด็กยากจนพิเศษมีโอกาสเข้าถึงมหาวิทยาลัยได้เพียง 12.5% หรือ 1 ใน 8 เท่านั้น ซึ่งตํ่ากว่าค่าเฉลี่ยของคนไทยทั่วไปถึง 3 เท่า

    หากเด็กกลุ่มนี้จบเพียง ม.3 รายได้ของเขาจะไม่เพียงพอต่อการเสียภาษีเงินได้ แต่หากเราสามารถผลักดันให้เขาจบ ม.6, ปวช. หรือปริญญาตรีได้ เขาจะเป็นคนรุ่นแรกของตระกูลที่มีรายได้เกิน 10,000 บาทต่อเดือน และสามารถก้าวพ้นวงจรความยากจนข้ามรุ่นได้ในที่สุด

    ทางออก“Thailand Zero Dropout”

    ปัจจุบัน กสศ. และภาคีเครือข่ายกำลังเร่งช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษาซึ่งมีจำนวนกว่า 8 แสน – 9.6 แสนคน, ผ่านโครงการต่างๆ เช่น ทุนก้าวเพื่อน้อง ของมูลนิธิก้าวคนละก้าว,ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง และทุนครูรักษ์ถิ่น โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ Thailand Zero Dropout เพื่อดึงเด็กกลับเข้าสู่ระบบ หรือสร้างเส้นทางพัฒนาทักษะอาชีพที่ยืดหยุ่น

    อย่างไรก็ตาม ดร.ไกรยสเน้นยํ้าว่า งบประมาณจากภาครัฐเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชนและภาคประชาสังคมในการร่วมกันสนับสนุน เพราะการให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กเพียง 1 คน ไม่ได้เป็นประโยชน์แค่กับเด็กคนนั้น แต่เป็นประโยชน์สาธารณะที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและลดภาระทางสังคมของประเทศในระยะยาว 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/656585&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rQHsdkKxe4iCUMkiAgSc4

  • ครอบครัว “น้องเบญ” แจงดราม่า จัดฉากจน เผย เงินบริจาคยังอยู่ครบ

    ครอบครัว “น้องเบญ” แจงดราม่า จัดฉากจน เผย เงินบริจาคยังอยู่ครบ

    ครอบครัว

    ครอบครัว “น้องเบญ” แจงดราม่า จัดฉากจน เผย เงินบริจาคยังอยู่ครบ

    จากกรณีเรื่องราว “น้องเบญ” อายุ 15 ปี เด็กหญิงสู้ชีวิต ต้องเก็บขยะช่วยเลี้ยงครอบครัวและดูแลพ่อป่วยติดเตียง จนผู้ใจบุญบริจาคเงินช่วยเหลือกว่า 1.1 ล้านบาท ต่อมาโซเชียลได้ขุดไปเจอว่า น้องเบญและครอบครัวไม่ได้จนจริง เพราะก่อนหน้านี้เคยมีดาราดัง “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” เข้ามาช่วยเหลือ และน้องเบญเองยังเคยไปออกรายการดัง ได้ข้าวของจำนวนมากกลับมาจากทางรายการ แต่กลับถูกนำไปโพสต์ขาย กลายเป็นดราม่าอยู่ในขณะนี้
     

    14 เม.ย. 2569 เมื่อเวลา 15.00 น. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ห้องเช่าครอบครัวน้องเบญ อยู่ในพื้นที่หมู่ 7 ต.คลองข่อย อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ได้พบกับ น.ส.กฤษณา อายุ 49 ปี แม่ของน้องเบญ ซึ่งมีสีหน้าค่อนข้างกังวล บอกกับผู้สื่อข่าวว่า ตอนนี้ครอบครัวได้ตัดสินใจปิดรับบริจาคแล้ว เนื่องจากยอดเงินบริจาคได้ครบตามที่ตั้งเป้าไว้ที่ประมาณ 1.1 ล้านบาท แม้ว่าจะยังมีผู้ใจบุญโอนเงินเข้ามาช่วยเหลืออยู่เรื่อย ๆ แต่เงินจำนวนดังกล่าวถือว่าเพียงพอสำหรับใช้เป็นทุนการศึกษาให้กับลูกสาวในอนาคต เงินที่ได้รับทั้งหมดจะถูกเก็บไว้เป็นทุนการศึกษาของน้องเบญ เพื่อใช้เรียนต่อในอนาคต 
     

    ส่วนการใช้ชีวิตของครอบครัวจะยังคงดำเนินตามปกติ โดย นายธนเดช อายุ 59 ปี ผู้เป็นพ่อ ยังคงรับซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าเหมือนเดิม ขณะที่ตนก็ยังทำงานเป็นแม่บ้านเช่นเดิม และครอบครัวยังอาศัยอยู่ที่หอพักแห่งนี้เหมือนเดิมไม่ได้ย้ายไปไหน
     

    ครอบครัว

    น.ส.กฤษณา กล่าวเพิ่มเติมด้วยเสียงเศร้าว่า วันนี้แม่และน้องรู้สึกเสียใจ เพราะแม่เห็นในเพจบางเพจ จะว่ากล่าวหากันก็ไม่ใช่ จริงๆ มีหลายอย่างที่ทางสื่อหรือคนทั่วๆ ไป ยังไม่ทราบว่าความเป็นจริงของแม่เป็นยังไง ตอนที่คุณเมศเจ้าของโพสต์เข้ามาช่วยเหลือมาถ่ายทำ เขาบอกไปว่าความเป็นอยู่ของครอบครัวเป็นอย่างไร ทุกอย่างมันก็คือความจริงในสื่อที่ออกไปตอนนั้น
     

    แต่มาวันนี้ มีเพจหลายเพจเอารูปน้องไปลงเยอะมากเลย เพราะว่าการที่เอารูปน้องไปลงก็อยากให้นึกถึงตัวน้องบ้างเพราะว่าน้องเขายังเป็นเยาวชนยังเป็นเด็กอยู่ มันไม่สมควรหรือไม่ เอาไปเขียนข้อความแบบสื่อไปถึงบุคคลที่คอยช่วยเหลือแม่ รวมทั้งสื่อที่ลงข่าวให้ทุกๆ ท่านที่เขาหวังดี อาจจะทำให้เขาเข้าใจผิดในตัวแม่หรือครอบครัว 
     

    ส่วนที่มีดราม่าบางเพจเอาไปลงว่าน้องไปจัดฉากเก็บขยะเก็บขวดนั้น แม่ยืนยันว่าเป็นเรื่องจริงทุกอย่าง แม่ไม่ได้จัดฉาก น้องยังทำอยู่ทุกวัน อาจจะน้อยลง น้องจะเก็บมาจากทางโรงเรียนที่เพื่อนๆ ดื่มกิน แล้วทิ้งใส่กระเป๋ากลับมาทุกวันไม่ได้ถือเป็นถุงพะรุงพะรังอย่างที่เข้าใจ บางครั้งเราขับรถกลับบ้านเจอข้างทางเราก็จะแวะไปเก็บส่วนมากจะเป็นขวดน้ำ
     

    น.ส.กฤษณา บอกอีกว่า ส่วนที่ว่าไปออกรายการของคุณปัญญาปันสุข แล้วได้ข้าวของทุกอย่างที่คุณปัญญาให้มา อันนี้แม่ยืนยันได้ว่าข้าวของยังอยู่ครบ แม่ไม่ได้เอาไปขายตามที่เพจลงเลย ส่วนเรื่องที่แม่ไปโพสต์ลงในเพจขอความช่วยเหลือนั้น แม่โพสต์จริงเพราะขาดเงินค่าเล่าเรียนของน้องอีก 800 บาท ไม่รู้จะไปหาที่ไหนเมื่อโพสต์ลงไปแล้วก็มีคนใจบุญส่งมาให้ 3,850 บาท เมื่อได้เงินมาแม่ก็นำไปจ่ายค่าเทอมน้องจริงในวันนั้นเลย

    กรณีที่น้องจะได้ทุนเรียนจนถึง ม.6 นั้น จริงๆ น้องได้ทุนเรียนแค่ ม.3 ไม่ใช่ ม.6 ตามที่เพจของทางโรงเรียนลงแต่อย่างใด แม่อยากชี้แจงฝากผู้สื่อข่าวไปว่า ตอนนี้เงินจำนวน 1.1 ล้านบาท พม. มีการสลักหลังว่าน้องจะเบิกได้ตอนอายุ 19 ปี แม่ไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือนำมาใช้จ่ายได้เลย ทางหน่วยงาน พม.เขาจะเก็บบัญชีและดูแลไว้ให้เอง ตอนนี้บัญชีก็ปิดรับไปแล้ว แต่ก็ยังมีผู้ใจบุญบางคนที่ยังไม่ทราบข่าวโอนมาอีก แต่เป็นจำนวนไม่เยอะ จึงอยากแจ้งให้ทราบ ว่าแม่ปิดแล้วทุกอย่าง อยากขอบคุณสื่อ รายการทุกๆช่องที่เข้ามาช่วยให้น้องได้เรียนต่อจนจบปริญญาตรี เพื่อสานฝันให้เขาได้เป็นพยาบาลสมดังที่ตั้งใจ

    ด้าน น้องเบญ กล่าวว่า ขอยืนยันว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง หนูช่วยเหลือครอบครัวจริง หนูทำมานานแล้ว ส่วนที่หลายเพจเอารูปไปลงโดยไม่ขออนุญาต รูปที่เห็นเป็นชุดสวยๆ นั้น เพราะว่าไปเต้นในงานของโรงเรียน ส่วนชุดที่ใส่ก็เป็นชุดที่ยืมเพื่อนมา ไม่ใช่ชุดของตนเอง อยากขอความเป็นธรรม ขอความกรุณาตรงนี้บ้าง ช่วยลบรูปที่ลงในเพจออกให้หน่อย
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/social/615883&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SDEjURIxsH-TBkg6y4iVi

  • ปั้น 12 กุนซือ ‘ศุภจี’กู้เรตติ้ง ลบภาพ’รมต.มืออาชีพ’ถดถอย

    ปั้น 12 กุนซือ ‘ศุภจี’กู้เรตติ้ง ลบภาพ’รมต.มืออาชีพ’ถดถอย

    กลายเป็นบททดสอบอันท้าทาย สำหรับรองนายกฯ แต๋ม ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เมื่อต้องรับบทหนัก ปั๊มหัวใจรัฐบาลสีน้ำเงิน ไปพร้อมกับกู้วิกฤติเศรษฐกิจปากท้องของประเทศ ให้อยู่รอดต่อเนื่อง ในรัฐบาลอนุทิน 2

    เมื่อได้รับบทบาทรัฐมนตรี โควตาคนนอก ของนายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล ทำให้ “ศุภจี” ต้องเร่งโชว์ผลงาน และแก้ความผันผวนทางเศรษฐกิจการค้าจากภาวะสงครามการสู้รบยืดเยื้อในตะวันออกกลาง

    ต้องยอมรับว่า การบริหารงานการเมืองนั้น แตกต่างจากการบริหารภาคธุรกิจ แม้ “ศุภจี” จะเคยผ่านการเป็นนักธุรกิจชั้นแนวหน้า มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ เคยผ่านตำแหน่งซีอีโอเครือดุสิตธานี ผ่านงานบริษัทบริษัทระดับบิ๊กทั้ง IBM -ไทยคม และยังเป็นผู้บริหารอีกหลายบริษัท ตลอด 36 ปี คร่ำหวอดใน 3 อุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน ทั้งไอที ดาวเทียม และท่องเที่ยว-บริการ

    ทำให้ช่วงเลือกตั้ง “ศุภจี” จึงได้ใจคนชนชั้นกลางในหัวเมืองใหญ่พอสมควร โดยเฉพาะคนเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ เมื่อเธอไปช่วยหาเสียงให้กับผู้สมัคร สส.ได้มีเสียงตอบรับ จนส่งผลให้พรรคภูมิใจไทย กวาดแต้ม สส.บัญชีรายชื่อ และสส.เขต รวมกันมากถึง 192 ที่นั่ง

    ปั้น 12 กุนซือ ‘ศุภจี’กู้เรตติ้ง ลบภาพ'รมต.มืออาชีพ'ถดถอย

    “ศุภจี” เป็นเจ้ากระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีหญิงจากโควตาคนนอก คนที่ 2 ต่อจาก “อภิรดี ตันตราภรณ์” ที่ดำรงตำแหน่งในช่วงวันที่ 19 ส.ค. 2558 – 23 พ.ย. 2560

    ด้วย “ยี่ห้อคนนอก” รัฐมนตรีมืออาชีพแวดวงธุรกิจ ทำให้ “ศุภจี” ถูกคาดหวังสูงพอสมควร เมื่อต้องรับบทบาท รมว.พาณิชย์ สมัยที่ 2 ทำให้เธอต้องระดมสรรพกำลัง ที่ปรึกษาชุดใหญ่ มาช่วยงานทางการเมืองและเศรษฐกิจ

    ปั้น 12 กุนซือ ‘ศุภจี’กู้เรตติ้ง ลบภาพ'รมต.มืออาชีพ'ถดถอย

    ปั้น 12 กุนซือ ‘ศุภจี’กู้เรตติ้ง ลบภาพ'รมต.มืออาชีพ'ถดถอย

    ปมดึงมือเศรษฐกิจจากพรรคประชาธิปัตย์ “วีระพงษ์ ประภา” อดีตผู้แทนการค้าไทย ที่เพิ่งลาออกจากรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 12 เม.ย. 2569 ทำให้แม่ยกแฟนคลับเอฟซี พรรคสีฟ้า แสดงความไม่พอใจ

    เมื่อกลายเป็นประเด็นร้อน “ศุภจี” จึงยอมรับว่าได้ทาบทามจริง ขณะที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โยนเผือกร้อนให้การตัดสินใจเป็นของ “วีระพงษ์” แต่ถ้าจะรับตำแหน่งจะต้องลาออกรองหัวหน้าพรรค และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

    “ศุภจี” ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 9 เม.ย.2569 ว่า วีระพงษ์ เป็นคนมีความสามารถ จึงได้ทาบทาม เพราะเราเน้นเรื่องผลงานและการทำงาน จะสังกัดพรรคใดก็ไม่เป็นไร ซึ่งตนเคยพูดไว้แล้ว และนี่ก็ทำให้เห็นว่าพรรคอะไรก็ได้ หากทำแล้วเกิดประโยชน์จริงๆ เราไม่ต้องมาเตรียมงานกันใหม่ เพราะได้เคยทำมาแล้วเพื่อต่อให้จบ และเดือนมิ.ย.นี้ เราจะต้องกลับไปเจรจากับอียูเป็นรอบที่ 9 ซึ่งรอบนี้ เราอยากให้สะเด็ดน้ำ เอาประเด็นที่ยังติดค้างอยู่ให้จบ เพราะเราไม่มีเวลาเริ่มใหม่

    “ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรีไม่มีค่าตอบแทน ทุกคนที่มาเป็นคนที่มีความตั้งใจจะเข้ามาช่วยจริงๆ คุณวีระพงษ์เป็นคนที่มีคุณูปการและมีประสบการณ์มากมาย ไม่มีแบ่งฝักแบ่งฝ่าย”

    ภายใต้บริบท สถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อ ส่งผลต่อปัญหาราคาพลังงานภายในประเทศ ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าจะจบลงเมื่อใด

    ล่าสุด “ศุภจี” ยังระดมเทคโนแครต มือเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ และการค้า รวมถึงอดีตเอกอัครราชทูต มาร่วมวงหารือ ซึ่งอยู่ระหว่างการทาบทามให้เข้ามาเป็นคณะที่ปรึกษา คณะทำงาน เพื่อคลี่คลายผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน รองรับความผันผวนในอนาคต

    โดยชุดคณะที่ปรึกษารองนายกฯ ของ “ศุภจี” ถือเป็นคณะผู้เชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจและการค้า 12 คน ประกอบด้วย 

    วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ เลขานุการบริษัท และกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

    ดร.ปิติ ศรีแสงนาม Executive Director, ASEAN Foundation, Jakarta ณัฐ เหลืองนฤมิตรชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดทุนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดร.ยรรยง ไทยเจริญ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ และธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC)

    ผศ.ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร บริษัท หลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)

    ภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ อนันต์ ลาภสุขสถิต ประธานสถาบัน เค อะโกรอินโนเวท ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเกษตร เกษตรแปรรูป

    นงนุช เพ็ชรรัตน์ อดีตเอกอัครราชทูตประจำสาธารณรัฐออสเตรีย และสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ชุตินทร คงศักดิ์ อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี และวีระพงษ์ ประภา อดีตผู้แทนการค้าไทย ประจำสหภาพยุโรป ซึ่งได้รับการทาบทามให้เป็นผู้แทนการค้าไทย (Thailand Trade Representatives, TTR)

    ปั้น 12 กุนซือ ‘ศุภจี’กู้เรตติ้ง ลบภาพ'รมต.มืออาชีพ'ถดถอย

    ก่อนหน้านี้ “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในหัวข้อ “รัฐมนตรีมืออาชีพ… เอาอยู่หรือไม่” เพื่อสะท้อนมุมมองของสังคม ต่อความพยายามของรัฐบาลภายใต้การนำของ นายกฯ อนุทิน ในการแก้ไขวิกฤตด้านพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งจัดทำผลสำรวจเมื่อ 31 มี.ค.-1 เม.ย. 2569

    สังคมมองถึงความเชื่อมั่นของ “ศุภจี” นั้น เสียงส่วนใหญ่ร้อยละ 33.89 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 28.70 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 21.91 ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 14.35 มั่นใจมาก และร้อยละ 1.15 ไม่ตอบหรือไม่ทราบ

    เมื่อความเชื่อมั่นของรัฐมนตรีมืออาชีพถดถอยลง ทำให้ส่งผลถึงความเชื่อมั่นของมือเศรษฐกิจของรัฐบาลและยังกระทบต่อความน่าเชื่อถือต่อการแก้ไขวิกฤติพลังงานของ “นายกฯ อนุทิน” ไปด้วยทันที ซึ่ง “นิด้าโพล”ก็ยังชี้ว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 46.87 ยังไม่เห็นใจ “อนุทิน”

    ปั้น 12 กุนซือ ‘ศุภจี’กู้เรตติ้ง ลบภาพ'รมต.มืออาชีพ'ถดถอย

    ภาพนักธุรกิจมืออาชีพ อย่าง “ศุภจี” กำลังเผชิญภาวะท้าทายต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ที่เจอวิกฤติแทรกซ้อนทั้งคลัสเตอร์ด้านการค้าการผลิต การบริการ ภูมิรัฐศาสตร์ ตั้งแต่เสร็จสิ้นการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569

    ยิ่งภาพลักษณ์มืออาชีพค่ายน้ำเงิน จากผลโพลชี้ว่า ความนิยมของมืออาชีพของพรรคภูมิใจไทย ถดถอยลง ทำให้ “ศุภจี” ต้องอาศัยการดึงความร่วมมือจากคนนอกทุกภาคส่วนมาร่วมเป็นคณะที่ปรึกษารองนายกฯ

    สปอตไลต์การเมือง ฉายมาที่ “วีระพงษ์” อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตผู้แทนการค้าไทย เคยมีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีในรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ช่วงปี 2567 มีผลงานการขับเคลื่อนการเจรจาการค้าเสรีระหว่างไทย-อียู (Thai-EU FTA) การส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ ยกระดับมาตรฐานความยั่งยืนของไทย

    ปั้น 12 กุนซือ ‘ศุภจี’กู้เรตติ้ง ลบภาพ'รมต.มืออาชีพ'ถดถอย

    การดึง “วีระพงษ์” ในวัย 41 ปี คนเจนใหม่มาจากพรรคประชาธิปัตย์ ก็เพื่อต้องการกู้เรตติ้งของเธอ ที่มีภารกิจผลักดันเรือธงของรัฐบาล ที่ยังไม่เห็นเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาสาธารณชน

    การแต่งตั้ง 12 กุนซือ ของรองนายกฯ ศุภจี เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสความนิยมที่ถดถอยลงของรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ทำให้ “ศุภจี” ย้ำบนเวทีแถลงนโยบายต่อรัฐสภาว่า “ในยามวิกฤติเช่นนี้ รัฐบาลไม่ได้แบ่งแยกฝ่ายบริหาร หรือฝ่ายค้าน แต่มุ่งส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประชาชนทุกคน”

    ขณะเดียวกันเมื่อเข้าสู่การเมืองอย่างเป็นทางการ“ศุภจี” ก็เลี่ยงไม่พ้น ถึงการวิพากษ์วิจารณ์ ถูกขุดคุ้ยประเด็นส่วนตัวปมวุฒิการศึกษาแม้กระทั่งลุคใหม่ที่เปลี่ยนทรงผม

    ปฏิเสธไม่ได้ว่าด้วยสถานการณ์ที่กดดันรัฐบาล เป็นผลให้ “อนุทิน” ยังจำเป็นต้องพึ่งพา 3 รองนายกฯ คนนอกที่ตัวเองทาบทามมาตั้งแต่รัฐบาลอนุทิน 1 เพราะเป็นจุดขายที่สร้างความเชื่อมั่น จนเรียกแต้มกระแสจากคนกลางๆ มาได้ ด้วยบทบาทที่พรรคน้ำเงินเป็นหัวขบวนเบอร์หนึ่ง ปีกอนุรักษนิยมไปแล้ว

    ปั้น 12 กุนซือ ‘ศุภจี’กู้เรตติ้ง ลบภาพ'รมต.มืออาชีพ'ถดถอย

    สิ่งที่ต้องยอมรับว่า พรรคภูมิใจไทยมีจุดแข็งเป็นต้นทุน คือการพึ่งพานักเลือกตั้งบ้านใหญ่เป็นหลัก ไม่ได้เป็นพรรคการเมืองกระแสหลัก ที่มีภาพมืออาชีพ มือทำงาน เรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจมิติใหญ่ของประเทศ

    เมื่อจำต้องขึ้นแท่นพรรคแกนนำรัฐบาลด้วยแล้ว การระดมมืออาชีพเข้ามาช่วยสร้างผลงาน พิสูจน์ฝีมือท่ามกลางวิกฤติพลังงาน จึงเป็นเรื่องร้อนท้าทายของรัฐมนตรีเทคโนแครตสีน้ำเงิน  เมื่อนายกฯพูดแล้ว ครม.จะทำได้ ดังสโลแกนภูมิใจไทยหรือไม่ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1229622&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1o0Y-cNYblZKzK1gt8hAkF