Category: วัฒนธรรม

  • ส่วนต่างหลักร้อย รอยแตกหลักล้าน! ทวงหนี้ 3 วันไม่ได้ตังค์แต่ได้แผล แลกคดีบุกรุกแถมดอกเบี้ยโหด | เดลินิวส์

    ส่วนต่างหลักร้อย รอยแตกหลักล้าน! ทวงหนี้ 3 วันไม่ได้ตังค์แต่ได้แผล แลกคดีบุกรุกแถมดอกเบี้ยโหด | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 15 เมษายน เมื่อช่วงเย็นวานนี้ (14 เม.ย.) เกิดเหตุทะเลาะวิวาทภายในบ้านพักพื้นที่บ้านดอนกลาง ตำบลธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ระหว่างกลุ่มผู้ให้กู้ยืมเงินและลูกหนี้ จนบานปลายกลายเป็นเหตุทำร้ายร่างกายได้รับบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย

    โดยก่อนเกิดเหตุ นายดำ (นามสมมุติ) อายุ 56 ปี กำลังฉลองเทศกาลสงกรานต์กับญาติภายในบ้านพัก ต่อมาพบว่า นายแมน (นามสมมุติ) อายุ 55 ปี พร้อมพวก คือ นายโบ้ (นามสมมุติ) อายุ 40 ปี ขี่รถจักรยานยนต์วนเวียนอยู่บริเวณหน้าบ้านหลายรอบ ก่อนจะเข้ามาจอดและทวงถามหนี้สินพร้อมดอกเบี้ยที่นายดำค้างชำระ

    ทั้งสองฝ่ายได้มีการเจรจาตกลงเรื่องดอกเบี้ย แต่ไม่สามารถหาข้อยุติได้ ทำให้เกิดการโต้เถียงกันอย่างรุนแรง ก่อนที่นายแมนและนายโบ้ จะบุกเข้าไปภายในบ้านและลงมือทำร้ายร่างกายนายดำ

    ขณะเกิดเหตุ นางนู (อายุ 80 ปี) มารดาของนายดำเห็นเหตุการณ์จึงร้องขอความช่วยเหลือ ทำให้นายสิงห์ น้องชายของผู้บาดเจ็บ ซึ่งอยู่ภายในบ้านได้ยินเสียงและออกมาดู ก่อนจะพบว่านายโบ้กำลังจะหยิบอาวุธลักษณะเหล็กแหลมที่วางอยู่ข้างบ้าน

    นายสิงห์จึงคว้าไม้ไผ่ที่วางอยู่บริเวณหน้าห้องน้ำเข้าห้ามปราม พร้อมฟาดใส่นายโบ้จนได้รับบาดเจ็บศีรษะแตก ขณะเดียวกันได้พยายามจะเข้าทำร้ายนายแมน แต่ฝ่ายนายแมนเห็นท่าไม่ดีจึงรีบหลบหนีออกจากพื้นที่

    ภายหลังเหตุการณ์สงบลง นายดำได้รับบาดเจ็บตามร่างกาย ญาติจึงนำส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม โดยพบว่าในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน นายโบ้ก็เข้ารับการรักษาและเย็บบาดแผลเช่นกัน โดยทั้งสองฝ่ายไม่ได้มีการเผชิญหน้ากันในโรงพยาบาล

    จากการสอบสวนเบื้องต้น นายดำยอมรับว่าได้กู้ยืมเงินจากนายแมนจำนวน 5,000 บาท โดยมีการคิดดอกเบี้ยร้อยละ 20 และมีการผ่อนชำระวันละ 250 บาท รวม 24 วันเป็นเงิน 6,000 บาท ระบุว่าที่ผ่านมาได้ชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยตามกำหนด แต่เพิ่งค้างชำระเพียง 3 วัน ขณะที่อีกฝ่ายระบุว่าค้างถึง 6 วัน จึงเกิดความไม่เข้าใจกันและนำไปสู่เหตุทะเลาะวิวาท

    ต่อมา มีรายงานว่า นายแมนได้กลับเข้ามาในพื้นที่อีกครั้ง พร้อมชักชวนกลุ่มวัยรุ่นอายุประมาณ 15-17 ปี แต่เมื่อเห็นสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย จึงถอยกลับออกไปโดยไม่ได้เกิดเหตุปะทะรอบสอง

    ล่าสุด นายดำพร้อมน้องชายได้เดินทางเข้าแจ้งความที่ สภ.ธาตุพนม ในข้อหาบุกรุกและทำร้ายร่างกาย พร้อมเรียกร้องให้ตรวจสอบพฤติกรรมการปล่อยกู้ดอกเบี้ยเกินอัตราของคู่กรณี โดยอยู่ระหว่างรอการดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

    ขณะเดียวกัน ได้มีการเผยแพร่ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เรียกร้องให้ตรวจสอบเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมตั้งคำถามต่อการทวงหนี้ในลักษณะใช้ความรุนแรง ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5782550/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38gUDaIPIMilxNlaX2WUEa

  • วิเคราะห์ 4 เงื่อนงำค้างคา คดียิง สส.กมลศักดิ์

    วิเคราะห์ 4 เงื่อนงำค้างคา คดียิง สส.กมลศักดิ์

    2.อาวุธปืนที่ใช้ยิง สส.กมลศักดิ์ มีข่าวว่า ตำรวจชุดคลี่คลายคดีตามยึดได้แล้ว โดยมีการนำปืนไปแยกชิ้น ทำลาย และทิ้งลงแม่น้ำ

    แต่ผลตรวจอาวุธปืนยังไม่ออกมา จึงยังไม่มีความชัดเจนว่า ที่มาของอาวุธปืนมาจากแหล่งใด วิถีการยิง และการใช้อาวุธ เป็นรูปแบบใด เพราะจะเป็นหลักฐานเชื่อมโยงกลับไปมัดผู้ต้องหาที่ถูกระบุว่าเป็น “มือปืน” ได้

    แต่หากผลตรวจอาวุธปืนออกมาไม่ชัดเจน อาจเป็นช่องโหว่หรือช่องรอดของกลุ่มผู้ต้องหาในคดีได้เหมือนกัน

    3.มีข่าวออกมาเกี่ยวกับปลอกกระสุนที่เก็บได้ในที่เกิดเหตุ มากกว่า 30 นัด เป็นปลอกกระสุนใหม่ พ.ต.อ.ทวี ใช้คำว่า “เบิกใหม่”

    ความหมายของ “ปลอกกระสุนใหม่” คือ ยิงจากอาวุธปืนที่ไม่เคยถูกเก็บหลักฐานการยิง จึงมีความเป็นไปได้ 2-3 ประการ คือ

    หนึ่ง ทีมสังหารไปจัดหา ปืนใหม่ และกระสุนล็อตใหม่ มาใช้เพื่องานนี้

    สอง ทีมสังหารใช้ปืนผิดกฎหมายในตลาดมืด ซึ่งไม่ใช่ปืนของทางราชการ หรือของคนร้ายที่เคยใช้ และถูกเก็บหลักฐานการยิงเอาไว้แล้ว

    หรือสาม ทีมสังหารใช้ปืนถูกกฎหมายของหน่วยราชการบางหน่วย ที่ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องยิงทดสอบเพื่อเก็บหลักฐานการยิงไว้เป็นฐานข้อมูล

    ความเป็นไปได้ข้อ 3 นี้เองที่ทำให้สังคมคาใจว่า มีการใช้ยุทโธปกรณ์ของทางราชการในการก่อเหตุยิง สส.กมลศักดิ์ นอกเหนือจากรถกระบะของ กอ.รมน.นราธิวาส หรือไม่

    4.ผู้บงการที่สั่ง หรือจ้างวานให้สังหาร สส.กมลศักดิ์ คือใครกันแน่

    พ.ต.อ.ทวี ตั้งข้อสังเกตว่า “คนบงการต้องมีอำนาจมาก” เพราะใช้ “ทีมผสม” ซึ่งเป็นอดีตทหาร ทั้งในและนอกพื้นที่ ไม่ใช่มือปืนท้องถิ่นธรรมดา แถมอาวุธที่ใช้ก็เป็นอาวุธที่ไม่มีประวัติ รวมถึงกระสุนก็เป็นกระสุนใหม่ ไม่ใช่ล็อตที่เคยใช้ด้วย

    ขณะที่แม่ทัพภาคที่ 4 ฟันธงในการชี้แจงเมื่อวันที่ 13 เมษายนว่า เหตุการณ์นี้ไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานความมั่นคง เป็นเรื่อง “ส่วนบุคคล” การพูดแบบนี้ ทำให้ พลโท พงศกร รอดชมภู อดีตรองเลขาธิการ สมช. ตั้งคำถามสวนกลับว่า เมื่อแม่ทัพกล้าฟันธงว่าหน่วยงานรัฐไม่เกี่ยว แปลว่ารู้แล้วใช่หรือไม่ว่า คนบงการคือใคร

    นอกจากนี้ พลโทพงศกร เพิ่งให้สัมภาษณ์พิเศษในรายการ “เนชั่นวิเคราะห์ข่าว” โดยสังเคราะห์เหตุการณ์ยิง สส.กมลศักดิ์ เอาไว้อย่างน่าสนใจ และเป็นการโต้กลับคำชี้แจงของแม่ทัพภาคที่ 4 อย่างมีน้ำหนัก

    โดยเฉพาะในประเด็นที่บอกว่า หน่วยงานรัฐไม่เกี่ยวข้อง แต่ พลโทพงศกร มองว่า ปฏิบัติการนี้ ไม่ใช่การกระทำของ “มือปืน” เพราะมือปืนไม่ลงมือแบบนี้ วิธีการยิงไม่เหมือนกัน แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็น “ปฏิบัติการทางทหาร” เพียงแต่คนปฏิบัติเป็นอดีตทหารนอกราชการ ฉะนั้นหน่วยงานความมั่นคงและแม่ทัพต้องพิสูจน์เรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับมา เนื่องจากปัจจุบันไม่มีใครเชื่อมั่นอีกแล้ว ยิ่งมีการใช้รถของทางราชการไปเป็นพาหนะ ยิ่งทำให้คนไม่เชื่อมั่นเลย

    อย่างไรก็ดี พลโท พงศกร ออกตัวว่า ตนก็ยังเชื่อว่า แม่ทัพภาคที่ 4 หรือ ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของ กอ.รมน.ไม่รู้เห็นเรื่องนี้ จึงขอเสนอทางออกในการฟื้นความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/current-issue/378976130&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_1okFqjuru2ClCQnuLEx9

  • ปรากฏการณ์หม่นมืด หมอธีระวัฒน์ เปิดข้อมูลช่วงวิกฤต เสี่ยงอารมณ์ดิ่ง-จบชีวิตตัวเอง

    ปรากฏการณ์หม่นมืด หมอธีระวัฒน์ เปิดข้อมูลช่วงวิกฤต เสี่ยงอารมณ์ดิ่ง-จบชีวิตตัวเอง

    วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.19 น.

    15 เมษายน 2569 ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศาสตราจารย์เชี่ยวชาญทางอายุรกรรมและสมอง ประธานศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข และที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ปรากฏการณ์หม่นมืด ในช่วงเวลาของพระจันทร์เต็มดวง

    ปรากฏการณ์หม่นมืด ในช่วงเวลาของพระจันทร์เต็มดวงนั้น มีการบันทึกและรายงานตั้งแต่สมัยโบราณและ คล้ายมีความเชื่อมโยงกับ การเจ็บป่วยทางจิตอารมณ์หรือการปะทุขึ้นมาใหม่อย่างรุนแรง

    ความแปรปรวนทางจิตเหล่านี้ มีลักษณะตั้งแต่ อาการทางโรคจิตวิปลาสที่ถึงกับต้องเข้าโรงพยาบาล ด้องนำเข้าห้องฉุกเฉิน และที่สำคัญก็คือความพยายามฆ่าตัวตาย โดยมีสถิติเกิดขึ้นในระยะเวลาต่างๆกัน มากบ้างบ่อยครั้งบ้าง น้อยบ้าง ในช่วง ระหว่าง จันทร์ new moon คือวันแรม 15 ค่ำ และจันทร์เต็มดวง full moon วันขึ้น 15 ค่ำหรือวันเพ็ญ

    ทั้งนี้จากการแบ่ง lunar phases เป็นระยะตั้งแต่ new moon. First quarter. Full moon. และ last quarter และเริ่มต้นใหม่ ดังที่รู้จักกัน เป็นวันแรม 15 ค่ำ วันขึ้นแปดค่ำ วันขึ้น 15 ค่ำ วันแรมแปดค่ำ ตามลำดับ

    แม้กระทั่งมีการสังเกตุระยะต่างๆของการแสดงอาการไบโพล่าร์ ว่ามีความลื่นไหลไปกับ ระยะ lunar phases หรือข้างขึ้นข้างแรม ตามฤดูและ น่าจะเกี่ยวข้องกับ จังหวะเวลา ที่ควบคุมจากนาฬิกาในสมอง (circadian rhythm)

    ในเรื่องของพฤติกรรมการฆ่าตัวตายใน ผู้ป่วยไบโพล่าร์นั้น ดูเหมือนว่า มีความเกี่ยวข้องกับ ความแปรเปลี่ยน และปริมาณของแสงแดด ที่ได้รับ ในช่วงระยะเวลาต่างๆของปีด้วย โดยเฉพาะ จะมีความเสี่ยงของการฆ่าตัวตายสูง ถ้าปริมาณของแสงแดดไม่คงที่

    คณะผู้วิจัย จากภาควิชาจิตเวช และ INBRAIN Indiana University School of Medicine และ Indianapolis VA medical center และ สำนักงานชันสูตรศพ ที่ Marion county ร่วมกันศึกษา ผลของจันทร์เต็มดวง และในช่วงเวลาอื่น กับการฆ่าตัวตาย โดยยังวิเคราะห์ช่วงระยะเวลาของวัน และช่วงระยะเวลาว่าเป็นเดือนไหนของปี ที่มี สถิติสูงสุด และทำการเชื่อมโยงกับ ตัวชี้วัดในเลือดในระดับโมเลกุลของผู้ที่เสียชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย โดยตีพิมพ์ในวารสาร Discover mental health ปี 2023

    การศึกษาเหล่านี้ กระทำในช่วงระยะเวลาก่อนที่จะเกิดการระบาดของโควิด และมีการบันทึกการฆ่าตัวตายที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 มกราคมปี 2012 จนกระทั่งถึงวันที่ 17 ธันวาคมปี 2016

    โดยมีจำนวนทั้งหมด 210 รายในช่วงระยะเวลา 626 วันที่เกิดขึ้นระหว่างสัปดาห์ของจันทร์เต็มดวงและอีก 566 รายที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลา 2006 วันนอกสัปดาห์ที่พระจันทร์เต็มดวง

    โดยผู้เสียชีวิตมีอายุ 30 ปีหรืออ่อนกว่าเป็นจำนวน 208 รายและอายุ 55 ปีหรือสูงกว่าเป็นจำนวน 232 ราย

    มีบางส่วนที่มีเลือดเก็บไว้ในโครงการของ INBRAIN initiative โดยมีระยะห่างจากที่เสียชีวิตไม่เกิน 24 ชั่วโมงและสาเหตุของการเสียชีวิตเป็นการกระทำด้วยวิธีอื่นที่ไม่ใช่เป็นการใช้ยาหรือสารพิษซึ่งจะทำให้กระทบต่อการแสดงออกของยีนส์

    ในจำนวนตัวอย่างเลือด 45 รายนั้น เป็นชาย 38 รายและหญิง 7 ราย

    31 รายกระทำโดยการใช้ปืนยิงที่ศีรษะหรือหน้าอก

    12 รายโดยขาดอากาศหายใจ

    หนึ่งรายโดยการกรีดข้อมือและอีกหนึ่งรายโดย การช็อตไฟฟ้า

    เลือดทั้งหมดมีการเก็บอย่างดีใน RNA stabilizing PAXgene tubes ที่อุณหภูมิ -80 องศาจนกระทั่งนำมาศึกษา

    การวิเคราะห์ยีนส์ที่เป็นตัวชี้วัด ในการฆ่าตัวตายโดยสัมพันธ์กับนาฬิกาในสมอง

    (Circadian clock) เลือกใช้ดาต้าเบสจากหลายกลุ่ม ที่มีการรายงานมาก่อน และในที่สุดเลือกได้ 1468 ยีนส์ที่มีความเกี่ยวพันกับหน้าที่การทำงานที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเวลาหลับตื่นและนาฬิกาในสมอง

    จากจีโนมของมนุษย์เป็นจำนวน 21,000 ยีนส์และแบ่งออกเป็นยีนที่เป็นหลัก ในการปฏิบัติตัวเป็นนาฬิกาสมอง (core clock gene) จำนวน 18 ยีนส์ และอีก 336 ยีนส์จัดแบ่งเป็นยีนส์ที่มีส่วนเชื่อมโยงส่งผ่านเข้าหรือออกจาก ยีนส์หลัก (immediate clock genes) และยีนส์ส่วนที่เหลือมีความสัมพันธ์กับยีนส์ในระดับที่สองและถือเป็น distant clock genes มีจำนวน 1119 ยีนส์ และมีการกำหนดจำนวนยีนส์ตัวท็อป (top biomarker genes) 154 ตัวที่เชื่อมโยงอยู่กับการกำหนดเวลานาฬิกาของร่างกาย ที่ได้จากการศึกษาก่อนหน้านี้ โดยมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับ ความแปรปรวนทางจิตอารมณ์ตั้งแต่วิตกกังวล ซึมเศร้า จนกระทั่งถึง PTSD และ ภาวะการเจ็บปวด

    กลุ่มผู้เสียชีวิตทั้ง 45 รายได้รับการศึกษา จีโนมของมนุษย์ทั้งหมดและจัดแบ่งตามเพศ และวิเคราะห์ตามเงื่อนของดัชนีชี้วัด ของการฆ่าตัวตาย 154 ตัวนี้ ด้วยกัน

    ในช่วงเวลาที่จันทร์เต็มดวงและนอกช่วงเวลาดังกล่าว

    ผลของการศึกษาพบว่าอุบัติการของการฆ่าตัวตายจะสูงระหว่างสัปดาห์ของจันทร์เต็มดวงโดยเฉพาะในคนที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป แต่ไม่สัมพันธ์กับคนที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี

    ระยะเวลาของวันจะอยู่ในช่วง 15.00 ถึง 16:00 น. และเดือนกันยายนเป็นช่วงที่มีการฆ่าตัวตายสูงที่สุด

    แต่ในคนที่อายุเกิน 55 ปีนั้นจะมีสถิติสูงสุดในเดือนกรกฎาคมและคนที่อายุต่ำกว่า 30 จะมีสถิติสูงสุดในช่วงเดือน พฤศจิกายน

    นอกจากนั้นยังพบว่าการใช้แอลกอฮอล์ และภาวะ หดหู่ ซึมเศร้าจะยิ่ง เพิ่มความเสี่ยงของการฆ่าตัวตายให้สูงขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว

    ยีนส์ที่มีความสัมพันธ์กับการฆ่าตัวตาย ในช่วงจันทร์เต็มดวงนั้นคือ AHCYL2. ACSM3. AK2. และ RBM3

    สำหรับกลุ่มที่มีความสัมพันธ์กับช่วงระยะเวลาของวันจะเป็น GSK3B. AK2. และ PRKCB

    และที่มีความสัมพันธ์กับเดือนจะเป็น TBL1XR1 และ PRKCI

    ยีนทั้งหมดนี้จำนวนครึ่งหนึ่งจะสามารถถูกปรับเปลี่ยนการแสดงออกโดยยาลิเทียม (lithium) และยาvalproate ที่ให้ผลต่อต้านการฆ่าตัวตายและยีนส์ทั้งหมดในกลุ่มเหล่านี้ถูกปรับเปลี่ยนโดยภาวะหดหู่และแอลกอฮอล์โดยให้ผลส่งเสริมการฆ่าตัวตาย

    ผลของการศึกษา เกี่ยวกับการฆ่าตัวตายนี้ เป็นการควบรวม วิเคราะห์ ระยะเวลา วิกฤต ที่เกี่ยวข้องกับ สัปดาห์ของ ดวงจันทร์เพ็ญ ช่วงเดือน และช่วงเวลาของวัน ที่มีความสัมพันธ์ กับแสงที่ตกกระทบ และมีผลต่อนาฬิกาในสมองและร่างกาย และอาจส่งผลกับการแสดงออกของยีนส์ที่มีส่วนกำหนดในพฤติกรรม ที่บรรเทาหรือ ส่งเสริมการ ทำร้ายตนเอง และยีนส์เหล่านี้ พิสูจน์ว่ามีความเชื่อมโยงกับยาที่ใช้รักษาอยู่ด้วย และการใช้ แอลกอฮอล์ในช่วงระยะเวลาที่วิกฤตที่มีความหดหู่แฝงอยู่ จะยิ่งทำให้สถานการณ์ร้ายแรงไปอีก

    รายงานนี้เป็นตัวอย่างอันดีที่มิได้ละเลยหลักฐานที่ได้จากการสังเกต และนำมาวิเคราะห์เพื่อทำการพิสูจน์และเชื่อมโยงกับยีนส์ของมนุษย์และ ดัชนีชี้วัด ที่ในอนาคตอาจจะนำมาใช้เพื่อป้องกันเหตุโศกนาฏกรรมเหล่านี้ได้ผลดียิ่งขึ้น

    อย่างไรก็ตามในสถานการณ์ปัจจุบันของคนไทย การมองคนอย่างเป็นคนด้วยกัน เอาใจเขามาใส่ใจเรา และช่วยเท่าที่ทำได้ ให้เขารู้สึกว่ายังมีคนที่เห็นใจและเอาใจใส่ น่าจะเป็นประการสำคัญที่สุดที่ต้องการครับ

    – 006

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/958679&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27ndMIj5knEglLtnsDvpEk

  • ออกกำลังกายให้ตรงกับนาฬิกาชีวิต ช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดได้อย่างไร ?  – BBC News ไทย

    ออกกำลังกายให้ตรงกับนาฬิกาชีวิต ช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดได้อย่างไร ? – BBC News ไทย

    ไม่อยากออกกำลังกายใช่ไหม ? บางทีปัญหาอาจไม่ใช่คุณ แต่เป็นช่วงเวลาที่ไม่ตรงกับนาฬิกาชีวิต

    A woman takes a run in the early morning sunlight

      • Author, มิเชล โรเบิร์ตส์
      • Role, บรรณาธิการข่าวสุขภาพดิจิทัล
    • เวลาอ่าน: 3 นาที

    เหล่านักวิจัยด้านสุขภาพชี้ว่า เพื่อให้ได้ประโยชน์จากการออกกำลังกาย การเข้าคลาสฟิตเนส หรือการวิ่ง การเลือกช่วงเวลาในการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับนาฬิกาชีวิตจะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

    พวกเขาแนะนำว่า เหล่าผู้ที่ตื่นเช้า หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘larks’ ควรออกกำลังกายในช่วงเช้าเพื่อให้ได้ประโยชน์มากที่สุด ขณะที่กลุ่มคนนอนดึกควรหันมาออกแรงในช่วงเย็น

    งานวิจัยฉบับใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Open Heart ระบุว่า การออกกำลังกายให้สอดคล้องกับนาฬิกาชีวภาพในลักษณะนี้ อาจช่วยเพิ่มประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจอยู่แล้ว

    อาสาสมัครที่ทดลองทำตามวิธีนี้ พบว่ามีคุณภาพการนอนหลับของพวกเขาดีขึ้น ความดันโลหิตลดลง และระดับน้ำตาลในเลือดโดยรวมมีสุขภาพดียิ่งขึ้น

    สอดประสานกัน

    อาสาสมัครที่อยู่ในวัย 40 และ 50 ปี จำนวน 134 คน จากปากีสถานเข้าร่วมในการศึกษานี้

    อาสาสมัครเหล่านี้ไม่มีใครที่สุขภาพดีเป็นพิเศษ และทุกคนต่างมีปัจจัยเสี่ยงอย่างน้อยหนึ่งอย่างต่อโรคหัวใจ อาทิ ความดันโลหิตสูง หรือมีน้ำหนักเกิน

    พวกเขาได้รับคำแนะนำให้ออกกำลังกายด้วยการเดินเร็วบนลู่วิ่งเป็นเวลา 40 นาที/วัน จำนวน 5 วัน/สัปดาห์ กินระยะเวลาทั้งสิ้น 3 เดือน

    จากการตอบแบบสอบถาม อาสาสมัคร 70 คน เป็นคนตื่นเช้า ขณะที่อีก 64 คนเป็นกลุ่มนอนดึก

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • .

    • A designed image showing a generic hotel room, black wheelie suitcase, a standard lamp, a double bed with a white bedspread and blue, gold and black and white checked pillow, and the words REC with a red recording dot emblazoned over the top.

    • .

    • An artist's impression of a hypothetical Planet Nine shown as a large dark blue sphere, with a tiny bright Sun in the distance and other stars and the Milky Way galaxy behind.

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    อาสาสมัครบางคนออกกำลังกายในช่วงเวลาที่สอดคล้องกับนาฬิกาชีวภาพของพวกเขา ซึ่งเป็นแนวโน้มโดยธรรมชาติของร่างกายที่ตื่นตัวในช่วงเช้าหรือช่วงเย็น ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งเลือกออกกำลังกายในช่วงเวลาที่ตรงกันข้ามกับธรรมชาติของร่างกาย

    ทั้งสองกลุ่มมีพัฒนาการด้านสมรรถภาพร่างกายดีขึ้นเหมือนกัน แต่การออกกำลังกายให้สอดคล้องกับ ‘โครโนไทป์’ (chronotype) หรือรูปแบบนาฬิกาชีวภาพของแต่ละคน ให้ผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดีกว่าอย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องความดันโลหิต ความสามารถในการใช้ออกซิเจน (aerobic capacity) ตัวชี้วัดทางเมตาบอลิซึม และคุณภาพการนอนหลับ

    นักวิจัยอธิบายว่า นาฬิกาชีวภาพภายในร่างกายมีผลต่อรูปแบบการนอน-ตื่น รวมถึงระดับฮอร์โมนและพลังงานในแต่ละช่วงของวัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการออกกำลังกายและความสม่ำเสมอในการฝึกได้”

    ‘เจ็ตแล็กทางสังคม’ จงฟังนาฬิกาชีวิตของตัวเอง

    ผู้เขียนงานวิจัยระบุว่า ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า แนวทางออกกำลังกายแบบแนวทางเดียวใช้ได้กับทุกคนหรือ one-size fits all อาจไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสม

    ความไม่สอดคล้องกันระหว่างนาฬิกาชีวภาพกับตารางชีวิตทางสังคม หรือที่เรียกว่าภาวะเจ็ตแล็กทางสังคม (social jetlag) ถูกเชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคหัวใจที่เพิ่มขึ้น โดยคนที่นอนดึกอาจมีความเสี่ยงมากกว่า จึงไม่ควรฝืนออกกำลังกายในช่วงเช้าตรู่

    ดร.ราชีฟ สังกะรานารายานัน จากสมาคมหัวใจและหลอดเลือดแห่งสหราชอาณาจักร (British Cardiovascular Society) ซึ่งเป็นเจ้าของร่วมของวารสารที่ตีพิมพ์งานวิจัยนี้ ระบุว่า ผลลัพธ์ดังกล่าวสนับสนุนแนวคิดในการปรับเวลาออกกำลังกายให้เหมาะกับนาฬิกาชีวิตของแต่ละคน แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลการศึกษาต่อไป

    ขณะที่ ดร.นีนา เรเซโฮเช็ก ผู้เชี่ยวชาญด้านจังหวะชีวภาพจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ระบุว่า แม้ช่วงเวลาอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ควรพิจารณา แต่สิ่งสำคัญที่สุดยังคงเป็นการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอให้เพียงพอ

    หน่วยงานด้านระบบบริการสุขภาพของสหราชอาณาจักร หรือ NHS แนะนำว่า ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ควรตั้งเป้าให้ได้ดังนี้:

    • ออกกำลังกายเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (เช่น โยคะ พิลาทิส หรือเวทเทรนนิ่ง) ที่ครอบคลุมกล้ามเนื้อหลักทุกส่วน ได้แก่ ขา สะโพก หลัง หน้าท้อง หน้าอก ไหล่ และแขน อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 วัน
    • ทำกิจกรรมระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ (เช่น การเดินเร็ว) หรือ กิจกรรมระดับหนัก 75 นาทีต่อสัปดาห์ ที่ทำให้หายใจแรงขึ้น (เช่น การวิ่ง)
    • กระจายการออกกำลังกายให้สม่ำเสมอตลอดทั้งสัปดาห์ หรือทำเป็นประจำทุกวัน
    • ลดเวลาการนั่งอยู่กับที่ให้น้อยลง

    หลักฐานงานศึกษาชี้ว่า การผสมผสานรูปแบบการออกกำลังกายที่หลากหลายจะให้ผลดีต่อสุขภาพมากกว่า

    วิดีโอสั้น

    • .

    • A woman holds weights handles on either side of her face, with the handles out of focus clpose to camera and her face in perfect focus

    • An elderly Black man running with headphones and a mobile phone in hand

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c0j6657zgz2o&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pN_x_ltxPV8lTlh1MypaB

  • หอดูดาวเวรา รูบินในชิลี เป็นความหวังช่วยไขปริศนาดาวเคราะห์ดวงที่ 9 อันลึกลับอย่างไร – BBC News ไทย

    หอดูดาวเวรา รูบินในชิลี เป็นความหวังช่วยไขปริศนาดาวเคราะห์ดวงที่ 9 อันลึกลับอย่างไร – BBC News ไทย

    An artist's impression of a hypothetical Planet Nine shown as a large dark blue sphere, with a tiny bright Sun in the distance and other stars and the Milky Way galaxy behind.

    ที่มาของภาพ, Caltech/R Hurt (IPAC)

      • Author, เฟอร์นันโด ดูอาร์เต
      • Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
    • เวลาอ่าน: 8 นาที

    นับตั้งแต่ดาวพลูโตถูกถอดสถานะออกจากการเป็นดาวเคราะห์ในปี 2006 เราก็ได้รับรู้ว่าระบบสุริยะของเรามีดาวเคราะห์อยู่ 8 ดวง ทว่า บรรดานักวิทยาศาสตร์บางส่วนเชื่อว่าสมาชิกดวงที่ 9 อันลึกลับยังมีอยู่จริง และเราก็อาจกำลังจะค้นพบมันในไม่ช้า ด้วยอานิสงส์จากกล้องโทรทรรศน์ทรงพลังรุ่นใหม่

    หอดูดาว เวรา รูบิน ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาทางตอนเหนือของประเทศชิลี เริ่มภารกิจที่ปฏิวัติวิถีที่เรามองจักรวาลเมื่อเดือน มิ.ย. 2025 และหนึ่งในเป้าหมายของมันคือการช่วยไขปริศนาเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ในสวนหลังบ้านของระบบสุริยะของเรา

    การมีอยู่ของดาวเคราะห์ดวงที่ 9 (Planet Nine) เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจและก่อให้เกิดความเห็นต่างในหมู่นักวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่ปี 2016

    ในปีนั้นเอง คอนสแตนติน บาตีกิน และไมเคิล บราวน์ นักดาราศาสตร์จากสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย (แคลเทค-Caltech) สหรัฐอเมริกา ตีพิมพ์งานวิจัยเพื่อเสนอว่ามีดาวเคราะห์ซึ่งมีมวลราว 10 เท่าของโลก กำลังโคจรอยู่บริเวณชายขอบของระบบสุริยะ

    .

    คำบรรยายภาพ, วงโคจรที่ผิดปกติของวัตถุพ้นดาวเนปจูน (trans-Neptunian objects) 6 ดวง ทำให้บาตีกินและบราวน์ นักดาราศาสตร์ เสนอสมมติฐานเกี่ยวกับการมีอยู่ของดาวเคราะห์ดวงที่ 9 ในปี 2006

    พวกเขาอ้างว่า มีเพียงการมีอยู่ของ เทหวัตถุ หรือ วัตถุบนท้องฟ้าขนาดมหึมาเท่านั้นที่สามารถอธิบายพฤติกรรมของวัตถุพ้นดาวเนปจูน (trans‑Neptunian objects-TNOs) ระยะไกลจำนวน 6 ดวงได้ โดยวัตถุเหล่านี้เป็นก้อนน้ำแข็งที่โคจรรอบดวงอาทิตย์และอยู่นอกวงโคจรของดาวเนปจูน ในบริเวณที่เรียกว่าแถบไคเปอร์ (Kuiper Belt) และบรรดาวัตถุพ้นดาวเนปจูนที่อยู่ห่างไกลเหล่านี้ก็มีวงโคจรที่เอียงและยืดยาวผิดปกติ ซึ่งบ่งชี้ว่าพวกมันอาจอยู่ใต้อิทธิพลแรงโน้มถ่วงของเพื่อนบ้านที่มีขนาดใหญ่กว่า

    “ถ้าไม่มีดาวเคราะห์ดวงที่ 9 เราจะไม่สามารถอธิบายเหตุการณ์ประหลาดหลายอย่างได้อีกต่อไป” ศาตราจารย์บราวน์กล่าวกับบีบีซี

    หากคุณไม่ได้ติดตามรายละเอียดที่ซับซ้อนของวงการดาราศาสตร์ คุณอาจพลาดภาพย้อนแย้งในเรื่องนี้ไป กล่าวคือ บราวน์ ผู้เป็นแกนนำสำคัญในการเสนอแนวคิดเรื่องดาวเคราะห์ลึกลับดวงใหม่คนนี้ คือนักดาราศาสตร์คนเดียวกันกับที่ผลงานของเขามีบทบาทชี้ขาดในการนำไปสู่การถอดสถานะของ “ดาวเคราะห์ดวงที่ 9” ดวงก่อนเมื่อ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

    Pluto is seen as a brownish sphere against a black background, with darker and lighter coloured areas on its surface.

    ที่มาของภาพ, NASA

    คำบรรยายภาพ, แม้ดาวพลูโตจะสูญเสียสถานะความเป็นดาวเคราะห์ไปแล้ว แต่ก็ยังคงเป็นวัตถุพ้นดาวเนปจูนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดเท่าที่เรารู้จักจนถึงขณะนี้

    นับตั้งแต่มีการค้นพบในปี 1930 ดาวพลูโตเคยเป็นดาวเคราะห์ที่เล็กที่สุดและอยู่ไกลที่สุดในระบบสุริยะของเรา แต่ในปี 2005 บราวน์และเพื่อนร่วมงานอีกสองคนได้ค้นพบดาวเอริส (Eris) วัตถุที่มีขนาดใกล้เคียงกับดาวพลูโต ซึ่งโคจรรอบดวงอาทิตย์ไกลออกไปจากระยะวงโคจรของดาวเนปจูน

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • .

    • A designed image showing a generic hotel room, black wheelie suitcase, a standard lamp, a double bed with a white bedspread and blue, gold and black and white checked pillow, and the words REC with a red recording dot emblazoned over the top.

    • .

    • A woman takes a run in the early morning sunlight

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    การค้นพบดาวเอริสมีอิทธิพลอย่างมากต่อการตัดสินใจของสหพันธ์ดาราศาสตร์สากลหรือไอเอยู (International Astronomical Union-IAU) ในการปรับเปลี่ยนนิยามของคำว่า “ดาวเคราะห์” ในปีถัดมา และถอดดาวพลูโตออกจากกลุ่มดาวเคราะห์ ลดสถานะลงเป็นดาวเคราะห์แคระเคียงคู่กับดาวเอริส

    แปลกประหลาด เลือนราง และอยู่ห่างไกล

    ปัญหาใหญ่ประการหนึ่งเกี่ยวกับแนวคิดดาวเคราะห์ดวงที่ 9 อีกดวงนี้ คือ จนถึงวันนี้ยังไม่มีใครพบเห็นและยืนยันมันได้ อย่างน้อยก็อย่างเป็นทางการ ยกตัวอย่างเช่น แม้แต่บราวน์และบาตีกินก็ใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์เป็นฐานในการนำเสนอแนวคิดที่พวกเขาอ้างถึง

    ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหากดาวเทียมดวงที่ 9 มีอยู่จริง มันจะอยู่ห่างจากเรามาก ๆ นักดาราศาสตร์จากแคลเทคประเมินว่ามันอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์โดยเฉลี่ยมากกว่าดาวเนปจูนราว 20 เท่า นั่นหมายความว่ามันอาจใช้เวลานานถึง 20,000 ปีตามเวลาบนโลก เพียงเพื่อโคจรรอบดวงอาทิตย์ครบ 1 รอบ

    ยิ่งวัตถุอยู่ไกลจากดวงอาทิตย์มากเพียงไร มันก็ย่อมสะท้อนแสงได้น้อยมากเท่านั้น และนั่นทำให้มันยิ่งมีความเลือนรางอย่างมาก

    สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ซับซ้อนมากกว่าเดิม คือ พวกยังคาดการณ์ด้วยว่าวงโคจรของดาวเคราะห์ดวงที่ 9 จะค่อนข้างประหลาด ในขณะที่ดาวเคราะห์ทั้ง 8 ดวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ในระนาบเกือบเป็นวงกลมและค่อนข้างราบเรียบ แต่การเคลื่อนที่ของสมาชิกดวงที่ 9 ที่คาดว่าจะมีอยู่นั้น จะมีวงโคจรที่ยืดยาวมากและเอียงอย่างชัดเจน

    .

    คำบรรยายภาพ, ดาวเคราะห์ทั้งแปดดวงที่รู้จักกันในระบบสุริยะโคจรรอบดวงอาทิตย์ในวิถีโค้งเกือบเป็นวงกลม โดยทั้งหมดอยู่ในระนาบสองมิติเดียวกันโดยประมาณ

    ทว่า ความเป็นไปได้ในการมองเห็นมันอาจกำลังเปลี่ยนไป เนื่องจากหอดูดาวเวรา รูบิน ช่วยให้เราสแกนท้องฟ้าในซีกโลกใต้ทั้งหมดทุก ๆ 2-3 คืน ต่างจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อจับภาพเป้าหมายเฉพาะเจาะจงลึกเข้าไปในห้วงอวกาศ

    ด้วยอุปกรณ์อย่างกล้องดิจิทัลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา คาดว่าตลอดภารกิจ 10 ปี หอดูดาวเวรา รูบินแห่งนี้จะจัดทำบันทึกวัตถุบนท้องฟ้านับพันล้านรายการ รวมถึงวัตถุพ้นดาวเนปจูนใหม่ ๆ มากกว่า 40,000 ดวง

    “รูบินสามารถค้นพบวัตถุจำนวนมากในอวกาศที่ทั้งเลือนรางและอยู่ไกลกว่าที่เราเคยมองเห็นได้มาก่อน” ดร.ซาราห์ กรีนสตรีต นักดาราศาสตร์ประจำหอดูดาวกล่าว

    “ถ้าดาวเคราะห์ดวงที่ 9 มีอยู่จริงในขนาดและตำแหน่งตามสมมติฐาน หอดูดาวรูบินจะพบมันได้อย่างแน่นอน” เธอกล่าวอ้าง

    เหตุการณ์จะซ้ำรอยเนปจูนอีกหรือไม่ ?

    บราวน์ยังเชื่อด้วยว่าหอดูดาวรูบินจะ “พบดาวเคราะห์ดวงที่ 9 โดยตรง หรือไม่ก็พบหลักฐานที่แทบโต้แย้งไม่ได้ว่ามันมีอยู่จริงหรือไม่มีอยู่จริง” หากมันมีอยู่จริง เขาคิดว่าอาจสามารถมองเห็นได้ภายใน 1 หรือ 2 ปี ซึ่งจะถูกนับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์

    “ดาวเคราะห์ดวงที่ 9 จะเป็นดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ในระบบสุริยะของเรา และจะเป็นดาวเคราะห์ดวงแรกที่ถูกค้นพบในรอบ 180 ปี!” เขากล่าว

    นักดาราศาสตร์รายนี้กำลังอ้างถึงการค้นพบดาวเนปจูนอย่างเป็นทางการในปี 1846

    Neptune is seen illuminated as an almost-full sphere, with different shades of greenish-blue bands across its surface and a large deep blue oval area in the middle.

    ที่มาของภาพ, Corbis via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ดาวน้ำแข็งยักษ์อย่างเนปจูนเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่วงนอกสุดของระบบสุริยะในปัจจุบัน โดยโคจรรอบดวงอาทิตย์ในระยะห่างมากกว่าโลกประมาณ 30 เท่า

    การมีอยู่ของดาวเนปจูนถูกคาดการณ์ไว้แล้วล่วงหน้า หลังจากนักดาราศาสตร์สังเกตเห็นความผิดปกติในวงโคจรของดาวยูเรนัสซึ่งเป็นดาวเคราะห์ข้างเคียง จากนั้นการคำนวณเหล่านี้ถูกนำไปใช้โดยโยฮันน์ ก็อทท์ฟรีด กัลเล นักดาราศาสตร์ชาวเยอรมัน เพื่อระบุตำแหน่งของดาวเนปจูนบนท้องฟ้า

    อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาพบว่าดาวเนปจูนเคยถูกสังเกตเห็นมาก่อนแล้วตั้งแต่ปี 1612 โดยกาลิเลโอ กาลิเลอี แต่ไม่ได้รับการระบุว่ามันเป็นดาวเคราะห์ เพราะการเคลื่อนที่ของมันเมื่อเทียบกับดวงดาวนั้นทั้งช้าและแผ่วเบาเกินกว่าที่กล้องโทรทรรศน์ในยุคนั้นจะตรวจจับได้

    เหตุการณ์แบบเดียวกันนี้อาจเกิดขึ้นกับดาวเคราะห์ดวงที่ 9 หรือไม่ ?

    ผศ.มาเลนา ไรซ์ นักดาราฟิสิกส์ดาวเคราะห์จากมหาวิทยาลัยเยล สงสัยว่าเรื่องนั้นอาจเป็นไปได้มากทีเดียว

    “ฉันไม่เชื่อว่าดาวเคราะห์ดวงที่ 9 จะยังไม่มีอยู่ในข้อมูลของเรา เราแค่ต้องดูมันอย่างละเอียดให้มากพอ” เธอกล่าว

    พบได้ในระบบดาวอื่น ๆ

    เมื่อเดือน เม.ย. ปีที่แล้ว ทีมนักวิทยาศาสตร์จากไต้หวัน ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย อาจทำสิ่งนั้นได้สำเร็จพอดี

    พวกเขาวิเคราะห์ข้อมูลการสำรวจท้องฟ้าจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศอินฟราเรด 2 ตัวที่ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศในปี 1983 และ 2006 ตามลำดับ และพบจุดจาง ๆ คู่หนึ่งที่สอดคล้องกัน ซึ่งอาจเป็นตัวแทนของดาวเคราะห์ที่ยังไม่รู้จักดวงหนึ่งซึ่งเคลื่อนที่ผ่านท้องฟ้าในช่วงระยะเวลา 23 ปี

    อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาดังกล่าวถูกนักดาราศาสตร์บางส่วนตั้งข้อสงสัย และแม้แต่ทีมวิจัยเองก็ยังมีท่าทีระมัดระวังอย่างมาก

    “ยังเร็วเกินไปมากที่จะบอกว่างานวิจัยของเราเป็นการค้นพบดาวเคราะห์ [ดวงที่ 9]” เทอร์รี แฟน ผู้เขียนหลักจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติชิงหัวของไต้หวัน กล่าวและเสริมว่าควรจะเรียกว่ามันเป็นการค้นพบ “ดาวที่มีศักยภาพเป็นดาวเคราะห์ [ดวงที่ 9]” มากกว่า

    An aerial view of a huge telescope seen through its open housing, at the top of a large, white building perched on the edge of a rocky mountaintop. There is a road around the observatory and some cars at the bottom, with the mountainous landscape glowing golden brown in the sunset.

    ที่มาของภาพ, Anadolu via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, มีการคาดหวังกันว่าหอดูดาวเวรา รูบิน ในชิลี จะช่วยยุติข้อถกเถียงเกี่ยวกับดาวเคราะห์ดวงที่ 9 ได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

    ทว่า อีกประเด็นหนึ่งคือ การมีอยู่ของดาวเคราะห์ดวงที่ 9 จะไม่ใช่เรื่องน่าตกใจสำหรับนักดาราศาสตร์อย่างไรซ์

    ดาวเคราะห์ตามสมมติฐานดวงนี้คาดว่าจะมีขนาดใหญ่กว่าโลก แต่เล็กกว่าดาวเนปจูน และไรซ์ระบุว่า นี่คือขนาดของดาวเคราะห์ที่พบได้บ่อยที่สุดในระบบดาวอื่น ๆ

    “เราพบดาวเคราะห์ประเภทนี้รอบดาวฤกษ์ดวงอื่นราวครึ่งหนึ่ง แต่ในระบบสุริยะของเราเองกลับยังไม่มี” เธอกล่าว

    ถ้าไม่ใช่ดาวเคราะห์ แล้วมันคืออะไร ?

    ถึงกระนั้นฝ่ายคัดค้านสมมติฐานเรื่องดาวเคราะห์ดวงที่ 9 ก็ยกเหตุผลหลายประการขึ้นมาโต้แย้ง ตั้งแต่ความเป็นไปได้ที่การสังเกตในงานวิเคราะห์ของบาตีกินและบราวน์อาจคลาดเคลื่อน ไปจนถึงบทเรียนจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเกี่ยวกับดาวเคราะห์ลึกลับ ซึ่งหมายถึงดาวเคราะห์เอ็กซ์ (Planet X) ตามทฤษฎีที่เคยถูกเสนอขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ว่ามีแรงดึงต่อดาวยูเรนัส แต่ต่อมาก็ถูกพิสูจน์ว่าไม่เป็นความจริง

    อีกเหตุผลหนึ่งที่เพิ่มความเคลือบแคลงให้กับสมมติฐานเรื่องนี้คือ การค้นพบวัตถุชื่อแอมโมไนต์ (Ammonite) ในปี 2023 ซึ่งเป็นวัตถุพ้นดาวเนปจูนที่มีวงโคจรไม่สอดคล้องกับวัตถุพ้นดาวเนปจูนทั้ง 6 ดวงที่บาตีกินและบราวน์ใช้วิเคราะห์ในตอนแรก

    A cluster of white pixels form a white dot in the middle of the image against a highly pixelated black and grey background.

    ที่มาของภาพ, Nasa, Esa and M Brown (Caltech)

    คำบรรยายภาพ, ดาวเคราะห์แคระเซดนาซึ่งถูกค้นพบในปี 2003 เป็นหนึ่งในวัตถุพ้นดาวเนปจูนทั้ง 6 ดวงที่มีวงโคจรผิดปกติ และถูกเชื่อมโยงกับความเป็นไปได้ของการมีอยู่ของดาวเคราะห์ดวงที่ 9

    นอกจากนี้ยังมีทฤษฎีคู่แข่งที่นำเสนอโดยทีมนักดาราฟิสิกส์จากสถาบันวิจัยฟอร์ชุงส์เซนทรุม ยือลิช (Forschungszentrum Jülich) ในเยอรมนี โดยในปี 2025 พวกเขาได้ดำเนินการแบบจำลองคอมพิวเตอร์ซึ่งชี้ว่าดาวฤกษ์มวลมหาศาลดวงหนึ่งที่เฉียดผ่านใกล้ระบบสุริยะเมื่อหลายพันล้านปีก่อน อาจก่อให้เกิดความปั่นป่วนทางแรงโน้มถ่วง จนทำให้วงโคจรของวัตถุพ้นดาวเนปจูนเปลี่ยนแปลงไป

    “ฉันจะไม่บอกว่าดาวเคราะห์ดวงที่ 9 ไม่มีอยู่จริง” ศาสตราจารย์ซูซานน์ ฟัลซ์เนอร์ ผู้นำการศึกษานี้ กล่าวและเสริมว่า “แต่ความเป็นไปได้มันค่อนข้างต่ำ”

    ด้านกรีนสตรีตกล่าวว่า หลักฐานที่สนับสนุนการมีอยู่ของดาวเคราะห์ดวงนี้ “ลดน้อยลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา” ทว่าต่อให้ภาพจากหอดูดาวรูบินไม่เผยให้เห็นดาวเคราะห์ดวงที่ 9 เธอก็ยังมองโลกในแง่ดีว่าอาจค้นพบสิ่งอื่น ๆ แทน

    “พื้นที่กว้างใหญ่ของระบบสุริยะชั้นนอกยังแทบไม่ได้รับการสำรวจเลย…ใครจะรู้ว่ามันอาจมีอะไรอีกบ้างซ่อนตัวอยู่ที่นั่น” เธอกล่าว

    “ทุกครั้งที่เราตอบคำถามได้หนึ่งข้อ ก็จะมีคำถามใหม่ ๆ เกิดขึ้นเสมอ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cz900vkw2lgo&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pzfOccxsJeAxsEGeF2arL

  • ข่าวเศรษฐกิจวันนี้ ความเคลื่อนไหวการเงิน การลงทุน ราคาทอง ราคาน้ำมัน บทวิเคราะห์ธุรกิจ โดยกรุงเทพธุรกิจ

    ข่าวเศรษฐกิจวันนี้ ความเคลื่อนไหวการเงิน การลงทุน ราคาทอง ราคาน้ำมัน บทวิเคราะห์ธุรกิจ โดยกรุงเทพธุรกิจ

    โบรกเผย กลุ่มค้าปลีก ยอดขายเดือนมี.ค.ดีขึ้น แต่ยังไม่ใช่จากปัจจัยพื้นฐาน

    โบรกเผย กลุ่มค้าปลีก ยอดขายเดือนมี.ค.ดีขึ้น แต่ยังไม่ใช่จากปัจจัยพื้นฐาน

    ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ของกลุ่มค้าปลีกในเดือนมี.ค.ที่เร่งตัวขึ้น ไม่ได้เป็นสัญญาณการฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศอย่างแท้จริง ตัวเลขยอดขายที่ดีขึ้นส่วนใหญ่มาจากปัจจัยทางเทคนิค เช่น ฐานการเปรียบเทียบที่ต่ำสำหรับสินค้าฟุ่มเฟือย และการกักตุนสินค้าในกลุ่มค้าส่งและวัสดุก่อสร้าง

    15 เม.ย. 2569 | 08:30 น.

    “ค่าวัสดุก่อสร้าง” ทำจุดสูงสุดใหม่นับจากช่วงโควิด เพิ่มขึ้น 2.6% เดือนมี.ค. กดดันรายได้กลุ่มรับเหมา

    “ค่าวัสดุก่อสร้าง” ทำจุดสูงสุดใหม่นับจากช่วงโควิด เพิ่มขึ้น 2.6% เดือนมี.ค. กดดันรายได้กลุ่มรับเหมา

    “K-Research” เผยราคาวัสดุก่อสร้างทำนิวไฮนับตั้งแต่โควิด เดือนมี.ค. เพิ่มขึ้นแล้วกว่า 2.6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 5-8% ในไตรมาส 2 กดดันผลประกอบการ-สภาพคล่องของผู้รับเหมา หลังกว่า 50% ของต้นทุนรวมเป็นค่าก่อสร้าง พลังงาน ขนส่ง

    15 เม.ย. 2569 | 06:30 น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1229234&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VGNY9mr3ty_oqFaVmR_Kp

  • สุดเศร้า! ครูสอนภาษาไทยโรงเรียนดัง อากาศร้อนเกิด ‘ฮีทสโตรก’ ช็อกดับคาบ้าน | เดลินิวส์

    สุดเศร้า! ครูสอนภาษาไทยโรงเรียนดัง อากาศร้อนเกิด ‘ฮีทสโตรก’ ช็อกดับคาบ้าน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 15 เม.ย. พ.ต.อ.ถึงพร ปานทอง ผกก.สภ.พิมาย และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.พิมาย พร้อมร้อยเวรสอบสวน ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบภายในบ้านพักครู โรงเรียนแห่งหนึ่ง ใน อ.พิมาย จ.นครราชสีมา หลังได้รับแจ้งว่า มีครูเสียชีวิตภายในบ้านพักครู โดยไม่ทราบสาเหตุ

    ที่เกิดเหตุเป็นบ้านพักครูสองชั้น พบผู้เสียชีวิต ทราบชื่อ คือ นายธวัชชัย อายุ 60 ปี ตำแหน่ง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ครูโรงเรียนดังกล่าว สภาพศพไม่สวมเสื้อ นอนหงาย เสียชีวิตอยู่ชั้นล่างของบ้าน ตรวจสอบตามร่างกาย ไม่พบร่องรอยการถูกทำร้ายแต่อย่างใด ทรัพย์สินยังอยู่ครบ ซึ่งคาดว่าน่าจะเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ชั่วโมง

    จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ผู้เสียชีวิตพักอยู่ในบ้านพักครูคนเดียว ซึ่งในช่วงวันนี้ ในพื้นที่ อ.พิมาย มีสภาพอากาศที่ร้อนจัด ถึง 40 องศาฯ คาดว่า ผู้เสียชีวิตน่าจะเป็นฮีทสโตรก หรือโรคลมแดดกะทันหัน เนื่องจากมีโรคประจำตัว เส้นเลือดในสมองตีบ จึงอาจเป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิต อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้นำศพส่งไปชันสูตรที่โรงพยาบาลพิมาย เพื่อหาสาเหตุของการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5784127/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KUSc2soaIql1SZAmXOzlZ

  • เด็กจบใหม่เป็นหนี้ แถมไม่มีงานทำ? วิกฤติปริญญาไร้ค่าลามทั่วโลก

    เด็กจบใหม่เป็นหนี้ แถมไม่มีงานทำ? วิกฤติปริญญาไร้ค่าลามทั่วโลก

    ภาพจำของ “ใบปริญญา” เคยเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคง เป็นตั๋วทองสู่ชีวิตการทำงานที่ดี งานเงินเดือนสูง แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ในวันนี้ ความเชื่อนั้นกำลังสั่นคลอนอย่างหนัก เห็นได้จากกรณีเด็กจบใหม่เคสหนึ่งในสหราชอาณาจักรที่ต้องแบกหนี้กู้ยืมการศึกษาสูงถึง 420,000 ดอลลาร์ หรือราวๆ 13,400,000 บาท เทียบแล้วสูงกว่าราคาซื้อบ้านในอังกฤษได้ทั้งหลังเสียอีก

    เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขที่น่าตกใจ แต่กลายเป็นภาพสะท้อนของวิกฤติที่กำลังเกิดขึ้นกับบัณฑิตจบใหม่ทั่วโลก ซึ่งวันนี้พวกเขาหลายคนได้เปลี่ยนคำถามในใจจากเดิมที่ว่า “เรียนจบแล้วจะได้งานไหม?” มาเป็น “เงินที่ลงทุนเรียนสูงๆ ระดับปริญญา วันนี้มันคุ้มค่าอยู่ไหม?”

    หนี้พุ่ง ค่าใช้จ่ายสูง เริ่มต้นวัยทำงาน = ภาระชีวิตระยะยาว

    ข้อมูลจาก Student Loans Company เปิดเผยว่า บัณฑิตจบใหม่รายหนึ่งในสหราชอาณาจักรมีหนี้สะสมสูงถึง 314,356 ปอนด์ หรือประมาณ 420,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 13,400,000 บาท) ซึ่งสูงกว่าราคาบ้านเฉลี่ยในประเทศที่อยู่ราว 270,000 ปอนด์ (ประมาณ 11,700,000 บาท)

    แม้กรณีนี้จะเป็นเพียงตัวอย่างที่รุนแรงที่สุด แต่ภาพรวมของปัญหาก็กำลังขยายวงกว้างขึ้นอย่างชัดเจน บัณฑิตจบใหม่ส่วนใหญ่ยังคงมีหนี้เฉลี่ยราว 45,000 ปอนด์ (ประมาณ 1,960,000 บาท) และมีอีกจำนวนไม่น้อยที่มีหนี้ทะลุหลักแสนปอนด์ โดยเฉพาะกลุ่มที่ยอดหนี้เกิน 100,000 ปอนด์ (ประมาณ 4,300,000 บาท) ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาไม่นาน

    เมื่อดอกเบี้ยจากหนี้สินค่าเล่าเรียนยังคงทบต้นอย่างต่อเนื่อง ภาระเหล่านี้จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ช่วงเรียนจบ แต่กลายเป็นแรงกดดันระยะยาวที่ติดตัวคนทำงานไปอีกหลายปี ขณะเดียวกัน ค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นกลับวิ่งเร็วกว่ารายได้ ทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากเริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยภาวะ “ติดลบ” ตั้งแต่วันแรก

    ผลกระทบจึงไม่ได้อยู่แค่ตัวเลขในบัญชี แต่ลามไปถึงการใช้ชีวิตจริง หลายคนต้องเลื่อนการย้ายออกจากบ้าน เลื่อนการสร้างครอบครัว และชะลอแผนการเงินในระยะยาว เพราะยังไม่สามารถตั้งหลักได้จากภาระหนี้ที่แบกอยู่

    งานหาย แข่งขันสูง โลกการทำงานยุคนี้ไม่รองรับคนจบใหม่

    แม้จะยอมแบกรับต้นทุนการศึกษาที่สูงขึ้น แต่สิ่งที่คนจบใหม่ต้องเผชิญกลับไม่ใช่โอกาสที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อดูภาพรวมเด็กจบใหม่ในสหราชอาณาจักร พบว่า มีการยื่นสมัครงานมากกว่า 1.2 ล้านครั้ง เพื่อชิงตำแหน่งงานบัณฑิตเพียงราว 17,000 ตำแหน่ง ตามข้อมูลของ Institute of Student Employers ซึ่งสะท้อนการแข่งขันในตลาดแรงงานที่รุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    ขณะที่บางกรณี พบว่า บัณฑิตจบใหม่ต้องใช้เวลานานกว่าหนึ่งปี สมัครงานนับพันครั้ง แต่ยังไม่ได้รับข้อเสนอแม้แต่ครั้งเดียว

    สถานการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศเดียว แต่กำลังเป็นแนวโน้มระดับโลก มาดูทางฝั่งเด็กจบใหม่ในสหรัฐฯ กันบ้าง มีรายงานว่าพวกเขามีหนี้การศึกษารวมทะลุ 1.7 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่คนรุ่นใหม่จำนวนมากยังไม่สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้

    ข้อมูลจาก Bureau of Labor Statistics ยังชี้ว่า คน Gen Z กำลังกลายเป็นแรงงานสัดส่วนใหญ่ในอนาคต แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีจำนวนไม่น้อยที่อยู่ในสถานะ NEETs หรือไม่ได้ทำงาน ไม่ได้เรียน และไม่ได้ฝึกอบรม เมื่อโอกาสลดลง ขณะที่จำนวนผู้แข่งขันเพิ่มขึ้น ความกดดันจึงตกอยู่กับคนจบใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่ออีกแรงกดดันสำคัญอย่าง AI เริ่มเข้ามาแทนที่งานระดับเริ่มต้น ซึ่งเคยเป็นก้าวแรกของการเติบโตในอาชีพ

    Steve Preston จาก Goodwill ยังระบุว่า องค์กรกำลังเตรียมรับมือกับจำนวนคนว่างงานรุ่นใหม่ที่เพิ่มขึ้นจากผลกระทบของเทคโนโลยี ซึ่งกำลังเปลี่ยนโครงสร้างของตลาดแรงงานอย่างรวดเร็ว

    ปริญญายังสำคัญ แต่ “ไม่คุ้มค่า” สำหรับหลายคนอีกต่อไป

    ท่ามกลางแรงกดดันทั้งด้านหนี้สินและโอกาสในการทำงาน แนวคิดเรื่อง “ความคุ้มค่า” ของการศึกษากำลังถูกตั้งคำถามมากขึ้น จากรายงานจาก Nexford University ระบุว่า 1 ใน 3 ของบัณฑิตจบใหม่มองว่า ปริญญาของตนไม่คุ้มค่าในเชิงการเงิน ส่งผลให้หลายคนต้องเลื่อนแผนชีวิตสำคัญออกไป ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้าน การสร้างครอบครัว หรือแม้แต่การเริ่มต้นเก็บออมเงินเพื่ออนาคต

    ในขณะเดียวกัน แนวคิดขององค์กรก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ซีอีโอจำนวนมากเริ่มให้ความสำคัญกับ “ทักษะจริง” มากกว่าวุฒิการศึกษา ทำให้ใบปริญญาไม่ใช่ข้อได้เปรียบแบบที่คนรุ่นก่อนๆ เคยได้รับอีกต่อไป

    ภาพที่เกิดขึ้นจึงสะท้อนการสั่นคลอนของ “สัญญาทางสังคม” ที่เคยเชื่อว่า การเรียนมหาวิทยาลัยคือเส้นทางสู่ความมั่นคง แต่ในความเป็นจริง คนจำนวนมากที่ทำตามเส้นทางนั้นกลับไม่ได้รับผลลัพธ์อย่างที่คาดหวัง เมื่อเปรียบเทียบกับบางอาชีพที่ไม่ต้องใช้ปริญญา แต่สามารถสร้างรายได้สูงได้เร็วกว่า ความเชื่อเดิมจึงยิ่งถูกตั้งคำถามมากขึ้นในหมู่คนรุ่นใหม่

    พูดได้ว่าในวันที่หนี้สินเพิ่มขึ้น โอกาสการมีทำงานลดลง และทักษะจริงกลายเป็นสิ่งที่องค์กรให้ความสำคัญมากขึ้น ใบปริญญาในวันนี้จึงไม่สามารถทำหน้าที่เป็น “หลักประกันความสำเร็จ” ได้เหมือนในอดีต

    สำหรับคนรุ่นใหม่ โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่แค่การเลือกเรียนจบสูง แต่คือการหาวิธีสร้างคุณค่าให้ตัวเองในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว และไม่ยึดติดกับเส้นทางเดิมอีกต่อไป ขณะเดียวกัน สำหรับสังคมและระบบการศึกษา คำถามที่ต้องตอบให้ได้คือ เราจะแก้ปัญหานี้อย่างไรเพื่อไม่ให้การลงทุนด้านการศึกษาของคนรุ่นใหม่ กลายเป็นภาระที่ต้องแบกไปตลอดชีวิต

    อ้างอิง: Fortune, The Times, CNN

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/1229797&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lnWoS-T9o1Ch4Zpx2bP-4

  • พลเมืองอิหร่านที่ถูกควบคุมตัวในฝรั่งเศสเนื่องจากแสดงความเห็นสนับสนุนปาเลสไตน์ เดินทางกลับบ้านแล้ว

    พลเมืองอิหร่านที่ถูกควบคุมตัวในฝรั่งเศสเนื่องจากแสดงความเห็นสนับสนุนปาเลสไตน์ เดินทางกลับบ้านแล้ว

    พลเมืองอิหร่านที่ถูกควบคุมตัวในฝรั่งเศสเนื่องจากแสดงความเห็นสนับสนุนปาเลสไตน์ เดินทางกลับบ้านแล้ว

    15 เมษายน 2569, 21:44น.

              สถานีโทรทัศน์อิหร่านรายงานว่า ฝรั่งเศสปล่อยตัวนางสาวมาห์ดีห์ เอสฟานดิอารี นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน และเธอเดินทางกลับถึงอิหร่านแล้ว นางสาวเอสฟานดิอารี อาศัยอยู่ในฝรั่งเศสตั้งแต่ปี 2561 สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยลียง และทำงานเป็นนักแปล ถูกจับกุมเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว (2568) ในข้อหาส่งเสริมการก่อการร้ายจากการแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อออนไลน์สนับสนุนปาเลสไตน์ ศาลตัดสินจำคุก 4 ปี แต่หลังจากที่รับโทษ 1 ปีก็ได้รับการปล่อยตัวโดยคุมประพฤติ

              การปล่อยตัวยังเกิดขึ้นหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่อิหร่านปล่อยตัวพลเมืองฝรั่งเศสสองคนที่ถูกควบคุมตัวในข้อหาจารกรรม คือนางเซซิล โคห์เลอร์ วัย 41 ปี และนายฌาคส์ ปารีส วัย 72 ปี ทั้งคู่ถูกจับกุมในเดือนพฤษภาคม 2565 และถูกจำคุกนานกว่า 3 ปี จากนั้นย้ายไปกักบริเวณในบ้านจนกระทั่งได้รับการปล่อยตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 7 เมษายน (2569) หลังจากที่ได้รับการปล่อยตัว พวกเขาถูกนำตัวจากอิหร่านไปยังประเทศอาเซอร์ไบจานที่อยู่ใกล้เคียง เพื่อขึ้นเครื่องบินต่อไปยังปารีส

              สำนักงานของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง กล่าวว่า การปล่อยตัวพวกเขาเป็นผลมาจากการทำงานเป็นเวลานาน แต่มีการเร่งการทำงานขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาเนื่องจากแรงกดดันจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน

    #พลเมืองอิหร่าน

    #ฝรั่งเศส

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160764&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aWc8hPXvG3vC04ju3i171

  • เรียกร้องนายกฯ สั่งย้าย “แม่ทัพภาค 4” ปมกล่าวหา รร.ปอเนาะ-ตาดีกา

    เรียกร้องนายกฯ สั่งย้าย “แม่ทัพภาค 4” ปมกล่าวหา รร.ปอเนาะ-ตาดีกา

    วันนี้ (15 เม.ย.2569) สมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ ในฐานะผู้แทนสถาบันการศึกษาปอเนาะและโรงเรียนตาดีกาในภาคใต้ ร่วมประชุมกำหนดท่าทีต่อกรณี พล.ท.นรทิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ที่กล่าวหาว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะความรุนแรง ซึ่งมองว่าเป็นการบิดเบือนและด้อยค่าสถาบันปอเนาะ

    นายขดดะรี บินเซ็น นายกสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ ระบุว่า การให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องโดยแม่ทัพภาคที่ 4 แสดงถึงความไม่เข้าใจต่อบริบทของพื้นที่อย่างรุนแรง และกระทบต่อความสงบสุขของจังหวัดชายแดนใต้ จึงเสนอให้นายกฯ สั่งย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ออกจากพื้นที่ทันที

    หลังจากนี้ตัวแทนสมาคมฯ จะยื่นหนังสือต่อเลขาธิการ ศอ.บต. ขอให้ย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 และยื่นหนังสือต่อนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกฯ รวมถึงยื่นหนังสือต่อนายกฯ ที่จะลงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ในวันที่ 17 เม.ย.นี้

    ภาพประกอบข่าว เรียกร้องนายกฯ สั่งย้าย

    ขณะที่แม่ทัพภาคที่ 4 ชี้แจงกับไทยพีบีเอส ว่า การพาดพิงสถาบันปอเนาะและโรงเรียนตาดีกา เป็นเพียงการกล่าวถึงสถาบันบางแห่งเท่านั้น ไม่ใช่การเหมารวมทั้งหมด เพราะมีข้อมูลว่าบางโรงเรียนหรือครูบางคน สอนโดยใช้ทัศนคติของตัวเอง

    พร้อมระบุว่า ยังยืนยันเหมือนเดิมว่าเรื่องนี้ กอ.รมน.ชุดใหญ่ และกระทวงศึกษาธิการต้องเข้าไปกำกับดูแล เพื่อแก้ปัญหาความไม่สงบที่ต้นเหตุ ซึ่งการลงพื้นที่ของนายกฯ ในวันที่ 17 เม.ย.นี้ จะเสนอรายละเอียดเรื่องนี้ต่อนายกฯ ด้วย

    ภาพประกอบข่าว เรียกร้องนายกฯ สั่งย้าย

    “สุณัย” ตั้งคำถามตั้งคนนอกพื้นที่ ขาดความเข้าใจบริบทหรือไม่

    ด้านนายสุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาองค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ ประจำประเทศไทย เห็นว่า การพาดพิงสถาบันสอนศาสนาแบบเหมารวม อาจทำให้เกิด “แนวร่วมตีกลับ” เพราะไม่ใช่ทุกโรงเรียนที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อความไม่สงบ นอกจากนี้ยังตั้งคำถามถึงการแต่งตั้งผู้บังคับบัญชาระดับสูงที่มาจากนอกพื้นที่ ว่าอาจขาดความเข้าใจบริบทปัญหาในจังหวัดชายแดนใต้หรือไม่

    ทั้งนี้ ในการแถลงข่าวความคืบหน้าคดียิง สส.ประชาชาติ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 12 เม.ย.ที่ผ่านมา มีช่วงหนึ่งที่แม่ทัพภาคที่ 4 ปิดไมค์ และอ้างความเห็นส่วนตัวในลักษณะที่ว่า หากทหารเป็นผู้ก่อเหตุ ผู้เสียหายคงไม่รอดชีวิต ซึ่งต่อมามีเพจในโซเชียลมีเดียจำนวนมากโจมตีผู้สื่อข่าวที่ทำหน้าที่ตั้งคำถาม

    ล่าสุด สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ถึงการใช้ปฏิบัติการข่าวสาร (IO) คุกคามสื่อมวลชน โดยยืนยันว่าผู้สื่อข่าวมีสิทธิและหน้าที่โดยสมบูรณ์ในการตั้งคำถาม ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ “คำถาม” ของผู้สื่อข่าว แต่อยู่ที่ท่าทีของผู้มีอำนาจ โดยปัญหาการใช้ไอโอโดยหน่วยงานความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกวิพากษ์วิจารณ์มานาน ซึ่งขณะนี้ยกระดับเป็นการคุกคามสื่อ เป็นการละเมิดเสรีภาพสื่ออย่างร้ายแรง และเป็นความพยายาม “ปิดปากสื่อ” ด้วยวิธีการที่ตรวจสอบได้ยาก แต่สร้างความเสียหายแก่สังคม

    นอกจากนี้ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ ยังประณามพฤติกรรมดังกล่าว และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบและหยุดการใช้นโยบายที่สร้างความแตกแยก

    อ่านข่าว

    สมาคมนักข่าวฯ จี้หยุดใช้ IO คุกคามสื่อตั้งคำถาม มทภ.4 เหตุยิง สส.นราฯ

    แม่ทัพ 4 ปิดไมค์ “ทำจริง-ไม่รอด” เรียกทัวร์ปมยิง “กมลศักดิ์” สส.นราฯ

    นายกฯ คาดโทษบิ๊ก ขรก.เกียร์ว่าง ลั่น​มีอำนาจสั่งย้ายได้หมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504670&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Y6SJlMRBrmbwzbLpRezi_