Category: วัฒนธรรม

  • เรื่องมันมีอยู่ว่า พรรคส้ม‘ระส่ำ’เผชิญศึกรอบด้าน สู้คดี-หาผู้นำฝ่ายค้าน-ชิงผู้ว่า จับตาขายน้ำเมา‘บ่าย2-5โมง’ ก่อนครบ180วันชี้ปัญหาอื้อซ่า

    เรื่องมันมีอยู่ว่า พรรคส้ม‘ระส่ำ’เผชิญศึกรอบด้าน สู้คดี-หาผู้นำฝ่ายค้าน-ชิงผู้ว่า จับตาขายน้ำเมา‘บ่าย2-5โมง’ ก่อนครบ180วันชี้ปัญหาอื้อซ่า

    เรื่องมันมีอยู่ว่า  ทุก ๆ  ความกดดันถาโถมเข้าพรรคส้มแบบไม่หยุด  คดีแก้ไขมาตรา 112  ก็ใกล้เส้นตาย ยังเคลียร์ไม่ได้ หาผู้สมัครลงชิงผู้ว่าฯกทม.ก็ต้องทำ แม้รู้ว่าสู้คนเดิมไม่ได้ แต่แชมป์ สส.กรุงเทพค้ำคอ ถอยไม่ได้<>รัฐบาลอนุทิน 1 เริ่มนโยบายขยายเวลาขายเหล้าเพิ่มจากเดิม  และให้เวลา 180 วันศึกษาผลกระทบ  ได้ข้อสรุปเตรียมเสนอแล้ว <>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า

    พรรคส้ม‘ระส่ำ’เผชิญศึกรอบด้าน

    สู้คดี-หาผู้นำฝ่ายค้าน-ชิงผู้ว่า

    แม้จะเตรียมรับมือกับคดี ‘44 สส.พรรรก้าวไกล’มานานสองนาน แต่พอสถานการณ์เดินมาถึงจุดที่ต้องเผชิญหน้า พรรคประชาชน กลับเกิดความ ‘ระส่ำ’มากกว่าที่มีการประเมินกันไว้ เหตุเพราะต้อง ‘สู้ศึก’หลายด้านที่ ประเดประดังเข้ามา

    ศึกสำคัญก็แน่นอนว่าอยู่ที่การสู้คดี 44 สส.พรรคก้าวไกล ซึ่งระหว่างรอความชัดเจนในประเด็น ‘การหยุดปฏิบัติหน้าที่’ของ 10 สส.พรรคประชาชนแล้วนั้น เรื่องที่ต้องแก้ก่อนคือ การหาตัว ‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ ซึ่งก็คือการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคประชาชน ที่มีการเตรียมการมาแล้วซักพักว่า ใครมาทำหน้าที่อะไรตรงไหน

    ประการต่อมาคือ การสู้คดีซี่งแน่นอนว่า ‘จำเลย’ คนสำคัญอย่าง ‘พ่อทิม’ หรือ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะจำเลยที่ 1จะมี ‘ส่วนสำคัญ’ อย่างมาก หากจะ ‘สู้’ ว่า ผู้ริเริ่มเท่านั้นที่ผิด หาใช่สส.ซึ่งมีหน้าที่เสนอกฎหมาย แต่ ‘ปัญหา’ ก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่าง ‘พิธา’ กับพรรค เรื่อยไปจนถึง ‘แกนนำพรรค’ นั้นมี ‘ระยะห่าง’ ไม่เหมือนอดีตที่ผ่านมา

    อย่าลืมว่า ‘หยุดปฏิบัติหน้าที่’แค่เริ่มต้น แต่ผลของการ ‘ฝ่าฝืนจริยธรรม’ นั้นคือการถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ‘ตลอดชีวิต’ ซึ่ง ‘หนักหนา’ กว่าถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 10 ปีจากกรณี ‘ยุบพรรคก้าวไกล’ เป็นไหน ๆ ตรงนั้นต่างหากที่เป็น ‘ของจริง’

    นอกจากสู้คดี การ ‘เปลี่ยนม้ากลางศึก’  หรือการเปลี่ยนหัวหน้าพรรค เพื่อหาผู้นำฝ่ายค้านแล้ว ยังจะต้อง ‘ชิงชัย’ เก้าอี้ผู้ว่าฯกทม. และสก.50 เขตเลือกตั้งซึ่งทั้งหมดจะครบวาระในวันที่ 21 พฤษภาคมที่จะถึงนี้

    พรรคประชาชน เตรียมส่งเดชรัต  สุขกำเนิด ลงชิงผู้ว่าฯกทม.แข่งกับชัชชาติ สุทธิพันธุ์ ด้วยตำแหน่งแชมป์เลือกตั้งกรุงเทพ ศึกนี้ศักดิ์ศรีค้ำคออยู่

    พรรคประชาชน เตรียมส่งเดชรัต สุขกำเนิด ลงชิงผู้ว่าฯกทม.แข่งกับชัชชาติ สุทธิพันธุ์ ด้วยตำแหน่งแชมป์เลือกตั้งกรุงเทพ ศึกนี้ศักดิ์ศรีค้ำคออยู่

    การเคาะจาก ‘วงใน’ รอบสุดท้าย หลัง ‘ควานหา’ ผู้ที่มีความเหมาะสมอยู่พักใหญ่ สุดท้ายก็ต้องให้ ‘คนใน’  เพราะการส่ง  ‘เดชรัต สุขกำเนิด’ อดีตที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านและการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาที่เป็น ‘แคนดิเดต’รองนายกรัฐมนตรีนั้น ‘ไม่เปรี้ยงปร้าง’ ก็จริง แต่การ ‘ส่ง’ ย่อมดีกว่าการ ‘ไม่ส่ง’

    เหตุที่ต้องส่งแม้จะรู้อยู่เต็มอกว่า ‘สู้ยาก’ เพราะต้องรักษาฐาน ‘แฟนคลับ’ สีส้มเอาไว้ มีอย่างที่ไหนเป็นถึง ‘แชมป์กทม.’  แต่ไม่สู้ศึก ผู้ว่าฯกทม.ซึ่งจะ ‘หนักหนา’ กว่า ‘การแพ้’ หลายเท่าตัวนัก

    ถึงตอนนี้ แม้รัฐบาลอนุทิน จะเผชิญ ‘วิกฤตพลังงาน’ ลามไปจนถึง ‘วิกฤตศรัทธา’  แต่ ฝ่ายค้านโดยเฉพาะพรรคประชาชน ก็อยู่ในจุดที่ ‘ระส่ำระสาย’ ไม่ต่างกัน

    <<<<<<>>>>>> 

    จับตาขายน้ำเมา‘บ่าย2-5โมง’

    ก่อนครบ180วันชี้ปัญหาอื้อซ่า

    น่าจะถือเป็น 1ในนโยบาย ‘ภาคสังคม’ ที่รัฐบาล ‘อนุทิน1’ทำไว้ และ ‘ตัวตั้งตัวตี’ ที่รัฐบาลมอบหมายนั้นชื่อ โสภณ ซารัมย์ รองนายกฯในขณะนั้นซึ่งปัจจุบันเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร

    มีข่าวว่าสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)เตรียม ‘ชง’ ผลการประเมินผลกระทบระยะแรก 90 วัน ของนโยบาย ‘ขยายเวลา’ ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ต่อคณะกรรมการควบคุมฯ ในวันที่ 17 เมษายนซึ่งผลการศึกษา‘เบื้องต้น’ในช่วง 90 วันแรกยังไม่พบ ‘ทิศทาง’ ที่ชัดเจนทั้งในด้านผลกระทบต่ออุบัติเหตุทางถนน และผลกระทบทางเศรษฐกิจ ซึ่งข้อมูลนี้จะใช้เพื่อตัดสินใจกำหนดทิศทางของนโยบาย ก่อนสิ้นสุดระยะเวลาทดลอง 180 วัน

    ก่อนหน้านี้ ‘รัฐบาลอนุทิน1’ ได้ขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วงเวลา 14.00 น.–17.00 น.ซึ่งจะครบกำหนดทดลอง 180 วัน ในวันที่ 1 มิถุนายน 2569

    ผลการศึกษาดังกล่าวอยู่ภายใต้โครงการ ‘การสังเคราะห์หลักฐานเพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบายจากการประเมินผลกระทบของการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 180 วัน’  ซึ่ง สวรส. สนับสนุนทุนวิจัยให้มูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) ซึ่งได้จัดเวทีสัมมนาไปเมื่อวันที่ 2 เมษายน เพื่อรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ, ผู้บังคับใช้กฎหมาย ภาค,ธุรกิจ และภาคประชาสังคมครอบคลุม 5 ประเด็นหลักคือ  1.สถานการณ์อุบัติเหตุทางถนน ,2.การประเมินผลกระทบเชิงนโยบาย, 3.ความคิดเห็นผู้บริโภคในพื้นที่ท่องเที่ยว, 4.ผลกระทบทางเศรษฐกิจ  และ5.ผลกระทบด้านกฎหมาย

    ข้อมูลเบื้องต้นสะท้อนว่า ผลลัพธ์ในช่วง 90 วันแรก‘ยังไม่ปรากฏทิศทางที่ชัดเจน’  ทั้งในมิติความปลอดภัยทางถนนและมูลค่าทางเศรษฐกิจ

    ขณะเดียวกัน ยังมีการศึกษาแนวทางออกกฎหมายลำดับรองภายใต้พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อรองรับการขยายเวลา โดยเน้นการกระจายอำนาจให้ระดับจังหวัด ‘สามารถ’ กำหนดมาตรการที่เหมาะสมกับพื้นที่

    ต้องถือว่า การ‘ขยายเวลา’ให้ ‘ขายน้ำเมา’ ได้นั้น ทุกฝ่ายควรต้องคุยกันท่ามกลาง ‘น้ำมัน’ ที่ปั่นป่วน จนรัฐบาลจะต้องงัดมาตรการ‘ประหยัดพลังงาน’ออกมาใช้ ดูไปนโยบาย ‘สวนทาง’กันยังไงๆชอบกลอยู่นะ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/so-hear-the-story-people-party-bma-article-112-alcohol-effect-bhumjaithai-party&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0al1oDXpAiAqFaJThSXVwS

  • น้องเบญ จากผู้รับสู่ผู้ให้ เตรียมส่งต่อ 1.8 ล้าน หลังมีคนโอนเกิน 3 ล้าน แม้ปิดรับบริจาค

    น้องเบญ จากผู้รับสู่ผู้ให้ เตรียมส่งต่อ 1.8 ล้าน หลังมีคนโอนเกิน 3 ล้าน แม้ปิดรับบริจาค

     
             น้องเบญ เด็กเก็บขยะขาย คนยังบริจาคให้ไม่หยุดแม้ปิดรับ ล่าสุดยอดทะลุ 3.1 ล้าน ขอเก็บไว้บางส่วน ก่อนส่งต่อ 1.8 ล้าน บริจาคช่วยผู้อื่นที่ลำบาก  

    ยอดบริจาคน้องเบญ
    ภาพจาก เฟซบุ๊ก เมศ เจ้าชายน้อย- 

               จากเรื่องราวดราม่าเกี่ยวกับ น้องเบญ เด็กหญิงวัย 15 ปี ที่ต้องออกไปเก็บขยะขายช่วยครอบครัว และยังต้องดูแลพ่อผู้พิการ จนมีคนใจบุญมากมายหยิบยื่นความช่วยเหลือ แต่ต่อมากลับมีเพจดังแฉเรื่องที่ทางครอบครัวเคยได้รับความช่วยเหลือมาหลายครั้งแล้วนั้น หลังเคยออกรายการทีวี และยังมีคนเข้ามาช่วยดูแลค่าใช้จ่ายในการเรียนแล้วด้วย

               ล่าสุด (15 เมษายน 2569) ผู้ใช้เฟซบุ๊ก เมศ เจ้าชายน้อย ซึ่งเป็นคนที่โพสต์ขอความช่วยเหลือให้น้องเบญ ได้ออกมาชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นต่าง ๆ ดังนี้ 

               ในส่วนค่าเทอม ที่ทางโรงเรียนได้ลงรูปมอบทุนการศึกษาตั้งแต่ ม.1-ม.6 จำนวน 25,000 บาทนั้น จากที่ตนได้พูดคุยกับ ผอ.โรงเรียน ทาง ผอ. แจ้งว่าทุนนี้มีจำนวน 50,000 บาท จำนวน 2 ทุน ทุนละ 25,000 บาท ซึ่งจะหักไว้เป็นค่าเทอมของโรงเรียน ไม่ได้ให้เทอมละ 25,000 บาท ซึ่งส่วนตัวเขาก็ไม่รู้ว่าเหตุใด ทางโรงเรียนถึงเขียน ม.1 – ม.6

               ส่วนเรื่องของที่ได้จากรายการดัง ทั้งรถเข็นพ่วงข้าง ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เครื่องอบขนมปัง ซึ่งมีกระแสข่าวไปว่าคุณแม่กับน้องนำของไปขายแล้ว ยืนยันว่าตอนที่ตนลงพื้นที่ช่วยเหลือ สิ่งของที่แจ้งมายังอยู่ครบ หน่วยงานที่ลงพื้นที่ก็ยังเห็นว่ามีของอยู่

               เรื่องเงินบริจาค 1.1 ล้านบาท มีทางหน่วยงานราชการที่กำกับดูแล แจ้งว่าจะให้น้องเปิดบัญชีออมสิน 1 ล้านบาท และจะสลักหลังว่า จะเบิกถอนได้ต่อเมื่อน้องอายุ 19 ปีเท่านั้น (เพราะช่วงเวลานั้นน้องต้องใช้เงินเรียนต่อมหาลัย) ส่วนอีก 1 แสนบาทที่เหลือ ทางหน่วยงานที่ดูแลกำกับเรื่องนี้จะเข้ามาช่วยดูแลให้คำแนะนำช่วยเหลือเรื่องค่าใช้ค่า 3 ชีวิตต่อไป  

    ยอดบริจาคน้องเบญ

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก เมศ เจ้าชายน้อย- 

               ต่อมา เมศ เจ้าชายน้อย- อัปเดตเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องเงินบริจาค โดยเผยว่าหลังจากที่มีการปิดรับบริจาคไป ตอนมีเงินเข้ามาในบัญชีน้องเบญ ประมาณ 1.1 ล้านกว่าบาท ก็ยังคงมีพลเมืองดีโอนเงินเข้ามาให้น้องอย่างต่อเนื่อง จนยอดเงิน ณ วันที่ 15 เมษายน มีผู้บริจาคให้ร่วม 3.1 ล้านบาท

    ยอดบริจาคน้องเบญ

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก เมศ เจ้าชายน้อย- 

               อย่างไรก็ตาม น้องเบญและครอบครัว มีความประสงค์ที่จะเก็บเงินเอาไว้เป็นทุนการศึกษาและดูแลคุณพ่อ คุณแม่ต่อไปในอนาคต เพียง 1.3 ล้านบาท ส่วนเงินที่เหลือนั้น ทางครอบครัวมีความประสงค์จะบริจาคต่อให้แก่ผู้อื่น โดยแบ่งเป็น

               1. มูลนิธิร่วมกตัญญู โดยพี่ไทด์ เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์ หัวหน้าอาสามูลนิธิร่วมกตัญญูจะเดินทางมาเป็นตัวแทนมารับด้วยตัวเอง

               2. มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง น้องเบญ คุณพ่อ คุณแม่ จะเดินทางไปมูลนิธิปอเต๊กตึ๋ง ในวันศุกร์ ที่ 17 เมษายน โดยทางมูลนิธิจะนำรถของมูลมิธิมารับ-ส่ง

               3. บริจาคเงินแก่ นายปรเมศร์ มีสมภพ เพื่อไปซื้อสิ่งของแพมเพิส ข้าวสาร รถเข็นคนพิการ และ นำเงินไปช่วยเหลือคนป่วย ผู้ยากไร้ ตามที่ต่าง ๆ 

               4. มอบให้กับทางโรงเรียนแห่งหนึ่ง เพื่อเอาไว้เป็นทุนการศึกษาให้กับเด็ก ๆ ในโรงเรียนต่อไป

               โดยจะส่งมอบเงินจำนวน 1,810,932 บาททั้งหมด ในวันศุกร์ ที่ 17 เมษายน และมีหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ไปในวันดังกล่าวด้วย ซึ่งทั้งหมดเป็นความประสงค์จาก น้องเบญ คุณพ่อ คุณแม่  ที่อยากจะส่งต่อความช่วยเหลือผู้คนและเด็ก ๆ ที่ลำบากต่อไป และทางครอบครัวก็อยากขอขอบคุณที่ทุกคนให้ความเป็นห่วง เอ็นดูน้อง ให้ความช่วยเหลือน้องมาโดยตลอด 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://hilight.kapook.com/view/252938&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10m5A8ovjuR_PPHW_SoTmF

  • ผลไม้ที่หวานกว่าน้ำตาล 250 เท่า! แต่ไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง แถมช่วยต้านมะเร็ง

    ผลไม้ที่หวานกว่าน้ำตาล 250 เท่า! แต่ไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง แถมช่วยต้านมะเร็ง

    ในห้วงเวลาที่ผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพ “หล่อฮังก๊วย” กลายเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงอย่างมากในฐานะ “สารให้ความหวานจากธรรมชาติ” ที่มาพร้อมสรรพคุณทางยาอันน่าทึ่ง โดยเฉพาะความสามารถในการช่วยป้องกันโรคมะเร็งและเป็นมิตรต่อผู้ป่วยเบาหวาน

    ทำความรู้จักกับ “หล่อฮังก๊วย” สมุนไพรคู่บ้าน

    หล่อฮังก๊วย (Monk Fruit) หรือที่มีชื่อเรียกในภาษาเวียดนามว่า Quả la hán มีต้นกำเนิดจากแถบกวางสีและกุ้ยหลิน ประเทศจีน สำหรับในประเทศไทยและเวียดนาม ผลไม้ชนิดนี้ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน โดยมักนำผลแห้งมาต้มเป็นเครื่องดื่มแก้กระหายในช่วงฤดูร้อน ให้รสชาติหวานละมุน ชุ่มคอ และยังเป็นส่วนประกอบสำคัญในตำรับยาแก้ไอ ขับเสมหะ และบำรุงระบบทางเดินอาหาร

    หวานจัดชัดเจน…แต่ “ไร้แคลอรี่”

    จุดเด่นที่สุดของหล่อฮังก๊วยคือ ความหวาน ข้อมูลจาก Healthline ระบุว่า ความหวานของมันเข้มข้นกว่าน้ำตาลทรายถึง 100 – 250 เท่า ซึ่งความหวานนี้ไม่ได้มาจากน้ำตาลโดยตรง แต่มาจากสารที่ชื่อว่า โมโกรไซด์ (Mogroside) ซึ่งเป็นสารประกอบเฉพาะตัวที่พบมากในผลไม้ชนิดนี้ ทำให้มันกลายเป็นทางเลือกหลักของผู้ที่ต้องการจำกัดน้ำตาล

    ทางเลือกใหม่ของผู้ป่วยเบาหวาน: หวานแต่ไม่กระตุ้นอินซูลิน

    แม้จะหวานจัด แต่หล่อฮังก๊วยกลับไม่ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำตาลในเลือดเหมือนน้ำตาลทราย น้ำผึ้ง หรือน้ำเชื่อมข้าวโพด เนื่องจากไม่มีแคลอรี่และไม่มีคาร์โบไฮเดรต

    • ผลการวิจัย: วารสาร Health ได้อ้างถึงผลการทดลองในสัตว์พบว่า หนูที่เป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2 เมื่อได้รับสารสกัดจากหล่อฮังก๊วยร่วมกับโยเกิร์ต มีการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น และภาวะดื้อต่ออินซูลินลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในมนุษย์ แต่ก็นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

    สรรพคุณต้านมะเร็งและต้านการอักเสบ

    สาร โมโกรไซด์ ในหล่อฮังก๊วยไม่ได้ให้แค่ความหวาน แต่ยังมีฤทธิ์ทางชีวภาพที่สำคัญ:

    • ต้านอนุมูลอิสระ: ช่วยยับยั้งโมเลกุลที่เป็นอันตรายต่อเซลล์ และป้องกันการถูกทำลายของ DNA

    • ยับยั้งเซลล์มะเร็ง: งานวิจัยในปี 2022 พบว่าสารโมโกรไซด์มีศักยภาพในการชะลอการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งปอดในหนูทดลอง

    ข้อควรระวังและวิธีเลือกซื้อ

    แม้ว่าอาการแพ้หล่อฮังก๊วยจะพบได้น้อยมาก แต่เนื่องจากมันอยู่ในตระกูลเดียวกับแตงและน้ำเต้า (Cucurbitaceae) ผู้ที่แพ้พืชตระกูลนี้ควรระมัดระวัง หากมีอาการลมพิษ หายใจลำบาก ชีพจรเต้นเร็ว หรือบวมบริเวณลิ้น ควรหยุดรับประทานทันที

    คำแนะนำ: ปัจจุบันสารสกัดหล่อฮังก๊วยมักถูกนำไปผสมกับสารให้ความหวานชนิดอื่น (เช่น Erythritol) ดังนั้นก่อนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ ควรตรวจสอบฉลากส่วนประกอบให้ถี่ถ้วนเพื่อให้มั่นใจว่าได้รับคุณประโยชน์ตามที่ต้องการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/women/268645/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sf1CISopsHIri7vAUXSPa

  • IND มอบทุนการศึกษา 3 แสนบาท หนุนวิจัย-พัฒนาการเรียนการสอน มรภ.สวนสุนันทา

    IND มอบทุนการศึกษา 3 แสนบาท หนุนวิจัย-พัฒนาการเรียนการสอน มรภ.สวนสุนันทา

    ประชาสัมพันธ์

    IND มอบทุนการศึกษา 3 แสนบาท หนุนวิจัย-พัฒนาการเรียนการสอน มรภ.สวนสุนันทา

    วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.15 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    IND มอบทุนการศึกษา 3 แสนบาท หนุนวิจัย-พัฒนาการเรียนการสอน มรภ.สวนสุนันทา

    ดร.ชัยณรงค์ ณ ลำพูน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อินเด็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ IND  ในนามศิษย์เก่าหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขานวัตกรรมการจัดการ วิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการ พร้อมผู้บริหารบริษัทฯ ร่วมมอบทุนสนับสนุนการศึกษา รวมมูลค่า 300,000 บาท ให้แก่ วิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เพื่อใช้ในการพัฒนาการศึกษา จัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอน ตลอดจนสนับสนุนการดำเนินงานด้านการวิจัยต่างๆ โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ชุติกาญจน์ ศรีวิบูลย์ (ที่ 7 จากซ้าย) อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เป็นผู้รับมอบ ณ ห้องประชุมสำนักงานอธิการบดี ชั้น 5 วิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา 

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/relation/472851&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DAe6kmcdLzoQNGbgGtVL8

  • วิจัยเผย “โรค” ที่คนเกือบ 2 พันล้าน เสี่ยงป่วยในปี 2050 ระบาดหนักในกลุ่มวัยทำงาน!

    วิจัยเผย “โรค” ที่คนเกือบ 2 พันล้าน เสี่ยงป่วยในปี 2050 ระบาดหนักในกลุ่มวัยทำงาน!

    ภัยเงียบคนรุ่นใหม่! คาดการณ์ปี 2050 ประชากร 1.8 พันล้านคนทั่วโลกจะเผชิญ “โรคตับอักเสบจากระบบเผาผลาญ”

    งานวิจัยล่าสุดเตือนว่าภายในปี 2050 ประชากรโลกกว่า 1,800 ล้านคน จะเผชิญกับโรคตับพอกไขมันที่สัมพันธ์กับระบบเผาผลาญผิดปกติ (MASLD) โดยมีสาเหตุหลักมาจากภาวะโรคอ้วนและระดับน้ำตาลในเลือดที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก

    MASLD: โรคตับพอกไขมันชนิดใหม่ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว

    ผลการศึกษาจากสถาบันการวัดและประเมินผลด้านสุขภาพ (IHME) มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Lancet Gastroenterology & Hepatology ระบุว่าโรคตับพอกไขมันที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบเผาผลาญ หรือ MASLD (เดิมเรียกว่า NAFLD) กลายเป็นโรคตับที่แพร่หลายและเติบโตเร็วที่สุดในโลก

    สถิติที่น่าสนใจจากการวิจัย:

    • ปี 1990: มีผู้ป่วยประมาณ 500 ล้านคน
    • ปี 2023: จำนวนผู้ป่วยพุ่งสูงถึง 1,300 ล้านคน (เพิ่มขึ้น 143% ใน 3 ทศวรรษ)
    • ปี 2050: คาดการณ์ว่าจะมีผู้ป่วยเพิ่มเป็น 1.8 พันล้านคน หรือเพิ่มขึ้นอีก 42%

    ใครคือกลุ่มเสี่ยง? และอะไรคือสาเหตุหลัก?

    งานวิจัยพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดสูงคือปัจจัยอันดับหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาจาก MASLD ตามมาด้วยดัชนีมวลกาย (BMI) ที่สูงและการสูบบุหรี่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับโรคเบาหวานประเภทที่ 2 และโรคอ้วน

    ช่วงอายุที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด:

    • เพศชาย: พบมากที่สุดในช่วงอายุ 35-39 ปี
    • เพศหญิง: พบมากที่สุดในช่วงอายุ 55-59 ปี
    • โดยรวมโรคนี้พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง และมีอุบัติการณ์สูงสุดในกลุ่มผู้สูงอายุช่วง 80-84 ปี

    อาการและการสังเกตเบื้องต้น

    ตามข้อมูลจากหน่วยงานบริการสุขภาพแห่งชาติอังกฤษ (NHS) โรคนี้มัก “ไม่แสดงอาการ” ในระยะแรก และหลายคนไม่รู้ตัวว่าป่วยจนกว่าจะมีการตรวจเลือดด้วยเหตุผลอื่น อย่างไรก็ตาม หากมีอาการอาจพบสัญญาณดังนี้:

    1. รู้สึกอ่อนเพลียมาก หรือเหนื่อยง่ายผิดปกติ
    2. รู้สึกไม่สบายตัวโดยรวม
    3. มีอาการปวดหรือตึงบริเวณตับ (ใต้ชายโครงด้านขวา)

    แม้ว่าความก้าวหน้าทางการแพทย์จะช่วยให้ผู้ป่วยมีอายุยืนยาวขึ้น แต่จำนวนเคสที่เพิ่มขึ้นหมายถึงความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในอนาคต เช่น ตับแข็ง หรือ มะเร็งตับ

    ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำว่า MASLD เริ่มส่งผลกระทบต่อคนอายุน้อยลงเรื่อยๆ เนื่องจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่แย่ลง การรับรู้ถึงภัยเงียบนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญระดับโลก การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ด้วยการควบคุมน้ำหนัก ลดน้ำตาล และหมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำ คือหัวใจสำคัญในการลดความเสี่ยงและป้องกันความรุนแรงของโรคที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

     

    อ้างอิงข้อมูล: สถาบันการวัดและประเมินผลด้านสุขภาพ (IHME) มหาวิทยาลัยวอชิงตัน และวารสาร Lancet Gastroenterology & Hepatology

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9883866/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GtlLf_Ma5ixcCSZdevstA

  • รมว.ศธ. หารือ กสศ. ลุย 5 วาระเร่งด่วน พร้อมตั้งเป้าเด็กหลุดจากระบบการศึกษาเป็นศูนย์

    รมว.ศธ. หารือ กสศ. ลุย 5 วาระเร่งด่วน พร้อมตั้งเป้าเด็กหลุดจากระบบการศึกษาเป็นศูนย์

    “ประเสริฐ” รมว.ศึกษาธิการ นั่งหัวโต๊ะหารือ กสศ. ลุย 5 วาระเร่งด่วน ลดเหลื่อมล้ำการศึกษา ตั้งเป้าเด็กหลุดออกจากระบบให้กลายเป็นศูนย์ เล็งเสนอนายกฯ ลงนาม ขับเคลื่อนโครงการทุน ODOS ชุดใหม่

    เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 16 เมษายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) หารือแนวทางขับเคลื่อนนโยบายลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยมี นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เข้าร่วมผ่านระบบออนไลน์ ตลอดจนนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และผู้บริหารระดับสูงจาก ศธ. เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

    นายประเสริฐ กล่าวว่า วันนี้เป็นการหารือร่วมกันระหว่าง กสศ. ใน 5 ประเด็นสำคัญและเร่งด่วน หนึ่งในนั้นคือการขับเคลื่อนโครงการทุน ODOS (Outstanding Development Opportunity Scholarship) ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนที่มีความรู้ความสามารถ แต่รายได้น้อย ได้ศึกษาต่อในต่างประเทศ โดยได้หารือถึงแนวทางการสนับสนุนงบประมาณนักเรียนทุน ODOS รุ่นที่ 3-4 และการเตรียมความพร้อมนักเรียนทุนฯ รุ่นที่ 5-6 

    อีกหนึ่งเรื่องคือ “โครงการ Thailand Zero Dropout Plus (TZD+) ที่มุ่งแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนที่หลุดออกนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์” ซึ่งเดิมมีเด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษาประมาณ 1 ล้านคน แต่จากการดำเนินการที่ผ่านมาจำนวนเด็กที่หลุดออกนอกระบบการศึกษา ลดลงเหลือประมาณ 6 แสนคน ซึ่งจากนี้ไปได้มอบหมายให้แต่ละหน่วยงานหาแนวทางในการลดจำนวนเด็กที่หลุดออกนอกระบบให้ได้มากที่สุดในปีถัดไป 

    “ในขั้นแรก ได้สั่งการให้ ศธ. ทำงานคู่กับ กสศ. จัดทำคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout ระดับชาติ และคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการทุน ODOS ชุดใหม่ เสนอต่อนายกรัฐมนตรีลงนามคำสั่ง เพื่อสานต่อทั้งสองโครงการให้รุดหน้ายิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังหารือเกี่ยวกับแนวทางปฏิรูปสูตรการจัดสรรงบประมาณเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาแก่โรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ทุรกันดาร เพื่อให้การจัดสรรทรัพยากรทางการศึกษาสะท้อนความเป็นธรรมและตอบโจทย์เด็กยากจนในพื้นที่ห่างไกล ให้เข้าถึงคุณภาพทางการศึกษา และท้ายสุดคือเรื่องการผลิตครูเพื่อสร้างครูที่มีคุณภาพ ให้สามารถกระจายตัวตามภูมิภาคต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนครูในพื้นที่ห่างไกล และตอบสนองต่อความต้องการของท้องถิ่น”

    อย่างไรก็ตาม การหารือครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทระหว่าง ศธ. กับ กสศ. ในฐานะหุ้นส่วนเชิงนโยบายที่พร้อมทำงานเคียงข้างกันอย่างแข็งขัน เพื่อให้เด็กและเยาวชนไทยทุกคน ไม่ว่าจะเกิดมาในครอบครัวใด หรืออยู่ในพื้นที่ใดของประเทศ ได้รับโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมและมีคุณภาพอย่างแท้จริง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2927041&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YcHagSXdhKCCGWCd6gq76

  • D

    D

    Dek-D

    ตรวจสอบว่าคุณเป็นมนุษย์ด้วยการทำคำสั่งนี้ให้เสร็จสิ้น

    เว็บไซต์ Dek-D ต้องตรวจสอบความปลอดภัยการเชื่อมต่อของคุณก่อนดำเนินการต่อ

    IP ของคุณคือ: 199.79.62.10

    ประสิทธิภาพและความปลอดภัยโดย Cloudflare

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dek-d.com/studyabroad/68351/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DX9mSA0974O-lLqgGT48S

  • ‘อนุทิน’ เจอ ‘สมศักดิ์’ ที่สุโขทัย ในงานศพ ‘ชูชาติ เพ็ชรอำไพ’

    ‘อนุทิน’ เจอ ‘สมศักดิ์’ ที่สุโขทัย ในงานศพ ‘ชูชาติ เพ็ชรอำไพ’

    “ณัฐธิดา” โพสต์ภาพร่วมเฟรมระหว่าง “อนุทิน-สมศักดิ์” พร้อมครอบครัว ในงานศพ “ชูชาติ เพ็ชรอำไพ” ที่สุโขทัย

    น.ส.ณัฐธิดา เทพสุทิน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย บุตรสาวนายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีต รมว.สาธารณสุข ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัว เป็นภาพการพบกันระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กับนายสมศักดิ์ และครอบครัว ที่จ.สุโขทัย พร้อมข้อความระบุว่า วันนี้ทรายมีโอกาสมาร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของ คุณชูชาติ เพ็ชรอำไพ ประธานคณะกรรมการบริหารเมืองไทยแคปปิตอล และได้พบกับท่านนายกฯ อนุทิน พร้อมคุณจ๋า ธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยานายกฯ ค่ะ

    คุณชูชาติคือผู้ที่เมตตาและสนับสนุนสิ่งดีๆ ให้กับจังหวัดสุโขทัย ไม่ว่าจะเป็นด้านสาธารณสุข การศึกษา หรือแม้แต่วงการกีฬาอย่างสโมสรสุโขทัย เอฟซี

    ‘อนุทิน’ เจอ ‘สมศักดิ์’ ที่สุโขทัย ในงานศพ ‘ชูชาติ เพ็ชรอำไพ’

    ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับครอบครัวเพ็ชรอำไพด้วยนะคะ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1229823&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1E16_QZjdEIgKOJgSrrCoU

  • ‘ใส่ฟืน-สุมไฟ’ กันจัง

    ‘ใส่ฟืน-สุมไฟ’ กันจัง

    เนื้อหาแถลงการณ์ ระบุว่า

    ตามที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า แม่ทัพภาคที่ 4 ได้ให้สัมภาษณ์และแถลงข่าวในหลายโอกาส โดยเฉพาะผ่านรายการ “เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand”

    และการแถลงข่าวคดีสำคัญ ซึ่งมีการพาดพิงและกล่าวหาในลักษณะที่ว่า “สถาบันปอเนาะและโรงเรียนตาดีกา” เป็นแหล่งบ่มเพาะความรุนแรงนั้น

    สถาบันการศึกษาอิสลามปอเนาะสงขลา สถาบันการศึกษาอิสลามที่เป็นรากฐานทางปัญญาและคุณธรรมของพื้นที่ ขอแถลงจุดยืนและข้อเรียกร้องดังต่อไปนี้

    1.ปฏิเสธข้อกล่าวหาบิดเบือนและด้อยค่าสถาบันการศึกษา เราขอปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ปราศจากฐานข้อมูลความจริง

    ซึ่งระบุว่า สถาบันการศึกษา เป็นบ่อเกิดของความรุนแรง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

    สถาบันเหล่านี้ ได้ทำงานเคียงคู่กับกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานรัฐ เพื่อหล่อหลอมบุคลากรชั้นนำของประเทศ

    ทั้งจุฬาราชมนตรี ราชมนตรี ผู้นำศาสนา รัฐมนตรี นักการทูต แพทย์ พยาบาล และข้าราชการทุกหมู่เหล่า

    การกล่าวหาลอยๆ เช่นนี้ ถือเป็นการดูหมิ่นเกียรติภูมิของครูผู้เสียสละ และทำลายความเชื่อมั่นต่อระบบการศึกษาอย่างรุนแรง

    2.ทัศนคติทางความมั่นคงที่บดบังการพัฒนา การที่ผู้นำระดับสูงในโครงสร้างความมั่นคง มองการศึกษาผ่านกรอบของความหวาดระแวง

    ไม่เพียงแต่เป็นการ “สุมไฟใต้” ให้คุกรุ่นขึ้น แต่ยังเป็นการทำลายความไว้วางใจ (Trust) ระหว่างรัฐกับประชาชนที่สร้างมาอย่างยาวนาน

    สถิติความไม่สงบในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่า มาตรการทางทหารนำการเมืองที่ใช้อยู่นั้น สวนทางกับความจริงในพื้นที่ และสร้างความกังวลใจแก่ประชาชนเป็นวงกว้าง

    3.ข้อเรียกร้องให้แสดงความรับผิดชอบและมาตรการตอบโต้มาตรการจากรัฐบาล

    ขอให้รัฐบาลพิจารณาสั่งย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 โดยทันที หรือภายใน 30 เมษายน 2560 เนื่องจากทัศนคติที่ไม่เอื้อต่อการสร้างสันติสุข

    หากมิได้รับการตอบรับ

    เครือข่ายสามพี่น้อง มีความจำเป็นต้องยกระดับการเคลื่อนไหวตามวิถีทางสันติ

    และจะขอระงับการให้ความร่วมมือในทุกกิจกรรมและทุกกรณีกับฝ่ายความมั่นคงนับจากนี้เป็นต้นไป

    ……………………………………………….

    อืมมมม….

    เอากันถึงขั้นบีบให้รัฐบาล “สั่งย้าย” แม่ทัพภาคที่ ๔ ออกจากพื้นที่ มันไม่รุนแรงไปซักหน่อยหรือ?

    ผมว่า “เครือข่ายสามพี่น้อง” กับท่านแม่ทัพภาคที่ ๔ หาเวลานั่งจิบน้ำชากาแฟทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนดีกว่ามั้ง?

    เพราะผมเชื่อ….

    ทั้งเครือข่ายสามพี่น้องและทั้งแม่ทัพภาคที่ ๔ ล้วนมีความปรารถนาดีและมุ่งมั่น “สร้างสันติสุข” ให้กับพี่น้องชาวใต้ด้วยกันทั้งนั้น 

    เมื่อมีความไม่เข้าใจอะไรกันเล็กๆ น้อยๆ ได้พูดคุยกัน จะเป็นการสร้างสรรค์ดีกว่าการเพาะทัศนคติปฏิปักษ์ต่อกันถึงขั้นขีดเส้นตายให้ “ย้ายท่านแม่ทัพ”!

    ซึ่งดูรุนแรงไป และเชื่อว่าประชาชนก็จะไม่สบายใจ ทั้งรัฐบาลและกองทัพ ก็อึดอัดใจ ซึ่งไม่เป็นผลดีกับส่วนรวมเลย

    และผมก็เชื่อว่า….

    ลึกๆ แล้ว “เครือข่ายสามพี่น้อง” ก็ไม่ต้องการ “แก้ปัญหา” ด้วยการ “สร้างปัญหา” ให้สังคมบ้านเมือง นี่ผมคงพูดไม่ผิดใช่มั้ย”!

    เรื่องอย่างนี้ จำเป็นต้องมี “ตัวกลาง”

    เหมือนอิหร่านกับสหรัฐฯ ที่มี “ปากีสถาน” เป็นตัวเชื่อมให้ทั้ง ๒ ฝ่ายได้มานั่งโต๊ะคุยกัน

    ผมมองแล้วในภาคใต้ โดยเฉพาะใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้

    ไม่มีใครเหมาะสมเท่า….

    อดีตประธานรัฐสภา “ท่านวันมูหะมัดนอร์ มะทา” ที่จะช่วยประสานให้เครือข่ายสามพี่น้องกับท่านแม่ทัพภาคที่ ๔ มีโอกาสได้สนทนาวิสาสะต่อกัน

    ท่านอาจารย์วันนอร์นั้น นอกจากเป็นที่เคารพนับถือของพี่น้อง ๓ จังหวัดใต้แล้ว

    ท่านยังเป็น “ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี” และเป็น “ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ” ของพี่น้องชาวใต้ด้วย

    และที่สำคัญ “พรรคประชาชาติ” ก็เป็นพรรคร่วมรัฐบาล

    จึงเหมาะสม-ลงตัวที่สุด

    ที่ท่านวันนอร์ และ “พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” หัวหน้าพรรค จะทำเพื่อบ้าน-เพื่อเมือง โดยเป็นตัวเชื่อมประสานเพื่อ “สร้างสันติสุข”

    ผมว่า “ทุกคน”….

    ทั้งเครือข่ายสามพี่น้อง ทั้งแม่ทัพภาคที่ ๔ ทั้งท่านอาจารย์วันนอร์ และท่าน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง

    ต้องซึมซับรับรู้ในพระบรมราโชวาทของ “พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” ที่ตรัสไว้เมื่อ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๑๒ เป็นแน่

    “พระบรมราโชวาท” นั้นมีว่า………..

    “ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด

    การทำให้บ้านเมืองมีความปรกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี

    หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง

    และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้”

    ………………………….

    ทุกคน ทุกฝ่าย ทุกหมู่เหล่า ถ้าจริงใจต่อบ้านเมือง จงน้อมนำ “พระบรมราโชวาท” นี้ มาสำเหนียก ก็จะเข้าใจในการบริหารและการปกครองคน

    เมื่อเข้าใจ “ภาพใหญ่” ในสังคมคน ก็จะไม่เกิดทัศนคติขัดแย้งด้วยความเข้าใจผิดใน “ภาพย่อย”

    เพราะในทุกสังคม, องค์กร จะมีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนอยู่ด้วยเสมอ อย่าว่าแต่สังคมบ้านเมืองเลย

    ขนาด “สังคมศาสนา” ก็ยังมีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนกัน ซึ่งเป็นที่ปรากฏนับแต่อดีตกาล ถึงปัจจุบันกาล!

    ถ้าเข้าใจกันอย่างนี้แล้ว….

    เครือข่ายสามพี่น้อง “ถอนญัตติ” ย้ายแม่ทัพภาคที่ ๔ ออกไปเถอะ ผมบอกได้ตรงๆ เลยว่า

    “ย้ายแม่ทัพ” เพราะกลัวคำขู่

    มันเป็นไปไม่ได้และไม่มีผู้นำคนไหนเขาทำหรอกครับ!

    ขืนทำ ไม่พังแค่ระบบ

    มันจะพังทั้งการบริหารและการปกครองประเทศ ขนาดนั้นเลย

    ฉะนั้น ผมขอ # save แม่ทัพภาค ๔

    # save เครือข่ายสามพี่น้อง และ

    # save สันติสุขชายแดนใต้

    ยามโลกวิปริต-บ้านเมืองวิกฤตสามัคคีจากพวกบ่างช่างยุ พี่น้องไทยทุกคนจงพยายามอย่าเป็นคน “หูหาเรื่อง” ให้มากนักเลย

    อดออมถนอมน้ำใจกันไว้ หนักนิด-เบาหน่อย เราก็พี่น้องไทยด้วยกัน เพราะผมมองดูแล้ว….อย่ามาทะเลาะกันเองเลย

    จงเตรียมตัว-เตรียมใจกันไว้

    ตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป มันจะมีเหตุใหญ่ มากกว่าเรื่องหยุมหยิมที่พวก “ก่อไฟ-สุมฟืน” หวังให้บ้านเมืองแตกแยก!

    ผมก็มัวแต่คุยสมานมิตรเมืองไทย จนไม่ได้ดูข่าวตะวันออกกลางเลยว่าไปถึงไหนกันแล้ว

    เห็นว่า “สนทนายก ๒” ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน จะเริ่มกันอีกครั้งที่ปากีสถาน ก่อนครบกำหนด “หยุดยิง ๒ สัปดาห์”

    เท่าที่เสียงจากข่าวโทรทัศน์แว่วเข้าหูขณะคุยกับท่านอยู่นี่ ดูท่าทางทรัมป์จะ “ซอฟต์พาวเวอร์” อย่างผิดสังเกต

    แบบนี้ต้องระวัง ภาษิตโบราณบอกว่า “อย่าเชื่อคนบ้า อย่าถือสาคนเมา” แต่ทรัมป์ไม่ได้เมา

    ฉะนั้น ที่ทรัมป์บอก บรรยากาศยอดเยี่ยม เจรจารอบนี้น่าจะลงตัวนั้น อิหร่านต้องระวัง “ทรัมป์ตลบหลัง” ให้ดี

    เพราะมีข่าวสอดแทรกมาว่า…..

    ทางหนึ่งเจรจา อีกทาง ทรัมป์เตรียมส่งกำลังทหารเพิ่มไปที่ตะวันออกกลางอีกกว่าหมื่นนาย

    ๖,๐๐๐ นาย จะเดินทางไปกับเรือบรรทุกเครื่องบิน USS จอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช และกองเรือคุ้มกัน

    อีกประมาณ ๔,๐๐๐ กว่านาย จากกองเรือสะเทินน้ำสะเทินบก บ็อกเซอร์ และหน่วยนาวิกโยธินที่ ๑๑

    เตรียมปฏิบัติการ “ภาคพื้นดิน”!

    ในขณะที่ทรัมป์ปากหวานว่า “สงครามใกล้ยุติเร็วๆ นี้”

    ช่วงนี้ ฟังโหราจารย์หลายท่านบอกว่า “ดาวพุธรวนเร” การเจรจาความหาความแน่นอนไม่ได้ และปากจะเป็นตัวนำเรื่อง

    ฉะนั้น เรามี ๒ หู ช่วงนี้ “ทุกเรื่อง” เราก็ฟังหู-ไว้หู เป็นการดี แม้กระทั่งเรื่อง “เปิดด่าน” ชายแดนไทย-เขมร ก็เถอะ

    ที่มีคนปล่อยข่าว-สร้างกระแสว่า “ฮุน เซน” ส่งคนมาเจรจาขอให้เปิดด่านที่จังหวัดตราดนั่นน่ะ

    เมื่อวาน (๑๖ เม.ย.) พลเรือเอกไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผบ.ทร. พูดสั้น-ฟังชัด

    “กองทัพเรือยึดมั่นตามนโยบายรัฐบาล ‘ไม่เปิดด่านเด็ดขาด’ และจะไม่ยอมโอนอ่อนผ่อนตามต่อฝ่ายตรงข้าม

    ไม่ว่าจะมีผลประโยชน์อะไร จะไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้นกับกองทัพเรือเด็ดขาด”

    สรุป “ปิด” ก็คือ “ปิด”

    ไม่มีลักปิด-ลักเปิด ไม่ว่าด่านเฉพาะกิจ ด่านถาวร ด่านชั่วครั้ง-ชั่วคราว ไม่มีทั้งนั้น!

    ถ้าผมเป็นฮุน เซน แบบนี้ ลมสว้านคงตีขึ้น ร้องโอยสะลา แล้วหงายท้องล้มตึง…แหงแก๋

    ป.ล.อย่าลืม….

    “สัปดาห์หน้า” อย่าใช้ชีวิตประมาทกันเน้อ!.

    -เปลว สีเงิน

    ๑๗ เมษายน ๒๕๖๙

    คนปลายซอย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/981068/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ofh8Wap9Eed8wGQ383vj7

  • 3 สมาคมการศึกษาชายแดนใต้ ยื่นหนังสือ ศอ.บต. ขอโยกย้ายแม่ทัพภาค 4 | เดลินิวส์

    3 สมาคมการศึกษาชายแดนใต้ ยื่นหนังสือ ศอ.บต. ขอโยกย้ายแม่ทัพภาค 4 | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 16 เม.ย. ที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) นายขดดะรี บินเซ็น นายกสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมตัวแทนทั้ง 3 สมาคม ได้เข้ายื่นหนังสือต่อ นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการ ศอ.บต. โดยมีข้อเรียกร้องให้พิจารณาโยกย้าย พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ออกจากพื้นที่

    การเคลื่อนไหวดังกล่าวสืบเนื่องจากกรณีการให้สัมภาษณ์ของ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ซึ่งถูกมองว่าเป็นการพาดพิงสถาบันการศึกษาศาสนาอิสลาม ได้แก่ ปอเนาะ ตาดีกา และโรงเรียนเอกชน ว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะผู้ก่อเหตุความไม่สงบ ส่งผลให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่

    ดร.มังโสด หมะเต๊ะ ตัวแทนสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ ในฐานะผู้แทนสถาบันปอเนาะและโรงเรียนตาดีกา เปิดเผยว่า การยื่นหนังสือในครั้งนี้เป็นไปตามที่ได้แถลงข่าวไว้ก่อนหน้านี้ โดยมีตัวแทนจาก 3 องค์กรหลัก ได้แก่ สมาคมสถาบันปอเนาะ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สมาคมตาดีกา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม เข้าร่วมดำเนินการอย่างพร้อมเพรียง

    สาระสำคัญของหนังสือคือ การคัดค้านคำให้สัมภาษณ์ของแม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งมีการพาดพิงถึงสถาบันการศึกษาศาสนาอิสลาม ได้แก่ ปอเนาะ ตาดีกา และโรงเรียนเอกชน ว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะผู้ก่อเหตุความไม่สงบ โดยตัวแทนทั้ง 3 สมาคมยืนยันว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง และถือเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างร้ายแรง

    วิจารณ์ยับ! คำพูดแม่ทัพภาค 4 ‘ถ้าผมทำไม่รอด’ จ่อฟันผิด ‘น.อ.’ ปล่อยรถหลวงให้มือปืน

    ดร.มังโสด ระบุว่า สถาบันการศึกษาทั้ง 3 ประเภทมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนในพื้นที่ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างหรือสนับสนุนความรุนแรงแต่อย่างใด การกล่าวในลักษณะดังกล่าวจึงสร้างความเสียหายต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของสถาบัน รวมถึงสร้างความไม่สบายใจให้กับประชาชนในพื้นที่

    “เครือข่ายปอเนาะมองแม่ทัพภาคที่ 4 เป็นตัวอันตรายในพื้นที่ 3 จชต. รัฐบาลยังเอาคนนอกมาบริหาร ไม่เดินตามกฎหมาย ในขณะเดียวกันลึกๆ แม่ทัพรู้ว่าใครบงการฆ่า สส. หลังจากนี้หากนายกฯ รับหนังสือแล้ว ไม่มีการไล่แม่ทัพภาคที่ 4 ออก ทาง 3 สถาบันปอเนาะ พร้อมออกเป่านกหวีดไล่พ้นออกพื้นที่และเลขาฯ ศอ.บต.ด้วย เนื่องจากไม่สนองตอบต่อความต้องการของพี่น้องในพื้นที่ สถาบันปอเนาะพยายามขัดเกลาให้เยาวชนอยู่ในระบบการศึกษามายาวนานแค่ไหน เหนื่อยกับการรองรับมาตรการการศึกษาต่างๆ นโยบายการศึกษาจากภาครัฐ แต่มาเสียการปกครองของแม่ทัพภาคที่ 4 ที่มีคำพูดแบบอคติกับสถาบันปอเนาะ และสถานศึกษาเอกชนสอนศาสนา” บายอฮุสนี บินฮะยีคอเนาะ ผู้บริหารโรงเรียนศาสนบำรุง อ.จะนะ จ.สงขลา กล่าว

    ทางด้าน นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวว่า ทาง ศอ.บต.มีหน้าที่ดูแลความสงบสุข พัฒนาพื้นที่ให้เจริญทางด้านการศึกษา เศรษฐกิจ และความมั่นคง พยายามทุกอย่างด้วยหัวใจที่เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ตามศาสตร์พระราชาและหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ในส่วนของเรื่องที่ผู้ตัวแทนสถาบันปอเนาะยื่นหนังสือที่มีการพาดถึงสถาบันปอเนาะ เป็นหน้าที่ของผู้มีอำนาจด้านบนเป็นผู้พิจารณา

    ทั้งนี้ กลุ่มสมาคมได้เรียกร้องให้แม่ทัพภาคที่ 4 ออกมาขอโทษต่อคำพูดที่เกิดขึ้น และพิจารณาย้ายออกจากพื้นที่ โดยระบุว่า หากไม่มีการตอบสนองจากผู้มีอำนาจในการพิจารณาโยกย้าย ทั้ง 3 องค์กรอาจยกระดับมาตรการด้วยการงดให้ความร่วมมือกับกิจกรรมของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ในทุกกิจกรรมที่จัดขึ้นในพื้นที่

    ตัวแทนสมาคมยังเน้นย้ำว่า ศอ.บต. ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการพัฒนาพื้นที่ ควรมีบทบาทในการประสานและคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากความร่วมมือจากสถาบันการศึกษาเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาคนและสังคมในพื้นที่ หากขาดความร่วมมือดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อการพัฒนาและการสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยรวม

    นอกจากนี้ ในวันที่ 17 เมษายน 2569 กลุ่มสมาคมทั้ง 3 เตรียมยื่นหนังสือเพิ่มเติมถึงนายกรัฐมนตรีและผู้เกี่ยวข้อง โดยมีเนื้อหาในลักษณะเดียวกันเพื่อเรียกร้องให้มีการพิจารณาแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม แม้ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะได้รับโอกาสเข้าพบหรือไม่ แต่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าว ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญต่อความรู้สึกและความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5787119/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VaHdqkqwnAu7d7X3vKqg-