Category: วัฒนธรรม

  • กมธ.ทหาร วุฒิสภา จี้ ‘แม่ทัพภาค 4’ ชี้แจงปมวิจารณ์โรงเรียนสอนศาสนา

    กมธ.ทหาร วุฒิสภา จี้ ‘แม่ทัพภาค 4’ ชี้แจงปมวิจารณ์โรงเรียนสอนศาสนา

    กมธ.ทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา วอนทุกฝ่ายหยุดใช้ “ไอโอ” ในสถานการณ์เปราะบาง หวั่นตอกย้ำความแตกแยกในพื้นที่มากขึ้น จี้ “แม่ทัพภาค 4” ทำความเข้าใจกับภาคประชาสังคม เรื่อง สถาบันการศึกษาเป็นแหล่งบ่มเพาะ ของ บีอาร์เอ็น

    16 เมษายน 2569 – นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สว. โฆษกคณะกรรมาธิการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา กล่าวถึงสถานการณ์ของความรุนแรงจากการก่อการร้ายในพื้นที่ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่นำมาสู่ความขัดแย้งทางความคิดระหว่าง พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 กับ ผู้บริหารสถาบันการศึกษาในพื้นที่ เช่น สถาบันปอเนาะ โรงเรียนตาดีกา และ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ซึ่งมีอยู่จำนวนมากใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในประเด็นที่ขบวนการบีอาร์เอ็นแทรกซึมเข้าไปใช้สถาบันการศึกษาเหล่านั้นเป็นแหล่งบ่มเพาะปลูกฝังเยาวชนเชื่อในการบิดเบือนคำสอนศาสนา ให้เป็นปรปักษ์กับเจ้าหน้าที่รัฐ และเห็นด้วยกับการแบ่งแยกดินแดน

    ประเด็นดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับผู้บริหารสถานศึกษา และ ภาคประชาสังคมในพื้นที่ มีการเคลื่อนไหวให้ นายกรัฐมนตรี ย้าย พล.ท.นรธิป โพยนอก ออกจากพื้นที่ โดยจะมีการ ยื่นหนังสือต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่จะเดินทางมาติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในวันที่ 17 เม.ย.นี้

    นายไชยยงค์ กล่าวว่า ไม่สบายใจกับความขัดแย้งที่ที่กำลังขยายวงและเดินเข้าสู่กับดัก ของบีอาร์เอ็นที่ออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนให้มีการย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 มีการใช้ ไอโอ หรือ สงครามข่าวสารของทั้ง 3 ฝ่าย คือ ฝ่าย บีอาร์เอ็น ฝ่ายภาคประชาสังคม และฝ่ายของ กอ.รมน. ซึ่งเป็นไอโอที่สร้างความแตกแยก และให้เกิดช่องว่างทางสังคมมากขึ้น

    มีการต่อสู้ด้วยการนำหลักฐานที่หน่วยงานความมั่นคง ติดตามการบ่มเพาะ และกิจกรรม ต่างๆ ในหลายสถานบันการศึกษา ที่หมิ่นเหม่ต่อกฎหมายความมั่นคง การโกงเงินค่าหัวของนักเรียนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาในหลายแห่งที่เคยถูกดำเนินคดีมาเผยแพร่ เพื่อให้เห็นว่า มีการใช้สถาบันการศึกษาบางแห่งเป็นแหล่งบ่มเพาะจริง

    ในขณะที่อีกฝ่ายนำเอาเหตุการณ์ความผิดพลาดในอดีตของรัฐไทย ตั้งแต่เรื่องการสูญหายของ หะยีสุหรง โต๊ะมีนา เรื่องการฆ่าอดีต สส.การยิง อดีต สว. และการซ้อมทรมาน การอุ้มหาย เพื่อให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่ใช้ อำนาจที่ไม่เป็นธรรมในการแก้ปัญหาความไม่สงบของจังหวัดชายแดนภาคใต้มาโดยตลอด และเรียกร้องให้ทหารอย่าเข้าไปปฏิบัติการใดๆ กับ ปอเนาะ ตาดีกา

    “การใช้ ไอโอ หรือ ทำสงครามข่าวสารอย่างเข้มขึ้น ได้สร้างความสับสน สร้างความ เกลียดชังให้กว้างมากขึ้น จึงขอให้รัฐบาล กองทัพ และ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ให้ความสำคัญกับเรื่องของไอโอ และแก้ปัญหาโดยเร่งด่วน เพราะนี่คือการเดินเข้าสู่กับดัก ของบีอาร์เอ็น”

    นายไชยยงค์ ขอเรียกร้องให้ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 เร่งทำความเข้าใจกับกลุ่มผู้เห็นต่างในเรื่องการที่แนวร่วมบีอาร์เอ็นใช้ สถาบันการศึกษาหลายแห่ง ที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้ามีหลักฐานที่ชัดเจนมาแสดงทุกฝ่ายได้เห็นว่าเป็นเรื่องจริง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า มีหลักฐานจากงานการข่าว และจากการเข้าไปสั่งให้สถาบันเหล่านั้นยกเลิกกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย มาโดยตลอด เพื่อทำความเข้าใจกับผู้บริหารสถาบันการศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหว

    “ขอให้ทุกฝ่ายยอมรับความเป็นจริงของสถานการณ์ในพื้นที่ อย่าได้กลายเป็นเครื่องมือของบีอาร์เอ็นที่ต้องการให้ฝ่ายความมั่นคง ตรวจสอบสถาบันการศึกษาที่อยู่ภายใต้ อิทธิพลของบีอาร์เอ็น และต้องการใช้ สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเพื่อบ่อนทำลาย หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ของ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทุกฝ่ายต้องพูดคุยกันเพื่อยุติปัญหาความไม่เข้าใจที่เกิดขึ้น ก่อนที่จะเป็นไฟลามทุ่ง”นายไชยยงค์กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/980690/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HEU0mSL7apz39OMo1F_-K

  • สถาบันการศึกษา ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง | เดลินิวส์

    สถาบันการศึกษา ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง | เดลินิวส์

    วันที่ 16 เม.ย. 69 เวลา 10.00 น. ราชวิทยาลัยทันตแพทย์แห่งประเทศไทย โรงเรียนจุฑาทิพย์ บริษัท ยูไนเต็ด โกลเบิล เอเยนซี (ประเทศไทย) ครอบครัวสวัสดี และพรจรูญพงษ์ นางสาวกลอยใจ ปานเกษม และคณะ ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศล และพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ในการถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์จากวัดเทวราชกุญชร วัดอรุณราชวราราม วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ วัดอินทรวิหาร กรุงเทพมหานคร วัดชับยี่หร่า จ.จันทบุรี วัดเขาชก วัดหนองงูเหลือม จ.ชลบุรี วัดเขายายพริ้ง จ.ระยอง ที่สวดพระพุทธมนต์

    จากนั้น เวลา 14.30 น. นิสิตสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รุ่น 30 บริษัท เอ็กเชลไรซ์แอนด์โปรดักส์ จำกัด บริษัท ว.ภัทรากรธาดา จำกัด บริษัท ซิสทรอนิกส์ จำกัด บำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง โดยมีพระสงฆ์จากวัดเทวราชกุญชร วัดราชสิทธาราม วัดดีดวด วัดทอง กรุงเทพมหานคร วัดบางแคน้อย วัดสวนแก้วอุทยาน วัดจุฬามณี วัดปากง่าม จ.สมุทรสงคราม วัดหนองปลง จ.ปทุมธานี สวดมาติกาและสดับปกรณ์ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

    ช่วงเวลา 17.00 น. บริษัท เซนฟอร์จูน เคมีคัลส์ จำกัด บริษัท ไทยเนสคอร์เปอร์เรชั่น จำกัด คณะผู้บริหารและพนักงาน บริษัทเซเว่นสตาร์ อินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด บริษัท ไดนามิค บรอดคาสติ้ง ซิสเต็ม จำกัด บำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีพระสงฆ์จากวัดลำกะดาน วัดพระไกรสีห์ วัดเปรมประชา กรุงเทพมหานคร พระสงฆ์ใน จ.สมุทรสงคราม ได้แก่ วัดเพชรสมุทร วัดอินทาราม วัดตะโหนดราย วัดแก้วฟ้า วัดเขายี่สาร วัดแก้วเจริญ สวดมาติกาและสดับปกรณ์ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

    และเวลา 19.00 น. มณฑลทหารบกที่ 11 เป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลและพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง โดยมีพระสงฆ์จากวัดจักรวรรดิราชาวาส กรุงเทพมหานคร วัดพระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม สวดพระอภิธรรม

    นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประชาชนทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด คณะบุคคล อาทิ ชมรมชาวมอญ จ.กาญจนบุรี โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ประชาชื่น เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ตั้งแต่เวลา 08.00-20.00 น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5785232/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ldb0uez-wLG4dU9bRyfW1

  • ข่าวดี! โครงการทุนการศึกษาภาษาจีน สำหรับข้าราชการ รุ่นที่ 22 ให้กับข้าราชการในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

    ข่าวดี! โครงการทุนการศึกษาภาษาจีน สำหรับข้าราชการ รุ่นที่ 22 ให้กับข้าราชการในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

    โครงการทุนการศึกษาภาษาจีน สำหรับข้าราชการ รุ่นที่ 22 ให้กับข้าราชการในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน


    เอกสารที่เกี่ยวข้อง

    หนังสือนำ
    เอกสารประกอบการสมัคร

    ที่มา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/93283&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2coyuH8dxz8H41-gzOidA-

  • ประกาศสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา เรื่อง ขยายกำหนดเวลารับสมัครบุคคลเข้าปฏิบัติงานในสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา (สังกัด งานการเงินและบัญชี) — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ประกาศสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา เรื่อง ขยายกำหนดเวลารับสมัครบุคคลเข้าปฏิบัติงานในสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา (สังกัด งานการเงินและบัญชี) — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/122580/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3b8uGL4NmyuxpTOeDmKPfZ

  • ปอเนาะสงขลาเดือด! ยื่นย้ายแม่ทัพ 4 พ้นพื้นที่—ขู่ตัดสัมพันธ์ความมั่นคง

    ปอเนาะสงขลาเดือด! ยื่นย้ายแม่ทัพ 4 พ้นพื้นที่—ขู่ตัดสัมพันธ์ความมั่นคง

    ปอเนาะสงขลาเดือด! ยื่นย้ายแม่ทัพ 4 พ้นพื้นที่—ขู่ตัดสัมพันธ์ความมั่นคง

    ชมรมสถาบันปอเนาะ จ.สงขลา แถลงการณ์โต้แม่ทัพ 4 ด้อยค่าสถาบันศาสนา ยื่นคำขาดรัฐบาลย้ายพ้นตำแหน่งภายใน 30 เม.ย.นี้ ด้านทหารพราน-กอ.รมน. ยันแม่ทัพทำตามหน้าที่ ยึดข้อเท็จจริงเพื่อสันติสุข

    16 เมษายน 2569 ที่โรงเรียนสันติวิทย์ อ.จะนะ จ.สงขลา ชมรมสถาบันปอเนาะ จ.สงขลา นำโดย บาบอซากี ยีกับจี เลขาธิการชมรมสถาบันปอเนาะ ร่วมกันอ่านแถลงการณ์กรณีแม่ทัพภาคที่ 4 พล.ท.นรธิป โพยนอก พูดพาดพิงสถาบันการศึกษาทั้งปอเนาะและตาดีกา

    เนื้อหาแถลงการณ์ ระบุว่า ตามที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า “แม่ทัพภาคที่ 4 ได้ให้สัมภาษณ์และแถลงข่าวในหลายโอกาส โดยเฉพาะผ่านรายการ “เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand” และการแถลงข่าวคดีสำคัญ ซึ่งมีการพาดพิงและกล่าวหาในลักษณะที่ว่า “สถาบันปอเนาะ และโรงเรียนตาดีกา” เป็นแหล่งบ่มเพาะความรุนแรงนั้น สถาบันการศึกษาอิสลามปอเนาะในจังหวัดสงขลา สถาบันการศึกษาอิสลามที่เป็นรากฐานทางปัญญาและคุณธรรมของพื้นที่ ขอแถลงจุดยืนและข้อเรียกร้องดังต่อไปนี้

    ปอเนาะสงขลาเดือด! ยื่นย้ายแม่ทัพ 4 พ้นพื้นที่—ขู่ตัดสัมพันธ์ความมั่นคง

    1. ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่บิดเบือนและด้อยค่าสถาบันการศึกษา เราขอปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ปราศจากฐานข้อมูลความจริง ซึ่งระบุว่าสถาบันการศึกษาเป็นบ่อเกิดของความรุนแรง ตลอด ระยะเวลาที่ผ่านมา สถาบันเหล่านี้ได้ทำงานเคียงคู่กับกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานรัฐ เพื่อหล่อหลอมบุคลากรชั้นนำของประเทศ ทั้งจุฬาราชมนตรี ราชมนตรี ผู้นำศาสนา ผู้นำศาสนา รัฐมนตรี นักการทูต แพทย์ พยาบาล และข้าราชการทุกหมู่เหล่า การกล่าวหาลอยๆ เช่นนี้ถือเป็นการดูหมิ่นเกียรติภูมิของครูผู้เสียสละ และทำลายความเชื่อมั่นต่อระบบการศึกษาอย่างรุนแรง

    2. ทัศนคติทางความมั่นคงที่บดบังการพัฒนา การที่ผู้นำระดับสูงในโครงสร้างความมั่นคง มองการศึกษาผ่านกรอบของความหวาดระแวง ไม่เพียงแต่เป็นการ “สุมไฟใต้” ให้คุกรุ่นขึ้น แต่ยังเป็นการทำลายความไว้วางใจ (Trust) ระหว่างรัฐกับประชาชนที่สร้างมาอย่างยาวนาน สถิติความไม่สงบในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่า มาตรการทางทหารนำการเมืองที่ใช้อยู่นั้นสวนทางกับความจริงในพื้นที่ และสร้างความกังวลใจแก่ประชาชนเป็นวงกว้าง

    3. ข้อเรียกร้องให้แสดงความรับผิดชอบและมาตรการตอบโต้มาตรการจากรัฐบาล ขอให้รัฐบาลพิจารณาสั่งย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 โดยทันที หรือภายใน 30 เมษายน 2560 เนื่องจากทัศนคติที่ไม่เอื้อต่อการสร้างสันติสุข หากมิได้รับการตอบรับ เครือข่ายสามพี่น้อง มีความจำเป็นต้องยกระดับการเคลื่อนไหวตามวิถีทางสันติ และจะขอระงับการให้ความร่วมมือในทุกกิจกรรมและทุกกรณีกับฝ่ายความมั่นคงนับจากนี้เป็นต้นไป

    รวมใจหนุนแม่ทัพ 4 ทหารพรานยืนหยัดภารกิจเพื่อสันติสุข ย้ำยึดข้อเท็จจริง ฝ่าความเห็นต่างอย่างสร้างสรรค์

    ขณะที่ กองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้เผยแพร่ข้อความสนับสนุน พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะ ผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ระบุว่า

    “ขอยืนยันเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในการปฏิบัติหน้าที่ โดยยึดมั่นและดำเนินการตามนโยบายของผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 อย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ กองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะยังคงมุ่งมั่น ทุ่มเท และปฏิบัติภารกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อธำรงไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อยของพื้นที่ ตลอดจนสร้างหลักประกันความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนสืบไป“

    ทั้งนี้ ทาง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยังได้เผยแพร่ข้อความ ระบุว่า ท่ามกลางความคิดเห็นที่หลากหลายและความรู้สึกที่แตกต่างของสังคม แม้ข้อเท็จจริงบางประการอาจไม่ถูกใจทุกฝ่าย แต่การยืนหยัดอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ถือเป็นความกล้าหาญที่ควรได้รับการยอมรับ และสังคมควรร่วมกันสนับสนุน

    จากสถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความอ่อนไหวของพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ซึ่งยังคงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งด้านความมั่นคง การศึกษา และสังคม เพื่อคลี่คลายปัญหาอย่างยั่งยืน

    แหล่งข่าวด้านความมั่นคง ระบุว่า แม่ทัพภาคที่ 4 ได้ทำหน้าที่ และทุกภารกิจอย่างทุ่มเท ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างสงครามข่าวสารต้องใช้การคิด วิเคราะห์ และแยกแยะในส่วนต่างๆ

    ปอเนาะสงขลาเดือด! ยื่นย้ายแม่ทัพ 4 พ้นพื้นที่—ขู่ตัดสัมพันธ์ความมั่นคง

    ปอเนาะสงขลาเดือด! ยื่นย้ายแม่ทัพ 4 พ้นพื้นที่—ขู่ตัดสัมพันธ์ความมั่นคง

    ปอเนาะสงขลาเดือด! ยื่นย้ายแม่ทัพ 4 พ้นพื้นที่—ขู่ตัดสัมพันธ์ความมั่นคง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/current-issue/378976180&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nJDOEccefMwRpqxzJJiEy

  • ประวัติ “พงศกร อรรณนพพร” เตรียมเลื่อนขึ้นเป็น สส.บัญชีรายชื่อ แทน “ศุภมาส” ที่ลาออก

    ประวัติ “พงศกร อรรณนพพร” เตรียมเลื่อนขึ้นเป็น สส.บัญชีรายชื่อ แทน “ศุภมาส” ที่ลาออก

    ประวัติ “พงศกร อรรณนพพร” อดีต สส.ขอนแก่น หลายสมัย อดีต รมช.ศึกษาฯ เตรียมเลื่อนขึ้นเป็น สส.บัญชีรายชื่อภูมิใจไทย แทน “ศุภมาส” ที่ลาออก

    วันที่ 16 เมษายน 2569 หลังจากนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอลาออกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2569 เป็นต้นไป นั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ที่จะได้เลื่อนขึ้นมาเป็น สส. แทนนางสาวศุภมาส คือ นายพงศกร อรรณนพพร ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 23 พรรคภูมิใจไทย

    ประวัติ พงศกร อรรณนพพร

    นายพงศกร เกิดเมื่อ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2504 ที่ตำบลหนองเม็ก อำเภอหนองสองห้อง จังหวัดขอนแก่น ปัจจุบัน อายุ 64 ปี สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนขอนแก่นวิทยายน ระดับปริญญาตรีด้านบริหารการจัดการ จากมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต และ รัฐศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ระดับปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต และศิลปศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ระดับปริญญาเอกหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต ด้านวิชาการเมือง จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ด้านวิชาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย

    ประสบการณ์ทำงาน

    2539 – 2540 ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
    2540 – 2541 ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
    2542 – 2543 ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
    2542 – 2544 ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
    2544 – 2544 ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
    2547 – 2547 ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
    2548 – 2548 ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
    2548 – 2548 ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
    2551 – 2551 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
    2566 – 2567 ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงคมนาคม
    2567 ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์

    นายพงศกร อรรณนพพร ถือเป็นอดีต สส.ขอนแก่น หลายสมัย และเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในสมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช

    เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 นายพงศกร ได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย พร้อมกับคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นายโภคิน พลกุล และนายวัฒนา เมืองสุข และในปี 2564 นายพงศกร ได้เข้าร่วมงานกับพรรคไทยสร้างไทย นำโดยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ โดยนายพงศกร มีตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหารพื้นที่พรรคไทยสร้างไทย

    ต่อมาในปี 2565 นายพงศกร ย้ายกลับเข้าร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยอีกครั้ง และในปี 2566 ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงคมนาคม ต่อมาในรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ (นายพิชัย นริพทะพันธุ์)

    ในการเลือกตั้ง ปี 2569 นายพงศกร ได้ตัดสินใจย้ายจากพรรคเพื่อไทย มาสังกัดพรรคภูมิใจไทย พร้อมส่งลูกสาว ข้าวฟ่าง น.ส.สรัสนันท์ อรรณนพพร อดีต สส.ขอนแก่น ลงเลือกตั้งในเขต 9 (อ.แวงใหญ่ อ.แวงน้อย และ อ.พล) และส่งลูกชาย ฟลุ๊ค นายพชรกร อรรณนพพร ลงเลือกตั้งในเขต 10 (อ.หนองสองห้อง อ.เปือยน้อย อ.โนนศิลา) ส่วนตัวนายพงศกร อยู่ในบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 23 ของพรรคภูมิใจไทย 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2927036&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sJhiqnHmUXqJocXExrbWo

  • “ถาวร” เผยลับเหตุลอบยิง “สส.กมลศักดิ์” จาก 2 ขั้วขัดแย้งไม่ใช่กลุ่มใหญ่สั่งการ ชี้ปมเคลื่อนไหวกดดันโยกย้าย “มท.ภ.4” ต้องตั้งคกก.สอบให้ชัดก่อน หวั่นเข้าทางคนทำผิดกม. | TOPNEWS

    “ถาวร” เผยลับเหตุลอบยิง “สส.กมลศักดิ์” จาก 2 ขั้วขัดแย้งไม่ใช่กลุ่มใหญ่สั่งการ ชี้ปมเคลื่อนไหวกดดันโยกย้าย “มท.ภ.4” ต้องตั้งคกก.สอบให้ชัดก่อน หวั่นเข้าทางคนทำผิดกม. | TOPNEWS

    “ถาวร” เผยลับเหตุลอบยิง “สส.กมลศักดิ์” จาก 2 ขั้วขัดแย้งไม่ใช่กลุ่มใหญ่สั่งการ ชี้ปมเคลื่อนไหวกดดันโยกย้าย “มท.ภ.4” ต้องตั้งคกก.สอบให้ชัดก่อน หวั่นเข้าทางคนทำผิดกม.

    • เผยแพร่ : 16/04/2026 12:42

    “ถาวร” เผยลับเหตุลอบยิง “สส.กมลศักดิ์” จาก 2 ขั้วขัดแย้งไม่ใช่กลุ่มใหญ่สั่งการ ชี้ปมเคลื่อนไหวกดดันโยกย้าย “มท.ภ.4” ต้องตั้งคกก.สอบให้ชัดก่อน หวั่นเข้าทางคนทำผิดกม.

    กรณี นายขดดะรี บินเซ็น นายกสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ ออกมาเปิดเผยผลการประชุมหารือร่วมของ 3 สมาคม คือ สมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชน, สมาคมปอเนาะ และสมาคมตาดีกาซึ่งเห็นพ้องให้ตัวแทนเข้ายื่นหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายวัน มูหะหมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้สั่งย้าย พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 คนปัจจุบัน ออกจากพื้นที่ กรณีให้สัมภาษณ์สื่อในประเด็นการลอบสังหารสส. กมลศักดิ์ และมีการพาดพิง มายังโรงเรียน ปอเนาะ ตาดีกา และโรงเรียนเอกชน สร้างความเข้าใจผิดในสังคม ในทำนองว่า “สถาบันปอเนาะ ตาดีกา และโรงเรียนเอกชนสามพี่น้อง ยังไม่ได้รับการพัฒนาและต้องกลับไปเรียนหนังสือกันใหม่” และย้ำว่าสถาบันปอเนาะและตาดีกาเป็นแหล่งบ่มเพาะ ซึ่งเป็นข้อมูลที่เก่ากว่า 20 ปี และเป็นเรื่องที่เราไม่สามารถรับได้ ทั้ง 3 องค์กรไม่สามารถให้แม่ทัพภาคที่ 4 ที่ไม่เข้าใจบริบทของพื้นที่ เรื่องการศึกษาอยู่ในพื้นที่ต่อไปได้ ขอให้ไปรับตำแหน่งที่อื่นซึ่งอาจก้าวหน้ากว่าที่นี่ แต่ที่นี่ท่านไม่สามารถ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ได้ ตามที่เสนอข่าวไปนั้น

    วันนี้ ( 16 เม.ย.) นายถาวร เสนเนียม อดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์ และ รมช.มหาดไทย ซึ่งรับผิดชอบดูแลงานด้านความมั่นคง ใน 4 จังหวัดชายแดนใต้ ได้ให้สัมภาษณ์กับ สถานีข่าวท็อปนิวส์ เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวข้างต้นว่า คดีอุกอาจที่เกิดขึ้น แม่ทัพภาคที่ 4 ไม่น่าจะทราบ เพราะเมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้ว ก็มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเอาผิดทางวินัยและทางอาญากัน เป็นเรื่องของการดำเนินงานในระดับล่าง ในทัศนะของตนมองว่าปมเหตุที่นำไปสู่การลอบสังหาร สส. กมลศักดิ์ ไม่ใช่การสั่งการจากระดับบน น่าจะมาจาก การแข่งขันทางการเมืองในพื้นที่ ซึ่งมีการซื้อสิทธิ์ขายเสียง และเรื่องของการขัดผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย จนเป็นที่รู้กันดีในพื้นที่

    สำหรับข้อเรียกร้องที่ 3 สมาคมโรงเรียน ปอเนาะ จะยื่นต่อนายอนุทิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีคำสั่งย้าย พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 นั้น อยากจะคาดเดาได้เพราะไม่รู้ใจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หรือผบ.ทบ.ว่าจะมีแนวคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ แต่มองว่า ถ้ามีคำสั่งตามที่ เรียกร้อง บุคคลเหล่านี้ก็จะได้ใจ จะเห็นว่าที่ผ่านมาเวลามีงานหลายๆงาน พวกนี้จะแต่งตัวในเชิงอัตลักษณ์ ครั้งละ 7-8 พันคน ขี่รถจยย. ชูธง ออกมาแสดงตัว แสดงให้รู้ว่าเป็นการปฏิวัติเงียบ ถ้าเป็นตนตนจะไม่ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องดดังกล่าว

    ตนมีความคิดว่า ควรจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนค้นหาความจริง พิสูจน์ให้ชัดเจนว่าฝ่ายใดผิดฝ่ายใดถูก และอยากให้ได้ความจริงในเชิงลึก หากพบว่าแม่ทัพภาค 4 บูลลี่ หรือด่าบุคคลเหล่านี้โดยไม่มีมูลความจริงก็ควรลงโทษ และหรือถ้าปอเนาะใช้เงินทุจริตจริงก็ดำเนินการตามนั้น และหรือ คดีมีการยิงกันเกิดจากสาเหตุใดหากสอบสวนเชิงลึกไดผลอย่างไรก็ลงโทษไปตามนั้น ตนได้ข้อมูลเชิงลึกจากนายตำรวจมือสืบสวนรายหนึ่งระบุว่าปมเหตุสังหารสส.กมลศักดิ์มาจากความขัดแย้งระหว่างขั้วระหว่างกลุ่มไม่ใช่ระดับใหญ่ที่มีการวางนโยบาย อดีตทั้งผู้ก่อเหตุ เป็นนายทหารเรือที่จบจากโรงเรียนนายเรือ การก่อเหตุก็เป็นไปตามยุทธวิธีที่ได้ร่ำเรียนมา ไม่ใช่วิธีการของมือปืนระดับอาชีพ ที่จะลงมืออย่างเป็นขั้นตอนและสามารถหวังผลได้

    ทั้งนี้ แหล่งข่าวในพื้นที่ ยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับ โรงเรียนปอเนาะ ตาดีกา และโรงเรียนเอกชน ใน 5 จังหวัดชายแดนใต้ จะเปิดโอกาสให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้อนุญาต ไม่ให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้ให้การอนุญาต เนื่องจากทราบอยู่แล้วว่า สถานศึกษาเหล่านี้เป็นที่ปลุกฝังแนวคิดให้เด็กนักเรียนซึ่งจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ นี่คือข้อสังเกตแรก ประการที่สอง โรงเรียนไม่ว่าจะเป็น ปอเนาะหรือโรงเรียนอื่น จะมีชื่อของนักเรียนที่ไม่ตรงตามข้อมูลที่มีอยู่จริง เพื่อใช้ในการเบิกเงินอุดหนุน จึงมีข้อมูลเล็ดรอดออกมาว่า ปอเนาะมีการทุจริตเบิกเงินเกินกว่าจำนวนนักเรียนที่มีอยู่สะสมเกินกว่า 700 ล้าน ซึ่งอาจจะเป็นข้อมูลที่แม่ทัพภาค4 รู้และอัดอั้นมานาน จึงเผลอหลุดปากพูดความจริงอกมา ทำให้บุคคลที่เกี่ยวข้องเกิดความเกรงกลัวว่าจะถูกตรวจสอบ เพราะเงินอุดหนุนจากสำนักงานการศึกษาเอกชน จะมีการตรวจสอบที่ไม่รัดกุมเท่าใดนัก และตัวแทนของสำนักงานศึกษาก็จะเป็นมุสลิม ที่อิงอาศัยหลักปฏิบัติและแนวคิดทางศาสนาเป็นหลัก จึงไม่เข้มงวดในการตรวจสอบอนุมัติเงินอุดหนุนเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นด้านคุณภาพ หรือการใช้เงินผิดประเภท

    2121

    image

    เปิดฉากยิ่งใหญ่! The River of Life โชว์ม่านน้ำตระการตา ปลุกแลนด์มาร์กใหม่กาญจนบุรี

    รวบคู่รักสลิปปลอม ตระเวนหลอกกิน-เติมน้ำมันฟรี สุดท้ายโดนสกัดคาไฟแดง

    เหตุรุนแรงในครอบครัว หลานก่อเหตุทำร้ายตาเสียชีวิต

    “มติกบน.” พรุ่งนี้ปรับลดราคาดีเซล 1.50 บาท กลุ่มเบนซิน โซฮอล์ ลงด้วย 0.50 บาท ตามทิศทางตลาดโลก

    สสส.ชื่นชม “นราธิวาสโมเดล” ต้นแบบเมืองปลอดบุหรี่ ดันกลยุทธ์ 5G/6ดี สู่ศูนย์เรียนรู้ระดับประเทศ

    “หมอวาโย” เผยวิธีสู้คดีป.ป.ช.ร้องศาลฎีกาฯไม่มีอำนาจพิจารณา ชี้ถ้าสั่ง “เท้ง ณัฐพงษ์” ผู้นำฝ่ายค้านหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส่งผลร้ายการปกครองฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1548680&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gqZZtAtexFWyaH4rLx-w0

  • IND มอบทุนการศึกษา 3 แสนบาท หนุนวิจัย-พัฒนาการเรียนการสอน มรภ.สวนสุนันทา

    IND มอบทุนการศึกษา 3 แสนบาท หนุนวิจัย-พัฒนาการเรียนการสอน มรภ.สวนสุนันทา

    ดร.ชัยณรงค์ ณ ลำพูน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อินเด็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ IND  ในนามศิษย์เก่าหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขานวัตกรรมการจัดการ วิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการ พร้อมผู้บริหารบริษัทฯ ร่วมมอบทุนสนับสนุนการศึกษา รวมมูลค่า 300,000 บาท  ให้แก่ วิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เพื่อใช้ในการพัฒนาการศึกษา จัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอน ตลอดจนสนับสนุนการดำเนินงานด้านการวิจัยต่างๆ โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ชุติกาญจน์ ศรีวิบูลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เป็นผู้รับมอบ ณ ห้องประชุมสำนักงานอธิการบดี ชั้น 5 วิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เมื่อเร็วๆ นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/pr/825518&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Psyhd4TZF0rwxKRmcB1Yx

  • เหตุใดคำพูดแม่ทัพภาคที่ 4 จุดกระแสวิจารณ์และแรงกดดันให้ย้ายพ้นพื้นที่ – BBC News ไทย

    เหตุใดคำพูดแม่ทัพภาคที่ 4 จุดกระแสวิจารณ์และแรงกดดันให้ย้ายพ้นพื้นที่ – BBC News ไทย

    .

    ที่มาของภาพ, ทีมโฆษก กอ.รมน.

    คำบรรยายภาพ, พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (ผอ.รมน.ภาค 4)
      • Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
      • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
    • เวลาอ่าน: 11 นาที

    ในการแถลงข่าวความคืบหน้ากรณีลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เขต 5 จ.นราธิวาส พรรคประชาชาติ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (13 เม.ย.) การตอบคำถามผู้สื่อข่าวของ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (ผอ.รมน.ภาค 4) แทบจะกลบข้อชี้แจงของหน่วยงานที่พยายามให้ความกระจ่างและสร้างความเชื่อมั่นในฝีมือการคลี่คลายคดี และทำให้สังคมชายแดนใต้มุ่งความสนใจไปที่ทัศนคติของผู้ตอบคำถามแทน

    ถ้อยคำของแม่ทัพภาคที่ 4 ที่ถูกหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์นั้นมีตั้งแต่การแสดงความเห็นในนามส่วนตัวว่า “ถ้าผมทำ ผมไม่ปล่อยให้รอดหรอก” ไปจนถึงการเรียกฝ่ายผู้เห็นต่างจากรัฐว่า “โจร” และบอกว่าต้นเหตุของความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนใต้มีต้นเหตุมาจากโรงเรียนสอนศาสนาบางแห่งที่ “ปลูกฝังแนวคิดอื่น ๆ”

    ล่าสุด สมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ในฐานะผู้แทนสถาบันการศึกษาปอเนาะและโรงเรียนตาดีกาในภาคใต้ เรียกร้องให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ซึ่งมีกำหนดการเยือนพื้นที่ชายแดนใต้ในวันพรุ่งนี้ (17 เม.ย.) สั่งย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ออกจากพื้นที่ ขณะที่ชมรมโรงเรียนปอเนาะ จ.สงขลา ขอให้รัฐบาลพิจารณาสั่งย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ทันทีหรือภายใน 30 เม.ย. นี้ โดยทางชมรมจะระงับการให้ความร่วมมือในทุกกิจกรรมกับฝ่ายความมั่นคงนับจากนี้ไป

    บีบีซีไทยพูดคุยกับ ผศ.ดร.รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญ จากสถาบันสันติศึกษา ม.สงขลานครินทร์ และ รศ.เอกรินทร์ ต่วนศิริ จากคณะรัฐศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ (วิทยาเขตปัตตานี) ว่าเหตุใดถ้อยคำของนายพลผู้นี้จึงขยายวงกลายเป็นความไม่เชื่อมั่นระหว่างรัฐกับประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ด้วยระยะเวลาอันสั้น และคำพูดที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นสะท้อนถึงทัศนคติเจ้าหน้าที่รัฐหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงระดับสูงในพื้นที่ที่เผชิญความขัดแย้งมากว่าสองทศวรรษอย่างไร

    “ถ้าผมทำ ผมไม่ปล่อยให้รอดหรอก”

    “ผมพูดส่วนตัวนะ ถ้าผมทำ ผมไม่ปล่อยให้รอดหรอก อันนี้เป็นเรื่องส่วนตัว ผมไม่รู้ว่าเขาไปรับงานใครมา” พลโทนรทิป กล่าวในกล่าวการตอบคำถามนักข่าวเมื่อวันจันทร์ หลังคดีลอบยิงนายกมลศักดิ์ปรากฏรายละเอียดว่ารถกระบะคันที่ใช้ก่อเหตุเป็นรถของ กอ.รมน.จว.นราธิวาส ส่วนหน้า และผู้ต้องสงสัยในคดีนี้ก็เป็นอดีตนายทหารนาวิกโยธินที่ยืมรถมาจากทหารยศ น.อ. ในสังกัด กอ.รมน.จว.นราธิวาส ที่ถูกดำเนินคดีอาญา ม. 157 ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่มิชอบจากคดีนี้

    ผศ.ดร.รุ่งรวี กล่าวกับบีบีซีไทยว่าเมื่อ กอ.รมน. เป็นต้นสังกัดของผู้ที่มีส่วนในคดีนี้ ดังนั้นสิ่งที่ประชาชนคาดหวังคือการยืนยันในหลักนิติธรรมและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคว่าจะไม่ปกป้องผู้กระทำความผิด แต่คำพูดของแม่ทัพภาคที่ 4 อาจส่งสัญญาณที่ผิด เพราะอาจทำให้สังคมเข้าใจได้ว่า “การฆ่านอกกฎหมาย” ที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความมั่นคงนั้นมีอยู่จริง

    “ที่ผ่านมาปัญหา ‘การฆ่านอกกฎหมาย’ (extrajudicial killing) เป็นปัญหาสิทธิมนุษยชนสำคัญในพื้นที่ชายแดนใต้ที่ถูกจับตามองทั้งในระดับชาติและนานาชาติ ดังนั้น คำพูดที่หมิ่นเหม่เช่นนี้จึงไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในบริบทที่มีความอ่อนไหวมากเช่นนี้” ผศ.ดร.รุ่งรวี กล่าว

    เช่นเดียวกัน รศ.เอกรินทร์เห็นว่าถ้อยคำดังกล่าวแสดงถึงการไม่เคารพในหลักนิติรัฐ และภาษาที่แสดงออกนั้นก็แสดงอำนาจและการข่มขวัญจากผู้พูดว่า “ตนเองมีอำนาจและสามารถกระทำการต่าง ๆ ในพื้นที่ได้” ซึ่งเขามองว่า “เป็นการแสดงออกถึงการใช้ศักยภาพในทางที่ผิดกฎหมายและละเมิดหลักกระบวนการยุติธรรม”

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • A designed image showing a generic hotel room, black wheelie suitcase, a standard lamp, a double bed with a white bedspread and blue, gold and black and white checked pillow, and the words REC with a red recording dot emblazoned over the top.

    • An artist's impression of a hypothetical Planet Nine shown as a large dark blue sphere, with a tiny bright Sun in the distance and other stars and the Milky Way galaxy behind.

    • A woman takes a run in the early morning sunlight

    • แถลงข่าว

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    นักรัฐศาสตร์ผู้นี้บอกว่าสิ่งที่เขาคาดหวังจากพลโทนรธิปคือ “คำขอโทษ” และการรับปากว่าจะไม่ปล่อยให้ผู้บังคับบัญชามีพฤติกรรมเช่นนี้อีกอย่างเด็ดขาด แต่จากการสังเกตของเขากลับไม่เห็นท่าทีเช่นนั้นจากนายพลผู้นี้ตลอดการแถลงข่าวเลย ตรงกันข้ามถ้อยคำของแม่ทัพภาคที่ 4 ปิดไมค์และพูดว่า “ถ้าผมทำ ผมไม่ปล่อยให้รอดหรอก” กลับให้ผลลัพธ์อีกอย่างและไม่เอื้อให้เกิดบรรยากาศสร้างสันติภาพในพื้นที่

    “ในฐานะที่ผู้พูดเป็นเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งต้องมีความรับผิดชอบในฐานะที่ตนเองมีตำแหน่งหน้าที่ในภารกิจสร้างสันติภาพในพื้นที่ ในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐ คำพูดเหล่านี้มันเป็นสิ่งที่ผิดมาก ๆ ถ้าเราดูจากบทเรียนหรือในต่างประเทศ นายกรัฐมนตรีมีอำนาจปลดออกจากราชการหรือสั่งโยกย้ายด้วยซ้ำ เพราะมันทำให้ความไว้วางใจของประชาชนต่อรัฐลดลงและความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนมันห่างขึ้น ทำให้บรรยากาศการเกิดสันติภาพในพื้นที่มันยากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อผู้พูดดำรงตำแหน่งสูงด้วย เป็นถึงแม่ทัพภาคที่ 4 ในพื้นที่” รศ.เอกรินทร์ กล่าว

    ทั้งนี้ พลโทนรธิปชี้แจงเพิ่มเติมในรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ ไทยแลนด์ วันที่ 14 เม.ย. ว่าที่ให้ความเห็นเช่นนั้น เพราะคิดว่าหากการลอบยิงนายกมลศักด์มีเป้าหมายมุ่งเอาชีวิตจริง “ถ้าเป็นมืออาชีพเขาทำก็ต้องบรรลุเป้า แต่นี่ผู้เป็นเป้าหมายไม่โดนอะไรสักอย่างเลย มันต้องมีอะไรสักอย่าง” ดังนั้นพนักงานสอบสวนต้องไปสืบสวนต่อเพื่อความกระจ่าง

    “คุยกับโจร” วลีจากแม่ทัพภาค 4 กับปัญหาการใช้คำเรียก “ผู้เห็นต่าง”

    ในช่วงหนึ่งของการแถลงข่าว ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ของแม่ทัพภาคที่ 4 ว่าเป็นอย่างไร และเขาตอบว่าพยายามทำให้พื้นที่ให้ปลอดภัยและทำให้เหตุการณ์สงบ โดยในปีนี้ให้ความสำคัญในการทำงานระดับอำเภอ โดยแต่งตั้งนายอำเภอเป็นผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการในอำเภอ เพื่อทำงานร่วมกันกับฝ่ายตำรวจและทหารในพื้นที่

    ส่วนการแก้ไขปัญหาระยะยาวในระดับชาติ รัฐบาลก็มีการพูดคุยเจรจาสันติสุข ซึ่งในระดับพื้นที่ก็มีการพูดคุยเช่นกัน แต่เขาไม่ขอลงรายละเอียด

    “ในการทำการเจรจากับส่วนต่าง ๆ ไม่ใช่ไม่ทำ เพียงแต่ว่าบางเรื่องเราไปโฆษณาไม่ได้ เพราะคุยกับโจร จะมาเอาทางราชการไปเกี่ยวข้องกับโจรได้ไง ก็ต้องเอานอกเครื่องแบบ เอาโจรไปคุยกับคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับทางราชการ ส่วนมีข้อยุติอย่างไร เดี๋ยวคงมีผลตามมาเรื่อย ๆ” พลโทนรธิป กล่าวเมื่อวันที่ 13 เม.ย.

    รศ.เอกรินทร์ กล่าวว่าที่แม่ทัพภาคที่ 4 เรียกอีกฝ่ายว่า “โจร” ถือว่าเป็นการลดทอนสถานะคู่ขัดแย้งจาก “คู่ขัดแย้งทางการเมือง” ให้กลายเป็นเพียง “อาชญากรธรรมดา” ซึ่งวาทกรรมคล้ายคลึงกันนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อปี 2547 ที่นายทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเรียกผู้เห็นต่างจากรัฐว่า “โจรกระจอก” ซึ่งเวลาได้พิสูจน์แล้วว่าวาทกรรมดังกล่าวไม่ช่วยแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ และสะท้อนว่าผู้นำและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐไทยไม่เคยเปลี่ยนมุมมองต่ออีกฝ่ายว่าเป็นแค่ “โจร” แม้เวลาผ่านไปหลายทศวรรษก็ตาม ทั้งที่ความขัดแย้งในพื้นที่นี้มีความซับซ้อนในหลายมิติ

    “เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐพูดคำนี้ พื้นที่การเจรจาทางการเมืองหรือกระบวนการพูดคุยสันติภาพหรือสันติสุขมันก็ถูกปิดลง” เขากล่าว “นี่สะท้อนถึงการไม่ให้ค่ากับคนที่เห็นต่างจากรัฐ ซึ่งมันสำคัญมากถ้าเราต้องการยุติความรุนแรงในพื้นที่ เราจะต้องไม่เลี่ยง ไม่ช้า และไม่ถ่วงเวลาว่ากระบวนการพูดคุยเป็นเครื่องมือจำเป็นที่สำหรับการยุติความรุนแรงและความสูญเสีย”

    .

    ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เจ้าของวลี “โจรกระจอก” ซึ่งเขากล่าวถึงผู้ก่อเหตุความไม่สงบในชายแดนใต้ในช่วงที่ไฟใต้กลับมาปะทุช่วงแรก ๆ เมื่อปี 2547

    ขณะเดียวกัน ผศ.ดร.รุ่งรวี ให้ความเห็นว่าถ้อยคำในการเรียกคู่ขัดแย้งในบริบทชายแดนใต้นั้นมีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องในรอบหลายปี และคำเรียกนั้นมีนัยสำคัญทางการเมือง รวมถึงเป็นสัญญาณสำคัญที่ส่งถึงคู่เจรจา

    “ท่านอาจจะลองพิจารณาใช้คำว่า ‘ผู้เห็นต่างจากรัฐ’ ซึ่งเป็นคำศัพท์ที่รัฐได้ประดิษฐ์ขึ้นและนำมาใช้ในเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการพูดคุยสันติภาพแล้วบ้างก็ได้ อดีตแม่ทัพท่านหนึ่งก็ได้เคยกล่าวไว้ว่า ‘คนเหล่านี้ไม่ใช่อาชญากรโดยสันดาน’ หากการพูดคุยจะประสบความสำเร็จ จำเป็นจะต้องดำเนินการบนฐานของการเคารพในเกียรติและศักดิ์ศรีของคู่เจรจา” เธอกล่าว

    มุมมองของฝ่ายความมั่นคงต่อโรงเรียนสอนศาสนาในชายแดนใต้

    ในช่วงหนึ่งของการแถลงข่าว พลโทนรธิปกล่าวว่า “การแก้ไขปัญหา [ชายแดนใต้] เริ่มมา 20 กว่าปีแล้ว ไปถามท่าน สส.ทวี [สอดส่อง] ว่าท่านอยู่มากี่ปี ท่านเป็นทั้งเลขา ศอ.บต. [ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้] อธิบดีดีเอสไอ รวมถึงเป็นรัฐมนตรีด้วย ท่านยังแก้ไม่จบเลย ปัญหามันมีต่อเนื่อง”

    แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวต่อไปว่า “เราต้องมองว่าสิ่งที่เราทำเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ถูกไหม แต่ต้นเหตุคืออะไร การปลูกฝังความคิดเหล่านี้ยังมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นที่โรงเรียนปอเนาะ สถานศึกษาโรงเรียนตาดีกา คนที่ดีมีเยอะ แต่คนไม่ดีที่ไปปลูกฝังเรื่องอื่นมีแน่ ๆ ถ้าไม่มี ไม่เกิดเหตุการณ์นี้ ผมยังบอกกับเจ้าหน้าที่หลายส่วน กระทรวงศึกษาธิการเลยว่า คุณรับผิดชอบเรื่องโรงเรียนปอเนาะ โรงเรียนตาดีกา คุณต้องลองมาดูว่าหลักสูตรที่คุณกำหนด เขาได้ทำตามที่กำหนดไหม ถ้ามีการศึกษาให้เขาเข้าใจเรียนรู้ภาษาไทย เรียนรู้ภาษาเวลาอยู่นี่ไปด้วยกัน อันนั้นคือการแก้ที่ต้นเหตุ ตอนนี้กำลังแก้ที่ปลายเหตุ แต่ต้องแก้ไหม ก็ต้องทำ”

    ในพื้นที่ที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม เด็กจำนวนหนึ่งจึงถูกส่งเข้าโรงเรียนสอนศาสนาเพื่อให้เด็ก ๆ เรียนรู้และเข้าใจศาสนาและจริยธรรมแบบอิสลามตั้งแต่วัยเยาว์

    โรงเรียนตาดีกาเป็นโรงเรียนสอนจริยธรรมประจำมัสยิดหรือเป็นสถาบันการศึกษาศาสนาอิสลามระดับพื้นฐานสำหรับเด็กมุสลิมอายุ 5-12 ปี ส่วนใหญ่เปิดสอนช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ ส่วนสถาบันปอเนาะคือสถาบันศึกษาศาสนาอิสลามขั้นสูงกว่าซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนประจำ

    .

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    ถึงแม้คำพูดของแม่ทัพภาคที่ 4 จะไม่ได้เหมารวมว่าโรงเรียนสอนศาสนาทุกแห่งในพื้นที่เป็นต้นเหตุความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ แต่อาจารย์ด้านรัฐศาสตร์มองว่าทัศนะดังกล่าวกำลังผลิตซ้ำอคติแบบเหมารวมและสร้างมลทินให้กับผู้ที่จบการศึกษาจากโรงเรียนศาสนา

    “แน่นอนว่ามีหลายคนที่ถูกจับกุมแล้วได้รับการศึกษามาจากโรงเรียนปอเนาะหรือโรงเรียนเอกชนที่สอนศาสนา แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดจะเป็นเช่นนั้น เราไม่เข้าใจปอเนาะอย่างเพียงพอ เมื่อข้ามไปกระโดดตีความแบบเหมารวมมันจึงอันตราย ในทางกลับกัน ผมอยากสื่อสารกับสังคมไทยว่าหากรัฐประหารทุกครั้ง บุคลากรแนวหน้าในการล้มประชาธิปไตย การทำรัฐประหารส่วนใหญ่มาจากโรงเรียน จปร. ใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นเราจะบอกว่าโรงเรียน จปร. สอนให้รัฐประหารหรือครับ เราก็ไม่พูดแบบนั้นใช่ไหมครับ เมื่อเป็นแบบนั้น โดยตรรกะแล้วมันเป็นเรื่องของบุคคล มันไม่เกี่ยวกับสถาบัน” รศ.เอกรินทร์โต้แย้ง

    นักวิชาการรัฐศาสตร์จาก ม.อ. กล่าวต่อว่าไม่ใช่แค่พลโทนรธิปเท่านั้นที่มองว่าโรงเรียนสอนศาสนาในพื้นที่เป็นหนึ่งในภัยคุกคาม แต่แท้จริงแล้วหน่วยงานความมั่นคงของไทยมีกรอบความคิดที่มองว่าโรงเรียนปอเนาะ ตาดีกา เป็น “ภัยคุกคาม” และเป็นแหล่งบ่มเพาะแนวคิดสุดโต่งหรือก่อการร้ายมาตลอดกว่าสองทศวรรษ

    “ผมคิดว่ามันเป็นมายา มันง่ายมาก มันคือการที่คุณไม่ต้องคิดมากแล้วบอกว่าโรงเรียนใดที่สอนศาสนาอิสลาม ที่นั่นก็เป็นแหล่งบ่มเพาะการก่อการร้าย” รศ.เอกรินทร์ กล่าวและตั้งคำถามว่า “หากคุณเชื่อแบบนี้มาตลอดสองทศวรรษ แล้วคุณก็ส่งทอดความคิดแบบนี้มาตลอด แล้วทำไมถึง [แก้ปัญหาชายแดนใต้] ไม่สำเร็จ ทั้งที่คุณมีเงิน ทรัพยากร มีงบประมาณ มีกฎหมายพิเศษ มีกำลังคน มีทุกสิ่ง”

    ด้าน ผศ.ดร.รุ่งรวี กล่าวเสริมว่าการกล่าวถึงโรงเรียนปอเนาะ-ตาดีกาในฐานะแหล่งบ่มเพาะผู้ก่อเหตุรุนแรง สะท้อนวิธีคิดกระแสหลักในกองทัพที่มีอิทธิพลต่อแนวนโยบายและทิศทางการแก้ไขปัญหาในภาคใต้มาโดยตลอด ซึ่งวิธีคิดเช่นนี้ควรถูกตั้งคำถามโดยสังคม

    “แน่นอนว่าเรามิอาจจะเหมารวมว่าปอเนาะและตาดีกาทั้งหมดให้การสนับสนุนขบวนการปลดปล่อยปาตานี แม้จะมีบุคคลบางส่วนที่ตัดสินใจเข้าร่วมการต่อสู้ ก็ไม่อาจจะเรียกบุคคลเหล่านั้นว่า ‘ผู้หลงผิด’ เพราะพวกเขาอาจมองว่าตนเองก็เป็น ‘นักรบ’ เฉกเช่นทหารไทยเช่นกัน พวกเขากำลังต่อสู้เพื่อ ‘ชาติ ศาสนา มาตุภูมิ’ ของคนมลายูปาตานี” นักวิชาการผู้ศึกษาชายแดนใต้กล่าว

    เธอเสริมว่ากรณีที่นายทหารส่วนใหญ่มองว่าการเรียนการสอนในโรงเรียนปอเนาะและตาดีกาทำให้เกิดการต่อต้านรัฐไทย เป็น “ความคิดกระแสหลักในฝ่ายความมั่นคงมานานแล้ว” ซึ่งเป็นที่มาของความพยายามเข้าไปจัดการหลักสูตรและการเรียนการสอนในโรงเรียนเหล่านี้ ทั้งที่เรื่องนี้จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

    “ที่ผ่านมาก็มีการส่งทหารพรานเข้าไปสอนในตาดีกา แต่ก็เกิดการต่อต้านจากคนในพื้นที่ สิ่งที่กองทัพพยายามทำคือการไปเปลี่ยนความคิดของคนมลายูมุสลิมให้ยอมรับความเป็นไทย แต่ไม่ได้พยายามจะเข้าใจในประวัติศาสตร์ความเป็นมาของพื้นที่ อัตลักษณ์และวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ ซึ่งมีความแตกต่างจากคนส่วนใหญ่ในประเทศมากเพียงพอ” ผศ.ดร.รุ่งรวีระบุ

    จินตนาการ “ความเป็นชาติ” และ “ความเป็นไทย” ที่ไม่ตรงกัน

    ในช่วงหนึ่งที่แม่ทัพภาคที่ 4 พูดถึงว่าการเรียนภาษาไทยจะช่วยแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ที่ต้นเหตุได้นั้น แนวคิดเช่นนี้ถูกตั้งคำถามจากนักวิชาการทั้งคู่

    รศ.เอกรินทร์บอกว่าแม้โรงเรียนสอนศาสนาใช้ภาษามลายูแบบยาวี และมีการสอนภาษาอาหรับเพื่อให้นักเรียนศึกษาคำสอนทางศาสนาได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กในจังหวัดชายแดนใต้ไม่เข้าใจภาษาไทย ตรงกันข้ามพวกเขาสามารถสื่อสารภาษาไทยได้อย่างดี และสามารถปฏิสัมพันธ์หรือค้าขายข้ามจังหวัดกับคนใช้ภาษาไทยในพื้นที่อื่น ๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว นอกจากนี้ภาษามลายูแบบยาวียังใช้กันแค่ 3 แห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงพื้นที่ชายแดนใต้ของไทย ดังนั้นภาษาดังกล่าวจึงถือว่าเป็นเอกลักษณ์ที่รัฐควรให้คุณค่าด้วยซ้ำไป

    “ผมคิดว่าหน่วยงานความมั่นคงยังติดหล่มอยู่ในเรื่องความเป็นไทย อยากให้ทุกคนเป็นไทยเหมือนกัน ทั้งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งในสภาพความเป็นจริงแล้ว มันไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย คนในพื้นที่นี้เขาก็มีศาสนาของเขาเอง จินตนาการของชาติมันก็มีความย้อนแย้งว่าเขาถูกล่าอาณานิคมโดยสยามในทางประวัติศาสตร์ แม้ว่าในปัจจุบันเราไม่อยากให้พูดเรื่องนี้ แต่ผมคิดว่าเรื่องแบบนี้หากเผยให้เห็นบนโต๊ะ มันก็เป็นเรื่องปกติมาก ทุกประเทศมีช่วงล่าอาณานิคมซึ่งเป็นเรื่องปกติ ปัญหาคือเราไม่อยากให้คนที่นี่พูดความจริง เพราะกลัวว่าหากพูดความจริงจะทำให้คนที่นี่ไม่อยากอยู่กับไทย ความจริงมันไม่ใช่ แต่การพูดความจริงต่างหากที่ทำให้คนที่นี่มีที่มีทาง มีตัวตนในสังคมนี้” นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ ม.อ. กล่าว

    ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินเพิ่มพิเศษค่าภาษามลายูสำหรับข้าราชการพลเรือนที่ประกาศใช้เมื่อปี 2521

    ที่มาของภาพ, กระทรวงการคลัง

    คำบรรยายภาพ, ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินเพิ่มพิเศษค่าภาษามลายูสำหรับข้าราชการพลเรือนที่ประกาศใช้เมื่อปี 2521

    ในทางกลับกัน เขามองว่าเจ้าหน้าที่รัฐต่างหากที่ควรศึกษามลายูก่อนลงมาทำงานในพื้นที่นี้ โดยยกตัวอย่างความก้าวหน้าในปี 2521 ที่กระทรวงการคลังเคยออกระเบียบให้ข้าราชการพลเรือนในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล ที่สามารถใช้ภาษามลายูได้อย่างชำนาญ จะได้รับเงินเพิ่มตั้งแต่ 50-100 บาท/เดือน

    มากกว่าเรื่องของภาษาคือคุณสมบัติของเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกโยกย้ายมาทำงานในพื้นที่ชายแดนใต้ ที่รศ.เอกรินทร์มองว่าควรถูกคัดสรรมาอย่างดี มีความรู้ความสามารถที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว และตั้งใจทำงานจริง ไม่ใช่เพียงแค่ย้ายมาตามลำดับขั้นเพื่อรับตำแหน่งแล้วรอเกษียณ โดยที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่อย่างลึกซึ้ง

    .

    ที่มาของภาพ, THAI NEW PIX

    คำบรรยายภาพ, เยาวชนจำนวนมากจากพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ร่วมใจกันสวมชุดมลายูสีสันสดใส เพื่อแสดงออกถึงความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์และวัฒนธรรมมลายูในช่วงเทศกาลอีฎิ้ลฟิตริในปีนี้

    ขณะเดียวกัน ผศ.ดร.รุ่งรวี กล่าวเสริมว่าที่ผ่านมานโยบายผสมกลมกลืนที่เริ่มทำมาตั้งแต่สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ก็ไม่สามารถสร้างความภักดีกับรัฐไทยในหมู่คนมลายูมุสลิมได้ ทว่านโยบายของรัฐในปัจจุบันยังคงวางอยู่ในฐานคิดนี้ค่อนข้างมาก

    “คำถามคือ ‘ความเป็นไทย’ คืออะไร ความเป็นไทยรวมเอาอัตลักษณ์วัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลายเข้าไปอยู่ในนั้นด้วยหรือไม่ รัฐสามารถยอมรับอัตลักษณ์ความเป็นมลายูได้แค่ไหนเพียงไร ดูผิวเผินก็เหมือนว่ามีการยอมรับ เช่น รัฐส่งเสริมเรื่องการแต่งกายแบบมลายู แม่ทัพบางท่านก็ขึ้นโปสเตอร์ใส่เสื้อผ้าบาติก แต่ถ้าเราดูเรื่องที่ลึกไปกว่านั้น เช่น การยอมรับให้มีการใช้ภาษามลายูเป็นสื่อในการเรียนการสอนวิชาสามัญในโรงเรียน ควบคู่กับภาษาไทย หรือให้ใช้เป็นภาษาทำงานในพื้นที่ เรื่องเหล่านี้ยังมีความละเอียดอ่อนซึ่งรัฐยังคงไม่อนุญาตให้ทำได้ หากรัฐจะส่งเสริม ‘ความเป็นไทย’ เพียงอย่างเดียว ก็อาจจะถูกมองว่าเป็นการดำเนินนโยบายผสมกลมกลืนอีก ซึ่งทำมาแล้วหลายทศวรรษ แต่ยังไม่สามารถทำให้การต่อต้านของคนในพื้นที่ยุติลงได้”

    เธอเห็นว่าหากนิยามความเป็นไทยใหม่ให้โอบอุ้มความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ เข้ามา ก็จะสามารถคลี่คลายความตึงเครียดและความขัดแย้งในพื้นที่นี้ได้

    “ถ้าคนมลายูมุสลิมในชายแดนใต้รู้สึกว่าอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์และศาสนาของพวกเขาได้รับการยอมรับและส่งเสริมจากรัฐ ก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะต้องเรียกร้องการแยกตัวเป็นอิสระอีกต่อไป การปรับวิธิคิดในการแก้ปัญหาจากการเปลี่ยนให้เขาเป็นไทยมาเป็นการยอมรับอัตลักษณ์วัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลายอย่างแท้จริง จึงเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ไขปัญหาในชายแดนใต้” ผศ.ดร.รุ่งรวี กล่าวกับบีบีซีไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cly6p8pgv5jo&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3h96E7HksjEZlPSdbtEpRq

  • 112 พันล้านดอลลาร์; ต้นทุนของสามปีแห่งนโยบายสงครามของเนทันยาฮู ในมุมมองของสถิติ

    112 พันล้านดอลลาร์; ต้นทุนของสามปีแห่งนโยบายสงครามของเนทันยาฮู ในมุมมองของสถิติ

    112 พันล้านดอลลาร์; ต้นทุนของสามปีแห่งนโยบายสงครามของเนทันยาฮู ในมุมมองของสถิติ
    🔹 ตามรายงานของธนาคารกลางอิสราเอลต้นทุนทางการเงินของสงครามที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม ภายใต้คณะรัฐมนตรีของ เบนจามิน เนทันยาฮู ในช่วงปี 2023–2026 ถูกประเมินไว้ที่ราว 112 พันล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้ยัง ไม่รวม การตัดสินใจทางทหารล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน
    🔹 เว็บไซต์ข่าว มะอาริฟ รายงานว่า “ก่อนสงคราม” อัตราหนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ที่ 68% และอาจพุ่งขึ้นเป็น 72% ภายในปี 2030
    🔹 การเพิ่มขึ้นของหนี้เพื่อใช้จ่ายในสงครามและค่าชดเชยหมายถึงอะไร? มันคือภาระที่หนักขึ้นของรัฐหรือไม่ก็ภาษีที่กดทับประชาชนเหมือนลมหายใจที่เริ่มติดขัด
    🔹 ด้วยความเสียหายระดับนี้เอง Bezalel Smotrich รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาเตือนในช่วงก่อนการยอมรับข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านว่า“การหยุดเศรษฐกิจโดยสิ้นเชิงนับตั้งแต่เริ่มสงครามกับอิหร่านได้สร้างความเสียหายที่ไม่อาจแบกรับได้”
    🔹 ในจดหมายถึงเนทันยาฮู เขาระบุว่าต้นทุนทางเศรษฐกิจต่อการปิดประเทศเต็มรูปแบบในแต่ละสัปดาห์อยู่ที่ประมาณ 3.02 พันล้านดอลลาร์และย้ำว่า การหยุดชะงักต่อเนื่องไม่เพียงกระทบผู้ประกอบการแต่ยังเป็นแรงกดดันต่อคลังของรัฐ ที่หนักหนากว่าค่าใช้จ่ายจากสงครามโดยตรงเสียอีก