Category: วัฒนธรรม

  • “ตื่นเช้า” อันตรายกว่านอนดึก? วิจัยฮาร์วาร์ดเฉลยความจริง เตือนคนกลุ่มเสี่ยง! : เช็กข่าวชัวร์

    “ตื่นเช้า” อันตรายกว่านอนดึก? วิจัยฮาร์วาร์ดเฉลยความจริง เตือนคนกลุ่มเสี่ยง! : เช็กข่าวชัวร์

    Fact Check: วิจัยฮาร์วาร์ดชี้ “ตื่นเช้า” อันตรายกว่านอนดึก เสี่ยงโรคหัวใจและสมองจริงหรือ? มีคำตอบ

    ในโลกออนไลน์มีการแชร์ข้อมูลที่สร้างความตระหนกเกี่ยวกับการรักษาสุขภาพ โดยอ้างอิงผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดว่าการตื่นนอนเช้าเกินไปอาจส่งผลเสียต่อร่างกายรุนแรงยิ่งกว่าการนอนดึก จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเชื่อเรื่อง “การตื่นเช้าเป็นสิ่งดี” ที่ปลูกฝังกันมานาน ข้อมูลดังกล่าวระบุว่ามีคนบางกลุ่มที่ไม่ควรตื่นเช้าเพราะอาจเสี่ยงต่อโรคหัวใจและสมอง

    กองบรรณาธิการ Sanook News ตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นนี้ พบว่ามีการนำข้อมูลจากงานวิจัยมาอธิบายเพียงบางส่วนจนอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ (Fake News / Misleading) การตื่นเช้าจะส่งผลเสียก็ต่อเมื่อร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอเท่านั้น ไม่ใช่ว่าการตื่นเช้าเป็นอันตรายด้วยตัวมันเอง ข้อมูลนี้เริ่มถูกพูดถึงอย่างมากในช่วงวันที่ 17 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา

    คำถาม

    จริงหรือไม่ที่งานวิจัยจากฮาร์วาร์ดระบุว่าการตื่นเช้าอันตรายกว่าการนอนดึก และมีกลุ่มคนที่ไม่ควรตื่นเช้าเพราะเสี่ยงต่อโรคหัวใจและสมอง?

    การตรวจสอบ

    กองบรรณาธิการตรวจสอบแล้วพบว่า งานวิจัยจากโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ด (Harvard Medical School) ที่ถูกนำมาอ้างอิงนั้น เป็นการศึกษาเปรียบเทียบระหว่าง “กลุ่มที่นอนหัวค่ำแต่ตื่นเช้ามืด” กับ “กลุ่มที่นอนดึกแต่ตื่นสาย” โดยกำหนดให้ทั้งสองกลุ่มมีชั่วโมงการนอนที่จำกัดเพียง 4 ชั่วโมงเท่ากัน ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มที่ถูกปลุกให้ตื่นตอน 03.00 น. มีสภาวะทางอารมณ์ที่ย่ำแย่และประสิทธิภาพการทำงานลดลงมากกว่ากลุ่มที่นอนดึกแต่ได้ตื่นในเวลาเช้าปกติ

    ประเด็นสำคัญที่การสื่อสารในโซเชียลมีเดียอาจบิดเบือนไปคือ “ปัจจัยเรื่องชั่วโมงการนอน” การตื่นเช้าจะเป็นอันตรายก็ต่อเมื่อเรานอนไม่พอ (Sleep Deprivation) ซึ่งนำไปสู่ภาวะเฉื่อยชาหลังตื่นนอน (Sleep Inertia) ส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันและระบบหัวใจ ไม่ใช่ว่าการตื่นเช้าที่ได้พักผ่อนครบ 7-9 ชั่วโมงจะเป็นอันตราย นอกจากนี้ยังมีการอ้างอิงหลักการแพทย์แผนจีนและผลการศึกษาจากนอร์เวย์ที่ระบุว่าผู้ป่วยความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจควรระมัดระวังการรีบลุกจากที่นอนทันทีในตอนเช้า เนื่องจากความหนืดของเลือดและอุณหภูมิร่างกายที่เปลี่ยนแปลงอาจกระตุ้นอาการเจ็บป่วยได้

    Sanook.com ขอยืนยันว่าข่าวดังกล่าวมีการพาดหัวที่สร้างความเข้าใจผิด ข้อมูลต้นฉบับเน้นย้ำเรื่อง “คุณภาพการนอน” และ “ความยาวของชั่วโมงนอน” มากกว่าการตัดสินว่าเวลาตื่นช่วงไหนดีกว่ากันอย่างเด็ดขาด

    ข้อเท็จจริง

    ข่าวนี้เป็นการบิดเบือนข้อมูลข้อเท็จจริง การตื่นเช้าไม่ได้อันตรายกว่าการนอนดึกหากร่างกายได้รับการพักผ่อนเพียงพอ 7-9 ชั่วโมงต่อวัน งานวิจัยเพียงชี้ให้เห็นว่า “การตื่นเช้ามืดทั้งที่นอนไม่พอ” ส่งผลเสียต่อร่างกายและอารมณ์มากกว่าการนอนดึกแต่ได้นอนในสัดส่วนที่เท่ากันเท่านั้น

    อ้างอิง

    1. Harvard Medical School
    2. Frontiers in Psychiatry
    3. รายงานข่าว ngoisao

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9884166/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10HiaoKZg9MqD-r4mthNMl

  • นายกฯ ลงใต้เคลียร์หลายปัญหา รวมปม “แม่ทัพภาค 4” เชื่อได้ข้อมูลมากกว่าอยู่กรุงเทพฯ : อินโฟเควสท์

    นายกฯ ลงใต้เคลียร์หลายปัญหา รวมปม “แม่ทัพภาค 4” เชื่อได้ข้อมูลมากกว่าอยู่กรุงเทพฯ : อินโฟเควสท์

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงการลงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้วันนี้ ว่า มีความตั้งใจที่จะลงไปตรวจพื้นที่ชายแดนภาคใต้อยู่แล้ว และขณะนี้มีหลายเรื่องเข้ามา จึงตั้งใจจะลงไปกำกับดูแลทุกอย่าง

    ส่วนที่เมื่อคืนนี้ เกิดเหตุความไม่สงบในพื้นที่หลายจุด ทั้ง จ.นราธิวาส และปัตตานี นายอนุทิน กล่าวว่า ขอลงไปดูหน้างานก่อน วันนี้มีรัฐมนตรีหลายคนร่วมลงพื้นที่ด้วย รวมไปถึงฝ่ายกองทัพ และ รมว.ศึกษาธิการ

    ผู้สื่อข่าวถามว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ จะถือโอกาสเคลียร์ดราม่าแม่ทัพภาค 4 ด้วยหรือไม่นั้น นายอนุทิน กล่าวว่า จะมีการลงไปประชุมทั้งศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ซึ่งน่าจะได้ข้อมูลมากกว่าอยู่ที่กรุงเทพฯ รวมไปถึงข้อมูลด้านการข่าว ที่น่าจะมีการพูดคุยกันหลายเรื่อง ที่สำคัญคือเรื่องของการพัฒนาพื้นที่จังหวัดภาคใต้ การจัดสรรงบประมาณเพื่อทำให้เกิดความสะดวก และความเจริญ รวมไปถึงการสร้างโอกาสต่าง ๆ ให้กับประชาชนในพื้นที่

    ด้าน นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีสมาคมสมาพันธ์ รร.เอกชนภาคใต้ เรียกร้องให้ย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ออกจากพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ปมกล่าวหา รร.ปอเนาะ – ตาดีกา เป็นแหล่งบ่มเพราะความรุนแรง ว่า ยังไม่อยากคิดว่าเป็นปัญหาโรงเรียนปอเนาะ ซึ่งวันนี้ตนได้ร่วมคณะกับนายกรัฐมนตรี เพื่อไปดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร โดยจะเป็นการไปสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างโรงเรียน ถือโอกาสที่เพิ่งเข้าตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ ซึ่งจะได้ลงพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ไปดูว่ากระทรวงจะทำอะไรได้บ้าง ในการส่งเสริมการศึกษา การยกระดับมาตรฐานการศึกษาและเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ส่วนกรณีที่โรงเรียนไม่พอใจฝ่ายความมั่นคง ทำให้จะต้องมีการพูดคุยกันด้วยหรือไม่นั้น นายประเสริฐ กล่าวว่า เป็นเรื่องของการทำความเข้าใจ ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ได้ประสานงานกับจังหวัดมาโดยตลอด โดยผู้ว่าราชการจังหวัด มีอำนาจที่จะบริหารจัดการการศึกษาเอกชน ส่วนที่กระทรวงศึกษาธิการ มีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ระดับอำเภอ และระดับจังหวัด ถ้าเกินกว่านั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดในการบูรณาการ ในการดำเนินการแก้ไขในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งวันนี้ถือโอกาสจะไปดูว่ามีประเด็นอะไรบ้าง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRFG0IQ6YIGBEEP0HXZ3LP8XXUQ4HQCR&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2snfObgzX4DjI1S7aRGohD

  • ‘ประเสริฐ’ ร่วมคณะ ‘นายกฯ’ ลง จว.ใต้ ถกปัญหา ‘รร.ปอเนาะ’

    ‘ประเสริฐ’ ร่วมคณะ ‘นายกฯ’ ลง จว.ใต้ ถกปัญหา ‘รร.ปอเนาะ’

    ‘ประเสริฐ จันทรรวงทอง’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  กล่าวถึงกรณีสมาคมสมาพันธ์ รร.เอกชนภาคใต้ เรียกร้องย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ออกจากพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ กรณีกล่าวหา รร.ปอเนาะ – ตาดีกา เป็นแหล่งบ่มเพราะความรุนแรง ว่า จริงๆ ยังไม่อยากคิดว่าเป็นปัญหาโรงเรียนปอเนาะ เป็นโรงเรียนเอกชนที่สอนเกี่ยวกับศาสนาที่เป็นประเด็นในขณะนี้  อยู่ในการกำกับดูแลของคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.) ซึ่งเดิมกระทรวงศึกษาได้กำกับดูแลอยู่แล้ว มีการตั้งคณะกรรมการร่วม โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ และจังหวัดใกล้เคียง มีทั้งสช.ระดับจังหวัด และระดับอำเภอ  ที่ทำหน้าที่กำกับดูแลโรงเรียนอยู่  

    วันนี้ได้ร่วมคณะนายกรัฐมนตรี เพื่อไปดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ว่าเป็นอย่างไร  และเป็นการไปสร้างความเข้าใจกันระหว่างโรงเรียน ถือโอกาสที่เพิ่งเข้าตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  ซึ่งจะได้ลงพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ไปดูว่ากระทรวงจะทำอะไรได้บ้าง ในการส่งเสริมการศึกษา การยกระดับมาตรฐานการศึกษาและเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง  

    ส่วนโรงเรียนไม่พอใจฝ่ายความมั่นคง ต้องมีการพูดคุยกันด้วยหรือไม่นั้น ต้องเป็นเรื่องของการทำความเข้าใจ ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการได้ประสานงานกับจังหวัดมาโดยตลอด โดยผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจที่จะบริหารจัดการการศึกษาเอกชน ที่กระทรวงศึกษาธิการมีสช.ระดับอำเภอ และระดับจังหวัด ถ้าเกินกว่านั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดในการบูรณาการ ในการดำเนินการแก้ไขในเรื่องต่างๆ  ซึ่งวันนี้ถือโอกาสจะไปดูว่ามีประเด็นอะไรบ้าง  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/politics/prasert-chantharawongthong-april-17-2026&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2anxm7L8BmIXzdMmQuwmON

  • สวีเดนสั่งยกเลิกหน้าจอในห้องเรียน กลับไปใช้หนังสือและปากกา

    สวีเดนสั่งยกเลิกหน้าจอในห้องเรียน กลับไปใช้หนังสือและปากกา

    สวีเดนกำลังทำสิ่งที่หลายประเทศมองว่าเป็นเรื่องย้อนยุค โดยรัฐบาลกำลังตัดสินใจลดบทบาทของหน้าจอในห้องเรียนลงอย่างจริงจัง แล้วดึงหนังสือเรียน กระดาษ และปากกากลับมาแทน เป้าหมายคือแก้ปัญหาทักษะการอ่านเขียนของเด็กสวีเดนที่ร่วงลงต่อเนื่อง

    นโยบายนี้เรียกว่า från skärm till pärm ที่แปลตรงตัวว่า จากหน้าจอกลับสู่หนังสือ

    เกิดอะไรขึ้นในห้องเรียนสวีเดน

    สวีเดนเป็นหนึ่งในประเทศที่เปิดรับเทคโนโลยีในห้องเรียนเร็วที่สุด แล็ปท็อปเริ่มเข้ามาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2000 ถึงต้นทศวรรษ 2010 พอปี 2015 นักเรียนมัธยมในโรงเรียนรัฐราว 80% มีอุปกรณ์ดิจิทัลใช้เป็นของตัวเอง

    ปี 2019 รัฐบาลชุดก่อนซึ่งนำโดยพรรค Social Democrat ผลักดันให้แท็บเล็ตเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรระดับอนุบาล ด้วยเหตุผลว่าต้องเตรียมเด็กเล็กให้พร้อมสำหรับโลกดิจิทัลตั้งแต่เนิ่น ๆ แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นอย่างที่หวัง

    เพราะ PISA คือการทดสอบมาตรฐานการศึกษาระดับนานาชาติของ OECD วัดทักษะการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ของเด็กอายุ 15-16 ปี ใช้เปรียบเทียบคุณภาพการศึกษาระหว่างประเทศทั่วโลก

    สวีเดนเคยเป็นประเทศที่ทำคะแนนได้ดีมาก แต่ร่วงหนักในปี 2012 ฟื้นตัวได้ช่วงหนึ่ง แล้วร่วงอีกครั้งทั้งคณิตศาสตร์และการอ่านเมื่อปี 2022 แม้จะยังสูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD เล็กน้อย แต่คะแนนด้านการอ่านต่ำกว่าอังกฤษ สหรัฐฯ เดนมาร์ก และฟินแลนด์ เด็กราว 24% ไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นพื้นฐานของการอ่านจับใจความ

    Dr. Sissela Nutley นักประสาทวิทยาจากสถาบัน Karolinska ในสตอกโฮล์ม ชี้ว่าเทคโนโลยีทำให้เด็กเสียสมาธิ โดยเฉพาะเมื่อเห็นสิ่งที่เด็กคนอื่นทำบนหน้าจอ งานวิจัยระดับนานาชาติยังพบว่าการอ่านบนอุปกรณ์ดิจิทัลทำให้ประมวลผลข้อมูลได้ยากขึ้น และการใช้หน้าจอมากเกินไปอาจส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองของเด็กเล็ก

    Andreas Schleicher ผู้อำนวยการด้านการศึกษาของ OECD ย้ำว่าต้องระวังเรื่องการสรุปเหตุและผล แต่ยอมรับว่าสวีเดนนำเทคโนโลยีเข้าห้องเรียนในระดับที่เรียกว่า extreme เมื่อเทียบกับประเทศอื่น เพราะใส่อุปกรณ์เข้าไปเยอะโดยไม่มีเป้าหมายทางการสอนที่ชัดเจน

    รายงานของ OECD เมื่อเดือนมกราคมปีนี้สรุปว่าโดยรวมแล้วเด็กสวีเดนได้ประโยชน์จากเครื่องมือดิจิทัล แต่การใช้อุปกรณ์ดิจิทัลมากในวิชาคณิตศาสตร์สัมพันธ์กับคะแนนที่ต่ำลง แม้ยังสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ใช้เลย

    เริ่มต้นนโยบาย ‘จากจอกลับสู่หนังสือ’

    Joar Forsell โฆษกด้านการศึกษาของพรรค Liberal ซึ่งหัวหน้าพรรคดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ บอกตรง ๆ ว่าเป้าหมายคือการเอาหน้าจอออกจากห้องเรียนให้มากที่สุด ระดับเด็กเล็กไม่ควรมีหน้าจอเลย

    สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ตั้งแต่ปี 2025 โรงเรียนอนุบาลไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือดิจิทัลอีกต่อไป แท็บเล็ตไม่ถูกแจกให้เด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ ภายในปีนี้จะออกกฎห้ามใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียนทุกกรณี แม้จะอ้างว่าใช้เพื่อการเรียนก็ตาม

    รัฐบาลจัดสรรงบกว่า 2.1 พันล้านโครนาสวีเดน (ราว 7 พันล้านบาท) เพื่อซื้อหนังสือเรียนและคู่มือครู และหลักสูตรใหม่ที่เน้นการเรียนจากตำราจะเริ่มใช้ในปี 2028

    Forsell ยืนยันว่าการอ่านหนังสือจริง เขียนบนกระดาษจริง และคิดเลขบนกระดาษจริง ดีกว่าหน้าจอ ถ้าอยากให้เด็กได้ความรู้ที่ต้องการ

    แต่ฝั่งตรงข้ามก็มีเสียงดังไม่แพ้กัน สมาคม Swedish Edtech Industry ออกรายงานเตือนว่าการศึกษาที่เน้น Analog มากเกินไปจะทำให้เด็กไม่พร้อมสำหรับโลกการทำงาน Jannie Jeppesen ซีอีโอของสมาคมและอดีตครู อ้างรายงานของ EU ที่ประเมินว่า 90% ของงานในอนาคตอันใกล้จะต้องใช้ทักษะดิจิทัล

    ประเด็นนี้มีน้ำหนัก เพราะสวีเดนเป็นประเทศที่ผลิต Unicorn ได้มากที่สุดในยุโรปเมื่อเทียบกับขนาดประชากรทั้ง Spotify และ Legora แพลตฟอร์ม AI สำหรับวงการกฎหมาย ล้วนเกิดที่นี่ Jeppesen เตือนว่าบริษัทเหล่านี้อาจย้ายไปที่อื่น ถ้าหาคนที่มีทักษะ IT ในประเทศไม่ได้

    อีกประเด็นคือเรื่อง AI รัฐบาลต้องการให้โรงเรียนมัธยมสอนเรื่องโอกาสและความเสี่ยงของ AI แต่ไม่ได้วางแผนสอนในระดับเด็กเล็ก Prof. Linnéa Stenliden จากมหาวิทยาลัย Linköping เตือนว่าสิ่งนี้จะสร้าง Digital Divide หรือช่องว่างทางดิจิทัล เด็กจากครอบครัวฐานะดีที่พ่อแม่สอนเรื่อง AI ได้จะได้เปรียบ ขณะที่เด็กจากครอบครัวที่เข้าไม่ถึงเทคโนโลยีจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

    Jeppesen มองว่าจุดยืนของรัฐบาลเป็นเรื่อง populistic เน้นขายนโยบายที่ฟังดูดี แต่เบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาจริง ๆ อย่างการกระจายทรัพยากรการศึกษาที่ไม่เท่าเทียม ตามที่รายงานของหน่วยงานการศึกษาสวีเดนเมื่อเดือนมีนาคมปีนี้ระบุไว้

    Forsell ยืนยันว่าเด็กไม่ควรเรียนเรื่อง AI ก่อนที่จะอ่านออกเขียนได้ และปฏิเสธว่านโยบายนี้จะเพิ่มความเหลื่อมล้ำ เขามองว่าการให้การศึกษาที่ดีต่างหากที่จะช่วยลดช่องว่าง

    คำตอบว่าใครถูกยังไม่มี แต่สิ่งที่สวีเดนกำลังทดลองอยู่คือบทเรียนสำหรับทุกประเทศ เทคโนโลยีในห้องเรียนไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป และการถอดมันออกก็ไม่ใช่เช่นกัน สิ่งที่สำคัญกว่าคือใช้อย่างไร ใช้เมื่อไหร่ และใช้เพื่ออะไร

    อ้างอิง: bbc

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/sweden-back-to-basics-books-over-screens&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3K4jbcbP5LvuWyflk-bnli

  • คลิปคนหน้าคล้าย ฟิล์ม ธนภัทร จูบ นนท์ อินทนนท์ กลางปาร์ตี้สงกรานต์ – ผู้หญิง

    คลิปคนหน้าคล้าย ฟิล์ม ธนภัทร จูบ นนท์ อินทนนท์ กลางปาร์ตี้สงกรานต์ – ผู้หญิง

    คลิปคนหน้าคล้าย ฟิล์ม ธนภัทร จูบ นนท์ อินทนนท์. ภาพจาก TikTok Black Star’s Whisper. กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ภายหลังช่วงเทศกาลสงกรานต์ เมื่อมีการ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://women.kapook.com/view300352.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rFQOn_bQiLJhRnQsLh-Jk

  • รมว.ศธ.เตรียมร่วม ครม.ลงพื้นที่ 3 จชต.ยกระดับมาตรฐานการศึกษา-เคลียร์ปมความรุนแรง

    รมว.ศธ.เตรียมร่วม ครม.ลงพื้นที่ 3 จชต.ยกระดับมาตรฐานการศึกษา-เคลียร์ปมความรุนแรง

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ เรียกร้องให้ย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ออกจากพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ หลังกล่าวหาโรงเรียนปอเนาะ-ตาดีกา เป็นแหล่งบ่มเพราะความรุนแรง ว่า ไม่อยากคิดว่าเป็นปัญหา โรงเรียนปอเนาะเป็นโรงเรียนเอกชนที่สอนเกี่ยวกับศาสนาที่เป็นประเด็นในขณะนี้  อยู่ในการกำกับดูแลของคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ซึ่งเดิมกระทรวงศึกษาได้กำกับดูแลอยู่แล้ว มีการตั้งคณะกรรมการร่วม โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ และจังหวัดใกล้เคียง มีทั้งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.) ระดับจังหวัด และระดับอำเภอ  ที่ทำหน้าที่กำกับดูแลโรงเรียนอยู่

    อย่างไรก็ตาม จะร่วมคณะกับนายกรัฐมนตรี เพื่อไปดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร และเป็นการไปสร้างความเข้าใจกันระหว่างโรงเรียน ถือโอกาสที่ตนเพิ่งเข้ารับตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ ลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพื่อไปดูว่ากระทรวงจะทำอะไรได้บ้าง ในการส่งเสริมการศึกษา การยกระดับมาตรฐานการศึกษาและเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000036270&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZFvWL76jcZLYs0xw0E9A7

  • “ประเสริฐ” เล็งยกระดับการศึกษา 3 จังหวัดชายแดนใต้

    “ประเสริฐ” เล็งยกระดับการศึกษา 3 จังหวัดชายแดนใต้


    “ประเสริฐ” ยัน สช.กำกับดูแล รร.ปอเนาะอยู่แล้ว เผย วันนี้ร่วมคณะนายกฯ ลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ หวังใช้โอกาสนี้ทำความเข้าใจ เล็งยกระดับการศึกษาในพื้นที่ 

    ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6 ) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  กล่าวถึงกรณี สมาคมสมาพันธ์ รร.เอกชนภาคใต้ เรียกร้องย้าย แม่ทัพภาคที่ 4 ออกจากพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ปมกล่าวหา รร.ปอเนาะ – ตาดีกา เป็นแหล่งบ่มเพราะความรุนแรง ว่า จริงๆ ยังไม่อยากคิดว่าเป็นปัญหาโรงเรียนปอเนาะ เป็นโรงเรียนเอกชนที่สอนเกี่ยวกับศาสนาที่เป็นประเด็นในขณะนี้  อยู่ในการกำกับดูแลของคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ซึ่งเดิมกระทรวงศึกษาได้กำกับดูแลอยู่แล้ว มีการตั้งคณะกรรมการร่วม โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ และจังหวัดใกล้เคียง มีทั้งสช.ระดับจังหวัด และระดับอำเภอ  ที่ทำหน้าที่กำกับดูแลโรงเรียนอยู่ อย่างไรก็ตาม วันนี้ตนได้ร่วมคณะนายกรัฐมนตรี เพื่อไปดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร  และเป็นการไปสร้างความเข้าใจกันระหว่างโรงเรียน ถือโอกาสที่ ตนเพิ่งเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  ซึ่งจะได้ลงพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ไปดูถึงว่ากระทรวงจะทำอะไรได้บ้าง ในการส่งเสริมการศึกษา การยกระดับมาตรฐานการศึกษาและเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้อง 

    เมื่อถามว่า โรงเรียนไม่พอใจฝ่ายความมั่นคง ต้องมีการพูดคุยกันด้วยหรือไม่  นายประเสริฐ กล่าวว่า ต้องเป็นเรื่องของการทำความเข้าใจ ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการได้ประสานงานกับจังหวัดมาโดยตลอด โดยผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจที่จะบริหารจัดการการศึกษาเอกชน ที่กระทรวงศึกษาธิการ มีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ระดับอำเภอ และระดับจังหวัด ถ้าเกินกว่านั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดในการบูรณาการ ในการดำเนินการแก้ไขในเรื่องต่างๆ  ซึ่งวันนี้ถือโอกาสจะไปดูว่ามีประเด็นอะไรบ้าง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/42019&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0d5Qrm7JSr2OWzytJuz6x2

  • ‘ประเสริฐ’ ร่วมคณะลงใต้ หวังทำความเข้าใจ รร.ปอเนาะ เล็งยกระดับการศึกษาในพื้นที่

    ‘ประเสริฐ’ ร่วมคณะลงใต้ หวังทำความเข้าใจ รร.ปอเนาะ เล็งยกระดับการศึกษาในพื้นที่

    ‘ประเสริฐ’ เผยร่วมคณะนายกฯ ลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ หวังใช้โอกาสนี้ทำความเข้าใจ รร.ปอเนาะ เล็งยกระดับการศึกษาในพื้นที่

    17 เม.ย. 2569- ที่สนามบินดอนเมือง กองบิน 6 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณี สมาคมสมาพันธ์ รร.เอกชนภาคใต้ เรียกร้องย้าย แม่ทัพภาคที่ 4 ออกจากพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ปมกล่าวหา รร.ปอเนาะ – ตาดีกา เป็นแหล่งบ่มเพราะความรุนแรง ว่า จริงๆ ยังไม่อยากคิดว่าเป็นปัญหาโรงเรียนปอเนาะ เป็นโรงเรียนเอกชนที่สอนเกี่ยวกับศาสนาที่เป็นประเด็นในขณะนี้ อยู่ในการกำกับดูแลของคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.)ซึ่งเดิมกระทรวงศึกษาได้กำกับดูแลอยู่แล้ว มีการตั้งคณะกรรมการร่วม โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ และจังหวัดใกล้เคียง มีทั้งสช.ระดับจังหวัด และระดับอำเภอ ที่ทำหน้าที่กำกับดูแลโรงเรียนอยู่

    อย่างไรก็ตาม วันนี้ตนได้ร่วมคณะนายกรัฐมนตรี เพื่อไปดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ว่าเป็นอย่างไร และเป็นการไปสร้างความเข้าใจกันระหว่างโรงเรียน ถือโอกาสที่ ตนเพิ่งเข้าตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งจะได้ลงพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ไปดูถึงว่ากระทรวงจะทำอะไรได้บ้าง ในการส่งเสริมการศึกษา การยกระดับมาตรฐานการศึกษาและเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้อง

    เมื่อถามว่าส่วนโรงเรียนไม่พอใจฝ่ายความมั่นคง ต้องมีการพูดคุยกันด้วยหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า ต้องเป็นเรื่องของการทำความเข้าใจ ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการได้ประสานงานกับจังหวัดมาโดยตลอด โดยผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจที่จะบริหารจัดการการศึกษาเอกชน ที่กระทรวงศึกษาธิการมีสช.ระดับอำเภอ และระดับจังหวัด ถ้าเกินกว่านั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดในการบูรณาการ ในการดำเนินการแก้ไขในเรื่องต่างๆ ซึ่งวันนี้ถือโอกาสจะไปดูว่ามีประเด็นอะไรบ้าง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/981182/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JIHltQXqvyDgwiPx_D9fj

  • ร้อนระอุ “3 สมาคมการศึกษาชายแดนใต้” ยื่นหนังสือจี้ย้าย “แม่ทัพภาคที่ 4” พ้นพื้นที่ | TOPNEWS

    ร้อนระอุ “3 สมาคมการศึกษาชายแดนใต้” ยื่นหนังสือจี้ย้าย “แม่ทัพภาคที่ 4” พ้นพื้นที่ | TOPNEWS

    ร้อนระอุ “3 สมาคมการศึกษาชายแดนใต้” ยื่นหนังสือจี้ย้าย “แม่ทัพภาคที่ 4” พ้นพื้นที่

    #topnewstv #แม่ทัพภาคที่4 #ชายแดนใต้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1549504&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dDNGZRpqiih3NSP6NIshm

  • รมว.ศธ. นั่งหัวโต๊ะหารือ กสศ. ลุย 5 วาระเร่งด่วน ลดเหลื่อมล้ำการศึกษาไทย

    รมว.ศธ. นั่งหัวโต๊ะหารือ กสศ. ลุย 5 วาระเร่งด่วน ลดเหลื่อมล้ำการศึกษาไทย

    รมว.ศธ. นั่งหัวโต๊ะหารือ กสศ. ลุย 5 วาระเร่งด่วน ลดเหลื่อมล้ำการศึกษาไทย


    17/04/2569 | 136 |

    นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)หารือแนวทางขับเคลื่อนนโยบายลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)

    วันนี้ (16 เมษายน 2569) เวลา 13.30 น. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)หารือแนวทางขับเคลื่อนนโยบายลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยมีนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เข้าร่วมผ่านระบบออนไลน์ ตลอดจนนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และผู้บริหารระดับสูงจาก ศธ. เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

    รมว.ศธ. เปิดเผยว่า ในวันนี้เป็นการหารือร่วมกันระหว่าง กสศ. ใน 5 ประเด็นสำคัญและเร่งด่วน หนึ่งคือ การขับเคลื่อนโครงการทุน ODOS (Outstanding Development Opportunity Scholarship) ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนที่มีความรู้ความสามารถ แต่รายได้น้อย ได้ศึกษาต่อในต่างประเทศ โดยได้หารือถึงแนวทางการสนับสนุนงบประมาณนักเรียนทุน ODOS รุ่นที่ 3-4 และการเตรียมความพร้อมนักเรียนทุนฯ รุ่นที่ 5-6 อีกหนึ่งเรื่องคือโครงการ Thailand Zero Dropout Plus (TZD+) ที่มุ่งแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนที่หลุดออกนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ ซึ่งเดิมมีเด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษาประมาณ 1 ล้านคน แต่จากการดำเนินการที่ผ่านมาจำนวนเด็กที่หลุดออกนอกระบบการศึกษา ลดลงเหลือประมาณ 6 แสนคน ซึ่งจากนี้ไป ได้มอบหมายให้แต่ละหน่วยงานหาแนวทางในการลดจำนวนเด็กที่หลุดออกนอกระบบให้ได้มากที่สุดในปีถัดไป

    “ในขั้นแรก ได้สั่งการให้ ศธ. ทำงานคู่กับ กสศ. จัดทำคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout ระดับชาติ และคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการทุน ODOS ชุดใหม่ เสนอต่อนายกรัฐมนตรีลงนามคำสั่ง เพื่อสานต่อทั้งสองโครงการให้รุดหน้ายิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังหารือเกี่ยวกับแนวทางปฏิรูปสูตรการจัดสรรงบประมาณเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาแก่โรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ทุรกันดาร เพื่อให้การจัดสรรทรัพยากรทางการศึกษาสะท้อนความเป็นธรรมและตอบโจทย์เด็กยากจนในพื้นที่ห่างไกล ให้เข้าถึงคุณภาพทางการศึกษา และท้ายสุดคือเรื่องการผลิตครูเพื่อสร้างครูที่มีคุณภาพ ให้สามารถกระจายตัวตามภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนครูในพื้นที่ห่างไกล และตอบสนองต่อความต้องการของท้องถิ่น” รมว.ศธ.กล่าว

    อย่างไรก็ตาม การเข้าพบครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทระหว่าง ศธ. กับ กสศ. ในฐานะหุ้นส่วนเชิงนโยบายที่พร้อมทำงานเคียงข้างกันอย่างแข็งขัน เพื่อให้เด็กและเยาวชนไทยทุกคน ไม่ว่าจะเกิดมาในครอบครัวใด หรืออยู่ในพื้นที่ใดของประเทศ ได้รับโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมและมีคุณภาพอย่างแท้จริง

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/163115


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/495131&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1S4vUWAWe_doQNBGWvgzIk