Category: วัฒนธรรม

  • สลด! มือปืนวัย 17 บุกกราดยิงในโรงเรียนตุรกี เจ็บ 16 ก่อนจบชีวิตหนีผิด

    สลด! มือปืนวัย 17 บุกกราดยิงในโรงเรียนตุรกี เจ็บ 16 ก่อนจบชีวิตหนีผิด

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/international/141541&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jli8AOwmt4KtvhvDBub99

  • เมื่อวันสงกรานต์กลายเป็นใบอนุญาตในการ(ถูก)ล่วงละเมิดทางเพศ (?)

    เมื่อวันสงกรานต์กลายเป็นใบอนุญาตในการ(ถูก)ล่วงละเมิดทางเพศ (?)

    ก่อนอื่นต้องขอกล่าวสวัสดีต่อผู้อ่านทุกท่านว่า ‘สวัสดีวันปีใหม่ไทย’ และ ‘สุขสันต์วันสงกรานต์’
    หนึ่งในประเพณีไทย ที่เป็นวันหยุดแห่งชาติ ให้ทุกคนได้กลับบ้านไปรดน้ำดำหัวญาติผู้ใหญ่ หรือเล่นน้ำกับเพื่อนและครอบครัว

    สงกรานต์เป็นประเพณีที่เป็นที่รู้จักทั่วโลก เพราะเมื่อปี 2566 ‘สงกรานต์’ ได้ขึ้นทะเบียนในบัญชีรายชื่อตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้แห่งมวลมนุษยชาติ (Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity: RL) ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ 2003 (2003 Convention for the Safeguarding of the Intangible Cultural Heritage) ขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization: UNESCO) โดยได้ขึ้นทะเบียนในชื่อ สงกรานต์ในประเทศไทย (Songkran in Thailand, Traditional Thai New Year)

    การขึ้นทะเบียนวันสงกรานต์ ไม่ใช่เพียงแค่ความภาคภูมิใจของคนไทย แต่ยังเป็นการสร้างความตระหนักรู้ถึงคุณค่าและความสำคัญของวันสงกรานต์ ในฐานะประเพณีและมรดกทางวัฒนธรรมไทย ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นของสังคมไทยและชุมชน ในการเข้าถึง พัฒนา และสงวนรักษา ประเพณีดังกล่าวแก่คนรุ่นต่อไป

    ปัจจุบันสงกรานต์ก็ได้แปรเปลี่ยนสู่การเป็นเทศกาลที่นอกจากคนไทยจะร่วมเฉลิมฉลองแล้ว ยังเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง เพราะจากการแปรเปลี่ยนและพัฒนาตามการเวลา ก็ทำให้สงกรานต์กลายเป็นอีกหนึ่งธีมในการใช้เพื่อการตลาดต่างๆ เช่น คอนเสิร์ต ตลาดนัด หรือแม้แต่ห้างสรรพสินค้า

    อย่างไรก็ตาม ในวันนี้เราจะมาแลกเปลี่ยนความเห็นกันในคอลัมน์เจนเดอร์ (Gender) จึงอยากหยิบประเด็นหนึ่งที่เกิดขึ้นจริง แต่มักถูกมองข้ามมาพูดถึง อย่างการล่วงละเมิดทางเพศ (Sexual Assualt/ Harrassment) 

    แน่นอนว่า ‘การล่วงละเมิดทางเพศ’ เป็นพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ แต่ทำไมจึงมักเกิดขึ้นในวันสงกรานต์

    อาจเพราะในพื้นที่ที่มีการเล่นสงกรานต์ทำให้ ‘การขอความยินยอม’ (Consent) เลือนลางไป จากการที่ต้องไปเล่นน้ำ-ประแป้ง ในพื้นที่สาธารณะร่วมกับคนแปลกหน้า ที่ทำให้ตามมาซึ่งการประชิดตัว และการจับเนื้อต้องตัว ที่มักเกิดจากการอ้างถึงการเล่น หรือแม้แต่ความเป็นธรรมเนียม

    แต่ในความเป็นจริงแล้วมีหลายกรณีมากที่เกิดขึ้นในวันสงกรานต์ อันถือเป็นความรุนแรงทางเพศ ไปจนถึงการล่วงละเมิดทางเพศ ทั้งการถูกลวนลามทางร่างกาย การถูกลวนลามทางวาจา และการถูกลวนลามทางสายตา ซึ่งเป็นผลจากหลากหลายประการ เช่น ความมึนเมาจากการดื่มแอลกอฮอล์และยาเสพติด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับมุมมองในเชิงอำนาจ

    มุมมองในเชิงอำนาจ (Power Perspective and Relations) คือ แว่นตาที่ใช้มองสังคม ถึงความสัมพันธ์และความสามารถในการควบคุม บุคคล กลุ่ม หรือสถาบัน ให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่ต้องการ ความได้เปรียบทางสังคม หรือแม้แต่การคงไว้ซึ่งอำนาจ

    กล่าวคือทัศนคติของคนที่ถูกหล่อหลอมจากปิตาธิปไตย (Patriarchy) หรือระบบชายเป็นใหญ่ ว่าตนสามารถฉวยโอกาสในจับเรือนร่าง และอวัยวะเพศของผู้อื่นได้ หรือแม้แต่การประแป้งด้วยเจตนาคุกคาม อย่างไม่เคารพในสิทธิและเสรีภาพ จากเหตุแห่งการแต่งตัวล่อแหลม หรือการยินยอมให้กระทำเพียงเพราะมาเล่นสงกรานต์ 

    เมื่อพูดถึงปิตาธิปไตยแน่นอนว่าเป็นการกล่าวถึงอำนาจในมือของผู้ชาย ที่มอบโอกาสในการกระทำพฤติกรรมต่างๆ ได้อย่างมีเหตุผลรองรับ แม้จะผิดแค่ไหนก็ตาม แต่ในทางกลับกัน ‘ผู้ชาย’ เองก็ตกเป็นเหยื่อจากโครงสร้างดังกล่าว จากการถูกลวนลาม โดยผู้หญิงและผู้มีความหลากหลายทางเพศเช่นกัน

    ด้วยโครงสร้างสังคมชายเป็นใหญ่ และมุมมองในเชิงอำนาจ ได้ส่งเสริมกันให้ ‘การลวนลาม’ เป็นเรื่องปกติ จากการมองว่าไม่เกิดความเสียหายในเชิงกายภาพ หรือ อาการบาดเจ็บ ไปจนถึงความยินยอม จากการเลือกมาเล่นสงกรานต์ในพื้นที่นั้นๆ โดยมักนำไปสู่ ‘การกล่าวโทษเหยื่อ’ (Victim-Blaming) 

    การกล่าวโทษเหยื่อ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างเป็นประจำ ไม่แม้แต่ช่วงสงกรานต์ เพราะโครงสร้างสังคมชายเป็นใหญ่ และมุมมองในเชิงอำนาจ ได้พยายามคงไว้ซึ่งอำนาจ จึงสร้างแนวคิดในการกล่าวโทษผู้ถูกกระทำ ว่าเป็นต้นเหตุของเหตุอันตรายนั้นๆ เช่น พฤติกรรมที่แสดงถึงการยินยอมให้เกิดเหตุ และการแต่งกายเปิดเผยเรือนร่างเหมือนเป็นการเชื้อเชิญ ซึ่งเป็นการเบี่ยงเบนความผิดของผู้กระทำผิดให้มีความชอบธรรม อันส่งผลให้เหยื่อถูกซ้ำเติมทางจิตใจและไม่กล้าร้องเรียนความยุติธรรม ซึ่งมักฝังรากอยู่ในอุดมการณ์ ‘สมมุติฐานที่เที่ยงธรรม’ (Just World Hypothesis) ที่เชื่อว่าคนดีจะไม่ได้รับผลกรรมไม่ดี

    แม้ว่าประเทศไทยจะมีการพัฒนากฎหมายที่ครอบคลุมการคุกคาม และความรุนแรงทางเพศมากขึ้นแล้ว แต่การมีอยู่ของกฎหมายเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอ หากปราศจากการบังคับใช้อย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ 

    การสร้างพื้นที่ปลอดภัยในเทศกาลสงกรานต์ ไม่ใช่เพียงหน้าที่ของตัวบทกฎหมาย แต่คือความรับผิดชอบร่วมกันของสังคม ตั้งแต่ผู้มีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมาย ผู้จัดงาน ไปจนถึงประชาชนทุกคน ในการยืนยันว่า ‘ความสนุกสนาน’ จะต้องไม่ตั้งอยู่บนการละเมิดสิทธิของผู้อื่น เพราะในท้ายที่สุดแล้ว สงกรานต์ไม่ควรเป็น ‘ข้อยกเว้น’ ของความยินยอม และไม่ควรถูกใช้เป็น ‘ใบอนุญาต’ ในการถูกลวนลาม และการล่วงละเมิดทางเพศผู้อื่น

    แม้ว่าประเพณีสงกรานต์ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ในฐานะมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ที่ได้พัฒนาสู่การเป็นวัฒนธรรมร่วมสมัย และต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ก็ย่อมนำมาซึ่งทั้งโอกาสและความท้าทายควบคู่กันไป เพราะในขณะที่เทศกาลถูกผลิตซ้ำให้กลายเป็นสินค้า และประสบการณ์เพื่อการบริโภคแล้ว ภาพของ ‘ความสนุกแบบไร้ขอบเขต’ ก็เปิดช่องให้พฤติกรรมการล่วงละเมิดทางเพศ ถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพจำเชิงลบ ที่เป็นเนื้อเดียวกันกับเทศกาลสงกรานต์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
    คำถามที่ตามมาคือ สงกรานต์กลายเป็นภาพจำของการยินยอมให้ถูกล่วงละเมิดทางเพศ หรือ ความจริงแล้วปัญหาไม่ใช่การเล่นน้ำ-ประแป้ง แต่อาจเป็นสังคมที่ไม่เคยเรียนรู้ถึงสิทธิในเรือนร่างของผู้อื่น ที่อาจกำลังผลิตซ้ำ ‘วัฒนธรรมแห่งความไม่ปลอดภัย’ ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย

    ที่มา:  

    https://theactive.thaipbs.or.th/news/safety-20260410-2
    https://www.mfa.go.th/th/content/songkran-ich?cate=5d5bcb4e15e39c306000683d
    https://www.psy.chula.ac.th/th/feature-articles/article-victimblame/

    Tags: , , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/gender-songkranandharassment/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2REgPKX_Dijep0tKtaGpJY

  • ทหารอิสราเอลยิงแก๊สน้ำตาใส่เด็กนักเรียนปาเลสไตน์ | TOPNEWS

    ทหารอิสราเอลยิงแก๊สน้ำตาใส่เด็กนักเรียนปาเลสไตน์ | TOPNEWS

    ทหารอิสราเอลยิงแก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมเด็กนักเรียนปาเลสไตน์ ในเขตเวสต์แบงก์ หลังเด็กๆ รวมตัวกันนั่งประท้วง เพราะถูกปิดทางเข้าโรงเรียน และต้องหยุดเรียนไปแล้วนานกว่า 40 วัน
    .
    สำนักข่าว AFP รายงานว่า เกิดเหตุทหารอิสราเอลใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมเด็กนักเรียนปาเลสไตน์ในเวสต์แบงก์ โดยเหตุเกิดขึ้นเมื่อเด็กนักเรียนในพื้นที่อุมม์ อัล-ไคร์ หมู่บ้านเล็กๆ ในเขตมาซาเฟอร์ ยัตตา ทางตอนใต้ของเวสต์แบงก์ ได้รวมตัวจัดการเรียนกลางแจ้งในรูปแบบการนั่งประท้วง เพื่อเรียกร้องให้สามารถเข้าถึงโรงเรียนได้ หลังเส้นทางดังกล่าว ถูกปิดกั้นด้วยรั้วลวดหนาม ที่ผู้ตั้งถิ่นฐานจากนิคมคาร์เมลสร้างขึ้น เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในวันเปิดเรียนวันแรก หลังการหยุดเรียนไปนานกว่า 40 วัน จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาค ที่ปะทุขึ้นก่อนหน้านี้
    .
    พยานในพื้นที่ระบุว่า ขณะที่มีการชุมนุม เจ้าหน้าที่ทหารจากกองกำลังป้องกันอิสราเอล (หรือ IDF) ได้เข้ามาในพื้นที่ และสลายการรวมตัว โดยมีการยิงแก๊สน้ำตาใส่กลุ่มเด็กนักเรียน ทำให้เกิดความตื่นตระหนก เด็กหลายคนร้องไห้และวิ่งหนีออกจากพื้นที่ เด็กหญิงวัย 12 ปีรายหนึ่งเล่าว่า เธอถูกแก๊สน้ำตาและรู้สึกหวาดกลัวอย่างมากกับเหตุการณ์ดังกล่าว
    .
    ด้าน IDF ชี้แจงกับ AFP ว่า ได้ส่งกำลังเข้าพื้นที่อุมม์ อัล-ไคร์ เนื่องจากมีรายงานการรวมตัวที่ผิดปกติของชาวปาเลสไตน์ และได้สลายการชุมนุมดังกล่าว ซึ่งก็ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด อย่างไรก็ดี ทาง IDF ไม่ได้ยืนยันรายละเอียดเรื่องการใช้แก๊สน้ำตา ขณะที่ภาพจาก AFP แสดงให้เห็นการยิงแก๊สน้ำตา และกลุ่มเด็กที่กำลังแตกตื่น จนต้องพยายามหลบหนีออกจากพื้นที่
    .
    ในส่วนทางด้านเจ้าหน้าที่การศึกษาท้องถิ่น ก็ได้เปิดเผยว่า การรวมตัวของเด็กนักเรียน เป็นการประท้วงเชิงสัญลักษณ์ เพื่อเรียกร้องสิทธิในการเข้าถึงโรงเรียน เพราะในอิสราเอลและสหรัฐ มีการเรียนการสอนทางไกล แต่ในพื้นที่นี้ไม่มีอุปกรณ์และไม่มีอินเทอร์เน็ต ดังนั้น การเรียนการสอนทางไกลจึงแทบไม่มีผลอะไรเลย เราต้องมีการสอนแบบตัวต่อตัวที่โรงเรียน แต่เนื่องจากผู้ตั้งถิ่นฐานพยายามที่จะบีบคั้นเราในทุกวิถีทาง ทั้งพยายามเพิ่มข้อจำกัดต่อชุมชน ทั้งการปิดเส้นทาง และขยายพื้นที่นิคมฯ น่าเศร้าที่ไม่มีทางออก เราจะประท้วงนั่งลงต่อไปในวันนี้และพรุ่งนี้ จนกว่าเราจะหาทางออก เพื่อให้เด็กนักเรียนสามารถกลับไปโรงเรียนได้
    .
    สำหรับเหตุการณ์ในพื้นที่มาซาเฟอร์ ยัตตา ซึ่งเป็นจุดตึงเครียดมาอย่างต่อเนื่อง ก็ได้เคยมีรายงานความรุนแรงและการทำลายบ้านเรือนซ้ำๆมาแล้วหลายครั้ง นอกจากนี้ ในเดือนสิงหาคม 2568 นักเคลื่อนไหวชาวปาเลสไตน์คนหนึ่ง ได้ถูกผู้ตั้งถิ่นฐานยิงเสียชีวิต ในหมู่บ้านอุมม์ อัล-ไคร์
    .
    ทั้งนี้ ความรุนแรงจากผู้ตั้งถิ่นฐานในเขตเวสต์แบงก์ เพิ่มสูงขึ้น นับตั้งแต่ความขัดแย้งในภูมิภาคขยายตัว โดยปัจจุบันมีชาวอิสราเอลมากกว่า 500,000 คน อาศัยอยู่ในนิคมในเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ถูกยึดครองมาตั้งแต่ปี 2510 ขณะที่มีชาวปาเลสไตน์อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวรวมกว่า 3 ล้านคน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1547018&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GIK12vKgdJYNRzrhcqhfc

  • ศึกษาดูงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ยกระดับการบริหารงานมหาวิทยาลัยกรุงเทพ

    ศึกษาดูงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ยกระดับการบริหารงานมหาวิทยาลัยกรุงเทพ

    การศึกษา

    ศึกษาดูงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ยกระดับการบริหารงานมหาวิทยาลัยกรุงเทพ

    วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.31 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ศึกษาดูงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ยกระดับการบริหารงานมหาวิทยาลัยกรุงเทพ

    ดร.สุนทรี รัตภาสกร รองอธิการบดีสายบริหารและบริการการศึกษา, ผศ.ชนัญชี ภังคานนท์ ผู้ช่วยอธิการบดีสายบริหารและบริการการศึกษา และรักษาการผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดีและสื่อสารองค์กร และอ.นวลรัตน์ คุณศรีรักษ์สกุล ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ให้การต้อนรับ ผศ.พจนารถ ฤทธิเดช ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหาร คณะผู้บริหารและคณาจารย์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง โดยได้มีการบรรยายเรื่องการบริหารจัดการงานเพื่อพัฒนาระบบการทำงานและเสริมสร้างศักยภาพบุคลากร พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวปฏิบัติที่ดี (Best Practices) นำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนางานและสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย ณ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

    ส่งข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com   และ  bat_mamsao@yahoo.com

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/472708&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qiFnwglDhRZKuKHgDzQzW

  • ครั้งแรกในรอบ125ปี ออสเตรเลีย ประกาศแต่งตั้ง สตรี ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก

    ครั้งแรกในรอบ125ปี ออสเตรเลีย ประกาศแต่งตั้ง สตรี ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก

    วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.43 น.

    13 เมษายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลออสเตรเลียประกาศแต่งตั้ง พลโทหญิง ซูซาน คอยล์ (Susan Coyle) ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก เป็นครั้งแรกในรอบ 125 ปี ท่ามกลางความพยายามปฏิรูปกองทัพและเพิ่มสัดส่วนสตรีในระดับบริหาร พร้อมขยับผู้บัญชาการทหารเรือขึ้นคุมกองทัพ

    รัฐบาลออสเตรเลีย ได้ประกาศแต่งตั้งคณะผู้บริหารกองทัพชุดใหม่ โดยการเลือก พลโทหญิง ซูซาน คอยล์ ให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 125 ปีของกองทัพบกออสเตรเลียที่จะมีสตรีเป็นผู้นำสูงสุดของเหล่าทัพ

    นายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบาเนซี และนายริชาร์ด มาร์ลส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุว่า พลโทหญิงคอยล์จะเข้ารับตำแหน่งในเดือนกรกฎาคมนี้ ต่อจากพลโทไซมอน สจวร์ต โดยรัฐมนตรีกลาโหมยกย่องว่านี่คือ “ช่วงเวลาประวัติศาสตร์” และเชื่อว่าความสำเร็จของเธอจะเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับทหารหญิงรุ่นปัจจุบันและผู้ที่สนใจเข้ารับราชการทหาร ดังคำกล่าวของพลโทหญิงคอยล์ที่ว่า “คุณไม่สามารถเป็นในสิ่งที่คุณมองไม่เห็นได้”

    พลโทหญิง ซูซาน คอยล์ อายุ 55 ปี ประสบการณ์รับราชการทหารมายาวนานกว่า 3 ทศวรรษ เริ่มต้นจากการเป็นทหารกองหนุนในปี 1987 เคยผ่านการบังคับบัญชาหน่วยรบในสมรภูมิต่างๆ ทั้งในติมอร์-เลสเต, หมู่เกาะโซโลมอน และอัฟกานิสถาน 

    นอกจากนี้เธอยังเคยดำรงตำแหน่งสำคัญด้านสงครามไซเบอร์และอวกาศ รวมถึงเป็นคุณแม่ลูกสามที่สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยการสงครามกองทัพบกสหรัฐฯ อีกด้วย 

    การแต่งตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่กองทัพออสเตรเลียกำลังเผชิญกับความท้าทายจากข้อกล่าวหาเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศและการเลือกปฏิบัติอย่างเป็นระบบ โดยกองทัพตั้งเป้าจะเพิ่มสัดส่วนบุคลากรหญิงให้ถึง 25% ภายในปี 2030 จากปัจจุบันที่มีอยู่ราว 21%

    รัฐบาลยังได้ประกาศแต่งตั้ง พลเรือเอก มาร์ค แฮมมอนด์ ผู้บัญชาการทหารเรือคนปัจจุบัน ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด แทนที่พลเรือเอกเดวิด จอห์นสตัน ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการ โดยพลเรือโท แมทธิว บัคลีย์ จะขึ้นมารับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารเรือแทน

    การปรับเปลี่ยนผู้นำกองทัพครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของออสเตรเลียในการเตรียมความพร้อมรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคงในอนาคต ควบคู่ไปกับการสร้างความเท่าเทียมในองค์กร

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/958518&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3neVQzFcXPkH3kSGOpz-9t

  • ลัทธิวันสิ้นโลกที่ต้องการให้ทรัมป์สนับสนุนอิสราเอลและปรารถนาให้เกิดสงครามในตะวันออกกลาง

    ลัทธิวันสิ้นโลกที่ต้องการให้ทรัมป์สนับสนุนอิสราเอลและปรารถนาให้เกิดสงครามในตะวันออกกลาง

    ทุกวันนี้ การเข้าใจการเมืองอเมริกัน การเมืองข้ามแอตแลนติก และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จะอาศัยการติดตามข่าวอย่างเดียวไม่ได้แล้ว

    แต่คุณต้องอาศัยความรู้เรื่องเทววิทยา (การศึกษาเรื่องพระเจ้า) และประวัติศาสตร์ศาสนาด้วย

    ผมจะอธิบายสั้นๆ ว่า การเมืองอเมริกันของพวกอนุรักษ์นิยมขับเคลื่อนด้วยพวกคริสเตียนโปรแตสแตนท์กลุ่มที่เรียกว่า ‘คริสเตียนข่าวดี’ (Evangelicalism) คือพวกที่เชื่อมั่นศรัทธาในพระเยซูว่าเป็นผู้ช่วยให้รอดเพียงหนึ่งเดียว และพวกนี้จะรอคอยการปรากฏของพระเยซูอีกครั้งเมื่อถึงวันพิพากษา หรือ ‘วันสิ้นโลก’ (Armageddon)

    คริสเตียนข่าวดีบางพวกมีความหวังอย่างหนักหน่วงให้พระเยซูทรงกลับมาครั้งที่สองโดยเร็ว “พวกเราจะได้พบความรอดเร็ว” ดังนั้น พวกนี้จึงเห็นว่าควรทำให้เกิดวันสิ้นโลกเร็วๆ พระเป็นเจ้าจะได้มาช่วยเรา 

    หนึ่งในวิธีการเร่งวันสิ้นโลกคือการสนับสนุนรัฐอิสราเอล เพราะการอพยพของชาวยิวกลับไปยังอิสราเอลคือสัญญาณของสงครามโลกและวันสิ้นโลก เมื่อนั้นชาวยิวจะยอมรับพระเยซูเป็นพระช่วยให้รอด และพระองค์จะปรากฏพระองค์อีกครั้ง

    นี่คือข่าวดีที่พวกคริสเตียนข่าวดีรอคอยกัน

    ดังนั้น คริสเตียนข่าวดีจึงสนับสนุนรัฐอิสราเอลและบางพวกตีความอย่างสุดโต่งถึงขั้นสนับสนุนการทำสงครามกับรัฐที่พวกเขามองว่าเป็นศัตรูกับอิสราเอล เพราะนี่คือตัวเร่งสงครามโลกและวันสิ้นโลกและการมาถึงครั้งที่สองของพระเยซู

    แปลกใจหรือยังครับว่าทำไมพวกอเมริกันฐานเสียงฝ่ายอนุรักษ์นิยมถึงสนับสนุนการทำสงครามกับอิหร่านและสนับสนุนอิสราเอลแบบไม่คิดหน้าคิดหลังอะไร

    คริสเตียนข่าวดีคือฐานกำลังทางการเมืองของทรัมป์ ดังนั้น หลายครั้งหลายหนที่พวกเจ้าของสำนักคริสเตียนข่าวดีต่างๆ ได้มีโอกาสเข้าไปเชียร์ (หรือถ่ายถอดพลังแห่งการภาวนา) ให้ทรัมป์ถึงในทำเนียบขาว โดยเชื่อว่าทรัมป์จะเป็นตัวเร่งให้การเกิดวันสิ้นโลกมาถึงเร็วๆ 

    ทรัมป์เองศรัทธาในศาสนาแค่ไหนผมไม่ทราบ แต่นักการเมืองที่ไหนจะปฏิเสธฐานเสียงอันทรงพลังได้เล่า? 

    แต่ไม่ใช่ทุกสำนักและนิกายในโลกแห่งคริสตศาสนาจะเห็นเหมือนพวกคริสเตียนข่าวดีและยิ่งไม่เห็นด้วยกับทรัมป์ โดยเฉพาะการทำสงครามอันเหลวไหลไร้ความชอบธรรมในตะวันออกลาง

    หนึ่งในนั้น คือ สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ซึ่งทรงแสดงท่าทีตรงกันข้ามกับรัฐบาลอเมริกันมาโดยตลอด แม้จะทรงเป็นอเมริกันโดยกำเนิดก็ตาม เช่นตรัสว่า  “นี่คือพระเจ้าของเรา พระเยซู กษัตริย์แห่งสันติสุข ผู้ทรงปฏิเสธสงคราม ไม่มีใครสามารถใช้พระองค์เป็นข้ออ้างในการทำสงครามได้ พระองค์ไม่ทรงฟังคำอธิษฐานของผู้ที่ก่อสงคราม แต่ทรงปฏิเสธคำอธิษฐานเหล่านั้น”

    ทรงย้ำข้อความจากพระคัมภีร์ว่า “แม้เจ้าจะอธิษฐานมากมายเพียงใด เราก็จะไม่ฟัง เพราะมือของเจ้าเต็มไปด้วยเลือด”

    คำตรัสนี้คือการ “ตักเตือน” ไปถึงพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงคราม (กลาโหม) ของสหรัฐฯ ที่ก่อนหน้านี้กล่าวว่าทหารสหรัฐฯ กำลังต่อสู้เพื่อพระเยซู โดยยกคำกล่าวจำหนังสือภาวนาตอนหนึ่งว่า “ข้าพเจ้าไล่ตามศัตรูของข้าพเจ้าและตามทันพวกเขา ข้าพเจ้าไม่หันหลังกลับจนกว่าพวกเขาจะถูกทำลาย ข้าพเจ้าแทงทะลุพวกเขาจนพวกเขาไม่สามารถลุกขึ้นได้ พวกเขาล้มลงอยู่ใต้ฝ่าเท้าของข้าพเจ้า และผู้ที่เกลียดชังข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้ทำลายพวกเขา พวกเขาร้องขอความช่วยเหลือ แต่ไม่มีใครช่วยพวกเขาได้” เขาวิงวอนต่อพระเจ้าให้ “หักไม้เท้าของผู้กดขี่” และ “หักฟันของคนอธรรม”

    แต่สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ตรัสว่า “พระเจ้าไม่ทรงอวยพรความขัดแย้งใดๆ ผู้ใดก็ตามที่เป็นศิษย์ของพระคริสต์ เจ้าชายแห่งสันติภาพ จะไม่เข้าข้างผู้ที่เคยใช้ดาบและวันนี้ทิ้งระเบิด การใช้กำลังทางทหารจะไม่ก่อให้เกิดพื้นที่แห่งเสรีภาพหรือช่วงเวลาแห่งสันติภาพ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการส่งเสริมการอยู่ร่วมกันและการเจรจาอย่างอดทนระหว่างผู้คนเท่านั้น”

    ในขณะที่เฮกเซธอ้างพระเจ้าเพื่อสร้างความชอบธรรมในการทำสงคราม แต่สมเด็จพระสันตะปาปาชี้ว่าพระคริสต์คือ “เจ้าชายแห่งสันติภาพ”

    สำหรับชาวคาทอลิก คำของพระสันตะปาปานั้นถือเป็นวาจาสิทธิ์ เมื่อทรงบอกว่าพระคริสต์คือเจ้าชายแห่งสันติภาพ ชาว’คริสตัง’หรือคาทอลิกย่อมเห็นเป็นอื่นไม่ได้ ส่วน’คริสเตียน’หรือโปแตสแตนท์ที่มีมากมายหลายสำนักจะคิดกับพระคริสต์เช่นไรก็สุดแท้แต่พวกเขา เช่น จะอ้างว่าทำสงครามเพื่อพระคริสต์ก็ทำไป แต่ศาสนจักรอื่นๆ ก็มีสิทธิ์แย้งได้ด้วย

    สิ่งสำคัญก็คือ ศาสนจักรคาทอลิกนั้นทรงอิทธิพลอย่างยิ่ง ส่วนคริสตจักรที่พวก MAGA สนับสนุน (หรือในทางกลับกัน) แม้จะไม่ใหญ่โตเท่าสำนักวาติกัน แต่เพราะหนุนหลังโดยรัฐบาลอเมริกัน (หรือในทางกลับกัน) ดังนั้น ความไม่ลงรอยทางเทววิทยาครั้งนี้จึงไม่ธรรมดา

    ดังนั้น ทรัมป์ก็กระโจนเข้ามาร่วมวงด้วยโดยโพสต์ในโซเชียลมีเดียว่า 

    “สมเด็จพระสันตะปาปาเลโออ่อนแอเรื่องอาชญากรรม และแย่มากในเรื่องนโยบายต่างประเทศ ท่านพูดถึง “ความกลัว” ต่อรัฐบาลทรัมป์ แต่ไม่ได้พูดถึงความกลัวที่คริสตจักรคาทอลิกและองค์กรคริสเตียนอื่นๆ มีในช่วงโควิด-19 เมื่อมีการจับกุมบาทหลวง นักบวช และทุกคนอื่นๆ ที่จัดพิธีทางศาสนา แม้กระทั่งออกไปข้างนอกและเว้นระยะห่างสิบหรือยี่สิบฟุต ผมชอบพี่ชายของท่านคือ หลุยส์มากกว่า เพราะหลุยส์สนับสนุน MAGA อย่างเต็มที่ เขาเข้าใจ แต่เลโอไม่เข้าใจ! ผมไม่ต้องการพระสันตะปาปาที่คิดว่าการที่อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ ผมไม่ต้องการพระสันตะปาปาที่คิดว่าการที่อเมริกาโจมตีเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นประเทศที่ส่งยาเสพติดจำนวนมหาศาลเข้ามาในสหรัฐอเมริกา และที่แย่กว่านั้นคือการปล่อยนักโทษ รวมถึงฆาตกร ผู้ค้ายาเสพติด และฆาตกร เข้ามาในประเทศของเรา เป็นเรื่องเลวร้าย และผมไม่ต้องการพระสันตะปาปาที่วิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา เพราะผมกำลังทำในสิ่งที่ผมได้รับเลือกมาอย่างถล่มทลาย ให้ทำ” ทำสำเร็จแล้ว โดยสร้างสถิติอัตราอาชญากรรมต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และสร้างตลาดหุ้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ลีโอควรจะรู้สึกขอบคุณ เพราะอย่างที่ทุกคนรู้กัน เขาเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก เขาไม่ได้อยู่ในรายชื่อผู้ที่จะเป็นพระสันตะปาปา และได้รับเลือกโดยศาสนจักรเพียงเพราะเขาเป็นชาวอเมริกัน และพวกเขาคิดว่านั่นจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการจัดการกับประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ถ้าผมไม่ได้อยู่ในทำเนียบขาว ลีโอก็คงไม่ได้อยู่ในวาติกัน น่าเสียดายที่ความอ่อนแอของลีโอในเรื่องอาชญากรรมและความอ่อนแอในเรื่องอาวุธนิวเคลียร์นั้นไม่เป็นที่ยอมรับของผม รวมถึงการที่เขาพบปะกับผู้เห็นอกเห็นใจโอบามาอย่างเดวิด แอ็กเซลรอด ผู้แพ้จากฝ่ายซ้าย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องการให้จับกุมผู้ไปโบสถ์และนักบวช ลีโอควรปรับปรุงตัวเองในฐานะพระสันตะปาปา ใช้สามัญสำนึก หยุดเอาใจฝ่ายซ้ายหัวรุนแรง และมุ่งเน้นที่จะเป็นพระสันตะปาปาที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่เป็นนักการเมือง มันกำลังทำร้ายเขาอย่างหนัก และที่สำคัญกว่านั้น มันกำลังทำร้ายศาสนจักรคาทอลิก!”

    ในขณะเดียวกันทรัมป์ก็โพสต์ภาพของตัวเองในทำนองว่าเป็น “พระผู้ช่วยให้รอด” ที่คอยคุ้มครองอเมริกันชน ดูแล้วอดคิดไม่ได้ว่าเขากำลังเทียบตัวเองเป็นพระเยซู

    การยกตนของทรัมป์แบบนี้ผมไม่สงสัย เพราะสงสัยมานานแล้วว่าการที่พวกคริสเตียนสนับสนุนทรัมป์นั้นคงไม่เข้าใจว่าทรัมป์ไม่สนใจศาสนามากไปกว่าผลกำไร และการที่ทรัมป์ทำอะไรที่พิเรนทร์แบบนี้ก็ไม่น่าสงสัยเพราะสภาพจิตในระยะของเขาทำท่าว่าจะมีปัญญหา

    ดังนั้น ไม่ต้องไปใส่ใจเรื่องที่ทรัมป์จะยกตนเป็นอะไร แต่สิ่งที่ควรใส่ใจคือเทววิทยาของฝ่ายที่สนับสนุนทรัมป์และการที่ทรัมป์ใช้ฝ่ายนั้นมาสนับสนุนการเมืองของเขา

    ดังนั้นสิ่งที่ควรจะพิจารณาคือคำเทศนาและท่าทีของทั้งสองฝ่าย

    และการที่ผมยกคำกล่าวของทั้งสองฝ่ายมาให้พิจารณา ก็เพราะไม่สามารถตัดสินแทนทุกคนได้ว่าใครผิดใครถูก เพียงแต่จะชี้ให้เห็นว่าศาสนามีบทบาทอยางมากในการเมืองอเมริกันและการเมืองข้ามแอตแลนติก

    และสิ่งที่จะชี้นำความเป็นไปในตะวันออกกลางก็มาจากแรงขับเคลื่อนทางศาสนานี่เอง

    ที่ผมสามารถบอกได้อีกอย่างก็คือ โดนัลด์ ทรัมป์ และพวก MAGA กำลังทำให้โลกตะวันตกถอยหลังกลับไปสู่ยุคสงครามครูเสดและยุคสงคราม 30 ปี 

    ‘สงครามครูเสด’ คือสงครามระหว่างศาสนา ระหว่างคริสตศาสนาและอิสลามิกศาสนาเพื่อแย่งชิง ‘ดินแดนศักดิ์สิทธิ์’ คือปาเลสไตน์และเยรูซาเล็ม ทุกวันนี้ พวก MAGA/คริสเตียนข่าวดีสนับสนุนรัฐอิสราเอล (และเห็นชอบกับการเบียดเบียนชาวปาเลสไตน์) ก็เท่ากับสนับสนุนสงครามครูเสดยุคใหม่ เพียงแต่เป้าหมายของ MAGA/คริสเตียนข่าวดี ไม่ใช่แย่งชิงแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์มาเป็นของชาวคริสต์เหมือนในยุคกลาง หากเป็นการยกแผ่นดินนั้นให้อิสราเอลกลับไปตั้งถิ่นฐานมากๆ จะได้ตรงกับคำพยากรณ์เรื่องวันสิ้นโลก

    พวก MAGA/คริสเตียนข่าวดี ยังเป็นผู้สนับสนุนรัฐบาลทรัมป์ให้แตกหักกับคริสตจักรคาทอลิก นี่เท่ากับปลุกผีของ ‘สงคราม 30 ปี’ อันเป็นสงครามระหว่างรัฐคาทอลิกกับรัฐโปรแตสแตนท์ที่ทำให้โลกตะวันตกพินาศย่อยยับเพราะแต่ละคริสตจักรและอำนาจรัฐที่สนับสนุนนิกายต่างๆ ไม่ยอมลงให้กัน จึงรบรากันนานข้ามทศวรรษ กระนั้นก็ตาม ในยุคสมัยของเรานี้สงครามระหว่างนิกายคงไม่เกิดอีกแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ วาติกันจะใช้บารมีของสมเด็จพระสันตะปาปาแผ่มายังผู้มีสิทธิ์ออกเสียงชาวคาทอลิกในสหรัฐฯ หรือไม่? เพื่อทำ ‘สงครามการเมือง’ กับรัฐบาลทรัมป์ในการเลือกตั้งกลางเทอม เพราะชาวคาทอลิกมีสัดส่วนออกเสียงมากถึง ในการเมืองอเมริกัน

    จากผลสำรวจโดย Pew research เมื่อเมษายนปี 2025 พบว่า โปรแตสแตนท์ทุกสำนักสนับสนุนเดโมแครต 38% สนับสนุนรีพับลิกัน 59% คาทอลิกอเมริกันสนับสนุนเดโมแครต  44% สนับสนุนรีพับลิกัน 52%

    แต่ในการเมืองอเมริกันเราต้องพิจารณาเรื่องสีผิวและเชื้อชาติด้วย

    ดังนั้นผลการทำ Exit poll ระหว่างการเลือกตั้งทรัมป์-แฮร์ริสพบว่า ผิวขาวโปรแตสแตนท์สายคริสเตียนข่าวดี สนับสนุนเดโมแครต (หรือแฮร์ริส) 17% สนับสนุนรีพับลิกัน (หรือทรัมป์) 81% แต่ผิวดำโปรแตสแตนท์สนับสนุนเดโมแครต 86% สนับสนุนรีพับลิกัน 13% ขณะที่ผิวขาวคาทอลิกสนับสนุนเดโมแครต 37% สนับสนุนรีพับลิกัน 60% และคาทอลิกเชื้อสายฮิสแปนิกสนับสนุนเดโมแครต 55% สนับสนุนรีพับลิกัน 43%

    กระนั้นก็ตาม ผลการสำรวจเหล่านี้เกิดขึ้นโดยมีแต่แรงผลักดันจากพวกคริสเตียนข่าวดีทั้งนั้น แทบไม่มีแรงผลักดันทางการเมืองจากคาทอลิกเลย หากสมเด็จพระสันตะปาปาและสำนักวาติกันจะทำสงครามการเมืองกับทรัมป์และ MAGA เกรงว่าผลที่ออกมาอาจจะสูสีกันด้วยซ้ำ

    รัฐบาลทรัมป์ก็คงเห็นวี่แววนั้นแล้ว จึงริอ่านที่จะหักหาญกับวาติกันไปอีกขั้นตอนหนึ่ง โดยเอ่ยถึง ‘สมณสมัยอาวีญง’ (Avignon Papacy)

    ตามรายงานของสำนักข่าว The Free Press ของสหรัฐฯ เอลบริดจ์ โคลบี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมฝ่ายนโยบายของสหรัฐฯ ได้เรียกตัวคริสตอฟ ปิแอร์ ผู้แทนพระสันตะปาปาประจำสหรัฐฯ เข้าพบที่เพนตากอน (ที่ว่าการกระทรวงกกลาโหม) และตำหนิอย่างรุนแรงทันทีหลังจากที่สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงกล่าวสุนทรพจน์วิพากษ์วิจารณ์สงครามอิหร่าน

    สื่อรายงานว่า รองเลขาธิการโคลบีได้เตือนในการประชุมว่า “สหรัฐอเมริกามีอำนาจทางทหารที่จะทำอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ” พร้อมเสริมว่า “ศาสนจักรควรอยู่ข้างเดียวกับสหรัฐฯ” แหล่งข่าวจากเพนตากอนรายงานว่าได้กล่าวถึง ‘สันตะปาปาแห่งอาวิญง’ ในระหว่างการหารือด้วย

    การกระทำของเอลบริดจ์ โคลบีไม่เพียงละเมิดพิธีการทางการทูต (เพราะไม่ใช่หน้าที่ของกลาโหมที่จะเรียกทูตหรือสมณทูตไปพบหรือแม้แต่ตำหนิ) ยังใช้วาจาล่วงเกินโดยกล่าวถึง ‘สมณสมัยอาวีญง’ ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนในประวัติศาสตร์ศาสนจักรคาทอลิก

    ‘สมณสมัยอาวีญง’ เป็นยุคสมัยที่ศูนย์กลางของศาสนจักรคาทอลิกแตกออกเป็น 2 ฝั่ง คือที่โรมและที่อาวีญง หลังจากที่พระเจ้าฟิลิปที่ 4 แห่งฝรั่งเศสเกิดความขัดแย้งทางการเมืองกับสมเด็จพระสันตะปาปาโบนิเฟซที่ 8 จนพระเจ้าฟิลิปที่ 4 แห่งฝรั่งเศสทรงไม่ขอขึ้นกับศาสนจักรที่โรมและแต่งตั้งพระสันตะปาปาของพระองค์เองแล้วตั้งสำนักที่เมืองอาวีญงประเทศฝรั่งเศส ส่วนที่โรมก็มีพระสันตะปาปาของตนเอง ความขัดแย้งนี้กินเวลาตั้งแต่ปี 1309 ถึง 1378 จนกระทั่งยุบสำนักที่อาวิญงลงแล้วมีกรุงโรมเป็นสำนักใหญ่แห่งเดียว

    เอลบริดจ์ โคลบีซึ่งเป็นคนของทรัมป์กล่าวข่มขู่สำนักวาติกันขนาดนี้ย่อมเป็นภัยต่อศาสนจักร ผมเกรงว่าหากเป็นสมัยยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) ซึ่งกรุงโรม/วาติกันเล่นการเมืองอย่างหนักหน่วงทั้งทางโลกียะและทางศาสนา หากเป็นแบบยุคนั้นสำนักวาติกันคงไม่อาจไม่แทรกแซงการเมืองอเมริกัน 

    แต่เดชะบุญที่สำนักวาติกันตอนนี้ไม่เล่นการเมืองและมีสมเด็จพระสันตะปาปาหลายพระองค์แล้วที่ใส่พระทัยเรื่องเทววิทยาบริสุทธิ์ ใส่พระทัยในคนชายขอบและคนยากจน และยังเอ่ยถึงสันติภาพเท่านั้นโดยไม่สนับสนุนสงครามใดๆ 

    ที่สำคัญก็คือเราต้องเข้าใจว่าอวสานวิทยา (Eschatology) อันเป็นคำสอนเรื่องวันสิ้นโลกของคาทอลิกและคริสเตียนข่าวดีที่เป็นฐานกำลังของ MAGA นั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง 

    ผมเองอธิบายได้ไม่ดี (หรือไม่ควรที่จะอธิบายเอง) จะขอยกข้อเขียน คาร์ล อี. โอลสัน (Carl E. Olson) บรรณาธิการของ Catholic World Report ที่อธิบายเรื่องนี้ไว้ในบทความเรื่อง “Jews and the Rapture” (ชาวยิวและแนวคิดเรื่องการขึ้นสวรรค์ในวันสิ้นโลก) ว่า 

    “ในช่วงกลางทศวรรษ 1990 ระหว่างที่ผมและภรรยาเข้าร่วมเป็นสมาชิกของศาสนจักรคาทอลิก เราได้พบกับชาวคาทอลิกหลายคนที่ชื่นชอบนวนิยายชุด Left Behind ซึ่งขายดีมาก หญิงชาวคาทอลิกคนหนึ่งเล่าว่าหนังสือเหล่านั้นช่วยให้เธอ “เข้าใจพระคัมภีร์วิวรณ์” ผมบอกเธอว่าเราได้ละทิ้งหลักคำสอนทางศาสนาแบบโปรแตสแตนท์สุดโต่งและคริสเตียนข่าวดีไปแล้ว เพราะมันไม่ถูกต้องทั้งในเรื่องพระคัมภีร์และเหตุการณ์ปัจจุบัน ยิ่งไปกว่านั้น มันยังต่อต้านศาสนจักรคาทอลิกอย่างมาก”

    จากนั้นเขาก็อธิบายว่าแนวคิดอวสานวิทยาของศาสนจักรทั้งสองต่างกันอย่างไร แต่ผมจะไม่ลงในรายละเอียดเพราะจะยืดยาวเกินไป จุพดประสงค์ในการอ้างนักเขียนคาทอลิกท่านนี้ก็เพื่อย้ำว่าหลักการของทั้งสองฝ่าย “ต่อต้าน” กันและกัน

    ความแตกต่างในเชิงเทววิทยาของสองสำนักนิกายนี้เป็นสิ่งที่คนนอกวงการอาจจะไม่เข้าใจและรู้สึกว่าไม่จำเป็นที่จะต้องเข้าใจ

    แต่เชื่อผมเถอะว่า หากเข้าใจเรื่องนี้แล้วก็จะเข้าใจโครงสร้างอำนาจของทรัมป์และพวก MAGA ทั้งปวง และจะเข้าใจว่าทำไมพวกนี้ถึงกระเหี้ยนกระหือรือกับสงครามในตะวันออกกลางไม่ว่าจะสงครามกาซาและอิหร่าน 

    และเมื่อเข้าใจท่าทีของสำนักวาติกันแล้วก็จะเข้าใจว่าทำไมทรัมป์และลูกสมุนถึงกล้าที่จะโจมตีประเทศต่างๆ ในยุโรปครั้งแล้วครั้งเล่าโดยไม่แยแส แต่กลับต้องสั่นสะท้านกับท่าทีของสมเด็จพระสันตะปาปา 

    เพราะรัฐ MAGA นั้นอิงกับเทววิทยา แต่รัฐทางโลกในยุโรปนั้นแยกศาสนาออกจากการเมือง ดังนั้น เมื่อเจอกับการเมืองที่ชักนำโดยศาสนา พวกรัฐทางโลกในยุโรปจึงไปไม่เป็น

    แต่เมื่อสำนักวาติกันโดยสมเด็จพระสันตะปาปาออกโรงเผชิญหน้ากับทรัมป์ ทรัมป์และ MAGA ถึงกับมีโทสะเพราะสั่นไหวขึ้นมาแล้ว

    นั่นแสดงว่านี่คือการจับคู่ที่เหมาะเจาะแล้ว

    บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/41932&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_Uzo1jhIneqazKa7e6KcX

  • ‘ประเสริฐ’ ตรวจเยี่ยมศูนย์อาชีวะ-ขนส่งอาสา ย้ำดูแลประชาชนช่วงสงกรานต์ | เดลินิวส์

    ‘ประเสริฐ’ ตรวจเยี่ยมศูนย์อาชีวะ-ขนส่งอาสา ย้ำดูแลประชาชนช่วงสงกรานต์ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 13 เม.ย. นายประเสริฐ จันทรรวงทองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เดินทางตรวจเยี่ยมศูนย์อาชีวะ-ขนส่ง อาสาช่วยประชาชนเทศกาลสงกรานต์ประจำปี 2569 ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ณ วิทยาลัยเทคนิคปากช่อง จ.นครราชสีมา โดยมีผู้บริหารวิทยาลัยร่วมต้อนรับ

    โดยนายประเสริฐ เปิดเผยว่า ตนได้ตรวจเยี่ยมศูนย์ดังกล่าว ซึ่งเป็นศูนย์ฝึกวิชาชีพของวิทยาลัยเทคนิคปากช่อง โดยศูนย์แห่งนี้เปิดบริการ อำนวยความสะดวกให้แก่พี่น้องประชาชนที่เดินทางกลับบ้านหรือไปท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ระหว่างถนนสายหลักและสายรอง ซึ่งมีการบริการตรวจยานพาหนะ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องบริการน้ำดื่มและอาหารของว่าง พร้อมจุดพักผ่อนระหว่างเดินทาง

    รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ตนขอชื่นชมนักศึกษาและครูได้นำความรู้และทักษะด้านวิชาชีพมาให้บริการสังคม โดยเฉพาะการตรวจเช็ก ซ่อมแซม และบำรุงรักษายานพาหนะ เบื้องต้นให้กับประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาว เพื่อลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุบนท้องถนน นอกจากนี้ ยังเป็นการปลูกฝังจิตอาสา ความมีน้ำใจ และความรับผิดชอบต่อสังคมให้กับนักศึกษา พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสายอาชีวศึกษาด้วย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5779613/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XEJTsu_Wq-C2g6zHiMdKt

  • ”สหรัฐฯ-อิหร่าน“ เปิดศึกปิดช่องแคบฮอร์มุซ ไทยกระอักค่าไฟแพงอีกนาน

    ”สหรัฐฯ-อิหร่าน“ เปิดศึกปิดช่องแคบฮอร์มุซ ไทยกระอักค่าไฟแพงอีกนาน

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-239&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bFF2Xt79Vhxu1wACuOU4t

  • “ลามิน่า” ฟิล์มกรองแสงที่ผู้บริโภคเชื่อมั่นสูงสุด – บางกอกทูเดย์

    “ลามิน่า” ฟิล์มกรองแสงที่ผู้บริโภคเชื่อมั่นสูงสุด – บางกอกทูเดย์

    นางสาวจันทร์นภา สายสมร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคารลามิน่า รับรางวัล 2026 Thailand’s Most …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bangkok-today.com/%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2-%25E0%25B8%259F%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%25A5%25E0%25B9%258C%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2597/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04xMhOhuo7q1jO-nSsZ_2Y

  • ‘ผู้กองธรรมนัส’ เผยความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ ดึง ‘แบมแบม’ มาเล่นคอนเสิร์ตทำพะเยาติดลมบน | เดลินิวส์

    ‘ผู้กองธรรมนัส’ เผยความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ ดึง ‘แบมแบม’ มาเล่นคอนเสิร์ตทำพะเยาติดลมบน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 13 เม.ย. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า พร้อมด้วย น.ส.ธนพร ศรีวิราช ภรรยา นายอัครา พรหมเผ่า อดีต รมว.การพัฒนาสังคมฯ น.ส.อรอาภา โล่ห์วีระ ผวจ.พะเยา และ สส.พรรคกล้าธรรม ได้เดินทางมาประกอบพิธีบวงสรวงพ่อขุนงำเมือง เพื่อความเป็นสิริมงคลในการจัดงาน “คอนเสิร์ต Bubble Wave Phayao Songkran Fest 2026” ระหว่างวันที่ 13-15 เม.ย. 69 ณ ลานอนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง ริมกว๊านพะเยา

    โดยวันนี้จะมีศิลปินระดับโลก “แบมแบม” กันต์พิมุกต์ ภูวกุล ขึ้นเวที ในเวลา 22.00 น. ระหว่างที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เดินทางมาถึงบริเวณงานนั้น พบว่ามีแฟนคลับของ “แบมแบม” ทยอยเข้าลานคอนเสิร์ตเป็นจำนวนมาก ซึ่งต่างมายืนต่อแถวเข้าคิวรอนานกว่าหลายชั่วโมง เพื่อชมศิลปินในดวงใจ

    ผู้สื่อข่าวจึงถาม ร.อ.ธรรมนัส ว่าลงทุนไปขนาดนี้กับนักท่องเที่ยวจำนวนมหึมาถือว่าคุ้มหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ในเรื่องของการท่องเที่ยว เราต้องกล้าลงทุน ถามว่าคุ้มมั้ย คุ้มมาก ตอนนี้ จ.พะเยา ที่เราเคยถูกสบประมาทว่าเป็นจังหวัดแค่ทางผ่านเมืองเล็กๆ ของภาคเหนือตอนบน ตอนนี้คนทั่วประเทศไทยจนถึงคนทั่วโลกต่างก็รู้จักว่า Where is Phayao หมายความว่าพะเยาอยู่ส่วนไหน ทุกคนรู้หมดว่าอยู่ภาคเหนือตอนบน กลายเป็นว่า 1 ปีกับมหกรรมดนตรีมหกรรมคอนเสิร์ตที่นี่ ทั้งช่วงสงกรานต์ เทศกาลปีใหม่ จะมีแฟนคลับของศิลปินแต่ละท่านก็จะมาจับจองพื้นที่

    อย่างวันนี้ ผมว่าเป็นรอบประวัติศาสตร์ ที่มีคนมารอเพื่อเข้าชมคอนเสิร์ตระดับโลกของศิลปิน “แบมแบม” เมื่อคืนผมมาดูเขาซ้อม คนแน่นมาก ก็ถือว่าประสบความสำเร็จครับ ถามว่าคุ้มมั้ย คุ้มมากครับ คนที่รักบ้านรักเมืองเกิดตัวเองจริงๆ ต้องคิดทำ อย่างผมทำตอนนี้ พะเยาเริ่มติดแล้ว และจะทำอย่างต่อเนื่อง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5779658/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NZrokK04oJ13KWsqIY0m-