Category: วัฒนธรรม

  • ทุนการศึกษากรมสมเด็จพระเทพฯ สนับสนุนแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทย-จีน | เดลินิวส์

    ทุนการศึกษากรมสมเด็จพระเทพฯ สนับสนุนแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทย-จีน | เดลินิวส์

    สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 13 เม.ย. ว่าเมื่อไม่นานมานี้ มีการจัดงานเลี้ยงส่งกลุ่มนักศึกษา ประจำโครงการทุนการศึกษาพระราชทานในพระราชานุเคราะห์ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยคณะผู้แทนจากภาคการศึกษา หน่วยงานรัฐบาล และสื่อมวลชน รวมถึงผู้รับทุนการศึกษา ร่วมชื่นชมผลสำเร็จของความร่วมมือทางการศึกษาระหว่างจีนกับไทย พร้อมทำกิจกรรมร้องเพลงภาษาจีนและแลกเปลี่ยนมุมมองต่อการศึกษาต่อในจีน

    โครงการทุนการศึกษานี้ได้รับการสนับสนุนจากสมาคมภราดรภาพไทย-จีน หน่วยงานทางการไทยที่เกี่ยวข้อง และมหาวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ฮาร์บิน ในมณฑลเฮย์หลงเจียงของจีน โดยมีการส่งนักศึกษาชาวไทยชุดแรก 8 คน ไปศึกษาแลกเปลี่ยนที่จีน เมื่อปี 2568 และจะส่งนักศึกษาชุดที่สอง 18 คน ไปศึกษาแลกเปลี่ยนที่มหาวิทยาลัยแห่งเดียวกัน เป็นเวลา 2 เดือน ตั้งแต่ 18 เม.ย. รวมถึงจะส่งนักศึกษาชุดที่สามราว 20 คน ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

    XINHUA

    นายโภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา อดีตรองนายกรัฐมนตรี และนายกสมาคมภราดรภาพไทย-จีน ให้สัมภาษณ์ว่า การศึกษาลักษณะนี้เป็นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและความเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างคนไทยกับคนจีน โดยความสำเร็จของจีนคือการเน้นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาตั้งแต่ต้น ทำให้จีนสามารถพัฒนาประเทศและดูแลประชาชนให้พ้นจากความยากจน นี่คือจุดแข็งที่น่าเรียนรู้จากจีนเพื่อนำมาพัฒนาประเทศไทย

    นางสุมณฑา พรหมบุญ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา กล่าวว่า การศึกษาเป็นสิ่งที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงให้การสนับสนุนมาตลอด โดยเฉพาะการที่ทุกคนไม่ว่าจะอยู่แห่งหนใดได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อพัฒนาความสามารถและศักยภาพให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาหลายแห่งในจีนได้ให้ความร่วมมือ และมอบทุนการศึกษาแก่นักศึกษาชาวไทยมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    น.ส.จิราวรรณ หนึ่งในผู้ได้รับทุนการศึกษา ให้สัมภาษณ์ว่า ตั้งเป้าหมายไปจีนอีกครั้งไว้ตั้งแต่ 9 ปีที่แล้ว เนื่องจากจีนเป็นประเทศขนาดใหญ่ที่แต่ละภูมิภาคมีวัฒนธรรมแตกต่างหลากหลาย รวมถึงมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวไทยไม่น้อยในปัจจุบัน

    ทั้งนี้ สมาคมภราดรภาพไทย-จีนจะยังคงเดินหน้าความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันที่เกี่ยวข้องของจีน เพื่อเสริมสร้างความสำเร็จใหม่ ๆ ในการแลกเปลี่ยนทางการศึกษาและวัฒนธรรมระหว่างจีนกับไทย.

    ข้อมูล-ภาพ : XINHUA

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5779401/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KH0GiBCY0TIcE2mhkZ3rL

  • โลกร้อน บีบคนเลิกขยับตัว! วิจัยชี้ทำ คนเสียชีวิตพุ่ง 7 แสนคนต่อปีภายในปี 2050

    โลกร้อน บีบคนเลิกขยับตัว! วิจัยชี้ทำ คนเสียชีวิตพุ่ง 7 แสนคนต่อปีภายในปี 2050

    อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นกำลังส่งผลให้ผู้คนมีกิจกรรมทางกายลดน้อยลง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนี้อาจนำไปสู่การเสียชีวิตก่อนวัยอันควรเพิ่มขึ้นอีกหลายแสนคนทั่วโลกในช่วงหลายทศวรรษข้างหน้าตามรายงานการศึกษาชิ้นใหม่

    ทีมนักวิจัยจากกลุ่มมหาวิทยาลัยในละตินอเมริกาได้วิเคราะห์ข้อมูลการสำรวจสุขภาพระดับโลกขององค์การอนามัยโลก (WHO) ร่วมกับข้อมูลอุณหภูมิจากมหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลีย ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ถึง 156 ประเทศตั้งแต่ปี 2000 ถึง 2022

    ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet Global Health พบว่าทุกๆ หนึ่งเดือนที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่า 82 องศาฟาเรนไฮต์ (28 องศาเซลเซียส) จะทำให้อัตราการขาดกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้น 1.4% ทั่วโลก

    อาจมีคนเสียชีวิตมากถึง 7 แสนคน

    สภาพอากาศที่ร้อนระอุอาจทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 4.7-7 แสนคนทั่วโลกในแต่ละปีภายในปี 2050 ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่สภาพอากาศร้อนจัดทำให้ผู้คนขยับร่างกายและออกกำลังกายน้อยลง

    ปัจจุบันมีประชากรโลกเพียง 65% ที่ออกกำลังกายเพียงพอ ในขณะที่การขาดกิจกรรมทางกายได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เกิดการเสียชีวิตถึง 5% ของทั้งหมดทั่วโลกตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลก

    แบบจำลองคอมพิวเตอร์ชี้ให้เห็นว่าประเทศที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลางในเขตร้อน เช่น ภูมิภาคแคริบเบียนและแอฟริกาทางตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา มีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด

    ตัวอย่างเช่นในโซมาเลีย อัตราการเสียชีวิตอาจพุ่งสูงถึง 70 คนต่อประชากร 1 แสนคนภายในปี 2050 เนื่องจากความร้อนจัดจะทำให้การทำกิจกรรมกลางแจ้งอย่างปลอดภัยและสะดวกสบายกลายเป็นเรื่องยากลำบากมาก

    พื้นที่เขตร้อนเหล่านี้มักขาดแคลนทรัพยากรอย่างพื้นที่ปรับอากาศ ทั้งยังเป็นกลุ่มที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายน้อยอยู่แล้ว สภาพอากาศร้อนทำให้การขยับตัวกลายเป็นเรื่องท้าทายทั้งทางร่างกายและจิตใจจนทำให้คนขยับตัวน้อยลง

    ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสุขภาพ

    คริสเตียน การ์เซีย-วิตุลสกี หัวหน้านักวิจัยและนักวิจัยประจำ Lancet Countdown Latin America จากมหาวิทยาลัยแห่งคาทอลิกอาร์เจนตินา ชี้ว่าผู้หญิงและผู้สูงอายุอาจได้รับผลกระทบที่รุนแรงกว่า เนื่องจากร่างกายมักระบายความร้อนได้ยากกว่า

    “สิ่งที่ข้อมูลนี้บอกเราก็คือ ความร้อนไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านความสะดวกสบาย แต่มันกำลังเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้คนในวงกว้าง” เขากล่าว

    เขาระบุด้วยว่า “การขาดกิจกรรมทางกายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคไม่ติดต่อ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อทั้งสุขภาพและเศรษฐกิจ” พร้อมเสริมว่าความร้อนยังเพิ่มความเสี่ยงต่อระบบหัวใจและภาวะขาดน้ำ

    แม้แต่ประเทศรายได้สูงอย่างสหรัฐอเมริกาก็ไม่อาจรอดพ้นจากผลกระทบนี้ โดยคาดว่าอาจมีผู้เสียชีวิตราว 2.5 คนต่อประชากร 1 แสนคนจากพฤติกรรมเนือยนิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับความร้อนภายในปี 2050

    “สิ่งอำนวยความสะดวกอย่างแอร์หรือโรงยิมช่วยบรรเทาผลกระทบได้ แต่มันอาจสร้างความรู้สึกปลอดภัยที่ผิดพลาด เพราะแม้แอร์จะช่วยกันความร้อน แต่มันก็มักจะส่งเสริมให้คนนั่งอยู่กับที่มากขึ้น” เขากล่าวเพิ่มเติม

    นักวิจัยเสนอให้มีการออกแบบเมืองใหม่เพื่อให้ผู้คนยังคงทำกิจกรรมได้ในสภาพอากาศร้อน รวมถึงต้องสื่อสารด้านสาธารณสุขให้ชัดเจนเกี่ยวกับการออกกำลังกายอย่างปลอดภัย และเพิ่มการเข้าถึงพื้นที่ที่มีเครื่องปรับอากาศ

    อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้ไม่ได้แก้ไขต้นตอที่แท้จริงของปัญหา นั่นคืออุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น

    “ผลลัพธ์ของเราแสดงให้เห็นว่าหากโลกสามารถควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ ความสูญเสียจะแตกต่างกันอย่างมาก โดยความสูญเสียทางเศรษฐกิจต่างกันตั้งแต่ 2,400 – 3,680 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 7.73 หมื่นล้านถึง 1.18 แสนล้านบาท)” การ์เซีย-วิตุลสกีย้ำถึงความจำเป็นของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมเนือยนิ่งจากความร้อน

    หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.24 บาท ณ วันที่ 13 เมษายน 2569

    อ้างอิง:

    ABOUT THE AUTHOR

    ถนัดกิจ จันกิเสน

    Content Creator ประจำกองบรรณาธิการ THE STANDARD WEALTH ผู้เสพติดโลกธุรกิจ การตลาด เทคโนโลยี และชอบสำรวจโลกออฟไลน์และออนไลน์มาถอดรหัสความเคลื่อนไหวให้เป็นเรื่องเข้าใจง่าย สนุก และได้ไอเดียใหม่ๆ

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ฐานิส สุดโต

    บรรณาธิการภาพ ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/global-warming-sedentary-deaths-economy/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PqVLCzzG9GlvC6MvZesnX

  • โรงเรียนเอกชนอ่วม ปี

    โรงเรียนเอกชนอ่วม ปี

    วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.46 น.

    โรงเรียนเอกชนอ่วม ปี’69 จ่อปิดตัว 80 แห่ง สช.ตั้งกรรมการ ออกระเบียบคุม ‘ร.ร.นานาชาติ’

    วันที่ 13  เมษายน 2569 นายศุภเสฏฐ์ คณากูล นายกสมาคมคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน (ปส.กช.) เปิดเผยว่า ปี 2569 สถานการณ์โรงเรียนเอกชน มีโรงเรียนปิดตัวเพิ่มขึ้นกว่าทุกปีที่ผ่านมา จากเดิมจะมีโรงเรียนปิดปีละ 30-50 แห่ง แต่ปีนี้มีโรงเรียนปิด 70-80 แห่ง ในกรุงเทพมหานคร มีโรงเรียนปิดจำนวนมาก  เช่น โรงเรียนไผทอุดมศึกษา โรงเรียนถนอมพิศวิทยา เป็นต้น ที่ผ่านมาโรงเรียนเอกชน พยายามลดภาระค่าใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือผู้ปกครอง โดยเฉพาะค่ารถรับส่งนักเรียน ที่ปัจจุบันพบปัญหาวิกฤตน้ำมันแพง เมื่อมองภาพรวมนักเรียนโรงเรียนเอกชนจะลดลงไปอีก เพราะในส่วนมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4 ภาครัฐ ยังเปิดรับไม่อั้นจนกว่าจะเต็ม และยังพบโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ขยายจำนวนรับจาก 40 คนต่อห้อง เป็น 42-44 คนต่อห้องอีกด้วย

    นายศุภเสฏฐ์ กล่าวว่า เรื่องสำคัญที่โรงเรียนเอกชนเรียกร้องคือความเท่าเทียม โดยเฉพาะอาหารกลางวัน ที่อยากฝากให้นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ผลักดันต่อด้วย ปัจจุบันค่าเทอมห้องเรียนพิเศษโรงเรียนเอกชน อาจจะถูกกว่าโรงเรียนสังกัด สพฐ. เพราะโรงเรียนในสังกัด สพฐ.มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม เช่น ค่าประกันอุบัติเหตุ ค่าอุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ ค่าครูพิเศษ เป็นต้น ซึ่งในส่วนของโรงเรียนเอกชนจะรวมทุกอย่างอยู่ในค่าเทอมทั้งหมด มองว่าถ้าจะให้การศึกษาเท่าเทียมกัน รัฐจะต้องปฏิรูปการจัดสรรงบประมาณใหม่ไม่ให้โรงเรียนไปจัดเก็บยิบย่อย

    “โรงเรียนเอกชนที่ไปไม่ไหว มีตั้งแต่โรงเรียนขนาดใหญ่จนถึงขนาดเล็ก เช่น โรงเรียนไผทอุดมศึกษา เป็นโรงเรียนที่มีนักเรียนเยอะ เขาคงเบื่อในหลายๆเรื่อง ประกอบกับที่ดินที่อยู่มีมูลค่าสูง อาจจะไปทำอย่างอื่นได้มากกว่า อีกทั้งติดขัดกฎระเบียบ เช่น ระเบียบที่ดิน เป็นต้น นอกจากนี้ พบว่าโรงเรียนนานาชาติ เติบโตขึ้นเรื่อยๆ เพราะคนผิดหวังการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงเปลี่ยนมาเรียนนานาชาติที่มีหลักสูตรรับรองจากต่างประเทศ ทำให้เอกชน ธุรกิจใหญ่ ๆหันมาลงทุนโรงเรียนนานาชาติเพิ่มขึ้น เพราะค่าตอบแทนเริ่มสูงกว่าโรงพยาบาลเอกชนอีกด้วย มีโอกาสเจริญเติบโตเยอะ แต่ผมเป็นห่วงโรงเรียนเอกสามัญ เพราะโรงเรียนเหล่านี้เป็นรากฝอยที่อยู่ตามทุกอำเภอและเข้ามาช่วยรัฐจัดการศึกษา จึงอยากให้รัฐบาลมาทบทวนช่วยเหลือด้วย เพราะแม้เราจะพยายามช่วยให้เขาอยู่ได้ แต่บางครั้งมีบางโรงเรียนได้ถอดใจไปแล้ว และผมบอกโรงเรียนเอกชนเช่นกันว่า ถ้าไม่ไหวก็ไม่ต้องสู้ เพราะมันจะจม ไปทำธุรกิจอื่นดีกว่า สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาระยะยาวที่ต้องแก้ไขต่อไป” นายศุภเสฏฐ์ กล่าว

    นายศุภเสฏฐ์ กล่าวต่อว่า การเกิดขึ้นของโรงเรียนนานาชาติ สร้างผลกระทบทั้งโรงเรียนเอกชน และโรงเรียนรัฐ เช่น โรงเรียนรัฐเปิดห้องเรียนค่าเรียน 6-7 หมื่น เพิ่มอีกนิดก็สามารถเรียนนานาชาติดีกว่าได้แล้ว โรงเรียนนานาชาติที่เข้ามาเปิดในไทย มาจากประเทศจีน และยังมีนักธุรกิจ กลุ่มทุนใหญ่ ๆของไทยก็มาลงทุนเปิดโรงเรียนนานาชาติเช่นกัน สาเหตุที่นักธุรกิจไทยหันมาลงทุนโรงเรียนนานาชาติ เพราะเขาคิดว่าได้ตอบแทนสังคม และมองว่าเมื่อซื้อลิขสิทธิ์มาก็ทำให้ดี เพราะเขาไม่ต้องเสียเงินส่งลูกหลานไปเรียนต่างประเทศอีก เสียเงินซื้อค่าลิขสิทธิ์ครั้งเดียวสามารถสร้างโรงเรียนให้ลูกหลานของตนมาเรียนได้ เป็นต้น ขณะนี้โรงเรียนนานาชาติได้รับความนิยมมาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) พยายามควบคุมเรื่องของคุณภาพ เพราะที่ผ่านมาได้รับเรื่องร้องเรียนมาพอสมควร เช่น บางโรงเรียนไม่ได้ขออนุญาตให้ถูกต้อง แต่ปัจจุบันระเบียบข้อกฎหมายอาจจะไม่ครอบคลุม จึงได้ตั้งตน และ นายอรรถพล ตรึกตรอง อดีตเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) เป็นคณะกรรมการพัฒนากฎหมายเพื่อควบคุมดูแลโรงเรียนนานาชาติต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/958505&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30y11k6j4_1q0T3WsXp_dc

  • e-Office แบบไทย ประหยัดพลังงานจริงไหม

    e-Office แบบไทย ประหยัดพลังงานจริงไหม

    ในช่วงที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 รัฐบาลออกนโยบายให้หน่วยราชการประหยัดพลังงาน ใช้วิธีทุกอย่างที่จะลดการใช้พลังงานโดยไม่จำเป็น หนึ่งในวิธีการที่มีการนำเสนอคือ ระบบ e-Office ที่เชื่อว่าสามารถช่วยประหยัดพลังงานได้ มาวิเคราะห์ผ่านหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพื่อเข้าใจเรื่องนี้

    เบื้องหลังการพัฒนาระบบ e-Office

    ระบบ e-Office พัฒนาโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รันบน Government Data Centre and Cloud (GDCC) ด้วยแนวคิดเพื่อเป็นแพลตฟอร์มกลางในการจัดการเอกสารและการทำงานร่วมกันของหน่วยงานราชการ

    ระบบออกแบบให้ข้าราชการสามารถเข้าถึงเอกสาร สื่อสารกับเพื่อนร่วมงาน และทำงานบริหารจากทุกที่ที่มีอินเทอร์เน็ต สอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลในการสร้างรัฐบาลดิจิทัลเต็มรูปแบบภายในปี 2568 ปัจจุบันมีผู้ใช้งานประมาณ 100,000 คน จากข้าราชการทั้งหมดที่คาดว่าอยู่ในช่วง 500,000-600,000 คน หมายความว่าการเข้าถึงยังอยู่ที่ต่ำกว่า 20 % ของฐานผู้ใช้ที่มีศักยภาพ

    วิกฤตพลังงาน ตัวเร่งสำคัญในการนำ e-Office มาใช้

    วิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2569 ได้เปลี่ยนบริบทการใช้งาน e-Office จากการพัฒนายุทธศาสตร์ระยะยาวสู่ความจำเป็นเร่งด่วนในการดำเนินงาน เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางประมาณครึ่งหนึ่งของความต้องการทั้งหมด

    เมื่อเกิดวิกฤตพลังงานขึ้นกับประเทศไทย คณะรัฐมนตรีได้มีมติฉุกเฉินเพื่อจัดทำมาตรการประหยัดพลังงานอย่างครอบคลุม โดยเน้นการใช้เทคโนโลยี e-Office เป็นกลไกสำคัญในการลดการใช้เชื้อเผลิงและไฟฟ้าในภาครัฐ มาตรการเหล่านี้รวมถึงการยกเลิกการใส่สูทและเนคไทในการประชุมเพื่อลดภาระระบบปรับอากาศ การตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไม่ต่ำกว่า 26 องศาเซลเซียส การปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น และการส่งเสริมการประชุมออนไลน์แทนการพบกันแบบเผชิญหน้า

    ประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมจากการลดการใช้กระดาษ

    หนึ่งในประโยชน์ที่ชัดเจนที่สุดของระบบ e-Office คือการลดการใช้กระดาษ ซึ่งมีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่แท้จริง การผลิตกระดาษใช้ทรัพยากรและพลังงานจำนวนมาก ตั้งแต่การตัดไม้ การผลิต ไปจนถึงการกำจัด

    ข้อมูลระหว่างประเทศแสดงให้เห็นว่า กระดาษ 93 % ทั่วโลกมาจากการตัดไม้ และความต้องการกระดาษคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายในปี 2603 แม้จะอยู่ในยุคดิจิทัลแล้วก็ตาม

    การผลิตกระดาษหนึ่งเมตริกตันจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 942 กิโลกรัมเทียบเท่า โดยใช้น้ำ 2-13 ลิตรต่อการผลิตกระดาษหนึ่งแผ่น การลดการใช้กระดาษจึงมีผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

    ความซับซ้อนของการประหยัดพลังงานจากการทำงานที่บ้าน

    แม้ว่าการทำงานจากที่บ้านจะดูเหมือนเป็นวิธีประหยัดพลังงานที่ชัดเจน แต่การวิจัยระหว่างประเทศเผยให้เห็นภาพที่ซับซ้อนกว่านั้น การลดการเดินทางไปทำงานแน่นอนว่าช่วยลดการใช้พลังงานด้านการขนส่ง แต่มักจะมีการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นในด้านอื่น

    งานวิจัยพบว่าการทำงานจากที่บ้านสามารถลดระยะทางการเดินทาง 45 กิโลเมตรต่อวันทำงาน แต่ในขณะเดียวกัน พนักงานที่ทำงานจากบ้านต้องใช้เครื่องปรับอากาศ เตตครื่องฟอกอากาศ และเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ตลอดวันทำงาน แทนที่จะใช้เฉพาะช่วงเช้าและเย็น

    ในบางกรณี การเพิ่มขึ้นของการใช้พลังงานที่บ้านอาจสูงกว่าการประหยัดพลังงานจากการลดการเดินทาง การวิจัยแสดงให้เห็นว่าในสถานการณ์ที่ดีที่สุด การทำงานจากที่บ้านจะให้ผลเป็นกลางในด้านพลังงาน

    ความท้าทายในการนำระบบมาใช้จริง

    การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลในภาครัฐเผชิญกับความท้าทายมากมาย การศึกษาระหว่างประเทศพบว่า 70-80 % ของโครงการเปลี่ยนผ่านดิจิทัลในภาครัฐล้มเหลวในการบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

    ในกรณีของประเทศไทย ระบบ Government Data Exchange เชื่อมต่อเพียง 13 หน่วยงาน แต่ยังขาดการบูรณาการข้ามฐานข้อมูลภาคสังคม สร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่กระจัดกระจายและจำกัดศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพ

    การใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการตัดสินใจของรัฐบาลไทยอยู่ที่เพียง 6 % เป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในภูมิภาคอาเซียน สะท้อนข้อจำกัดในด้านทักษะดิจิทัล อุปสรรคทางภาษา และข้อจำกัดด้านองค์กร

    ปัญหาการวัดผลและช่องว่างระหว่างการอ้างสิทธิ์และการตรวจสอบ

    หนึ่งในความท้าทายที่สำคัญที่สุดในการประเมินประสิทธิภาพของระบบ e-Office คือการขาดกรอบการวัดผลที่เข้มงวด การศึกษาในประเทศไทยเผยให้เห็นว่าผลกระทบทางการเงินมักถูกรับรู้มากกว่าที่ได้รับการตรวจสอบเชิงประจักษ์

    การศึกษาหนึ่งระบุอย่างชัดเจนว่า เนื่องจากไม่ได้รวมการวัดประสิทธิภาพทางการเงินหรือการประหยัดต้นทุนที่แท้จริง ผลที่ได้ควรตีความเป็นประโยชน์ที่รับรู้ได้มากกว่าผลลัพธ์ที่ได้รับการตรวจสอบเชิงประจักษ์

    ความซับซ้อนของการวัดการประหยัดพลังงานจากการแทรกแซงนโยบายหลายอย่างพร้อมกัน ทำให้ยากที่จะระบุว่าการลดพลังงานส่วนไหนเกิดจากการใช้ e-Office โดยเฉพาะ

    รัฐบาลคาดการณ์ว่าการลดการใช้น้ำมัน 5 % จะประหยัดได้ 10.45 ล้านบาทต่อเดือน และการลดไฟฟ้า 5 เปอร์เซ็นต์ จะประหยัดได้ 31 ล้านหน่วยต่อเดือน แต่การคาดการณ์เหล่านี้เป็นการคำนวณรวมจากมาตรการประหยัดพลังงานทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะจากระบบ e-Office

    ประหยัดพลังงานจริงหรือไม่

    การเน้นระบบ e-Office เป็นกลไกการประหยัดพลังงานสะท้อนทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์เฉพาะของไทยในการรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคงทางพลังงาน แต่แนวทางนี้อยู่ภายในบริบทที่กว้างขึ้นของยุทธศาสตร์พลังงานที่แข่งขันกัน

    รัฐบาลยังติดตามแนวทางพลังงานที่หลากหลายพร้อมกัน รวมถึงการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพอย่างเร่งด่วน การปฏิรูปตลาดไฟฟ้า และการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านดิจิทัลเป็นเพียงส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์พลังงานที่ครอบคลุม

    การวิจัยที่ตรวจสอบเส้นทางที่เหมาะสมที่สุดในด้านต้นทุนสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนของไทยได้สำรวจการขยายพลังงานหมุนเวียนและการเปลี่ยนแปลงระบบไฟฟ้าเป็นกลไกหลักสำหรับการรับมือกับความมั่นคงทางพลังงานและความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม

    ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์และผลกระทบ

    เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานและประสิทธิภาพของระบบ e-Office รัฐบาลควรสร้างกรอบการวัดผลที่เข้มงวดเพื่อติดตามการใช้พลังงาน การใช้เอกสาร และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมภายในหน่วยงานที่เข้าร่วม

    หน่วยงานรัฐควรติดตามการใช้พลังงานอย่างเป็นระบบก่อนและหลังการนำ e-Office มาใช้ ครอบคลุมการใช้ไฟฟ้า การใช้เชื้อเผลิง และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง โดยแยกผลลัพธ์ตามประเภทหน่วยงานและหน้าที่การทำงาน

    กระทรวงเศรษฐกิจดิจิทัลและสังคมควรมอบหมายให้มีการวิจัยอิสระที่ตรวจสอบผลกระทบด้านพลังงานจริงของการนำ e-Office มาใช้ภายในหน่วยงานนำร่อง โดยใช้วิธีการที่เข้มงวดที่แยกผลกระทบเฉพาะของระบบออกจากการแทรกแซงนโยบายอื่น

    ประเทศไทยควรลงทุนในการเสริมทักษะดิจิทัลและความสามารถทางเทคนิคของข้าราชการและองค์กรรัฐ เพื่อให้แน่ใจว่าการนำ e-Office มาใช้แปลงเป็นการเปลี่ยนแปลงขั้นตอนการทำงานที่แท้จริง ไม่ใช่การนำระบบมาใช้อย่างผิวเผินขณะที่ยังคงรักษากระบวนการเดิมไว้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/thailand-e-office-energy-saving-digital-transformation-analysis&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WiKJhciaPhn-8_CiE5BIc

  • โซเชียลเดือด! “อนุทิน” โพสต์ภาพคู่ “อภิสิทธิ์” คอมเมนต์ fb อานนท์ ลั่น “เวลาเปลี่ยน ใจคนเปลี่ยน” | เดลินิวส์

    โซเชียลเดือด! “อนุทิน” โพสต์ภาพคู่ “อภิสิทธิ์” คอมเมนต์ fb อานนท์ ลั่น “เวลาเปลี่ยน ใจคนเปลี่ยน” | เดลินิวส์

    จากกรณีปมร้อนทางการเมืองระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ล่าสุดที่มาจากการที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ แต่งตั้ง นายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตผู้แทนการค้าไทย เป็นคณะที่ปรึกษา โดยไม่ได้ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาชี้แจงถึงเรื่องนี้ ข้อเท็จจริงเป็น 3 ข้อ เพื่อลดความสับสน ทำให้นายวีระพงษ์ได้ลาออกจากการเป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    ล่าสุดช่วงค่ำวันที่ 12 เม.ย. 2569 นายอานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ภาพ เนวิน ชิดชอบ คู่กับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมัยที่ เนวิน ชิดชอบ พาสส.กลุ่มเพื่อนเนวินย้ายขั้วมาสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้เข้ามาคอมเมนต์ใต้ข้อความพร้อมภาพถ่ายร่วมกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป. โดยระบุว่า “เวลาเปลี่ยน ใจคนเปลี่ยน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5777362/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ysoh2QjfhRWzqCxwlJalh

  • SCB EIC ชี้หนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP ณ สิ้นปี 2025 เพิ่มแตะ 86.7%

    SCB EIC ชี้หนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP ณ สิ้นปี 2025 เพิ่มแตะ 86.7%

    SCB EIC ชี้หนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP ณ สิ้นปี 2025 เพิ่มแตะ 86.7% ตลาดแรงงานเปราะบาง-ค่าครองชีพแพงจะยิ่งกดดันความสามารถชำระหนี้

    13 เม.ย. 2569 – ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์หรือ SCB EIC รายงานว่าการขยายตัวของหนี้ครัวเรือนไตรมาส 4/2025 มีแรงหนุนหลักจากสินเชื่อเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล ซึ่งเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 12.72 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นราว 1.19 แสนล้านบาทจากไตรมาสก่อน สะท้อนว่าครัวเรือนยังจำเป็นต้องพึ่งพาเงินกู้เพื่อประคองการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ท่ามกลางรายได้ที่ฟื้นตัวช้า ขณะที่สินเชื่อเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์แม้ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง

    สำหรับสินเชื่อที่หดตัวจากไตรมาสก่อน ได้แก่ สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และจักรยานยนต์ สินเชื่อเพื่อการศึกษา และสินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจ ซึ่งยังคงลดลงต่อเนื่อง

    ทั้งนี้เมื่อพิจารณาหนี้ครัวเรือนแยกตามประเภทผู้ให้สินเชื่อ พบว่า สินเชื่อจากสถาบันการเงินเอกชนยังหดตัวต่อเนื่อง สะท้อนความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์และบริษัทบัตรเครดิต ลิสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งรวมกันคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของสินเชื่อภาคครัวเรือนทั้งหมด โดยยอดคงค้างสินเชื่อครัวเรือนของธนาคารพาณิชย์หดตัวราว -2%YOY หดตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 7 ขณะที่ยอดคงค้างสินเชื่อครัวเรือนของบริษัทบัตรเครดิต ลิสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคคลหดตัว -0.6%YOY ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5

    อย่างไรก็ดี หนี้ครัวเรือนโดยรวมกลับมาขยายตัวได้จากสินเชื่อของสถาบันการเงินเฉพาะกิจและสถาบันการเงินของรัฐ ซึ่งยังคงเติบโตต่อเนื่องจากมาตรการช่วยเหลือภาครัฐที่มีส่วนพยุงเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน สินเชื่อผ่านสหกรณ์ออมทรัพย์ และโรงรับจำนำ เร่งตัวขึ้นมาก สะท้อนว่าครัวเรือนหันไปพึ่งพาแหล่งเงินกู้ที่เข้าถึงง่ายและมีเงื่อนไขยืดหยุ่นกว่าสินเชื่อจากสถาบันการเงินหลักที่ยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ (รูปที่ 4) แนวโน้มดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ครัวเรือนบางส่วนยังเผชิญปัญหารายได้ไม่พอรายจ่าย และต้องการเสริมสภาพคล่องระยะสั้นผ่านการก่อหนี้เพิ่มเติม ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ขยายตัวช้า ซึ่งอาจนำไปสู่การสะสมภาระหนี้และเพิ่มความเสี่ยงในการชำระหนี้ในระยะข้างหน้า

    SCB EIC ประเมินปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยมีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงสูงขึ้น จากตลาดแรงงานที่ยังเปราะบาง

    ท่ามกลางค่าครองชีพที่เร่งตัวเร็ว  และความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนไทยมีแนวโน้มแย่ลงจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่

    1.)ตลาดแรงงานเปราะบาง โดยอัตราการว่างงานของไทยเริ่มเร่งตัวขึ้นในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2026 สู่ระดับ 0.9% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากแรงงานจบใหม่หางานทำได้ยากขึ้น ส่งผลให้อัตราว่างงานของผู้ที่ไม่เคยทำงานมาก่อนเร่งตัว นอกจากนี้ ในปี 2025 จำนวนผู้มีงานทำในกลุ่มอายุ 15-24 ปีหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สะท้อนความต้องการจ้างงานแรงงานจบใหม่ที่ลดลง ทำให้แรงงานจบใหม่บางส่วนต้องหันไปทำงานนอกระบบมากขึ้น ซึ่งมักมีความมั่นคงทางรายได้ต่ำกว่าการทำงานในระบบ

    นอกจากนี้จำนวนผู้มีงานทำปรับตัวลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี 2025 ที่การจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีนับตั้งแต่ช่วง COVID-19 (รูปที่ 6) สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวช้า และภาคการผลิตที่ยังหดตัวต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน จำนวนคนทำงานในภาคเกษตรลดลงจากการย้ายไปทำงานในภาคเศรษฐกิจอื่นที่ให้รายได้สูงกว่า เช่น ภาคบริการ อย่างไรก็ดี ภาคบริการมีขีดจำกัดในการรองรับแรงงาน และงานบางส่วนเป็นงานที่มีรายได้ต่ำ ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยของแรงงานปรับลดลง   และปัจจัยเหล่านี้ซ้ำเติมแนวโน้มรายได้ของครัวเรือนในภาพรวมให้มีความเสี่ยงลดลงได้อีกในระยะข้างหน้า สอดคล้องกับข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งพบว่า จำนวนธุรกิจเปิดใหม่ยังหดตัวต่อเนื่อง สะท้อนการลงทุนภาคเอกชนที่ลดลงและจำกัดโอกาสในการจ้างงานใหม่

    2.)ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเร่งค่าครองชีพ กดดันรายได้ที่แท้จริง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการจ้างงาน  โดยราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นมากจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ SCB EIC ประเมินว่าเงินเฟ้อไทยปี 2026 จะเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 3.2% ซึ่งจะกดดันรายได้ที่แท้จริงของแรงงานที่เพิ่งฟื้นกลับมาใกล้เคียงระดับก่อน COVID-19 (รูปที่ 8) ขณะเดียวกัน ราคาพลังงานที่สูงขึ้นเพิ่มต้นทุนให้ภาคธุรกิจ กระทบความสามารถในการทำกำไร และอาจจำกัดการจ้างงานหรือการปรับขึ้นค่าจ้างในระยะข้างหน้า

    นอกจากนี้ SCB EIC ประเมินว่าหลายกลุ่มธุรกิจที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบสูงจากสถานการณ์ดังกล่าว เช่น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการปลูกข้าว การผลิตแผ่นไม้และผลิตภัณฑ์ไม้เพื่อการก่อสร้าง รวมถึงกลุ่มเคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก และยางสังเคราะห์ เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งเพิ่มขึ้น ขณะที่การส่งออกสินค้าไปตลาดตะวันออกกลางถูกจำกัดลง  และแรงงานในธุรกิจกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้มีจำนวนราว 2.6 ล้านคน หรือ 6.5% ของแรงงานทั้งหมด หากภาคธุรกิจจำเป็นต้องควบคุมต้นทุนเพื่อประคองกิจการท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังสูง แรงงานกลุ่มนี้จึงมีความเสี่ยงที่จะถูกลดชั่วโมงทำงาน ลดค่าล่วงเวลา หรือชะลอการจ้างงานลง ซึ่งอาจซ้ำเติมความเปราะบางของตลาดแรงงานไทยในปีนี้

    SCB EIC  ยังระบุว่ามาตรการภาครัฐควรมุ่งบรรเทาค่าครองชีพในระยะสั้นอย่างตรงจุดควบคู่กับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว

    ในระยะสั้น ภาครัฐควรเร่งออกมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพแบบมุ่งเป้า (Targeted) โดยเฉพาะด้านพลังงาน เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อครัวเรือนเปราะบางและกลุ่มรายได้น้อยที่มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านอาหารและพลังงานสูง มาตรการควรออกแบบให้ตรงกลุ่มและมีลักษณะชั่วคราว เพื่อช่วยประคองกำลังซื้อและลดความจำเป็นที่ครัวเรือนต้องก่อหนี้เพิ่มเพื่อใช้จ่ายสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรเดินหน้ามาตรการปรับโครงสร้างหนี้และลดภาระหนี้ของลูกหนี้กลุ่มเปราะบางควบคู่กัน เพื่อเสริมสภาพคล่องในช่วงที่รายได้ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

    ในระยะยาว การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องมุ่งแก้ที่ต้นตอของปัญหา โดยเฉพาะการยกระดับรายได้และความสามารถในการหารายได้ของครัวเรือน ภาครัฐจึงควรเร่งพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ควบคู่กับการสร้างงานที่มีผลิตภาพสูง และขยายโอกาสในการเข้าถึงอาชีพและแหล่งรายได้ใหม่ นอกจากนี้ ควรพัฒนาระบบสวัสดิการให้รองรับสังคมสูงอายุได้ดีขึ้น และส่งเสริมวินัยและภูมิคุ้มกันทางการเงินของครัวเรือน เพื่อช่วยให้ครัวเรือนสามารถรับมือกับความผันผวนของรายได้และค่าครองชีพได้ดีขึ้นในอนาคต ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาหนี้เพื่อการบริโภค และทำให้การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนเกิดผลอย่างยั่งยืนมากขึ้น.

    .

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/979516/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uFyYVZduEiWo6TdqFu1ow

  • สงกรานต์นี้ ดื่มไม่ขับ… เพราะการ “กลับบ้าน” ที่มีความหมาย คือการกลับไปให้ถึงหน้าประตูบ้านอย่างปลอดภัย

    สงกรานต์นี้ ดื่มไม่ขับ… เพราะการ “กลับบ้าน” ที่มีความหมาย คือการกลับไปให้ถึงหน้าประตูบ้านอย่างปลอดภัย

    สงกรานต์ เป็นเทศกาลแห่งความสุข ที่ครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน แต่คงไม่มีอะไรใจสลายไปกว่าการที่รอยยิ้มเหล่านั้นต้องมลายหายไป เพียงเพราะความสูญเสียจากอุบัติเหตุ ดื่มแล้วขับ

    ที่น่าตกใจคือ 1 ใน 3 (33%) ของผู้เสียชีวิตในช่วงนี้คือหัวหน้าครอบครัวหรือเสาหลักของบ้าน เมื่อเสาหลักล้มลงแล้วคนข้างหลังจะอยู่ต่ออย่างไร? พวกเขาจะแบกรับภาระที่ทิ้งไว้ไหวไหม? และเราจะเปลี่ยน “ความห่วงใยจากคนข้างหลัง” ให้กลายเป็นเกาะป้องกันอุบัติเหตุดื่มแล้วขับได้อย่างไร? สสส. ขอชวนทั้งคนขับและคนคอยมาหาคำตอบไปพร้อมกัน

    ห้ากิโลเมตรสุดท้าย: กับดักความตายใกล้บ้านที่หลายคนประมาท

    สถิติที่น่าเป็นห่วงคือ ความสูญเสียกว่า 59% เกิดขึ้นในรัศมีไม่เกิน 5 กิโลเมตรจากที่พัก การออกไปฉลองใกล้บ้านมักนำไปสู่ความประมาท ทั้งการขับรถเร็ว การละเลยไม่สวมหมวกนิรภัย หรือการดื่มแล้วขับ เพียงเพราะคิดว่าใกล้แค่นี้เอง แต่ความคุ้นเคยบนถนนในชุมชนนี่แหละที่มักกลายเป็นกับดักมานักต่อนัก

    หากเสาหลักล้ม: ภาระที่คนข้างหลังต้องแบกรับจากอุบัติเหตุ

    ดื่มแล้วขับ ไม่ได้ดับแค่คุณคนเดียว เพราะการดื่มแล้วขับไม่ได้พรากแค่ชีวิต แต่พราก “อนาคต” ของคนทั้งบ้าน เมื่อเสาหลักล้มลง ผลกระทบจะกลายเป็นภาระหนักที่ครอบครัวต้องแบกรับ ทั้งความเสียใจ รายได้ที่หายไป อนาคตการศึกษาของลูก หรือการดูแลพ่อแม่ที่แก่ชรา

    ทุกครั้งที่ตัดสินใจดื่มแล้วขับ จึงเท่ากับคุณกำลังเอาสวัสดิภาพของคนที่รักไปวางบนความเสี่ยงที่ไม่อาจประเมินค่าได้

    “พลังของคนข้างหลัง” ตัวช่วยดึงสติเพื่อกลับบ้านปลอดภัย

    หัวอกพ่อแม่ พี่น้อง และลูกน้อยที่รออยู่ที่บ้าน ไม่ได้ต้องการของฝากราคาแพงเท่ากับการเห็นคนขับกลับมาอย่างปลอดภัย เพราะของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดในวันสงกรานต์ คือการได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา

    ทั้ง “ลูกที่รอกอด” “ภรรยาที่รอเปิดประตูบ้านให้” หรือ “พ่อแม่ที่รอร่วมวงกินข้าว” ทุกสายตาที่เฝ้ามองถนนคือความหวังเพียงหนึ่งเดียวว่าความสุขของพวกเขาคือการเห็นคุณกลับมาอย่างปลอดภัย

    ● พลังความรักจากลูกที่รอกอด: ผ่านคำกำชับสั้นๆ ก่อนออกจากบ้านหรือทางโทรศัพท์อย่าง “คืนนี้กลับมานอนกอดหนูนะ” นี่คือสัญญาใจที่ทำให้เสาหลักฉุกคิดได้ว่าความสนุกชั่วคราวเทียบไม่ได้เลยกับอ้อมกอดที่รออยู่

    ● พลังความห่วงใยจากภรรยาที่รอเปิดประตูบ้านให้: ผ่านเสียงเตือนด้วยความรักอย่าง “ถ้าเหนื่อยหรือดื่มมา ไม่ต้องขับนะ เดี๋ยวที่บ้านไปรับเอง” หรือ “สนุกให้เต็มที่แต่อย่าดื่มแล้วขับนะพ่อ” เป็นแรงใจให้คนขับไม่กล้าเสี่ยงกับความคิดที่ว่าดื่มนิดเดียวคงไม่เป็นไร

    ● พลังใจจากพ่อแม่ที่รอร่วมวงกินข้าว: ผ่านคำพูดเรียบง่ายที่แฝงความหวังอย่าง “กลับมากินข้าวพร้อมหน้ากันนะลูก” คือเครื่องเตือนใจว่าไม่มีของฝากชิ้นไหนล้ำค่าไปกว่าการกลับมานั่งล้อมวงกินข้าวด้วยกันอย่างปลอดภัย

    สสส. ขอชวนให้ผู้ขับขี่ใช้ “ภาพถ่ายครอบครัว” มาวางไว้บนรถในจุดที่มองเห็นชัด เพื่อให้ภาพทำหน้าที่สะกิดใจในทุกกิโลเมตร

    ลดเร็ว ลดเสี่ยง: ไม่เหยียบคันเร่งเกินจำเป็น
    สวมหมวก คาดเข็มขัด: แม้อยู่ใกล้ก็ต้องเซฟร่างกายไว้ก่อน เผื่อเหตุไม่คาดคิด
    ดื่มไม่ขับ: ตั้งเป้าว่าเราสนุกได้โดยไม่ต้องดื่ม แต่ถ้าดื่มก็ต้องไม่ขับเท่านั้น

    การตัดสินใจดื่มไม่ขับ และขับขี่อย่างระมัดระวังแม้ในระยะทางสั้นๆ เป็นทางเดียวที่จะช่วยรักษาคำสัญญาว่าจะกลับไปถึงหน้าประตูบ้านอย่างปลอดภัย

    สงกรานต์นี้ ดื่มไม่ขับ กลับบ้านปลอดภัย เพราะคนข้างหลังรออยู่ อย่าลืมว่า ดื่มแล้วขับ ไม่ได้ดับแค่คุณคนเดียว และยังมีคนข้างหลังเป็นห่วง รอคุณอยู่อีกมากมาย…

    #สงกรานต์กลับบ้านปลอดภัย #ดื่มไม่ขับคนข้างหลังเป็นห่วง #ดื่มแล้วขับไม่ได้ดับแค่คุณคนเดียว #สสส

    กดติดตามข้อมูลข่าวสาร แคมเปญที่น่าสนใจ และกิจกรรมดีๆ จาก สสส เพิ่มเติมได้ที่ :

    Facebook : Social Marketing Thaihealth by สสส.
    Line : @thaihealththailand
    Tiktok : @thaihealth
    Youtube : SocialMarketingTH
    Website : Social Marketing การตลาดเพื่อสังคม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaich8.com/news_detail/143685/%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%258C%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2589-%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B7%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A1%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%25A1%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2582%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%259A-%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3-%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%259A%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2599-%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A2-%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%259A%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%259B%25E0%25B9%2583%25E0%25B8%25AB%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%2596%25E0%25B8%25B6%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25B9%25E0%25B8%259A%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25A2%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25A0%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%25A2&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZBoOfTCdqO_i3VMhLU19u

  • Mitsubishi มอบเครื่องยนต์ และระบบส่งกำลัง ส่งเสริมการศึกษา

    Mitsubishi มอบเครื่องยนต์ และระบบส่งกำลัง ส่งเสริมการศึกษา

    ธุรกิจ

    Mitsubishi มอบเครื่องยนต์ และระบบส่งกำลัง ส่งเสริมการศึกษา

    มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย)ฯ มอบเครื่องยนต์ และระบบส่งกำลัง แก่โรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์ ช่างกล ขส.ทบ. มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาทักษะเชิงช่างอย่างยั่งยืน

    บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ บริษัท เอเบิล มอเตอร์ส ปากเกร็ด จำกัด เสริมศักยภาพทักษะเชิงช่างในสายอาชีพอย่างต่อเนื่อง ด้วยการมอบเครื่องยนต์ และระบบส่งกำลัง ให้แก่โรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์ ช่างกล ขส.ทบ. พร้อมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างบริษัท เอเบิล มอเตอร์ส ปากเกร็ด จำกัด และโรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์ ช่างกล ขส.ทบ. โดยเป็นการบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ผ่านการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ สาขาวิชาช่างยนต์ สาขาวิชายานยนต์ไฟฟ้า และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาวิชาเทคนิคเครื่องกล โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติงานในสถานประกอบการ ส่งเสริมการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง เพื่อสอดรับกับวัตถุประสงค์ในการประสานความร่วมมือในการจัดการอาชีวศึกษา เพื่อผลิต และพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ตามนโยบายของรัฐบาล และความต้องการของสถานประกอบการอย่างยั่งยืน

    สาโรจน์ มะอาจเลิศ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานขาย บริการหลังการขาย และประสบการณ์ลูกค้า บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย)ฯ เชื่อว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากภาคธุรกิจเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในการร่วมกันผลิตบุคลากรให้มีความพร้อมรับมือกับโลกเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีส่วนสำคัญในการยกระดับความพร้อมของนักศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการจ้างงานในอนาคตได้อย่างเป็นรูปธรรม การสนับสนุนเครื่องยนต์ และระบบส่งกำลังให้แก่สถาบันการศึกษาทั่วประเทศ เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย)ฯ ในการเดินหน้าสนับสนุน เพื่อวางรากฐานทางการศึกษาให้แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับปณิธานด้านโครงการเพื่อสังคม ภายใต้วิสัยทัศน์ “สรรค์สร้าง เคียงข้าง สังคมไทย”

    พลตรี นรงฤทธิ์ สุวรรณภักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร/เจ้าของโรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์ ช่างกล ขส.ทบ. กล่าวว่า ขอขอบคุณ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย)ฯ และเอเบิล มอเตอร์ส ปากเกร็ดฯ สำหรับการสนับสนุนที่มีคุณค่า การได้รับมอบเครื่องยนต์ และระบบส่งกำลังในครั้งนี้ ถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเรียนรู้ของนักศึกษา สอดรับกับเจตนารมณ์ของเราในการมุ่งผลิตบุคลากรในระดับช่างฝีมือ ช่างเทคนิค และเทคโนโลยี เพื่อให้ผู้เรียนได้รับความรู้ พัฒนาทักษะอันเป็นประสบการณ์ภาคปฏิบัติที่สำคัญ ควบคู่ไปกับองค์ความรู้ทางทฤษฎี นอกจากนี้ การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับผู้จำหน่าย เอเบิล มอเตอร์ส ปากเกร็ดฯ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ช่วยตอกย้ำความตั้งใจในการผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพ รวมถึงสนับสนุนพันธกิจด้านการศึกษาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป อันนำไปสู่การยกระดับองค์ความรู้ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ในอนาคต

    ชัญญาภัค ธนะคุณธนิน ประธานบริหาร บริษัท เอเบิล มอเตอร์ส ปากเกร็ด จำกัด กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจของเรามีความมุ่งมั่น และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และชุมชน การได้ร่วมมือกับ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย)ฯ และโรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์ ช่างกล ขส.ทบ. ในการสนับสนุนสถาบันการศึกษาในพื้นที่ที่เราดำเนินธุรกิจอยู่ จึงเป็นสิ่งที่เราภาคภูมิใจอย่างยิ่ง การร่วมส่งมอบเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังในครั้งนี้ ไม่เพียงเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้ และฝึกปฏิบัติจริงเท่านั้น แต่ยังเป็นการต่อยอดองค์ความรู้เพื่อประยุกต์ใช้ในการทำงานจริง และเสริมทักษะที่จำเป็นต่อการพัฒนาในสายอาชีพอย่างยั่งยืน พร้อมช่วยเพิ่มโอกาสการทำงานในอนาคต

    สำหรับพิธีมอบเครื่องยนต์ และระบบส่งกำลัง ให้แก่โรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์ ช่างกล ขส.ทบ. ในครั้งนี้ ยังได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง บริษัท เอเบิล มอเตอร์ส ปากเกร็ด จำกัด และโรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์ ช่างกล ขส.ทบ. พร้อมด้วยการบริจาคเครื่องยนต์ และระบบส่งกำลัง ประกอบด้วยเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบรหัส 4N16 รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งเป็นขุมพลังขับเคลื่อนของ New Mitsubishi Triton เครื่องยนต์ 4N15 ชุดเกียร์ธรรมดา รุ่น R6M5A และชุดเฟืองท้าย ควบคู่ไปกับการฝึกอบรมภาคปฏิบัติ ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการศึกษา และฝึกอบรม มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย)ฯ และช่างเทคนิคจาก บริษัท เอเบิล มอเตอร์ส ปากเกร็ด จำกัด เพื่อให้มั่นใจว่านักศึกษาจะได้รับการสอนที่มีคุณภาพสูงสุด และนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://autoinfo.co.th/online/571282&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ut_vXEM1PPLxhaIdrT83G

  • “พรรครักชาติ” ยื่นหนังสือถึง ยูเนสโก เรียกร้องยกระดับมาตรฐานป้องกันกัมพูชาขโมยวัฒนธรรม

    “พรรครักชาติ” ยื่นหนังสือถึง ยูเนสโก เรียกร้องยกระดับมาตรฐานป้องกันกัมพูชาขโมยวัฒนธรรม

    “พรรครักชาติ” ยื่นหนังสือถึง ยูเนสโก (UNESCO) สำนักงานใหญ่ ณ กรุงปารีส เรียกร้องยกระดับมาตรฐานป้องกันกัมพูชาขโมยวัฒนธรรม

    เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 12 เมษายน 2569 นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรครักชาติ และนายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค เดินทางไปยังกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เพื่อยื่นหนังสือต่อองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) สำนักงานใหญ่ แสดงความขอบคุณที่ยูเนสโกให้ความสำคัญกับมรดกทางวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ชุดไทย” พร้อมใช้โอกาสนี้เป็นกระบอกเสียงแทนคนไทย เรียกร้องให้มีการพิจารณาขึ้นทะเบียนมรดกโลกอย่างรัดกุม เพื่อป้องกันปัญหาการบิดเบือน ขโมยรากเหง้าทางวัฒนธรรม

    โดยนายชนินทร์ เปิดเผยถึงจุดประสงค์หลักในการเดินทางมาเยือนสำนักงานใหญ่ยูเนสโกในครั้งนี้ ว่า เป็นการแสดงความชื่นชมและขอบคุณที่องค์การระดับโลกแห่งนี้เล็งเห็นคุณค่าและตระหนักถึงความสำคัญของวัฒนธรรมไทย อย่างไรก็ตาม ทางพรรคได้ใช้เวทีดังกล่าวในการแสดงความห่วงใยต่อกระบวนการพิจารณามรดกทางวัฒนธรรมในระดับสากล

    “เราอยากขอให้ทางยูเนสโก พิจารณาอย่างรอบคอบเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกของแต่ละวัฒนธรรมว่าถูกต้องตามประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง ที่เรามาในวันนี้เราหวังเพียงว่าจะเป็นเสียงหนึ่ง ที่จะช่วยปกป้องวัฒนธรรมไทย ในสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนและกำลังเสี่ยงต่อการถูกขโมย” นายชนินทร์ กล่าว

    ขณะที่นายชัยพร กล่าวเสริม 2 ภาษา ทั้งไทยและฝรั่งเศส ระบุว่า ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้เกิดจากความกังวลต่อสถานการณ์ด้านวัฒนธรรมในปัจจุบันที่มีความละเอียดอ่อนสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสี่ยงที่มรดกทางวัฒนธรรมอันเป็นรากเหง้าของชาติอาจถูกขโมยหรือเคลมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ (Cultural origin theft) การเดินทางมายังกรุงปารีสจึงเป็นความพยายามที่จะเป็น “เสียงเล็ก ๆ” ในการช่วยปกป้องสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติไทย

    นอกจากนี้ตัวแทนพรรครักชาติทั้ง 2 ยังย้ำอีกด้วยว่า การยื่นหนังสือในครั้งนี้ ไม่ใช่การเรียกร้องหรือกดดัน (Not a demand) แต่เป็นข้อเสนอแนะเชิงสร้างสรรค์ (Constructive contribution) โดยมุ่งหวังที่จะให้ยูเนสโกนำไปพิจารณาเพื่อสร้างมาตรฐานและยกระดับกระบวนการประเมินการขึ้นทะเบียนมรดกโลกในอนาคตให้มีความรัดกุม เคารพต่อประวัติศาสตร์ และคงไว้ซึ่งความถูกต้องอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2926349&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pq4pM-W2ym16qwt7qYief

  • สุข…เหมือนอยู่ ‘บ้านหลังที่ 2’ ชู ‘อุ้มผางวิทยาคม’ ต้นแบบ สร้างโอกาสทางการศึกษาชายขอบ

    สุข…เหมือนอยู่ ‘บ้านหลังที่ 2’ ชู ‘อุ้มผางวิทยาคม’ ต้นแบบ สร้างโอกาสทางการศึกษาชายขอบ

    วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก (สพม.ตาก) เผยภาพความสำเร็จการจัดการศึกษาเชิงรุกในพื้นที่ห่างไกล ณ โรงเรียนอุ้มผางวิทยาคม ชี้อุปสรรคทางภูมิศาสตร์ 1,219 โค้ง ไม่ใช่ปัญหาในการส่งต่อคุณภาพการศึกษา พร้อมดูแลสวัสดิภาพนักเรียนบ้านพักนอนกว่า 300 ชีวิต ให้มีความสุขเสมือนอยู่บ้านหลังที่สอง

    นายจิรกร ฐาวิรัตน์ ผู้อำนวยการ สพม.ตาก เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจคณะครูและนักเรียนโรงเรียนอุ้มผางวิทยาคม อ.อุ้มผาง จ.ตาก ว่า พื้นที่ อ.อุ้มผาง แม้จะขึ้นชื่อเรื่องความยากลำบากในการเดินทาง แต่หัวใจสำคัญของ สพม.ตาก คือการทำให้ “ความห่างไกล” ไม่ใช่ “การขาดโอกาส” โดยปัจจุบันนโยบายทางการศึกษาได้ถูกขับเคลื่อนให้เข้าถึงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเปลี่ยนภาพจำเดิมๆ ของโรงเรียนบนดอยให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ

    หลายคนอาจมองว่าเด็กบนดอยคือเด็กด้อยโอกาส แต่จากการสัมผัสจริง ผมพบว่าเด็กๆ ที่นี่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจเรียนสูงมาก หน้าที่ของเราคือการทลายกำแพงเรื่องระยะทาง เพื่อส่งมอบการศึกษาที่มีคุณภาพให้แก่เยาวชนกว่า 1,200 ชีวิตในพื้นที่แห่งนี้ ผู้อำนวยการ สพม.ตาก กล่าวและว่า

    นอกจากด้านวิชาการและทักษะอาชีพ สพม.ตาก ยังให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพความเป็นอยู่ โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในการสนับสนุนค่าใช้จ่ายนักเรียนพักนอนให้แก่เด็กนักเรียนกว่า 300 คน ซึ่งเป็นกลุ่มที่บ้านอยู่ห่างไกลและเดินทางลำบาก เพื่อให้เด็กๆได้พักอาศัยอย่างปลอดภัย มีโภชนาการที่ดี และลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง ส่งผลให้โรงเรียนอุ้มผางวิทยาคมกลายเป็นโมเดลต้นแบบของการจัดการศึกษาในพื้นที่ชายขอบที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง มีศิษย์เก่าที่ได้รับทุนการศึกษาและออกไปประกอบอาชีพที่มั่นคงกลับมาพัฒนาบ้านเกิดอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ นายจิรกร ฐาวิรัตน์ ได้ย้ำปณิธานสำคัญในการทำงานว่า “ไม่ว่าเด็กจะอยู่เมือง หรืออยู่ป่า จะต้องได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพและเท่าเทียมกัน” เพื่อสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่าและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/958108&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2maD940c0w_-WLTaGe_iuK