Category: วัฒนธรรม

  • คนจีนไม่หวั่นคำเตือนรัฐบาล ‘ห้ามเที่ยว’ ญี่ปุ่น ชี้เป็นเรื่องปกติไม่น่ากังวลเท่าใดนัก

    คนจีนไม่หวั่นคำเตือนรัฐบาล ‘ห้ามเที่ยว’ ญี่ปุ่น ชี้เป็นเรื่องปกติไม่น่ากังวลเท่าใดนัก

    นักท่องเที่ยวและนักศึกษาชาวจีนต่างแสดงความเห็นที่หลากหลายต่อคำเตือนของรัฐบาลจีนเรื่องการเดินทางและการศึกษาในญี่ปุ่น ท่ามกลางความตึงเครียดทางการทูตที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งบางส่วนมองว่าสถานการณ์ไม่ได้รุนแรงมากเท่าไร โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูท่องเที่ยวสูงสุด  

    ความตึงเครียดทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากที่นายกฯ ซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่นได้กล่าวเมื่อต้นเดือนนี้ว่า “ญี่ปุ่นอาจส่งกำลังทหารเข้ามาหากเกิดความขัดแย้งในช่องแคบไต้หวัน” จากนั้น รัฐบาลจีนจึงตอบโต้ด้วยการเรียกตัวทูตญี่ปุ่นมาเพื่อตำหนิว่า “คำพูดดังกล่าวของทาคาอิจินั้นผิดอย่างร้ายแรงและเป็นอันตรายอย่างยิ่ง” 

    เมื่อวันศุกร์ (14 พ.ย.) กระทรวงการต่างประเทศจีนได้เรียกร้องให้นักท่องเที่ยวชาวจีน ‘หลีกเลี่ยง’ การเดินทางไปญี่ปุ่น โดยอ้างถึงความกังวลด้านความปลอดภัย ขณะที่กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวก็ได้ออกมาเรียกร้องในทำนองเดียวกันเมื่อวันอาทิตย์ (16 พ.ย.) นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการก็ได้ออกคำแนะนำกระตุ้นให้ชาวจีนพิจารณาการศึกษาต่อในญี่ปุ่นอีกด้วย 

    เนื่องจากความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้น สื่อของรัฐรายงานเมื่อวันจันทร์ (17 พ.ย.) ว่า “การเข้าฉายภาพยนตร์ญี่ปุ่น 2 เรื่องในจีนจึงถูกเลื่อนออกไป” 

    อย่างไรก็ดี คำเตือนการเดินทางดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวชาวจีนแห่กันมาเที่ยวญี่ปุ่นเพื่อชมใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง โดยย่านใจกลางเมืองอย่างโตเกียวและเกียวโตมักขึ้นชื่อในเรื่องสีสันของใบไม้ ซึ่งจะสวยงามที่สุดตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวจีนบางคนยังวางแผนเดินทางสำหรับวันหยุดปีใหม่ด้วย 

    นักท่องเที่ยวชาวจีนไม่ได้กังวลต่อคำเตือน ‘ยกเลิก’ การเดินทางไปญี่ปุ่นมากนัก 

    หลิว ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดในกรุงปักกิ่งวัย 30 ปี กำลังวางแผนการเดินทางไปญี่ปุ่นครั้งแรกกับกลุ่มเพื่อนในช่วงปลายเดือนนี้ บอกว่า คำเตือนการเดินทางครั้งแรกดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ แต่คำประกาศอื่นๆ รวมถึงข้อเสนอยกเลิกเที่ยวบินฟรีจากสายการบินใหญ่หลายแห่งทำให้คำเตือนนี้ดู ‘เป็นทางการและจริงจังมากขึ้น’” 

    สายการบินจีนอย่างน้อย 7 สาย รวมถึง Air China, China Southern, และ China Eastern ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันเสาร์ (15 พ.ย.) โดยระบุว่า “จะอนุญาตให้คืนตั๋ว หรือเปลี่ยนแปลงแผนการเดินทางโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายสำหรับการจองจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม” 

    หลิว บอกอีกว่า เธอจะติดตามสถานการณ์ต่อไปอีก 1 สัปดาห์ แต่ก็ยังเผื่อใจในการ ‘ยกเลิก’ ทริป แม้เธอจะบอกว่า “เรื่องความปลอดภัยส่วนบุคคลไม่ใช่สิ่งที่เธอกังวลมากนัก แต่สถานการณ์ค่อนข้างซับซ้อน และรู้สึกว่าความตึงเครียดทางการทูตได้สร้างแรงกดดันต่อผู้คน” 

    ขณะที่ ฌอน จู ชาวเซี่ยงไฮ้วัย 31 ปีซึ่งมักเดินทางไปญี่ปุ่นทั้งเพื่อพักผ่อนและธุรกิจ เผยว่า เขายังคงวางแผนที่จะฉลองปีใหม่ที่ญี่ปุ่น และเขา ‘ไม่กังวลเลย’“คำเตือนอย่างเป็นทางการฟังดูเหมือน ‘การทูตแบบนักรบหมาป่า’ (Wolf Warrior) ที่คุ้นเคยจากปักกิ่ง” จนถึงขณะนี้ยังไม่มีเพื่อนของเขาคนใดยกเลิกการเดินทางเลย ขณะที่บางคนกำลังติดตามค่าโดยสารเครื่องบินเพื่อพิจารณาเดินทางไปญี่ปุ่นในกรณีที่ราคาลดลง

    ผู้ใช้โซเชียลมีเดียหลายคนในจีนต่างพากันแสดงความคิดเห็นว่า พวกเขา ‘ไม่ได้กังวล’ เป็นพิเศษ แต่บางคนก็แสดงความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการเพิกเฉยต่อคำเตือนอย่างเป็นทางการ 

    หนังสือพิมพ์ Asahi Shimbun ของญี่ปุ่น รายงานเมื่อวันจันทร์ (17 พ.ย.) ว่า “บริษัททัวร์จีน 2 แห่งได้ยกเลิกทัวร์กรุ๊ปทัวร์ทั้งหมดที่กำหนดไว้ในเดือนพฤศจิกายน” 

    จีนเป็นหนึ่งในแหล่งนักท่องเที่ยวต่างชาติรายใหญ่ที่สุดที่เดินทางมาญี่ปุ่น โดยชาวจีนแผ่นดินใหญ่เดินทาง 7.48 ล้านครั้งในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้  ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 42% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นจำนวนสูงสุดจากต่างประเทศ หรือภูมิภาคใดๆ 

    ฉิน เยว่ฮั่น นักศึกษาชาวจีนในญี่ปุ่นที่กำลังเตรียมตัวสอบเข้าระดับปริญญาโท กล่าวว่า เขา ‘ไม่ได้กังวล’ มากนัก เพราะความตึงเครียดดูเหมือนจะไม่แตกต่างไปจากที่เคยปะทุขึ้นก่อนหน้านี้มากนัก“ผมยังคงมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับบรรยากาศในสังคมญี่ปุ่น คนส่วนใหญ่เป็นมิตรกับผม และผมยังไม่สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญใดๆ…ชาวญี่ปุ่นบางคนอาจมีความเกลียดชังชาวต่างชาติอยู่บ้าง แต่สิ่งนี้ดูเหมือนจะเป็นความรู้สึกที่มีต่อชาวต่างชาติทุกคน ไม่ใช่แค่ชาวจีนเท่านั้น” 

    ฉิน บอกอีกว่า เขาไม่มีความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแผนการเรียนปริญญาโท 2 ปีที่ญี่ปุ่น “ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและญี่ปุ่นมีความผันผวนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มันอาจจะเป็นแค่เรื่องเดิมๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ” 

    (Photo by : GREG BAKER / AFP) 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/china-travel-warnings-for-japan-evoke-mixed-reactions-at-home&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Y0WEB7NIlHIInwF1hsJZV

  • วัยรุ่นไทยขาด ‘ศิลปะการใช้เงิน’ ปัญหาบุคคลที่ต้องแก้ด้วยโครงสร้าง

    วัยรุ่นไทยขาด ‘ศิลปะการใช้เงิน’ ปัญหาบุคคลที่ต้องแก้ด้วยโครงสร้าง

    อิสรภาพทางการเงินไม่ใช่ภาระของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือ ‘ศิลปะ’ ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย

    ปิดท้ายเวที Young Leader Dialog ในงาน THE STANDARD Economic Forum 2025 กับเซสชั่นที่สำคัญและทรงพลังอย่างยิ่งในหัวข้อ ‘Financial Literacy: ปลูกฝังวินัยการเงิน สร้างความมั่งคั่งฉบับคนรุ่นใหม่’ ที่ชวนให้ผู้ฟังได้ศึกษาคำว่าอิสรภาพทางการเงินอย่างแท้จริง

    นี่คือการรวมตัวของผู้หญิงเก่ง 3 ท่านในวงการการเงิน ได้แก่ ดิว ธิษณา ธิติศักดิ์สกุล กรรมการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท โนบูโร แพลตฟอร์ม จำกัด, เอม มทินา วัชรวราทร ผู้บริหารฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.กสิกรไทย, และ เฟิร์น ศิรัถยา อิศรภักดี ผู้ก่อตั้ง Wealth Me Up และผู้ดำเนินรายการ Morning Wealth

    ‘ความมั่งคั่ง’ ไม่ใช่แค่ตัวเงิน แต่คือ ‘อิสรภาพ’

    ‘ความมั่งคั่ง’ (Wealth) ในนิยามของ 3 กูรูไม่ได้หมายถึงแค่ตัวเงิน เฟิร์นนิยามว่าคือ ‘อิสรภาพ’ (Freedom) ที่จะเลือกใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องกังวล ดิว มองว่าเป็น ‘ความมั่งมีและความสุข’ (Well-being) ที่ทำให้เราทำตามฝันได้ ส่วนเอม นิยามว่าคือ ‘ความยืดหยุ่น’ (Resilience) และการใช้เงินอย่างมีความหมาย (Purposeful) โดยมี ‘เวลา’ เป็นทุนที่สำคัญที่สุดของคนรุ่นใหม่ที่พวกเขามักมองไม่เห็น

    หาเงินเก่ง แต่ขาด ‘ศิลปะการใช้เงิน’

    ปัญหาใหญ่ที่พบคือ คนรุ่นใหม่หาเงินเก่ง แต่ขาดศิลปะในการใช้เงิน หลายคนอยู่ในภาวะ ‘รู้แต่ทำไม่ได้’ และขาดความเข้าใจในบทเรียนที่สำคัญที่สุดสู่ความร่ำรวย

    ทางออกเริ่มต้นที่การสร้าง Awareness ให้เห็นสถานะการเงินที่แท้จริงของตนเอง แนะนำให้คนรุ่นใหม่ ‘ฝึกฝัน’ เพื่อให้มีเป้าหมายระยะยาว และ ‘ฝึกฝืน’ เพื่อให้มีวินัยควบคุมตัวเอง ทั้งยังควรสะสม ‘สินทรัพย์’ (Assets) ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น กองทุน หรือบ้าน ไม่ใช่สะสมสิ่งของ หรือไลฟ์สไตล์ที่ใช้แล้วหายไป

    ข้อเสนอ แก้ปัญหาการเงินที่โครงสร้าง

    ทั้งสามเห็นตรงกันว่าการแก้ปัญหาวินัยการเงิน ไม่สามารถหยุดอยู่แค่ความรับผิดชอบส่วนบุคคล แต่ต้องการการขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างจากทุกภาคส่วน

    ภาคเอกชน สามารถมีส่วนร่วมสร้างวัฒนธรรมการเงินในที่ทำงาน โดยเฉพาะ ‘นายจ้าง’ ที่มีบทบาทอย่างยิ่งในการสร้างวัฒนธรรมการเงินที่ดีในที่ทำงาน การสร้างบทสนทนาเรื่องการออมและแก้หนี้ให้เป็นเรื่องปกติ ถูกประเมินว่าสามารถช่วยแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนในกลุ่มแรงงานได้เกือบ 30% ขณะที่สถาบันการเงินก็ต้องปรับบทบาท จากการมุ่ง ‘ขาย’ มาสู่การ ‘ให้ความรู้’ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกค้า

    ทางฝั่งภาครัฐก็สามารถขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างที่เอื้อให้ออม โดยระบบการศึกษาคือจุดคานงัดแรกที่ต้องปฏิรูป แนะนำให้บรรจุความรู้การเงินภาคบังคับเข้าไปตั้งแต่ระดับประถม นอกจากนี้ รัฐต้องสร้างการตระหนักรู้ในวงกว้างผ่านแคมเปญระดับชาติ และพิจารณาเครื่องมือเชิงนโยบาย เช่น การมอบเงินก้นถุงตั้งต้นให้เด็กแรกเกิด เพื่อให้พลังของ ‘ดอกเบี้ยทบต้น’ ได้เริ่มทำงานทันที

    แม้เส้นทางสู่อิสรภาพทางการเงินอาจต้องแลกด้วยหยาดเหงื่อ และการทำในเรื่องท้าทายที่ไม่เคยพบเจอ แต่อย่าหยุดที่จะเรียนรู้ ‘ศิลปะการใช้เงิน’ เพราะความมั่งคั่งที่แท้จริงเริ่มต้นจากวินัยก้าวเล็กๆ ไม่ว่าวันนี้สถานะการเงินของคุณจะอยู่ที่จุดไหน ไม่เคยมีคำว่าสายเกินไปที่จะเริ่มต้นสร้างอนาคตการเงินที่ดีขึ้นด้วยมือของคุณเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-40/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EIUKESaknSYmAFWmGL2Nw

  • ฉะเชิงเทรา รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เข้าร่วมพิธีประกาศผลและมอบรางวัลการแข่งขันทักษะการบริการลูกค้าโตโยต้า ประจำปี 2568 | TOPNEWS

    ฉะเชิงเทรา รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เข้าร่วมพิธีประกาศผลและมอบรางวัลการแข่งขันทักษะการบริการลูกค้าโตโยต้า ประจำปี 2568 | TOPNEWS

    วันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เวลา 10.00 น. ณ ศูนย์การศึกษาและฝึกอบรมโตโยต้า อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา นางสาวฉัตรประอร นิยม รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ และเข้าร่วมพิธีประกาศผลและมอบรางวัลการแข่งขันทักษะการบริการลูกค้าโตโยต้า ประจำปี 2568 พร้อมด้วย นายเมธี รัตนเสนีย์ แรงงานจังหวัดฉะเชิงเทรา, ว่าที่พันตรี ดร.วัชรพล ลักษณลม้าย ผอ.วิทยาลัยเทคนิคฉะเชิงเทรา หัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงแรงงาน และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธาน โดยมี นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน, มร. โนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด, นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่, คุณคาร์ล ออพเพนบอร์น ประธานชมรมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้า, และนายนโภช แซ่อุ่ย ผอ. ศูนย์การศึกษาและฝึกอบรมโตโยต้า พร้อมด้วย ผู้เข้าร่วมการแข่งขัน สื่อมวลชน และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมพิธี

    บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กำหนดกิจกรรมแข่งขันทักษะการบริการลูกค้า มาอย่างต่อเนื่อง ในปีนี้เป็นปีที่ 47 เพื่อมุ่งมั่นในการพัฒนาทรัพยากรบุคคล โดยมีหนึ่งในกลไกสำคัญในการพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากร คือ การแข่งขันทักษะการบริการลูกค้าโตโยต้า โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาทักษะการบริการของบุคลากรผู้แทนจำหน่ายให้มีความพร้อมในการให้บริการลูกค้าภายใต้ความเปลี่ยนแปลง ทั้งในด้านพฤติกรรม ความต้องการของลูกค้า ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และเพื่อรักษาความผูกพันของลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน การจัดกิจกรรมแข่งขันครั้งนี้ มีครบทั้ง 9 ประเภท ครอบคลุมการปฏิบัติงานด้านบริการลูกค้า และด้านตัวถังและสีรถยนต์ โดยมีผู้เข้าร่วมแข่งขันจากทุกผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศกว่า 1,200 คน เข้าร่วมสอบทฤษฎีเพื่อคัดกรอง และผ่านเข้าสู่การแข่งขันภาคปฏิบัติในรอบคัดเลือก และมีเพียง 90 คน ที่ผ่านการแข่งขันเข้ามาจนถึงรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ

    สำหรับพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา มีศักยภาพในด้านอุตสาหกรรมค่อนข้างสูง มีนักลงทุนเคลื่อนย้ายฐานการผลิตมาลงทุน และตั้งโรงงานอุตสาหกรรมเรื่อยมา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 จนปัจจุบันมีโรงงานอุตสาหกรรมมากกว่า 1,700 โรงงาน ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องทางการเกษตร อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเลคทรอนิกส์ ชิ้นส่วนรถยนต์และประกอบรถยนต์ สำหรับ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้เชื่อมั่นในจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยเป็นที่ตั้งโรงประกอบรถยนต์ 2 แห่ง คือ โรงประกอบรถยนต์เกตเวย์ ในนิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ซิตี้ ณ อำเภอแปลงยาว และโรงประกอบรถยนต์โตโยต้าบ้านโพธิ์ รวมถึงศูนย์อะไหล่รถยนต์ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิค ณ อำเภอบ้านโพธิ์ นอกจากนี้ ในอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา ยังเป็นที่ตั้งของศูนย์การศึกษาและฝึกอบรมโตโยต้า และวิทยาลัยเทคโนโลยียานยนต์โตโยต้าอีกด้วย

    ภาพ/ข่าว อาษา / ปรีญาภรณ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ฉะเชิงเทรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1394368&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-cSPh2v-0BF84FMYsofvj

  • LTS คว้างานใหม่จากกระทรวงศึกษามูลค่า 141 ล้าน

    LTS คว้างานใหม่จากกระทรวงศึกษามูลค่า 141 ล้าน

    วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.00 น.

    บมจ.ไลท์อัพ โทเทิล โซลูชัน หรือ LTS ประกาศได้ลงนามในสัญญาการให้บริการอุปกรณ์การเรียนการสอนสำหรับครูและนักเรียนภายใต้โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย ระยะเวลา 5 ปี มูลค่างานรวมกว่า 141 ล้านบาท สอดคล้องกับแผนการเติบโตของกลุ่มธุรกิจ IT Solutions ในระยะยาว

    นายกิตติพงษ์ วิมลโนช รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LTS เปิดเผยว่า ได้ลงนามในสัญญาการให้บริการอุปกรณ์การเรียนการสอนสำหรับครูและนักเรียน ภายใต้โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา กับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย สัญญาดังกล่าวมีระยะเวลา 5 ปี โดยมีมูลค่างานรวมจำนวน 141,239,472 บาท ซึ่งรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีอากร ค่าขนส่ง ค่าจดทะเบียน และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว

    ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังมุ่งมั่นดำเนินกลยุทธ์ธุรกิจ IT Solutions ซึ่งเป็น New S-Curve ใหม่ที่สร้างการเติบโตระยะยาว และเป็นเมกะเทรนด์ของโลกยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญในการพัฒนา AI รวมทั้งประเทศไทยที่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยี AI เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล รวมทั้งพัฒนาประเทศให้ทัดเทียมนานาชาติ

    – 030 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/928593&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2a0IfOXZtRbzcvgXaszvti

  • ดร.วิรไท สันติประภพ เสนอโมเดลพัฒนาประเทศ

    ดร.วิรไท สันติประภพ เสนอโมเดลพัฒนาประเทศ

    ดร.วิรไท สันติประภพ ประธานคณะกรรมการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้กล่าวเปิดงานสัมมนาสาธารณะประจำปี 2568 ในหัวข้อ “Reimagining Thailand’s Development Model: ก้าวข้ามโลกเก่า ด้วยโมเดลใหม่ในการพัฒนาประเทศ” ซึ่งมีมุมมองที่น่าสนใจ และสามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม…


    ขอเริ่มงานสัมมนาประจำปีนี้ ด้วยการยกคำพูดของบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ 2 ท่าน ท่านแรก ดร.เอกนิติ นิติทันฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวไว้เมื่อเดือนที่แล้วว่า “เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะ ติดหล่ม หรืออาจดิ่งเหว” และท่านที่สอง คุณดนุชา พิชยนันท์ (อดีต และว่าที่) เลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวในการประชุมประจำปี ของสภาพัฒน์ฯ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาว่า “ในความเป็นจริง ความก้าวหน้าของการพัฒนา หยุดชะงักมานานแล้ว”

    ปกติเราไม่ค่อยได้ยิน ผู้บริหารระดับสูงที่กำหนดนโยบายเศรษฐกิจ ยอมรับความจริงแบบตรงไปตรงมาเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหา ที่ถูกปล่อยปละละเลยมานาน จนส่งผลให้เศรษฐกิจไทย ชะงักงัน ติดหล่ม หรือ กำลังจะดิ่งเหว
    สำหรับท่านที่ติดตามพัฒนาการของเศรษฐกิจไทยมาโดยต่อเนื่อง ก็คงไม่ประหลาดใจกับคำพูดของท่านรองนายก และท่านเลขา สภาพัฒน์ เพราะถ้าดูตัวชี้วัดพัฒนาการของเศรษฐกิจไทยแทบทุกด้าน จะบ่งชี้ไปในทิศเดียวกันว่า พัฒนาการของเศรษฐกิจไทยด้อยลงเมื่อเทียบกับประเทศคู่เทียบ ในบางเรื่อง คะแนนดิบของตัวชี้วัดของเราถดถอยลงเองโดยไม่ต้องเทียบกับใคร
    ตัวชี้วัดเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยติดหล่ม และชะงักงัน ไม่ว่าจะเป็น ความสามารถในการแข่งขันโดยรวมของประเทศ คุณภาพการศึกษา ผลิตภาพของภาคเกษตร ประสิทธิภาพของระบบราชการ ฐานะการคลัง หนี้ครัวเรือน ความเหลื่อมล้ำ การใช้อำนาจเหนือตลาดของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ กฎหมายที่ล้าสมัย ตลอดจนสถานการณ์คอรัปชั่น ที่ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีสีเทามากขึ้นเรื่อยๆ
    ถ้ามองไปในอนาคต เศรษฐกิจไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายที่รุนแรงขึ้นอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากปัญหา geo-politics มาตรการกีดกันทางการค้า สังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์ การขาดแคลนแรงงาน การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด AI transformation ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ หรือสภาวะโลกรวน ยิ่งถ้าเรา ติดหล่ม หรือชะงักงัน นานขึ้นเท่าไหร่ เราจะมีโอกาสดิ่งเหวเร็วขึ้น ลึกขึ้น และจะขึ้นจากเหวได้ยากขึ้นด้วย ทรัพยากรที่เรามีเหลือก็จะร่อยหรอลงเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับการลงทุนที่จำเป็นต้องใช้เพื่อก้าวขึ้นจากเหว

    ในเวลาที่โลกกำลังเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ปัจจัยฉุดรั้งและปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย จะประสานพลังกันในลักษณะวงจรอุบาทว์ ส่งผลกระทบซึ่งกันและกันเป็นลูกโซ่ ฉุดให้สถานการณ์ของเศรษฐกิจไทย ไหลลงได้เร็ว ทั้งโดยเปรียบเทียบกับประเทศอื่น และเทียบกับตัวเอง
    คนรุ่นผมมักจะถามกันว่า ถ้าถอยหลังกลับไปเมื่อสิบหรือสิบห้าปีที่แล้ว เราจะคิดกันไหมว่าเศรษฐกิจไทยจะพัฒนามาจนตกอยู่ในสภาวะแบบวันนี้ เราปล่อยให้เศรษฐกิจไทยก้าวมาสู่จุดนี้ได้อย่างไร คงมีหลายสาเหตุที่ทำให้พัฒนาการของเศรษฐกิจไทยในวันนี้ อยู่ในสภาวะติดหล่ม หรือชะงักงัน ไม่ว่าจะเป็นสังคมโดยรวมขาดการตระหนักรู้ถึงความรุนแรงของปัญหาที่สะสมมาต่อเนื่อง และไม่ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นนอกประเทศ การเมืองที่สนใจแต่ผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง มากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ การมุ่งทำแต่นโยบาย quick win ระยะสั้น ขาดความมุ่งมั่นทางการเมือง (political will) ที่จะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง
    ธุรกิจขนาดใหญ่ ใช้อำนาจเหนือตลาด ในขณะที่การกำกับดูแลให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรมไม่เกิดขึ้นจริง ไม่ให้ความสำคัญกับการกำหนดหลักคิดนำทาง (guiding principles) ที่จะช่วยกำหนดทิศทางของนโยบายสาธารณะ และการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลได้จริง โดยไม่ถูกบิดเบือน หรือเบี่ยงเบนระหว่างทาง ขาดกลไกที่ส่งเสริมให้เกิดการปฏิรูป หรือ transformation ได้อย่างแท้จริง ขาดกลไกที่ส่งเสริมให้หน่วยงานต่างๆ สามารถ ทำงานร่วมกันแบบประสานพลัง มีเป้าหมายร่วมกัน มากกว่าที่จะแยกกันคิด และแยกกันทำ

    ขาดระบบแรงจูงใจที่เหมาะสมกับโลกใหม่ในอนาคต ที่จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของธุรกิจและคนในสังคม ปัญหาคอรัปชั่น ที่ถูกปล่อยปละละเลย จากเดิมที่เป็นการให้ผลตอบแทนเพื่ออำนวยความสะดวก หรือสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน มาเป็นสิ่งที่เรียกว่าการยึดรัฐ (State Capture) ใช้กลไกภาครัฐกำหนดนโยบายที่เอื้อประโยชน์ให้แก่พรรคพวกของตนเอง ตลอดจน หน่วยงานภาครัฐเลือกที่จะอยู่ใน comfort zone หลีกเลี่ยงความเสี่ยง ไม่เปิดใจ รับแนวคิดใหม่ๆ ที่จะทำให้เกิดการปฏิรูป หรือ transformation และมักจะมีวิธีการทำงานที่เน้นกระบวนการ พิธีกรรมมากกว่าเอาสารัตถะและเป้ายหมายของงานที่ยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง
    ในปีนี้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เลือกหัวข้อ “ก้าวข้ามโลกเก่าด้วยโมเดลใหม่ในการพัฒนาประเทศ” เป็น หัวข้อของงานสัมมนาประจำปี เพื่อต้องการสร้างการตระหนักรู้ถึงภาวะติดหล่มของเศรษฐกิจไทย และ ความท้าทายที่กำลังเกิดขึ้นในโลก ถ้าเศรษฐกิจไทยจะออกจากภาวะติดหล่ม เราต้องออกแบบโมเดลใหม่ของการพัฒนา ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วยนโยบายอุตสาหกรรมใหม่ นโยบายการค้าและการลงทุนใหม่ นโยบายด้านนวัตกรรมและการพัฒนาทักษะของคนไทยที่ จะต้องเกิดผลลัพธ์ได้จริง และที่สำคัญ เราต้องการบทบาทของภาครัฐใหม่ ที่จะไม่ฉุดรั้งให้เศรษฐกิจไทยชะงักงัน แต่ส่งเสริมให้เศรษฐกิจไทยก้าวไปข้างหน้าได้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก

    ด้วยปัญหาที่สะสมมานาน และความท้าทายหลากหลายด้านที่กำลังรอเราอยู่ จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องคิดเรื่องใหญ่ ให้ความสำคัญกับโมเดลใหม่ ที่จะเปลี่ยนโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย โมเดลการพัฒนาต้อง ได้รับการออกแบบใหม่ ไม่สามารถทำเพียงแค่ต่อยอดจากโมเดลเดิมๆ ที่เราคุ้นเคย
    ดังนั้นจึงต้องมองให้ไกล ถึงความท้าทายที่กำลังเกิดขึ้นในอนาคต และผลที่ต้องการให้เกิดขึ้นในระยะยาว ต้องใส่เลนส์ใหม่ มองหาวิธีการใหม่ๆ แนวทางใหม่ๆ ของการพัฒนา มุ่งหานวัตกรรมและเครื่องมือใหม่ และระบบ แรงจูงใจใหม่ ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดผลได้จริง และต้องทำให้จริง โดยต้องสร้าง political will ให้เกิดขึ้นให้ได้ ต้องรวมพลังกันของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เท่าทันกับความรุนแรงของปัญหาที่สะสมมานาน และความท้าทายใหม่ๆ ที่ซับซ้อน มากขึ้น
    สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันตลอดทั้งวันนี้ จะเป็นอีกหนึ่งเวทีที่จะช่วยจุดประกาย ให้เกิดการถกเถียงกันอย่างสร้างสรรค์ บนข้อมูลเชิงประจักษ์ เพื่อกำหนดหลักคิดนำทางให้เศรษฐกิจไทย ผมเชื่อมั่นว่า ถ้าเราร่วมกัน “คิดเรื่องใหญ่ มองให้ไกล ใส่เลนส์ใหม่ และทำให้จริง” เราจะสามารถฉุดเศรษฐกิจไทยให้หลุดออกจาก สภาวะติดหล่ม และชะงักงัน และลดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะดิ่งเหวในอนาคตได้

    มุมมองของผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา

    จากสายพานอุตสาหกรรมสู่สนามนโยบายชาติ ผศ.ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ นั่งแท่นผู้อำนวยการ บพข. คนใหม่ ปักธงยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทยบนเวทีโลก

    เจียง เหว่ย อัครราชทูตจีนฯ ประจำประเทศไทย พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืนร่วมกัน สานต่อความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีน-ไทย ครบรอบ 50 ปี

    5 องค์ประกอบของการบริหารจัดการบนโลกที่ไม่แน่นอน

    Post Views: 318

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/11/17/dr-wirachai-santiprapob-thailand-development-model/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qHx5nOBHpxLF1JBfyA8Us

  • LTS คว้างานให้บริการอุปกรณ์การเรียนการสอนในสุโขทัยมูลค่า 141.24 ลบ. : อินโฟเควสท์

    LTS คว้างานให้บริการอุปกรณ์การเรียนการสอนในสุโขทัยมูลค่า 141.24 ลบ. : อินโฟเควสท์

    บมจ.ไลท์อัพ โทเทิล โซลูชั่น [LTS] แจ้งว่า บริษัทฯ ได้ลงนามในสัญญาการให้บริการอุปกรณ์การเรียนการสอนสำหรับครูและนักเรียนภายใต้

    โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลากับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย ระยะเวลา 5 ปี มูลค่างาน 141,239,472 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRAH0IQ21B3CJ8PNTMUL48QWLIZHPLW5&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KIMaT46jDZVsl_FGoDpaR

  • นครปฐม///”วัดท่าไม้” ศึกษาดูงานเรือนจำกลางนครปฐม! หนุนภารกิจคืนคนดีสู่สังคม ชูศาสนาบำบัด | TOPNEWS

    นครปฐม///”วัดท่าไม้” ศึกษาดูงานเรือนจำกลางนครปฐม! หนุนภารกิจคืนคนดีสู่สังคม ชูศาสนาบำบัด | TOPNEWS

    นครปฐม///”วัดท่าไม้” ศึกษาดูงานเรือนจำกลางนครปฐม! หนุนภารกิจคืนคนดีสู่สังคม ชูศาสนาบำบัด

    • เผยแพร่ : 18/11/2025 09:36

    คณะสงฆ์และแม่ชี “วัดท่าไม้” เข้าเยี่ยมชมกระบวนการดูแลและฟื้นฟูผู้ต้องขังถึงภายในเรือนจำกลางนครปฐม เล็งเห็นบทบาทสำคัญของศาสนาในการขัดเกลาจิตใจและสร้างกำลังใจให้พร้อมกลับคืนสู่สังคม

    ​วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 พระสงฆ์และแม่ชีจาก วัดท่าไม้ อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เดินทางเข้าเยี่ยมชมและศึกษาดูงานเกี่ยวกับภารกิจการดูแลและปฏิบัติต่อผู้ต้องขังภายใน เรือนจำกลางนครปฐม โดยมี นายจักร ลิ่มบุตร ผู้บัญชาการเรือนจำกลางนครปฐม เป็นผู้นำคณะและให้ข้อมูลต้อนรับ

    การเยี่ยมชมในครั้งนี้เพื่อให้คณะสงฆ์ได้เข้าใจถึงกระบวนการทำงานของเจ้าหน้าที่เรือนจำ ทั้งในด้านการดูแลความเป็นอยู่ สุขภาพ และสวัสดิการพื้นฐานของผู้ต้องขัง นอกจากนี้ยังได้เน้นย้ำถึงบทบาทของกิจกรรมทางศาสนา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการเสริมสร้างกำลังใจ พัฒนาจิตใจ และปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้ต้องขัง

    ​เรือนจำกลางนครปฐมเล็งเห็นว่า การสนับสนุนด้านศาสนาและการฟื้นฟูจิตใจ ถือเป็นกุญแจสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้ผู้ต้องขังสามารถกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีคุณภาพและไม่หวนกลับไปกระทำผิดซ้ำอีก

    การศึกษาดูงานของคณะวัดท่าไม้ในครั้งนี้ จึงเป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และเป็นการตอกย้ำถึงการผนึกกำลังระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคศาสนา ในการขับเคลื่อนภารกิจ “คืนคนดีสู่สังคม” อย่างเป็นรูปธรรม

    ​สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว TopNews ทั่วไทย จ.นครปฐม

    SOCAIL 16-9

    25681118003

    ฉะเชิงเทรา รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เข้ารับมอบเงินสนับสนุนกิจกรรม วันรวมน้ำใจสู่กาชาด เหล่ากาชาดจังหวัดฉะเชิงเทรา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

    “สีหศักดิ์” เชื่อ “ญี่ปุ่น” มีมาตรการกม.ลงโทษ “แจ็ก แปปโฮ” เตือนระวังพฤติการณ์กระทบนทท.ไทยในอนาคต

    พรรณไม้งาม อร่ามชล ครั้งที่ 8 คึกคัก! เปิดพื้นที่โชว์ความงดงามของไม้ดอกไม้ประดับ พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนและตลาดเกษตรท้องถิ่น

    ฉะเชิงเทรา รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เข้าร่วมพิธีประกาศผลและมอบรางวัลการแข่งขันทักษะการบริการลูกค้าโตโยต้า ประจำปี 2568

    ฉะเชิงเทรา รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ประธานในพิธีเปิดโครงการการประชุมเชิงปฏิบัติการการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีน้ำเงินที่ยั่งยืน Sustainable Blue Economy

    สมุทรสาคร/// บัวสุวรรณ เอฟซี มุ่งมั่นให้เยาวชนมีทักษะ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1394197&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2N6rWIOJDOQGSsHQUj3fPR

  • เปิดประวัติ “แจ็กแปปโฮ” ยูทูบเบอร์ชื่อดัง ขวัญใจสายเกรียน

    เปิดประวัติ “แจ็กแปปโฮ” ยูทูบเบอร์ชื่อดัง ขวัญใจสายเกรียน

    ประวัติ แจ็กแปปโฮ ยูทูบเบอร์ชื่อดัง ขวัญใจสายเกรียน เจ้าของเพลงดัง อยากโดนช้อนแกง

    แจ็กแปปโฮ เจ้าของเพลงดัง อยากโดนช้อนแกง และยังเจ้าของช่อง สวัสดีครับผม แจ็กแปปโฮ ซึ่งเป็นยูทูบเบอร์สายเกรียน เน้นสร้างสีสันให้กับคนดู จนกลายเป็นกระแสที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

    ประวัติ แจ็กแปปโฮ

    • นายจาตุรงค์ พาโพธิ์
    • จบการศึกษา จากวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (เพจ Jaturong Papho (Jack papho) ระบุไว้)
    • ปัจจุบัน เป็นเจ้าของช่อง สวัสดีครับผม แจ็กแปปโฮ มีผู้ติดตามกว่า 8 ล้านคน

    แจ็กแปปโฮ เคยเผยในรายการ The Change ว่าในช่วงวัยเด็กค่อนข้างดื้อ สร้างวีรกรรมมากมาย ที่ตัดสินใจเข้ามาอยู่ในวงการบันเทิงเพราะอยากเป็นที่รู้จัก สมัยก่อนเคยทักดาราดังแล้วเขาไม่ตอบ เลยอยากลองความรู้สึกแบบนั้นบ้าง จึงเริ่มทำเฟซบุ๊กและยูทูบตั้งแต่ปี 2556 ช่วงแรก ๆ ยังไม่มีใครดู แต่ก็ยังคงเดินหน้าทำต่อไป จนกระทั่งกลายเป็นที่รู้จักของผู้คนในเวลาต่อมา

    นอกจากจะประสบความสำเร็จจากการเป็นยูทูบเบอร์แล้ว ผลงานที่สร้างชื่อให้กับแจ็กแปปโฮ คือ เพลงอยากโดนช้อนแกง ที่ล่าสุดคว้ายอดวิวทะลุ 100 ล้านวิว และเคยเป็นเพลงฮิตติดหูในช่วงเวลาหนึ่งเลยทีเดียว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9857026/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cCQURi54yYm7C7p7lqM1N

  • วันเด็กแห่งชาติ 2569 ศธ. ประชุมจัดงาน-นิทรรศการเทิดพระเกียรติ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

    วันเด็กแห่งชาติ 2569 ศธ. ประชุมจัดงาน-นิทรรศการเทิดพระเกียรติ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

    ก.ศึกษาธิการ ประชุมคณะกรรมการจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ใต้แนวคิด “เรียนดี มีคุณธรรม” พร้อมจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” นายกฯ เตรียมเป็นประธานเปิดงาน

    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 โดยผู้บริหาร ข้าราชการ และผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ-เอกชนเข้าร่วม เพื่อกำหนดแนวทางการจัดกิจกรรมภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีคุณธรรม” ณ ห้องประชุมราวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

    งานวันเด็กแห่งชาติ 10 มกราคม 2569

    นางนฤมล ระบุว่า การจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 จะมีขึ้นในวันเสาร์ที่ 10 มกราคม 2569 กระทรวงศึกษาธิการทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานร่วมกับหลายหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชน เพื่อสร้างพื้นที่การเรียนรู้ สนุกสนาน และเสริมคุณธรรมให้กับเยาวชนไทย ภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีคุณธรรม” โดยปีนี้ได้เตรียมจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อเผยแพร่พระมหากรุณาธิคุณด้านการศึกษา รวมถึงพระราชกรณียกิจในการเสด็จพระราชดำเนินยังพื้นที่ห่างไกลเพื่อดูแลเด็กและเยาวชนอย่างทั่วถึง แบ่งออกเป็น 4 โซนสำคัญ ได้แก่

    • Light of Wisdom (แสงแห่งปัญญา)
    • Creative Earth Lab (ห้องทดลองโลกสร้างสรรค์)
    • Sufficiency for Happiness (พอเพียงสร้างสุข)
    • Water Wonder Zone (โซนมหัศจรรย์แห่งสายน้ำ)

    ขณะเดียวกัน ภายในงานจะมีทั้งนิทรรศการ การเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ การแข่งขันทักษะ กิจกรรมแสดงความสามารถของเด็กและเยาวชน รวมถึงการมอบรางวัลและเกียรติบัตรแก่เด็กที่มีผลงานโดดเด่น อาทิ งานเขียน งานวาดภาพ และผลงานนวัตกรรมต่างๆ โดยงานปีนี้ได้รับเกียรติจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงาน พร้อมกิจกรรมจากหลายหน่วยงานที่เข้าร่วมอย่างคับคั่ง จุดมุ่งหมายเพื่อเปิดพื้นที่ให้เด็กไทยได้โชว์ศักยภาพ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2896101&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1a3FkoaN3KCEU-GXtVuDT0

  • ซีพี ออลล์ ร่วมกับ โรงเรียนนครสวรรค์ปัญญานุกูล จัดโครงการห้องเรียนกาแฟ ซีซัน 3 – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    ซีพี ออลล์ ร่วมกับ โรงเรียนนครสวรรค์ปัญญานุกูล จัดโครงการห้องเรียนกาแฟ ซีซัน 3 – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    ซีพี ออลล์ เดินหน้าจัดฝึกอบรมวิชาชีพการชงกาแฟแก่กลุ่มเยาวชนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและการได้ยิน ภายใต้โครงการ “ห้องเรียนกาแฟเป็นปีที่ 3” ร่วมกับคัดสรร และเบลลินี่ พรีเมี่ยม คาเฟ่ และบริษัท ซีพี รีเทลลิงค์ จำกัด ณ โรงเรียนนครสวรรค์ปัญญานุกูล โดยมีวัตถุประสงค์ให้เยาวชนสามารถนำความรู้จากการฝึกปฏิบัติวิชาชีพการชงกาแฟไปประกอบอาชีพในอนาคต อีกทั้งเป็นการเปิดประสบการณ์เพื่อเป็นแรงจูงใจและทางเลือกให้เยาวชนเกิดความสนใจในอาชีพบาริสต้า ซึ่งโครงการห้องเรียนกาแฟที่จัดขึ้นในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น 63 คน แบ่งเป็นนักเรียนจำนวน 40 คน และคุณครูจำนวน 13 คน ศิษย์เก่าและผู้ปกครองจำนวน 10 คน

    พิธีเปิดโครงการได้รับเกียรติจาก คุณนรินทร์ สุขอินทร์ รองผู้อำนวยการโรงเรียนนครสวรรค์ปัญญานุกูล กล่าวเปิดงานและกล่าวต้อนรับ

    และมี คุณณัฐธยาน์ ให้ศิริกุล ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงวัตถุประสงค์โครงการ

    ทั้งนี้แบ่งการฝึกอบรมเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกเป็นการบรรยายเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของกาแฟแต่ละสายพันธุ์และแนะนำอุปกรณ์ต่าง ๆ ของเครื่องชงกาแฟ และในช่วงที่สองคือ ภาคปฏิบัติ มีฐานเครื่องชงกาแฟทั้งหมด 4 ฐาน โดยมีบาริสต้ามืออาชีพจากหน่วยงานคัดสรร และเบลลินี่ พรีเมี่ยม คาเฟ่ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เป็นวิทยากร ซึ่งผู้เข้าอบรมจะได้รับการฝึกปฏิบัติจริงทั้งการชงเครื่องดื่มร้อน-เย็น ตลอดจนการแต่งฟองนม ในแต่ละฐานจะมีคุณครูประจำฐานทำหน้าที่เป็นล่ามภาษามือเพื่อสื่อสารระหว่างวิทยากรประจำฐาน ทำให้ผู้เข้ารับการอบรมทุกคนสามารถเข้าใจและฝึกปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ​สำหรับปี 2567 มีเป้าหมายที่จะดำเนินโครงการดังกล่าว ในโรงเรียนสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษรวม 6 แห่ง โดยจะขยายผลสู่โครงการ Young Barista Camp 2024 ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cpall.co.th/news/csr/bellinees-coffee-class-season-3-nakhon-sawan/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SkOHd_ZMQQuo0bRNdr_e8