Category: วัฒนธรรม

  • ครม.เห็นชอบ “แมวไทย” 5 สายพันธุ์ เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง

    ครม.เห็นชอบ “แมวไทย” 5 สายพันธุ์ เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง

    ครม.เห็นชอบ “แมวไทย” 5 สายพันธุ์ เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ได้แก่ แมวศุภลักษณ์ แมวโคราช แมววิเชียรมาศ แมวโกญจา และแมวขาวมณี

    วันนี้ (18 พ.ย.2568) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการกำหนดให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ตามที่คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ (กอช.) เสนอ

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2507-2567 ครม.ได้เคยมีมติกำหนดเอกลักษณ์ประจำชาติไทยในมิติต่าง ๆ เช่น กำหนดให้ “ช้างไทย” เป็นสัตว์ประจำชาติ, “ปลากัดไทย” เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ, “นาค” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์ในตำนาน, “การไหว้” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทการทักทายและการแสดงความเคารพแบบไทย

    กอช.ได้ขอเสนอ ครม.พิจารณาให้ความเห็นชอบให้ “แมวไทย” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นไปตามมติ กอช. เมื่อวันที่ 21 มี.ค.2568 ที่เห็นชอบการเสนอให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง เนื่องจากผลการศึกษาทางประวัติศาสตร์และการศึกษาทางพันธุกรรมของแมวไทย พบว่า แมวไทยเป็นสัตว์ที่มีเอกลักษณ์ในตัวเอง ทั้งรูปลักษณ์และลักษณะนิสัยที่มีความโดดเด่น มีความแตกต่างจากแมวสายพันธุ์อื่นอย่างชัดเจน แมวไทยเป็นสัตว์ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมานาน โดยปรากฏหลักฐานการมีอยู่ของแมวไทยมาตั้งแต่ในอดีต อีกทั้งยังมีความเกี่ยวพันในด้านต่าง ๆ ทั้งความเชื่อ วิถีชีวิต สังคม ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมของคนไทย

    แมวไทยจัดเป็นหนึ่งในสายพันธุ์แมวที่ได้รับการยอมรับถึงความพิเศษในระดับสากลและเป็นที่นิยมไปทั่วโลก ทำให้ชาวต่างชาติมีความพยายามที่จะนำแมวไทยพันธุ์แท้ไปจดทะเบียน กำหนดมาตรฐานสายพันธุ์ โดยปัจจุบันมีแมวไทยพันธุ์แท้เหลืออยู่ 5 สายพันธุ์ ได้แก่ แมวศุภลักษณ์ แมวโคราช แมววิเชียรมาศ แมวโกญจา หรือโกนจา และแมวขาวมณี

    ภาครัฐจึงควรให้ความสำคัญกับการประกาศให้แมวไทย เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ทุกภาคส่วนเห็นคุณค่านำไปสู่การอนุรักษ์และร่วมมือกันกำหนดมาตรฐานของแมวไทยพันธุ์แท้ในแนวทางเดียวกัน ส่งเสริมการเลี้ยงแมวไทยพันธุ์แท้ให้มากขึ้น และเพื่อเป็นการรักษาสิทธิ์ความเป็นเจ้าของสายพันธุ์แมวไทยและป้องกันการนำไปจดทะเบียนโดยชาวต่างชาติ รวมทั้งยังเป็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและต่อยอดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เกี่ยวเนื่องกับแมวไทย ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรม พิจารณาแล้วเห็นชอบด้วย

    อ่านข่าว : มติ กกต.เลือก “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” นั่งประธาน กกต.คนใหม่ 

    เด้ง “ชญานันท์” พ้น ปลัดทส. สลับ “รวีวรรณ ภูริเดช” ผอ.สคทช.นั่งแทน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/358640&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17soeshOR3G6Bh43TBDR3q

  • LTS คว้างานให้บริการอุปกรณ์การเรียนการสอนในสุโขทัยมูลค่า 141.24 ลบ. : อินโฟเควสท์

    LTS คว้างานให้บริการอุปกรณ์การเรียนการสอนในสุโขทัยมูลค่า 141.24 ลบ. : อินโฟเควสท์

    บมจ.ไลท์อัพ โทเทิล โซลูชั่น [LTS] แจ้งว่า บริษัทฯ ได้ลงนามในสัญญาการให้บริการอุปกรณ์การเรียนการสอนสำหรับครูและนักเรียนภายใต้

    โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลากับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย ระยะเวลา 5 ปี มูลค่างาน 141,239,472 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/546704&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wPRBvuMw6HjY_fMxhpAdQ

  • 4 เคล็ดลับวางแผนการเงินเพื่อการศึกษาเพื่อลูกรัก

    4 เคล็ดลับวางแผนการเงินเพื่อการศึกษาเพื่อลูกรัก

    วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.13 น.

    วิธีเตรียมทุนการศึกษาให้ลูกรักด้วย 4 ด้วยเคล็ดลับวางแผนการเงินอย่างการออม ลงทุน และใช้รถเป็นทุนสำรองฉุกเฉินรับมือเงินเฟ้อ เพื่ออนาคตที่มั่นคงของลูก

    การมอบอนาคตทางการศึกษาที่ดีที่สุดให้กับลูก คือความฝันอันสูงสุดของคุณพ่อคุณแม่ทุกคน แต่การจะไปถึงจุดนั้นได้ท่ามกลางค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นทุกปี ต้องอาศัยการเตรียมตัวและการวางแผนการเงินที่ดีตั้งแต่วันนี้ บทความนี้ได้รวบรวม 4 แนวทางสำคัญ ที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถเตรียมทุนการศึกษาให้ลูก ๆ ได้อย่างอุ่นใจ

    ทำความเข้าใจค่าเล่าเรียนในอนาคตที่สูงขึ้นจากเงินเฟ้อ

    การวางแผนการเงินสำหรับค่าเล่าเรียนหรือการศึกษานั้นยากขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นสูงโดยเฉลี่ยประมาณ 3-5% ต่อปี ซึ่งหมายความว่าค่าเล่าเรียนในวันนี้ จะแพงขึ้นอีกมากในอีก 10-15 ปีข้างหน้า การออมเงินไว้ในบัญชีที่ให้ผลตอบแทนต่ำ อาจทำให้มูลค่าของเงินที่เราเก็บไว้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายจริงในอนาคต

    ประมาณการค่าเทอมมหาวิทยาลัยที่ต้องเตรียมในอนาคต

    เพื่อให้เห็นภาพเป้าหมายที่ชัดเจน เราควรประมาณการค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตรในระดับมหาวิทยาลัย เพื่อใช้เป็นตัวเลขตั้งต้นในการคำนวณ

    • มหาวิทยาลัยรัฐบาล : ประมาณ 50,000 – 200,000 บาท ต่อปี
    • มหาวิทยาลัยเอกชน / หลักสูตรนานาชาติ : ประมาณ 300,000 – 2,000,000 บาท ต่อปี
    • การศึกษาต่อต่างประเทศ (ปริญญาตรี) : ประมาณ 3,000,000 – 7,000,000 บาท ต่อปี (หรือสูงกว่า)

    ตัวเลขเหล่านี้คือค่าใช้จ่ายในปัจจุบัน อย่าลืมว่าเราต้องนำอัตราเงินเฟ้อมาคำนวณเพิ่มเข้าไปด้วย เพื่อให้ได้เป้าหมายทางการเงินที่แท้จริงในอีก 15 ปีข้างหน้า

    4 แนวทางวางแผนทุนการศึกษาลูกให้พร้อมทุกสถานการณ์

    เมื่อเราทราบเป้าหมายทางการเงินที่ชัดเจนแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการลงมือปฏิบัติ แนวทางหลักที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถสร้างอนาคตทางการศึกษาให้ลูกได้อย่างมั่นคง

    1. เริ่มต้นออมและลงทุนระยะยาวเพื่อผลตอบแทนทบต้น

    หัวใจสำคัญที่สุดคือการ “เริ่มต้นให้เร็วที่สุด” เพราะยิ่งมีระยะเวลาในการออมและลงทุนนาน พลังของผลตอบแทนทบต้น ก็จะยิ่งช่วยให้เงินเติบโตได้มากขึ้น การเริ่มออมตั้งแต่ลูกแรกเกิด แม้จะเป็นจำนวนเงินไม่มากต่อเดือน ก็สามารถสร้างความแตกต่างอย่างมหาศาลเมื่อเทียบกับการเริ่มออมเมื่อลูกอายุ 10 ปี ควรเลือกเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสม เช่น การลงทุนในกองทุนรวม หรือการออมผ่านประกันชีวิตสะสมทรัพย์

    2. สร้างหลักประกันความเสี่ยงด้วยประกันชีวิต

    การออมเงินหรือลงทุนจำเป็นต้องใช้ระยะเวลา แต่หากเกิดเหตุไม่คาดฝันกับผู้ที่เป็นเสาหลักของครอบครัว (ผู้ปกครอง) แผนการออมนั้นอาจจะต้องหยุดชะงักลง การทำประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองวงเงินทุนการศึกษา หรือประกันสะสมทรัพย์ จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วย “การันตี” ได้ว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ลูกจะยังมีเงินก้อนสำหรับใช้ในการศึกษาต่อไปตามแผนที่วางไว้

    3. ใช้สินทรัพย์ที่มี (เช่น รถ) เป็นทุนสำรองยามฉุกเฉิน 

    การวางแผนระยะยาวย่อมมีความไม่แน่นอน บางครั้งครอบครัวอาจพบเหตุฉุกเฉินที่ต้องใช้เงินก้อนเร่งด่วน เช่น ค่ารักษาพยาบาล หรือการขาดสภาพคล่องชั่วคราว ซึ่งอาจกระทบต่อแผนการออมเพื่อการศึกษา ในสถานการณ์เช่นนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อทางการเงินอย่าง ทิสโก้ ออโต้แคช มักจะแนะนำให้พิจารณาสินทรัพย์ที่มีอยู่เพื่อใช้เป็นทุนสำรองฉุกเฉิน อย่างการใช้บริการสินเชื่อที่น่าเชื่อถืออย่าง สินเชื่อทะเบียนรถยนต์ ถือเป็นทางเลือกที่ดีในการเข้าถึงเงินก้อนเร่งด่วน โดยนำเล่มทะเบียนรถมาเป็นหลักประกัน เพื่อรับเงินสดไปใช้ในยามจำเป็น ทำให้แผนการศึกษาของลูกไม่สะดุด โดยที่ยังมีรถยนต์ไว้ใช้งานตามปกติ

    4. ทบทวนแผนการเงินและปรับกลยุทธ์การลงทุนสม่ำเสมอ

    แผนการเงินที่ดีต้องมีความยืดหยุ่น ควรมีการทบทวนแผนการออมและการลงทุนอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อตรวจสอบว่ายังสอดคล้องกับเป้าหมายหรือไม่ สถานการณ์ทางการเงินของครอบครัวเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นไปตามที่คาดหวังไว้หรือไม่ เมื่อลูกโตขึ้นและใกล้ถึงช่วงเข้ามหาวิทยาลัย ควรปรับพอร์ตการลงทุนให้มีความเสี่ยงต่ำลง เพื่อรักษาเงินต้นและผลตอบแทนที่สะสมมา

    อยากสร้างอนาคตที่มั่นคงให้ลูก ทิสโก้ ออโต้แคช พร้อมให้คำปรึกษาเรื่องการเงิน

    การวางแผนการเงินเพื่อการศึกษาบุตร ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นภารกิจสำคัญที่ต้องอาศัยวินัยและการเริ่มต้นที่รวดเร็ว และสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่อาจต้องการเงินทุนก้อนฉุกเฉินเพื่อการศึกษาของลูกในช่วงเวลาสำคัญ หรือต้องการเงินทุนหมุนเวียนเพื่อเสริมสภาพคล่องในครอบครัวโดยไม่กระทบแผนการออมหลัก ทิสโก้ ออโต้แคช ขอเสนอ สินเชื่อทะเบียนรถยนต์ หรือรีไฟแนนซ์รถยนต์ ที่สามารถเปลี่ยนรถยนต์ให้เป็นเงินทุนสำรองพร้อมใช้ เพื่ออนาคตที่มั่นคงของลูก

    ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-123-4000 หรือ แอดไลน์ @TISCOAutoCash เราพร้อมให้คำปรึกษาและช่วยเหลือเรื่องการเงินให้คุณทันที

    กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว | อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 12% – 24%  ต่อปี

    เงื่อนไขและการพิจารณาสินเชื่อเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/relation/928729&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tZwJ0hBvWka19U6iH-r7a

  • ทาสเฮ! ‘แมวไทย’ เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง

    ทาสเฮ! ‘แมวไทย’ เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง

    ทาสเฮ! ‘แมวไทย’ เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง

    ทาสเฮ! 'แมวไทย' เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง

    ทาสแมวเฮ! ครม. ไฟเขียว “แมวไทย” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ชู 5 สายพันธุ์แท้ จ่อยกระดับสู่สากล ป้องกันการนำไปจดทะเบียนโดยชาวต่างชาติ

    • คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบประกาศให้ “แมวไทย” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ในประเภทสัตว์เลี้ยง
    • การเสนอครั้งนี้มาจากเหตุผลที่แมวไทยมีลักษณะเด่น มีประวัติศาสตร์ยาวนานคู่สังคมไทย และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล
    • มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์และพัฒนาสายพันธุ์แท้ ป้องกันการจดทะเบียนโดยชาวต่างชาติ และต่อยอดทางเศรษฐกิจ

    ทาสแมวเฮ! ครม. ไฟเขียว “แมวไทย” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ชู 5 สายพันธุ์แท้ จ่อยกระดับสู่สากล ป้องกันการนำไปจดทะเบียนโดยชาวต่างชาติ

    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการกำหนดให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ตามที่คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ (กอช.) เสนอ 

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507-2567 คณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติกำหนดเอกลักษณ์ประจำชาติไทยในมิติต่าง ๆ เช่น กำหนดให้ “ช้างไทย” เป็นสัตว์ประจำชาติ กำหนดให้ “ปลากัดไทย” เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ กำหนดให้ “นาค” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์ในตำนาน กำหนดให้ “การไหว้” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทการทักทายและการแสดงความเคารพแบบไทย

    โดย กอช. ได้ขอเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบให้ “แมวไทย” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นไปตามมติ กอช. เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2568 ที่เห็นชอบการเสนอให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง อันเนื่องมาจากผลการศึกษาทางประวัติศาสตร์และการศึกษาทางพันธุกรรมของแมวไทยพบว่า แมวไทยเป็นสัตว์ที่มีเอกลักษณ์ในตัวเองทั้งรูปลักษณ์และลักษณะนิสัยที่มีความโดดเด่น มีความแตกต่างจากแมวสายพันธุ์อื่นอย่างชัดเจน แมวไทยเป็นสัตว์ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมานาน โดยปรากฏหลักฐานการมีอยู่ของแมวไทยมาตั้งแต่ในอดีต อีกทั้งยังมีความเกี่ยวพันในด้านต่างๆ ทั้งความเชื่อ วิถีชีวิต สังคม ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมของคนไทย

    แมวไทยจัดเป็นหนึ่งในสายพันธุ์แมวที่ได้รับการยอมรับถึงความพิเศษในระดับสากลและเป็นที่นิยมไปทั่วโลกทำให้ชาวต่างชาติมีความพยายามที่จะนำแมวไทยพันธุ์แท้ไปจดทะเบียน กำหนดมาตรฐานสายพันธุ์ โดยปัจจุบันมีแมวไทยพันธุ์แท้เหลืออยู่ 5 สายพันธุ์ ได้แก่

    • แมวศุภลักษณ์
    • แมวโคราช
    • แมววิเชียรมาศ
    • แมวโกญจา
    • แมวขาวมณี

    ภาครัฐจึงควรให้ความสำคัญกับการประกาศให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/860762&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2S0nEjU8g2PSmQNrOt2tt7

  • ข่าวดีทาสแมว! ครม. เคาะ ‘แมวไทย’ เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง

    ข่าวดีทาสแมว! ครม. เคาะ ‘แมวไทย’ เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง

    18 พฤศจิกายน 2568 – ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบการกำหนดให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ตามที่คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ (กอช.) เสนอ อันเนื่องมาจากผลการศึกษาทางประวัติศาสตร์และการศึกษาทางพันธุกรรมของแมวไทยพบว่า แมวไทยเป็นสัตว์ที่มีเอกลักษณ์ในตัวเองทั้งรูปลักษณ์และลักษณะนิสัยที่มีความโดดเด่น มีความแตกต่างจากแมวสายพันธุ์อื่นอย่างชัดเจน

    แมวไทยเป็นสัตว์ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมานาน โดยปรากฏหลักฐานการมีอยู่ของแมวไทยมาตั้งแต่ในอดีต อีกทั้งยังมีความเกี่ยวพันในด้านต่าง ๆ ทั้งความเชื่อ วิถีชีวิต สังคม ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมของคนไทย โดยแมวไทยจัดเป็นหนึ่งในสายพันธุ์แมวที่ได้รับการยอมรับถึงความพิเศษในระดับสากลและเป็นที่นิยมไปทั่วโลกทำให้ชาวต่างชาติมีความพยายามที่จะนำแมวไทยพันธุ์แท้ไปจดทะเบียน กำหนดมาตรฐานสายพันธุ์ โดยปัจจุบันมีแมวไทยพันธุ์แท้เหลืออยู่ 5 สายพันธุ์ ได้แก่ แมวศุภลักษณ์ แมวโคราช แมววิเชียรมาศ แมวโกญจา และแมวขาวมณี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/898108/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eOJ9ncNUvTz7rYy1Gapoy

  • มิติใหม่การต่อสู้ด้านการศึกษา ศาลปกครองสูงสุดให้รับฟ้อง “ค่าบำรุงการศึกษา” ได้ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    มิติใหม่การต่อสู้ด้านการศึกษา ศาลปกครองสูงสุดให้รับฟ้อง “ค่าบำรุงการศึกษา” ได้ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    มิติใหม่การต่อสู้ด้านการศึกษา ศาลปกครองสูงสุดให้รับฟ้อง “ค่าบำรุงการศึกษา” ได้

    ศาลปกครองสูงสุดเปิดทางผู้ปกครอง ฟ้องสถานศึกษาได้ กรณีเก็บค่าบำรุงการศึกษา ละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญ และขัดแย้งนโยบายเรียนฟรีของรัฐบาล

    วันที่ 18 พฤศจิกายน 68 ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องคดีที่สภาผู้บริโภคเป็นโจทก์ ร่วมกับนักเรียนและผู้ปกครองฟ้องสถาบันการศึกษา กรณีการเรียกเก็บ “เงินบำรุงการศึกษา” ไว้พิจารณา หลังจากที่ศาลชั้นต้นเคยไม่รับฟ้องในตอนแรก ถือเป็นสัญญาณเชิงบวก และชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากการเรียกเก็บค่าบำรุงการศึกษามีสิทธิฟ้องสถานศึกษาได้

    ศาลปกครองสูงสุด ยืนยันผู้ปกครองฟ้องสถานศึกษาได้

    สิงห์ชัย สุขแสงรัตน์ ทนายความผู้เสียหาย เปิดเผยว่า คำสั่งของศาลปกครองสูงสุดครั้งนี้ถือเป็น “นิมิตหมายที่ดี” และเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญของการต่อสู้ทางกฎหมาย หลังจากที่ศาลปกครองชั้นต้นเคยมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีทั้งหมดมาก่อน อย่างไรก็ตาม ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องไว้พิจารณาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ฟ้องคดีลำดับที่ 4 และจำเลยที่เกี่ยวข้อง(สถาบันการศึกษา) ขณะที่จำเลยรายอื่น ๆ คือกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการยังคงไม่รับฟ้อง

    คดีนี้ สภาผู้บริโภค และผู้แทนผู้ได้รับความเสียหายจากการถูกเรียกเก็บค่าบำรุงการศึกษา ได้แก่ นักเรียนและผู้ปกครอง เข้ายื่นฟ้องกระทรวงศึกษาธิการ (สธ.) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา โดยศาลชั้นต้นไม่รับฟ้อง แต่ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องคดี

    ศาลได้วินิจฉัยว่า การยื่นฟ้องของผู้ฟ้องคดีที่ 4 ยังไม่พ้นอายุความ จึงสามารถเข้าสู่กระบวนการพิจารณาได้ และได้มีคำสั่งให้สถานศึกษาเข้ามาเป็นคู่ความในคดี เพื่อให้ข้อเท็จจริงและประเด็นปัญหาได้ถูกตรวจสอบอย่างรอบด้านต่อไป

    อรรถพล อนันตวรสกุล ประธานอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค ระบุว่า การที่ศาลปกครองสูงสุดรับคำฟ้องกรณีการเรียกเก็บ “เงินบำรุงการศึกษา” ไว้พิจารณา ถือเป็นพัฒนาการเชิงบวกอย่างสำคัญ เพราะเป็นการเปิดประเด็นให้พิจารณาว่า ขอบเขตและนิยามของเงินประเภทนี้ควรอยู่ตรงไหน รวมถึงตรวจสอบว่าประกาศกระทรวงศึกษาธิการปี 2554 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากอาจขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ

    “คำสั่งของศาลที่รับฟ้องคดีภายในอายุความครั้งนี้ เปรียบเสมือนการเปิด “ประตูแห่งสิทธิ” ให้แก่ผู้ปกครองและผู้บริโภคบริการสาธารณะ ได้มีช่องทางทางกฎหมายในการตรวจสอบและตั้งคำถามต่อการเรียกเก็บเงินบำรุงการศึกษาของสถานศึกษาของรัฐที่อาจไม่เป็นธรรม เป็นการยืนยันสิทธิของผู้ปกครอง ในฐานะผู้บริโภคบริการสาธารณะ ว่ามีสิทธิใช้กระบวนการยุติธรรมยื่นฟ้องเพื่อปกป้องตนเองได้” อรรถพลกล่าว

    ทั้งนี้ ตลอดช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา มีความพยายามเคลื่อนไหวประเด็นนี้มาอย่างต่อเนื่อง แต่บางกรณีหมดอายุความไปแล้ว เช่น ผู้ปกครองที่ชำระเงินตั้งแต่ปี 2565–2566 แต่สำหรับคดีล่าสุดที่ศาลรับไว้พิจารณา เป็นกรณีที่มีการชำระเงินในปี 2566 ซึ่งอยู่ในระยะเวลาที่สามารถยื่นฟ้องได้ จึงถือเป็นสัญญาณสำคัญ ส่งถึงโรงเรียนทั่วประเทศว่าผู้ปกครองมีสิทธิสอบถาม ตรวจสอบ และคัดค้านการเรียกเก็บเงินบำรุงการศึกษาในหลักสูตรทั่วไปได้ หากพบว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย

    นอกจากนี้ ประกาศกระทรวงศึกษาธิการปี 2554 ระบุชัดเจนว่ามี “22 หมวดรายการ” ที่โรงเรียนไม่มีสิทธิเรียกเก็บ แต่ปัจจุบันกลับพบว่าโรงเรียนหลายแห่งเรียกเก็บซ้ำซ้อน โดยไม่รู้ว่ารายการเหล่านั้นเป็นรายการที่รัฐจัดสรรงบประมาณรองรับไว้อยู่แล้ว เรื่องนี้จึงเป็นโจทย์สำคัญที่สภาผู้บริโภคต้องเดินหน้าสื่อสารให้ผู้ปกครองรับรู้สิทธิของตนอย่างชัดเจน

    “ก่อนจะจ่ายเงินบำรุงการศึกษา ผู้ปกครองมีสิทธิถามโรงเรียนว่า รายการที่ถูกเรียกเก็บนั้นซ้ำซ้อนกับงบของรัฐหรือไม่ เพราะนั่นคือการปกป้องสิทธิของตัวเองและของเด็ก ๆ ในฐานะผู้รับบริการสาธารณะจากรัฐ” อรรถพลกล่าว พร้อมย้ำว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 54 ระบุชัดเจนว่า เด็กมีสิทธิได้รับการศึกษาฟรีอย่างน้อย 12 ปี และ 15 ปี ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยปี 2559

    อรรถพล ทิ้งท้ายว่า ประเด็นนี้คือภารกิจที่สภาผู้บริโภคจะยังคงเดินหน้าผลักดันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ระบบการศึกษามีความเป็นธรรม และสอดคล้องกับสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ที่ผ่านมาสภาผู้บริโภคได้เปิดพื้นที่ใหม่ในการทำงานด้านการศึกษา เพื่อชี้ให้สังคมเห็นว่า ผู้ปกครองและเด็กทุกคนสามารถใช้สภาผู้บริโภคเป็นช่องทางในการส่งเสียงถึงโรงเรียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาคุณภาพ ความปลอดภัย สิทธิ หรือโอกาสในการเข้าถึงบริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน

    “สภาผู้บริโภคพร้อมทำหน้าที่เป็นอีกหนึ่งช่องทางรับเรื่องร้องเรียน และสนับสนุนการเคลื่อนไหวเพื่อให้ผู้บริโภค ได้รับสิทธิที่ควรได้รับอย่างเท่าเทียมทั่วถึง โดยเฉพาะสิทธิด้านการศึกษาที่ต้องเข้าถึงได้สำหรับเด็กทุกคน”

    ดันหลักการ “เรียนฟรี 15 ปี” ให้กลับมาอยู่ในรัฐธรรมนูญ

    เชษฐา มั่นคง อนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค กล่าวเสริมว่า การศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่เด็กทุกคนพึงได้รับตามรัฐธรรมนูญ โดยมาตรา 54 ของรัฐธรรมนูญปี 2560 กำหนดให้เด็กได้รับการศึกษาฟรี 12 ปี อย่างไรก็ตาม คณะอนุกรรมการด้านการศึกษาของสภาผู้บริโภคกำลังผลักดันให้มีหลักการ “เรียนฟรี 15 ปี” ตามที่เคยระบุไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2540 เพื่อให้สิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กครอบคลุมและชัดเจนยิ่งขึ้น

    นอกจากนี้ ผู้ปกครองควรได้รับข้อมูลที่ชัดเจนว่า รายการใดเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องรับผิดชอบเอง และรายการใดเป็นสิทธิที่รัฐต้องจัดให้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่ปัจจุบันระบบการศึกษาไม่ได้สื่อสารเรื่องนี้อย่างโปร่งใส ทำให้ผู้ปกครองหลายคนไม่รู้ว่าตนกำลังจ่ายในสิ่งที่ไม่ควรต้องจ่าย

    “หากมีการกำหนดขอบเขตค่าใช้จ่ายให้ชัดเจน ผู้ปกครองจะรู้ว่าสิทธิของลูกหลานคืออะไร และอะไรคือสิ่งที่รัฐต้องจัดให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย นี่คือสิทธิขั้นพื้นฐานที่เด็กควรได้รับ” เชษฐากล่าว พร้อมฝากให้ทุกฝ่ายร่วมผลักดันประเด็นนี้ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อไป

    สมชาย คุ้มพูล อนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค กล่าวว่า คำสั่งของศาลปกครองสูงสุดที่รับเรื่องไว้พิจารณาและเรียกคู่คดีเข้ามานั้น เป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้สังคมหันกลับมาคำนึงถึง “การพัฒนาเด็กและเยาวชนของชาติ” ซึ่งควรได้รับการศึกษาฟรี 15 ปีอย่างแท้จริง รัฐจึงต้องให้ความสำคัญต่อสิทธิด้านการศึกษา เพราะการพัฒนาประเทศจะเกิดขึ้นได้ เด็กและเยาวชนต้องเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพและไม่ถูกขัดขวางด้วยภาระค่าใช้จ่าย

    สมชาย กล่าวว่า การเรียกเก็บเงินจากผู้ปกครองที่ผ่านมาอาจขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 54 รวมถึงคำสั่ง คสช. และตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (UNCRC) ที่กำหนดให้รัฐต้องจัดการศึกษา 3 ปี ก่อนวัยเรียน และ 12 ปี ระดับพื้นฐาน รวมเป็น 15 ปี ซึ่งต้องเป็นการศึกษาฟรี ตามหลักการสากล

    ประเด็นนี้ควรได้รับการสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจอย่างถูกต้องว่า รัฐไม่ควรเรียกเก็บเงินค่าเรียนจากเด็กในระบบการศึกษาภาคบังคับ และหากทำได้จริง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) หรือ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จะแบ่งเบาภาระเรื่องเด็กหลุดจากระบบการศึกษา และเพิ่มโอกาสให้เด็กในพื้นที่ชนบททั้ง 77 จังหวัด ได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึงมากขึ้น

    เสียงสะท้อนจากเยาวชน

    ด้าน ตัวแทนจากสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย กล่าวแสดงความเห็นว่า ในฐานะตัวแทนของเยาวชน เขาเห็นว่า รัฐธรรมนูญระบุไว้อย่างชัดเจนว่า เด็กทุกคนต้องได้รับการศึกษาฟรี 12 ปี ดังนั้น เมื่อสถานศึกษาของรัฐไม่ปฏิบัติตามหลักการนี้ ย่อมสะท้อนคำถามสำคัญว่า เหตุใดกระทรวงศึกษาธิการจึงไม่ยึดถือบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด

    “หากคดีนี้เดินหน้าและชนะ ผู้ปกครองจำนวนมากจะได้รับการบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะครอบครัวที่มีรายได้วันต่อวัน เช่น ผู้ค้าขายรายย่อย ซึ่งเดิมทีต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาที่สูงเกินกำลัง การยกเลิกการเรียกเก็บเงินบำรุงการศึกษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อครอบครัวไทยจำนวนมาก” เขากล่าวเสริม

    ตัวแทนเยาวชนยังกล่าวด้วยว่า ภาระค่าใช้จ่ายที่เกินความจำเป็นอาจทำให้เด็กบางคนผู้ที่มีผลการเรียนดีอาจต้องหยุดเรียนกลางคัน เพราะผู้ปกครองไม่สามารถจ่ายค่าใช้จ่ายที่โรงเรียนเรียกเก็บได้ ส่งผลกระทบต่อโอกาสทางการศึกษาในระดับมัธยมปลายและการศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย การที่ศาลรับฟ้องคดีนี้จึงเป็นก้าวสำคัญ ที่จะช่วยคุ้มครองสิทธิด้านการศึกษาของเด็กและเยาวชน และลดภาระให้กับผู้ปกครองได้

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/181168-lawsuit-educational/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02J5GPIDA-0drzS3j_Wb0C

  • ผลการศึกษาชี้ สหรัฐฯ เป็นประเทศที่ได้รับเงินกู้จากจีนมากที่สุดในโลก

    ผลการศึกษาชี้ สหรัฐฯ เป็นประเทศที่ได้รับเงินกู้จากจีนมากที่สุดในโลก

    ผลการศึกษาใหม่เปิดเผยว่า สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่รับเงินกู้จากจีนมากที่สุดในโลก จากการติดตามกิจกรรมสินเชื่อของทางการจีน และพบแนวโน้มว่าจีนกำลังหันไปปล่อยกู้ให้กับประเทศที่มีรายได้สูง แทนที่จะเป็นประเทศกำลังพัฒนา

    รายงานที่เผยแพร่เมื่อวันอังคารโดย AidData ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการวิจัยของมหาวิทยาลัยวิลเลียม แอนด์ แมรี ในสหรัฐฯ ระบุว่า ยอดรวมการให้กู้ยืมและเงินช่วยเหลือจากจีนรวมทั้งสิ้น 2.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ใน 200 ประเทศทั่วโลก ตั้งแต่ปี 2000 ถึง 2023

    เดิมที จีนถูกมองว่าเป็นผู้ให้กู้แก่ประเทศกำลังพัฒนาผ่านโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road initiative) แต่ปัจจุบันกำลังเปลี่ยนไปสู่การปล่อยกู้ให้กับประเทศที่มีเศรษฐกิจก้าวหน้า โดยให้การสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเชิงกลยุทธ์และห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีขั้นสูง ในด้านต่าง ๆ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ และพลังงานสะอาด

    AidData ระบุว่า ขนาดพอร์ตโฟลิโอสินเชื่อของจีนใหญ่กว่าที่เคยมีการประเมินไว้ถึง 2-4 เท่า ทำให้จีนยังคงเป็นผู้ให้กู้รายใหญ่อย่างเป็นทางการของโลก โดยมากกว่า 3 ใน 4 ของการดำเนินงานปล่อยกู้ในต่างประเทศของจีนในปัจจุบัน สนับสนุนโครงการและกิจกรรมในประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูงและประเทศที่มีรายได้สูง

    นายแบรด พาร์คสผู้อำนวยการบริหารของ AidData และหัวหน้าผู้เขียนรายงานกล่าวว่า “การปล่อยกู้ส่วนใหญ่ให้กับประเทศร่ำรวยนั้น มุ่งเน้นไปที่โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ แร่ธาตุสำคัญ และการเข้าซื้อกิจการสินทรัพย์เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น บริษัทเซมิคอนดักเตอร์”

    รายงานระบุว่า สหรัฐอเมริกาได้รับสินเชื่อจากภาคส่วนทางการของจีนมากที่สุด คือมากกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับโครงการและกิจกรรมเกือบ 2,500 รายการ

    AidData ชี้ว่า หน่วยงานของรัฐบาลจีน “มีความกระตือรือร้นในทุกมุมและทุกภาคส่วนของสหรัฐฯ” โดยให้เงินสนับสนุนการก่อสร้างโครงการก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในรัฐเท็กซัสและหลุยเซียนา, ศูนย์ข้อมูลในรัฐเวอร์จิเนีย, อาคารผู้โดยสารที่สนามบินนานาชาติจอห์น เอฟ. เคเนดี ในนครนิวยอร์ก และสนามบินนานาชาติลอสแอนเจลิส รวมถึงท่อส่งก๊าซธรรมชาติ Matterhorn Express และท่อส่งน้ำมัน Dakota Access

    นอกจากนี้ จีนยังให้การสนับสนุนทางการเงินในการเข้าซื้อบริษัทเทคโนโลยีขั้นสูง และสถาบันการเงินของรัฐบาลจีนได้มอบวงเงินสินเชื่อให้กับบริษัทในดัชนี Fortune 500 หลายแห่ง เช่น Amazon, AT&T, Verizon, Tesla, General Motors, Ford, Boeing และ Disney

    ขณะที่สัดส่วนการให้กู้แก่ประเทศที่มีรายได้ต่ำและรายได้ปานกลางค่อนข้างต่ำลดลงเหลือ 12% ในปี 2023 จาก 88% ในปี 2000 แต่ในขณะเดียวกัน สัดส่วนการสนับสนุนประเทศที่มีรายได้ปานกลางและรายได้สูงเพิ่มขึ้นเป็น 76% ในปี 2023 จาก 24% ในปี 2000 โดยยกตัวอย่างเช่น สหราชอาณาจักรได้รับ 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่สหภาพยุโรปได้รับ 1.61 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ.

    ที่มา Reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2896323&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1psCUzPEyzKZa6ZGKb32RY

  • ผอ.สพป.ราชบุรี เขต 1 ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านนักเรียนและมอบเงินช่วยเหลือนักเรียนประสบอัคคีภัย – OBEC

    ผอ.สพป.ราชบุรี เขต 1 ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านนักเรียนและมอบเงินช่วยเหลือนักเรียนประสบอัคคีภัย – OBEC

    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 ดร.บรรเจิด อุ่นมณีรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 นางสาวกวิตาภัทร มงคลนำ นักวิชาการศึกษาชำนาญการ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา นายสุทธิพงษ์ สันทอง นักจิตวิทยาโรงเรียน นางสาวธัญนันท์ ทองเต็ม นักวิชาการศึกษาปฏิบัติการ นางสาวเพ็ญศิริ เตี้ยเนตร เจ้าพนักงานธุรการชำนาญงาน พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับ นางสาวปาริชาติ โชติช่วง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเบิกไพร และคณะครู ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านนักเรียนและมอบเงินช่วยเหลือจากมูลนิธิการศึกษาสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดราชบุรี จำนวน 3,000 บาท และกองทุนช่วยเหลือนักเรียนที่เดือดร้อนฉุกเฉิน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 จำนวน 5,000 บาท รวม 8,000 บาท เพื่อให้ความช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นให้กับ เด็กหญิงรัตนา ชื่นตา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 และครอบครัว ณ บ้านเลขที่ 10/1 หมู่ 4 ตำบลด่านทับตะโก อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี เนื่องจาก เมื่อวันพุธที่ 12 พฤศจิกายน 2568 เวลา 15.30 น. บ้านนักเรียนประสบอัคคีภัย ได้ถูกเพลิงไหม้เสียหายไม่สามารถอยู่อาศัยได้ สิ่งของเครื่องใช้ภายในบ้านได้รับความเสียทั้งหมด สาเหตุเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.obec.go.th/th/22210&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GZ3YqKu_wgtXwIoISS1sD

  • “สหพัฒนพิบูล” เติมฝัน สานต่ออนาคตบุตรพนักงาน มอบ 300 ทุนการศึกษา สร้างพลังแห่งการเรียนรู้ | TOPNEWS

    “สหพัฒนพิบูล” เติมฝัน สานต่ออนาคตบุตรพนักงาน มอบ 300 ทุนการศึกษา สร้างพลังแห่งการเรียนรู้ | TOPNEWS

    การศึกษา คือรากฐานสำคัญในการสร้างสรรค์อนาคตที่ดีและยั่งยืน ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใดก็ตาม การเรียนรู้ไม่ควรหยุดนิ่ง ความสนใจใฝ่รู้จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการมีองค์ความรู้ที่กว้างขวาง จะช่วยให้สามารถแข่งขันและเติบโตในโลกที่เปลี่ยนแปลงได้

    บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) หรือ SPC สานต่อเจตนารมณ์ความห่วงใยและใส่ใจบุคลากร มุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและส่งเสริมการเรียนรู้ของเยาวชน ผ่าน “โครงการสนับสนุนทุนการศึกษา” แก่บุตร-ธิดาพนักงานและบริษัทในเครือ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายแก่ครอบครัว และเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้พัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ โดยในปี 2568 นี้ SPC ได้มอบทุนการศึกษาไปทั้งสิ้น 300 ทุน

    เพราะการศึกษาคือสิ่งสำคัญที่ไม่ควรหยุดใฝ่รู้

    นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) หรือ SPC ได้ย้ำถึงความสำคัญของการศึกษาในพิธีมอบทุนว่า “การศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญ ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยของชีวิต ในวัยใดก็ตาม แม้กระทั่งตนเอง ก็คิดว่า ต้องไม่หยุดที่จะศึกษาเพื่อพัฒนาตัวเอง สามารถเรียนรู้ได้ไม่สิ้นสุด การเรียนรู้มีความสำคัญมาก อยากฝากพ่อแม่ผู้ปกครอง ให้ดูแลบุตรหลาน ให้สนใจเรียนรู้เพิ่มเติม ความสนใจใฝ่รู้ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก หากคนเรารู้น้อย จะไม่สามารถสู้คนที่รู้เยอะได้ ต้องหมั่นหาความรู้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ปล่อยทุกอย่างผ่านไป ถือว่าไม่ใช่หน้าที่”

    พลังใจและความมุ่งมั่นของเด็กๆ ได้ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างน่าประทับใจ

    ด.ญ.ปิญดา กุศลศิลป์ (น้องบิวตี้) อายุ 8 ปี นักเรียนชั้นประถมศึกษา โรงเรียนวัดแพรกษา จ.สมุทรปราการ ผู้ได้รับทุนเป็นปีแรก  ได้กล่าวด้วยความดีใจและซาบซึ้ง “รู้สึกดีใจ และขอบคุณผู้ใหญ่ใจดี ได้ทุนการศึกษานี้จะนำไปแบ่งเบาค่าใช้จ่ายให้กับพ่อแม่ ซึ่งตนเองมีความใฝ่ฝันอยากเป็นครู และมีผลการเรียนระดับ 3 มาตลอด เนื่องจากได้เห็นคุณพ่อคุณแม่ต้องเหนื่อยทำงานเพื่อดูแลครอบครัว จึงตั้งใจเรียนและมักจะช่วยแบ่งเบาภาระที่บ้านด้วยการกวาดบ้านถูบ้าน เพื่อช่วยแบ่งเบาและทำให้คุณพ่อคุณแม่หายเหนื่อย

    น.ส. ทิพย์รัตน์ สายเสมา (น้องจีจ้า) อายุ 15 ปี  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา โรงเรียนบ้านหนองนกทา จ.อุบลราชธานี ผู้ได้รับทุนต่อเนื่องเป็นปีที่ 3  กล่าวขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีที่ให้โอกาสทางการศึกษา เงินทุนที่ได้รับมีความสำคัญอย่างยิ่ง “นำเงินทุนการศึกษาที่ได้ ไปจ่ายค่าเทอม ซื้อชุดนักเรียน และใช้กับกิจกรรม การเรียนต่างๆ เพื่อแบ่งเบาค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครอง ส่วนผลการเรียนอยู่ในระดับดีเสมอมา และชอบงานสายลุย จึงทำให้ตั้งเป้าหมายที่ตนเองตั้งใจไว้ นั่นคือ การเป็นวิศวกรรมโยธา

    นายภูริพัฒน์ มหาเจริญ (น้องเชพ) อายุ 12 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา โรงเรียนวัดห้วยจรเข้วิทยาคม จ.นครปฐม ผู้ได้รับทุนเป็นปีแรก  ได้กล่าวขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีที่มอบทุนการศึกษาในครั้งนี้ตนเองนั้นรู้สึกดีใจและภูมิใจเป็นอย่างมาก  และจะนำเงินไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ทั้งทุนการศึกษา และค่าใช้จ่ายในการทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยความใฝ่ฝันอยากเป็นทหารอากาศเหมือนคุณตา

    การมอบทุนการศึกษานี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ SPC ในการส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้ เพื่อร่วมสร้างเยาวชนคนเก่งให้เติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาครอบครัว สังคม และประเทศชาติต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1394433&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AEK7Z6QLFmFzkga9ZkizQ

  • มศว หนุนท้องถิ่นต้นแบบ ปรับหลักสูตรสถานศึกษาใหม่ปี2568

    มศว หนุนท้องถิ่นต้นแบบ ปรับหลักสูตรสถานศึกษาใหม่ปี2568

    มศว เปิดเวทีแม่ขรี พัทลุง พัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาใหม่ ปฐมวัย–ประถมต้น เน้นสอดคล้องชุมชน รับยุคดิจิทัล ต่อยอดการเรียนรู้นอกห้องเรียน

    คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เปิดการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนาปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา” ที่โรงเรียนในสังกัดเทศบาลตำบลแม่ขรี อ.ตะโหมด จ.พัทลุง เพื่อขับเคลื่อนหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษาตอนต้น พ.ศ.2568 ในพื้นที่ท้องถิ่นที่มีความพร้อม เมื่อวันที่ 17พ.ย.2568

    มศว หนุนท้องถิ่นต้นแบบ ปรับหลักสูตรสถานศึกษาใหม่ปี2568

    ผศ. ว่าที่ ร.ต.ดร.กิตติคุณ รุ่งเรือง คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มศว ระบุว่า หลักสูตรใหม่เปิดโอกาสให้สถานศึกษาท้องถิ่นดำเนินการได้รวดเร็วกว่าเดิม เพราะเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนและการจัดการศึกษาตลอดชีวิต รวมถึงสามารถออกแบบรูปแบบการเรียนรู้ให้เหมาะกับบริบทสังคม วัฒนธรรม และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

    มศว หนุนท้องถิ่นต้นแบบ ปรับหลักสูตรสถานศึกษาใหม่ปี2568

    ผศ. ว่าที่ ร.ต.ดร.กิตติคุณ ระบุว่า ระบบการศึกษาของท้องถิ่นถือเป็นต้นแบบสำคัญของการประยุกต์ใช้หลักสูตรใหม่ในสถานการณ์จริง ช่วยให้ผู้เรียนต่อยอดความรู้สู่การเรียนรู้นอกห้องเรียน เพิ่มทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 และสอดรับกับโลกยุคดิจิทัลมากขึ้น

    การประชุมครั้งนี้มีผู้บริหารเทศบาล ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และนิสิต มศว เข้าร่วมจำนวนมาก สะท้อนความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและชุมชนท้องถิ่นในการยกระดับคุณภาพการศึกษา
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/pr-news/733618&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VRI5htAwT_BY31A2g9ouy