Category: วัฒนธรรม

  • “รมช.องอาจ” เยือน “แม่ฮ่องสอน” เร่งช่วยแก้ปัญหาในพื้นที่ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ครูและนักเรียนพื้นที่ห่างไกล

    “รมช.องอาจ” เยือน “แม่ฮ่องสอน” เร่งช่วยแก้ปัญหาในพื้นที่ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ครูและนักเรียนพื้นที่ห่างไกล

    “รมช.องอาจ” เยือน “แม่ฮ่องสอน” เร่งช่วยแก้ปัญหาในพื้นที่ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ครูและนักเรียนพื้นที่ห่างไกล

    เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตรวจเยี่ยมและติดตามนโยบาย “เรียนดี มีคุณธรรม” ของกระทรวงศึกษาธิการ ตลอดจนรับฟังและแนวทางแก้ปัญหาของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน และสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแม่ฮ่องสอน โดยมี นางสาวรัตนา แสงบัวเผื่อน ที่ปรึกษาด้านพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักบริหารการมัธยมศึกษา นายเอกชัย จันทา ศึกษาธิการจังหวัดแม่ฮ่องสอน คณะผู้บริหาร และครู เข้าร่วม ณ โรงเรียนแม่เสรียง “บริพัตรศึกษา” จังหวัดแม่ฮ่องสอน

    รมช.ศธ. กล่าวว่า วันนี้รู้สึกเป็นเกียรติและถือว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ที่ได้มารับฟังปัญหาของพื้นที่ของแม่ฮ่องสอน ที่นับเป็นพื้นที่ที่มีความโดดเด่นหลายลักษณะ โดยเฉพาะสภาพภูมิประเทศ ความหลากหลายด้านวัฒนธรรม และความหลากหลายของประชากรจากหลายกลุ่มชาติพันธุ์

    จากที่ได้รับฟังปัญหา อาทิ ความต้องการอัตราการบรรจุราชการครูเพิ่มขึ้น, ต้องการการสร้างขวัญและกำลังใจเนื่องจากทำงานอยู่ในที่ห่างไกล เช่น การได้รับผลตอบแทนพิเศษ เป็นต้น การคิดงบประมาณของนักเรียน ครู และสถานศึกษาของแม่ฮ่องสอน ที่แตกต่างจากสถานศึกษาพื้นที่พื้นราบปกติ เพื่อความอำนวยความสะดวกในการเรียน และการสอน เนื่องจากแม่ฮ่องสอนเป็นพื้นที่ห่างไกล มีความจำเป็นด้านการดำรงชีพที่มีข้อจำกัด ทำให้การอุปโภคและบริโภคไม่เพียงพอ อีกทั้งด้วยความห่างไกลก็ทำให้ราคาในการอุปโภคและบริโภคเพิ่มเป็นสองเท่าอีกด้วย

    “ผมจะนำประเด็นปัญหาเหล่านี้ ไปหารือร่วมกับหน่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อหาแนวทางแก้ไข ที่จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่สถานศึกษา คณะครู และนักเรียนในพื้นที่แม่ฮ่องสอนต่อไป” รมช.ศธ.องอาจ กล่าว

    นอกจากนี้ รมช.องอาจ ยังได้มีโอกาสตรวจเยี่ยมมการการเรียนการสอนของโรงเรียนบ้านกิ่วลม จังหวัดเชียงใหม่ อีกด้วย

    กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานรัฐมนตรี ศธ.: รายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/61401&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2g_4HTZrwoy4hAnEBvyFwz

  • ครม.เห็นชอบเพิ่ม 4 เขตเศรษฐกิจพิเศษ รองรับจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาศักยภาพสูงจากตปท. : อินโฟเควสท์

    ครม.เห็นชอบเพิ่ม 4 เขตเศรษฐกิจพิเศษ รองรับจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาศักยภาพสูงจากตปท. : อินโฟเควสท์

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษอื่นให้เป็นพื้นที่จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศเพิ่มเติมอีก 4 พื้นที่ ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ

    “เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยได้รับการศึกษาจากสถาบันที่มีศักยภาพสูง แต่ต้องเป็นสถานศึกษาที่นานาชาติให้การยอมรับ” นายสิริพงศ์ กล่าว

    โดยพื้นที่ที่ได้รับความเห็นชอบให้กำหนดเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษอื่น 4 พื้นที่ ได้แก่ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ, ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคกลาง-ตะวันตก และระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ เพื่อให้เป็นเขตพื้นที่จัดการศึกษาเพิ่มเติม ซึ่งสอดคล้องกับมติ ครม.เมื่อวันที่ 20 ก.ย.65 ที่เห็นชอบการกำหนดพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ 4 พื้นที่ข้างต้น รวมทั้งจังหวัดสงขลา และปทุมธานี จากเดิมที่มีเพียง 1 พื้นที่ คือ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/546887&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aeFLd6ehiiHcCGQkmg2Bt

  • “ถ้ำมองของกรมพระกำแพง” นิทรรศการภาพถ่ายฟิล์มกระจก 3 มิติ – บ้านเมือง

    “ถ้ำมองของกรมพระกำแพง” นิทรรศการภาพถ่ายฟิล์มกระจก 3 มิติ – บ้านเมือง

    … พระกำแพง” นิทรรศการภาพถ่ายฟิล์มกระจก 3 มิติ ครั้งแรกของโลก หนึ่งในโปรเจ็กต์พิเศษภายใต้ “โครงการศิลปินในตู้” เปิดพื้นที่ให้ประวัติศาสตร์และศิลปะร่วมสมัยมาบรรจบกัน ผ่านผลงานภาพถ่ายฟิล์ม …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/454734&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oNTcGZ7JsHKrdHhGnzTdT

  • เปิดรายชื่อ 10 ประเทศ “เงินเดือนสูงที่สุด” อันดับ 1 รู้รายได้เฉลี่ยแล้วต้องอิจฉา!

    เปิดรายชื่อ 10 ประเทศ “เงินเดือนสูงที่สุด” อันดับ 1 รู้รายได้เฉลี่ยแล้วต้องอิจฉา!

    10 ประเทศเงินเดือนเฉลี่ยสูงที่สุดในโลก 2025 (หลังหักภาษี) รายได้สุทธิที่หลายคนใฝ่ฝัน

    ในปี 2025 ข้อมูลล่าสุดจาก CEOWORLD Magazine เผยรายชื่อประเทศที่มีเงินเดือนเฉลี่ยสุทธิต่อเดือนสูงที่สุดในโลก ตัวเลขเหล่านี้เป็นค่าเฉลี่ยหลังหักภาษีแล้ว ทำให้สะท้อนรายได้ที่คนทำงานได้รับจริง หลายคนจึงใช้ข้อมูลนี้เป็นเป้าหมายในการย้ายไปทำงานต่างประเทศ

    อันดับ 10 ประเทศเงินเดือนเฉลี่ยสูงที่สุดในโลก 2025

    ตารางต่อไปนี้รวบรวมข้อมูลเงินเดือนเฉลี่ยสุทธิต่อเดือน (หลังหักภาษี) จากรายงาน CEOWORLD Magazine ประจำปี 2025

    อันดับ ประเทศ เงินเดือนสุทธิต่อเดือน
    (USD)
    ประมาณการเป็นเงินบาทไทย
    (บาท/เดือน)
    1 สวิตเซอร์แลนด์ 8,218 ≈ 286,000
    2 ลักเซมเบิร์ก 6,740 ≈ 234,500
    3 สหรัฐอเมริกา 6,562 ≈ 228,400
    4 ไอซ์แลนด์ 6,548 ≈ 227,900
    5 นอร์เวย์ 5,772 ≈ 200,900
    6 เดนมาร์ก 5,749 ≈ 200,100
    7 แคนาดา 5,188 ≈ 180,500
    8 ไอร์แลนด์ 4,729 ≈ 164,600
    9 เนเธอร์แลนด์ 4,688 ≈ 163,200
    10 สิงคโปร์ 4,457 ≈ 155,100

    ทำไมประเทศเหล่านี้ถึงจ่ายเงินเดือนสูง

    ประเทศอันดับต้นๆ มักมีเศรษฐกิจแข็งแกร่งและอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าสูง เช่น การเงิน เทคโนโลยี พลังงาน และการแพทย์ สวิตเซอร์แลนด์และลักเซมเบิร์กเด่นเรื่องธนาคารและกองทุน ส่วนสหรัฐอเมริกาและสิงคโปร์มีบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำจำนวนมาก

    นอกจากนี้ ระบบสวัสดิการและคุณภาพชีวิตที่ดี ทำให้รัฐบาลสามารถเก็บภาษีในอัตราสูงได้ โดยยังคงเหลือเงินสุทธิให้ประชาชนในระดับสูง

    ข้อดีของการทำงานในประเทศเงินเดือนสูง

    1. รายได้สุทธิสูง ช่วยให้ออมเงินหรือส่งกลับบ้านได้มาก
    2. โอกาสทำงานในบริษัทระดับโลกและสร้างเครือข่ายระหว่างประเทศ
    3. สวัสดิการดี ทั้งประกันสุขภาพ การศึกษา และวันหยุดยาว
    4. คุณภาพชีวิตสูง อากาศสะอาด ความปลอดภัย และระบบขนส่งสาธารณะที่ดี

    สิ่งที่ต้องระวังก่อนตัดสินใจย้ายไปทำงาน

    แม้เงินเดือนเฉลี่ยจะสูง แต่ค่าครองชีพในหลายประเทศก็สูงตาม โดยเฉพาะค่าที่อยู่อาศัยในสวิตเซอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก และสิงคโปร์

    ภาษีและค่าประกันสังคมบางประเทศยังหักเพิ่มเติมหลังจากตัวเลขสุทธิที่รายงาน ทำให้เงินที่ได้จริงอาจน้อยกว่าที่คาด

    งานบางประเภท เช่น งานบริการหรืองานพื้นฐาน อาจได้เงินเดือนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมาก จึงเหมาะกับผู้ที่มีทักษะสูงเป็นหลัก

    ประเทศเงินเดือนสูงที่สุด 2025 ยังคงเป็นเป้าหมายของคนทำงานทักษะสูง

    สวิตเซอร์แลนด์ยังครองอันดับ 1 ประเทศที่มีเงินเดือนเฉลี่ยสุทธิสูงที่สุดในโลกปี 2025 ตามมาด้วยลักเซมเบิร์กและสหรัฐอเมริกา หากมีทักษะในสายเทคโนโลยี การเงิน หรือวิศวกรรม ประเทศเหล่านี้ยังคงเป็นจุดหมายที่น่าสนใจ

    อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจย้ายควรคำนวณทั้งรายได้สุทธิ ค่าครองชีพ และความสุขในการใช้ชีวิตอย่างรอบคอบ เพื่อให้การทำงานต่างประเทศคุ้มค่าและยั่งยืน

     

    อ้างอิง

    CEOWORLD Magazine – Countries With The Highest And Lowest Average Salaries 2025

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9857190/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29Owf1PF-MEu5B8D1qxjuU

  • คนไทยเปลี่ยนจุดเปย์! UOB-BCG ชี้เทรนด์ใหม่ หัน ‘ลงทุนในตัวเอง’ ใช้จ่ายด้านสุขภาพ-การศึกษา เพิ่มขึ้น 44%

    คนไทยเปลี่ยนจุดเปย์! UOB-BCG ชี้เทรนด์ใหม่ หัน ‘ลงทุนในตัวเอง’ ใช้จ่ายด้านสุขภาพ-การศึกษา เพิ่มขึ้น 44%

    ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เผยรายงานผลสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอาเซียน (ACSS) ประจำปี 2568 ซึ่งจัดทำร่วมกับ Boston Consulting Group (BCG) โดยพบว่าผู้บริโภคไทยมีมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจในอนาคตเพิ่มขึ้น แต่ยังคงระมัดระวังการใช้จ่ายอย่างรอบคอบ และหันไปให้ความสำคัญกับหมวดรายจ่ายด้านสุขภาพ การศึกษา และคุณภาพชีวิตมากขึ้น สะท้อนการปรับวิถีชีวิตสู่ความยั่งยืน

    ผลสำรวจระบุว่า ผู้บริโภคไทยร้อยละ 39 มองเศรษฐกิจในอนาคตอย่างเชื่อมั่น ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 จากการสำรวจในปีก่อน อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมการบริหารการเงินยังคงเป็นไปอย่างรอบคอบ

    ยุทธชัย เตยะราชกุล กรรมการผู้จัดการ บุคคลธนกิจ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวถึงผลสำรวจว่า ผู้บริโภคไทยกำลังพยายามรักษาสมดุลระหว่างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจและการใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง โดยเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนไปสู่การใช้จ่ายเพื่อการพัฒนาตนเองและการดูแลสุขภาพ ซึ่งสะท้อนความต้องการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในวันนี้ ควบคู่ไปกับการเตรียมพร้อมสำหรับวันพรุ่งนี้

    ด้าน จอห์น วากเนอร์ กรรมการผู้จัดการ และพาร์ทเนอร์ บีซีจี ประเทศไทย ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า แม้ความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยจะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย แต่โดยรวมยังคงอยู่ในระดับ ‘low’ (ต่ำ) ซึ่งเป็นไปตามคาดการณ์ โดยคนไทยเริ่มแสดงความกังวลมากขึ้นต่อค่าครองชีพที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคสามารถปรับตัวได้ โดยปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่งเป็นพฤติกรรม ‘adapting’ (การปรับตัว) ที่สร้างทั้งโอกาสและความท้าทายใหม่ๆ

    ผลสำรวจชี้ชัดว่า นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายประจำวัน ผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยร้อยละ 44 รายงานว่ามีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในด้านการศึกษา สุขภาพ และคุณภาพชีวิต ซึ่งสะท้อนถึงความตระหนักที่เพิ่มขึ้นต่อการมีอายุที่ยืนยาวและความเป็นอยู่ที่ดี

    ในประเด็นการเกษียณอายุ กว่าครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่าจะเกษียณหลังอายุ 60 ปี แต่พบช่องว่างขนาดใหญ่ในเป้าหมายจำนวนเงินออมเพื่อการเกษียณ โดยกลุ่มผู้บริโภคทั่วไปตั้งเป้าหมายเฉลี่ยไว้ที่ 3.9 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงตั้งเป้าเฉลี่ยไว้สูงถึง 10.5 ล้านบาท

    ขณะที่พฤติกรรมการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ก็เปลี่ยนแปลงไป ผลสำรวจ ACSS 2568 ระบุว่า ผู้บริโภคชาวไทยร้อยละ 45 ซื้อสินค้าผ่านโซเชียลมีเดียมากขึ้นในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา แต่ในขณะเดียวกัน ร้อยละ 47 กลับใช้เวลาในการตัดสินใจซื้อนานขึ้น

    หลายคนเข้าร่วมการไลฟ์สตรีมเพื่อความบันเทิง หรือเพื่อเปรียบเทียบสินค้า และชะลอการตัดสินใจซื้อ ซึ่งพฤติกรรมนี้แม้จะทำให้การสร้างยอดขายทันทีลดลง แต่กลับช่วยเสริมสร้างการมีส่วนร่วมและการจดจำแบรนด์ได้มากขึ้น

    นอกจากนี้แม้ว่าผู้บริโภคไทยร้อยละ 87 จะมีความมั่นใจในการบริหารการเงินส่วนบุคคล และกว่า 7 ใน 10 (ร้อยละ 74) มีการออมเงินมากกว่าร้อยละ 10 ของรายได้ แต่ยังคงมีความท้าทายสำคัญซ่อนอยู่

    ข้อมูลจากธนาคารยูโอบี สะท้อนว่า ยอดเงินฝากของลูกค้ากลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงเติบโตขึ้นร้อยละ 21 ขณะที่ลูกค้ากลุ่ม Gen Z มีบทบาทสำคัญในการเร่งการเติบโตของจำนวนบัญชีเงินฝาก โดยมีการเปิดบัญชีใหม่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 48 สะท้อนความสนใจในการออมเงินของคนรุ่นใหม่

    อย่างไรก็ตาม วินัยในการออมยังคงเป็นปัญหา โดยร้อยละ 85 ของผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง เลือกที่จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในปัจจุบัน ขณะที่ร้อยละ 76 ของ Gen Y และร้อยละ 82 ของ Gen Z ระบุว่า ‘Peer Pressure’ (แรงกดดันจากสังคมและเพื่อน) เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการออมอย่างต่อเนื่อง

    ยุทธชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า คนรุ่นใหม่ของไทยมีความเข้าใจด้านดิจิทัลและเปิดรับการเรียนรู้เกี่ยวกับการวางแผนการเงิน แต่หลายคนยังเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง เช่น ช่องว่างด้านความรู้ทางการเงิน ทัศนคติต่อการใช้จ่าย และความไม่มั่นคงของรายได้ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการนำความรู้ไปสู่การปฏิบัติเพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว

    ภาพ: Bannafarsai_Stock / Shutterstock

    ABOUT THE AUTHOR

    ถนัดกิจ จันกิเสน

    Content Creator ประจำกองบรรณาธิการ THE STANDARD WEALTH ผู้เสพติดโลกธุรกิจ การตลาด เทคโนโลยี และชอบสำรวจโลกออฟไลน์และออนไลน์มาถอดรหัสความเคลื่อนไหวให้เป็นเรื่องเข้าใจง่าย สนุก และได้ไอเดียใหม่ๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thais-invest-in-themselves/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14GN7NpTMTjTjXrpwGp8d_

  • เก่งมาก! ‘หัวหน้าเท้ง’ เผยรู้แล้วสาเหตุที่ประเทศไทยแก้ปัญหาเรื้อรังไม่ได้

    เก่งมาก! ‘หัวหน้าเท้ง’ เผยรู้แล้วสาเหตุที่ประเทศไทยแก้ปัญหาเรื้อรังไม่ได้

    18 พ.ย. 2568- ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ  หัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความว่าผมเชื่อว่าหลายปัญหาที่เรื้อรังของประเทศไทย ไม่ได้เป็นเพราะเราไม่รู้ว่าเราควรแก้ไขมันอย่างไร แต่สิ่งที่เรายังขาดคือรัฐบาลที่มี ‘เจตจำนงทางการเมือง’ ที่จะเข้ามาลงมือทำ แก้ปัญหาให้เห็นผล

    ช่วงหนึ่งในการเสวนา “ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่โมเดลใหม่ในการพัฒนา” จัดโดยทีดีอาร์ไอ ซึ่งผมได้เข้าร่วมเมื่อวานนี้ ผมได้ยกตัวอย่างข้อเสนอกิโยตินกฎหมาย ซึ่งทาง TDRI มีผลการศึกษามานานแล้ว ว่าการมีกฎระเบียบเกินความจำเป็น ได้สร้างต้นทุนแก่ภาคเอกชน ทำให้เกิดอุปสรรคต่าง ๆ ในภาคธุรกิจ ปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท

    คำถามคือในเมื่อ TDRI หรือภาควิชาการศึกษามานานแล้ว ทำไมการกิโยตินกฎหมาย รวมถึงอีกหลายข้อเสนอที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีแก่พี่น้องประชาชน ถึงไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยเสียที?

    นั่นเพราะสิ่งที่ขาดไปคือเจตจำนงทางการเมืองของรัฐบาล ประเทศไทยเรารู้หมดว่าต้องทำอะไร แต่โจทย์คือจะทำอย่างไรให้ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจนโยบาย เมื่อเข้าไปมีอำนาจแล้ว ลงมือทำจริง ๆ

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโจทย์ของประเทศไทยวันนี้ คือการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ เราต้องการรัฐบาลที่มีเจตจำนงทางการเมือง การเมืองที่มีเสถียรภาพ มีความชอบธรรม และมีทีมบริหารที่พร้อม เข้าไปทำเรื่องเหล่านี้ให้สำเร็จ

    เช่น เรื่อง AI หากมองโครงสร้างพื้นฐานเป็นขนมชั้น สิ่งที่มีความจำเป็นคือพลังงานสะอาด การประมวลผล ข้อมูล อัลกอริทึม และการนำไปประยุกต์ใช้ จะทำ AI ได้จริงต้องมีสิ่งพื้นฐานเหล่านี้ครบถ้วน พลังงานสะอาดเป็นหน้าที่ของรัฐ เรื่องชิปอาจจะตาม TSMC และโลกตะวันตกไม่ทัน แต่เรื่องข้อมูลเรายังมีอธิปไตยทางข้อมูลอยู่ในระดับหนึ่ง นั่นคือข้อมูลภาครัฐ

    ส่วนอัลกอริทึม สิ่งที่น่าสนใจคือถ้าเรามี LLM ที่เข้าใจภาษาและระเบียบราชการได้ เราจะสามารถทำ Digital Transformation ในกระบวนงานภาครัฐได้ทุกกระบวนงานโดยผ่าน prompt เพียงแค่ไม่กี่ prompt และสุดท้ายคือการนำไปประยุกต์ใช้ ที่ภาครัฐสามารถใช้รายจ่ายภาครัฐมาช่วยสนับสนุนให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ได้

    เรื่องระบบงบประมาณก็สำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะกระบวนการในการจัดทำงบประมาณ ปัจจุบันกระบวนการจัดทำงบประมาณของประเทศไทยมาจากการคิดของระบบราชการมากเกินไป แม้ประเทศไทยจะมีแผนและยุทธศาสตร์จำนวนมาก แต่สุดท้ายก็เป็นได้แค่รัฐกระดาษ เขียนแผนมากมายแต่กลไกราชการไม่ตอบสนองต่อแผน เพราะกระบวนการตั้งและจัดสรรงบประมาณเป็นแบบต่างคนต่างทำ

    ดังนั้น กระบวนการจัดทำงบประมาณของประเทศไทยต่อจากนี้ควรต้องหาจุดสมดุล ขีดเส้นให้ชัด ในส่วนของรายจ่ายประจำ หน้าที่ของรัฐบาล (ระดับนโยบาย) คือการวางนโยบายให้มีการประหยัดต้นทุนต่อหน่วยของงบประมาณรายจ่ายประจำให้มากที่สุด

    แต่สำหรับงบประมาณเชิงยุทธศาสตร์ เช่น งบลงทุน ต้องมีการจัดสรรกันใหม่ ถ้าปล่อยให้ส่วนราชการคิดก็จะกลายเป็นงบประมาณสร้างตึก ตัดถนน ขุดคลองไปเรื่อย ๆ เช่นนี้ต่อไป ดังนั้น การจัดสรรงบลงทุนที่ตอบโจทย์ประเทศโดยระดับนโยบายเป็นคนคิด เป็นอีกเรื่องที่มีความจำเป็น

    นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่พรรคประชาชนจะเสนอต่อพี่น้องประชาชนในการเลือกตั้งที่จะมาถึง แสดงให้เห็นเจตจำนงทางการเมืองและความพร้อมของเราที่จะเป็นรัฐบาลแห่งการเปลี่ยนแปลง ทำให้ประเทศไทยที่ทุกคนอยากเห็น “คนไทยเท่าเทียมกัน ประเทศไทยเท่าทันโลก” เป็นไปได้จริง.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/897891/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24FxLwc8WgOXC_0gVP83lc

  • เปิดประวัติ “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” อดีตตุลาการ นั่ง ประธาน กกต.คนใหม่

    เปิดประวัติ “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” อดีตตุลาการ นั่ง ประธาน กกต.คนใหม่

    เปิดประวัติ

    เปิดประวัติ “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” อดีตตุลาการ นั่ง ประธาน กกต.คนใหม่

    18 พ.ย. 2568 มีรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งว่า ที่ประชุม กกต.มีมติ 4-3 เสียง เลือก “นายณรงค์ กลั่นวารินทร์” อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ว่าที่ กกต. ซึ่งได้รับความเห็นชอบจาก สว.ชุดปี 2567 ให้ดำรงตำแหน่งประธาน กกต.คนใหม่ 

    ทั้งนี้ในที่ประชุม กกต.ช่วงบ่าย มีวาระการประชุม เสนอชื่อเพื่อเป็นประธาน กกต.จำนวน 3 คน ได้แก่ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ อดีตประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา และนายณรงค์ รักร้อย อดีตผู้ว่าฯ อุทัยธานี ซึ่งนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ได้รับคะแนนเสียง 4 เสียง ส่วนนายสิทธิโชติ ได้ไป 3 เสียง

    เปิดประวัติ “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” ประธาน กกต.คนใหม่

    นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ จบการศึกษา นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี 2525 เนติบัณฑิต สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ปี 2526 และพัฒนบริหารศาสตรบัณฑิตทางรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ปี 2539

    ประวัติการทำงาน

    • ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 2 (1 ตุลาคม 2558 – 30 กันยายน 2559) 
    • ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ (1 ตุลาคม 2559 – 30 กันยายน 2561) 
    • รองประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ (1 ตุลาคม 2561 – 30 กันยายน 2562) 
    • อธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลาง (1 ตุลาคม 2562 – 30 กันยายน 2564) 
    • ผู้พิพากษาศาลฎีกา (1 ตุลาคม 2564 – 30 กันยายน 2566) 
    • ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา (1 ตุลาคม 2566 – 2568)
    • กรรมการการเลือกตั้ง (30 สิงหาคม 2568 – ปัจจุบัน )

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/politics/610038&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BN4gpZG7JcP3tn_IFjt7X

  • จุฬาฯ ผงาด TOP 3 ของอาเซียน มหาวิทยาลัยยั่งยืน 2026

    จุฬาฯ ผงาด TOP 3 ของอาเซียน มหาวิทยาลัยยั่งยืน 2026

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    จุฬาฯ ผงาด TOP 3 ของอาเซียน มหาวิทยาลัยยั่งยืน QS World University Rankings: Sustainability 2026

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับการจัดอันดับจาก QS World University Rankings: Sustainability 2026 ซึ่งเป็นการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกด้านความยั่งยืน ให้อยู่ในอันดับ 3 ของอาเซียน อันดับ 1 ของประเทศไทยเช่นเดียวกับปีที่แล้ว อันดับ 15 ของเอเชีย และอันดับ 165 ของโลก จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยทั่วโลกกว่า 2,000 แห่ง ซึ่งประกาศผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568  

    QS World University Rankings: Sustainability 2026 พิจารณาจากความพยายามในการรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยประเมินมหาวิทยาลัยจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact) ผลกระทบด้านสังคม (Social Impact) และการบริหารจัดการ (Governance)

    ทั้งนี้ผลการจัดอันดับของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปี 2026 ดีขึ้นจากปี 2025 โดยผลคะแนนรวมของจุฬาฯ สูงถึง 85.5 สะท้อนถึงความเป็นเลิศในหลายมิติ แสดงถึงความมุ่งมั่นของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนและการรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืนและความเสมอภาคที่ดียิ่งขึ้น โดยผลงานที่โดดเด่นของจุฬาฯ เช่น

    – ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม: อันดับ 81 ของโลก

    – การแลกเปลี่ยนความรู้: อันดับ 138 ของโลก

    – ความเท่าเทียม: อันดับ 175 ของโลก

    – ความสามารถในการจ้างงานและโอกาส: อันดับ 179 ของโลก

    ติดตามผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกด้านความยั่งยืนเพิ่มเติมได้ที่

    https://www.topuniversities.com/sustainability-rankings

    จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด

    คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/272029/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tYeGdHOyPY599Rmy4364i

  • เปิดผลการศึกษาภัยพลาสติกต่อสัตว์ในทะเล อันตรายกว่าที่คิด – BBC News ไทย

    เปิดผลการศึกษาภัยพลาสติกต่อสัตว์ในทะเล อันตรายกว่าที่คิด – BBC News ไทย

    เปิดผลการศึกษาภัยพลาสติกต่อสัตว์ในทะเล อันตรายกว่าที่คิด

    Two seal pups rest on a sandy beach. One seal has a rope of yellow and green plastic caught around its neck.

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ลูกแมวน้ำถูกเศษเชือกพลาสติกที่คล้ายกับอวนประมงพันรอบคอบนหาดทราย
      • Author, เฮเลน บริกกส์
      • Role, ผู้สื่อข่าวด้านสิ่งแวดล้อม
      • X, @hbriggs

    นักวิทยาศาสตร์ได้วิเคราะห์ด้วยการชันสูตรพลิกซากสัตว์ทะเล 10,000 ครั้ง เพื่อทำความเข้าใจว่า การกินพลาสติกเข้าไปนำไปสู่การตายของพวกมันได้อย่างไร

    การศึกษาดังกล่าวพบว่า นกทะเลมีความเสี่ยงสูงหลังจากกลืนพลาสติกเข้าไปเพียง 23 ชิ้น ทำให้มีโอกาสตายถึง 90% ขณะที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยในทะเลก็มีความเสี่ยงในระดับใกล้เคียงกันเมื่อกลืนพลาสติกเข้าไป 29 ชิ้น ส่วนเต่าทะเลอาจจะต้องกินพลาสติกเข้าไปประมาณ 405 ชิ้นถึงจะมีความเสี่ยงในระดับเดียวกัน

    ผลการศึกษานี้ทำให้นักวิจัยรู้สึกประหลาดใจว่าพลาสติกเพียงน้อยนิดก็อาจเป็นอันตรายได้แล้ว โดยพลาสติกชนิดอ่อนที่มีปริมาตรน้อยกว่าลูกฟุตบอลหนึ่งลูกก็อาจทำให้โลมาเสียชีวิตได้ ขณะที่นกทะเลอาจเสียชีวิตจากการกินยางที่มีขนาดเล็กกว่าเม็ดถั่วเพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น

    นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า การค้นพบนี้อาจช่วยกำหนดทิศทางความพยายามในการปกป้องสัตว์ป่าทั่วโลกได้

    A small grey bird perches on a blue plastic bottle floating on a grey sea

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, มลพิษจากพลาสติกก่อให้เกิดความเสี่ยงร้ายแรงต่อนกทะเล ทั้งการทำให้นกได้รับบาดเจ็บและการเป็นพิษต่อพวกมัน

    “นี่เป็นเครื่องเตือนใจที่สำคัญอย่างยิ่งว่ามลพิษจากพลาสติกเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของสัตว์ทะเล” ดร.เอริน เมอร์ฟี หัวหน้านักวิจัยจากกลุ่มอนุรักษ์มหาสมุทร (Ocean Conservancy) ในสหรัฐอเมริกา กล่าว

    การวิเคราะห์นี้ใช้ข้อมูลจากการชันสูตรพลิกซากทั้งนกทะเล เต่าทะเล และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล เช่น แมวน้ำ สิงโตทะเล และโลมา ซึ่งเก็บรวบรวมตัวอย่างจากทั่วโลก โดยพบว่าเต่าทะเลเกือบครึ่งหนึ่งที่ศึกษา นกทะเลหนึ่งในสามของตัวอย่างที่ศึกษา และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลหนึ่งในสิบของตัวอย่างได้กินพลาสติกเข้าไป

    นักวิจัยประเมินความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากการกลืนพลาสติกชนิดต่าง ๆ ในสัตว์ทะเลแต่ละกลุ่ม

    พวกเขาพบว่า ประเภทของพลาสติกที่สัตว์กินเข้าไปนั้นสร้างความแตกต่าง เช่น ยางเป็นอันตรายที่สุดสำหรับนกทะเล พลาสติกชนิดอ่อนและเศษอุปกรณ์ด้านการประมงถือว่ามีความเสี่ยงสูงสุดสำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล และพลาสติกทั้งแข็งและอ่อนก็เป็นภัยคุกคามต่อเต่าทะเล

    A small turtle on a sandy beach emerges from a blue net of entangled plastic

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, เต่าตนุแรกเกิดกำลังพยายามดินหนีออกจากตาข่ายพลาสติก

    การศึกษานี้ตรวจสอบเฉพาะพลาสติกที่พบในกระเพาะของสัตว์เท่านั้น ไม่ได้ประเมินผลกระทบทางเคมีหรืออันตรายจากการที่มันถูกพันธนาการ ซึ่งหมายความว่าระดับความเสียหายที่แท้จริงมีแนวโน้มจะสูงกว่านี้

    นอกจากนี้ ยังพบสัตว์ทะเลหลายร้อยชนิดมีพลาสติกอยู่ในร่างกาย เช่น นกมักกลืนเศษพลาสติกเข้าไป และเต่ามักเข้าใจผิดว่าถุงพลาสติกเป็นแมงกะพรุน อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังขาดข้อมูลที่แน่ชัดว่าพลาสติกมีอันตรายถึงชีวิตต่อสัตว์ขนาดต่าง ๆ มากน้อยเพียงใด

    ดร.เมอร์ฟี กล่าวเสริมว่า “เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษจากพลาสติกอย่างมีประสิทธิภาพ ข้อสรุปจากวิทยาศาสตร์นั้นชัดเจน เราจำเป็นต้องลดปริมาณพลาสติกที่เราผลิต ปรับปรุงการจัดเก็บและรีไซเคิล และกำจัดขยะพลาสติกที่มีอยู่แล้ว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c8x108188elo&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iLLiKSWEtd4-XUxdYVFVV

  • จริงทุกดอก! จูดี้ ชี้ดราม่า “แจ็กแปปโฮ” ขออย่าโทษการศึกษาต่ำ

    จริงทุกดอก! จูดี้ ชี้ดราม่า “แจ็กแปปโฮ” ขออย่าโทษการศึกษาต่ำ

    จูดี้ แจ็กแปปโฮ
    แฟ้มภาพ

    จูดี้ จารุกิตติ์ มองกรณีสังคมเหลืออดคอนเทนต์ แจ็ก แปปโฮ ยืนโชว์วิบัติปีนรถยืนเต้นหรา ขออย่าโทษการศึกษาเด็ดขาด ยกตัวอย่างแม่ตัวเองจบชั้นป.7 แต่สอนเรื่องมารยาทสาธารณะ พี่จบป.โท ตลอด

    ถึงเวลานี้เสียงวิพากษ์วิจารณ์ชนิดสวดยับถึงพฤติกรรมและจิตใต้สำนึกของนายจาตุรงค์ พาโพธิ์หรือ “แจ็ก แปปโฮ” ยูทูบเบอร์อายุ 32 ปี ยังคงถาโถมเสียงติติงหนักขั้นสุด ตลอดจนวีรกรรมหนนี้น่าจะสร้างคดีความผิดทางกฏหมายให้กับอินฟลูฯ สายเรื้อนที่ตกเป็นดราม่าล่าสุดของสังคมได้เลยทีเดียว

    อย่างไรก็ดีอีกมุมของเสียงวิจารณ์ก็ได้มีผู้ที่ออกมาคอลเอาต์เบาๆ โดยขออนุญาตหล่นมุมมองเชิงวิเคราะห์แบบมีตรรกะที่ถูกที่ควร โดยยกให้เคสนี้อย่าไปตำหนิหรือหยิบยกประเด็นเรื่องของการศึกษามาพาดพิงกัน เพราะอาจทำให้คนที่เรียนจบไม่สูงแต่มีมารยาทนั้น เสียหายเอาได้ง่ายๆ แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

    ล่าสุด จูดี้ จารุกิตติ์ อินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์คอนเทนต์ที่โด่งดังจากช่อง TikTok @judydiaw69 และเป็นที่รู้จักในฐานะเพื่อนสนิทของคัลแลน-พี่จอง 2 ยูทูบเบอร์เกาหลี ได้หย่อนโพสต์สั้นๆ แต่ได้ใจความ โดยเป็นการยกเรื่องมารยาทของมารดาตัวเองมาวิเคราะห์ให้เห็นว่า แม้การศึกษาจะไม่สูง แต่เรื่องของกิริยาและวาจาที่สุภาพเรียบร้อย เหมาะสมตามกาลเทศะ และเป็นไปตามระเบียบแบบแผนที่สังคมกำหนดไว้ เพื่อให้การอยู่ร่วมกันเป็นไปอย่างสงบสุขและน่าอยู่นั้น ที่บ้านของเธออบรมมาน่าจะคนละแนวทางกับอินฟลูฯ ยืนโยกหน้าลอว์สันวิวฟูจิหรือไม่ ?

    จูดี้ จารุกิตติ์ การสึกษาแจ็กแปปโฮ
    ภาพโปรไฟล์เฟซบุ๊ก Facebook @Judy Diaw

    “อย่าโทษการศึกษาเด็ดขาด นะ แม่พี่จูดี้จบป.7แต่สอนเรื่องมารยาทสาธารณะพี่ที่จบป.โทอยู่ตลอด”

    เนื้อหาที่น่าสนใจและชวนเปิดมุมมองสืบเนื่องจากโพสต์ของ “จูดี้” ซี้สองสหายจองและพี่คัลลแลนยังไม่ได้หยุดและจบตรงแค่โพสต์เปรียบเปรยสั้นๆ เท่านั้น เพราะต่อมาได้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งเข้ามาขมวดประเด็นและร่ายยาวสรุปให้ชัดเจนนยิ่งขึ้นในทำนองที่เห็นด้วยกับสิ่งที่อีกฝ่ายให้ข้อคิดเอาไว้ โดยย้ำความเป็นคนแท้จริงแล้วนั้นวัดกันที่ “การกระทำ” ไม่ใช่ใบปริญญา

    “จริงครับอย่าโทษการศึกษาในระบบ เพราะมารยาทสาธารณะกับสามัญสำนึก มันเริ่มจากที่บ้าน คนจบสูงแต่ขาดการอบรม ก็ทำพฤติกรรมแย่ได้ คนเรียนไม่สูงแต่ได้รับการสั่งสอนดี ก็มีวินัยและรู้กาลเทศะ เรื่องแบบนี้ไม่เกี่ยวเลยว่าจบ ป.7 หรือ ป.โท
    มันเกี่ยวกับการถูกปลูกฝังให้รู้ว่าที่ไหนควร–ไม่ควร และรู้ว่าการกระทำของตัวเองกระทบคนอื่นยังไง
    เพราะสุดท้าย… ความเป็นคนวัดกันที่การกระทำ ไม่ใช่ใบปริญญา”.

    ความเป็นคนวัดที่กการกระทำไม่ใช่ปริญญา
    แฟ้มภาพ Facebook @charukitt.judy
    คอมเมนต์แจ๊กแปปโอ
    แฟ้มภาพ Facebook @charukitt.judy

    สำรวจข่วาบันเทิง-เช็กประเด็นเด็ด ตรวจสอบแวดวงดราม่าร้อนๆ เสิร์ฟตรงส่งถึงหน้าไทม์ไลน์ที่นี่

    ข่าวล่าสุด

    Photo of Pachara

    Pachara

    นักเขียนประจำที่ Thaiger จบการศึกษาด้านศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เคยผ่านประสบการณ์ผู้สื่อข่าวกีฬา เริ่มเขียนบทความกับ Thaiger ตั้งแต่ปี 2021 วิ่งกับการอ่านหนังสือ คือ กิจกรรมที่สนใจเป็นพิเศษ ช่องทางติดต่อ pachara@thethaiger.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thethaiger.com/th/news/1488751/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eU50eVC8i-2FbG7nBFSLm