Category: วัฒนธรรม

  • ทอดพระเนตรศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีฯ  ร.10-ราชินีเสด็จฯ  หลักสูตรปัญญาประดิษฐ์

    ทอดพระเนตรศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีฯ ร.10-ราชินีเสด็จฯ หลักสูตรปัญญาประดิษฐ์

    วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    ทอดพระเนตรศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีฯ

    ร.10-ราชินีเสด็จฯ

    หลักสูตรปัญญาประดิษฐ์

    สาธิตการเรียนอัจฉริยะ

    “ในหลวง-พระบรมราชินี” เสด็จฯทอดพระเนตรศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีและทรัพยากรด้านการศึกษา (Center for Educational Technology and Resource Development)

    เมื่อเวลา 11.06 น. วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง ไปศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีและทรัพยากรด้านการศึกษา (Center for Educational Technology and Resource Development) ณ ที่นั้น นายหวาย จิ้นเผิง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สาธารณรัฐประชาชนจีน นางสาวหลี่ ผิง อธิบดีศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีและทรัพยากรด้านการศึกษา เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ
    จากนั้น เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรวีดิทัศน์และทรงรับฟังการบรรยายภาพรวมการพัฒนาระบบการศึกษาอัจฉริยะของสาธารณรัฐประชาชนจีน และทอดพระเนตรอุปกรณ์ทางเทคโนโลยีที่นำมาประยุกต์ใช้ด้านการศึกษาอัจฉริยะ ประกอบด้วย การทดลองทางวิทยาศาสตร์ ห้องทดลองเสมือนจริง หลักสูตรการเรียนการสอนปัญญาประดิษฐ์ เครื่องตรวจข้อสอบ เครื่องสอนการเขียนพู่กันจีน และเครื่องเลเซอร์แกะสลักสื่อการสอน เสร็จแล้ว เสด็จพระราชดำเนินไปยังห้องทำงานของแผนกข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ทอดพระเนตรข้อมูลและสถิติด้านการศึกษาอัจฉริยะของสาธารณรัฐประชาชนจีน และการสาธิต การเรียนแบบอัจฉริยะ ผ่านระบบทางไกล ระหว่างนักเรียนชั้นประถมศึกษา ในกรุงปักกิ่ง กับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาในมณฑลไห่หนาน สมควรแก่เวลา จึงประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับโรงแรมที่ประทับ

    ในเวลาบ่าย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรสถานที่สำคัญต่างๆในกรุงปักกิ่ง ได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีด้านอวกาศจีน ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมวิทยาศาสตร์นักบินอวกาศจีน ศูนย์ควบคุมการบินอวกาศกรุงปักกิ่ง ซึ่งอยู่ภายในเมืองอวกาศกรุงปักกิ่ง (Beijing Aerospace City)

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/royal/928250&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3goILN0yxUX5_OHSGtLZky

  • index

    index

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://pr-bangkok.com/%3Fp%3D553747&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nhNZND3uijWFGIeBfdLOI

  • สรพ. ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงสาธารณสุขศรีลังกา เข้าศึกษาดูงานระบบรับรองคุณภาพสถานพยาบาลของประเทศไทย

    สรพ. ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงสาธารณสุขศรีลังกา เข้าศึกษาดูงานระบบรับรองคุณภาพสถานพยาบาลของประเทศไทย

    สรพ. ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงสาธารณสุขศรีลังกา เข้าศึกษาดูงานระบบรับรองคุณภาพสถานพยาบาลของประเทศไทย

    พญ.ปิยวรรณ ลิ้มปัญญาเลิศ ผู้อำนวยการสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงสาธารณสุข ประเทศศรีลังกา จำนวน 6 ท่าน ในโอกาสเดินทางมาศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านระบบรับรองคุณภาพโรงพยาบาลและบริการสุขภาพของประเทศไทย โดยได้รับเกียรติจาก นพ.ดนุภัทร รัตนวราห หัวหน้ากลุ่มงานมาตรฐานวิชาการและภาครัฐกองสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข ร่วมเป็นวิทยากร ระหว่างวันที่ 17–21 พฤศจิกายน 2568 ภายใต้หัวข้อ “Thailand – Sri Lanka Collaboration on Healthcare Quality:A Study Visit to Private Hospital and Primary Care Accreditation” ณ สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) ชั้น 5 อาคารสุขภาพแห่งชาติ จ.นนทบุรี

    การศึกษาดูงานครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนกระบวนการพัฒนากรอบมาตรฐานการรับรองคุณภาพของประเทศศรีลังกา ซึ่งกำลังจัดทำระบบรับรองคุณภาพสถานพยาบาลเอกชนกว่า 6,000 แห่งทั่วประเทศ โดยคณะผู้ศึกษาดูงานจะได้เรียนรู้ระบบการรับรองกระบวนการคุณภาพสถานพยาบาล ภายใต้มาตรฐานโรงพยาบาลและบริการสุขภาพ Hospital Accreditation (หรือมาตรฐาน HA) ของไทย รวมถึงกระบวนการการประเมินและรับรองคุณภาพสถานพยาบาล ตลอดจนเรื่องความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรสาธารณะสุข (3P Safety) และลงพื้นที่เรียนรู้ระบบการรับรองคุณภาพสถานพยาบาลของประเทศไทยในภาคปฏิบัติ โดยเฉพาะการนำมาตรฐาน HA ไปใช้ในสถานพยาบาลเอกชนที่เป็นแบบอย่างที่ดีของไทย เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบกรอบระบบการรับรองคุณภาพระดับชาติของประเทศศรีลังกา และเสริมสร้างความร่วมมือด้านเทคนิคระหว่างกระทรวงสาธารณสุขประเทศศรีลังกาและสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาลของไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยของระบบบริการสุขภาพอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/972733&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jGKx7IZltdygI1WvYU-LK

  • เราควรศึกษาดีเอ็นเอของฮิตเลอร์หรือไม่ ? – BBC News ไทย

    เราควรศึกษาดีเอ็นเอของฮิตเลอร์หรือไม่ ? – BBC News ไทย

    เราควรศึกษาดีเอ็นเอของฮิตเลอร์ หรือปล่อยไว้ไม่ต้องศึกษา ?

    A colour treated photo of Hitler speaking into a big microphone. He's wearing a light brown jacket and red tie.

    ที่มาของภาพ, Getty Images

      • Author, ทิฟฟานี เวอร์ไทม์เมอร์
      • Role,

    การวิเคราะห์ดีเอ็นเอของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ จากตัวอย่างเลือดเผยข้อมูลใหม่ทั้งด้านเชื้อสายต้นตระกูลและสุขภาพของอดีตผู้นำนาซี

    ทีมผู้เชี่ยวชาญนานาชาติทำการทดสอบทางวิทยาศาสตร์อย่างละเอียดจากผ้าที่มีคราบเลือดเก่าของฮิตเลอร์ ผลการทดสอบยืนยันว่า ฮิตเลอร์ไม่มีเชื้อสายยิว และยังตรวจพบความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ส่งผลต่อพัฒนาการของอวัยวะเพศด้วย

    ขณะที่พาดหัวข่าวคลิกเบทมุ่งไปที่ข้อสงสัยว่าฮิตเลอร์อาจมีอวัยวะเพศเล็กและมีลูกอัณฑะเพียงข้างเดียวหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ข้อค้นพบที่จริงจังกว่าระบุว่า ดีเอ็นเอของเขา “มีแต้มสูงมาก ในอันดับ 1% แรก” ว่ามีความโน้มเอียงต่อการเป็นออทิสติก โรคจิตเภท และโรคไบโพลาร์

    นี่หมายความว่าฮิตเลอร์มีภาวะทางระบบประสาทเหล่านี้หรือไม่ ? ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้นอย่างแน่นอน เนื่องจากข้อมูลนี้ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค

    กระนั้นก็ตาม งานวิจัยดังกล่าวได้สร้างความกังวลเรื่องการตีตราและจริยธรรม โดยหลายฝ่ายตั้งคำถามว่า งานวิจัยนี้ควรถูกทำตั้งแต่แรกหรือไม่

    ศ.ทูรี คิง ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านดีเอ็นเอ กล่าวในช่วงแรกของสารคดีจากสถานีโทรทัศน์แชนแนลโฟร์ (Channel 4) ของอังกฤษ เรื่อง Hitler’s DNA: Blueprint of a Dictator (ดีเอ็นเอของฮิตเเลอร์: พิมพ์เขียวของเผด็จการ) ว่า “ฉันคิดหนักกับเรื่องนี้”

    เธอบอกกับบีบีซีว่า ตอนที่ได้รับการติดต่อให้เข้าร่วมโครงการวิจัยนี้เมื่อหลายปีก่อน เธอรู้ดีว่าการศึกษาดีเอ็นเอของฮิตเลอร์อาจสร้างผลกระทบ เธอย้ำว่า “ฉันไม่ได้สนใจทำให้เรื่องนี้เป็นข่าวหวือหวา”

    กระนั้นเธอก็กล่าวว่า อย่างไรเสียงานวิจัยนี้ย่อมมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในสักวัน และเธอมั่นใจว่าอย่างน้อยการศึกษานี้จะสามารถดำเนินไปอย่างเข้มงวดตามหลักวิชาการภายใต้การดูแลของเธอ ด้วย การมี “ข้อจำกัดและมาตรการกำกับที่เหมาะสม”

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • A gloved hand holds a glass slide with drops of blood being tested, showing samples with different colours and reactions

    • .

    • Geoffrey Jenkins Longfellow/BBC THAI

    • พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรก ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนระหว่างวันที่ 23 ก.พ.- 8 มี.ค. 2530

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    ศ.ทูรี คิง ไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับโครงการที่มีชื่อเสียงโด่งดังและอ่อนไหว ก่อนหน้านี้เธอเคยเป็นผู้นำการตรวจสอบทางพันธุกรรมเพื่อยืนยันตัวตนของโครงกระดูกพระเจ้าริชาร์ดที่ 3 หลังพบโครงกระดูกดังกล่าวถูกฝังใต้ลานจอดรถในเมืองเลสเตอร์เมื่อปี 2012

    A brown and blue ripped swatch of fabric that looks quite dirty.

    ที่มาของภาพ, Gettysburg Museum of History

    คำบรรยายภาพ, ตัวอย่างผ้าถูกตัดมาจากโซฟาในบังเกอร์ของฮิตเลอร์ โดยสามารถเห็นคราบเลือดได้ที่มุมล่างซ้าย

    ตัวอย่างผ้าที่มีคราบเลือดของฮิตเลอร์ถูกนำมาตรวจดีเอ็นเอหลังผ่านไปกว่า 80 ปี ผ้าชิ้นนี้ถูกตัดออกจากโซฟาในบังเกอร์ใต้ดินของฮิตเลอร์ สถานที่ซึ่งเขาฆ่าตัวตายเมื่อกองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรบุกถึงกรุงเบอร์ลินในช่วงท้ายสงครามโลกครั้งที่สอง

    พันเอกรอสเวลล์ พี โรเซนเกรน แห่งกองทัพสหรัฐฯ เห็นโอกาสในการเก็บของที่ระลึกจากสงครามสุดพิเศษ เขาจึงเก็บผ้าชิ้นนี้ไว้ และปัจจุบันมันถูกใส่กรอบจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เกตตีสเบิร์กในสหรัฐฯ

    นักวิทยาศาสตร์มั่นใจว่าเลือดนี้เป็นของฮิตเลอร์ เพราะสามารถจับคู่โครโมโซม Y ของมันได้อย่างสมบูรณ์กับตัวอย่างดีเอ็นเอจากญาติชายที่เก็บไว้เมื่อสิบปีก่อนหน้านั้น

    ผลการวิจัยซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิถือว่าน่าสนใจอย่างยิ่ง

    นี่เป็นครั้งแรกที่มีการระบุดีเอ็นเอของฮิตเลอร์ และตลอดระยะเวลา 4 ปี นักวิทยาศาสตร์สามารถถอดรหัสเพื่อดูองค์ประกอบทางพันธุกรรมของหนึ่งในเผด็จการที่โหดร้ายที่สุดในโลกได้

    สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญยืนยันได้แล้วคือ ฮิตเลอร์ไม่มีเชื้อสายยิว นี่หักล้างข่าวลือที่แพร่สะพัดมาตั้งแต่ทศวรรษ 1920

    อีกหนึ่งข้อค้นพบสำคัญคือ เขามีภาวะคัลมันน์ซินโดรม (Kallmann syndrome) ซึ่งเป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ส่งผลต่อการเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์และการพัฒนาอวัยวะเพศ ภาวะนี้อาจทำให้มีอวัยวะเพศเล็กและลูกอัณฑะไม่ห้อยลงมา ซึ่งสอดคล้องกับข่าวลือที่เคยแพร่สะพัดผ่านเพลงของอังกฤษสมัยสงคราม

    คัลมันน์ซินโดรมยังส่งผลต่อความต้องการทางเพศด้วย ดร.อเล็กซ์ เคย์ นักประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโพทสดัมซึ่งปรากฏตัวในสารคดีดังกล่าวด้วยกล่าวว่า ประเด็นนี้น่าสนใจเป็นพิเศษ

    “มันบอกเราได้มากเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของเขา หรือพูดให้ถูกคือ เขาแทบไม่มีชีวิตส่วนตัวเลย” เขาอธิบาย

    นักประวัติศาสตร์ถกเถียงกันมานานว่าทำไมฮิตเลอร์จึงทุ่มเทให้กับการเมืองอย่างสิ้นเชิง “จนแทบไม่เหลือพื้นที่สำหรับชีวิตส่วนตัว” และข้อค้นพบนี้อาจช่วยอธิบายได้

    ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การค้นพบเช่นนี้นี้ทำให้งานวิจัยทั้งน่าสนใจและมีประโยชน์ โดย ศ.ทูรี คิง กล่าวว่า “นี่คือการผสานกันระหว่างประวัติศาสตร์และพันธุศาสตร์”

    Turi King, wearing a blue long-sleeved blouse, and Alex Kay, wearing a black shirt, standing at a desk.

    ที่มาของภาพ, Tom Barnes/Channel 4

    คำบรรยายภาพ, ศาสตราจารย์ด้านพันธุศาสตร์ ทูรี คิง และนักประวัติศาสตร์ ดร.อเล็กซ์ เคย์

    ผลการวิจัยที่ซับซ้อนและเป็นที่ถกเถียงมากกว่า คือข้อบ่งชี้ว่าฮิตเลอร์อาจมีภาวะทางระบบประสาทหรือสุขภาพจิตหนึ่งอย่างหรือมากกว่า

    เมื่อวิเคราะห์จีโนมและเปรียบเทียบกับคะแนนโพลีเจนิก (polygenic score) พบว่าฮิตเลอร์มีความโน้มเอียงสูงต่อการเป็นออทิสติก สมาธิสั้น โรคจิตเภท และโรคไบโพลาร์

    นี่คือจุดที่วิทยาศาสตร์ซับซ้อนขึ้น

    การให้คะแนนโพลีเจนิกจะตรวจสอบดีเอ็นเอของบุคคลและคำนวณความเป็นไปได้ที่จะเกิดโรคหนึ่ง ๆ ซึ่งมีประโยชน์ในการตรวจหาความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและมะเร็งที่พบได้บ่อย แต่การวิเคราะห์นี้เปรียบเทียบกับกลุ่มตัวอย่างประชากรขนาดใหญ่ ดังนั้นเมื่อใช้ในระดับบุคคล ผลลัพธ์อาจไม่แน่นอนได้

    ตลอดทั้งสารคดีซึ่งบีบีซีได้รับชม ผู้เชี่ยวชาญในสารคดีย้ำแล้วย้ำอีกว่าการวิเคราะห์ดีเอ็นเอไม่ใช่การวินิจฉัยโรค แต่เป็นเพียงการบ่งชี้ความโน้มเอียง และไม่ได้หมายความว่าฮิตเลอร์มีภาวะเหล่านี้

    อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์พันธุกรรมบางคนแสดงความกังวลว่าผลลัพธ์ที่ได้อาจเป็นการด่วนสรุปที่ง่ายเกินไป

    ศาสตราจารย์เดนิส ไซเดอร์คอมบ์ คอร์ต จากคิงส์คอลเลจลอนดอน ซึ่งเคยทดสอบตัวอย่างเลือดเดียวกันในปี 2018 กล่าวว่า ทีมวิจัย “ตั้งสมมติฐานไกลเกินไป”

    เธอบอกกับบีบีซีว่า “ในแง่ของบุคลิกหรือพฤติกรรม ฉันคิดว่ามันแทบไม่มีประโยชน์” และเสริมว่าเธอคงไม่อยากคาดการณ์ว่าบุคคลหนึ่ง ๆ มีภาวะทางการแพทย์ใดหรือไม่จากผลลัพธ์ที่ได้ เพราะมีปัญหาเรื่อง “การมีพันธุกรรม แต่ไม่เป็นโรคและไม่มีอาการของโรค” (incomplete penetrance)

    ดร.สุนธยา รามาน นักวิทยาศาสตร์พันธุกรรมอีกคนอธิบายว่า “แค่เพราะบางสิ่งถูกเข้ารหัสในดีเอ็นเอ ไม่ได้หมายความว่าอาการของโรคจะแสดงออก”

    สารคดียังสะท้อนมุมมองนี้ผ่านศาสตราจารย์ไซมอน บารอน-โคเฮน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยออทิสติก มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ที่กล่าวว่า “การเชื่อมโยงจากชีววิทยาไปสู่พฤติกรรมเป็นการก้าวกระโดดที่ใหญ่เกินไป”

    “การดูผลลัพธ์ทางพันธุกรรมแบบนี้มีความเสี่ยงต่อการตีตรา ผู้คนที่ถูกวินิจฉัยว่ามีโรคเหล่านี้อาจคิดว่า ‘การวินิจฉัยโรคของฉันถูกเชื่อมโยงกับคนที่ทำสิ่งเลวร้ายขนาดนั้นหรือ ?’”

    เขากล่าวว่า “ความเสี่ยงคือการลดทอนทุกอย่างเหลือแค่พันธุกรรม” และเสริมว่าที่จริงแล้วยังมีปัจจัยอื่นอีกมากที่ต้องพิจารณา

    Black and white photo of a baby.

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ในวัยทารก คาดว่าถ่ายในปี 1889

    สมาคมออทิสติกแห่งชาติของสหราชอาณาจักรออกแถลงการณ์ตอบโต้ทันที โดยเรียกผลการวิจัยนี้ว่าเป็น “การสร้างกระแสราคาถูก”

    ทิม นิโคลส์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของสมาคมฯ ระบุในแถลงการณ์ว่า “สิ่งที่แย่ยิ่งกว่าวิทยาศาสตร์ที่ไร้มาตรฐาน คือความไม่ใส่ใจต่อความรู้สึกของบุคคลผู้เป็นออทิสติก”

    “ผู้คนที่เป็นออทิสติกสมควรได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่านี้” เขากล่าว

    บีบีซีสอบถามไปยังแชลแนลโฟร์ และบริษัท Blink Films ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตสารคดี โดยในแถลงการณ์ชี้ว่า ผู้เชี่ยวชาญอย่างศาสตราจารย์บารอน-โคเฮน “อธิบายว่าพฤติกรรมของบุคคลเกิดจากหลายปัจจัย ไม่ใช่แค่พันธุกรรม แต่รวมถึงสิ่งแวดล้อม ประสบการณ์ชีวิต การเลี้ยงดู การเข้าถึงการศึกษาและทรัพยากร รวมถึงปัจจัยทางวัฒนธรรม”

    “รายการนี้เน้นย้ำว่าข้อมูลทางพันธุกรรมที่เปิดเผยในสารคดีช่วยให้เข้าใจฮิตเลอร์มากขึ้น แต่ไม่ได้บ่งบอกว่าเขาถูกกำหนดทางชีววิทยาให้มีพฤติกรรมแบบใดแบบหนึ่ง”

    Weber has short browny-grey hair and wears black rimmed glasses. It's a studio shot and he's wearing a blue suit

    ที่มาของภาพ, Stephanie Bonnas

    คำบรรยายภาพ, ศาสตราจารย์โธมัส เวเบอร์ กล่าวว่า เขารู้สึก “ทั้งตื่นเต้นและกังวลพอ ๆ กัน” เมื่อได้เห็นผลการวิจัย

    ชื่อสารคดีเองก็สร้างข้อถกเถียง โดยเฉพาะส่วนที่สองที่ใช้คำว่า “Blueprint of a Dictator” หรือแปลเป็นไทยได้ว่า พิมพ์เขียวของเผด็จการ

    ศาสตราจารย์คิงกล่าวว่า นี่ไม่ใช่ชื่อที่เธอจะเลือก และศาสตราจารย์โธมัส เวเบอร์ นักประวัติศาสตร์ที่ปรากฏในรายการ บอกกับบีบีซีว่า เขารู้สึกแปลกใจกับชื่อเรื่อง เพราะทีมงานเน้นย้ำว่า “ไม่มียีนเผด็จการ”

    ศาสตราจารย์เวเบอร์ ซึ่งยังไม่ได้ชมสารคดีก่อนให้สัมภาษณ์ กล่าวว่า เขามองว่าการวิเคราะห์ดีเอ็นเอครั้งนี้ทั้งน่าตื่นเต้นและน่ากังวล

    “น่าตื่นเต้นเพราะมันยืนยันหลายสิ่งที่ผมสงสัยเกี่ยวกับฮิตเลอร์… แต่ผมกังวลว่าผู้คนจะตีความเกินไป เช่น พยายามหายีนแห่งความชั่วร้าย” เขากล่าว พร้อมแสดงความกังวลต่อการรับรู้ของสาธารณะ โดยเฉพาะต่อบุคคลผู้เป็นออทิสติกและกลุ่มที่ถูกกล่าวถึงในรายการ

    ศาสตราจารย์คิงเสริมว่า การทำสารคดีวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจนั้นมีความท้าทาย

    “นี่คือโทรทัศน์ ซึ่งบางครั้งต้องทำให้เรียบง่ายขึ้น” เธอกล่าว พร้อมย้ำว่าทีมงานพยายามรักษาสมดุลระหว่างความถูกต้องทางวิทยาศาสตร์กับข้อจำกัดของสื่อ

    “พวกเขาอาจเลือกแนวทางที่หวือหวากว่านี้ แต่ไม่ได้ทำ พวกเขาพยายามรักษาความละเอียดอ่อน… และเราได้วางแนวป้องกันไว้แล้ว”

    แชนแนลโฟร์ยังให้เหตุผลสนับสนุนชื่อสารคดี โดยระบุว่า “ดีเอ็นเอมักถูกเรียกในเชิงภาษาว่า ‘พิมพ์เขียวแห่งชีวิต’” และหน้าที่ของช่องคือ “สร้างรายการที่เข้าถึงผู้ชมวงกว้าง โดยทำให้แนวคิดวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนและงานวิจัยทางประวัติศาสตร์เข้าใจง่ายสำหรับทุกคน”

    Black and white image of a man inspecting the couch

    ที่มาของภาพ, Alamy

    คำบรรยายภาพ, นักข่าวสงครามฝ่ายสัมพันธมิตรตรวจสอบโซฟาภายในบังเกอร์ของฮิตเลอร์ในปี 1945 โดยมีการกล่าวว่าคราบบนที่วางแขนคือคราบเลือด

    โครงการวิจัยนี้ทำให้เกิดคำถามด้านจริยธรรมมากมาย

    หนึ่งในนั้นคือคำถามที่ว่า เราควรตรวจสอบดีเอ็นเอของฮิตเลอร์หรือไม่ หากไม่ได้รับอนุญาตจากตัวเขาเองหรือทายาทโดยตรง ?

    และความจริงที่ว่าเขาเป็นผู้ก่อให้เกิดหนึ่งในโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ จะทำให้สิทธิความเป็นส่วนตัวหมดไปหรือไม่ ?

    “นี่คือฮิตเลอร์ เขาไม่ใช่ตัวละครลึกลับที่ไม่มีใครทำวิจัยดีเอ็นเอได้ ว่าแต่ใครเป็นคนตัดสินใจเรื่องนี้ ?” ศ.ทูรี คิง กล่าว

    นักประวัติศาสตร์อย่าง ซูภัทรา ดาส เห็นด้วยว่า “นี่คือสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ทำ มีคนที่เสียชีวิตไปนานแล้วหลายร้อยคนที่ถูกตรวจดีเอ็นเอ เป็นเรื่องปกติในแวดวงวิทยาศาสตร์และโบราณคดี แต่สิ่งที่ทำให้เกิดปัญหาคือวิธีที่เราตีความผลการศึกษาต่างหาก”

    ดร.อเล็กซ์ เคย์ นักประวัติศาสตร์ กล่าวว่า เขาไม่กังวลเรื่องจริยธรรม “ตราบใดที่ข้อเท็จจริงถูกต้องและเราตรวจสอบทุกอย่างอย่างรอบคอบ”

    สำหรับคำถามว่าควรตรวจดีเอ็นเอของฮิตเลอร์หรือไม่ เขากล่าวว่า “ฮิตเลอร์ตายมา 80 ปีแล้ว เขาไม่มีทายาทโดยตรงและไม่มีลูก เขาทำให้เกิดความทุกข์ทรมานของผู้คนจำนวนมหาศาล เราต้องชั่งน้ำหนักสิ่งนี้กับปัญหาจริยธรรมในการวิเคราะห์ดีเอ็นเอของเขา”

    ที่น่าสนใจคือ ห้องแล็บหลายแห่งในยุโรปปฏิเสธที่จะเข้าร่วมโครงการ และสุดท้ายสถาบันที่ทำการทดสอบเป็นสถาบันในสหรัฐฯ

    ผู้สร้างสารคดีกล่าวกับบีบีซีว่า งานวิจัยนี้ “ผ่านกระบวนการตรวจสอบจริยธรรมมาตรฐานสำหรับงานวิชาการ” ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบผลการวิจัยในสองประเทศด้วย

    Black and white image of Hitler walking along with uniformed men behind him

    ที่มาของภาพ, General Photographic Agency/Hulton Archive/Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ฮิตเลอร์ในปี 1933

    แล้วงานวิจัยนี้ควรถูกทำตั้งแต่แรกหรือไม่ ? บีบีซีได้พูดคุยกับนักวิทยาศาสตร์ด้านพันธุกรรมและนักประวัติศาสตร์หลายคน ซึ่งคำตอบขึ้นอยู่กับว่าถามใคร

    ผู้ที่อยู่ในสารคดี แน่นอนว่าตอบว่า “ควรทำ” เพราะช่วยสร้างภาพที่ครบถ้วนมากขึ้นเกี่ยวกับฮิตเลอร์ บุคคลที่ยังคงทั้งดึงดูดความสนใจและสร้างความหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน

    “เราควรทำทุกอย่างเพื่อทำความเข้าใจกับความสุดโต่งในอดีต” ศาสตราจารย์เวเบอร์กล่าว

    “กล่าวตามตรง” ดร.เคย์ กล่าว “ประเด็นเหล่านี้มีการพูดถึงอยู่แล้ว… เราไม่ได้เป็นคนปลูกความคิดนี้ขึ้นมาในหัวของผู้คน ผู้คนคาดเดากันมานานแล้วว่าฮิตเลอร์อาจมีความผิดปกติบางอย่าง”

    แต่ไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ทุกคนที่เห็นด้วย

    “ฉันคิดว่านี่เป็นวิธีที่น่าสงสัยในการพยายามอธิบายว่าอะไรผลักดันการกระทำของฮิตเลอร์” อิวา วูคูซิช ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยยูเทรคต์ กล่าว

    ดร.วูคูซิช ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับการก่อความรุนแรงในวงกว้าง บอกกับบีบีซีว่าเธอเข้าใจว่าทำไมผู้คนถึงให้ความสนใจ แต่ “คำตอบที่เราตามหา จะไม่พบจากการตรวจดีเอ็นเอ”

    และแม้งานวิจัยนี้จะน่าสนใจ แต่มันเสี่ยงที่จะบดบังบทเรียนสำคัญของประวัติศาสตร์ แอนน์ ฟาน มูริก นักประวัติศาสตร์จากสถาบัน NIOD ในอัมสเตอร์ดัมกล่าว

    บทเรียนสำคัญคือ “คนธรรมดาในบางบริบทสามารถก่อ ยุยง หรือยอมรับความรุนแรงที่เลวร้ายได้”

    เธอกล่าวว่า การไปโฟกัสที่เรื่อง (ที่อาจจะจริง) ว่าอวัยวะเพศของฮิตเลอร์เล็กนั้น ไม่ได้สอนอะไรเราเกี่ยวกับกลไกของความรุนแรงและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

    Hitler and a woman, each holding a dog on a leash.

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ฮิตเลอร์กับเอวา เบราน์ ซึ่งเขาแต่งงานด้วยไม่นานก่อนที่ทั้งคู่จะฆ่าตัวตายในบังเกอร์

    ตอนนี้การศึกษาเสร็จสิ้นแล้วและงานวิจัยอยู่ระหว่างการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ดังนั้นผลลัพธ์ทั้งหมดจะถูกเผยแพร่ในอนาคตอันใกล้

    ศาสตราจารย์เวเบอร์กล่าวว่า พวกเขาควรใช้ข้อมูลเหล่านี้ “ด้วยความระมัดระวังและอย่างมีสติ” แต่เขาหวังว่ามันจะเป็นประโยชน์ในบางแง่

    “นี่คือข้อดีของผลการวิจัย คือมันอาจถูกนำไปใช้ในอีก 5 ปี 150 ปี หรือ 500 ปีข้างหน้า งานวิจัยนี้ถูกทำไว้เพื่อคนรุ่นหลัง และผมมั่นใจว่าคนฉลาดจะใช้มันในอนาคต”

    แต่เราทุกคนมีความรับผิดชอบต่อวิธีการใช้ผลการวิจัยเหล่านี้

    ดร.เคย์กล่าวว่า ทุกคนต้อง “ยึดตามหลักวิทยาศาสตร์” และทำให้ชัดเจนว่าเรารู้อะไรและไม่รู้อะไร

    รวมถึงสื่อและวิธีการรายงานผลการศึกษาด้วย

    “ใครก็ตามที่ชมสารคดีนี้มีหน้าที่ต้องเขียนอย่างถูกต้อง เพื่อให้แน่ใจว่าตนไม่ได้มีส่วนทำให้เกิดการตีตรา”

    “สารคดีแบบนี้ไม่ได้ดำรงอยู่ในสุญญากาศ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cm2e3l0j1n5o&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0svKY-Q7lBh30SJNcDom-u

  • สว. พร้อมจัดเวที MOU43-44 เริ่มเร็วสุด พ.ย.-ธ.ค.นี้ ประสาน จ.ชายแดนไทย-กัมพูชา

    สว. พร้อมจัดเวที MOU43-44 เริ่มเร็วสุด พ.ย.-ธ.ค.นี้ ประสาน จ.ชายแดนไทย-กัมพูชา

    นพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา วุฒิสภา กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดเวทีทำความเข้าใจกับประชาชนถึงการยกเลิก MOU ว่า หลังจากที่ได้พูดคุยกับ ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว ท่านได้ประสานมา มีเรื่องการเตรียมความพร้อมจัดสัมมนาข้อดีข้อเสียของ MOU 2543-2544 ที่จังหวัดต่างๆ ตามแนวชายแดน เพราะได้รับผลกระทบ ซึ่งตนก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะตอนที่รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตนได้อภิปรายว่าหากจะทำประชามติ คงต้องให้ความรู้กับประชาชน กมธ. รู้อะไร ประชาชนควรรู้สิ่งนั้นด้วย เราจึงวางแผนว่าจะต้องจัดสัมมนาเป็นการเร่งด่วน ซึ่งจะใช้สถานที่ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการศึกษาในจังหวัดนั้นๆ หรือศาลากลางที่สามารถบรรจุคนได้จำนวนมาก

    ส่วนวางกรอบเวลาไว้เมื่อไหร่ และจังหวัดใดก่อน นพดล กล่าวว่า เร็วที่สุด ถ้าสถานที่พร้อม เราก็พร้อมอยู่แล้ว เพราะข้อมูลที่เรามีอยู่ในขณะนี้เพียงพอที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจ คาดว่าน่าเริ่มเดือนนี้ได้ทันที หรือไม่ก็ต้นเดือนหน้า ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานไปยังจังหวัดที่ติดกับชายแดน

    นพดล กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องการพูดคุยกับ กมธ. ฟังสภาผู้แทนราษฎร คาดว่ารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีน่าจะประสานงานกันอยู่แล้ว ส่วนฝั่ง สว.เราคงเชิญ บุคคลสองฝ่ายมาพูดคุยกันด้วยเหตุและผลที่มีอยู่

    นพดล ยังกล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย กัมพูชา ล่าสุด ว่า ณ ขณะนี้เป็นการชิงความได้เปรียบต่อการหาพันธมิตรในเวทีโลก ตนยังคิดในแง่บวกว่า ในสายตาของนานาชาติ ประเทศไทยเราเป็นพระเอก จากที่ได้สำรวจในเวทีประชุมสหภาพรัฐสภาโลก การที่กัมพูชาพยายามที่จะดิ้นรนในการให้ข้อมูลเชิงลบกับประเทศไทยในหลายด้าน เลยต้องพยายามตีตื้นขึ้นมา แต่ไม่ใช่ง่าย การทำความเข้าใจไปพร้อมๆกัน เป็นเรื่องยาก ดังนั้นตนมองว่าการที่ประเทศไทยพยายามเอาผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวอาเซียน หรือ AOT เข้ามาตรวจสอบ ถือเป็นสิ่งที่ดีมากเพราะจะทำให้ข้อมูลข้อเท็จจริงกระจายไปยังเวทีโลกได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/senate-17nov25&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jxj6JjfXedubfaxsbga4r

  • 17 พฤศจิกายน 2568: ฮานอยติดอันดับ 1 ใน 10 เมืองที่มีมลพิษมากที่สุดในโลก

    17 พฤศจิกายน 2568: ฮานอยติดอันดับ 1 ใน 10 เมืองที่มีมลพิษมากที่สุดในโลก

    November 17, 2025: Hanoi among top 10 most polluted cities in the world

    คุณภาพอากาศในฮานอยดีหรือเปล่า?

    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 เวลา 02.00 น. ตามเวลาแปซิฟิก ฮานอยเวียดนามบันทึกคุณภาพอากาศที่ย่ำแย่ โดยมีค่า AQI อยู่ที่ 162 จัดอยู่ในประเภท ไม่ดีต่อสุขภาพ.

    ภาวะเหล่านี้อาจทำให้เกิดปัญหาทางเดินหายใจ ทำให้ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจแย่ลง และทำให้การทำงานของปอดลดลง โดยเฉพาะในเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีสุขภาพอ่อนแอ

    คุณภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และเช่นเดียวกับสภาพอากาศ ก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้บ่อยครั้ง ฮานอยอยู่ในอันดับที่ 4 เมืองใหญ่ที่มีมลพิษมากที่สุดในโลก ในเช้าวันจันทร์

    คลิกที่นี่เพื่อดูแผนที่คุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ของฮานอย

    แม้ว่าคุณภาพอากาศในฮานอยในปัจจุบันจะย่ำแย่ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องทราบคือ ความเข้มข้นเฉลี่ย PM2.5 ของกรุงฮานอยในปี 2567 อยู่ที่ 45 µg/m³ ซึ่งสอดคล้องกับ AQI ที่ 125 (“ไม่ดีต่อสุขภาพสำหรับกลุ่มเสี่ยง”) และสูงกว่าเกณฑ์ประจำปีของ WHO ถึง 8 เท่า ซึ่งกำหนดไว้ที่ 5 µg/m³

    ฮานอย ประเทศเวียดนาม เป็นเมืองใหญ่ที่มีมลพิษมากที่สุดเป็นอันดับ 4 เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน เวลา 02.00 น. ตามเวลาแปซิฟิก ที่มา: IQAir.

    คุณภาพอากาศในฮานอยจะดีขึ้นเมื่อใด?

    คาดว่าคุณภาพอากาศจะค่อยๆ ดีขึ้นในช่วงบ่าย เนื่องจากสภาพอุตุนิยมวิทยาเปลี่ยนแปลงและลมแรงขึ้น

    พยากรณ์คุณภาพอากาศรายชั่วโมงสำหรับกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม วันที่ 17 พฤศจิกายน ที่มา: IQAir.

    แผนที่คุณภาพอากาศของกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม วันที่ 17 พฤศจิกายน ที่มา: IQAir.

    อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณภาพอากาศในฮานอยไม่ดี?

    มีหลายสาเหตุที่ทำให้ระดับ PM2.5 ในฮานอยสูงขึ้น

    • แหล่งกำเนิดมลพิษในเขตเมือง ได้แก่ มลพิษจากการจราจรและกิจกรรมก่อสร้าง ซึ่งเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูแล้ง (1)
    • การปล่อยมลพิษจากอุตสาหกรรมและครัวเรือนจากการเผาถ่านหินและแหล่งเผาไหม้อื่น ๆ ในเมืองและใกล้เมือง
    • แหล่งกำเนิดมลพิษทั้งในระดับภูมิภาคและตามฤดูกาลนอกเมือง เช่น การเผาฟางข้าวในที่โล่งในภาคเกษตรกรรม และการปล่อยมลพิษจากหมู่บ้านรีไซเคิลที่ไม่เป็นทางการซึ่งไหลเข้าสู่เขตเมือง การศึกษาประเมินว่า PM2.5 ในฮานอยส่วนใหญ่มีแหล่งกำเนิดจากนอกเขตเมือง (2)
    • รูปแบบสภาพอากาศที่คงที่และการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่ดักจับมลพิษไว้ใกล้พื้นดินและป้องกันการแพร่กระจาย (3)

    ฉันจะป้องกันตัวเองจากคุณภาพอากาศที่ไม่ดีได้อย่างไร?

    About IQAir

    ABOUT IQAIRIQAir is a Swiss technology company that empowers individuals, organizations and governments to improve air quality through information and collaboration.

    หัวข้อที่กำลังมาแรง

    จดหมายข่าว

    รับข่าวสารล่าสุด บทความพิเศษ และเคล็ดลับส่งตรงถึงกล่องจดหมายของคุณทุกสัปดาห์

    ผลิตภัณฑ์แนะนำ

    HealthPro 250 XE | เครื่องฟอกอากาศในห้อง

    ความสูง: 71 x ความกว้าง: 38 x ความลึก: 41 ซม., ขนาดห้อง: ขนาดกลางถึงใหญ่, สูงสุด 92 ตร.ม.

    ผลิตภัณฑ์แนะนำ

    IQAir FFP2 Face Mask

    High-performance, comfortable mask with tight seal for better protection.

    เชื่อมต่อกับ IQAir

    ลงทะเบียนด้านล่างเพื่อเข้าร่วมชุมชนอากาศสะอาดและรับข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับคุณภาพอากาศและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่จะช่วยปรับปรุงอากาศรอบตัวคุณ

    คุณภาพสวิส การสนับสนุนทั่วโลก

    เราให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ของเราและความพึงพอใจของคุณคือเป้าหมายของเรา

    จัดส่งฟรี

    รับการจัดส่งฟรีสำหรับคำสั่งซื้อ 150 ดอลลาร์ขึ้นไป

    จัดส่งทั่วโลก

    จัดส่งรวดเร็วและเชื่อถือได้ถึงกว่า 100 ประเทศ พร้อมการติดตามและประกันภัย

    การชำระเงินทั่วโลกที่ปลอดภัย

    ข้อมูลการชำระเงินของคุณได้รับการประมวลผลอย่างปลอดภัย ชำระเงินอย่างปลอดภัยด้วยตัวเลือกการชำระเงินระหว่างประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.iqair.com/th/newsroom/hanoi-among-top-10-most-polluted-cities-in-the-world-11-17-2025&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sclEY31xMZETSUKMCpvLq

  • เราควรศึกษาดีเอ็นเอของฮิตเลอร์หรือไม่ ? – BBC News ไทย

    เราควรศึกษาดีเอ็นเอของฮิตเลอร์หรือไม่ ? – BBC News ไทย

    เราควรศึกษาดีเอ็นเอของฮิตเลอร์ หรือปล่อยไว้ไม่ต้องศึกษา ?

    ที่มาของภาพ, Getty Images

      • Author, ทิฟฟานี เวอร์ไทม์เมอร์
      • Role,

    การวิเคราะห์ดีเอ็นเอของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ จากตัวอย่างเลือดเผยข้อมูลใหม่ทั้งด้านเชื้อสายต้นตระกูลและสุขภาพของอดีตผู้นำนาซี

    ทีมผู้เชี่ยวชาญนานาชาติทำการทดสอบทางวิทยาศาสตร์อย่างละเอียดจากผ้าที่มีคราบเลือดเก่าของฮิตเลอร์ ผลการทดสอบยืนยันว่า ฮิตเลอร์ไม่มีเชื้อสายยิว และยังตรวจพบความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ส่งผลต่อพัฒนาการของอวัยวะเพศด้วย

    ขณะที่พาดหัวข่าวคลิกเบทมุ่งไปที่ข้อสงสัยว่าฮิตเลอร์อาจมีอวัยวะเพศเล็กและมีลูกอัณฑะเพียงข้างเดียวหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ข้อค้นพบที่จริงจังกว่าระบุว่า ดีเอ็นเอของเขา “มีแต้มสูงมาก ในอันดับ 1% แรก” ว่ามีความโน้มเอียงต่อการเป็นออทิสติก โรคจิตเภท และโรคไบโพลาร์

    นี่หมายความว่าฮิตเลอร์มีภาวะทางระบบประสาทเหล่านี้หรือไม่ ? ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้นอย่างแน่นอน เนื่องจากข้อมูลนี้ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค

    กระนั้นก็ตาม งานวิจัยดังกล่าวได้สร้างความกังวลเรื่องการตีตราและจริยธรรม โดยหลายฝ่ายตั้งคำถามว่า งานวิจัยนี้ควรถูกทำตั้งแต่แรกหรือไม่

    ศ.ทูรี คิง ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านดีเอ็นเอ กล่าวในช่วงแรกของสารคดีจากสถานีโทรทัศน์แชนแนลโฟร์ (Channel 4) ของอังกฤษ เรื่อง Hitler’s DNA: Blueprint of a Dictator (ดีเอ็นเอของฮิตเเลอร์: พิมพ์เขียวของเผด็จการ) ว่า “ฉันคิดหนักกับเรื่องนี้”

    เธอบอกกับบีบีซีว่า ตอนที่ได้รับการติดต่อให้เข้าร่วมโครงการวิจัยนี้เมื่อหลายปีก่อน เธอรู้ดีว่าการศึกษาดีเอ็นเอของฮิตเลอร์อาจสร้างผลกระทบ เธอย้ำว่า “ฉันไม่ได้สนใจทำให้เรื่องนี้เป็นข่าวหวือหวา”

    กระนั้นเธอก็กล่าวว่า อย่างไรเสียงานวิจัยนี้ย่อมมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในสักวัน และเธอมั่นใจว่าอย่างน้อยการศึกษานี้จะสามารถดำเนินไปอย่างเข้มงวดตามหลักวิชาการภายใต้การดูแลของเธอ ด้วย การมี “ข้อจำกัดและมาตรการกำกับที่เหมาะสม”

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    ศ.ทูรี คิง ไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับโครงการที่มีชื่อเสียงโด่งดังและอ่อนไหว ก่อนหน้านี้เธอเคยเป็นผู้นำการตรวจสอบทางพันธุกรรมเพื่อยืนยันตัวตนของโครงกระดูกพระเจ้าริชาร์ดที่ 3 หลังพบโครงกระดูกดังกล่าวถูกฝังใต้ลานจอดรถในเมืองเลสเตอร์เมื่อปี 2012

    ที่มาของภาพ, Gettysburg Museum of History

    คำบรรยายภาพ, ตัวอย่างผ้าถูกตัดมาจากโซฟาในบังเกอร์ของฮิตเลอร์ โดยสามารถเห็นคราบเลือดได้ที่มุมล่างซ้าย

    ตัวอย่างผ้าที่มีคราบเลือดของฮิตเลอร์ถูกนำมาตรวจดีเอ็นเอหลังผ่านไปกว่า 80 ปี ผ้าชิ้นนี้ถูกตัดออกจากโซฟาในบังเกอร์ใต้ดินของฮิตเลอร์ สถานที่ซึ่งเขาฆ่าตัวตายเมื่อกองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรบุกถึงกรุงเบอร์ลินในช่วงท้ายสงครามโลกครั้งที่สอง

    พันเอกรอสเวลล์ พี โรเซนเกรน แห่งกองทัพสหรัฐฯ เห็นโอกาสในการเก็บของที่ระลึกจากสงครามสุดพิเศษ เขาจึงเก็บผ้าชิ้นนี้ไว้ และปัจจุบันมันถูกใส่กรอบจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เกตตีสเบิร์กในสหรัฐฯ

    นักวิทยาศาสตร์มั่นใจว่าเลือดนี้เป็นของฮิตเลอร์ เพราะสามารถจับคู่โครโมโซม Y ของมันได้อย่างสมบูรณ์กับตัวอย่างดีเอ็นเอจากญาติชายที่เก็บไว้เมื่อสิบปีก่อนหน้านั้น

    ผลการวิจัยซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิถือว่าน่าสนใจอย่างยิ่ง

    นี่เป็นครั้งแรกที่มีการระบุดีเอ็นเอของฮิตเลอร์ และตลอดระยะเวลา 4 ปี นักวิทยาศาสตร์สามารถถอดรหัสเพื่อดูองค์ประกอบทางพันธุกรรมของหนึ่งในเผด็จการที่โหดร้ายที่สุดในโลกได้

    สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญยืนยันได้แล้วคือ ฮิตเลอร์ไม่มีเชื้อสายยิว นี่หักล้างข่าวลือที่แพร่สะพัดมาตั้งแต่ทศวรรษ 1920

    อีกหนึ่งข้อค้นพบสำคัญคือ เขามีภาวะคัลมันน์ซินโดรม (Kallmann syndrome) ซึ่งเป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ส่งผลต่อการเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์และการพัฒนาอวัยวะเพศ ภาวะนี้อาจทำให้มีอวัยวะเพศเล็กและลูกอัณฑะไม่ห้อยลงมา ซึ่งสอดคล้องกับข่าวลือที่เคยแพร่สะพัดผ่านเพลงของอังกฤษสมัยสงคราม

    คัลมันน์ซินโดรมยังส่งผลต่อความต้องการทางเพศด้วย ดร.อเล็กซ์ เคย์ นักประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโพทสดัมซึ่งปรากฏตัวในสารคดีดังกล่าวด้วยกล่าวว่า ประเด็นนี้น่าสนใจเป็นพิเศษ

    “มันบอกเราได้มากเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของเขา หรือพูดให้ถูกคือ เขาแทบไม่มีชีวิตส่วนตัวเลย” เขาอธิบาย

    นักประวัติศาสตร์ถกเถียงกันมานานว่าทำไมฮิตเลอร์จึงทุ่มเทให้กับการเมืองอย่างสิ้นเชิง “จนแทบไม่เหลือพื้นที่สำหรับชีวิตส่วนตัว” และข้อค้นพบนี้อาจช่วยอธิบายได้

    ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การค้นพบเช่นนี้นี้ทำให้งานวิจัยทั้งน่าสนใจและมีประโยชน์ โดย ศ.ทูรี คิง กล่าวว่า “นี่คือการผสานกันระหว่างประวัติศาสตร์และพันธุศาสตร์”

    ที่มาของภาพ, Tom Barnes/Channel 4

    คำบรรยายภาพ, ศาสตราจารย์ด้านพันธุศาสตร์ ทูรี คิง และนักประวัติศาสตร์ ดร.อเล็กซ์ เคย์

    ผลการวิจัยที่ซับซ้อนและเป็นที่ถกเถียงมากกว่า คือข้อบ่งชี้ว่าฮิตเลอร์อาจมีภาวะทางระบบประสาทหรือสุขภาพจิตหนึ่งอย่างหรือมากกว่า

    เมื่อวิเคราะห์จีโนมและเปรียบเทียบกับคะแนนโพลีเจนิก (polygenic score) พบว่าฮิตเลอร์มีความโน้มเอียงสูงต่อการเป็นออทิสติก สมาธิสั้น โรคจิตเภท และโรคไบโพลาร์

    นี่คือจุดที่วิทยาศาสตร์ซับซ้อนขึ้น

    การให้คะแนนโพลีเจนิกจะตรวจสอบดีเอ็นเอของบุคคลและคำนวณความเป็นไปได้ที่จะเกิดโรคหนึ่ง ๆ ซึ่งมีประโยชน์ในการตรวจหาความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและมะเร็งที่พบได้บ่อย แต่การวิเคราะห์นี้เปรียบเทียบกับกลุ่มตัวอย่างประชากรขนาดใหญ่ ดังนั้นเมื่อใช้ในระดับบุคคล ผลลัพธ์อาจไม่แน่นอนได้

    ตลอดทั้งสารคดีซึ่งบีบีซีได้รับชม ผู้เชี่ยวชาญในสารคดีย้ำแล้วย้ำอีกว่าการวิเคราะห์ดีเอ็นเอไม่ใช่การวินิจฉัยโรค แต่เป็นเพียงการบ่งชี้ความโน้มเอียง และไม่ได้หมายความว่าฮิตเลอร์มีภาวะเหล่านี้

    อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์พันธุกรรมบางคนแสดงความกังวลว่าผลลัพธ์ที่ได้อาจเป็นการด่วนสรุปที่ง่ายเกินไป

    ศาสตราจารย์เดนิส ไซเดอร์คอมบ์ คอร์ต จากคิงส์คอลเลจลอนดอน ซึ่งเคยทดสอบตัวอย่างเลือดเดียวกันในปี 2018 กล่าวว่า ทีมวิจัย “ตั้งสมมติฐานไกลเกินไป”

    เธอบอกกับบีบีซีว่า “ในแง่ของบุคลิกหรือพฤติกรรม ฉันคิดว่ามันแทบไม่มีประโยชน์” และเสริมว่าเธอคงไม่อยากคาดการณ์ว่าบุคคลหนึ่ง ๆ มีภาวะทางการแพทย์ใดหรือไม่จากผลลัพธ์ที่ได้ เพราะมีปัญหาเรื่อง “การมีพันธุกรรม แต่ไม่เป็นโรคและไม่มีอาการของโรค” (incomplete penetrance)

    ดร.สุนธยา รามาน นักวิทยาศาสตร์พันธุกรรมอีกคนอธิบายว่า “แค่เพราะบางสิ่งถูกเข้ารหัสในดีเอ็นเอ ไม่ได้หมายความว่าอาการของโรคจะแสดงออก”

    สารคดียังสะท้อนมุมมองนี้ผ่านศาสตราจารย์ไซมอน บารอน-โคเฮน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยออทิสติก มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ที่กล่าวว่า “การเชื่อมโยงจากชีววิทยาไปสู่พฤติกรรมเป็นการก้าวกระโดดที่ใหญ่เกินไป”

    “การดูผลลัพธ์ทางพันธุกรรมแบบนี้มีความเสี่ยงต่อการตีตรา ผู้คนที่ถูกวินิจฉัยว่ามีโรคเหล่านี้อาจคิดว่า ‘การวินิจฉัยโรคของฉันถูกเชื่อมโยงกับคนที่ทำสิ่งเลวร้ายขนาดนั้นหรือ ?’”

    เขากล่าวว่า “ความเสี่ยงคือการลดทอนทุกอย่างเหลือแค่พันธุกรรม” และเสริมว่าที่จริงแล้วยังมีปัจจัยอื่นอีกมากที่ต้องพิจารณา

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ในวัยทารก คาดว่าถ่ายในปี 1889

    สมาคมออทิสติกแห่งชาติของสหราชอาณาจักรออกแถลงการณ์ตอบโต้ทันที โดยเรียกผลการวิจัยนี้ว่าเป็น “การสร้างกระแสราคาถูก”

    ทิม นิโคลส์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของสมาคมฯ ระบุในแถลงการณ์ว่า “สิ่งที่แย่ยิ่งกว่าวิทยาศาสตร์ที่ไร้มาตรฐาน คือความไม่ใส่ใจต่อความรู้สึกของบุคคลผู้เป็นออทิสติก”

    “ผู้คนที่เป็นออทิสติกสมควรได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่านี้” เขากล่าว

    บีบีซีสอบถามไปยังแชลแนลโฟร์ และบริษัท Blink Films ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตสารคดี โดยในแถลงการณ์ชี้ว่า ผู้เชี่ยวชาญอย่างศาสตราจารย์บารอน-โคเฮน “อธิบายว่าพฤติกรรมของบุคคลเกิดจากหลายปัจจัย ไม่ใช่แค่พันธุกรรม แต่รวมถึงสิ่งแวดล้อม ประสบการณ์ชีวิต การเลี้ยงดู การเข้าถึงการศึกษาและทรัพยากร รวมถึงปัจจัยทางวัฒนธรรม”

    “รายการนี้เน้นย้ำว่าข้อมูลทางพันธุกรรมที่เปิดเผยในสารคดีช่วยให้เข้าใจฮิตเลอร์มากขึ้น แต่ไม่ได้บ่งบอกว่าเขาถูกกำหนดทางชีววิทยาให้มีพฤติกรรมแบบใดแบบหนึ่ง”

    ที่มาของภาพ, Stephanie Bonnas

    คำบรรยายภาพ, ศาสตราจารย์โธมัส เวเบอร์ กล่าวว่า เขารู้สึก “ทั้งตื่นเต้นและกังวลพอ ๆ กัน” เมื่อได้เห็นผลการวิจัย

    ชื่อสารคดีเองก็สร้างข้อถกเถียง โดยเฉพาะส่วนที่สองที่ใช้คำว่า “Blueprint of a Dictator” หรือแปลเป็นไทยได้ว่า พิมพ์เขียวของเผด็จการ

    ศาสตราจารย์คิงกล่าวว่า นี่ไม่ใช่ชื่อที่เธอจะเลือก และศาสตราจารย์โธมัส เวเบอร์ นักประวัติศาสตร์ที่ปรากฏในรายการ บอกกับบีบีซีว่า เขารู้สึกแปลกใจกับชื่อเรื่อง เพราะทีมงานเน้นย้ำว่า “ไม่มียีนเผด็จการ”

    ศาสตราจารย์เวเบอร์ ซึ่งยังไม่ได้ชมสารคดีก่อนให้สัมภาษณ์ กล่าวว่า เขามองว่าการวิเคราะห์ดีเอ็นเอครั้งนี้ทั้งน่าตื่นเต้นและน่ากังวล

    “น่าตื่นเต้นเพราะมันยืนยันหลายสิ่งที่ผมสงสัยเกี่ยวกับฮิตเลอร์… แต่ผมกังวลว่าผู้คนจะตีความเกินไป เช่น พยายามหายีนแห่งความชั่วร้าย” เขากล่าว พร้อมแสดงความกังวลต่อการรับรู้ของสาธารณะ โดยเฉพาะต่อบุคคลผู้เป็นออทิสติกและกลุ่มที่ถูกกล่าวถึงในรายการ

    ศาสตราจารย์คิงเสริมว่า การทำสารคดีวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจนั้นมีความท้าทาย

    “นี่คือโทรทัศน์ ซึ่งบางครั้งต้องทำให้เรียบง่ายขึ้น” เธอกล่าว พร้อมย้ำว่าทีมงานพยายามรักษาสมดุลระหว่างความถูกต้องทางวิทยาศาสตร์กับข้อจำกัดของสื่อ

    “พวกเขาอาจเลือกแนวทางที่หวือหวากว่านี้ แต่ไม่ได้ทำ พวกเขาพยายามรักษาความละเอียดอ่อน… และเราได้วางแนวป้องกันไว้แล้ว”

    แชนแนลโฟร์ยังให้เหตุผลสนับสนุนชื่อสารคดี โดยระบุว่า “ดีเอ็นเอมักถูกเรียกในเชิงภาษาว่า ‘พิมพ์เขียวแห่งชีวิต’” และหน้าที่ของช่องคือ “สร้างรายการที่เข้าถึงผู้ชมวงกว้าง โดยทำให้แนวคิดวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนและงานวิจัยทางประวัติศาสตร์เข้าใจง่ายสำหรับทุกคน”

    ที่มาของภาพ, Alamy

    คำบรรยายภาพ, นักข่าวสงครามฝ่ายสัมพันธมิตรตรวจสอบโซฟาภายในบังเกอร์ของฮิตเลอร์ในปี 1945 โดยมีการกล่าวว่าคราบบนที่วางแขนคือคราบเลือด

    โครงการวิจัยนี้ทำให้เกิดคำถามด้านจริยธรรมมากมาย

    หนึ่งในนั้นคือคำถามที่ว่า เราควรตรวจสอบดีเอ็นเอของฮิตเลอร์หรือไม่ หากไม่ได้รับอนุญาตจากตัวเขาเองหรือทายาทโดยตรง ?

    และความจริงที่ว่าเขาเป็นผู้ก่อให้เกิดหนึ่งในโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ จะทำให้สิทธิความเป็นส่วนตัวหมดไปหรือไม่ ?

    “นี่คือฮิตเลอร์ เขาไม่ใช่ตัวละครลึกลับที่ไม่มีใครทำวิจัยดีเอ็นเอได้ ว่าแต่ใครเป็นคนตัดสินใจเรื่องนี้ ?” ศ.ทูรี คิง กล่าว

    นักประวัติศาสตร์อย่าง ซูภัทรา ดาส เห็นด้วยว่า “นี่คือสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ทำ มีคนที่เสียชีวิตไปนานแล้วหลายร้อยคนที่ถูกตรวจดีเอ็นเอ เป็นเรื่องปกติในแวดวงวิทยาศาสตร์และโบราณคดี แต่สิ่งที่ทำให้เกิดปัญหาคือวิธีที่เราตีความผลการศึกษาต่างหาก”

    ดร.อเล็กซ์ เคย์ นักประวัติศาสตร์ กล่าวว่า เขาไม่กังวลเรื่องจริยธรรม “ตราบใดที่ข้อเท็จจริงถูกต้องและเราตรวจสอบทุกอย่างอย่างรอบคอบ”

    สำหรับคำถามว่าควรตรวจดีเอ็นเอของฮิตเลอร์หรือไม่ เขากล่าวว่า “ฮิตเลอร์ตายมา 80 ปีแล้ว เขาไม่มีทายาทโดยตรงและไม่มีลูก เขาทำให้เกิดความทุกข์ทรมานของผู้คนจำนวนมหาศาล เราต้องชั่งน้ำหนักสิ่งนี้กับปัญหาจริยธรรมในการวิเคราะห์ดีเอ็นเอของเขา”

    ที่น่าสนใจคือ ห้องแล็บหลายแห่งในยุโรปปฏิเสธที่จะเข้าร่วมโครงการ และสุดท้ายสถาบันที่ทำการทดสอบเป็นสถาบันในสหรัฐฯ

    ผู้สร้างสารคดีกล่าวกับบีบีซีว่า งานวิจัยนี้ “ผ่านกระบวนการตรวจสอบจริยธรรมมาตรฐานสำหรับงานวิชาการ” ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบผลการวิจัยในสองประเทศด้วย

    ที่มาของภาพ, General Photographic Agency/Hulton Archive/Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ฮิตเลอร์ในปี 1933

    แล้วงานวิจัยนี้ควรถูกทำตั้งแต่แรกหรือไม่ ? บีบีซีได้พูดคุยกับนักวิทยาศาสตร์ด้านพันธุกรรมและนักประวัติศาสตร์หลายคน ซึ่งคำตอบขึ้นอยู่กับว่าถามใคร

    ผู้ที่อยู่ในสารคดี แน่นอนว่าตอบว่า “ควรทำ” เพราะช่วยสร้างภาพที่ครบถ้วนมากขึ้นเกี่ยวกับฮิตเลอร์ บุคคลที่ยังคงทั้งดึงดูดความสนใจและสร้างความหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน

    “เราควรทำทุกอย่างเพื่อทำความเข้าใจกับความสุดโต่งในอดีต” ศาสตราจารย์เวเบอร์กล่าว

    “กล่าวตามตรง” ดร.เคย์ กล่าว “ประเด็นเหล่านี้มีการพูดถึงอยู่แล้ว… เราไม่ได้เป็นคนปลูกความคิดนี้ขึ้นมาในหัวของผู้คน ผู้คนคาดเดากันมานานแล้วว่าฮิตเลอร์อาจมีความผิดปกติบางอย่าง”

    แต่ไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ทุกคนที่เห็นด้วย

    “ฉันคิดว่านี่เป็นวิธีที่น่าสงสัยในการพยายามอธิบายว่าอะไรผลักดันการกระทำของฮิตเลอร์” อิวา วูคูซิช ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยยูเทรคต์ กล่าว

    ดร.วูคูซิช ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับการก่อความรุนแรงในวงกว้าง บอกกับบีบีซีว่าเธอเข้าใจว่าทำไมผู้คนถึงให้ความสนใจ แต่ “คำตอบที่เราตามหา จะไม่พบจากการตรวจดีเอ็นเอ”

    และแม้งานวิจัยนี้จะน่าสนใจ แต่มันเสี่ยงที่จะบดบังบทเรียนสำคัญของประวัติศาสตร์ แอนน์ ฟาน มูริก นักประวัติศาสตร์จากสถาบัน NIOD ในอัมสเตอร์ดัมกล่าว

    บทเรียนสำคัญคือ “คนธรรมดาในบางบริบทสามารถก่อ ยุยง หรือยอมรับความรุนแรงที่เลวร้ายได้”

    เธอกล่าวว่า การไปโฟกัสที่เรื่อง (ที่อาจจะจริง) ว่าอวัยวะเพศของฮิตเลอร์เล็กนั้น ไม่ได้สอนอะไรเราเกี่ยวกับกลไกของความรุนแรงและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ฮิตเลอร์กับเอวา เบราน์ ซึ่งเขาแต่งงานด้วยไม่นานก่อนที่ทั้งคู่จะฆ่าตัวตายในบังเกอร์

    ตอนนี้การศึกษาเสร็จสิ้นแล้วและงานวิจัยอยู่ระหว่างการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ดังนั้นผลลัพธ์ทั้งหมดจะถูกเผยแพร่ในอนาคตอันใกล้

    ศาสตราจารย์เวเบอร์กล่าวว่า พวกเขาควรใช้ข้อมูลเหล่านี้ “ด้วยความระมัดระวังและอย่างมีสติ” แต่เขาหวังว่ามันจะเป็นประโยชน์ในบางแง่

    “นี่คือข้อดีของผลการวิจัย คือมันอาจถูกนำไปใช้ในอีก 5 ปี 150 ปี หรือ 500 ปีข้างหน้า งานวิจัยนี้ถูกทำไว้เพื่อคนรุ่นหลัง และผมมั่นใจว่าคนฉลาดจะใช้มันในอนาคต”

    แต่เราทุกคนมีความรับผิดชอบต่อวิธีการใช้ผลการวิจัยเหล่านี้

    ดร.เคย์กล่าวว่า ทุกคนต้อง “ยึดตามหลักวิทยาศาสตร์” และทำให้ชัดเจนว่าเรารู้อะไรและไม่รู้อะไร

    รวมถึงสื่อและวิธีการรายงานผลการศึกษาด้วย

    “ใครก็ตามที่ชมสารคดีนี้มีหน้าที่ต้องเขียนอย่างถูกต้อง เพื่อให้แน่ใจว่าตนไม่ได้มีส่วนทำให้เกิดการตีตรา”

    “สารคดีแบบนี้ไม่ได้ดำรงอยู่ในสุญญากาศ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cm2e3l0j1n5o.amp&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37pHJV-nlEujboMkjgTe3E

  • องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้มีมติประกาศยกย่องและบรรจุรายการของไทย จำนวน ๒ รายการ

    องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้มีมติประกาศยกย่องและบรรจุรายการของไทย จำนวน ๒ รายการ

    องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้มีมติประกาศยกย่องและบรรจุรายการของไทย จำนวน ๒ รายการ


    17/11/2568 | 171 |

    องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้มีมติประกาศยกย่องและบรรจุรายการของไทย จำนวน ๒ รายการ ไว้ในโครงการเฉลิมฉลองวาระสำคัญ (Anniversaries Celebration) ประจำปี ค.ศ. ๒๐๒๖–๒๐๒๗ (พ.ศ. ๒๕๖๙–๒๕๗๐) ในประชุมสมัยสามัญครั้งที่ ๔๓ ของยูเนสโก เมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ ณ เมืองซามาร์คานด์ สาธารณรัฐอุซเบกิสถาน ประกอบด้วย งานฉลองครบ ๑๐๐ ปี วันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และวาระครบ ๑๐๐ ปี พระราชกรณียกิจด้านการศึกษา การพัฒนาสังคม และความเสมอภาคทางเพศ ของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี

    พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
    ทรงริเริ่มโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า ๔,๐๐๐ โครงการ ครอบคลุมด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ เกษตร สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาชุมชน อีกทั้งยังพระราชทาน “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เป็นหลักนำทางที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ จนทรงได้รับการยกย่องว่าเป็น “พระมหากษัตริย์นักพัฒนา”

    สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงมีพระราชกรณียกิจสำคัญด้านการส่งเสริมการศึกษา โดยเฉพาะการศึกษาสตรี การสนับสนุนการจัดตั้งสถานศึกษา และการอุปถัมภ์กิจกรรม ด้านศิลปวัฒนธรรมและงานสาธารณกุศลเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตราษฎร โดยเฉพาะในยามวิกฤต วาระครบ ๑๐๐ ปี พระราชกรณียกิจด้านการศึกษา การพัฒนาสังคม และความเสมอภาคทางเพศของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี จึงเป็นการยกย่องพระปรีชาสามารถและพระวิสัยทัศน์ก้าวไกล ที่วางรากฐานสำคัญต่อการพัฒนาสตรีไทยและสังคมไทยในหลายมิติ และสอดคล้องต่อการจุดเน้นขององค์การยูเนสโกที่มุ่งเน้นส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศทั่วโลก

    ​​การประกาศยกย่องครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการถวายพระเกียรติสูงสุดแด่ทั้งสองพระองค์
    แต่ยังสะท้อนถึงการยอมรับจากประชาคมโลกต่อพระราชปณิธานที่ทรงมุ่งมั่นสร้างสรรค์การศึกษา ความเสมอภาค และสันติภาพของมนุษยชาติ อันเป็นความภาคภูมิใจของปวงชนชาวไทย และเป็นแรงบันดาลใจให้ชนรุ่นหลังสืบสานพระราชปณิธานเพื่อความผาสุกของโลกสืบไป


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/443614&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YWCTH79P_xCZPgAi10dGh

  • “นฤมล” นำทีมประชุมเตรียมจัดวันเด็กแห่งชาติ 2569 ภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีคุณธรรม” พร้อมนิทรรศการเทิดพระเกียรติ “พระบรมราชชนนีพระพันปีหลวง” | TOPNEWS

    “นฤมล” นำทีมประชุมเตรียมจัดวันเด็กแห่งชาติ 2569 ภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีคุณธรรม” พร้อมนิทรรศการเทิดพระเกียรติ “พระบรมราชชนนีพระพันปีหลวง” | TOPNEWS

    ศ.ดร.นฤมล ระบุว่า การจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ซึ่งจะมีขึ้นในวันเสาร์ที่ 10 มกราคม 2569 กระทรวงศึกษาธิการทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานร่วมกับหลายหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชน เพื่อสร้างพื้นที่การเรียนรู้ สนุกสนาน และเสริมคุณธรรมให้กับเยาวชนไทย ภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีคุณธรรม” โดยปีนี้ได้เตรียมจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อเผยแพร่พระมหากรุณาธิคุณด้านการศึกษา รวมถึงพระราชกรณียกิจในการเสด็จพระราชดำเนินยังพื้นที่ห่างไกลเพื่อดูแลเด็กและเยาวชนอย่างทั่วถึง

    งานในปีนี้แบ่งออกเป็น 4 โซนสำคัญ ได้แก่

    •Light of Wisdom (แสงแห่งปัญญา)

    •Creative Earth Lab (ห้องทดลองโลกสร้างสรรค์)

    •Sufficiency for Happiness (พอเพียงสร้างสุข)

    •Water Wonder Zone (โซนมหัศจรรย์แห่งสายน้ำ)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1393416&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zkqdCxlPbACBnlpMpUEKo

  • อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศพบหารือกับเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐกัวเตมาลาประจำประเทศไทย – กระทรวงการต่างประเทศ

    อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศพบหารือกับเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐกัวเตมาลาประจำประเทศไทย – กระทรวงการต่างประเทศ

    อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศพบหารือกับเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐกัวเตมาลาประจำประเทศไทย

    อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศพบหารือกับเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐกัวเตมาลาประจำประเทศไทย

    วันที่นำเข้าข้อมูล 17 พ.ย. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 17 พ.ย. 2568

    | 21 view

    เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 นายจุลวัจน์ นรินทรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ พบหารือกับนาง Shirley Dennise Aguilar Barrera เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐกัวเตมาลาประจำประเทศไทย โดยมีนางอรุณี ไฮม์ม รองอธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ เข้าร่วมด้วย

    ทั้งสองฝ่ายแสดงความประสงค์ที่จะเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อการพัฒนาในด้านต่าง ๆ อาทิ ด้านการเกษตร การศึกษา และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และจะร่วมพิจารณาการจัดทำบันทึกความเข้าใจระหว่างกรมความร่วมมือระหว่างประเทศกับกระทรวงการต่างประเทศกัวเตมาลา ทั้งยังแสดงความยินดีต่อความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐกัวเตมาลา ซึ่งจะครบรอบ 70 ปี ในปี 2570 พร้อมแสดงเจตจำนงร่วมในการกระชับความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/dg-tica-meets-amb-guatemala-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a907&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38HyCtANKtRLnclejpnb7y