Category: วัฒนธรรม

  • ซีพี ออลล์จัดโครงการอบรมหลักสูตรฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ ร.ร.โสตศึกษา นนทบุรี – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    ซีพี ออลล์จัดโครงการอบรมหลักสูตรฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ ร.ร.โสตศึกษา นนทบุรี – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    อัคคีภัยถือเป็นภัยร้ายแรงที่สร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน ล่าสุด บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ในประเทศไทย จัดโครงการอบรมฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟให้กับโรงเรียนโสตศึกษา จังหวัดนนทบุรี เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการป้องกัน ระงับเหตุอัคคีภัย และซ้อมแผนอพยพหนีไฟให้กับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินและบุคลากรของโรงเรียนโสตศึกษา โดยมี นายสมชาย บ้านไร่ ผู้อำนวยการโรงเรียนโสตศึกษา เป็นประธานเปิดโครงการ และมี นายสมภพ ตะราษี ผู้จัดการทั่วไปด้านชุมชนสัมพันธ์และวิทยากรจากหน่วยอบรมและฝึกซ้อมอัคคีภัย ซีพี ออลล์ เป็นผู้ให้ความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติอย่างเป็นระบบ โดยมีการจำลองเหตุอัคคีภัยในอาคารโรงเรียน การควบคุมและระงับเหตุเบื้องต้น ตลอดจนฝึกซ้อมแผนอพยพหนีไฟ และช่วยเหลือนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บ

    CP-ALL-ดับเพลิงชุมชน

    ที่ผ่านมา ซีพี ออลล์ได้ร่วมกับภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการดับเพลิง และการอพยพหนีไฟให้กับบุคลากรในหน่วยงานราชการ สถานศึกษา โรงพยาบาล สถานรับเลี้ยงเด็กอ่อน ชุมชน ฯลฯ มาตลอด 20ปี รวมแล้ว 185 ครั้ง มีผู้ร่วมรับการอบรมกว่า 5.6 หมื่นคน

    “ไม่ว่าร้านเซเว่น อีเลฟเว่น จะไปตั้งที่ไหนเราถือเป็นหน้าที่ที่จะเข้าไปช่วยดูแลชุมชนนั้นๆ เพราะชุมชนเป็นทั้งเพื่อนบ้าน ลูกค้า คู่ค้าที่สำคัญ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจในชุมชนควบคู่กับการยกระดับสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้ดียิ่งขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและคุณค่าร่วมกับชุมชน สังคมอย่างยั่งยืน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cpall.co.th/news/csr/fire-extinguishing/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw146y5yrHTWkeTLV1XYTbzr

  • เปิดประวัติ “อิทธิพร แก้วทิพย์” อสส.ใหม่ ผู้ชี้ชะตาคดี 112 ทักษิณ

    เปิดประวัติ “อิทธิพร แก้วทิพย์” อสส.ใหม่ ผู้ชี้ชะตาคดี 112 ทักษิณ

    เปิดประวัติและผลงาน “อิทธิพร แก้วทิพย์” อัยการสูงสุดคนที่ 20

    มือเชี่ยวชาญคดีอาญา–ประธานคณะทำงาน ม.112 ผู้มีบทบาทสำคัญต่อทิศทางกระบวนการยุติธรรมไทย

    หลังมีรายงานว่า นายอิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุด (อสส.) คนใหม่ มีความเห็นให้ ยื่นอุทธรณ์ คดีที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกกล่าวหาดูหมิ่นสถาบันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งศาลอาญาชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องนั้น ได้สร้างความสนใจต่อบทบาทและเส้นทางในสายงานยุติธรรมของนายอิทธิพรเป็นอย่างมาก ทั้งยังเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของคดีการเมืองระดับชาติ

    เส้นทางอาชีพ

    นายอิทธิพร สำเร็จการศึกษาด้านกฎหมายอย่างเข้มข้นจากสถาบันชั้นนำ

    นิติศาสตรบัณฑิต – มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    เนติบัณฑิตไทย สมัยที่ 35 – สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา

    นิติศาสตรมหาบัณฑิต – จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    เริ่มรับราชการเป็นอัยการผู้ช่วยปี 2530 ก่อนก้าวผ่านตำแหน่งสำคัญ ได้แก่

    ปี ตำแหน่ง
    2543 อัยการจังหวัดประจำกรม สำนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
    2547–2550 อัยการจังหวัดหลายพื้นที่ (นครนายก เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ สีคิ้ว)
    2558 อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา
    2562 รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา
    2563 อธิบดีอัยการ สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายอัยการ
    2564 อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา
    2565 รองอัยการสูงสุด
    2568 อัยการสูงสุดคนที่ 20

    ตำแหน่งในองค์กรและบทบาทสำคัญ

    นอกจากภารกิจหลักด้านคดีอาญา ยังมีบทบาทสำคัญในองค์กรรัฐหลายแห่ง เช่น

    • โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด (2563–2565)
    • ประธานอนุกรรมการอุทธรณ์–ร้องทุกข์ กระทรวงศึกษาธิการ
    • อนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ (กสทช.)
    • กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายในหลายสถาบันการศึกษา

    ผลงานโดดเด่นด้านคดีอาญาและ มาตรา 112

    นายอิทธิพรได้รับการยอมรับว่าเป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านคดีอาญา และได้รับแต่งตั้งเป็นประธานคณะทำงานกำหนดแนวทางการบังคับใช้กฎหมายในความผิดตามมาตรา 112 หนึ่งในคดีสำคัญที่ได้รับความสนใจคือ

    การมีมติไม่สั่งฟ้อง ดร.พอล แซมเบอร์ ผู้ต้องหาคดีความผิดต่อพระมหากษัตริย์และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นการพิจารณาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานข้อกฎหมาย มีส่วนลดแรงกดดันระหว่างประเทศและผลทางการทูต

    บทบาทล่าสุดในคดี “ทักษิณ” และประเด็นอุทธรณ์

    คณะกรรมการพิจารณาคดี ม.112 ซึ่งนายอิทธิพรเป็นประธาน (สมัยยังเป็นรอง อสส.) มีมติ 8–2 ไม่ให้อุทธรณ์

    อย่างไรก็ตาม นายอิทธิพร ไม่ได้ร่วมลงมติ ในครั้งนั้นตามหลักมารยาทของประธาน หลังเข้ารับตำแหน่ง อสส. ได้ใช้ อำนาจโดยตรงในคดีนอกราชอาณาจักร พิจารณาและมีความเห็น ควรยื่นอุทธรณ์ ขั้นตอนต่อไปคือส่งสำนวนให้อัยการสำนักงานคดีอาญา 8 เพื่อยื่นต่อศาลอุทธรณ์

    ความหมายต่อการเมืองและกระบวนการยุติธรรม

    บทบาทของนายอิทธิพรกำลังถูกจับตา ในฐานะผู้กำหนดทิศทางคดีสำคัญระดับชาติ ซึ่งมีผลสะเทือนทั้งด้าน

    • ความยุติธรรมและบรรทัดฐานทางกฎหมาย
    • ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันการเมือง–สถาบันตุลาการ
    • ความเชื่อมั่นของระบบนิติรัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/733576&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2I482J9SnanxhrpZFFHf8s

  • ย้อนชมภาพ “กรมพระจันทบุรีนฤนาถ” เจ้าชายรูปงามแห่งสยาม ผู้เป็นต้นราชสกุล “กิติยากร”

    ย้อนชมภาพ “กรมพระจันทบุรีนฤนาถ” เจ้าชายรูปงามแห่งสยาม ผู้เป็นต้นราชสกุล “กิติยากร”

    ย้อนชมพระสิริโฉม “กรมพระจันทบุรีนฤนาถ” พระราชโอรสผู้เป็นต้นราชสกุล “กิติยากร” สง่างามเหนือกาลเวลา

    ภาพถ่ายหายากของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ กำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ด้วยพระสิริโฉมที่สง่างามเหนือกาลเวลา พร้อมพระประวัติสำคัญของพระองค์ในฐานะผู้เป็นต้นราชสกุล “กิติยากร” และพระโอรสผู้มีบทบาทสำคัญต่อประเทศไทยในยุคปฏิรูป

    พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ กำลังกลับมาเป็นที่กล่าวถึงอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์จากภาพถ่ายเก่าที่เผยให้เห็นพระสิริโฉมอันคมคาย สง่างาม และมีเสน่ห์เหนือกาลเวลา จนชาวเน็ตจำนวนมากยกให้เป็นหนึ่งใน “วิชวลราชวงศ์จักรี” ที่ทั้งหล่อเหลาและเปี่ยมบุคลิกภาพแบบสุภาพบุรุษยุโรปในยุคนั้น

    นอกเหนือจากพระสิริโฉมแล้ว พระองค์ยังทรงเป็นบุคคลสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ไทย ทั้งในฐานะ ต้นราชสกุล “กิติยากร” และในบทบาทเสนาบดีสำคัญในยุคปฏิรูปประเทศ บทความนี้ชวนผู้อ่านย้อนชมทั้งภาพลักษณ์และพระประวัติของพระองค์ผ่านมุมมองทั้งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมร่วมสมัย

    ต้นกำเนิดและเชื้อสายของพระองค์

    พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ มีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ ทรงเป็นพระราชโอรสลำดับที่ 12 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ประสูติแต่ เจ้าจอมมารดาอ่วม ธิดาของคหบดีเชื้อสายจีนผู้มั่งคั่ง จึงนับเป็นพระราชโอรสที่มีเชื้อสายผสมผสานระหว่างราชสกุลฝ่ายพระบิดาและสายคหบดีชาวจีนฝ่ายพระมารดา

    แหล่งข้อมูลทางการจากเว็บไซต์ของกระทรวงการคลัง ซึ่งจัดทำประวัติของเสนาบดีสำคัญในอดีต ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าพระองค์ทรงประสูติเมื่อ วันจันทร์ เดือน 7 ปีจอ รายละเอียดนี้ไม่เพียงเป็นข้อมูลทางประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับคำกล่าวเล่าขานในเวลาต่อมาที่ใช้บรรยายอัตลักษณ์ของพระองค์อย่างน่าสนใจ

    คำกล่าวเล่าขานสะท้อนอัตลักษณ์ “ลูกพระจุล หลานพระจอม”

    ในเอกสารของหน่วยงานรัฐเดียวกัน มีการอ้างถึงคำกล่าวที่ใช้บรรยายพระชาติกำเนิดของพระองค์ว่า “ลูกพระจุล หลานพระจอม ตัวเป็นเจ้า ตาเป็นเจ๊ก” โดยคำกล่าวนี้สัมพันธ์กับข้อเท็จจริงที่ว่าพระองค์ทรงเป็น พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) และทรงเป็น พระนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ขณะเดียวกันฝ่ายพระมารดายังมีเชื้อสายจีนจากตระกูลพ่อค้า

    แม้ถ้อยคำดังกล่าวจะมีสำเนียงแบบภาษาชาวบ้านในยุคนั้น แต่ก็สะท้อนมุมมองของสังคมต่อพระองค์ในฐานะตัวแทนของการผสมผสานทางเชื้อสายและวัฒนธรรม ทั้งจากสายราชสกุลและสายคหบดีชาวจีนในสยามยุคปฏิรูป จึงกลายเป็นหนึ่งในเกร็ดประวัติที่ถูกยกมาพูดถึงบ่อยครั้งเมื่อกล่าวถึงพระชาติกำเนิดของพระองค์

    พระองค์ผู้สถาปนาต้นราชสกุล “กิติยากร”

    พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ทรงได้รับพระราชทานพระนามบางส่วนมาใช้เป็นชื่อราชสกุลคือ “กิติยากร” สำหรับพระโอรสธิดาและผู้สืบสาย จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) การสถาปนาราชสกุลนี้สะท้อนถึงพระเกียรติคุณและบทบาทของพระองค์ในราชสำนักสยามยุคใหม่

    ตลอดเวลาที่ผ่านมา ราชสกุลกิติยากรได้ให้กำเนิดบุคคลสำคัญจำนวนมากซึ่งทำคุณประโยชน์แก่ประเทศ ทั้งในด้านราชการ การทูต การศึกษา และงานด้านสาธารณะ จึงไม่น่าแปลกใจที่ราชสกุลนี้จะได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางในฐานะหนึ่งในราชสกุลสำคัญของไทย

    ความสัมพันธ์เชื่อมโยงสู่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    ราชสกุล “กิติยากร” ยังมีความสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของไทย ผ่านสายสกุลของ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร พระธิดาใน พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า ณัฏฐกิตติ์ กิติยากร ซึ่งเป็นพระโอรสของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ

    ภายหลังหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ได้อภิเษกสมรสกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 และทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ก่อนจะได้รับพระราชทานพระอิสริยศักดิ์เป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในเวลาต่อมา ทำให้ราชสกุลกิติยากรมีความผูกพันอย่างลึกซึ้งกับราชวงศ์จักรีและประวัติศาสตร์ไทยยุคใหม่

    ด้วยสายสกุลที่เชื่อมโยงจากพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ มาถึงสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ราชสกุลกิติยากรจึงได้รับการจดจำไม่เพียงในฐานะราชสกุลเก่าแก่เท่านั้น แต่ยังในฐานะราชสกุลที่มีบทบาทสำคัญทั้งทางประวัติศาสตร์ การเมือง การปกครอง และพระราชประวัติขององค์พระบรมราชินีแห่งแผ่นดิน

    บทบาทด้านการศึกษาและการบริหารประเทศ

    ในด้านการศึกษา พระองค์ถือเป็นหนึ่งในพระราชโอรสยุคแรก ๆ ที่เสด็จไปศึกษาต่อในต่างประเทศ ทรงสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ในสาขาบูรพคดีศึกษา การศึกษาในต่างแดนนี้ทำให้พระองค์มีมุมมองกว้างไกลและพร้อมนำแนวคิดสมัยใหม่กลับมาประยุกต์ใช้กับสยามในยุคเปลี่ยนผ่าน

    เมื่อเสด็จกลับสู่สยาม พระองค์ทรงเข้ารับราชการและดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง อาทิ เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ และทรงเป็น เสนาบดีกระทรวงพาณิชย์พระองค์แรก สะท้อนถึงพระปรีชาสามารถด้านเศรษฐกิจ การคลัง และการวางรากฐานระบบพาณิชย์สมัยใหม่ให้แก่ประเทศในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการปฏิรูปประเทศ

    พระสิริโฉมและบุคลิกอันสง่างามเหนือกาลเวลา

    กระแสพูดถึงในโลกออนไลน์ทำให้ภาพถ่ายเก่าของพระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง หลายคนชื่นชมพระสิริโฉมอันคมคาย บุคลิกสง่างาม และสไตล์การแต่งพระองค์ตามแบบสุภาพบุรุษยุโรปในยุคนั้น จนมีการกล่าวถึงพระองค์ในเชิงชื่นชมว่าเป็นหนึ่งใน “วิชวลราชวงศ์จักรี” ที่โดดเด่นด้านรูปลักษณ์และบุคลิกภาพ

    แม้ภาพถ่ายเหล่านี้จะเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของเรื่องราว แต่เมื่อมองควบคู่กับพระประวัติด้านการศึกษา การบริหารราชการแผ่นดิน และบทบาทในฐานะต้นราชสกุลกิติยากร ก็ยิ่งทำให้เห็นภาพของพระองค์ในฐานะ “เจ้าชายสยามยุคใหม่” ผู้ผสานทั้งพระสิริโฉม พระปรีชาสามารถ และสายสัมพันธ์เชิงประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันเข้าไว้ด้วยกันอย่างงดงาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9856650/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0P_3OnP7nrytIivtedN-9_

  • เปิดประวัติรู้จัก “ทิว นรรัตน์” ทายาทยาดมโบว์แดง นักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรง

    เปิดประวัติรู้จัก “ทิว นรรัตน์” ทายาทยาดมโบว์แดง นักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรง

    เปิดประวัติรู้จัก

    เปิดประวัติรู้จัก “ทิว นรรัตน์” ทายาทยาดมโบว์แดง นักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรง

    กลายเป็นชื่อที่ถูกจับตามองในวงกว้างอย่างรวดเร็ว สำหรับ “ทิว นรรัตน์ เชาวน์วิวัฒน์” นักแสดง ดีเจ และโปรดิวเซอร์ ทายาทหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงแห่งอาณาจักรสมุนไพรไทย ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การสืบทอดธุรกิจครอบครัวไม่จำเป็นต้องยึดติดกับกรอบเดิมๆ แต่สามารถนำความคิดสร้างสรรค์มาผสานกับไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว

    เปิดประวัติรู้จัก

    ทิว นรรัตน์ เป็นบุตรชายของ คุณนรเทพ เชาวน์วิวัฒน์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ระดับตำนานอย่าง “โบว์แดง” (Bowdaeng Herbs) และบริษัทผลิตยาสมุนไพรชั้นนำ ปัจจุบัน ทิว ได้ก้าวขึ้นมารับบทบาทสำคัญในฐานะ ผู้บริหารรุ่นใหม่ของ “Samarnchan Group” โดยมีเป้าหมายหลักในการรีแบรนด์ภาพลักษณ์ของสมุนไพรไทยให้ดูทันสมัย เข้าถึงง่าย และจับต้องได้สำหรับกลุ่มคนรุ่นใหม่

    • ชื่อ-นามสกุลนรรัตน์ เชาวน์วิวัฒน์ (ทิว)
    • วันเกิด7 กันยายน 2537 (ปัจจุบันอายุ 31 ปี)
    • การศึกษาคณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
    • ตำแหน่งสำคัญผู้บริหาร Samarnchan Group / ดูแลแบรนด์ Bowdaeng herbs
    • ผลงานเด่นนักแสดง (ซีรีส์ แอบมองแอบจองรัก), ดีเจ, โปรดิวเซอร์เพลง

    เปิดประวัติรู้จัก

    การเข้ามาบริหารงานของทิว นรรัตน์ ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้กับแบรนด์โบว์แดง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้กลยุทธ์เจาะตลาดผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย และดึงอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังมาร่วมงาน เช่น เมจิ และ ทับทิม แต่เหตุการณ์ที่ทำให้แบรนด์ “ยาดมโบว์แดง” กลายเป็นที่รู้จักในระดับสากลและเกิดกระแสไวรัลอย่างถล่มทลาย คือภาพขณะที่ “แจ็คสัน หวัง” (Jackson Wang) ศิลปินระดับโลก ได้โพสต์ภาพขณะใช้งานยาดมโบว์แดงร่วมกับทิว

    เปิดประวัติรู้จัก

    ภาพดังกล่าวได้ลบภาพจำเดิม ๆ ของผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพร และสร้าง “สัมผัสโมเมนต์” ให้แบรนด์ดูร่วมสมัยและเป็นไอเทมที่วัยรุ่นสามารถพกพาได้อย่างไม่อายใคร ถือเป็นความสำเร็จในการรีแบรนด์ครั้งใหญ่ด้วยกลยุทธ์ที่เฉียบคม

    เปิดประวัติรู้จัก

    นอกจากบทบาทผู้บริหารธุรกิจแล้ว ทิว นรรัตน์ ยังมีความสามารถรอบด้านในวงการบันเทิง โดยทำหน้าที่เป็นทั้ง นักแสดงโปรดิวเซอร์ และดีเจแนวเพลง EDM ที่มีผลงานตามงานเฟสติวัลต่าง ๆ ผลงานการแสดงที่โดดเด่น คือการรับบท “ตะวัน” ในซีรีส์วายชื่อดังเรื่อง “แอบมองแอบจองรัก” เมื่อปี 2021 ซึ่งนำแสดงร่วมกับ เอิร์ธ-ธีระภัทร์ และ ฟลุ๊ค-ชัชวาล การทำงานทั้งสองบทบาทไปพร้อมกัน ทำให้ทิวมีภาพลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ที่มีความมุ่งมั่นและมีความคิดสร้างสรรค์ สามารถผสานธุรกิจครอบครัวเข้ากับไลฟ์สไตล์ยุคปัจจุบันได้อย่างลงตัว

    เปิดประวัติรู้จัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/entertainment/609962&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ugswi5Fopl-K7MHEHI-R0

  • ความท้าทายของคณะพูดคุยดับไฟใต้ชุดใหม่ ภายใต้รัฐบาล “4 เดือน”

    ความท้าทายของคณะพูดคุยดับไฟใต้ชุดใหม่ ภายใต้รัฐบาล “4 เดือน”

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-230&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07gif7FHUeshhko355-0mT

  • คณะกรรมการกำกับดูแลความยั่งยืน และบรรษัทภิบาล – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    คณะกรรมการกำกับดูแลความยั่งยืน และบรรษัทภิบาล – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    ศ. (พิเศษ) ประสพสุข บุญเดช

    ประธานกรรมการกำกับดูแลความยั่งยืนและบรรษัทภิบาล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cpall.co.th/about-us/corporate-governance-committee/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Q0Zo6shj51JrrhX2scLbl

  • จีนเตือนปชช.ทบทวนการเรียนต่อในญี่ปุ่น หลังสัมพันธ์การทูตร้าว : อินโฟเควสท์

    จีนเตือนปชช.ทบทวนการเรียนต่อในญี่ปุ่น หลังสัมพันธ์การทูตร้าว : อินโฟเควสท์

    รัฐบาลจีนเรียกร้องพลเมืองของตนพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเกี่ยวกับการศึกษาต่อในญี่ปุ่น โดยอ้างถึงความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ท่ามกลางข้อพิพาททางการทูตระหว่างสองประเทศที่มีชนวนเหตุมาจากการแสดงความเห็นเมื่อไม่นานมานี้ของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ เกี่ยวกับประเด็นไต้หวัน

    สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า จีนระบุในแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์ (16 พ.ย.) ว่า ความปลอดภัยสาธารณะในญี่ปุ่นย่ำแย่ลงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยอ้างว่า การเพิ่มขึ้นของอาชญากรรมที่มุ่งเป้ามายังชาวจีนบ่งชี้ว่า พลเมืองจีนมีความปลอดภัยน้อยลงในญี่ปุ่น แต่ไม่ได้นำเสนอข้อมูลที่เฉพาะเจาะจง

    นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการของจีนยังเรียกร้องให้นักศึกษาจีนที่กำลังศึกษาในญี่ปุ่น รวมทั้งผู้ที่วางแผนจะไปศึกษาต่อในอนาคต เฝ้าติดตามสถานการณ์ความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด ยกระดับการประเมินความเสี่ยง และใส่ใจความปลอดภัยส่วนบุคคลให้มากขึ้น

    ผลสำรวจขององค์การบริการนักศึกษาญี่ปุ่นระบุว่า ณ เดือนพ.ค. 2567 มีนักศึกษาจีนรวมทั้งสิ้น 123,485 คนลงทะเบียนเรียนในมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาอื่น ๆ ในญี่ปุ่น ซึ่งรวมถึงโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่น

    ความเคลื่อนไหวล่าสุดของจีนมีขึ้นหลังจากเมื่อวันศุกร์ (14 พ.ย.) จีนเพิ่งเรียกร้องให้พลเมืองหลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่น โดยเป็นส่วนหนึ่งของการตอบโต้ของจีนต่อถ้อยแถลงของทาคาอิจิในรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 พ.ย. ซึ่งจีนวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงว่า แสดงนัยถึงความเป็นไปได้ที่ญี่ปุ่นจะเข้าแทรกแซงด้วยกำลังอาวุธในสถานการณ์ฉุกเฉินของไต้หวัน

    รัฐบาลฮ่องกงออกมาเคลื่อนไหวในลักษณะเดียวกันเมื่อวันเสาร์ (15 พ.ย.) ด้วยการประกาศเตือนผู้ที่จะเดินทางไปญี่ปุ่น โดยอ้างถึง “แนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของเหตุการณ์โจมตีพลเมืองจีนในญี่ปุ่น” นับตั้งแต่กลางปี 2568

    ฮ่องกงเตือนประชาชนที่ตั้งใจจะไปเยือนญี่ปุ่นหรือกำลังอยู่ในญี่ปุ่นว่า “ควรใช้ความระมัดระวัง ใส่ใจในความปลอดภัยส่วนบุคคล และให้ความสนใจกับการประกาศในท้องถิ่นเกี่ยวกับสถานการณ์ล่าสุด”

    ตามข้อมูลขององค์การการท่องเที่ยวญี่ปุ่น นักเดินทางจากฮ่องกงมีจำนวนประมาณ 2.68 ล้านคนในปี 2567 ซึ่งมากเป็นอันดับที่ 5

    สำหรับชนวนเหตุความตึงเครียดระหว่างจีนกับญี่ปุ่นนั้นมาจากถ้อยแถลงของนายกฯ ญี่ปุ่นเมื่อต้นเดือนนี้ โดยทาคาอิจิได้กล่าวต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการรัฐสภาว่า การโจมตีทางทหารของจีนต่อไต้หวันอาจเป็น “สถานการณ์ที่คุกคามความอยู่รอด” สำหรับญี่ปุ่น ซึ่งอาจนำไปสู่การใช้สิทธิป้องกันตนเองร่วม (collective self-defense) ภายใต้กฎหมายความมั่นคงของประเทศ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/546299&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HDtKUcrkexGcNIyvb_UTN

  • หมดยุค Computer Science? อดีตเป็นอาชีพแห่งอนาคต ตอนนี้เรียนจบท็อปรุ่น ‘ก็ไม่รอด’

    หมดยุค Computer Science? อดีตเป็นอาชีพแห่งอนาคต ตอนนี้เรียนจบท็อปรุ่น ‘ก็ไม่รอด’

    Computer Science หรือ ‘วิทยาการคอมพิวเตอร์’ ที่เคยถูกยกให้เป็นอาชีพการันตีอนาคต กำลังเผชิญความสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในเวลาเพียงไม่กี่ปี 

    อาชีพที่เคยถูกมองว่า เป็นบันไดสู่ความสำเร็จ เงินเดือนสูงๆ และข้อเสนองานมากมาย กลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง หลายคนที่จบจากสถาบันชั้นนำยังต้องดิ้นรนกับการหางานเพียงหนึ่งตำแหน่ง

    นี่ไม่ใช่เรื่องของ AI เพียงอย่างเดียว แต่คือการสั่นคลอนทั้งอุตสาหกรรมที่ทำให้ผู้ปกครอง นักศึกษา และสถาบันการศึกษาต่างตั้งคำถามกับอนาคตของสายอาชีพนี้

    ‘Hany Farid’ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ อธิบายผ่านพอดแคสต์ Particles of Thought ว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ “น่าตกใจ” เพราะแม้ AI เป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ รวมกันจนทำให้อุตสาหกรรมเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

    ที่เบิร์กลีย์เอง จากเดิมนักศึกษามักได้ข้อเสนอฝึกงานถึงห้าแห่งระหว่างสี่ปีการเรียน และเมื่อเรียนจบก็มีงานเงินเดือนสูงให้เลือกมากมาย แต่วันนี้พวกเขายินดีแล้ว หากได้ข้อเสนอเพียงหนึ่งงาน

    ‘Farid’ มองว่า โอกาสใหม่สำหรับบัณฑิต Computer Science อาจไม่ได้อยู่ในบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Silicon Valley อีกต่อไป แต่คือการประยุกต์กับสาขาอื่น

    เช่น การค้นพบยาด้วยคอมพิวเตอร์ การแพทย์ด้านภาพถ่าย ประสาทวิทยาศาสตร์เชิงคำนวณ การเงินเชิงคำนวณ มนุษยศาสตร์ดิจิทัล ศิลปะ ดนตรี รวมถึงสังคมศาสตร์เชิงคำนวณและนโยบาย

    เขาย้ำว่า ปริญญา Computer Science ไม่ใช่แค่การเรียนเขียนโค้ดเท่านั้น แต่คือการเรียนรู้เครื่องมือเพื่อสร้างนวัตกรรมในทุกแขนงของสังคม

    คำแนะนำของเขาต่อนักศึกษาก็เปลี่ยนไปเช่นกัน เดิมที ‘Farid’ แนะนำให้เรียนรู้อย่างกว้าง แล้วลงลึกเฉพาะด้านหนึ่งเพื่อให้เชี่ยวชาญ แต่ทุกวันนี้เขากลับบอกให้นักศึกษาพัฒนาทักษะให้หลากหลาย เพราะไม่มีใครรู้ได้เลยว่า ตลาดแรงงานในอนาคตจะเปลี่ยนไปอย่างไร

    แรงกดดันนี้สะท้อนผ่านข้อมูลจริงในอุตสาหกรรม เพียงครึ่งแรกของปีนี้  สหรัฐอเมริกาสูญเสียตำแหน่งงานสายเทคไปแล้วกว่า 78,000 ตำแหน่ง จากการนำ AI มาแทน โดยเฉพาะงานระดับเริ่มต้นอย่างโคดดิ้ง และนักวิเคราะห์ที่ถูกแทนที่ได้ง่าย 

    ขณะเดียวกัน ผลสำรวจาก Google พบว่า 90% ของแรงงานสายเทคในตอนนี้ใช้ AI มาช่วยเขียนโค้ด แม้หลายคนยังเห็นต่างกันว่า มันทำให้ผลงานดีขึ้นจริงหรือไม่

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ ยังคาดว่า การจ้างงานนักพัฒนาซอฟต์แวร์จะเติบโตเกือบ 18% ภายในปี 2033 สูงกว่าค่าเฉลี่ยอาชีพอื่นๆ ขณะเดียวกัน งานในสหรัฐฯ ถูกแทนด้วยระบบอัตโนมัติถึง 30% และทั่วโลกอาจสูงถึง 300 ล้านตำแหน่งภายในปี 2030 

    ในอีกด้านหนึ่ง ความต้องการบุคลากรที่มีทักษะด้าน AI ก็พุ่งสูงขึ้นเช่นกัน โดยประกาศรับสมัครงานที่ระบุว่า ต้องการทักษะ AI เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน

    ‘Farid’ ทิ้งท้ายว่า อนาคตไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า AI จะมาแทนคนหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าใครจะใช้ AI ได้หรือเปล่า

    “ผมไม่คิดว่า AI จะทำให้ทนายความตกงาน แต่ทนายความที่ใช้ AI จะทำให้ทนายที่ไม่ใช้ AI ตกงาน และสิ่งนี้ใช้ได้กับทุกวิชาชีพ”

    ที่มา: Business Insider, New York Post

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/leading-computer-science-professor-says-everybody-is-struggling-to-get-jobs/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07IvciEQhhoobhfiJhUuJY

  • กลาโหม เปิดสัมมนานานาชาติ “ระบบอาวุธสังหารอัตโนมัติ” ยกระดับความพร้อมกองทัพ

    กลาโหม เปิดสัมมนานานาชาติ “ระบบอาวุธสังหารอัตโนมัติ” ยกระดับความพร้อมกองทัพ

    กระทรวงกลาโหมจัดสัมมนานานาชาติพิเศษ “เรื่องอาวุธสังหารอัตโนมัติ (LAWS)” แลกเปลี่ยนความรู้เอไอและโดรนทางทหาร ระดมผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศหารือเชิงลึก วางแผนพัฒนากำลังพลของกองทัพไทย เผย “นิด้าโพล” ชี้ประชาชนหนุนความสำคัญการใช้โดรนต่อภารกิจทางการทหารและความมั่นคงของไทย

    วันที่ 12 พ.ย. ที่ผ่านมา พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนานานาชาติพิเศษ หัวข้อ “อาวุธสังหารอัตโนมัติ” หรือ Lethal Autonomous Weapons Systems (LAWS) ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

    โดยมี ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ รองปลัดกระทรวงกลาโหม หัวหน้าหน่วยขึ้นตรงสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรโอมาน ผู้ช่วยฑูตทหารต่างประเทศ สมาคม ตัวแทนจากภาคเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศเข้าร่วม เวทีหารือกฎหมายระหว่างประเทศและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในระดับสากล พร้อมทั้งเปิดเผยผลสำรวจ “นิด้าโพล” เรื่องโดรนทางการทหารและความมั่นคงการสัมมนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ (AI) และระบบอากาศยานไร้คนขับ (Drone) รวมถึงประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่นการใช้เอไอและโดรนทางทหารอย่างมีความรับผิดชอบ ประเด็นด้านกฎหมายมนุษยธรรมที่เกี่ยวข้องกับระบบอาวุธสังหารอัตโนมัติ รวมถึงผลกระทบในด้านต่าง ๆ และแนวโน้มการใช้ระบบอาวุธสังหารอัตโนมัติในอนาคต โดยมีวิทยากรระดับนานาชาติ ได้แก่ ดร.ออสติน ไวแอตต์ (Dr. Austin Wyatt) นักวิจัยผู้มีผลงานวิจัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางการทหารในระบบระยะไกลและอัตโนมัติ การประยุกต์ใช้เอไอทางการทหารและความมั่นคงในภูมิภาค เป็นผู้บรรยายหลัก พร้อมด้วยวิทยากรและผู้ร่วมอภิปรายจากสถาบันการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมของไทย ได้แก่ ผศ.ดร.ปภาวดี ธโนดมเดช ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์ ผู้อำนวยการศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” (NIDA Poll) การเสวนาฯ ดำเนินรายการโดย พล.ร.ต.สุรสันต์ คงศิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม

    สำหรับหัวข้อสำคัญในการเสวนา “อาวุธสังหารอัตโนมัติ” หรือ Lethal Autonomous Weapons Systems (LAWS) ประกอบด้วย ผลกระทบของระบบอาวุธสังหารอัตโนมัติต่อสงครามสมัยใหม่ แนวโน้มและโอกาสของภัยคุกคามและการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ข้อพิจารณาด้านจริยธรรม มนุษยธรรม กฎหมายระหว่างประเทศ และการกำกับดูแลผลกระทบทางเทคโนโลยีต่อสงครามในอนาคต ด้าน ผศ.ดร.สุวิชา เปิดเผยผลสำรวจนิด้าโพลถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อการใช้โดรนในภารกิจทางทหารและความมั่นคงของไทย พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 91.08 เห็นด้วยกับการใช้โดรนในภารกิจทางทหารและความมั่นคงของไทย นอกจากนี้ ร้อยละ 57.25 ระบุว่าช่วยลดความเสี่ยงต่อชีวิตมนุษย์ ขณะที่ร้อยละ 51.50 ระบุว่าเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในภารกิจการป้องกันภัย

    “ถือเป็นช่วงเวลาทองของกองทัพที่ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการจัดซื้ออาวุธ เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับสงครามในอนาคต แต่ยังช่วยให้ฝ่ายบริหารสามารถกำหนดทิศทางการพัฒนากำลังพล นโยบาย และการลงทุนด้านเทคโนโลยีความมั่นคง การผสมผสานความรู้ด้านเทคนิค จริยธรรม และกฎหมายที่ได้จากการสัมมนาจะช่วยให้ประเทศไทยรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสงครามรูปแบบใหม่ได้อย่างมีหลักการและคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชน ภูมิภาค และประชาคมโลก อย่างไรก็ตามการใช้งานอาวุธดังกล่าวยังคงต้องมีมนุษย์อยู่ในกระบวนการตัดสินใจโจมตีอย่างรับผิดชอบ” ผศ.ดร.สุวิชา กล่าว

    ขณะที่ ดร.ออสติน เสนอว่าประเทศไทยควรใช้โอกาสที่ภาคประชาสังคมสนับสนุนการใช้งานโดรนและอาวุธอัตโนมัติที่จะสามารถสร้างและพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงได้เอง รวมถึงเริ่มทดลองใช้งานระบบดังกล่าวอย่างจริงจัง เพื่อให้กองทัพพร้อมเท่ากันการเปลี่ยนแปลงของสากล

    นอกจากนี้ ไทยสามารถมีบทบาทนำในการหารือแนวทางการพัฒนา การใช้งาน และกฎหมายระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งในประเด็นเดียวกันนี้ ผศ.ดร.ปภาวดี เน้นย้ำให้กองทัพสำรวจและทบทวนกฎหมายภายในรองรับการใช้งานอาวุธอัตโนมัติ โดยคำนึงถึงภาพลักษณ์ในประชาคมระหว่างประเทศในการใช้งานอาวุธดังกล่าวอย่างรับผิดชอบ และเป็น “Legitimate Armed Forces” ที่เป็นแบบอย่างในภูมิภาค

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/257578&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1e1Nic0n8vILkSNBsojC7G

  • พิชิตเบาหวานด้วยการเลือกโภชนาการที่ดี คุมระดับน้ำตาลในเลือด สู่ภาวะเบาหวานสงบ

    พิชิตเบาหวานด้วยการเลือกโภชนาการที่ดี คุมระดับน้ำตาลในเลือด สู่ภาวะเบาหวานสงบ

    วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    โรคเบาหวาน ยังคงเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญด้านสาธารณสุขของประเทศไทย ข้อมูลจาก IDF Diabetes Atlas ปี 2025 ระบุว่า ความชุกของโรคเบาหวานในกลุ่มผู้ใหญ่ชาวไทยอายุ 20-79 ปี อยู่ที่ 11.7% ซึ่งสูงเป็นอันดับที่ 4 ในภูมิภาคอาเซียน และสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 11.1% กระทรวงสาธารณสุขยังชี้ว่า ผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและโรคไตเรื้อรังอย่างมีนัยสำคัญ ในโอกาสวันเบาหวานโลก ปี 2568 จึงเป็นช่วงเวลาอันดีที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันยกระดับการป้องกัน การตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะแรก และการดูแลผู้ป่วยเบาหวานอย่างรอบด้าน เพื่อช่วยส่งเสริมสุขภาพที่ดีและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนให้กับผู้ป่วยทุกคน

    ทพญ. ดร. อรุณี ลายธีระพงศ์ ผู้อำนวยการการแพทย์ด้านโภชนาการของแอ๊บบอต ประจำประเทศไทย เผยว่า แม้โรคเบาหวานเกิดจากหลายปัจจัยเสี่ยง แต่การเลือกรูปแบบวิถีชีวิตคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เป็นโรคเบาหวาน ซึ่งอาจส่งผลต่อความรุนแรงของโรค รวมไปถึงภาวะแทรกซ้อนที่ตามมา ทั้งนี้ ประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ในเอเชียกำลังเผชิญกับการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว ทำให้ประชากรมีแนวโน้มของการเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลงและการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสมเพิ่มขึ้น จากการศึกษาพบว่ามีผู้ป่วยเบาหวานในเอเชียมากถึง 3 ใน 4 คน มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี นั่นคือเหตุผลว่าทำไมการดูแลโภชนาการตั้งแต่ระยะแรกจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

    ความมุ่งมั่นในการเข้าสู่ภาวะเบาหวานสงบ

    จากสถิติโรคเบาหวานที่เพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการผลักดันกลยุทธ์เชิงรุกที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ควบคู่กับการให้ความรู้และการสนับสนุนระยะยาว กระทรวงสาธารณสุขไทยจึงได้ร่วมกับหน่วยงานและสมาคมวิชาชีพที่เกี่ยวข้องในการจัดทำแนวทางการดูแลผู้ป่วยเบาหวานให้เข้าสู่ระยะสงบ (Diabetes Remission Guidelines) เมื่อปี พ.ศ. 2565 โดยเน้นย้ำการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เพื่อให้สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ต่ำกว่าค่าที่ใช้วินิจฉัยโรคอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน โดยไม่ต้องพึ่งพาการใช้ยา ซึ่งถือเป็นเป้าหมายของภาวะเบาหวานสงบ (Diabetes Remission) แนวทางดังกล่าวระบุอย่างชัดเจนว่า การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวดเป็นกุญแจสำคัญสู่ภาวะเบาหวานสงบ โดยเฉพาะการวางแผนโภชนาการที่เหมาะสมเฉพาะบุคคลร่วมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

    จากข้อมูลของสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ภาวะเบาหวานสงบ (Remission) หมายถึง ภาวะที่ผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือด (HbA1c) ให้อยู่ต่ำกว่า 6.5% (หรือ 48 mmol/mol) ติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือน โดยไม่ต้องใช้ยารักษาเบาหวานโดยตรง ซึ่ง ทพญ.ดร.อรุณี ได้เน้นย้ำว่า “แม้ภาวะเบาหวานสงบจะเป็นเป้าหมายที่ผู้ป่วยหลายคนคาดหวัง แต่สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่านี่ไม่ใช่การหายขาดจากโรค ต้นเหตุสำคัญอย่างภาวะดื้อต่ออินซูลินและปัจจัยทางพันธุกรรมยังคงมีอยู่ จึงจำเป็นต้องดูแลพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาภาวะสงบนี้ไว้”

    โภชนาการ: เครื่องมือสำคัญในการสู้เบาหวาน

    ความสำเร็จของการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตขึ้นอยู่กับการปฏิบัติอย่างเข้มงวด โดยรูปแบบดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นการปรับโภชนาการหรือการออกกำลังกายควรทำอย่างต่อเนื่อง ล้วนเป็นความท้าทายในการปฏิบัติตามในชีวิตจริง ดังนั้นอาหารทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วยเบาหวานจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้ผู้ป่วยควบคุมโภชนาการต่อวันได้ดียิ่งขึ้น

    การศึกษาวิจัยทางคลินิคซึ่งเผยแพร่เมื่อปี พ.ศ. 2560 ในกลุ่มผู้ใหญ่ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 235 คน ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ซึ่งรับประทานอาหารทดแทนสูตรครบถ้วนสำหรับผู้ป่วยเบาหวานทดแทนมื้ออาหารบางส่วนควบคู่กับการปรับแผนการบริโภคอาหารให้เหมาะกับแต่ละบุคคลโดยใช้อาหารประจำถิ่นพร้อมกับการให้คำปรึกษาเพื่อสร้างแรงจูงใจ เป็นเวลา 180 วัน พบว่า ระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือด (HbA1c) ลดลงที่ 1.1% ระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ น้ำหนักลดลง 6.9 กิโลกรัม หรือลดลง 8.3%  ค่าความดันโลหิตขณะที่หัวใจบีบตัว (Systolic Blood Pressure) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

    การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า การนำผลิตภัณฑ์อาหารสูตรครบถ้วนสำหรับผู้ป่วยเบาหวานมาใช้แทนมื้ออาหารบางส่วนหรือทั้งหมดในแต่ละวัน อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมและนำไปใช้ได้จริง โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนร่วมกับโรคเบาหวาน และกำลังมองหาทางเลือกในการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน

    ทพญ. ดร. อรุณี กล่าวเสริมว่า “การใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้แทนมื้ออาหาร เป็นทางเลือกที่ช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสผสมผสานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่หลากหลายเข้ามาในแผนการรับประทานของตน ซึ่งอาจส่งผลให้สามารถปฏิบัติตามแผนโภชนาการได้อย่างสม่ำเสมอมากขึ้น”

    สร้างสุขนิสัยในที่ทำงาน เพื่อควบคุมโรคเบาหวาน

    การดูแลโรคเบาหวานให้ได้ผลต้องอาศัยความตั้งใจและการปรับพฤติกรรมให้เหมาะสมกับวิถีชีวิต สอดคล้องกับแนวทางของวันเบาหวานโลกประจำปี 2568 ที่ให้ความสำคัญกับการจัดการโรคเบาหวานในสถานที่ทำงาน ซึ่งมีเคล็ดลับง่าย ๆ ที่ช่วยให้คุณสร้างสุขนิสัยที่ดีระหว่างวันทำงานได้มากขึ้น

    วางแผนการกินอย่างรอบคอบ

    การคิดล่วงหน้าและเตรียมแผนสำหรับอาหารเช้า กลางวัน เย็น รวมถึงของว่าง เป็นกุญแจสำคัญในการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวาน โดยควรคำนึงถึงความสมดุลของคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน รวมถึงการเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ นอกจากนี้ อาจพิจารณาใช้อาหารทดแทนสูตรครบถ้วนสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เช่น กลูเซอนา ซึ่งให้สารอาหารที่หลากหลายที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด มาเป็นหนึ่งในทางเลือกในการทดแทนบางมื้ออาหาร การเสริมโภชนาการตามข้างต้นจะช่วยควบคุมปริมาณแคลอรีต่อวันได้ดีขึ้นในผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะอ้วนหรือน้ำหนักเกิน ขณะเดียวกันยังช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานที่มีน้ำหนักตัวน้อยได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ

    เลือกคาร์โบไฮเดรตที่ดีต่อสุขภาพ

    คาร์โบไฮเดรตส่งผลโดยตรงต่อระดับน้ำตาลในเลือด การเข้าใจเรื่อง “ดัชนีน้ำตาล” (Glycemic Index – GI) จะช่วยให้เลือกอาหารได้ดียิ่งขึ้น อาหารที่มีค่า GI ต่ำจะย่อยช้ากว่า ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นช้าลง ตัวอย่างเช่น ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโอ๊ต ควินัว ผลไม้บางชนิด และถั่วต่าง ๆ การเลือกคาร์โบไฮเดรตที่เหมาะสมจึงมีส่วนช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ใส่ใจในสิ่งที่เลือกรับประทานเป็นของว่าง

    การรับประทานของว่างระหว่างการประชุมเป็นเรื่องปกติในที่ทำงาน แต่พฤติกรรมนี้ก็อาจเป็นการเพิ่มปริมาณแคลอรีให้ร่างกายโดยไม่ตั้งใจ และมักเพิ่มปริมาณน้ำตาลที่มากเกินไป ดังนั้น เมื่อต้องการรับประทานของว่าง ให้พิจารณาตัวเลือกที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เช่น ถั่วไม่ใส่เกลือ ผลไม้ หรือผักที่อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหารเพื่อช่วยรักษาสุขภาพที่ดี การควบคุมปริมาณก็สำคัญเช่นกัน เพราะแม้แต่ของว่างที่ดีต่อสุขภาพก็อาจส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดได้หากกินมากเกินไป

    ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

    การเคลื่อนไหวร่างกายจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ เนื่องจากร่างกายจะดึงกลูโคสไปใช้เป็นพลังงานในเซลล์มากขึ้น และช่วยให้ร่างกายใช้อินซูลินได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น ในกรณีของผู้ป่วยเบาหวาน ควรออกกำลังกายที่มีความเข้มข้นปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ เช่น การเดินเร็ว การวิ่งเหยาะ ๆ หรือว่ายน้ำ แม้ในวันทำงานที่แสนวุ่นวาย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพียงเล็กน้อยก็สร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้ ลองเปลี่ยนมาใช้บันไดแทนลิฟต์ หรือชักชวนเพื่อนร่วมงานตั้งกลุ่มออกกำลังกายสำหรับกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การเล่นแบดมินตันหลังเลิกงาน อย่าลืมดื่มน้ำให้เพียงพอก่อน ระหว่าง และหลังการออกกำลังกาย เพราะภาวะขาดน้ำอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นได้

    “การดูแลโภชนาการของผู้เป็นเบาหวานควรปรับให้เหมาะกับความต้องการเฉพาะบุคคล ขณะเดียวกัน พฤติกรรมและวิถีชีวิตในที่ทำงานในแต่ละวันก็มีส่วนสำคัญต่อผลลัพธ์ด้านสุขภาพโดยรวม การเริ่มปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตและดูแลโภชนาการตั้งแต่เนิ่น ๆ ถือเป็นสิ่งจำเป็น ไม่เพียงเพื่อช่วยให้การดูแลโรคเบาหวานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังอาจช่วยให้ผู้ป่วยบางรายสามารถควบคุมโรคจนเข้าสู่ภาวะเบาหวานสงบได้ เริ่มจากการเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพในแต่ละวัน และขยับร่างกายให้มากขึ้นระหว่างวันทำงาน การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ เหล่านี้ หากทำอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลดีต่อสุขภาพได้อย่างชัดเจน และเพื่อให้การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดผลอย่างยั่งยืน การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเพื่อวางแผนโภชนาการและวิถีชีวิตให้เหมาะสมกับกิจวัตรและสภาพแวดล้อมในการทำงานถือเป็นสิ่งสำคัญ” ทพญ. ดร. อรุณี กล่าวสรุป

    เนื่องในโอกาสวันเบาหวานโลก แอ๊บบอตมุ่งส่งเสริมความตระหนักรู้เกี่ยวกับการดูแลโรคเบาหวาน เพื่อให้ผู้คนสามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้อย่างมั่นใจ และใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่และมีสุขภาพดีมากยิ่งขึ้น สำหรับคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ชีวิตอย่างเหมาะสมเมื่อเป็นเบาหวาน สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.family.abbott/th-th/glucerna.html

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/927864&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tcRhGD4hFO6YuRL3d6QOI