Category: วัฒนธรรม

  • เลือกตั้งล่วงหน้าผิดพลาดซ้ำซาก ถึงเวลาปฏิรูปทุนมนุษย์ภาครัฐ

    เลือกตั้งล่วงหน้าผิดพลาดซ้ำซาก ถึงเวลาปฏิรูปทุนมนุษย์ภาครัฐ

    Loading…

    เลือกตั้งล่วงหน้าผิดพลาดซ้ำซาก ถึงเวลาปฏิรูปทุนมนุษย์ภาครัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-277&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2djoZIZWNNLgOwayCOFM59

  • ยกระดับเกมการทูต ฮุน มาเนต ขอฝรั่งเศสเข้าถึงเอกสารประวัติศาสตร์ ข้อมูลเส้นเขตแดนไทย-กัมพูชา

    ยกระดับเกมการทูต ฮุน มาเนต ขอฝรั่งเศสเข้าถึงเอกสารประวัติศาสตร์ ข้อมูลเส้นเขตแดนไทย-กัมพูชา

    ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ติดต่อทางการฝรั่งเศส เพื่อขอเข้าถึงเอกสารทางประวัติศาสตร์ และข้อมูลทางเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับเส้นเขตแดนไทย-กัมพูชา หวังยกระดับเกมการทูตในข้อพิพาทชายแดนระหว่างสองประเทศ

    เมื่อวานนี้ (5 กุมภาพันธ์) สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ฮุน มาเนต ผู้นำกัมพูชา เขียนจดหมายถึง เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เพื่อขอการเข้าถึงเอกสารทางประวัติศาสตร์ ข้อมูลทางเทคนิค และการสนับสนุนความเชี่ยวชาญและคำปรึกษาที่เกี่ยวข้องกับเส้นเขตแดนไทย-กัมพูชา

    “ในสถานการณ์นี้ นายกฯ ได้ขอให้ฝรั่งเศสพิจารณาให้ความช่วยเหลือด้านความเชี่ยวชาญทางเทคนิคและการให้คำปรึกษา ตลอดจนอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงหรือจัดหาเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับพรมแดนระหว่างประเทศกัมพูชากับไทย ซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากยุคอาณานิคม” แถลงการณ์กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาระบุ

    แถลงการณ์ยังระบุว่า ฮุน มาเนต ได้ขอบคุณฝรั่งเศสที่ยึดมั่นในหลักการและการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ รวมถึงการส่งเสริมสันติภาพ การพัฒนา และการฟื้นฟูประเทศ โดยเน้นย้ำว่า ฝรั่งเศสมีความสำคัญในฐานะหนึ่งในสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC)

    ขณะที่รายงานจาก Khmer Times ระบุว่า ฝรั่งเศสส่งสัญญาณเตรียมพร้อมมอบเอกสารให้กัมพูชา หากมีการยื่นคำร้องอย่างเป็นทางการ โดยในช่วงที่ผ่านมา ฮุน มาเนต เคยระบุว่า มาครงยินดีพร้อมช่วยกัมพูชาในการหารือก่อนหน้านี้

    ปัจจุบัน Reuters ได้ติดต่อสอบถามสถานการณ์จากสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำกัมพูชา และกระทรวงการต่างประเทศไทย แต่ยังไม่มีฝ่ายใดแสดงความคิดเห็น

    อนึ่ง ฝรั่งเศสในฐานะเจ้าอาณานิคมกัมพูชา เป็นฝ่ายจัดทำแผนที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา ระยะทาง 817 กิโลเมตรในปี 1907 โดยกำหนดให้สันปันน้ำเป็นหลักกำหนดเขตแดนระหว่างสองประเทศ ซึ่งมีพื้นที่พิพาทรวมถึงโบราณสถานอย่างปราสาทเขาพระวิหาร

    แฟ้มภาพ: Xose Bouzas / Reuters

    อ้างอิง:

    TAGS:  


    ABOUT THE AUTHOR

    อัยย์ลดา แซ่โค้ว

    Content Creator กองบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/hun-manet-cambodia-border-documents/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nx_3aMsiJeuxjBM-4Y20Y

  • 115 ปี วัชร-นารี! รพ.กำแพงเพชรพิทยาคม เปิดเช่าพระกริ่งล้ำค่า สมทบทุนพัฒนาการศึกษา | TOPNEWS

    115 ปี วัชร-นารี! รพ.กำแพงเพชรพิทยาคม เปิดเช่าพระกริ่งล้ำค่า สมทบทุนพัฒนาการศึกษา | TOPNEWS

    นายธนายุทธ คลังวงษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคม นายเทวัญ หุตะเสวี ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมด้วยคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สมาคมผู้ปกครองและครู สมาคมศิษย์เก่า สื่อมวลชน และเครือข่ายผู้ปกครอง ร่วมกันแถลงข่าวเตรียมจัดงานวันสถาปนาโรงเรียนครบ 115 ปี ภายใต้ชื่องาน “รวมร้อยใจ สู่ 115 ปี วัชร-นารี กำแพงเพชรพิทยาคม” ซึ่งจะจัดขึ้นในปีพุทธศักราช 2569 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน พร้อมทั้งระดมทรัพยากรเพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาอาคารสถานที่ และยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนให้ก้าวหน้าต่อไป

    ไฮไลท์สำคัญของการจัดงานในครั้งนี้ คือการเปิดให้เช่าบูชาวัตถุมงคลล้ำค่า “พระกริ่ง–พระชัยวัฒน์ สุวัฒฑะโน” รุ่นฉลอง 90 ปี ซึ่งเป็นพระกริ่งที่ได้รับพระเมตตาจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระนามและเส้นพระเกศาบรรจุภายในองค์พระ พร้อมผ่านพิธีมหาพุทธาภิเษกอย่างยิ่งใหญ่เมื่อปี 2545 โดยเปิดให้บูชาเนื้อนวโลหะผสมทองคำในราคาชุดละ 3,999 บาท และเนื้อสัมฤทธิ์ราคาชุดละ 2,499 บาท เพื่อนำรายได้ทั้งหมดสมทบทุนกองทุนพัฒนาการศึกษาของโรงเรียน

    นอกจากวัตถุมงคลแล้ว ทางโรงเรียนยังได้จัดทำของที่ระลึกพิเศษ อาทิ เสื้อ แก้วน้ำ พวงกุญแจ และหมวก เพื่อให้ศิษย์เก่าและประชาชนทั่วไปได้ร่วมสนับสนุนและเก็บสะสมเป็นที่ระลึกในโอกาสประวัติศาสตร์นี้ ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสั่งจองได้ที่ ห้องกลุ่มบริหารงานงบประมาณ โรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคม ในวันและเวลาราชการ หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ https://www.kp.ac.th และแฟนเพจเฟซบุ๊กของโรงเรียนได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

    โดยโรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคม ได้กำหนดจัดกิจกรรมในปี 2569 ประกอบไปด้วย กิจกรรมรดน้ำ “15 เมษา แดงขาวชวนมา มุทิตาคุณครู” วันที่ 15 เมษายน 2569 กิจกรรมผ้าป่าเพื่อการศึกษา เริ่มตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ถึงวันที่ 5 สิงหาคม 2569 กิจกรรมจัดแสดงนิทรรศการกลุ่มสาระการเรียนรู้ วันที่ 5 สิงหาคม 2569 กิจกรรมการคัดเลือกศิษย์เก่าดีเด่น  ระหว่างเดือนมีนาคม – ตุลาคม 2569 กิจกรรมหนังสือที่ระลึกระหว่างเดือนมีนาคม – ตุลาคม 2569 และกิจกรรมเดินวิ่ง และกิจกรรมงานเลี้ยงสังสรรค์ วันที่ 6 ธันวาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1479768&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qQ1YmVONXuDBNoRGPzc7A

  • รัสเซีย ย้ำ ยูเครนต้องไม่เป็นภัยคุกคาม หลังเจรจาสยบศึกยังไม่คืบหน้า

    รัสเซีย ย้ำ ยูเครนต้องไม่เป็นภัยคุกคาม หลังเจรจาสยบศึกยังไม่คืบหน้า

    รัสเซีย ย้ำ ยูเครนต้องไม่เป็นภัยคุกคาม หลังเจรจาสยบศึกยังไม่คืบหน้า

    วันนี้, 18:06น.

              เซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียระบุว่า ยูเครน จำเป็นต้องดำรงสถานะรัฐที่เป็นกลางและไม่เป็นภัยคุกคาม หากต้องการอยู่ร่วมกับรัสเซีย ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านในระยะยาว ลาฟรอฟให้สัมภาษณ์กับสื่อรัสเซียในวันพฤหัสบดี (5 ก.พ.) ว่า “ยูเครนต้องเป็นมิตร อาจไม่จำเป็นต้องเป็นพันธมิตร แต่ต้องเป็นกลางและไม่เป็นภัย”

              นอกจากนี้ ลาฟรอฟยังเรียกร้องให้ยูเครนเคารพสิทธิของประชาชนที่อาศัยอยู่ในดินแดนที่ยังเป็นส่วนหนึ่งของยูเครน ไม่เพียงสิทธิในการเข้าถึงปัจจัยดำรงชีพ เช่น อาหาร น้ำ และความอบอุ่นเท่านั้น แต่รวมถึงสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เช่น สิทธิด้านภาษา การศึกษา และศาสนาด้วย ลาฟรอฟย้ำว่า การทำข้อตกลงใด ๆ ของยูเครนต้องไม่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงรัฐธรรมนูญของยูเครน ซึ่งรับรองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่เป็นชนกลุ่มน้อยในยูเครน

              รมว.ต่างประเทศรัสเซียยังกล่าวด้วยว่า รัสเซียได้แจ้งต่อสหรัฐอเมริกาอย่างต่อเนื่องและชัดเจนว่า สิ่งที่รัสเซียให้ความสำคัญสูงสุดในการแก้ไขปัญหายูเครนไม่ใช่เรื่องดินแดน หากแต่เป็นประชาชน โดยเฉพาะชาวรัสเซียที่อาศัยอยู่ในพื้นดังกล่าว ซึ่งใช้ภาษารัสเซีย เลี้ยงดูบุตรหลานด้วยภาษารัสเซีย และมีส่วนพัฒนาดินแดนเหล่านี้มายาวนานหลายศตวรรษ

              ขณะเดียวกัน ลาฟรอฟยังวิจารณ์แผนสันติภาพของยูเครนที่ประธานาธิบดียูเครนกล่าวอ้างถึง ซึ่งรัสเซียได้เห็นเพียงบางส่วน เนื่องจากไม่ปรากฏสาระเกี่ยวกับการฟื้นฟูสิทธิของชาวรัสเซียและชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ ในยูเครน รวมถึงการคุ้มครองเสรีภาพทางศาสนา พร้อมย้ำชัดว่า เสรีภาพด้านภาษาและศาสนาเป็นหลักการที่บัญญัติไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ และไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง

              ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นหลังการเจรจารอบที่ 2 ระหว่างผู้แทนจากรัสเซียและยูเครน โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นคนกลาง ได้เสร็จสิ้นลงแล้วในวันพฤหัสบดี ณ กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

              ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันในการแลกเปลี่ยนเชลยศึกครั้งใหญ่ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมในประเด็นหลัก ๆ เช่น การจัดการเรื่องดินแดนและการหยุดยิง

    #รัสเซียยูเครน

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/159070&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pZe4ww8_Nq8VxX0xfgtvp

  • กรมเชื้อเพลิงฯ เปิดยุทธศาสตร์ปิโตรเลียม 2569 ลุยสำรวจแหล่งอันดามันเร่งดึงทุนใหญ่-เดินหน้า CCS ชูธงเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    กรมเชื้อเพลิงฯ เปิดยุทธศาสตร์ปิโตรเลียม 2569 ลุยสำรวจแหล่งอันดามันเร่งดึงทุนใหญ่-เดินหน้า CCS ชูธงเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เผยทิศทางโครงการที่เดินหน้าต่อในปี 2569 เพื่อให้การบริหารจัดการปิโตรเลียม ของไทยสอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงผันผวนตลอดเวลา โดยดำเนินการต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมาทั้งการเตรียมเปิดสำรวจฯ รอบที่ 26 ในทะเลอันดามัน หวังดึงทุนขนาดใหญ่เข้าลงทุน การนำร่องโครงการ CCS รองรับเป้าหมาย  Net Zero ตลอดจนการเตรียมแก้กฎหมายปิโตรเลียม หวังสร้างความต่อเนื่องทางพลังงาน กระตุ้นเศรษฐกิจการลงทุน  สร้างความมั่นคง เสถียรภาพทางพลังงานของประเทศ

    วันนี้ (6 ก.พ. 2569) นายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ได้แถลงผลการดำเนินงานที่สำคัญในปี 2568 ที่ผ่านมา พร้อมเปิดเผยทิศทางการดำเนินโครงการด้านการบริหารจัดการปิโตรเลียมของประเทศในปี 2569 นี้ จะเน้นยุทธศาสตร์ในการสร้างความต่อเนื่องด้านพลังงานเพื่อเกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด พร้อมกระตุ้นให้เกิด การลงทุน มุ่งสู่การสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพทางพลังงานที่สอดคล้องไปกับแนวโน้มการพัฒนาเศรษฐกิจสู่ยุคคาร์บอนต่ำ โดยการดำเนินงานที่สำคัญในปี 2568 ซึ่งจะต่อเนื่องไปถึงปี 2569 ประกอบด้วย

    การต่อระยะเวลาผลิตปิโตรเลียม ของแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข B8/38 (แหล่งบัวหลวง) และแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข B12/27 (แหล่งไพลิน) ซึ่งเกิดผลประโยชน์ต่อประเทศทั้งในด้านการสร้างรายได้ให้แก่รัฐ เกิดความต่อเนื่องของการผลิตปิโตรเลียม และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในภาพรวม

    การเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจในการสนับสนุน และเร่งรัดการจัดหาพลังงาน โดยการส่งเสริมและเร่งรัดการสำรวจและพัฒนาแหล่งเชื้อเพลิงธรรมชาติในประเทศ ได้ส่งเสริมการดำเนินการเปิดให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทั้งบนบกและในทะเลอย่างต่อเนื่อง โดยสำหรับการเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมสำหรับแปลงสำรวจบนบก (ครั้งที่ 25) ซึ่งภายหลังจากการออกประกาศเชิญชวนการเปิด ให้ยื่นขอสิทธิฯ ไปแล้วนั้น ได้มีผู้มายื่นขอสิทธิฯ จำนวน 5 ราย 8 คำขอ คาดว่าสามารถเกิดการลงทุนราว 2,500 ล้านบาท เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ในอุตสาหกรรมและธุรกิจต่อเนื่อง ซึ่งหากพัฒนาได้เชิงพาณิชย์จะมีปริมาณน้ำมันดิบประมาณ 5.76 ล้านบาร์เรล ก๊าซธรรมชาติประมาณ 20.7 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาผู้ได้รับคัดเลือกเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี และคาดว่าจะสามารถให้สัมปทานปิโตรเลียมได้ภายในปี 2569

    นอกจากนี้ ในปี 2569 จะมีแผนในการเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมสำหรับแปลงสำรวจในทะเล
    อันดามัน (ครั้งที่ 26) ซึ่งคาดว่าจะมีส่วนดึงดูดการลงทุนของผู้ประกอบการรายใหญ่ เนื่องจากพื้นที่บริเวณทะเลอันดามัน เป็นบริเวณที่ติดกับพื้นที่ที่มีการพบปิโตรเลียมมาก่อน จึงนับว่ามีโอกาสที่จะพบทรัพยากรทั้งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ ใต้ทะเลอันดามันได้เช่นกัน คาดว่าจะเกิดการลงทุนเริ่มต้นสำหรับการสำรวจประมาณ 300 – 1,200 ล้านบาท ซึ่งจะมี ส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นโอกาสดึงดูดทุนขนาดใหญ่เข้ามาร่วมพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม ช่วยส่งเสริมความมั่นคง ด้านพลังงาน ซึ่งกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้ดำเนินการศึกษาประเมินศักยภาพปริมาณทรัพยากรปิโตรเลียม รวมทั้งกำหนดขอบเขตแปลงสำรวจแล้ว อยู่ระหว่างเสนอคณะกรรมการปิโตรเลียม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะรัฐมนตรีต่อไป

    – การดำเนินงานของพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJDA) โดยมีการจัดทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 ของสัญญาซื้อขายก๊าซรรมชาติแปลง B-17-01 ทำให้สามารถขยายระยะเวลาการผลิตเพิ่มเติมของแปลงดังกล่าว ในช่วงปี 2571 – 2581 สร้างความมั่นคงทางพลังงานของทั้งสองประเทศ คาดว่าสามารถสร้างรายได้ให้รัฐบาลทั้งสองประเทศ จากค่าภาคหลวงประมาณ 546 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่วนแบ่งกำไรของรัฐที่ประมาณ 1,322 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยองค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย และผู้ซื้อร่วมได้ร่วมลงนามในสัญญาดังกล่าวแล้วเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา

    นอกจากนั้น ได้มีการจัดทำสัญญาแบ่งปันผลผลิตของแปลง A-18-01 และสัญญาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
    เพื่อสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ความท้าทายทั้งด้านเทคนิค ต้นทุนที่สูงขึ้นโดยจะมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด คาดว่าจะมีการลงทุนรวม 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะก่อให้เกิดรายได้โดยตรงแก่องค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย ประมาณ 3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    – การดำเนินการเกี่ยวกับโครงการพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS) เพื่อสนับสนุนนโยบายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2050 โดยประกอบด้วย

    1) โครงการศึกษาและพิสูจน์ทราบศักยภาพในการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)ในชั้นหินทางธรณีวิทยาในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน มีเป้าหมายเพื่อนำไปสู่การพัฒนาเป็น Eastern CCS Hub ในการกักเก็บ CO2 โดย กรมเชื้อเพลิงฯ ร่วมกับ หน่วยงานของประเทศญี่ปุ่น (JOGMEG และ INPEX) เพื่อศึกษาและประเมินศักยภาพการกักเก็บ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซึ่งภายหลังจากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในการเข้าสำรวจและมอบหมายภารกิจหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2569 แล้วนั้น ปัจจุบันได้อยู่ระหว่างขออนุญาตนำเรือเข้าสำรวจ และคาดว่าจะสามารถสำรวจ วัดคลื่นไหวสะเทือนบริเวณอ่าวไทยตอนบนได้ภายในปี 2569

    2) โครงการนำร่องดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ ผู้ดำเนินการคือ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด หรือ ปตท.สผ. โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษามาตรการสนับสนุนทางด้านภาษีร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคาดว่าจะได้แนวทางการดำเนินงานเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ภายในปี 2569 และ ปตท.สผ. อยู่ระหว่างการออกแบบทางวิศวกรรม เพื่อก่อสร้างและติดตั้งวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นในการดำเนินงานโดยคาดว่าจะสามารถเริ่มการอัดกลับ
    ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้ในปี 2571

    – การปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. …. เพื่อให้เกิดความความต่อเนื่อง กระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการลงทุน สร้างความมั่นคงและเสถียรภาพทางพลังงานของประเทศโดยรวม เนื่องจากกฎหมายปิโตรเลียมที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเกิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2514 ซึ่งนานกว่า 50 ปีมาแล้ว จึงมีความจำเป็นต้องปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

    “กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องเพื่อการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ควบคู่ไปกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และในปี 2569 กรมฯ มุ่งเน้นการขับเคลื่อนพลังงานภายใต้แนวคิด ‘ความต่อเนื่อง มั่นคง และเป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อม’ โดยมีภารกิจหลักใน 3 มิติสำคัญ คือการรักษาฐานเดิม ด้วยการต่ออายุสัมปทานแหล่งปิโตรเลียมเดิม เพื่อให้การผลิตไม่หยุดชะงักและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุด การเติมโอกาสใหม่ด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม แหล่งใหม่ ๆ เร่งกระตุ้นการลงทุนผ่านการเปิดสัมปทานรอบที่ 26 ในพื้นที่ศักยภาพสูงอย่างทะเลอันดามัน พร้อมปรับปรุงกฎหมายปิโตรเลียมให้ทันสมัย เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ทุนใหญ่เข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และมิติก้าวสู่พลังงานสะอาด ยกระดับการบริหารจัดการสู่ยุคคาร์บอนต่ำด้วยโครงการนำร่องเทคโนโลยี CCS เพื่อตอบโจทย์เป้าหมาย Net Zero ของประเทศ” อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติกล่าวในท้ายที่สุด

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/06/615161/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29GPZnEBXnpPk7VYovm81p

  • ศธจ.พังงา ระดมทุกภาคส่วน ปฏิรูปการศึกษาเชิงพื้นที่ ดันบริหารบูรณาการสู่ความยั่งยืน

    ศธจ.พังงา ระดมทุกภาคส่วน ปฏิรูปการศึกษาเชิงพื้นที่ ดันบริหารบูรณาการสู่ความยั่งยืน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/127693&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34rn_n4b9SubwdYbVpZAl7

  • บาดแผลสังคม 1 ปีคดี “พิรงรอง” ลงโทษผู้ปกป้องผู้บริโภค – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    บาดแผลสังคม 1 ปีคดี “พิรงรอง” ลงโทษผู้ปกป้องผู้บริโภค – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ครบรอบ 1 ปี คดีพิรงรอง ย้ำจุดเริ่มต้นจากข้อร้องเรียนผู้บริโภคและกระบวนการพิจารณาตามหน้าที่ของหน่วยงานกำกับดูแล เสนอให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่พิจารณากลไกตรวจสอบองค์กรอิสระและการคุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ผู้บริโภค

    6 ก.พ. 2569 ครบรอบ 1 ปี ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำพิพากษา ให้จำคุก ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นเวลา 2 ปี ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จากการทำหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค ปัจจุบันคดียังไม่สิ้นสุด สภาผู้บริโภคยังติดตามคดีอย่างใกล้ชิด พร้อมเสนอทบทวนกลไกตรวจสอบองค์กรอิสระและการคุ้มครองผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ

    จุดเริ่มต้นการตัดสินใจลงโทษ กสทช.พิรงรอง มาจากผู้บริโภคได้ร้องเรียนการรับชมช่องโทรทัศน์ดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีโฆษณาแทรก ซึ่งรบกวนการรับชม เรื่องร้องเรียนดังกล่าวถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการโทรทัศน์ของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) หลังจากนั้นคณะอนุกรรมการฯ มีมติพิจารณาแนวทางแก้ไขและให้สำนักงาน กสทช. มีหนังสือแจ้งผู้ประกอบการให้ปฏิบัติตามกฎหมายและเงื่อนไขใบอนุญาต ซึ่งสภาผู้บริโภคเห็นว่าเป็นการดำเนินการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชน  

    แต่การดำเนินการของ กสทช.พิรงรอง กลับถูกเอกชนฟ้องร้อง และศาลมีคำพิพากษาจำคุก กสทช.พิรงรอง เป็นเวลา 2 ปี สร้างความผิดหวังให้ผู้บริโภคอย่างมาก เพราะการทำหน้าที่ของ กสทช.พิรงรอง มุ่งกำกับดูแลเพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคเป็นสำคัญ สภาผู้บริโภคกังวลว่ากรณีที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อระบบคุ้มครองผู้บริโภคในอนาคต โดยเฉพาะในกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐหรือหน่วยงานกำกับดูแลต้องเผชิญความเสี่ยงจากการถูกดำเนินคดีในการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต

    บทเรียนจากคดีของ กสทช.พิรงรอง ในครั้งนี้ สภาผู้บริโภคเสนอให้มีการทบทวนกลไกการตรวจสอบและคุ้มครองการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระและหน่วยงานกำกับดูแลให้มีความชัดเจนมากขึ้น เพื่อให้การดำเนินการตามหน้าที่ในการคุ้มครองผู้บริโภคสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งจากกรณีดังกล่าวควรถูกนำไปพิจารณาในกระบวนการจัดทำหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้าง อำนาจหน้าที่ และกลไกตรวจสอบองค์กรอิสระ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและการคุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ

    แม้เวลาจะผ่านไปหนึ่งปี และคดียังคงอยู่ในกระบวนการทางกฎหมายในชั้นอุทธรณ์ แต่คดีกสทช.พิรงรอง เป็นประเด็นที่ภาคประชาชน นักวิชาการ และองค์กรผู้บริโภคติดตามอย่างต่อเนื่อง เพราะถือเป็นคดีตัวอย่างที่สะท้อนถึงความไม่เป็นธรรม กับผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค แต่กลับถูกเอกชนฟ้องร้องให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ แล้วผู้บริโภคจะคาดหวังความยุติธรรมจากที่ใด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/pirongrong-silence-consumer-protection/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Qxh6DAjDoKDqtKmhYor7f

  • อธิบดีฯ เกศทิพย์ เปิดเวทีประชันสื่อวิดีโอระดับประเทศ “ปลุกพลังรักท้องถิ่น ถ่ายทอดอัตลักษณ์ผ่านบทเพลง บ้านเกิดเมืองนอน” | TOPNEWS

    อธิบดีฯ เกศทิพย์ เปิดเวทีประชันสื่อวิดีโอระดับประเทศ “ปลุกพลังรักท้องถิ่น ถ่ายทอดอัตลักษณ์ผ่านบทเพลง บ้านเกิดเมืองนอน” | TOPNEWS

    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) จัดพิธีมอบโล่และเกียรติบัตร โครงการประกวดสื่อสร้างสรรค์ปลูกจิตสำนึกรักบ้านเกิด ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต อย่างยิ่งใหญ่ โดยมี ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นประธานในพิธี พร้อมได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์วิปร วิประกษิต ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคเลือดและเวชศาสตร์โมเลกุล คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะที่ปรึกษาอธิบดีฯ , พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน, ดร.นิติ นาชิต รองเลขาธิการสภาการศึกษา, ดร.ครรชิต มนูญผล ผู้ทรงคุณวุฒิด้านความเป็นไทย รวมถึงคณะที่ปรึกษาฯ ผู้อำนวยการกอง/กลุ่ม ศูนย์ส่วนกลาง ผู้บริหารหน่วยงานการศึกษา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดและผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอที่ผ่านเข้ารอบการตัดสิน เข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ)

    โอกาสนี้ อธิบดีฯเกศทิพย์ กล่าวความรู้สึกว่า รู้สึกภาคภูมิใจและตื้นตันใจอย่างยิ่งที่ได้เห็น “พลังแห่งการเรียนรู้” ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นงานศิลปะที่ทรงคุณค่า โดยการจัดกิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นวาระสำคัญของ สกร. ที่ได้หลอมรวมพลังจากทุกภาคส่วน ผ่านบทเพลง “บ้านเกิดเมืองนอน” เพื่อปลูกจิตสำนึกรักบ้านเกิดตามเจตนารมณ์ของ พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 และร่วมธำรงไว้ซึ่งสถาบันหลักของชาติ คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ให้สถิตมั่นอยู่คู่แผ่นดินไทยอย่างยั่งยืน

    สำหรับรอบการประกวดในครั้งนี้ มีผลงานส่งเข้าร่วมมากกว่า 800 ผลงาน จากนักศึกษา บุคลากร และสถานศึกษา สกร. ทั่วประเทศ โดยสิ่งที่น่าประทับใจคือ แม้บางทีมจะมีเวลาเตรียมตัวเพียงสัปดาห์เดียว แต่สามารถสร้างสรรค์ผลงานที่เชื่อมโยงบทเพลงกับจิตสำนึกรักบ้านเกิดได้อย่างงดงามและลึกซึ้ง

    ขณะเดียวกัน อธิบดี สกร. ได้กล่าวขอบคุณคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่าน โดยเฉพาะ ดร.จุมพล ทองตัน (โกไข่) ศิลปินนักร้อง และ คุณสาธิดา พรหมพิริยะ ศิลปินคุณภาพ ศิษย์เก่า กศน. (สกร. ในปัจจุบัน) ที่ร่วมสนับสนุนกิจกรรมอย่างเต็มกำลัง

    อธิบดีฯเกศทิพย์ กล่าวเน้นย้ำว่า “งานนี้ไม่ใช่เพียงการแข่งขันเพื่อหาผู้ชนะ แต่คือเวทีแห่งเกียรติยศที่สะท้อนว่า สกร. คือกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิต เราใช้สื่อสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และจิตสำนึกรักบ้านเกิดให้กับคนรุ่นใหม่ ทุกผลงานคือฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยส่งต่อคุณค่าจากบรรพบุรุษ และจะนำพาสังคมไทยไปสู่การพัฒนาที่มั่นคงและยั่งยืน”

    การประกวดครั้งนี้เป็นการสร้างสรรค์วิดีโอประกอบเพลง “บ้านเกิดเมืองนอน” เวอร์ชันสุนทราภรณ์ตามต้นฉบับเดิม แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทนักศึกษา สกร. และ ประเภทบุคลากรในสังกัด สกร. มีผลงานส่งเข้าประกวดรวมทั้งสิ้น 854 ผลงาน แยกเป็นประเภทนักศึกษา 221 ผลงาน และประเภทบุคลากร 633 ผลงาน ซึ่งสะท้อนความสมดุลระหว่าง “ศิลปะ” และ “ผลลัพธ์” ได้อย่างชัดเจน ทั้งการร้อยเรียงเรื่องราวอย่างมีเอกภาพ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ผสมผสานกับเหตุการณ์จริงได้อย่างน่าสนใจ

    บรรยากาศภายในงานเริ่มต้นด้วยความซาบซึ้งจากการขับร้อง 3 บทเพลงปลุกจิตสำนึก ได้แก่
    • บทเพลง “น้ำกับป่า” บทเพลงเทิดพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ถ่ายทอดโดย ดร.จุมพล ทองตัน (โกไข่) ร่วมกับนักศึกษา สกร.กทม.
    • บทเพลง “บัวขาว” เพลงคลาสสิกของไทยที่ได้รับการยกย่องจาก UNESCO เมื่อปี พ.ศ. 2542 ให้เป็น Song of Asia ถ่ายทอดโดย คุณแนน สาธิดา พรหมพิริยะ
    • บทเพลง “บ้านเกิดเมืองนอน” บทเพลงระดับตำนานของวงสุนทราภรณ์ ประพันธ์ทำนองโดย ครูเอื้อ สุนทรสนาน บุคคลสำคัญของโลกโดยยูเนสโก ปี 2553 ถ่ายทอดโดยบุคลากร สกร. ได้แก่ คุณศิริเพ็ญ อาลิซ่า แก้ววัชระสุวรรณ และ คุณณัชชา ปิ่นเกตุ

    ผลการประกาศรางวัล “สกร. ร่วมใจ สร้างสื่อสานสายใยพี่น้องไทย รักบ้านเกิดเมืองนอน” ปีงบประมาณ 2569

    ประเภทนักศึกษา
    • รางวัลชนะเลิศ: สกร.ระดับอำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา
    • รองชนะเลิศอันดับ 1: สกร.ระดับอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม
    • รองชนะเลิศอันดับ 2: สกร.ระดับอำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น
    • รางวัลชมเชย: สกร.ระดับอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่
    • Popular Vote: สกร.ระดับอำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร

    ประเภทบุคลากร
    • รางวัลชนะเลิศ: สกร.ระดับอำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน
    • รองชนะเลิศอันดับ 1: สกร.ระดับอำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร
    • รองชนะเลิศอันดับ 2: สกร.ระดับอำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน
    • รางวัลชมเชย: สกร.ระดับอำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี
    • Popular Vote: สกร.ระดับอำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร

    อธิบดี สกร. กล่าวทิ้งท้ายว่า ความสำเร็จที่สำคัญที่สุดคือการที่บุคลากรและนักศึกษาได้สะท้อน “ความเป็นตัวตนของ สกร.” ออกมาอย่างชัดเจน ผ่านความรู้สึก อุดมการณ์ และจิตสำนึกรักบ้านเกิดในผลงานอย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมเผยแนวคิดต่อยอดกิจกรรมประกวดคลิปสร้างสรรค์ประกอบบทเพลง “น้ำกับป่า” โดยจะเปิดรับสมัครในช่วงเดือนกรกฎาคม และประกาศผลในเดือนสิงหาคม ซึ่งตรงกับเดือนแห่งวันแม่แห่งชาติ ทั้งนี้ได้รับเกียรติจาก โกไข่ เป็นผู้ประพันธ์บทเพลงพิเศษ เพื่อร่วมสร้างพลังของชาว สกร. ทั่วประเทศ ถ่ายทอดความรักผ่านสื่อและบทเพลงจากหัวใจ เป็นของขวัญแด่วันแม่แห่งชาติ

    ด้าน ดร.จุมพล ทองตัน (โกไข่) กล่าวว่า การได้พบอธิบดี สกร. ณ จังหวัดพังงา เป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้ต้องการเข้ามาร่วมขับเคลื่อนภารกิจ สกร. ด้วยมุมมองที่ทันสมัยและสร้างสรรค์ ซึ่งช่วยเปลี่ยนภาพจำเดิม ๆ ของ กศน. ให้เป็นองค์กรที่ก้าวทันโลก พร้อมขอปวารณาตัวเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว สกร. และยินดีเข้ามาเป็นที่ปรึกษา รวมถึงร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของ สกร. โดยเฉพาะการประกวดคลิปสร้างสรรค์เพลง “น้ำกับป่า” เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการใช้เสียงและสื่อในการเล่าเรื่องอย่างทรงพลัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1479354&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Sh2fjUXsDJQKE1xGR1iLi

  • คนไทยรวยขึ้น! กลุ่มมั่งคั่งสินทรัพย์เกิน 30 ล้าน โตก้าวกระโดด ดัน รร.นานาชาติ มูลค่า 9.4 หมื่นล้าน

    คนไทยรวยขึ้น! กลุ่มมั่งคั่งสินทรัพย์เกิน 30 ล้าน โตก้าวกระโดด ดัน รร.นานาชาติ มูลค่า 9.4 หมื่นล้าน

    ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จำนวนเด็กเกิดใหม่ของไทยลดลงเฉลี่ยราว 4.5% ต่อปี ประชากรอายุไม่เกิน 18 ปี ลดลงเฉลี่ย 2.3% ต่อปี และยังลดต่อเนื่องในปีล่าสุด

    ซึ่งในเชิงโครงสร้าง นี่คือสัญญาณชัดว่า “ดีมานด์การศึกษาเชิงปริมาณ” ของประเทศกำลังหดตัว แต่ในเวลาเดียวกัน ธุรกิจหนึ่งกลับเติบโตสวนทางอย่างมีนัยสำคัญ นั่นก็คือ ตลาดโรงเรียนนานาชาติของไทย โดยข้อมูล ปี 2568 คาดมูลค่าทั้งประเทศ ไม่ต่ำกว่า 94,000 ล้านบาท ขยายตัวเฉลี่ย 10.6% ต่อปี ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2563  จำนวนนักเรียนโรงเรียนนานาชาติโตปีละ 10% และสิ่งที่น่าสนใจคือ อัตราเติบโตใน “ต่างจังหวัด” สูงกว่ากรุงเทพฯ หลายเท่า

    ภาพนี้กำลังบอกว่าแม้ “เด็กไทยจะน้อยลง” แต่ “เด็กในระบบนานาชาติกลับมากขึ้น” และนี่คือเกมของพ่อแม่ที่มีฐานะ 

    เมื่อความมั่งคั่งขยายตัว การศึกษาก็ขยับตาม

    งานวิจัยของ LH Bank ประเมินว่า คนไทยที่มีสินทรัพย์มากกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 31 ล้านบาท) จะเพิ่มเป็น 162,000 คนในปี 2569 นี้  เติบโตเฉลี่ย 11.7% ต่อปี กลุ่มนี้กระจุกตัวในกรุงเทพฯ ปริมณฑลและเมืองเศรษฐกิจใหม่ เช่น EEC, ภูเก็ต, เชียงใหม่, พัทยา

    ขณะเดียวกัน กลุ่มแรงงานต่างชาติทักษะสูง (ผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ เทคโนโลยี การเงิน ท่องเที่ยว)ก็เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 9.3% ต่อปี ในช่วง 5 ปี และปีล่าสุดโตแรงกว่า 13%

    คนกลุ่มนี้มี “คุณสมบัติ” เหมือนกันคือ เมื่อมีทรัพยากรเพียงพอ สิ่งแรก ๆ ที่ยอมจ่าย คือ “การศึกษาที่ดีที่สุดให้ลูก”โรงเรียนนานาชาติจึงไม่ใช่แค่เรื่องหลักสูตรแต่คือ ทางลัดสู่มหาวิทยาลัยต่างประเทศ ภาษาอังกฤษ ทักษะโลก และเครือข่ายสังคม

    สิ่งที่ได้เห็นคือ ยิ่งเด็กมีน้อยลง โรงเรียนยิ่งปรับโมเดลสู่ High Value – Low Volume เก็บค่าเทอมสูงขึ้น แลกด้วยการดูแลเด็กใกล้ชิดขึ้น นี่คือเหตุผลว่าทำไม แม้เด็กจะเกิดน้อยลง แต่โรงเรียนนานาชาติกลับ “ยิ่งมีพื้นที่เติบโต”

    ภาพมุมกลับ โรงเรียนไทยทยอยหายไป

    ในจังหวะที่โรงเรียนนานาชาติขยายสาขาไปยังหัวเมืองเศรษฐกิจโรงเรียนไทยจำนวนมากกลับกำลังเผชิญภาวะตรงข้าม

    • โรงเรียนเอกชนเก่าแก่หลายแห่งในกรุงเทพฯ ทยอยปิดตัว
    • โรงเรียนขนาดเล็กนักเรียนต่ำกว่า 120 คน รับต้นทุนไม่ไหว 
    • กระทรวงศึกษาธิการยุบรวมโรงเรียนรัฐขนาดเล็กกว่า 75 แห่ง
    • คาดปี 2569 จะมีโรงเรียนเอกชนปิดเพิ่มอีกกว่า 40 แห่ง

    ซึ่งสาเหตุไม่ได้ซับซ้อน แต่อธิบายได้ด้วยโครงสร้างทางเศรษฐกิจและประชากร เมื่อเด็กเกิดน้อย ,หนี้ครัวเรือนสูง ทำให้ผู้ปกครองกำลังซื้อลดลง ขณะที่ต้นทุนโรงเรียนสูงขึ้น พบมีผู้ปกครองจำนวนหนึ่ง จำเป็นต้องย้ายลูกไปโรงเรียนรัฐ เพื่อลดภาระ

    ส่วนอีกกลุ่มหนึ่ง “ขยับ” ไปโรงเรียนนานาชาติ ส่วนตรงกลาง คือพื้นที่ที่โรงเรียนเอกชนหลักสูตรไทยขนาดเล็กกำลังถูกบีบ ซึ่งผลกระทบไม่ได้เกิดกับธุรกิจโรงเรียนเท่านั้นแต่กระทบถึงชุมชน เด็กต้องเดินทางไกลขึ้น และความเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาเพิ่มขึ้น

    ทั้งหมด คือ ภาพของโครงสร้างประชากร และ โครงสร้างความมั่งคั่ง ที่กำลัง “จัดเรียงระบบการศึกษาใหม่” เมื่อประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่

    • เด็กเกิดน้อยลงทุกปี
    • คนกลุ่มมั่งคั่งเพิ่มขึ้นทุกปี
    • เมืองเศรษฐกิจใหม่ดึงคนรายได้สูงและต่างชาติเข้ามา
    • โรงเรียนนานาชาติขยายตัวตามดีมานด์นั้น
    • ขณะที่โรงเรียนไทยจำนวนหนึ่งค่อย ๆ เลือนหาย

    โดยความรวยของคนกลุ่มหนึ่งไม่ใช่เรื่องผิด และการอยากให้ลูกได้การศึกษาที่ดีที่สุด ก็ไม่ใช่เรื่องผิดอีกเช่นกัน แต่ในภาพเดียวกันนั้น มันกำลังสะท้อนความจริงอีกด้านว่า ประเทศที่เด็กน้อยลงกำลังเห็น “การศึกษา” กลายเป็นภาพสะท้อนความเหลื่อมล้ำที่ชัดขึ้นเรื่อย ๆไม่ใช่เพราะใครตั้งใจให้เป็น แต่เพราะโครงสร้างกำลังพาไปทางนั้นเอง

    ที่มา : วิจัย LH ,กระทรวงศึกษาธิการ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/personal_finance/financial_planning/2912474&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38r2V0WeV5Yj8d6uUaEXrV

  • ยัสปาล กรุ๊ป ผนึกกำลัง 4 สถาบันการศึกษา ลงนาม MOU ส่งเสริมดีไซเนอร์รุ่นใหม่

    ยัสปาล กรุ๊ป ผนึกกำลัง 4 สถาบันการศึกษา ลงนาม MOU ส่งเสริมดีไซเนอร์รุ่นใหม่

    ยัสปาล กรุ๊ป ผนึกกำลัง 4 สถาบันการศึกษา ลงนาม MOU ส่งเสริมดีไซเนอร์รุ่นใหม่

    ยัสปาล กรุ๊ป ยกระดับอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย ผนึกกำลัง 4 สถาบันการศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , ม.ธรรมศาสตร์ , ม.ศรีนครินทรวิโรฒ และ ม.กรุงเทพ ลงนาม MOU ส่งเสริมดีไซเนอร์รุ่นใหม่ผ่านนโยบายความยั่งยืน “The Power of Next”

    บริษัท ยัสปาล จำกัด (มหาชน) หรือ ยัสปาล กรุ๊ป ผู้นำธุรกิจแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ของเมืองไทย ร่วมกับ 4 สถาบันการศึกษาได้แก่ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านวิชาการ (MOU) ส่งเสริมศักยภาพของคนรุ่นใหม่ พัฒนาความรู้ พร้อมต่อยอดประสบการณ์ทั้งในและนอกชั้นเรียน เปิดโอกาสสู่เส้นทางอาชีพของอุตสาหกรรมแฟชั่นในอนาคต

    ยัสปาล กรุ๊ป ผนึกกำลัง 4 สถาบันการศึกษา ลงนาม MOU ส่งเสริมดีไซเนอร์รุ่นใหม่

    ยัสปาล กรุ๊ป ได้ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการศึกษาและการพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง ผ่านนโยบายความยั่งยืนในด้าน “The Power of Next” เพื่อเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยให้เติบโต พร้อมยกระดับการส่งเสริมนิสิตนักศึกษาสาขาการออกแบบแฟชั่น ในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านวิชาการ (MOU) กับ 4 สถาบันการศึกษาของไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ (Learning Ecosystem) ที่ยั่งยืน ประกอบไปด้วย

  • การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้: โดยการถ่ายทอดประสบการณ์จากบุคลากรระดับมืออาชีพของยัสปาล กรุ๊ป สู่นักศึกษาผ่านกิจกรรมส่งเสริมหลักสูตรต่างๆ อาทิ การจัดเวิร์คช้อปให้ความรู้ด้าน Commercial Styling , Creative Wear ที่ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงสู่นักศึกษาในห้องเรียน
  • การฝึกประสบการณ์วิชาชีพ: เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เข้าฝึกงาน (Internship) และศึกษาดูงานในสถานประกอบการจริง เพื่อเรียนรู้กระบวนการทำงานตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ อาทิ โครงการ JASPAL GROUP Scholarship Program ที่ได้มอบทุนการศึกษาให้กับนิสิตนักศึกษาด้านแฟชั่นไปแล้วมากกว่า 3 ล้านบาท
  • การสนับสนุนโครงการวิชาการ: บูรณาการกิจกรรมด้านวิชาการ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติ ที่จะเสริมสร้างทักษะการแก้ปัญหาและการคิดเชิงสร้างสรรค์ในโลกธุรกิจ อาทิ การสนับสนุนการจัดแฟชั่นโชว์ศิลปนิพนธ์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ และ โครงการ “RE-LIFE FABRIC: BU X JASPAL GROUP Sustainable Collaboration 2026” ที่ให้นักศึกษาได้เรียนรู้ด้านการบริหารจัดการธุรกิจแฟชั่นและความเป็นผู้ประกอบการ ผ่านการบริหารจัดการวัสดุสิ่งทอส่วนเกิน และผ้าที่ยังไม่ถูกใช้งานอย่างสร้างสรรค์ภายใต้แนวคิดความยั่งยืน
  • ทั้งนี้ ยัสปาล กรุ๊ป เชื่อมั่นว่าความร่วมมือกับทั้ง 4 สถาบันการศึกษาในครั้งนี้ จะเป็นการสร้างรากฐานทางการศึกษาที่แข็งแกร่ง พร้อมมอบประสบการณ์ตรงจากผู้ประกอบการมืออาชีพ ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างบุคลากรที่มีคุณภาพเข้าสู่อุตสาหกรรมแฟชั่นไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่กล้าที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ และเติบโตขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแฟชั่นและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนสืบไป


———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12787340&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2v2Q9enJ0KtdkfJb4dvU8K