Category: วัฒนธรรม

  • รัฐบาลมอบทุนอุดมศึกษาชายแดนใต้ หวังสร้างกำลังคนคืนถิ่น จำนวน 246 ทุน ทุนละ 4 หมื่นบาท

    รัฐบาลมอบทุนอุดมศึกษาชายแดนใต้ หวังสร้างกำลังคนคืนถิ่น จำนวน 246 ทุน ทุนละ 4 หมื่นบาท

    รัฐบาลมอบทุนอุดมศึกษาชายแดนใต้ หวังสร้างกำลังคนคืนถิ่น จำนวน 246 ทุน ทุนละ 4 หมื่นบาท


    6/02/2569 | 87 |

    รัฐบาลมอบทุนอุดมศึกษาชายแดนใต้ หวังสร้างกำลังคนคืนถิ่น จำนวน 246 ทุน ทุนละ 4 หมื่นบาท
    เชิญชวนเยาวชนชายใต้แดนที่มีคุณสมบัติ รีบสมัครตั้งแต่วันนี้ – 20 ก.พ. 69

    วันนี้ (6 กุมภาพันธ์ 2569) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้าลดความเหลื่อมล้ำและขยายโอกาสทางการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมอบหมายให้ กองส่งเสริมและพัฒนากำลังคน เปิดรับสมัครนิสิต นักศึกษา เพื่อขอรับทุนการศึกษาในโครงการ “ทุนอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะที่ 4 ประจำปีการศึกษา 2568” เพื่อสนับสนุนเยาวชนที่มีศักยภาพแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้มีโอกาสได้รับการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่มีคุณภาพ เพื่อนำความรู้กลับไปเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่นและประเทศชาติ เปิดรับสมัครนักเรียนกลุ่มที่ 2 ซึ่งเจาะจงไปยังกลุ่มนักเรียนที่สามารถสอบเข้าศึกษา หรือได้รับการตอบรับให้เข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาเรียบร้อยแล้ว (ผ่านระบบ TCAS หรือระบบรับตรงของมหาวิทยาลัย)

    สำหรับปีการศึกษา 2568 นี้ กระทรวง อว. ได้จัดสรรโควตาทุนการศึกษาสำหรับกลุ่มที่ 2 ไว้จำนวนทั้งสิ้น 246 ทุน โดยผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับทุนสนับสนุนการศึกษาต่อเนื่อง เป็นค่าครองชีพ จำนวน 40,000 บาท ต่อปีการศึกษา จนสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตร (ภายใต้เงื่อนไขที่โครงการกำหนด) โดยคุณสมบัติของผู้สมัครจะต้องเป็นเยาวชนที่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จ.ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ได้แก่ จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย และเป็นผู้ที่สอบผ่านการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ในสถาบันอุดมศึกษาสังกัดกระทรวง อว. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    รัฐบาล ขอเชิญชวนน้องๆ เยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ รีบดำเนินการสมัครเพื่อรับโอกาสดีๆ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างสันติสุขในพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยรับสมัครตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านทางสถาบันอุดมศึกษาที่ผู้สมัครศึกษาอยู่ สำหรับผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ขั้นตอนการสมัคร และเงื่อนไขต่างๆ ได้ที่ กองส่งเสริมและพัฒนากำลังคน กระทรวง อว. หมายเลขโทรศัพท์ 02 039 5573 ในวันและเวลาราชการ
     นางสาวอัยรินทร์ ระบุ

    ข้อมูลจาก 


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/473682&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ACOv0shGXvXAev1wTj_bt

  • Photo Story : อภิสิทธิ์’ ชี้ประเทศถึงจุดตาย ต้องมีทางรอดที่ปลอดภัย

    Photo Story : อภิสิทธิ์’ ชี้ประเทศถึงจุดตาย ต้องมีทางรอดที่ปลอดภัย

    บรรยากาศการปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้ายของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ One Bangkok Forum เป็นไปอย่างคึกคัก ภายใต้แนวคิด ‘ทางรอดที่ปลอดภัยของประเทศไทย’ โดยเปิดงานด้วยการฉาย VTR แนะนำตัวแทนผู้สมัครและแกนนำพรรคจากภูมิภาคต่างๆ รวมถึงการถ่ายทอดความในใจจากตัวแทนว่าที่ผู้สมัคร สส.กรุงเทพมหานคร ก่อนที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 คน จะทยอยขึ้นกล่าววิสัยทัศน์บนเวที เริ่มจาก ‘การดี เลียวไพโรจน์’ ต่อด้วย ‘กรณ์ จาติกวาณิช’ และปิดท้ายโดย ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ 

    Democrat-Party-rally-February-6-2026-SPACEBAR-Photo01.jpg

    Democrat-Party-rally-February-6-2026-SPACEBAR-Photo02.jpg

    Democrat-Party-rally-February-6-2026-SPACEBAR-Photo03.jpg

    อภิสิทธิ์ กล่าวขอบคุณแรงสนับสนุนจากแฟนคลับตลอดช่วงการหาเสียง พร้อมหยิบช่อดอกไม้ที่แฟนคลับตั้งใจทำมาให้ขึ้นถือบนเวที และเข้าสวมกอดแฟนคลับผู้ทำดอกไม้คนละหนึ่งดอก นอกจากนี้ยังกล่าวถึงของฝาก เป็นนกพับกระดาษสีฟ้าจำนวน 3 ตัว พร้อมขอบคุณทุกคนที่มีส่วนทำให้คะแนนนิยมพรรคกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง 

    อภิสิทธิ์ย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์เดินทางมาถึงวันนี้ได้จากการสืบทอดอุดมการณ์ของคนรุ่นก่อน เป็น ‘สมบัติของพ่อเฒ่า’ และยืนยันว่าไม่มีใครเป็นเจ้าของพรรค แม้ผู้สมัครหลายคนจะเป็นหน้าใหม่ บางคนยังไม่เป็นที่รู้จักหรือไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองมากนัก แต่ยังได้รับการสนับสนุนจากประชาชน สะท้อนความเป็นสถาบันทางการเมืองของพรรคอย่างชัดเจน 

    พร้อมการกล่าวถึงเวทีดีเบตที่ผ่านมา อภิสิทธิ์ระบุว่า ไม่ได้อ้อนขอคะแนนเพื่อตัวเอง แต่ต้องการอ้อนขอให้ประเทศไทย พร้อมชี้ให้เห็น ‘จุดตาย‘ สำคัญของประเทศ ได้แก่ ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันและทุนเทาที่ทำลายโอกาสทุกด้าน ปัญหาเศรษฐกิจที่ขาดความสามารถในการแข่งขัน นโยบายแจกเงินที่ไม่ยั่งยืน ความเหลื่อมล้ำที่ความมั่งคั่งกระจุกตัวอยู่ในคนเพียงกลุ่มเล็ก รวมถึงคุณภาพการศึกษาที่ถดถอยและการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม 

    Democrat-Party-rally-February-6-2026-SPACEBAR-Photo04.jpg

    Democrat-Party-rally-February-6-2026-SPACEBAR-Photo05.jpg

    Democrat-Party-rally-February-6-2026-SPACEBAR-Photo06-1.jpg

    อภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงปัญหาการเมืองที่แบ่งขั้วรุนแรง การสร้างวาทกรรมรักชาติ–ไม่รักชาติ การใช้ความโกรธนำการเมือง จนนำไปสู่การด้อยค่าสถาบันหลักของชาติ พร้อมระบุว่าประเทศไทยไม่ควรถูกบังคับให้เลือกเพียงสองข้าง ขณะเดียวกันยังชี้ถึงปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกประเทศ ทั้งสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ความไม่สงบในเมียนมาและชายแดนใต้ รวมถึงความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจโลก  

    “เรายังจะสู้กันเก่าๆ หรือครับ กลับไปใครจะแจกเงินได้มากกว่าใครจะปลุกอารมณ์ร่วมให้ต่อสู้อีกฝ่ายได้มากกว่ากันนี่คือเหตุผลที่ผมกลับมา เรามีหน้าที่สร้างทางเลือกให้กับประเทศวาดภาพวิกฤตแบบนี้มันไม่ใช่แค่ทางเลือกแต่เป็นทางรอดที่ปลอดภัย”  

    โดยย้ำว่าประเทศต้องมี ‘ทางรอดที่ปลอดภัย’ ไม่ใช่เพียงการแข่งขันว่าใครจะแจกเงินหรือปลุกอารมณ์ได้มากกว่ากัน ยืนยันว่า ปัญหาทั้งหมดสามารถแก้ไขได้ พร้อมประกาศเดินหน้าพัฒนาระบบการเมือง ปราบปรามการทุจริตและสแกมเมอร์ สร้างมาตรฐานความรับผิดชอบของนักการเมือง  

    ย้ำว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่เปิดโอกาสให้คนทุกเจเนอเรชัน พร้อมระบุว่าไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร จะยังทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น และเชิญชวนประชาชน ‘กาชื่อสีฟ้า’ สองใบ 

    “ไม่ใช่จะบอกว่าฉันเป็นเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงได้ คนอื่น แก่ โง่ จน ผมอยากจะบอกว่า วันนี้พูดกันมากคนรุ่นใหม่ – คนรุ่นเก่าคน รุ่นใหม่ประชาธิปัตย์ก็มีครับ บ้านสีฟ้าเป็นตัวอย่างให้เห็นแล้วคนทุกรุ่นอยู่ในบ้านเดียวกันมีความสุขร่วมกัน” 

    Democrat-Party-rally-February-6-2026-SPACEBAR-Photo07.jpg

    ขณะที่หนึ่งในไฮไลต์ของเวทีคือการเปิดเทปบันทึกของ ‘ชวน หลีกภัย’ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งระบุว่ากระแสนิยมพรรคปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน หลังอภิสิทธิ์กลับมาเป็นหัวหน้าพรรค จากการลงพื้นที่หาเสียงกว่า 50 วันทั่วประเทศ โดยเฉพาะภาคใต้ครบทั้ง 14 จังหวัด พร้อมเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อครั้งนี้ พรรคจะได้ สส.เพิ่มขึ้น และขอให้ประชาชนเลือกนักการเมืองที่มีอุดมการณ์ สุจริต ยุติธรรม 

    ทั้งนี้ ภายในฮอลล์ยังมีบรรดากองเชียร์พรรคประชาธิปัตย์นำป้ายไฟชื่อแกนนำและผู้สมัคร สส.กรุงเทพฯ รวมถึงธงสีฟ้ามาโบกสะบัด สร้างบรรยากาศการปราศรัยอย่างคึกคักตลอดงาน 

    Democrat-Party-rally-February-6-2026-SPACEBAR-Photo08.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/democrat-party-rally-february-6-2026&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_E0obmCsToY_Dy4CdbQGE

  • เวียดนามยกระดับมาตรฐานอาหารสุขภาพ เสริมเกณฑ์ GMP เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค

    เวียดนามยกระดับมาตรฐานอาหารสุขภาพ เสริมเกณฑ์ GMP เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค

    เนื้อข่าว 

    รัฐบาลเวียดนามได้ประกาศบังคับใช้กฤษฎีกาหมายเลข 46/2026/ND-CP (Decree No. 46 /2026/ND-CP on Conditions for the Production of Health Supplements and the Application of Good Manufacturing Practice (GMP)) ซึ่งกำหนดให้สถานประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพ ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยด้านอาหาร (Food Safety Law) อย่างครบถ้วน และดำเนินการตามหลักการปฏิบัติที่ดีในการผลิต (Good Manufacturing Practice: GMP) อย่างเคร่งครัด โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ เสริมสร้างความปลอดภัยของผู้บริโภค และเพิ่มความน่าเชื่อถือของอุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพในเวียดนาม

    image.png

    ภายใต้กฤษฎีกาดังกล่าว โรงงานผลิตจะต้องจัดตั้งระบบบริหารจัดการคุณภาพที่ครอบคลุมกระบวนการผลิตและการกระจายสินค้าตลอดห่วงโซ่มูลค่า เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพที่ประกาศไว้ และมีความปลอดภัยตลอดอายุการเก็บรักษา ทั้งนี้ อาคารโรงงาน เครื่องจักร และอุปกรณ์การผลิตจะต้องได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การใช้งาน จัดระบบการผลิตให้เป็นทิศทางเดียว เพื่อลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนและการปะปนระหว่างขั้นตอนการผลิต พร้อมดำเนินการทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ

    ในด้านบุคลากร สถานประกอบการจะต้องมีเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการฝึกอบรมด้าน GMP และความปลอดภัยอาหาร โดยหัวหน้าฝ่ายผลิตและหัวหน้าฝ่ายควบคุมคุณภาพต้องเป็นพนักงานประจำเต็มเวลา และปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นอิสระต่อกัน ขณะเดียวกัน ผู้รับผิดชอบด้านวิชาการต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปในสาขาที่เกี่ยวข้อง และมีประสบการณ์ทำงานอย่างน้อย 3 ปี

    นอกจากนี้ กฤษฎีกายังกำหนดให้สถานประกอบการต้องจัดตั้งหน่วยงานควบคุมคุณภาพที่เป็นอิสระ ห้ามใช้วัตถุดิบที่ไม่ได้มาตรฐานและห้ามจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่ได้รับการประเมินคุณภาพ กำหนดให้มีการติดตามคุณภาพและความคงตัวของผลิตภัณฑ์ (product stability) จัดเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบเพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ พร้อมกำหนดขั้นตอนที่ชัดเจนในการรับเรื่องร้องเรียน การเรียกคืนสินค้า และการตรวจสอบภายใน

    ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขเวียดนาม (Ministry of Health) เป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดแนวทางการบังคับใช้มาตรฐาน GMP สำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมและคุ้มครองสุขภาพผู้บริโภคในระยะยาว

    อย่างไรก็ดี กฤษฎีกาดังกล่าวกำหนดให้กิจการบางประเภทได้รับการยกเว้นจากข้อกำหนดในการขอใบรับรองความปลอดภัยอาหาร (Certificate of Food Safety Compliance) ได้แก่ การผลิตวัตถุดิบอาหารในระดับขนาดเล็ก การผลิตหรือจำหน่ายอาหารโดยไม่มีสถานที่ประกอบการถาวร การแปรรูปอาหารขั้นต้นในระดับขนาดเล็ก การค้าขายอาหารรายย่อย การจำหน่ายอาหารบรรจุสำเร็จรูป รวมถึงสารปรุงแต่งอาหาร สารช่วยแปรรูป และวิตามินและแร่ธาตุ (micronutrients) นอกจากนี้ ยังครอบคลุมถึงธุรกิจผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์อาหาร ร้านอาหารภายในโรงแรม ครัวรวมที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นธุรกิจอาหาร และร้านอาหารริมทาง ซึ่งถือเป็นกลุ่มกิจการที่อยู่ภายใต้ข้อยกเว้นตามกฎหมายดังกล่าว

     (แหล่งที่มา https://thesaigontimes.vn/ ฉบับวันที่ 29 มกราคม 2569)

    วิเคราะห์ผลกระทบ

    เวียดนามเดินหน้ายกระดับการกำกับดูแลอุตสาหกรรมอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ ผ่านการบังคับใช้กฤษฎีกาหมายเลข 46/2026/ND-CP ซึ่งกำหนดให้สถานประกอบการต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การปฏิบัติที่ดีในการผลิต (Good Manufacturing Practice: GMP) โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ เสริมสร้างความปลอดภัยของผู้บริโภค และยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล อย่างไรก็ดี รัฐบาลเวียดนามได้มีมติระงับการบังคับใช้บางข้อกำหนดเป็นการชั่วคราว ตามมติรัฐบาลเลขที่ 09/2006/NQ-CP ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 โดยให้การระงับมีผลจนถึงวันที่ 15 เมษายน 2569 และกลับมาบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งสะท้อนความพยายามในการบริหารช่วงเปลี่ยนผ่านเชิงนโยบาย และลดผลกระทบต่อภาคธุรกิจในระยะสั้น

    ในเชิงผลกระทบต่อผู้ประกอบการ มาตรการดังกล่าวส่งสัญญาณชัดเจนว่าตลาดอาหารเสริมของเวียดนามกำลังก้าวเข้าสู่ระยะของการคัดกรองคุณภาพและการเพิ่มมาตรฐานการแข่งขัน ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับปรุงระบบการผลิต โครงสร้างโรงงาน เครื่องจักร และระบบควบคุมคุณภาพให้เป็นไปตามหลัก GMP อย่างครบถ้วน แม้ว่าการระงับการบังคับใช้ชั่วคราวจะช่วยผ่อนคลายแรงกดดันด้านต้นทุนในระยะสั้น แต่ในทางปฏิบัติถือเป็นช่วงเวลาเตรียมความพร้อมก่อนการบังคับใช้อย่างเข้มงวดในระยะยาว

    ขณะเดียวกัน การกำหนดคุณสมบัติด้านบุคลากรอย่างชัดเจน เช่น การกำหนดให้ผู้รับผิดชอบด้านวิชาการต้องมีวุฒิการศึกษาและประสบการณ์ตามเกณฑ์ รวมถึงการแยกหน้าที่ของฝ่ายผลิตและฝ่ายควบคุมคุณภาพอย่างเป็นอิสระ จะช่วยยกระดับระบบกำกับดูแลภายในโรงงานให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ส่งผลให้กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความเสี่ยงด้านคุณภาพสินค้า และเพิ่มความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    ในภาพรวม การกำหนดกรอบเวลาการระงับและวันเริ่มบังคับใช้อย่างชัดเจน สะท้อนว่าเวียดนามยังคงเดินหน้ายกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมอาหารเสริมอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่เลือกใช้แนวทางบริหารช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสม ผู้ประกอบการที่สามารถใช้ช่วงเวลาดังกล่าวในการยกระดับมาตรฐานการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะมีโอกาสเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ขยายโอกาสทางการค้า และต่อยอดสู่ตลาดส่งออกในอนาคต ขณะที่ผู้ที่ไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐาน GMP ได้ อาจเผชิญข้อจำกัดทางธุรกิจและความเข้มงวดด้านการกำกับดูแลเมื่อมาตรการกลับมาบังคับใช้อย่างสมบูรณ์

    นำเสนอโอกาส/แนวทาง

    การบังคับใช้กฤษฎีกาหมายเลข 46/2026/ND-CP ของเวียดนาม ซึ่งกำหนดให้สถานประกอบการผลิตอาหารเสริมเพื่อสุขภาพต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การปฏิบัติที่ดีในการผลิต (GMP) อย่างเคร่งครัด สะท้อนทิศทางนโยบายที่มุ่งยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม ควบคู่กับการคุ้มครองผู้บริโภคและการเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของตลาดอาหารเสริมในระยะยาว มาตรการดังกล่าวมีแนวโน้มก่อให้เกิดการคัดกรองผู้ประกอบการในตลาด โดยเพิ่มต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านโครงสร้างโรงงาน ระบบควบคุมคุณภาพ และมาตรฐานบุคลากร ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยที่มีการส่งออกหรือดำเนินธุรกิจในเวียดนามจำเป็นต้องเร่งปรับปรุงระบบการผลิตให้สอดคล้องกับข้อกำหนด เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน

    ทั้งนี้ ภายใต้กรอบการระงับการบังคับใช้บางข้อกำหนดภายใต้กฤษฎีกาดังกล่าวเป็นการชั่วคราวของรัฐบาลเวียดนาม ซึ่งกำหนดกรอบเวลาการกลับมาบังคับใช้อย่างชัดเจน ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ช่วงเปลี่ยนผ่านดังกล่าวเป็นโอกาสในการเตรียมความพร้อมเชิงกลยุทธ์ โดยมุ่งพัฒนาระบบบริหารจัดการคุณภาพ การแยกหน้าที่ระหว่างฝ่ายผลิตและฝ่ายควบคุมคุณภาพอย่างเป็นอิสระ ตลอดจนการยกระดับศักยภาพบุคลากรให้เป็นไปตามเกณฑ์ด้านคุณวุฒิและประสบการณ์ การดำเนินมาตรการเชิงรุกในระยะนี้จะช่วยลดความเสี่ยงจากความเข้มงวดด้านการกำกับดูแลในอนาคต พร้อมเสริมสร้างความน่าเชื่อถือทางการค้าและความพร้อมในการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล

            ในขณะเดียวกัน การยกระดับกฎระเบียบด้าน GMP มีแนวโน้มเร่งให้เกิดการปรับโครงสร้างตลาดอาหารเสริมของเวียดนาม โดยเพิ่มบทบาทของผู้ผลิตที่มีมาตรฐานสูงและลดสัดส่วนของผู้ประกอบการที่ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนด สถานการณ์ดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปยกระดับบทบาทในห่วงโซ่มูลค่าในฐานะผู้จัดหาวัตถุดิบคุณภาพสูง ผู้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต และพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ด้านการพัฒนาแบรนด์ร่วม นอกจากนี้ ยังเอื้อต่อการเข้าถึงตลาดเฉพาะทางระดับบน และการเชื่อมโยงกับเครือข่ายการค้าในภูมิภาคอาเซียนและตลาดที่มีมาตรฐานคุณภาพสูง ซึ่งสามารถเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/xsul3v2scowidtukpoiwqk17&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dOOW24gbm_hlRvSnt8B8z

  • เครื่องดื่มชนิดนี้ วันละ 2 แก้ว เสี่ยงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักมากถึง 91%

    เครื่องดื่มชนิดนี้ วันละ 2 แก้ว เสี่ยงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักมากถึง 91%

    ดื่มแอลกอฮอล์ 2 แก้วต่อวัน เสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่พุ่งสูงขึ้น 91%

    ปัจจัยด้านการรับประทานอาหารที่มีเนื้อสัตว์แปรรูปสูง ใยอาหารต่ำ ภาวะอ้วน และการขาดการออกกำลังกาย ล้วนเป็นปัจจัยที่ทราบกันดีว่าเชื่อมโยงกับความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (Colorectal Cancer) แต่ผลการศึกษาล่าสุดได้ชี้ให้เห็นถึงอันตรายอีกด้านของการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงชีวิต

    ดร. เอริกกา ลอฟท์ฟิลด์ (Erikka Loftfield) นักวิจัยจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Cancer Institute) และทีมผู้วิจัยได้เปิดเผยผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Cancer ซึ่งระบุว่าพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์หนักสะสมมาตั้งแต่วัยผู้ใหญ่ตอนต้นจนถึงวัยสูงอายุ มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญต่อการเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนทวารหนัก

    การดื่มสะสมตลอดช่วงชีวิตกับความเสี่ยงมะเร็ง

    งานวิจัยนี้ได้วิเคราะห์ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 88,092 ราย ผ่านโครงการคัดกรองมะเร็ง PLCO โดยแบ่งพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์เฉลี่ยต่อสัปดาห์ออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ น้อยกว่า 1 แก้ว, 1 ถึง 7 แก้ว, 7 ถึง 14 แก้ว และ 14 แก้วขึ้นไปต่อสัปดาห์ (หรือประมาณ 2 แก้วขึ้นไปต่อวัน) ผลการศึกษาที่สำคัญมีดังนี้:

    • ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว: ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากอย่างสม่ำเสมอ (14 แก้วขึ้นไปต่อสัปดาห์) มีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักสูงกว่าผู้ที่ดื่มน้อย (Light Drinkers) ถึง 91%
    • ติ่งเนื้อในลำไส้: นักวิจัยพบว่าแอลกอฮอล์ส่งผลต่อการเกิด “อะดีโนมา” (Adenoma) หรือเนื้องอกชนิดที่ไม่ใช่มะเร็ง ซึ่งถือเป็นระยะเริ่มต้นก่อนที่จะพัฒนาไปเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ในอนาคต
    • ข่าวดีสำหรับการเลิกดื่ม: ข้อมูลระบุว่าผู้ที่เคยดื่มหนักแต่ “เลิกดื่ม” ได้สำเร็จ มีความเสี่ยงในการเกิดเนื้องอกอะดีโนมาลดลง และความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่จะค่อยๆ ลดลงจนใกล้เคียงกับผู้ที่ดื่มน้อย

    ความแตกต่างของตำแหน่งการเกิดมะเร็ง

    ผลการวิเคราะห์เจาะลึกลงไปพบว่า การดื่มหนักมีความเชื่อมโยงกับมะเร็งทวารหนัก (Rectal Cancer) มากที่สุด อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่ากลุ่มที่ดื่มระดับปานกลาง (7 ถึง 14 แก้วต่อสัปดาห์) กลับมีความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (Distal Colon Cancer) ต่ำกว่ากลุ่มที่ดื่มน้อยเล็กน้อย

    อย่างไรก็ดี นายแพทย์ริชาร์ด คัลเดอโรน (Richard Calderone) ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขและอายุรศาสตร์ ให้ความเห็นผ่าน Medical News Today ว่าผลลัพธ์ในกลุ่มดื่มปานกลางนี้อาจเกิดจากปัจจัยรบกวนอื่นๆ (Confounding factors) เช่น พฤติกรรมการดูแลสุขภาพด้านอื่นของอาสาสมัคร ไม่ใช่เกิดจากประโยชน์ทางชีวภาพของแอลกอฮอล์โดยตรง

    คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ: เลิกดื่มตอนนี้ยังไม่สาย

    นายแพทย์แอนตัน บิลชิก (Anton Bilchik) ศัลยแพทย์ด้านมะเร็งและผู้อำนวยการสถาบันมะเร็ง Providence Saint John’s ระบุว่างานวิจัยนี้ให้ความหวังว่าไม่มีคำว่าสายเกินไปที่จะลดหรือเลิกดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากการลดปริมาณการดื่มสามารถนำไปสู่การลดลงของติ่งเนื้อในลำไส้และลดโอกาสเกิดมะเร็งได้อย่างชัดเจน

    ปัจจุบันคำแนะนำทางการแพทย์เพื่อป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งชนิดอื่นๆ คือการจำกัดปริมาณการดื่มให้เหลือน้อยที่สุด หรือหากเป็นไปได้คือการ “ไม่ดื่มเลย” เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9872066/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1j-UuxCZphVSBPkJB_q3hr

  • พรรคไทยก้าวใหม่ ชูนโยบานการศึกษา อาสาพาประเทศกลับมายืนหนึ่งในอาเซียน

    พรรคไทยก้าวใหม่ ชูนโยบานการศึกษา อาสาพาประเทศกลับมายืนหนึ่งในอาเซียน

    พรรคไทยก้าวใหม่ ชูนโยบานการศึกษา อาสาพาประเทศกลับมายืนหนึ่งในอาเซียน

    พรรคไทยก้าวใหม่ ชูนโยบานการศึกษา อาสาพาประเทศกลับมายืนหนึ่งในอาเซียน

    6 ก.พ. 2569 ดร.เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ นำทัพผู้สมัคร พรรคไทยก้าวใหม่ ปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้าย พร้อมชูการศึกษาแก้จน-แก้น้ำท่วมซ้ำซาก-คนไทยต้องไม่ตายฟรี  วอนเลือกคนทำงานจริงเปลี่ยนอนาคตไทย 

    ดร.เอ้ ยืนยัน พรรคไทยก้าวใหม่ทำการเมืองสร้างสรรค์ ก่อนหน้านี้ประเทศไทยกำลังจะเป็น “เสือตัวที่ห้า” ของเอเชีย แต่เวลาผ่านไปหลายสิบปี วันนี้เราอาจเป็นได้แค่ “หัวหน้าเต่า” ของประเทศที่อยู่ข้างๆ กันในอาเซียน นักการเมืองยังคงสาดโคลนใส่กันไปมา ต่างประเทศมองประเทศไทยว่ากลายเป็น “คนป่วยของเอเชีย” ด้วยภาระหนี้สิน สัดส่วนผู้สูงอายุที่มีมากกว่าอัตราการเกิดของเด็กยุคใหม่ สื่อระดับโลกมองว่าเป็นเพราะบ้านเราไม่เคยเปลี่ยนโครงสร้างทั้งการพัฒนาคนและการศึกษา นั่นคือเหตุผลที่ประเทศไทยต้องมีพรรคไทยก้าวใหม่
     

    พรรคไทยก้าวใหม่ ชูนโยบานการศึกษา อาสาพาประเทศกลับมายืนหนึ่งในอาเซียน

    เราตั้งใจจะเป็นพรรคที่ยึดถืออุดมการณ์ความรู้และความกล้าหาญ เราจะทำการเมืองสร้างสรรค์ จะไม่ชี้นิ้วไปว่าใคร จะไม่ดูถูกใคร และจะไม่ทำการเมืองแบบใส่ร้ายป้ายสี จะไม่มีการซื้อเสียง ซึ่งตนเข้าใจดีว่าคนไทยเบื่อการเมืองที่ไม่สร้างสรรค์ พลังอำนาจอยู่ในมือของประชาชน ในวันที่ 8 กพ. 69 อยากเชิญชวนทุกคนไปใช้เสียงของตนเองให้เต็มที่ ประเทศไทยจะก้าวใหม่ไปได้ ด้วยคนที่มีความเป็นมืออาชีพเท่านั้น

    “ท่านเบื่อไหมครับที่นักการเมืองสาดโคลนกันไปมา เราทำการเมืองบริสุทธิ์ เราเกลียดการทุจริตคอร์รัปชั่น เบื่อหรือไม่ที่จัดสรรโคว้ต้าที่มีแต่บ้านใหญ่ นายทุนพรรค กลัดกระดุมเม็ดแรกก็ผิดแรก ดังนั้นต้องได้คนมีความรู้ คนมืออาชีพเข้ามาทำงาน มาดูแลลูกหลานของท่าน การศึกษาคือยาแก้จน ยกระดับปากท้อง–เศรษฐกิจ อาสาดูแลการศึกษาไทย พาประเทศกลับมายืนหนึ่งอาเซียน” ดร.เอ้ สุชัชวีร์กล่าว 
     

    ด้าน ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประธานที่ปรึกษาพรรคไทยก้าวใหม่ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เล่าย้อนให้ฟังว่า ที่เติบโตมาจากครอบครัวในต่างจังหวัดภาคอีสาน แต่สามารถเข้าถึงการศึกษาจนมีโอกาสทำงานในระดับประเทศ และอาจมีเด็กไทยอีกจำนวนมากที่สามารถเติบโตขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีได้หากได้รับโอกาสที่เท่าเทียม เพราะมนุษย์ไม่สามารถเลือกเกิดได้ แต่สามารถเลือกที่จะเป็นได้ผ่านการศึกษา ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนชีวิต และศึกษาเป็นพื้นฐานของปากท้อง หากไม่ได้รับการศึกษาก็จะไม่มีงานที่ดี ไม่มีรายได้ที่มั่นคง พร้อมย้ำว่านโยบายของพรรคไทยก้าวใหม่ จะสนับสนุนการด้านการศึกษาให้กับคนทุกชนชั้น ขอให้พรรคไทยก้าวใหม่ได้เข้าไปเปลี่ยนประเทศเรื่องการศึกษาให้เป็นที่ 1 ของอาเซียน และเพิ่มศักยภาพในการสร้างทุนมนุษย์ เพื่อให้รากฐานที่มั่นคงกับประเทศชาติ

    เชิญชวนประชาชนให้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้เลือกพรรคไทยก้าวใหม่ เบอร์ 49 เพื่อร่วมกันหยุดระบบการศึกษาที่สร้างหนี้ และเริ่มสร้างอนาคตประเทศบนรากฐานของ “คนคุณภาพ”

    พรรคไทยก้าวใหม่ ชูนโยบานการศึกษา อาสาพาประเทศกลับมายืนหนึ่งในอาเซียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/politics/613169&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uRt4USLnhbtEaETzaUX4l

  • ศธจ.พังงา เดินหน้าปฏิรูปการศึกษาเชิงพื้นที่ จัดเวิร์กช็อประดมพลังทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนการบริหารแบบบูรณาการสู่ความยั่งยืน

    ศธจ.พังงา เดินหน้าปฏิรูปการศึกษาเชิงพื้นที่ จัดเวิร์กช็อประดมพลังทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนการบริหารแบบบูรณาการสู่ความยั่งยืน

    ภูมิภาค

    ศธจ.พังงา เดินหน้าปฏิรูปการศึกษาเชิงพื้นที่ จัดเวิร์กช็อประดมพลังทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนการบริหารแบบบูรณาการสู่ความยั่งยืน

    วันศุกร์ ที่ 06 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.56 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดพังงา จัดประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการขับเคลื่อนข้อเสนอการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการด้านการศึกษา จังหวัดพังงา ณ ห้องประชุมโรงเรียนอนุบาลพังงา อำเภอเมือง จังหวัดพังงา โดยได้รับเกียรติจากนายไพรัตน์ เพชรยวน ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม

    การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ นางพัทธนันท์  นิลพัฒน์ ศึกษาธิการจังหวัดพังงา กล่าวว่า ได้จัดขึ้นตามนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มอบหมายให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดออกแบบโครงสร้างการบริหารจัดการศึกษาในระดับพื้นที่ เพื่อยกระดับความร่วมมือและสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ในการบูรณาการภารกิจด้านการศึกษาให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาในระดับพื้นที่อย่างยั่งยืน ซึ่งสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดพังงาเล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างกลไกขับเคลื่อนการศึกษาระดับพื้นที่ จึงกำหนดจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการดังกล่าว โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อจัดทำข้อเสนอการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาสู่การปฏิบัติในระดับจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งส่งเสริมการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการระหว่างหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ 

    การประชุมครั้งนี้ มีคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ คณะทำงาน และผู้รับผิดชอบด้านนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษา จากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมจำนวน 45 คน โดยได้รับเกียรติจาก นางอุบลรัตน์ วงค์สุนทร ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาระบบบริหาร นายธรธร การวิจิตร์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ และนางสาวกัญญาภัค ตาลรัตน์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ถ่ายทอดองค์ความรู้และแนวทางการขับเคลื่อนเชิงนโยบายอย่างเข้มข้น

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/465231&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Ivq-mccs5NJgeSt_51YtV

  • กรมอนามัย ชวน “ฟิตเนส” ทั่วประเทศ อัพเกรด มาตรฐานความปลอดภัย หนุนคนไทยมีกิจกรรมทางกาย ลดเสี่ยง NCDs – อนามัยมีเดีย

    กรมอนามัย ชวน “ฟิตเนส” ทั่วประเทศ อัพเกรด มาตรฐานความปลอดภัย หนุนคนไทยมีกิจกรรมทางกาย ลดเสี่ยง NCDs – อนามัยมีเดีย

    กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ชวนสถานประกอบการฟิตเนสทั่วประเทศ อัพเกรดมาตรฐานฟิตเนส   ปลอดภัย 5 ด้าน ส่งเสริมคนไทยออกกำลังกาย หรือมีกิจกรรมทางกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ ลดเสี่ยงโรค NCDs เสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อ ป้องกันภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย และมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง        

               แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า ปัจจุบัน โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ฯลฯ เป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนทั่วโลก โดยมีสาเหตุมาจากการนอนดึก การกินอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ และขาดการออกกำลังกาย ซึ่งปัจจัยที่จะช่วยลดการเกิดโรค NCDs ได้ คือ การลดอาหารหวานมัน เค็ม ควบคู่กับการออกกำลังกาย ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ แต่สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในเมือง หรือในช่วงที่สถานการณ์สภาพแวดล้อมมีค่าฝุ่นสูง กรมอนามัยจึงแนะนำให้ออกกำลังกายที่บ้าน หรือ สามารถเลือกใช้บริการฟิตเนสแทนได้ เช่น วิ่งบนลู่วิ่ง ปั่นจักรยาน ยกเวท คลาสออกกำลัง ก็จะช่วยให้มีสุขภาพดี เผาผลาญพลังงาน ควบคุมน้ำหนัก ลดระดับน้ำตาล และความดันโลหิต เสริมสร้างกล้ามเนื้อและความแข็งแรงของหัวใจ ช่วยป้องกันโรค NCDs

              นายแพทย์ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า กรมอนามัยส่งเสริมการออกกำลังกาย ซึ่งฟิตเนสเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่มีประสิทธิภาพ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย โดยเฉพาะช่วงที่มีค่าฝุ่นPM 2.5 สูง กรมอนามัยจึงขอเชิญชวนฟิตเนสทั่วประเทศ พัฒนาความปลอดภัย 5 ด้าน ดังนี้ 1) อาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม อาคารมั่นคง แข็งแรง และได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายควบคุมอาคาร พื้นผิวต้องเรียบ สะอาด ไม่ลื่น และสามารถรองรับแรงกระแทกได้ พื้นที่กิจกรรมกลุ่มต้องไม่น้อยกว่า 4 ตร.ม.ต่อคน จัดวางอุปกรณ์ต้องห่างกันไม่น้อยกว่า 60 ซม. ระบบระบายอากาศดี อุณหภูมิเครื่องปรับอากาศควรอยู่ที่ 20-25°C แสงสว่างเพียงพอไม่ต่ำกว่า 200 ลักซ์ มีป้ายทางหนีไฟ ห้ามสูบบุหรี่ ห้องน้ำ-อาบน้ำสะอาดเพียงพอ 2) อุปกรณ์ออกกำลังกาย มีครบทั้ง 3 ประเภท ประเภทระบบหายใจและไหลเวียนโลหิต (Cardio) ประเภทสร้างเสริมกล้ามเนื้อ (Strength) และพื้นที่สำหรับการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ (Flexibility) มีเครื่องชั่งน้ำหนัก เครื่องวัดความดัน อุปกรณ์ไฟฟ้าต้องมีสายดิน ตรวจเช็คความแข็งแรง ทำความสะอาดทุกวัน 3) การให้บริการคัดกรองสุขภาพ มีการตรวจคัดกรองเบื้องต้น เช่น ชั่งน้ำหนัก วัดความดันโลหิต ประเมิน BMI และประเมินสมรรถภาพทางกายก่อนเริ่มให้บริการครั้งแรก แนะนำโปรแกรมเหมาะสมให้สมาชิก4) ด้านบุคลากร (เทรนเนอร์) ต้องจบการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางวิทยาศาสตร์การกีฬา หรือผ่านการอบรมหลักสูตรผู้ฝึกสอนที่ได้รับการรับรองโดยกรมอนามัย หรือหลักสูตรที่สอดคล้องกับกรมอนามัยหรือเทียบเท่า มีจำนวนที่เหมาะสมเพียงพอ 1 คน ต่อผู้รับบริการไม่เกิน 20 คน หรือมีผู้ให้บริการ 1 คนต่ออุปกรณ์ออกกำลังกายทุกชนิดไม่เกิน 20 เครื่อง 5) ด้านความปลอดภัยและมาตรการกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน มีแผนเตรียมความพร้อมสำหรับการช่วยชีวิต อัคคีภัย อพยพ ซ้อมแผนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง จัดให้มีชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่พร้อมใช้งานมีเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) ซึ่งต้องได้รับการตรวจเช็คทุก 3 เดือน มีจุดล้างมือหรือเจลแอลกอฮอล์ทำความสะอาดจุดสัมผัสร่วมทุก 1-2 ชั่วโมง เป็นต้น

                  นายแพทย์วันฉัตร ชินสุวาเทย์ ผู้อำนวยการกองกิจกรรมทางกายเพื่อสุขภาพ กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์การมีกิจกรรมทางกายของประชาชนยังไม่เพียงพอ และมีพฤติกรรมเนือยนิ่งเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตจากโรค NCDs เพิ่มขึ้น 6-10% และเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นมวลกล้ามเนื้อจะลดลง 8-10%   กรมอนามัยแนะนำให้ประชาชนมีกิจกรรมทางกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ และฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง ฟิตเนสเป็นหนึ่งในสถานที่ออกกำลังกายที่ประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก มาตรฐานสถานประกอบกิจการด้านการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนได้รับการบริการที่ได้มาตรฐานปลอดภัยเพื่อสุภาพที่ยั่งยืนต่อไป ได้ที่เว็บไซต์ กองกิจกรรมทางกายเพื่อสุขภาพ กรมอนามัย https://dopah.anamai.moph.go.th/th/e-book/5582#wow-book/                                                      

      ***                          

    กรมอนามัย / 6 กุมภาพันธ์  2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://multimedia.anamai.moph.go.th/news/fitness/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1g3Zm0CHV2_TOy-wsFTP8J

  • “เอ๋ สุชัชวีร์” ประกาศทุ่มสุดตัว ขายนโยบายด้านการศึกษา-ไม่ซื้อเสียง

    “เอ๋ สุชัชวีร์” ประกาศทุ่มสุดตัว ขายนโยบายด้านการศึกษา-ไม่ซื้อเสียง

    พรรคไทยก้าวใหม่ ปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้าย “คุณหญิงกัลยา” ยันเด็กไทยต้องได้เรียนฟรี ด้าน “เอ๋ สุชัชวีร์” ประกาศทุ่มสุดตัว นโยบายธนู 4 ดอก ขอทำการเมืองแบบไม่ใส่ร้ายป้ายสี และจะไม่มีการซื้อเสียง

    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ ลานแอโรบิก สวนจตุจักร กทม. โดยในวันนี้เป็นการปราศรัยใหญ่ของพรรคไทยก้าวใหม่ ซึ่งวันนี้นอกจากเป็นการรวมตัวผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อทั้ง 60 คนของพรรคแล้ว ยังเป็นการรวมตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ที่จะร่วมสู้ศึกเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยทางพรรคบอกว่า บุคคลทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่พูดเก่ง แต่ “ทำเป็น คิดเป็น และรับผิดชอบเป็น”

    การปราศรัยครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นในเวลา 17.50 น. นายชยพงศ์ สายฟ้า ในฐานะรองหัวหน้าพรรค กล่าวว่า การศึกษาเป็นรากฐานในการพัฒนาคน พัฒนาประเทศ จะพัฒนาการศึกษาอย่างเป็นมืออาชีพ เพราะในปัจจุบันการศึกษาวิกฤตมาก เด็กหลายคนหลุดจากวงจรการศึกษาเพราะฐานะยากจน พรรคไทยก้าวใหม่จะปรับปรุงและพัฒนาด้านนี้ให้เป็นรูปธรรม เพราะเราคือตัวจริงเรื่องการศึกษา

    นโยบายของพรรคไทยก้าวใหม่ คือ ธนู 4 ดอก เรามุ่งมั่นให้เด็กๆ ได้เรียนฟรี ปลดหนี้ กยศ. ซึ่งไม่เป็นธรรม เพื่อลดภาระและให้ประชาชนมีแรงต่อสู้ในเรื่องอื่นๆ รวมถึงการลดภาระครู คืนครูให้แก่นักเรียน ลดงานด้านธุรการและงานอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการศึกษา ซึ่งมืออาชีพด้านการศึกษา อยู่ที่พรรคไทยก้าวใหม่

    จากนั้น ผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ และสมาชิกพรรคไทยก้าวใหม่ ผลัดกันตบเท้าขึ้นปราศรัยชูนโยบายของพรรคกันอย่างคับคั่ง ก่อนที่ในเวลา 18.20 น. ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพณิชย์ รวมถึง ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ และผู้เกี่ยวข้อง เดินทางมาถึงบริเวณปราศรัยของทางพรรค ซึ่งได้รับการต้อนรับจากแฟนคลับที่มารอฟังปราศรัยอย่างอบอุ่น

    และในเวลา 18.40 น. ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพณิชย์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและประธานพรรคไทยก้าวใหม่ ขึ้นเวทีกล่าวปราศรัย ขอบคุณประชาชนทุกคนที่มาให้กำลังใจ ก่อนกล่าวถึงประเด็นปัญหาเรื่องการศึกษาของไทยซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ซึ่งพรรคไทยก้าวใหม่จะพัฒนาเรื่องนี้อย่างแข็งขัน และจะพัฒนาระบบให้เด็กรุ่นต่อๆ ไป ได้เรียนฟรี เพราะการศึกษาจะนำพาทุกคนไปถึงเป้าหมายที่ต้องการได้

    พรรคไทยก้าวใหม่ จะเพิ่มเติมทักษะด้านต่างๆ โดยเฉพาะเรื่อง AI ให้กับข้าราชการและทุกหน่วยงาน รวมถึงผลักดันคนตกงานให้มีงานทำตรงตามความต้องการของตลาด ทั้งแบบ online และ offline พรรคไทยก้าวใหม่จะลงทุนกับคนไทยเพื่อเพิ่มความรู้ให้สามารถแข่งขันกับทั่วโลกและนำรายได้กลับสู่ประเทศไทยต่อไป

    จากนั้น ผู้สมัคร สส. ของพรรค ต่างผลัดกันขึ้นปราศรัยชูนโยบายต่างๆ ของพรรค ทั้งด้านเศรษฐกิจ การศึกษา และคุณภาพชีวิตคนไทยในปัจจุบัน ก่อนที่ในเวลา 19.40 น. ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อีกหนึ่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคไทยก้าวใหม่และในฐานะหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ จะขึ้นเวทีกล่าวปราศรัยท่ามกลางเสียงปรบมือต้อนรับอย่างอบอุ่นจากประชาชนที่มาให้กำลังใจอย่างล้นหลาม

    ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าวขอบคุณทุกคนที่มาให้กำลังใจในการปราศรัยใหญ่วันนี้ทั้งในลานแอโรบิกและทางออนไลน์ ก่อนจะกล่าวถึงจุดประสงค์ของการตั้งพรรคไทยก้าวใหม่ คือต้องการให้คนไทยก้าวไปด้วยกัน นโยบายของไทยก้าวใหม่ ทำได้จริง ไม่เพ้อฝัน ก่อนพูดถึงเรื่องพลังงานจากโซลาร์เซลล์ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย “ค่าไฟไทยต้องไม่เกินหน่วยละ 3 บาท”

    ตนเองเชื่อว่าโลกนี้ไม่มีความบังเอิญ ทุกอย่างถูกลิขิตไว้แล้ว ที่พรรคไทยก้าวใหม่เลือกสวนจตุจักรเป็นสถานที่จัดปราศรัย เพราะสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่มหามงคลที่สร้างขึ้นในโอกาสครบ 4 รอบ ของในหลวงรัชกาลที่ 9 (จตุ แปลว่า สี่, จักร แปลว่า รอบ) เช่นเดียวกับหมายเลขของพรรคที่เหมือนถูกลิขิตไว้แล้ว ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องเปลี่ยนเพื่อกลับมายืนหนึ่งในอาเซียนให้ได้อีกครั้ง

    วันนี้อยากพูดถึงเรื่องการเดิมพัน ซึ่งไม่ใช่การพนัน แต่เป็นการ “ทุ่มสุดตัว” เดิมพันด้วยความเชื่อ เจตนารมณ์ของการตั้งพรรคไทยก้าวใหม่ คืออยากชูเรื่องการศึกษา พร้อมนโยบาย “ธนู 4 ดอก”

    ดอกที่ 1 สร้างคนใหม่ พลิกโฉมการศึกษา

    ดอกที่ 2 สร้างเศรษฐกิจก้าวใหม่ คนไทยต้องมาก่อน

    ดอกที่ 3 สร้างคุณภาพชีวิตใหม่ คนไทยต้องสุขภาพดี หยุดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ภัยพิบัติที่เกิดขึ้น คนไทยต้องไม่ตายฟรี คนผิดต้องไม่ลอยนวล

    ดอกที่ 4 คนดีต้องมีที่ยืน ปราบทุจริต ทุนเทา สแกมเมอร์ ด้วย AI

    ก่อนหน้านี้ ประเทศไทยกำลังจะเป็น “เสือตัวที่ห้า” ของเอเชีย แต่เวลาผ่านไปหลายสิบปี วันนี้เราอาจเป็นได้แค่ “หัวหน้าเต่า” ของประเทศที่อยู่ข้างๆ กันในอาเซียน นักการเมืองยังคงสาดโคลนใส่กันไปมา ต่างประเทศมองประเทศไทยว่ากลายเป็น “คนป่วยของเอเชีย” ด้วยภาระหนี้สิน สัดส่วนผู้สูงอายุที่มีมากกว่าอัตราการเกิดของเด็กยุคใหม่ สื่อระดับโลกมองว่าเป็นเพราะบ้านเราไม่เคยเปลี่ยนโครงสร้างทั้งการพัฒนาคนและการศึกษา นั่นคือเหตุผลที่ประเทศไทยต้องมี “พรรคไทยก้าวใหม่”

    เราตั้งใจจะเป็นพรรคที่ยึดถืออุดมการณ์ความรู้และความกล้าหาญ เราจะทำการเมืองสร้างสรรค์ จะไม่ชี้นิ้วไปว่าใคร จะไม่ดูถูกใคร และจะไม่ทำการเมืองแบบใส่ร้ายป้ายสี จะไม่มีการซื้อเสียง ซึ่งตนเข้าใจดีว่าคนไทยเบื่อการเมืองที่ไม่สร้างสรรค์ พลังอำนาจอยู่ในมือของประชาชน ในวันที่ 8 กพ. 69 อยากเชิญชวนทุกคนไปใช้เสียงของตนเองให้เต็มที่ ประเทศไทยจะ “ก้าวใหม่” ไปได้ ด้วยคนที่มีความเป็นมืออาชีพเท่านั้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2912629&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0U6JwhWnN03QXra3jmrbmO

  • ‘พริษฐ์’ เปิด 5 ไอเทมสะท้อนวิกฤตการศึกษาไทย จี้เลิกการเมืองแบบเดิม

    ‘พริษฐ์’ เปิด 5 ไอเทมสะท้อนวิกฤตการศึกษาไทย จี้เลิกการเมืองแบบเดิม

    ‘พริษฐ์’ เปิด 5 ไอเทมสะท้อนวิกฤตการศึกษาไทย จี้เลิกการเมืองแบบเดิม “คืนครูให้ห้องเรียน” ปลุกกาพรรคประชาชน 8 ก.พ. นี้

    พริษฐ์เผยความเจ็บปวดระบบการศึกษาที่ตำราอธิบายไม่ได้ แฉภาระหนักที่เด็กและครูต้องแบกรับ พร้อมชูนโยบายคืนอนาคตและสวัสดิการคุณภาพ มั่นใจเปลี่ยนประเทศได้จริงหากได้รับโอกาสสร้างรัฐบาลประชาชน

    6 ก.พ. 2569 ณ อาคารกีฬาเวสน์ พรรคประชาชนจัดปราศรัยโค้งสุดท้าย โดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ได้ขึ้นปราศรัยถึงปัญหาการศึกษาไทยที่มองว่ากำลังเข้าขั้นวิกฤต ซึ่งเป็นความเจ็บปวดที่พบเจอจากการลงพื้นที่ตลอด 2 เดือน โดยระบุว่าการเมืองแบบเดิมไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ เพราะมุ่งเน้นผลประโยชน์ระยะสั้นและการใช้งบประมาณที่ไม่เกิดประสิทธิภาพ

    นายพริษฐ์ได้นำ 5 ไอเทมที่คาดว่าจะพบในกระเป๋านักเรียน มาจัดแสดงบนเวทีเพื่อสะท้อนปัญหาที่นักเรียนและครูต้องแบกรับ ประกอบด้วย:

     1.หนังสือเรียน: สื่อถึงความล้าหลังของเนื้อหาที่ไม่ถูกปรับปรุงมานาน

     2. ผ้าป่าและพัดลม: สะท้อนงบประมาณที่ไม่เพียงพอ จนโรงเรียนต้องเรียกเก็บเงินเพิ่มหรือระดมทุนเอง

     3. กล่องอาหารและกระติกน้ำ: สะท้อนปัญหาเด็กขาดแคลนอาหารมื้อหลักและน้ำสะอาดในพื้นที่ห่างไกล

     4. เอกสารธุรการครู: ชี้ให้เห็นภาระงานนอกเหนือการสอนที่กัดกินเวลาและชีวิตครู

     5.หมอนและผ้าห่ม: สื่อถึงความเหนื่อยล้าของนักเรียนจากการเรียนหนักแต่ไม่ได้สิ่งที่นำไปใช้จริง

    นายพริษฐ์กล่าวว่า สิ่งที่เด็กไทยแบกหนักที่สุดคือ “ความคาดหวังของประเทศ” ที่ไม่มีระบบสนับสนุนรองรับ พรรคประชาชนจึงเสนอแนวทางแก้ไข อาทิ การเรียนฟรี 100% จริง การคืนครูสู่ห้องเรียนด้วยการตัดงานธุรการ การให้ครูประเมิน ผอ. ได้ และการมอบคูปองเปิดโลกเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียน

     “เราไม่ต้องการชนะแค่มีอำนาจ แต่เพื่อนำอำนาจที่ประชาชนมอบให้ใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ หากประเทศไทยจะเปลี่ยน การศึกษาก็ต้องเปลี่ยน” นายพริษฐ์ ระบุ

    ในช่วงท้าย นายพริษฐ์ได้รณรงค์ให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. นี้ เพื่อร่วมสร้างรัฐบาลประชาชนที่จะทำให้โรงเรียนรัฐมีคุณภาพจนทุกคนไว้วางใจส่งลูกหลานเข้าเรียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/737657&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KVKkWxJ6rAmmPq6PZvCO0

  • ‘พริษฐ์’ ชูปฏิรูปการศึกษา ปลุกกาส้มหักปากกาเซียน ตั้งรัฐบาล ปชน.

    ‘พริษฐ์’ ชูปฏิรูปการศึกษา ปลุกกาส้มหักปากกาเซียน ตั้งรัฐบาล ปชน.

    ‘พริษฐ์’ ชูนโยบายปฏิรูปการศึกษา คืนครูให้นักเรียน ปลุกกา ปชน. 2 ใบ หักปากกาเซียน ตั้งรัฐบาลประชาชน กาเห็นชอบประชามติรัฐธรรมนูญ เปิดประตูสู่อนาคตไปด้วยกัน

    เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2569 ที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์กีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง พรรคประชาชน (ปชน.) จัดเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้าย โดยชูแคมเปญ “เปลี่ยน” ขนขุนพลขึ้นเวทีคับคั่ง โดยจะปิดท้ายด้วย 3 แคนดิเดตนายกฯของพรรค ได้แก่ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และปิดท้ายด้วยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ท่ามกลางแฟนคลับด้อมส้มจำนวนมากเข้ามาจับจองที่นั่งฟังปราศรัยตั้งแต่ช่วง 14.00 น.เป็นต้นมา

    โดยเมื่อ 16.40 น. นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรค ปชน. กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งถึงการเข้าไปแก้ไขปัญหาทางการศึกษา คืนครูให้กับนักเรียน พัฒนาหลักสูตรทางการศึกษา รวมถึงช่วยเหลือด้านอาหารกลางวัน และสุขภาพจิตของเด็กนักเรียน ทั้งนี้อะไรคือสิ่งที่นักเรียนต้องแบกหนักที่สุด ในมุมมองของตนคือความคาดหวัง ประเทศเราคาดหวังทุกอย่างจากเด็ก และเยาวชน แต่ไม่มีระบบให้เขาเดินตามความฝันได้ สังคมเราคาดหวังให้เด็กต้องเรียนหนัก จบมามีงานทำ แต่เรามีระบบการศึกษาที่ไม่ได้สอนในสิ่งที่เขาใช้ได้ สังคมคาดหวังให้เด็กไปโรงเรียนทุกวัน ตั้งใจเรียน แต่บีบผู้ปกครองกู้หนี้ยืมสินเพื่อส่งลูกไปเรียนที่ดี ๆ สังคมส่งเสริมให้เด็กกล้าคิด กล้าตั้งคำถาม แต่เราไม่รับฟังความเห็นเขา ไม่ปล่อยให้เขาเป็นตัวของตัวเอง

    นายพริษฐ์ กล่าวว่า เป้าหมายสูงสุดทางการเมืองของตนคืออะไร คำตอบเรียบง่ายมาก ตนมีความฝันอยากเห็นประเทศนี้ เป็นประเทศที่คนนั้นตื่นเต้นกับการไปเลือกตั้ง ยินดีที่จะจ่ายภาษี และสะดวกใจกับการส่งลูกไปเรียนโรงเรียนรัฐ เพราะถ้าคนในประเทศตื่นเต้นกับการไปเลือกตั้ง แสดงว่าเรามีระบบการเมือง ที่ทำให้เสียงของประชาชนเปลี่ยนแปลงประเทศได้ ถ้าคนในประเทศเรายินดีกับการจ่ายภาษี แสดงว่าเรามีรัฐบาลใช้จ่ายเงินของพวกเขาคุ้มค่า โปร่งใส ตรงจุด และถ้าคนประเทศเราสะดวกใจส่งลูกเรียนโรงเรียนรัฐ แสดงว่ามีบริการสาธารณะไว้วางใจให้รัฐดูแลคนที่เขารักที่สุด

    “บางคนอาจบอกว่า 3 เป้าหมายนี้เป็นเรื่องเพ้อฝัน เป็นไปไม่ได้หรอก แต่ทุกท่าน ผมเชื่อว่าพวกเรา ปชน.พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การเมืองเป็นเรื่องแห่งความเป็นไปได้ 3 เป้าหมายนี้จะเป็นจริงได้ หากเราจับมือกันตั้งรัฐบาลประชาชน ถ้า 2 วันที่เหลือก่อนวันเลือกตั้ง ยังมีกูรูทางการเมืองคนไหน มีเซียนทางการเมืองคนไหน มาปรามาสเราว่า ไม่มีทางหรอกที่ ปชน.จะชนะเลือกตั้ง ไม่มีทางหรอกที่เราจะตั้งรัฐบาล หรือเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ได้ ตนเชิญชวนทุกคนเข้าคูหา หักปากกาเซียน ด้วยปากกาคุณ กาเพื่อเปลี่ยน กา ปชน. 2 ใบ กาเห็นชอบประชามติรัฐธรรมนูญ เปิดประตูไปสู่อนาคตด้วยกัน” นายพริษฐ์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1220084&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LMHk0AaAjfeqFcpsm8eNo