Category: วัฒนธรรม

  • ศ.ดร.พลกฤษณ์ แสงวณิช คณบดีวิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชน

    ศ.ดร.พลกฤษณ์ แสงวณิช คณบดีวิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชน

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    ศ.ดร.พลกฤษณ์ แสงวณิช ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง คณบดีวิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขอแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งแด่ ศ.ดร.พลกฤษณ์ แสงวณิช ประธานคณะกรรมการจัดตั้งสถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งคณบดีวิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2569  ตามคำสั่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ 0440/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณบดีวิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงวันที่ 30 มกราคม 2569

    จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด

    คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/285820/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ABubCc0JFvHzguVVd9_uU

  • เลือกตั้ง 8 ก.พ. ชี้ชะตาประเทศ เตือนกับดักประชานิยม – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เลือกตั้ง 8 ก.พ. ชี้ชะตาประเทศ เตือนกับดักประชานิยม – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ประธานสภาผู้บริโภคชี้บทเรียนเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคที่เน้นนโยบายประชานิยมแจกเงินไม่ยั่งยืน กระตุ้นผู้บริโภคเลือกนโยบายที่ทำได้จริงและคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน

    จากปัญหาการก่อสร้างถนนพระราม 2 ที่ใช้เวลายาวนานและเกิดอุบัติเหตุต่อเนื่อง ค่าไฟฟ้าที่พุ่งสูง และระบบขนส่งสาธารณะที่ประชาชนต่างจังหวัดเข้าไม่ถึง สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ผู้บริโภคไทยต้องเผชิญมาอย่างยาวนาน สภาผู้บริโภคย้ำการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เป็นโอกาสสำคัญในการกำหนดทิศทางประเทศที่ผู้บริโภคต้องพิจารณานโยบายของพรรคการเมืองที่คุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้บริโภคและสามารถปฏิบัติได้จริง ย้ำบทเรียนเลือกพรรคแจกเงินไม่ยั่งยืน

    นางสาวบุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่กำลังจะมาถึงนี้มีความสำคัญมากกว่าครั้งที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่เลือกผู้ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ แต่คือการร่วมกันกำหนดทิศทางอนาคตว่าจะก้าวสู่วิถีใหม่ หรือยังคงเลือกแนวทางเดิม ๆ หากยังตัดสินใจเลือกแบบเดิม ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมไม่แตกต่างจากที่ผ่านมา

    “ไม่ควรคาดหวังว่ากลุ่มอำนาจเดิมจะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงใหม่ได้ เพราะหากทำได้จริงก็คงเกิดขึ้นไปแล้ว ดังนั้น การเปิดโอกาสให้คนใหม่หรือพรรคใหม่เข้ามาบริหารประเทศ ในช่วงเวลาเพียง 4 ปี ควรนำมาพิจารณา เมื่อเทียบกับการให้โอกาสกลุ่มอำนาจเดิมมานานหลายสิบปี” นางสาวบุญยืน กล่าว

    นางสาวบุญยืน ยังตั้งข้อสังเกตเรื่องนโยบายประชานิยมที่เน้นการแจกเงิน ซึ่งมักถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือหาเสียง โดยทุกคนควรมีบทเรียนที่ผ่านมาว่า สิ่งที่พูดในช่วงหาเสียงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงหลังได้อำนาจมักไม่สอดคล้องกัน สิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือ นโยบายที่เข้าใจภาคประชาชน สามารถปฏิบัติได้จริง และแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างยั่งยืน

    ยกตัวอย่างปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยมายาวนานและยังไม่ได้แก้ไขกรณีถนนพระราม 2 ที่ก่อสร้างและซ่อมแซมยาวนานกว่า 50 ปี เกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก แต่รัฐกลับไม่สามารถยกเลิกสัญญาได้ เนื่องจากกระบวนการร่างสัญญาโดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน และไม่มีเงื่อนไขคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเมื่อเอกชนกระทำผิดพลาด เช่นเดียวกับกรณีสัมปทานเหมืองทองที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ แต่รัฐกลับยอมเสียเปรียบเอกชนมาโดยตลอด

    “สิ่งเหล่านี้เรียกว่าสัญญาโง่ ที่ประชาชนต้องเป็นผู้แบกรับผลกระทบเพียงฝ่ายเดียว ขณะที่ผู้ลงนามในสัญญาไม่ต้องรับผิดชอบใด ๆ ” นางสาวบุญยืน กล่าว

    นอกจากนี้ ยังมีความเหลื่อมล้ำในระบบขนส่งมวลชนและวิกฤตพลังงาน โดยรัฐมักให้ความสำคัญกับระบบขนส่งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ ขณะที่ประชาชนในต่างจังหวัดกลับถูกละเลย ต้องเผชิญกับระบบสัมปทานรถโดยสารแบบผูกขาดที่อยู่ในตระกูลเดิม ส่งผลให้ระบบขนส่งสาธารณะในหลายพื้นที่ต้องปิดตัวลง และทำให้ประชาชนบางส่วนจำเป็นต้องก่อหนี้เพื่อซื้อรถส่วนตัว และเผชิญความเสี่ยงจากอุบัติเหตุบนท้องถนน

    ขณะเดียวกัน นโยบายด้านพลังงานยังสร้างภาระให้ประชาชน ผ่านค่าไฟฟ้าที่ไม่เป็นธรรม และการจ่ายเงินชดเชยค่าพร้อมจ่ายให้แก่กลุ่มทุนไฟฟ้า ทั้งที่ประเทศไทยควรเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน ที่อยู่อาศัย เพื่อลดรายจ่ายและสร้างรายได้ให้ประชาชนได้จริงจังตามทิศทางของโลก

    “การเลือกตั้งจึงเป็นโอกาสที่ประชาชนจะได้เลือกคนที่จะเข้ามาเปลี่ยนผ่านอนาคตของประเทศ และสลายกลไกอำนาจที่ไม่เคยเห็นและเข้าใจภาคประชาชนอย่างแท้จริง” นางสาวบุญยืน กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/election-turning-point-nation/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VtE6l6PfdCDWY3U5-x8sL

  • คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมจัดโครงการพี่ชวนน้องเรียน CDTI ปีที่ 7 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมจัดโครงการพี่ชวนน้องเรียน CDTI ปีที่ 7 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/120431/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2q4jMFu-4sxcUAJscvFyzS

  • อินเดียตามรอยออสเตรเลีย ศึกษากฎหมายห้ามเด็กใช้โซเชียลมีเดีย

    อินเดียตามรอยออสเตรเลีย ศึกษากฎหมายห้ามเด็กใช้โซเชียลมีเดีย

    วันนี้ (5 ก.พ.2569) BBC รายงาน อินเดียในขณะนี้กำลังมีการถกเถียงอย่างเข้มข้นเรื่องการจำกัดหรือห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ โดยรัฐมนตรีของรัฐหลาย ๆ รัฐเริ่มแสดงท่าทีชัดเจนว่ากำลังศึกษากฎหมายโซเชียลมีเดีย ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้ในออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศแรกในโลกที่ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียส่วนใหญ่

    รัฐมนตรีในรัฐทางตอนใต้ของอินเดียอย่างน้อย 2 รัฐ กล่าวว่ากำลังตรวจสอบว่า การห้ามใช้สื่อสังคมออนไลน์จะช่วยป้องกันไม่ให้เด็กเข้าถึงแพลตฟอร์มเหล่านี้ได้จริงหรือไม่ นอกจากนี้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รายงานสำรวจเศรษฐกิจประจำปี ซึ่งจัดทำโดยทีมงานภายใต้ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจหลักของนายกรัฐมนตรี ได้แนะนำให้รัฐบาลกลางพิจารณากำหนดอายุขั้นต่ำสำหรับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของเด็ก

    อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเตือนว่า การออกกฎหมายดังกล่าวในอินเดียไม่ใช่เรื่องง่าย และอาจเจอกับความท้าทายทางกฎหมายและการบังคับใช้ที่สูงมาก

    นิกฮิล ปาห์วา นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิดิจิทัล ระบุว่า แม้บริษัทสามารถตรวจจับตำแหน่งผู้ใช้ผ่านที่อยู่ IP ได้ แต่ระบบนี้มักไม่แม่นยำ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เขตแดนรัฐติดกัน หากรัฐหนึ่งห้ามใช้อีกรัฐไม่ห้าม ก็อาจเกิดความขัดแย้งได้

    ปาห์วายังชี้ว่าการตรวจสอบอายุก็เป็นปัญหาใหญ่ เพราะหากจะบังคับใช้จริง บริษัทต้องตรวจสอบตัวตนผู้ใช้ทุกคน ซึ่งเป็นเรื่องยากมาก ปราทีค วาเกร ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายสาธารณะจากสถาบันเทค โกลบอล กล่าวว่า การบังคับใช้กฎหมายจะต้องอาศัยความร่วมมือจากแพลตฟอร์มและผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตด้วย แต่ยังไม่แน่ชัดว่าบริษัทจะยอมปฏิบัติตามหรือจะฟ้องศาลโต้แย้งหรือไม่

    ในขณะที่ออสเตรเลียเพิ่งเริ่มบังคับใช้กฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย แพลตฟอร์มต่าง ๆ แสดงท่าทีต่อต้านอย่างหนัก แต่ในอินเดีย เด็กบางคนให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่าพวกเขาหลีกเลี่ยงข้อห้ามได้ง่าย ๆ โดยใช้ข้อมูลวันเกิดปลอมสร้างบัญชีใหม่

    ผลการศึกษาล่าสุดที่สำรวจวัยรุ่นอินเดียกว่า 1,277 คน พบว่าการสร้างบัญชีโซเชียลมีเดียส่วนใหญ่ไม่ได้ทำโดยตัวเด็กเอง แต่มีพ่อแม่ พี่น้อง หรือเพื่อนช่วยสร้าง และไม่ได้ผูกกับอีเมลส่วนตัว ทำให้ระบบตรวจสอบอายุเจ้าของบัญชียาก

    ในรัฐอานธรประเทศ สส.พรรค Telugu Desam ได้เสนอร่างกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ แม้เป็นเพียงร่างกฎหมาย แต่ก็ช่วยจุดประกายการถกเถียงในระดับชาติ นารา โลเกช รัฐมนตรีเทคโนโลยีสารสนเทศของรัฐอานธรประเทศ โพสต์ใน X ว่า เด็กอินเดียกำลังติดโซเชียลมีเดียอย่างหนัก ส่งผลเสียต่อสมาธิและการเรียน และรัฐบาลกำลังพยายามทำให้โซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่ปลอดภัยมากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับเด็กและผู้หญิง

    รัฐอื่น ๆ ก็แสดงความสนใจเช่นกัน โรฮัน คาอุนเต รัฐมนตรีไอทีของรัฐโกอา บอกว่ากำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการบังคับใช้มาตรการห้าม ส่วน ปริยันก์ คาร์เก รัฐมนตรีไอทีของรัฐกรณาฏกะ กล่าวถึงโครงการ “ดิจิทัลดีท็อกซ์” ที่ทำร่วมกับ Meta เพื่อส่งเสริมการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างมีสติในนักเรียนและครูหลายแสนคน

    ผู้ปกครองบางส่วนก็เห็นด้วยกับการจำกัดการใช้โซเชียลมีเดีย แต่หลายคนชี้ว่าปัญหาที่แท้จริงลึกกว่านั้น จิเทนเดอร์ ยาดาฟ พ่อแม่ชาวเดลี บอกว่า พ่อแม่หลายคนปล่อยให้ลูกเล่นโทรศัพท์ เพราะไม่ให้เวลาให้ลูก ไม่มีเวลาพาไปทำกิจกรรมอื่น ๆ

    อ่านข่าวอื่น :

    พายุเอปสตีน ส่อโค่น “สตาร์เมอร์” นายกฯ อังกฤษ ขณะที่ “ทรัมป์” แทบไม่สะเทือน

    พรรคใหญ่ปรับแผน ปล่อยแคมเปญ โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง

    “สองล้อ” เตรียมเก็บตัว พร้อมลุยศึก “เอเชียนเกมส์ 2026”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/501856&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KsKx5iCzU2HhGa-uGlgyf

  • เยี่ยมชม ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    เยี่ยมชม ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/120453/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3P4ZpxGGf0V-mm0ZD7M7xb

  • บล.ทิสโก้ คาดเงินทุนต่างชาติจ่อไหลเข้าหลังเลือกตั้ง | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    บล.ทิสโก้ คาดเงินทุนต่างชาติจ่อไหลเข้าหลังเลือกตั้ง | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    บล.ทิสโก้คาดเงินทุนต่างชาติจ่อไหลเข้าหลังเลือกตั้ง หนุนหุ้นไทยปรับขึ้นระยะสั้นข้าม 1350 ประเมินรอบนี้ได้รัฐบาลใหม่เร็ว ชี้หากภูมิใจไทยชนะเลือกตั้งและเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลตลาดจะตอบสนองเชิงบวกมากที่สุด

    นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล, CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า หลังการเลือกตั้ง บล.ทิสโก้มองการเมืองในประเทศจะมีความชัดเจน โดยไม่คาดว่าการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้งครั้งนี้จะใช้เวลานานเหมือนการจัดตั้งรัฐบาลในการเลือกตั้งครั้งก่อน ทำให้มีโอกาสค่อนข้างสูงที่ตลาดหุ้นไทยจะตอบสนองเชิงบวก (Post-election Rally) อิงจากสถิติในอดีตบ่งชี้ว่า SET Index ในช่วง 2-4 สัปดาห์หลังการเลือกตั้ง มักจะให้ผลตอบแทนเป็นบวกเฉลี่ยอยู่ที่ +1.2% ถึง +2.3% และมีโอกาสในการปรับขึ้นราว 67-80% ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่มักปรับขึ้นและ Outperform ตลาดหลังการเลือกตั้ง คือ กลุ่ม FIN, MEDIA, PROP และ CONS

    ทิศทางเงินทุนต่างชาติเริ่มมีสัญญาณบวก ซื้อสุทธิ 2 เดือนติดต่อกัน นับเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี ความไม่แน่นอนต่างๆ ของทรัมป์ และเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี หนุนกระแสเงินทุนต่างประเทศโยกกลับเข้ามาในตลาดภูมิภาคเอเชีย บล.ทิสโก้มองมีโอกาสจะไหลเข้าหุ้นไทยต่อเนื่อง จาก (1) หุ้นไทยยัง Laggard หุ้นต่างประเทศมาก ขณะที่ระดับการประเมินมูลค่าหุ้นไทยไม่แพง และมีปันผลที่ดี 4% (2) ผลการเลือกตั้งคาดจะสร้างความชัดเจนทางการเมือง มีรัฐบาลใหม่เข้ามาเดินหน้าประเทศต่อ หนุนความเชื่อมั่น และ (3) ความกังวลเกี่ยวกับ MSCI ที่อาจลดน้ำหนักหุ้นอินโดนีเซียทั้งหมดออกจากดัชนี MSCI Emerging Markets และอาจปรับลดสถานะหุ้นอินโดนีเซียสู่ตลาดชายขอบ (Frontier Market) อาจหนุนให้มีเม็ดเงินทุนต่างประเทศเบนเข็มออกจากหุ้นอินโดนีเซียเข้ามาในหุ้นไทย

    สำหรับฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 4/2025F ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์นี้ แม้ภาพรวมคาดว่าจะเพิ่มขึ้นก้าวกระโดดเกือบเท่าตัว YoY แต่หลัก ๆ มาจากฐานกำไรที่ต่ำในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า เพราะหุ้นขนาดใหญ่หลายตัวมีรายการพิเศษกดดัน ขณะที่ QoQ คาดกำไรโดยรวมแค่ทรงตัว ทำให้การประกาศผลประกอบการไตรมาสนี้ไม่น่าตื่นเต้น ด้านแนวโน้ม SET EPS ยังมีทิศทางปรับลงอยู่และทำจุดต่ำใหม่ ล่าสุดตลาดประเมินอยู่ 90.1 บาท และ 94.5 บาทสำหรับปี 2569 และ 2570 ตามลำดับ ถึงแม้บล.ทิสโก้ไม่คาดว่า SET EPS จะมี Downside จากระดับปัจจุบันมากนัก แต่ตราบใดที่ยังไม่เห็นแนวโน้ม SET EPS อยู่ในทิศทางปรับขึ้น Upside ของตลาดหุ้นไทยก็คงไม่ได้ไปไกลกว่าระดับ 1,400 จุดได้มากนัก

    อย่างไรก็ดี การลงทุนในหุ้นปันผลยังฝากความหวังได้ จากการศึกษาความเคลื่อนไหวของหุ้นกลุ่มปันผลสูง (SETHD) ในช่วงเดือน ก.พ. ของทุกปีมักจะ Outperform ตลาดโดยมีความเป็นไปได้สูงถึง 82% และให้ผลตอบแทนรวมเฉลี่ยดีกว่า SET Index +1.3% (Max. = +3.8%, Min. = -1.6%)

    ด้วยบล.ทิสโก้มองตลาดหุ้นไทยจะค่อย ๆ ตอบรับเชิงบวกเมื่อภาพการเมืองหลังการเลือกตั้งมีความชัดเจน ผสานกับเงินต่างชาติมีแนวโน้มไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชียจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และความไม่แน่นอนของทรัมป์ บล.ทิสโก้มอง 3 ธีมหุ้นน่าสนใจในระยะสั้น คือ (1) หุ้นเก็งผลเลือกตั้งรับรัฐบาลใหม่ แนะนำ BJC, MTC, STECON, WHA (2) หุ้นขนาดใหญ่ที่ราคาอยู่ในโซนต่ำรับกระแสเงินทุนไหลเข้า แนะนำ CRC, TRUE และ (3) กลุ่มหุ้นปันผลดี (SETHD) ชอบ AP, BBL ดังนั้น หุ้นเด่นที่บล.ทิสโก้แนะนำในเดือน กุมภาพันธ์ คือ AP, BBL, BJC, CRC, MTC, STECON, TRUE และ WHA ด้านแนวรับสำคัญของ SET Index เดือนนี้อยู่ที่ 1,280-1,300 จุด และแนวต้านสำคัญที่ 1,350 จุด และ 1,380-1,400 จุด ตามลำดับ

    ฉากทัศน์ทางการเมืองหลังการเลือกตั้งและทิศทางการตอบสนองของตลาด 

    กรณี  รายละเอียด  ประเมินการตอบสนองของตลาด 
    1. พรรคประชาชนชนะเลือกตั้ง และสามารถจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่สำเร็จ  
      
    (ให้น้ำหนักปานกลาง) 
    แม้พรรคประชาชนจะชนะเลือกตั้ง ได้คะแนนเสียงมากที่สุด แต่ไม่ถึง 250 เสียง ทำให้ต้องจับมือกับพรรคการเมืองอื่นเพื่อจัดตั้งรัฐบาล โดยจะใช้เวลาต่อรองช้าหรือเร็วจะขึ้นอยู่กับคะแนนเสียงของแต่ละพรรคการเมือง แม้ผลการเลือกตั้งชัดเจนแล้ว แต่ตลาดอาจไม่ตอบสนองทางบวกมากนัก เนื่องจากนโยบายของพรรคประชาชนส่วนใหญ่เน้นการปฏิรูปประเทศในด้านต่าง ๆ รวมทั้งแนวทางเป็นรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า จะเพิ่มความไม่แน่นอนเชิงนโยบายจากภาครัฐ และภาระหนี้สาธารณะ รวมทั้งมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้การจัดทำงบประมาณปี FY27 มีความล่าช้า เพิ่มแรงกดดันให้ตลาดอาจกลับมาผันผวนได้ง่าย 
    2. พรรคประชาชนชนะเลือกตั้ง แต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ได้  
      
    (ให้น้ำหนักมากที่สุด) 
    คาดพรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงอันดับ 2 อย่างพรรคภูมิใจไทยจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลแทน และน่าจะจัดตั้งรัฐบาลผสมกับพรรคการเมืองอื่นๆ ได้ง่ายกว่า  คาดตลาดจะตอบสนองในทางบวกมากกว่ากรณีที่ (1) คาดหวังความต่อเนื่องของโนบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ ขณะที่การจัดทำงบประมาณปี FY27 ที่อาจล่าช้าน่าจะบริหารจัดการได้ให้มีความล่าช้าไม่น่าเกิน 3 เดือน 
    3. พรรคภูมิใจไทยพลิกล็อกชนะเลือกตั้ง และเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล  
      
    (ให้น้ำหนักน้อยที่สุด) 
    คาดจะทำให้การจัดตั้งรัฐบาลมีความราบรื่น จับขั้วได้ง่าย ทำให้ได้รัฐบาลใหม่ภายใน Q2  คาดกรณีนี้ตลาดจะตอบสนองทางบวกมากที่สุด เพราะนอกจากจะมีความต่อเนื่องของนโยบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว รัฐบาลน่าจะมีเสถียรภาพมากด้วย นอกจากนี้ โฉมหน้าคณะรัฐมนตรีน่าจะออกมาโดยคำนึงถึงการทำงานตามนโยบายมากกว่าโควต้าของพรรคการเมือง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tisco.co.th/th/20260205-tsec-analysis-monthly&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JnBACXhRzMshQcNtlcXJt

  • ‘สุวัจน์’ ร่วมมอบทุนการศึกษา ‘มูลนิธิเปรม ติณสูลานนท์’ ปี 2569 | เดลินิวส์

    ‘สุวัจน์’ ร่วมมอบทุนการศึกษา ‘มูลนิธิเปรม ติณสูลานนท์’ ปี 2569 | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 5 ก.พ.69 มูลนิธิเปรม ติณสูลานนท์ จัดพิธีมอบทุนการศึกษาประจำปี 2569 ณ ห้องศรีพัชรินทร สโมสรร่วมเริงไชย ค่ายสุรนารี จ.นครราชสีมา โดยมี พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นประธานในพิธี

    การมอบทุนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาให้แก่นักเรียน นักศึกษา ที่เรียนดี มีความประพฤติเรียบร้อย แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ รวมถึงสนับสนุนกิจกรรมพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนและนักศึกษา นอกจากนี้ จากสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา มูลนิธิฯ ยังได้ให้การสนับสนุนทุนการศึกษาแก่บุตรของทหารและตำรวจ เพื่อแสดงความขอบคุณต่อการเสียสละในการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ

    ในโอกาสนี้ นายสุวัจน์  ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมมอบทุนการศึกษากับมูลนิธิฯ ในนามคุณจรัสพิมพ์ ลิปตพัลลภ เป็นจำนวนเงิน 100,000 บาท โดยมอบผ่านแม่ทัพภาคที่ 2 ทั้งนี้ ภายในงานมีผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคสมทบทุนมูลนิธิฯ จำนวน 74 ราย รวมเป็นเงิน 2,622,615 บาท

    สำหรับปี 2569 คณะกรรมการมูลนิธิฯ มีมติอนุมัติมอบทุนการศึกษาจำนวน 879 ทุน รวมเป็นเงิน 2,920,100 บาท ให้แก่นักเรียน นักศึกษา บุตรข้าราชการทหาร ตำรวจ และผู้แทนจากทั้ง 19 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อนำไปมอบต่อแก่ผู้ได้รับทุนในแต่ละพื้นที่

    มูลนิธิเปรม ติณสูลานนท์ จ.นครราชสีมา จัดตั้งขึ้นตามแนวความคิดของ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ และจดทะเบียนเป็นมูลนิธิเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2528 เริ่มต้นด้วยเงินกองทุน 3 ล้านบาท ปัจจุบันมูลนิธิมีเงินรวมทั้งสิ้น 87,492,872.01 บาท แบ่งเป็นเงินกองทุน 83,000,000 บาท เงินบริจาคคงเหลือจากปีก่อน 2,514,673.52 บาท และดอกเบี้ยในปีนี้ 1,978,198.49 บาท และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้มอบทุนการศึกษาไปแล้วทั้งสิ้น 61,277 ทุน คิดเป็นเงินรวม 161,729,400 บาท

    นอกจากนี้ จากผลกระทบของสถานการณ์ชายแดนที่ทำให้มีกำลังพลบาดเจ็บและเสียชีวิต มูลนิธิฯ ยังมีมติสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมอีก 1,000,000 บาท เพื่อเป็นทุนการศึกษาแก่บุตรของทหารและตำรวจที่ได้รับผลกระทบ โดยจะมอบผ่านผู้บังคับหน่วยเพื่อนำไปช่วยเหลือต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5572563/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xOvDbcO3QilhM1SzTzoIE

  • เหมือนฝันร้าย เจอไก่ทอดไม่สุก กระทบร่างกาย-จิตใจ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เหมือนฝันร้าย เจอไก่ทอดไม่สุก กระทบร่างกาย-จิตใจ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เหมือนฝันร้าย เจอไก่ทอดไม่สุก กระทบร่างกาย-จิตใจ

    จากข้าวกล่องที่ตั้งใจสั่งมากินง่าย ๆ กลับกลายเป็นประสบการณ์ฝังใจ เมื่อเจอ ไก่ทอดไม่สุก แม้บริษัทเสนอเปลี่ยนอาหารใหม่ แต่ไม่อาจทดแทนความรู้สึกที่เสียไป สุดท้ายเธอเลือกใช้สิทธิร้องเรียน ก่อนได้รับการเยียวยา 5,000 บาท

    “แค่คิดว่าจะสั่งอะไรง่าย ๆ มากินหนึ่งมื้อ แต่ไม่คิดเลยว่า จะกลายเป็นประสบการณ์ที่ฝังใจไปอีกนาน”

    หญิงผู้บริโภครายหนึ่งเล่าถึงเหตุการณ์ที่เริ่มต้นจากความสะดวกสบายของการสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันแพลตฟอร์มชื่อดัง เธอสั่งข้าวผัดอเมริกันไก่ทอดพร้อมเครื่องดื่มหนึ่งแก้ว เมื่ออาหารมาถึงก็เปิดกล่องรับประทานตามปกติ แต่หลังจากกินไปได้เพียงบางส่วน กลับพบสิ่งผิดปกติ

    “เรากำลังจะกินไก่ เลยใช้ช้อนกับส้อมฉีกเนื้ออก ก็เห็นว่า ไก่ทอดไม่สุก เนื้อข้างในยังแดงสดอยู่เลย ตอนนั้นรู้สึกตกใจมาก หลังจากนั้นก็เริ่มอาเจียน พะอืดพะอม กินอะไรไม่ลงอีกเลย” เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้กระทบเพียงร่างกาย แต่ยังสร้างความหวาดระแวงและบั่นทอนสภาพจิตใจของเธออย่างมาก เพราะนี่ไม่ใช่แค่อาหารมื้อเดียวที่เสียไป แต่ความรู้สึกของเธอได้เสียไปด้วย

    หลังพบปัญหา เธอพยายามโทรหาบริษัททันที แต่ไม่สามารถติดต่อได้ จึงหันไปแจ้งเรื่องผ่านกล่องข้อความ (อินบ็อกซ์) ในเพจของบริษัท กระทั่งได้รับการติดต่อกลับ พร้อมด้วยข้อเสนอส่งอาหารชุดใหม่มาให้เป็นการชดเชย

    “เราไม่รับอาหารใหม่ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันกระทบจิตใจไปแล้ว เราต้องการให้บริษัทรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้น”

    เธอจึงเรียกร้องค่าเสียหายทางจิตใจเป็นจำนวน 5,000 บาท แต่เมื่อการเยียวยาไม่เป็นไปตามที่เห็นว่าสมควร เธอตัดสินใจร้องเรียนต่อสภาผู้บริโภคเพื่อขอความเป็นธรรม

    หลังรับเรื่องร้องเรียน สภาผู้บริโภคได้รวบรวมข้อเท็จจริงและประสานไปยังบริษัท โดยยืนยันเจตนารมณ์ของผู้บริโภคที่ต้องการได้รับการชดเชยอย่างเหมาะสม ขณะที่บริษัทชี้แจงว่าได้พยายามติดต่อเพื่อนำสินค้าไปเปลี่ยนและกล่าวขอโทษแล้ว

    อย่างไรก็ตาม สภาผู้บริโภคเห็นว่า การจำหน่ายอาหารที่ปรุงไม่สุกหรือไม่บริสุทธิ์ให้แก่ผู้บริโภค เข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 และผู้บริโภคมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายได้

    ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคได้ยืนยันกับทางบริษัทว่า การเรียกร้องเงิน 5,000 บาท เป็นการใช้สิทธิตามสมควร เพราะผู้บริโภคต้องเผชิญกับอาหารที่ไม่สะอาดและอาจส่งผลต่อสุขภาพ อีกทั้งยังสร้างผลกระทบทางจิตใจ แม้จะยังไม่เกิดอาการอาหารเป็นพิษก็ตาม

    การยืนยันดังกล่าวไม่เพียงมุ่งเยียวยาผู้เสียหาย แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณให้ผู้ประกอบการตระหนักถึงมาตรฐานความปลอดภัยของอาหารและความสำคัญของสิทธิผู้บริโภค และท้ายที่สุด บริษัทยอมรับเงื่อนไขและโอนเงินชดเชยจำนวน 5,000 บาทให้แก่ผู้บริโภค

    เรื่องราวของอาหารเพียงหนึ่งมื้อ จึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญว่า ความปลอดภัยไม่ใช่เรื่องเล็ก และทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการดูแลและเยียวยาอย่างเหมาะสม หากผู้บริโภค พบปัญหาและไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถร้องเรียนออนไลน์ที่เว็บไซต์ tcc.or.th หรือสายด่วนสภาผู้บริโภค โทร 1502 (วันเวลาทำการ จันทร์ – ศุกร์ เวลา 09.00 – 17.00 น.)

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/documents/undercooked-fried-chicken/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1e5gee6mXBJSQ_Y2Jf0fRe

  • “วิสาร” เร่งหาเสียงโค้งสุดท้ายตลาดเช้าแม่สรวย ชูนโยบายการศึกษา

    “วิสาร” เร่งหาเสียงโค้งสุดท้ายตลาดเช้าแม่สรวย ชูนโยบายการศึกษา

    การเมือง

    “วิสาร” เร่งหาเสียงโค้งสุดท้ายตลาดเช้าแม่สรวย ชูนโยบายการศึกษา

    วันพฤหัสบดี ที่ 05 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.56 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่  5 กุมภาพันธ์ 2569   นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ผู้สมัคร ส.ส. เขต 3 จ.เชียงราย หมายเลข 6 ได้ขึ้นปราศรัยที่บริเวณตลาดแม่สรวย ตั้งแต่เวลาเช้ามืด โดยได้กล่าวถึงนโยบายด้านการศึกษาและการพัฒนาคน ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่ออกมาจับจ่ายใช้สอยในช่วงเช้า พร้อมย้ำถึงความตั้งใจในการเดินหน้าหาเสียงโค้งสุดท้ายอย่างใกล้ชิดประชาชนในพื้นที่อำเภอแม่สรวย

    นายวิสารอธิบายว่า แนวทางดังกล่าวไม่ใช่เพียงพิธีกรรมทางศาสนา แต่เป็นการสะท้อนทัศนคติของผู้นำที่ต้องยึดโยงการเมืองเข้ากับศีลธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประเทศต้องการความเชื่อมั่นและทิศทางที่ชัดเจนในการพัฒนาคนและอนาคตของชาติ การเมืองที่ดีจึงควรเริ่มจากจิตสำนึกที่ดี และการรับฟังประชาชนอย่างจริงใจ

    ทั้งนี้ นายวิสารได้นำเสนอนโยบายด้านการศึกษาของพรรค โดยเน้นแนวคิด “หนึ่งอำเภอ หนึ่งทุนการศึกษา” หรือโครงการ ODOS ซึ่งมุ่งเปิดโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชนในทุกพื้นที่อย่างเท่าเทียม ตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ไปจนถึงโครงการเรียนรู้ภาคฤดูร้อนหรือ Summer Camp เพื่อเปิดโลกทัศน์ ฝึกภาษา และเสริมทักษะชีวิตให้เด็กไทยได้สัมผัสประสบการณ์ที่หลากหลายทั้งในและต่างประเทศ

    นโยบายดังกล่าวยังครอบคลุมการพัฒนาโรงเรียนประจำอำเภอให้เป็นโรงเรียนต้นแบบ โดยเพิ่มบุคลากรทางการศึกษา เสริมเทคโนโลยีการเรียนการสอน และยกระดับหลักสูตรให้สอดคล้องกับโลกยุคใหม่ เช่น การสอนสองภาษา การเรียนรู้ด้าน AI Prompt, Coding และ Programming เพื่อเตรียมเยาวชนให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและตลาดแรงงานในอนาคต

    นายวิสารให้เหตุผลประกอบว่า ประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศ เช่น ฟินแลนด์ เยอรมนี และเกาหลีใต้ ล้วนลงทุนอย่างจริงจังในระบบการศึกษา โดยเฉพาะการกระจายโอกาสให้เด็กในพื้นที่ชนบทสามารถเข้าถึงการศึกษาคุณภาพสูงได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าสามารถยกระดับขีดความสามารถของประเทศ เพิ่มผลิตภาพแรงงาน และสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว แนวคิดเดียวกันนี้สามารถนำมาปรับใช้กับประเทศไทยได้จริง หากมีการออกแบบนโยบายอย่างเหมาะสมกับบริบทพื้นที่

    ในมุมของการพัฒนาเศรษฐกิจ นายวิสารเชื่อว่าการลงทุนด้านการศึกษาเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพราะเป็นรากฐานของการสร้างอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง อุตสาหกรรมดิจิทัล พลังงานสะอาด และศูนย์ข้อมูล เมื่อคนไทยมีทักษะและความรู้ที่ตรงกับความต้องการของโลก รายได้แรงงานจะเพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน ลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้เศรษฐกิจฐานรากแข็งแรงขึ้น

    ช่วงท้ายของการปราศรัย นายวิสารย้ำว่าการลงพื้นที่ตลาดเช้าแม่สรวยไม่ใช่เพียงการหาเสียง แต่เป็นการรับฟังปัญหาและความคาดหวังของประชาชนโดยตรง พร้อมยืนยันว่าจะผลักดันนโยบายการศึกษาที่เข้าถึงได้จริง ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพื่อให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่เชียงราย เขต 3 มีโอกาสเติบโตและกำหนดอนาคตของตนเองได้อย่างมั่นคงบนเวทีประเทศและเวทีโลก

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/politic/465071&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IRuDmLms9iwtdqvgPSphV

  • ปั้นฝันสู่เวทีโลก นราธิวาสพาเยาวชนเรียนรู้วิศวะฯ ญี่ปุ่น | TOPNEWS

    ปั้นฝันสู่เวทีโลก นราธิวาสพาเยาวชนเรียนรู้วิศวะฯ ญี่ปุ่น | TOPNEWS

    ปั้นฝันสู่เวทีโลก นราธิวาสพาเยาวชนเรียนรู้วิศวะฯ ญี่ปุ่น

    • เผยแพร่ : 05/02/2026 16:46

    วันที่ 5 ม.ค. 2569 โรงเรียนนราธิวาสเดินหน้ายกระดับการศึกษาเชิงประสบการณ์ เปิดโอกาสสู่เวทีนานาชาติ ส่งตัวแทนนักเรียนจำนวน 20 คน เดินทางสู่ประเทศญี่ปุ่น เพื่อร่วมทำกิจกรรมและปฏิบัติการจริงในห้อง Lab คณะวิศวกรรมศาสตร์ ร่วมกับนักเรียนและผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่น มุ่งสร้างแรงบันดาลใจ เพิ่มพูนทักษะ และยกระดับศักยภาพเยาวชนจากพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ได้สัมผัสโอกาสที่ยากจะเข้าถึง แต่ทรงคุณค่าอย่างยิ่งต่ออนาคต


    นายจตุภูมิ มังคลัง อาจารย์ผู้ดูแลโครงการจากโรงเรียนนราธิวาส เปิดเผยว่า หัวใจสำคัญของโครงการคือการ “มอบโอกาส” ให้เยาวชนในพื้นที่ ซึ่งโดยปกติแทบไม่มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมระดับนานาชาติ โดยหวังให้ประสบการณ์ที่นักเรียนได้รับในครั้งนี้ ถูกนำกลับมาถ่ายทอดและจุดประกายแรงบันดาลใจให้เพื่อนๆ ในโรงเรียนและชุมชน เกิดความทะเยอทะยานในการพัฒนาตนเอง และกลับมาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาบ้านเกิดอย่างยั่งยืน พร้อมกันนี้ การได้ลงมือทำงานจริงในห้อง Lab ถือเป็นการเรียนรู้ในสถานการณ์จำลองการทำงานระดับโลก ที่ไม่สามารถหาได้จากตำราเรียน

    ปก web ฟื้นฟูน้ำท่วม 9 จังหวัด

    11SOCAIL 16-9 copy

    เด็กไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก! “ธีระพันธ์” นร.วัฒโนทัยพายัพ คว้าเหรียญทองคณิตฯ นานาชาติ

    ตำรวจภูเก็ตจับชาวสวีเดน คดีละเมิดทางเพศ

    สแกน 4 เขต เลือกตั้งโค้งสุดท้าย “ภูมิใจไทย” มีโอกาสสูงเริ่มนับ 1 ปักธง กทม.

    อุตรดิตถ์ จัดกิจกรรม Big Day รณรงค์เชิญชวนโค้งสุดท้ายการเลือกตั้ง สส. 2569

    กอ.รมน.ภาค 1 เปิดโครงการเสริมสร้างเครือข่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เสริมความมั่นคงระดับพื้นที่

    แม่ทัพภาคที่ 4 ตรวจเยี่ยมการฝึกปืนใหญ่สนามปี 2569 เน้นป้องกันภัยทางอากาศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1478458&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xmVXOhrS91Ifc4pD1AP2-