Category: วัฒนธรรม

  • จี้รัฐตั้งหน่วยงาน คุม “เทรดทอง” ออนไลน์ หวั่นซื้อขายทิพย์ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    จี้รัฐตั้งหน่วยงาน คุม “เทรดทอง” ออนไลน์ หวั่นซื้อขายทิพย์ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    จี้รัฐตั้งหน่วยงาน คุม เทรดทองออนไลน์ หวั่นซื้อขายทิพย์

    สภาผู้บริโภคเรียกร้องกระทรวงพาณิชย์ – กระทรวงการคลัง จัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจ เทรดทอง พบช่องว่างทางกฎหมาย กระทบผู้บริโภคแบกความเสี่ยง ซื้อทอง ที่ไม่มีสินทรัพย์หมุนเวียนจริง

    จิณณะ แย้มอ่วม อนุกรรมการด้านการเงินและการธนาคาร สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า ปัจจุบันธุรกิจซื้อขาย (เทรด) ทองคำผ่านระบบออนไลน์ในประเทศไทยไม่มีหน่วยงานใดเป็นเจ้าภาพกำกับดูแลโดยตรง ทั้งที่มีมูลค่าการซื้อขายต่อวันสูงแซงหน้ามูลค่าการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ ไปแล้ว จึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐ ทั้งกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการคลัง เร่งหาข้อยุติในการจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจซื้อทองคำออนไลน์อย่างเป็นระบบ โดยกระทรวงพาณิชย์ควรเข้ามาเป็นเจ้าภาพหลัก เนื่องจากทองคำคือสินค้าชนิดหนึ่ง พร้อมกำหนดมาตรการบันทึกประวัติการซื้อขาย เพื่อป้องกันการใช้เป็นเครื่องมือฟอกเงิน

    ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมบังคับใช้มาตรการคุมเข้มการซื้อขายทองคำออนไลน์ โดยจำกัดวงเงินไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อวันต่อคนต่อแพลตฟอร์ม ซึ่งจะมีผลในวันที่ 1 มีนาคม 2569 นี้ เพื่อลดความผันผวนของค่าเงินบาทจากขบวนการสแกมเมอร์ที่ใช้โบรกเกอร์ในไทยสั่งซื้อทองคำด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) แล้วส่งมอบไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งนายจิณณะ ชี้ว่ามาตรการของ ธปท. เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุในมิติของค่าเงิน แต่ในมิติการคุ้มครองผู้บริโภคยังคงมีปัญหาสุญญากาศทางกฎหมายที่อันตราย

    “ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังมีสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. มีกฎหมายรองรับเรื่องการเก็งราคา แต่ตลาดทองคำไทยกลับไม่มีกฎหมายรองรับลักษณะนี้เลย เมื่อไม่มีการกำกับดูแล การเทรดทองออนไลน์จำนวนมากจึงมีพฤติการณ์เข้าข่ายการพนัน เพราะเป็นการเก็งกำไรจากส่วนต่างราคาโดยไม่มีการชำระเงินเต็มจำนวนและไม่มีการส่งมอบทองคำจริง” จิณณะ กล่าว

    นอกจากนี้ ยังพบความเสี่ยงการซื้อทองคำไม่มีอยู่จริงหรือการซื้อขายบนตัวเลขจินตนาการ ซึ่งเคยเกิดคดีความที่ผู้บริโภคไม่สามารถรับส่งมอบทองคำได้จริง หรือถูกบังคับขายหลักประกันอย่างไม่เป็นธรรม โดยเมื่อเกิดข้อพิพาท ผู้ประกอบการมักเลี่ยงไปฟ้องผู้บริโภคเป็นคดีแพ่งสามัญแทนคดีผู้บริโภค เพื่อสร้างความได้เปรียบในชั้นศาลและผลักภาระการพิสูจน์หลักฐานไปที่ประชาชน ทั้งที่ข้อมูลการสั่งซื้อทั้งหมดอยู่ในระบบของผู้ประกอบการฝ่ายเดียว

    “ทุกวันนี้ เราต่างเทรดทองกันด้วยตัวเลขจินตนาการ เป็นการซื้อขายกระดาษเปล่าที่ไม่มีทองอยู่จริง นี่คือสุญญากาศที่อันตรายที่สุดสำหรับผู้บริโภคไทย” จิณณะ ระบุ

    จิณณะ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) จำเป็นต้องเข้ามามีบทบาทตรวจสอบและกำกับดูแลสัญญาการให้บริการซื้อขายทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างเข้มงวด เนื่องจากข้อสัญญาหลายส่วนมีการเอาเปรียบผู้บริโภค เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่วางบรรทัดฐานไว้ว่า การซื้อขายทองคำลักษณะนี้เป็นคดีผู้บริโภค ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนได้รับสิทธิและความคุ้มครองในกระบวนการพิจารณาคดีที่ดีกว่าคดีแพ่งสามัญ

    สำหรับบทเรียนจากต่างประเทศ พบว่าในหลายประเทศที่มีการซื้อขายสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า เริ่มมีมาตรการสั่งห้ามหรือยกเลิกการซื้อขายในลักษณะนี้ไปแล้ว เนื่องจากพบปัญหาไม่มีการส่งมอบทองคำจริงและไม่มีสินทรัพย์ทองคำหนุนหลัง ที่เพียงพอต่อปริมาณการซื้อขาย ซึ่งปัญหาในรูปแบบเดียวกันนี้เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยแล้ว เช่น กรณีบริษัท ซินเนอร์จี้ คอมโมดิตี้ส์ เทรด จำกัด ร้านทองชื่อดังที่ปิดตัวลงหลังไม่สามารถส่งมอบทองคำให้ผู้ซื้อจำนวนมากได้ เพราะเป็นการซื้อขายบนตัวเลขสมมติเท่านั้น

    อีกทั้ง ล่าสุดยังพบวิกฤตความเชื่อมั่นในต่างประเทศจากการล่มสลายของ เจดับบลิวอาร์ กรุ๊ป (JWR Group) แพลตฟอร์มเทรดทองคำยักษ์ใหญ่ในเมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน เมื่อมกราคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งมีการประกาศระงับการถอนเงินโดยไม่มีกำหนด อ้างเหตุผลเรื่องสภาพคล่องตึงตัวจากการพุ่งสูงของราคาทองคำโลก โดยความเสียหายเบื้องต้นประเมินไว้สูงถึง 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6.8 แสนล้านบาท ซึ่งนักลงทุนจำนวนมากต้องเผชิญสภาวะถูกแช่แข็งสินทรัพย์และเข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรมเนื่องจากขาดหน่วยงานกำกับดูแลที่ชัดเจน ตอกย้ำบทเรียนราคาแพงว่าแม้แต่ทองคำที่ว่ามั่นคง ก็อาจกลายเป็นอากาศธาตุได้หากซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มที่ไร้การกำกับดูแลอย่างทั่วถึง ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจาก เทรดทอง ออนไลน์ หรือประสบปัญหาเกี่ยวกับแพลตฟอร์มการซื้อขาย สามารถรวบรวมหลักฐานและแจ้งเรื่องร้องเรียนมาได้ที่ เว็บไซต์สภาผู้บริโภค

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/online-gold-trading-risk/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2C2WqKutzLukhuCAyXZe3v

  • เปิดรับสมัครแล้ว “ทุนซีพี” เดินหน้าสร้างผู้นำรุ่นใหม่ เติมทักษะโลกยุคใหม่ให้เยาวชนไทย | TOPNEWS

    เปิดรับสมัครแล้ว “ทุนซีพี” เดินหน้าสร้างผู้นำรุ่นใหม่ เติมทักษะโลกยุคใหม่ให้เยาวชนไทย | TOPNEWS

    เครือเจริญโภคภัณฑ์เดินหน้าสานต่อภารกิจส่งเสริมการศึกษาของเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง เปิดรับสมัคร ทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์ ประจำปี 2569 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 47 ภายใต้แนวคิด “ส่งเสริมคนดี เปิดเวทีให้คนเก่ง” มุ่งสนับสนุนเยาวชนที่มีความมุ่งมั่น เรียนดี มีคุณธรรม และมีภาวะผู้นำ ให้ได้เติบโตตามศักยภาพอย่างเต็มที่ พร้อมเติมทักษะที่จำเป็นต่อโลกยุคใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่เส้นทางการทำงานและการเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต

    ตลอดกว่า 46 ปีที่ผ่านมา ทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์ถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าการสนับสนุนค่าใช้จ่าย แต่เป็น “ระบบการพัฒนา” ที่ช่วยต่อยอดความสามารถของผู้รับทุนอย่างรอบด้าน ทั้งความรู้ ทักษะชีวิต และทักษะการทำงาน โดยมุ่งสร้างคนรุ่นใหม่ที่ยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง คิดเป็น แก้ปัญหาได้ และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต เพื่อให้การสนับสนุนเกิดผลจริงในระยะยาว ทุนฯ ยังขับเคลื่อนการเรียนรู้ผ่านกระบวนการ Action Based Learning ที่เน้นการ “ลงมือทำ” ควบคู่กับการเสริมองค์ความรู้ การใช้ชีวิต และการเป็นผู้นำที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ซึ่งสะท้อนความเชื่อว่าการพัฒนาคนต้องเกิดขึ้นทั้งในห้องเรียนและในสนามจริงของชีวิต

    ทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์เริ่มต้นจากเจตนารมณ์ของ นายจรัญ เจียรวนนท์ และ นายมนตรี เจียรวนนท์ ประธานกิตติมศักดิ์ ผู้ริเริ่มโครงการในปี 2522 และได้รับการสานต่อจาก นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ และ นายศุภชัย เจียรวนนท์ ที่ผลักดันให้ทุนเติบโตทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ รวมถึงการขยาย “ทุนเพื่อสร้างเยาวชนรุ่นใหม่” สำหรับนักเรียนสายวิทย์–คณิต และนักเรียนระดับ ปวช./ปวส. ในสาขาที่ประเทศต้องการ อาทิ การแพทย์ วิศวกรรม คอมพิวเตอร์ และสาขาเทคนิคเฉพาะด้าน เพื่อสอดรับกับทิศทางการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยเครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้มอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนไทยแล้ว กว่า 6,978 ทุน ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์มาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน เพราะเชื่อว่าเยาวชนที่เป็นคนเก่งและมีคุณธรรม เมื่อได้รับโอกาสแล้วจะเติบโตเป็นผู้สร้างโอกาสให้คนอื่นและสังคมได้ในวันข้างหน้า

    จากความฝันสู่เส้นทางพยาบาล โอกาสที่ต่อยอดเพื่อ ‘ส่งต่อ’ ให้สังคม ซึ่งเป็นหนึ่งในเรื่องราวที่สะท้อนภาพของทุนซีพี จาก นางสาวกัญญ์วรา เกี๋ยงเกษม ผู้ได้รับทุนต่อเนื่องตั้งแต่มัธยมศึกษาตอนปลายจนถึงอุดมศึกษา ปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 3 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา เธอเล่าว่า “จุดเริ่มต้นของการเลือกเส้นทางพยาบาลเกิดขึ้น หลังได้ลงพื้นที่ฝึกงาน ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลใกล้บ้าน และเห็นความสำคัญของวิชาชีพที่ยังขาดแคลนบุคลากร อีกทั้งเป็นศาสตร์ที่ต้องใช้ความรู้รอบด้าน ตั้งแต่การดูแลผู้ป่วย ความเข้าใจร่างกาย ยา ไปจนถึงการทำงานร่วมกับสหวิชาชีพ แม้เข้มข้นและท้าทาย แต่ยิ่งทำให้ทุ่มเทอย่างเต็มที่ เส้นทางการศึกษาไม่ง่าย ต้องเจออุปสรรคหลายอย่างก่อนจะได้รับ “โอกาส” ที่ช่วยให้เดินต่อได้อย่างมั่นคง โดยทุนซีพีไม่ได้สนับสนุนเพียงด้านการศึกษา แต่ยังเติมทักษะสำคัญที่ใช้ได้จริงในระยะยาว เช่น Critical Thinking และ ภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการเติบโตและการทำงานในโลกยุคใหม่” เธอตั้งเป้าหมายในอีก 5–10 ปีข้างหน้า จะทำงานเก็บประสบการณ์และศึกษาต่อ เพื่อก้าวสู่การเป็นอาจารย์พยาบาล ถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาวิชาชีพให้เข้มแข็งขึ้น พร้อม “ส่งต่อโอกาส” ให้กับคนรุ่นถัดไป เช่นเดียวกับที่ตนเองได้รับในวันนี้

    อีกหนึ่งตัวอย่างเมื่อทุนกลายเป็นแรงผลักให้ “เติบโตเป็นผู้ให้” คือ น.ต.ผศ.ดร.อริสมันต์ แสงธงทอง รองหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมโยธา กองวิชาวิศกรรมไฟฟ้าและโยธา กองการศึกษา โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช และอดีตนักเรียนทุนซีพี ปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายทหารอากาศ พร้อมทำหน้าที่อาจารย์ด้านวิศวกรรมโยธา และครูผู้สอนในโครงการห้องเรียนพิเศษเตรียมทหารของโรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย เขาถ่ายทอดว่า “ทุนที่ได้รับในช่วงปริญญาตรีได้เปิดโลกทัศน์ผ่านโอกาสฝึกงานกับซีพีเอฟ และการเรียนรู้แนวคิดภาวะผู้นำ รวมถึงการทำประโยชน์เพื่อสังคม ซึ่งมีส่วนสำคัญในการหล่อหลอมให้เลือกเส้นทางรับราชการทหาร และกลับมาทำหน้าที่ครู เพื่อส่งต่อโอกาสให้เยาวชนรุ่นต่อไป พร้อมสะท้อนว่า “การศึกษา” คือเครื่องมือสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตและเปิดทางเลือกให้กับอนาคต”

    น.ต.ผศ.ดร.อริสมันต์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ทุนซีพี ไม่ได้ให้แค่ค่าเทอม แต่ให้โอกาสและมุมมองใหม่ สอนให้รู้จักการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน และเมื่อโอกาสเข้ามาแล้วควรใช้ให้คุ้มค่า เพื่อวันหนึ่งจะได้เติบโตเป็นผู้ให้ และส่งต่อโอกาสดี ๆ ให้สังคมต่อไป”

    สำหรับปี 2569 เครือเจริญโภคภัณฑ์มอบทุนการศึกษารวมทั้งสิ้น 140 ทุน ครอบคลุมทุกระดับการศึกษา ได้แก่ มัธยมศึกษาตอนปลาย 20 ทุน, ปวช. 10 ทุน, ปวส. 20 ทุน และระดับอุดมศึกษา (ปริญญาตรี) 90 ทุน มูลค่าทุนละ 50,000 บาท โดยผู้ได้รับทุนจะได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจนจบการศึกษาตามระดับที่ได้รับทุน โดยไม่มีข้อผูกมัด พร้อมโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาศักยภาพและทักษะที่จำเป็นต่ออนาคต อาทิ การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ และการเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเติบโตในสายอาชีพ

    ผู้สนใจสมัครทุนการศึกษา สามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ – 28 กุมภาพันธ์ 2569 ดูรายละเอียดและสมัครได้ที่ http://www.applycpscholarship.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1478320&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2F7_85RYo4gc14ymyd–mj

  • ไทยฮอนด้ามอบทุนการศึกษากว่า  1.2  ล้านบาท

    ไทยฮอนด้ามอบทุนการศึกษากว่า 1.2 ล้านบาท

    วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.49 น.

           ไทยฮอนด้า มุ่งส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาเยาวชนไทย ภายใต้โครงการ “ไทยฮอนด้า เติมฝัน สู่อนาคต” ปีการศึกษา 2568 โดยมอบทุนการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาให้แก่นักเรียน รวมมูลค่ากว่า 1,200,000 บาท โดยมีสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้รับมอบ เพื่อสนับสนุนเยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้สามารถสำเร็จ ลดปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา พร้อมส่งเสริมศักยภาพเยาวชนให้สามารถเรียนรู้และเติบโตได้อย่างเต็มที่ สร้างอนาคตที่ยั่งยืน

    ดร.อารักษ์ พรประภา ประธาน บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า ไทยฮอนด้าเชื่อมั่นว่าการศึกษาคือรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า การมอบทุนการศึกษาภายใต้โครงการ ไทยฮอนด้า เติมฝันสู่อนาคต ในครั้งนี้ จึงเป็นมากกว่าการสนับสนุนทางการเงิน แต่คือการสร้างโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียม เพื่อให้เยาวชนไทยที่มีศักยภาพได้มีกำลังใจในการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เรามุ่งหวังที่จะเห็นเยาวชนเหล่านี้เติบโตขึ้นเป็นบุคลากรที่พร้อมสร้างคุณค่าให้กับสังคม โดยไทยฮอนด้าพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างและสนับสนุนการเรียนรู้ในทุกมิติ เพื่อเป็นแรงผลักดันให้คนรุ่นใหม่สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดและประสบความสำเร็จตามเป้าหมายของชีวิตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

    โดยไทยฮอนด้าได้จัดพิธีมอบทุนการศึกษา ณ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ โดยมี นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมคณะ และตัวแทนนักเรียนเข้ารับมอบทุนการศึกษา โดยมอบแก่นักเรียนทุนรุ่นที่ 1 และ รุ่นที่ 2 ที่มีผลการเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์จำนวน 300 ทุน ทุนละ 4,000 บาท รวมมูลค่ากว่า 1,200,000 บาท ซึ่งไทยฮอนด้าได้จัดมอบทุนการศึกษาสำหรับระดับมัธยมศึกษาต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 แล้ว

    การดำเนินโครงการ “ไทยฮอนด้าเพื่อสังคมไทย” มุ่งสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนไทยพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคต และเติบโตขึ้นไปเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ไทยฮอนด้า เชื่อมั่นว่า “การศึกษา” คือรากฐานที่มั่นคงของการพัฒนาสังคม และจะยังคงเดินหน้าให้การสนับสนุนเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง

    #ไทยฮอนด้าเพื่อสังคมไทย #รถจักรยานยนต์ฮอนด้า #มอเตอร์ไซค์ฮอนด้า #HondaMotorcycle #ThaiHonda #ไทยฮอนด้า #HowWeMoveYou

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/945300&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1K8CAOiwFbklCf56rhifOj

  • ก้องเกียรติ เลขาไทยก้าวใหม่ดันลงทุนเพื่อการศึกษา แก้ปัญหาปากท้อง

    ก้องเกียรติ เลขาไทยก้าวใหม่ดันลงทุนเพื่อการศึกษา แก้ปัญหาปากท้อง

    ก้องเกียรติ เลขาไทยก้าวใหม่ดันลงทุนเพื่อการศึกษา แก้ปัญหาปากท้อง

    เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 นายก้องเกียรติ กรสูต เลขาธิการพรรคพรรคไทยก้าวใหม่ นำคณะผู้บริหารและทีมงานลงพื้นที่เขตห้วยขวาง–วังทองหลาง กรุงเทพมหานคร ช่วยหาเสียงให้ นายประสพ โกมลมาศ (โต) ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขต 5 หมายเลข 3 โดยเดินพบประชาชน รับฟังปัญหา และสื่อสารนโยบายพรรคอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเช้า

    ทีมงานพรรคไทยก้าวใหม่เริ่มลงพื้นที่บริเวณโรงเรียนจันทร์หุ่นบำเพ็ญ แนะนำผู้สมัคร พร้อมพูดคุยกับผู้ปกครอง นักเรียน และครู ซึ่งประเด็นที่สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนคือภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาที่กระทบต่อครัวเรือน ก่อนจะเดินต่อไปยังพื้นที่สาธารณะรอบบึงพระราม 9 เพื่อพบปะประชาชนที่มาออกกำลังกาย รวมถึงผู้ประกอบอาชีพในพื้นที่

    ก้องเกียรติ เลขาไทยก้าวใหม่ดันลงทุนเพื่อการศึกษา แก้ปัญหาปากท้อง

    จากนั้นคณะได้ลงพื้นที่ชุมชนรอบสถานีตำรวจนครบาลวังทองหลาง เดินเคาะประตูบ้าน ทักทายพ่อค้าแม่ค้า แจกเอกสารนโยบาย และรับฟังปัญหาปากท้อง ทั้งค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือน และค่าใช้จ่ายการศึกษาของบุตรหลาน โดยหลายครอบครัวระบุตรงกันว่าภาระเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี

    นายก้องเกียรติกล่าวว่า แนวทางของพรรคไทยก้าวใหม่คือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจครัวเรือนจากรากฐาน โดยมองว่าการศึกษาและทักษะอาชีพเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และตัดวงจรหนี้ จึงผลักดันนโยบายเรียนฟรีอย่างแท้จริง ควบคู่การแก้ปัญหาหนี้ กยศ. ลดค่าใช้จ่ายแฝงทางการศึกษา และปรับระบบให้ครูกลับไปทำหน้าที่สอนได้อย่างเต็มที่

    ก้องเกียรติ เลขาไทยก้าวใหม่ดันลงทุนเพื่อการศึกษา แก้ปัญหาปากท้อง

    เลขาธิการพรรคยังย้ำว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการขอคะแนนเสียง แต่ต้องการเก็บข้อมูลและเสียงสะท้อนจากประชาชนเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาเชิงนโยบาย พร้อมเห็นว่าเขตห้วยขวาง–วังทองหลางควรมีผู้แทนที่เข้าใจพื้นที่และสามารถผลักดันนโยบายระยะยาวเพื่ออนาคตของลูกหลานได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ทั้งนี้ พรรคไทยก้าวใหม่ขอเชิญชวนประชาชนเขต 5 ห้วยขวาง–วังทองหลาง เลือกนายประสพ โกมลมาศ หมายเลข 3 และเลือกพรรคไทยก้าวใหม่ หมายเลข 49 เพื่อร่วมผลักดันวาระการศึกษาและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ครอบครัวไทยในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/737574&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Z1dmNKV2ZwXm3ObZO3vR8

  • การศึกษาไม่ควรแพง “อบจ.ลำพูน” ผุดโปรเจกต์รถรับ-ส่งนักเรียน ลดภาระผู้ปกครอง

    การศึกษาไม่ควรแพง “อบจ.ลำพูน” ผุดโปรเจกต์รถรับ-ส่งนักเรียน ลดภาระผู้ปกครอง

    ชื่นชม อบจ.ลำพูน ผุดโปรเจกต์ รถรับ-ส่งนักเรียน ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครอง เพิ่มโอกาส ลดความเสี่ยงเด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษา เพราะการศึกษาไม่ควรแพง

    วันที่ 5 ก.พ. 69 มีรายงานว่า แฟนเพจ อบจ.ลำพูน ได้เผยรายละเอียดโครงการรถรับ-ส่งนักเรียน โรงเรียนอบจ.ลำพูน ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมจากโลกออนไลน์อย่างมาก

    โดยระบุว่า “การศึกษาไม่ควรแพง: บทเรียนจากโครงการรถรับส่งนักเรียนที่ใช้ข้อมูลนำทาง

    ลองนึกภาพครอบครัวหนึ่งในลำพูน พ่อแม่ทำงานภาคเกษตร รายได้ทั้งปีไม่ได้สูงมาก แต่ทุกเช้า…ต้องคิดเรื่องเดิมซ้ำๆ ว่า “วันนี้ลูกจะไปโรงเรียนยังไง” และคำถามนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการเดินทาง แต่มันคือ “ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายทุกวัน”

    นักเรียนจำนวนไม่น้อยมาจากครัวเรือนแรงงานภาคเกษตรที่มีรายได้ไม่ถึง 36,000 บาทต่อปี แต่กลับต้องแบกรับค่าเดินทางไปโรงเรียนเฉลี่ยราว 20% ของรายได้ ค่าใช้จ่ายแบบนี้เป็น “รายจ่ายแฝง” ที่มักไม่ค่อยถูกพูดถึง แต่กระทบชีวิตจริงมากที่สุด เพราะมันไม่ใช่การจ่ายครั้งเดียวแล้วจบ มันสะสมทุกวัน ทุกเดือน และกัดกินคุณภาพชีวิตของทั้งครอบครัว

    ในบางกรณี ภาระเหล่านี้อาจทำให้เด็กต้องเผชิญความเสี่ยงที่จะหลุดออกนอกระบบการศึกษา อย่างน่าเสียดาย

    อบจ.ลำพูนจึงตั้งต้นจากคำถามที่เรียบง่ายแต่สำคัญว่า “ถ้าเราจะช่วยให้เด็กได้เรียน เราจะลดต้นทุนชีวิตของครอบครัวตรงไหนได้บ้าง”

    คำตอบหนึ่งคือ “การเดินทาง” แต่แทนที่จะทำแบบกว้างๆ หรือใช้ความคุ้นชินเป็นหลัก โครงการรถรับส่งนักเรียนของ อบจ.ลำพูน เริ่มจากการใช้ข้อมูลรายบุคคลของนักเรียนมาวิเคราะห์ เพื่อจัดเส้นทางเดินรถที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุด

    ข้อมูลช่วยให้เราเห็นภาพจริงว่า เด็กอยู่ที่ไหน กระจายตัวอย่างไร เส้นทางไหนควรเป็นเส้นหลัก จุดไหนควรเป็นจุดรับ-ส่ง และทำอย่างไรจึงจะใช้ทรัพยากรได้คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์

    ผลที่ได้ไม่ใช่แค่ “รถวิ่งเป็นเส้นทาง” แต่คือการเพิ่มโอกาสให้ “เด็กเข้าถึงบริการได้จริง” มากขึ้น และสิ่งที่สำคัญไม่แพ้การประหยัดค่าใช้จ่าย คือ ความปลอดภัย

    ระบบรถรับส่งที่ครอบคลุมช่วยลดความเสี่ยงจากการที่นักเรียนต้องเดินทางด้วยตนเอง ลดภาระของผู้ปกครองที่ต้องกังวลทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายและความปลอดภัยในทุกวันเรียน

    อบจ.ลำพูนเชื่อว่า นโยบายสาธารณะที่ดีควรตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของประชาชนและ “การใช้ข้อมูลจริงเพื่อการตัดสินใจ” คือเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ความเสมอภาคทางการศึกษาเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม

    เพราะสุดท้ายแล้ว การศึกษาไม่ควรเป็นเรื่องของคนที่ “จ่ายไหว” เท่านั้น แต่ควรเป็นโอกาสที่เด็กทุกคนในลำพูน “เข้าถึงได้” โดยไม่ต้องให้ครอบครัวต้องเลือกระหว่างการศึกษาที่ดีของลูก กับภาระที่หนักเกินกำลัง”

    อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาได้มีคนเข้ามาแสดงความคิดและแชร์ออกไปจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ได้เข้ามาชื่นชม เนื่องจากเป็นโครงการที่มีประโยชน์ ลดรายจ่ายครอบครัว ช่วยลดมลพิษ ลดการแออัดบนถนน ปลอดภัยกับคนเดินทาง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2912247&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36pxKn2xWCiNi3eEzqxuvh

  • สหรัฐฯ ผนึกกำลัง 55 ชาติรวมไทย จัดตั้งกลุ่มการค้า ‘แร่ธาตุสำคัญ’ หวังลดพึ่งพาจีน

    สหรัฐฯ ผนึกกำลัง 55 ชาติรวมไทย จัดตั้งกลุ่มการค้า ‘แร่ธาตุสำคัญ’ หวังลดพึ่งพาจีน

    เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยแผนการรวมกลุ่มพันธมิตรเพื่อจัดตั้งกลุ่มการค้าพิเศษสำหรับ ‘แร่ธาตุสำคัญ’ เมื่อวันพุธ (4 ก.พ.) โดยเสนอให้กำหนดราคาขั้นต่ำร่วมกัน ขณะที่สหรัฐฯ เองก็เร่งความพยายามที่จะลดอิทธิพลของจีนต่อวัสดุที่จำเป็นสำหรับการผลิตขั้นสูง 

    จีนได้ใช้การผูกขาดการแปรรูปแร่ธาตุหลายชนิดเป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งบางครั้งส่งผลให้การส่งออกลดลง ราคาตกต่ำ และบ่อนทำลายความสามารถของประเทศอื่นในการกระจายแหล่งวัสดุที่ใช้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า และอาวุธขั้นสูง 

    “เราต้องการกำจัดปัญหาที่ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาในตลาดของเราด้วยแร่ธาตุสำคัญราคาถูกเพื่อบ่อนทำลายผู้ผลิตในประเทศ เราจะกำหนดราคาอ้างอิงสำหรับแร่ธาตุสำคัญในแต่ละขั้นตอนการผลิต…และสำหรับสมาชิกในเขตการค้าพิเศษ ราคาอ้างอิงเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นราคาขั้นต่ำที่คงไว้ผ่านภาษีศุลกากรที่ปรับได้เพื่อรักษาความสมบูรณ์ของราคา” แวนซ์กล่าว แต่ไม่ได้เอ่ยถึงจีนโดยตรง    

    รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เพิ่มความพยายามในการรักษาความมั่นคงด้านแร่ธาตุสำคัญของสหรัฐฯ หลังจากที่จีนสร้างความปั่นป่วนให้กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงและตลาดโลกเมื่อปีที่แล้วด้วยการระงับการส่งมอบแร่หายากที่จำเป็นสำหรับผู้ผลิตรถยนต์และผู้ผลิตอุตสาหกรรมอื่นๆ ของสหรัฐฯ 

    เมื่อวันจันทร์ (2 ก.พ.) ที่ผ่านมา ทรัมป์ได้เปิดตัวคลังสำรองแร่ธาตุสำคัญของสหรัฐฯ ที่เรียกว่า ‘Project Vault’ ซึ่งได้รับการสนับสนุนเงินทุนเริ่มต้น 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.1 แสนล้านบาท) จากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของสหรัฐฯ และเงินทุนจากภาคเอกชนอีก 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.3 หมื่นล้านบาท) 

    มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า “มี 55 ชาติเข้าร่วมการเจรจาในกรุงวอชิงตัน รวมถึงเกาหลีใต้ อินเดีย ไทย ญี่ปุ่น เยอรมนี ออสเตรเลีย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ซึ่งแต่ละชาติล้วนมีศักยภาพในการกลั่นหรือการทำเหมืองที่แตกต่างกัน” 

    “แร่ธาตุเหล่านี้ถูกผูกขาดอยู่ในมือของประเทศเดียว…สถานการณ์นี้กลายเป็น ‘เครื่องมือต่อรองในภูมิรัฐศาสตร์’” 

    — รูบิโอกล่าว โดยไม่ได้เอ่ยถึงจีน  

    เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารได้แจ้งต่ออุตสาหกรรมเมื่อเร็วๆ นี้ว่า “สหรัฐฯ กำลังจะเลิกให้ราคาขั้นต่ำแก่โครงการภายในประเทศแต่ละโครงการ และหันมาแสวงหาทางออกในระดับโลก” 

    แนวทางนี้อาจปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกสำหรับวัสดุที่จำเป็นต่อรถยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์ และระบบป้องกันประเทศ ในขณะเดียวกันก็เพิ่มต้นทุนให้กับผู้ผลิตในระยะสั้นและเพิ่มความตึงเครียดทางการค้ากับจีน 

    ด้านทรัมป์ ซึ่งคาดว่าจะเยือนจีนในเดือนเมษายน โพสต์ข้อความบน Truth Social ว่า เขาได้สนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนอย่างยอดเยี่ยมในเช้าวันพุธ (4 ก.พ.) เพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นทางการค้าและความมั่นคงหลายประเด็น ตั้งแต่ถั่วเหลืองไปจนถึงประเด็นอิหร่าน แต่ทรัมป์ไม่ได้กล่าวถึงแร่ธาตุใดๆ เลย 

    “ผมคิดว่านี่เป็นการยอมรับของสหรัฐฯ ว่าต้องดำเนินการร่วมกับผู้อื่นเพื่อลดช่องโหว่ในพื้นที่ที่จีนมีอำนาจเหนือกว่าด้านอุปทาน”

    — สก็อตต์ เคนเนดี หัวหน้าโครงการธุรกิจและเศรษฐศาสตร์จีนที่ศูนย์เพื่อการศึกษาเชิงกลยุทธ์และระหว่างประเทศในวอชิงตัน กล่าว

    (Photo by : SAUL LOEB / AFP) 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/us-proposes-critical-minerals-trade-bloc-aimed-at-countering-china&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mEZ9TpN_ZXzMdVwqjNkAK

  • สภา กทม. ไฟเขียว ขยายเวลาโครงการระบบสารสนเทศการศึกษา หลังสะดุดปม TOR ไม่ครบ ส.ก. จี้ถาม กังวลฮั้วประมูล-ทำเด็กเสียโอกาส

    สภา กทม. ไฟเขียว ขยายเวลาโครงการระบบสารสนเทศการศึกษา หลังสะดุดปม TOR ไม่ครบ ส.ก. จี้ถาม กังวลฮั้วประมูล-ทำเด็กเสียโอกาส

    วานนี้ (4 กุมภาพันธ์) ที่ ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (ดินแดง) ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยแรก (ครั้งที่ 5) โดยมี วิพุธ ศรีวะอุไร ประธานสภากรุงเทพมหานคร ทำหน้าที่ประธานการประชุม วาระสำคัญที่มีการพิจารณาคือ ญัตติขอความเห็นชอบขยายระยะเวลาการดำเนินการรายการผูกพัน โครงการปรับปรุงระบบสารสนเทศและเทคโนโลยีการจัดการศึกษา ซึ่งเสนอโดย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

    ชัชชาติ ได้เสนอหลักการต่อที่ประชุมว่า โครงการดังกล่าวเดิมมีกำหนดระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี (ปีงบประมาณ 2568-2569) ด้วยวงเงินงบประมาณ 27,891,300 บาท และขณะนี้ได้ตัวผู้รับจ้างแล้วในวงเงิน 18,359,999 บาท แต่เนื่องจากกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเกิดความล่าช้า ทำให้ระยะเวลาดำเนินการที่เหลืออยู่ไม่เพียงพอที่จะบริหารสัญญาให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเดิม (300 วัน) จึงมีความจำเป็นต้องขออนุมัติจากสภาฯ เพื่อขยายระยะเวลาผูกพันโครงการออกไปเป็น 3 ปี คือตั้งแต่ปี 2568-2570 เพื่อให้สามารถลงนามในสัญญาและดำเนินโครงการต่อไปได้

    นภาพล จีระกุล ส.ก. เขตบางกอกน้อย ได้ลุกขึ้นอภิปรายท้วงติงถึงความล่าช้าที่เกิดขึ้น โดยระบุว่าเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงเร็ว หากล่าช้าอาจทำให้ระบบตกรุ่น และสอบถามถึงสาเหตุที่แท้จริง ซึ่ง พิศมัย เรืองศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา ได้ชี้แจงว่า ความล่าช้าเกิดจากความผิดพลาดในการกำหนดขอบเขตของงาน (TOR) ในการประมูลครั้งแรกที่ไม่ครอบคลุมเนื้องานสำคัญ คือ ระบบดูแลและติดตามการใช้สารเสพติดในโรงเรียน” ทำให้ต้องยกเลิกการประกวดราคาและดำเนินการใหม่

    คำชี้แจงดังกล่าวสร้างความกังวลให้แก่สมาชิกสภาฯ โดยนภาพล ได้ตั้งคำถามถึงความเสี่ยงในการถูกฟ้องร้องจากผู้ชนะการประมูลรอบแรก และความพร้อมในการลงนามสัญญาหากสภาฯ อนุมัติ ขณะที่ กิตติพงศ์ รวยฟูพันธ์ ส.ก. เขตทุ่งครุ และ พุทธิพัชร์ ธันยาธรรมนนท์ ส.ก. เขตยานนาวา ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความโปร่งใส โดยเฉพาะประเด็นการจดทะเบียนกิจการร่วมค้าของผู้ยื่นซองประมูลที่เกิดขึ้นเพียง 1 วันก่อนยื่นซอง ว่าอาจมีเจตนาที่ไม่สุจริตหรือมีการฮั้วประมูลหรือไม่

    ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ชี้แจงเพิ่มเติมถึงความจำเป็นของโครงการนี้ว่า ปัจจุบันครูในสังกัด กทม. ต้องแบกรับภาระงานเอกสารจำนวนมาก โดยเฉพาะการกรอกผลการประเมิน (ปพ.) ซึ่งระบบสารสนเทศนี้จะเข้ามาช่วยลดขั้นตอนและความซ้ำซ้อนดังกล่าว เพื่อคืนเวลาให้ครูได้ดูแลนักเรียนอย่างเต็มที่ ส่วนความผิดพลาดเรื่อง TOR ยอมรับว่าเป็นข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไข แต่ยืนยันว่ากระบวนการทั้งหมดเป็นไปตามระเบียบกรมบัญชีกลาง

    ทางด้าน ผอ.สำนักการศึกษา ยืนยันว่าขณะนี้พ้นระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว หากสภาฯ ให้ความเห็นชอบ ก็สามารถลงนามในสัญญาเพื่อเริ่มงานได้ทันที

    ในช่วงท้ายของการอภิปราย สมาชิกสภาฯ หลายท่าน อาทิ สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ส.ก. เขตจอมทอง และ เมธาวี ธารดำรงค์ ส.ก. เขตปทุมวัน ได้ฝากข้อสังเกตให้ฝ่ายบริหารมีความรอบคอบในการทำงานเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำซ้อนอันจะนำมาซึ่งความเสียหายและเสียโอกาสในการเรียนรู้ของนักเรียน

    ภายหลังการอภิปรายอย่างกว้างขวาง ที่ประชุมสภากรุงเทพมหานครมีมติเห็นชอบ ให้ขยายระยะเวลาการดำเนินการรายการผูกพันโครงการปรับปรุงระบบสารสนเทศและเทคโนโลยีการจัดการศึกษา ตามที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเสนอ เพื่อให้โครงการสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/bma-education-system-extension-tor/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Rwr1l8x6hAUJjaz50B048

  • นายกฯ ญี่ปุ่นถูกวิจารณ์หนัก ปมจัดเลือกตั้งช่วงเด็กสอบเข้ามหาวิทยาลัย : อินโฟเควสท์

    นายกฯ ญี่ปุ่นถูกวิจารณ์หนัก ปมจัดเลือกตั้งช่วงเด็กสอบเข้ามหาวิทยาลัย : อินโฟเควสท์

    ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กำลังเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเรื่องการกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปในช่วงที่เด็กนักเรียนกำลังสอบเข้ามหาวิทยาลัย โดยแกนนำฝ่ายค้านและนักการศึกษาเตือนว่าการเลือกตั้งอาจรบกวนการสอบและทำให้เยาวชนเสียโอกาสในการเลือกตั้ง

    ทั้งนี้ ทาคาอิจิประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรอย่างกะทันหันในเดือนม.ค. และประกาศจัดการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.นี้ โดยจะเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกที่จัดขึ้นในเดือนก.พ. นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 ซึ่งเป็นเดือนที่เป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการสอบเข้ามหาวิทยาลัยทั่วประเทศญี่ปุ่น

    ก่อนหน้านี้ ทาคาอิจิได้แนะนำให้นักเรียนใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม โทชิโกะ ทาเคยะ แกนนำพรรคโคเมโต (Komeito) มองว่าภาระของผู้สอบจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก และตำหนิการกระทำของทาคาอิจิว่า “ไม่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง”

    ขณะเดียวกัน โยชิฮิโกะ โนดะ แกนนำร่วมของพรรคพันธมิตรปฏิรูปสายกลาง (Centrist Reform Alliance) ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวอาจทำให้เยาวชนที่กระตือรือร้นจะใช้สิทธิเลือกตั้ง “เพื่ออนาคตของตนเอง” ต้องสูญเสียโอกาสในการลงคะแนนเสียง

    นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการหาเสียงใกล้โรงเรียนและสนามสอบ แม้ว่ากฎหมายการเลือกตั้งของญี่ปุ่นกำหนดให้ผู้สมัครหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ส่งเสียงดังรอบสถานศึกษา แต่ก็ไม่มีบทลงโทษใด ๆ

    คาโอริ ซูเอโตมิ ศาสตราจารย์ด้านการบริหารการศึกษาจากมหาวิทยาลัยนิฮง กล่าวว่า การปฏิบัติตามโดยสมัครใจของผู้สมัครเพียงบางส่วน อาจไม่เพียงพอที่จะปกป้องนักเรียนในช่วงการสอบที่สำคัญ และการทับซ้อนกันของช่วงเลือกตั้งกับช่วงสอบครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นในการทบทวนกฎหมายเกี่ยวกับการกำหนดเวลาเลือกตั้งและแนวปฏิบัติในการหาเสียง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRD40IQ6AXG4C644XOF05PETADSMXJK2&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bHYKTAPLso4nweGTvsWtE

  • คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ต้อนรับศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษา

    คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ต้อนรับศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษา

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ต้อนรับศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ศึกษาดูงานด้านการบริหารและการจัดการศึกษา

    รศ.ดร.ยศวีร์ สายฟ้า คณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ให้การต้อนรับคณะศึกษาดูงานจากศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการบริหารและการจัดการศึกษา เมื่อวันพุธที่ 21 มกราคม 2569 โดยมี รศ.ดร.เฟื่องอรุณ ปรีดีดิลก หัวหน้าภาควิชานโยบาย การจัดการและความเป็นผู้นำทางการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ พร้อมคณาจารย์ให้การต้อนรับ

    คณะศึกษาดูงานได้เข้าเยี่ยมชมและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ณ โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม โดยมี อ.ศรียา เนตรน้อย ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม และรองคณบดีคณะครุศาสตร์ พร้อมคณะผู้บริหารร่วมให้การต้อนรับ จากนั้นได้ร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับภาควิชานโยบาย การจัดการและความเป็นผู้นำทางการศึกษา

    ในการนี้ รศ.ดร.เฟื่องอรุณ ปรีดีดิลก ได้นำเสนอภารกิจและผลงานของภาควิชาฯ พร้อมด้วย รศ.ดร.ธีรภัทร กุโลภาส ประธานสาขาวิชาบริหารการศึกษา และคณาจารย์ร่วมบรรยายและแลกเปลี่ยนความรู้ในหัวข้อ “แนวทางการบริหารหลักสูตรมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาบริหารการศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย”

    การศึกษาดูงานครั้งนี้นับเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการศึกษา และเป็นการวางรากฐานความร่วมมือเพื่อพัฒนาภาวะผู้นำและการบริหารการศึกษาอย่างยั่งยืนในอนาคต

    จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด

    คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/286141/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VF_B333WuPh1mbM2vzKRv

  • ปฏิกิริยาของอารักชีต่อความคิดเห็นและท่าทีที่ยังขาดวุฒิภาวะของนายกรัฐมนตรีเยอรมนี

    ปฏิกิริยาของอารักชีต่อความคิดเห็นและท่าทีที่ยังขาดวุฒิภาวะของนายกรัฐมนตรีเยอรมนี

    ปฏิกิริยาของอารักชีต่อความคิดเห็นและท่าทีที่ยังขาดวุฒิภาวะของนายกรัฐมนตรีเยอรมนี

    🔹เยอรมนีเคยเป็นเครื่องยนต์แห่งความก้าวหน้าของยุโรป แต่วันนี้กลับกลายเป็นเครื่องยนต์แห่งความถดถอยของยุโรปไปแล้ว

    🔹เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ในนครนิวยอร์ก ตามการยืนกรานของนายเมิร์ซ ประเทศยุโรปสามประเทศได้ตัดบทบาทของตนเองออกจากการเจรจานิวเคลียร์ด้วยน้ำมือของตน และหันไปเลือกเส้นทางการนำมาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติต่ออิหร่านกลับมาอีกครั้ง บัดนี้ บุคคลคนเดิมกลับมาวิงวอนขอให้กลับเข้าสู่การเจรจาเดิมนั้น

    🔹พวกเราชาวอิหร่าน น่าเสียดายที่ได้เห็นตัวอย่างอื่น ๆ ของความขาดวุฒิภาวะทางการเมืองและพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนายเมิร์ซมาแล้วหลายครั้ง

    🔹ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2025 เมื่ออิสราเอลสังหารชาวอิหร่านมากกว่าหนึ่งพันคน ปฏิกิริยาของเขากลับเต็มไปด้วยความยินดี นอกจากนี้ นายเมิร์ซยังได้กล่าวอย่างเปิดเผยหลายครั้ง ถึงการล่มสลายของอิหร่านที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งเป็นเพียงการเพ้อฝันเท่านั้น!

    🔹อิหร่านยึดมั่นมาโดยตลอดในการสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคงและสร้างสรรค์กับเยอรมนี ดังนั้น การที่บุคคลอย่างนายเมิร์ซปรากฏตัวในฐานะตัวแทนของเยอรมนีบนเวทีโลก จึงน่าเสียดายยิ่งนัก

    🔹เราหวังว่า การนำทางการเมืองที่มีความรอบคอบ มีความรับผิดชอบ และมีเกียรติยศมากกว่านี้ จะหวนกลับคืนสู่เยอรมนีอีกครั้ง