Category: วัฒนธรรม

  • &

    &

    “พันธุ์ไทย เชื่อในพลังของคนรุ่นใหม่ จึงตั้งใจมอบเวทีนี้ให้ นิสิต นักศีกษาทั่วประเทศ ได้แสดงศักยภาพและภาคภูมิใจกับผลงานที่ไม่ได้เป็นแค่ไฟล์ดิจิทัลบนหน้าจอ แต่ถูกนำมาโลดแล่นบนท้องถนนได้จริง โครงการนี้จึงเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจ ที่พันธุ์ไทยพร้อมผลักดันทุกความคิดสร้างสรรค์ของเด็กไทย ให้ไปได้ไกลกว่าในห้องเรียน” สุขวสา ภูชัชวนิชกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด

    บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด หนึ่งในธุรกิจ Non-Oil เครือบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เดินหน้าสนับสนุนการศึกษาและพลังความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ ผ่านโครงการประกวดออกแบบกราฟิก “พันธุ์ไทย…ดีไซน์อะไรก็เป็นไปได้” เปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษาระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศ ร่วมส่งผลงานการออกแบบกราฟิกบนรถฟู้ดทรัคพันธุ์ไทย โดยนำผลงานที่ได้รับรางวัลมาผลิตใช้งานจริง และออกเดินทางนำเสนองานศิลปะสู่สายตาผู้คนทั่วประเทศ พร้อมชิงรางวัลทุนการศึกษามูลค่ารวมกว่า 600,000 บาท

    นางสุขวสา ภูชัชวนิชกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด เผยว่า “พันธุ์ไทยมุ่งมั่นสนับสนุนการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการที่เชื่อมโยงทักษะกับการปฏิบัติงานจริง ไม่ว่าจะเป็น โครงการบาริสต้าน้อย ร่วมกับโรงเรียนหอวัง ให้เยาวชนได้ฝึกอาชีพในร้านกาแฟพันธุ์ไทย, TU Co-Learning Space by PTG พื้นที่เรียนรู้นอกห้องเรียนที่เชื่อมโยงประสบการณ์ตรง, CBS Cafe by PTG ต้นแบบกิจการเพื่อสังคมที่บ่มเพาะทักษะผู้ประกอบการรุ่นใหม่ โครงการสนับสนุนเด็กและเยาวชนในศาลเยาวชนและครอบครัว จ.ชลบุรี ให้มีโอกาสทำงานและกลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณภาพ รวมไปถึงโครงการล่าสุด ที่พันธุ์ไทยจับมือสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ ชวนนิสิตนักศึกษาครีเอทรถฟู้ดทรัคให้กลายเป็นงานศิลปะเคลื่อนที่ ผ่านการตีความ DNA ของพันธุ์ไทยในมุมมองใหม่ ผสานอัตลักษณ์ไทยร่วมสมัยได้อย่างสร้างสรรค์ พร้อมนำไปผลิตใช้งานได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม ไม่จำเป็นต้องรอเรียนจบ ก็สามารถมีผลงานระดับประเทศได้ และนั่นคือก้าวแรกสู่การเป็นศิลปินหรือนักออกแบบมืออาชีพในอนาคต”

    เพราะพันธุ์ไทยอะไรก็เป็นไปได้ โครงการนี้จึงเปิดกว้างสำหรับทุกไอเดียอย่างไร้ขีดจำกัด โจทย์คือการออกแบบลวดลายกราฟิกบนรถฟู้ดทรัคที่โดดเด่น ทันสมัย เข้าถึงคนรุ่นใหม่ และยังคงสะท้อน DNA ของพันธุ์ไทยได้อย่างชัดเจน ภายใต้คอนเซปต์ “พันธุ์ไทย…ดีไซน์อะไรก็เป็นไปได้” ผลงานที่ชนะการประกวดจะไม่ได้เป็นแค่ไฟล์ดิจิทัลอยู่บนหน้าจอ แต่จะถูกผลิตและขับเคลื่อนไปทั่วประเทศบนรถฟู้ดทรัคพันธุ์ไทยได้จริง

    รางวัลการประกวดสำหรับผู้สมัคร

    • รางวัลชนะเลิศ: ทุนการศึกษา 200,000 บาท
    • รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง: ทุนการศึกษา 100,000 บาท
    • รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง: ทุนการศึกษา 50,000 บาท
    • รางวัลชมเชย (7 รางวัล): ทุนการศึกษา รางวัลละ 20,000 บาท

    รางวัลพิเศษสำหรับสถานศึกษา

    • ทีมที่ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ 10 ทีม รับทุนสนับสนุนสถานศึกษาละ 20,000 บาท

    คุณสมบัติและกติกาการสมัคร: นิสิต นักศึกษาที่กำลังศึกษาในระดับอุดมศึกษา (ทั้งภาครัฐและเอกชน) สามารถสมัครได้ทั้ง แบบเดี่ยว หรือ แบบทีม (สมาชิกไม่เกิน 3 คนต่อทีม) โดยสมาชิกในทีมจะต้องศึกษาอยู่ในสถาบันเดียวกัน

    การส่งผลงาน:

    • สถาบันอุดมศึกษาสามารถส่งผลงานเข้าประกวดได้ ไม่จำกัดจำนวนทีม
    • ผู้สมัครส่งผลงานเข้าประกวดได้ ทีมละ 1 ผลงาน เท่านั้น
    • ชื่อผู้สมัครแต่ละคน สามารถเป็นสมาชิกได้เพียง 1 ทีม เท่านั้น
    • ผู้สมัครแต่ละทีมจะต้องมีอาจารย์ที่ปรึกษารับรองการสมัคร
    • ส่งผลงานออกแบบในรูปแบบไฟล์ดิจิทัล (Adobe Photoshop, Illustrator ฯลฯ) ความละเอียด 300dpi

    ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ลิงค์: https://bit.ly/403BiDc และส่งผลงานผ่านทางอีเมล: [email protected] ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 24 เมษายน 2569 (เวลา 23.59 น.)

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 092 135 1419 ติดตามความเคลื่อนไหวและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง เฟซบุ๊ค: http://www.facebook.com/PunthaiDesignContest (พันธุ์ไทยดีไซน์อะไรก็เป็นไปได้)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ieuldxajnk90z4j0hlxn0wu6lkyj43y4&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aDXebtY_6W5TekcUflYzZ

  • มองมุมต่าง: “เอกนิติ” ภารกิจฟื้น GDP เร่งเครื่องปลุกความเชื่อมั่น วัฏจักรใหม่ตลาดหุ้นไทย : อินโฟเควสท์

    มองมุมต่าง: “เอกนิติ” ภารกิจฟื้น GDP เร่งเครื่องปลุกความเชื่อมั่น วัฏจักรใหม่ตลาดหุ้นไทย : อินโฟเควสท์

    ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า รอบนี้หลายคนเริ่มหันกลับมามองเศรษฐกิจไทยด้วยความหวังมากขึ้น หลังตัวเลข GDP ไตรมาส 4 พลิกฟื้นเหนือความคาดหมาย จากภาพซบเซาที่ยืดเยื้อมานาน เบื้องหลังความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดจากโชคช่วย แต่เกิดจากการเร่งเบิกจ่ายภาครัฐที่พุ่งขึ้นถึง 13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตัวเลขนี้ไม่ได้สะท้อนแค่ เงินถูกใช้มากขึ้น แต่สะท้อนถึงการตัดสินใจเชิงนโยบายที่เอาจริงกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    บทบาทของ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในฐานะผู้รู้ระบบการคลังอย่างลึกซึ้ง รู้ว่าจังหวะไหนต้องเร่ง จังหวะไหนต้องปลดล็อก และรู้วิธีทำให้งบประมาณกระจายตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่เพียงเร่งใช้เงิน แต่ใช้เงินให้เกิดแรงกระเพื่อมจริงในระบบเศรษฐกิจฐานรากและภาคธุรกิจ

    ขณะเดียวกัน ภาพของรัฐบาลที่นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล และทีมงานจาก พรรคภูมิใจไทย ก็เริ่มชัดขึ้นในมุมของการ “ทำทันทีเมื่อทำได้” การปลดล็อก BOI Fast Track ทำให้ขั้นตอนอนุมัติโครงการเร็วขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และส่งผลให้การลงทุนภาคเอกชนที่ติดลบต่อเนื่องหลายไตรมาสเริ่มกลับมาขยับอีกครั้ง

    หากเปรียบเศรษฐกิจไทยเป็นผู้ป่วย ก็ต้องยอมรับว่าเราอยู่ใน ICU มานาน การเร่งเบิกจ่าย การกระตุ้นการลงทุน และการคลายล็อกระบบราชการ คือการให้ออกซิเจนและเลือด เพื่อพยุงให้ร่างกายกลับมามีแรงพอจะรับการรักษาระยะยาว ซึ่งในอนาคตอาจหมายถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่และการยกเครื่องการศึกษา แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น การประคองให้ระบบฟื้นก่อนคือเงื่อนไขสำคัญที่สุด

    เมื่อมองย้อนกลับไป หลายคนเริ่มเปรียบเทียบกับยุคที่ พรรคเพื่อไทย ดูแลเศรษฐกิจ ซึ่งแม้จะมีทีมเศรษฐกิจหลายชุด แต่ไม่สามารถผลักดันนโยบายหลักให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้ โดยเฉพาะโครงการ Digital Wallet ที่สะดุดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งที่สามารถใช้แอปที่มีอยู่แล้วอย่าง เป๋าตัง ได้ทันที แต่ก็ไม่ใช้

    ความต่างจึงอยู่ที่แนวทาง ระหว่างการออกแบบสิ่งใหม่ กับการใช้สิ่งที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

    ทั้งหมดนี้ไม่ได้สะท้อนแค่ภาพการเมือง แต่สะท้อนถึง จังหวะของการมอง(แบบประเมิน)เศรษฐกิจ ที่กำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนจังหวะนั้นส่งผลโดยตรงต่อตลาดทุน

    เมื่อ GDP ฟื้นเหนือคาด และการเบิกจ่ายเร่งตัวแรง ตลาดจะเริ่ม price in การฟื้นตัวล่วงหน้า นักลงทุนไม่ได้รอให้ตัวเลขทุกตัวสมบูรณ์ก่อน แต่จะซื้อเมื่อเห็นสัญญาณว่ารัฐเอาจริง นี่คือเหตุผลว่าทำไมดัชนีของ ตลาดหุ้นไทยถึงพุ่งแรง พร้อมวอลุ่มทะลักเข้ามาในช่วงนี้

    ขั้นต่อมาคือเม็ดเงินต่างชาติ ภาพรัฐบาลที่เดินหน้าเร่งงบและปลดล็อกการลงทุน ทำให้ตลาดหุ้นไทยกลับมาเข้าข่ายลงทุนได้

    ในระยะสั้น หุ้นใหญ่และกลุ่มอิงเศรษฐกิจในประเทศจะนำตลาด ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร รับเหมา วัสดุก่อสร้าง ค้าปลีก หรือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน เพราะตลาดคาดว่าเงินรัฐจะไหลลงสู่ระบบจริง ไม่ใช่เพียงแผนบนกระดาษ

    ในระยะกลาง หากการเบิกจ่ายยังต่อเนื่อง และ BOI Fast Track ทำให้โครงการเอกชนเกิดขึ้นจริง กำไรบริษัทจดทะเบียนจะเริ่มฟื้นตาม นั่นจะทำให้รอบนี้ไม่ใช่แค่รีบาวด์ แต่มีโอกาสเป็น re-rating ของตลาด จากเดิมที่หุ้นไทยถูกมองว่าโตช้า ก็อาจถูกประเมินมูลค่าใหม่

    ทั้งนี้ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่แค่การฟื้นของตัวเลขเศรษฐกิจ แต่คือการฟื้นของ “ความเชื่อมั่น” และในโลกการลงทุน ความเชื่อมั่นคือเชื้อเพลิงที่ทรงพลังที่สุด เมื่อความเชื่อมั่นมา เงินใหญ่จะตาม เมื่อเงินใหญ่มา ตลาดจะวิ่ง

    คำถามจึงไม่ใช่ว่าเศรษฐกิจดีพอหรือยัง แต่คือ เรากำลังอยู่ในจุดเริ่มต้นของวัฏจักรใหม่หรือไม่

    ถ้าใช่ รอบนี้อาจไม่ใช่แค่การกระตุ้นระยะสั้น แต่อาจเป็นจังหวะเปลี่ยนผ่านของทั้งเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยอย่างแท้จริง

    ธิติ ภัทรยลรดี

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRDJ0IQ0107C6UBQOEIA3GZ2325SMPBR&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3b43YZtITyq28L6OhwK5wd

  • เตรียมเสนอกฎหมาย แก้ “หนี้ไม่เป็นธรรม” ทำคนไทยติดกับดัก – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เตรียมเสนอกฎหมาย แก้ “หนี้ไม่เป็นธรรม” ทำคนไทยติดกับดัก – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    สภาผู้บริโภคเตรียมเสนอแก้ “หนี้ไม่เป็นธรรม” ชี้ผู้บริโภคติดกับดัก เร่งศึกษาปัญหา แนวทางแก้ไข เสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกกฎหมายคุมเพดานหนี้

    สภาผู้บริโภค เตรียมเสนอแนวทางแก้ไข “หนี้ไม่เป็นธรรม” ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลังสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยยังอยู่ในระดับสูงและมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะหนี้ไม่มีหลักประกันที่คิดดอกเบี้ยสูง จนทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากติดกับดักหนี้ระยะยาว

    รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ กรรมการนโยบาย ด้านการเงิน และการธนาคาร สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า ปี 2568 สัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อจีดีพีอยู่ที่ 86.3% เฉลี่ยประมาณ 740,000 บาทต่อครัวเรือน และมีสัดส่วนหนี้นอกระบบถึง 35% สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานานของระบบเศรษฐกิจไทย ที่มีอัตราการเติบโตต่ำต่อเนื่อง นับตั้งแต่โควิด 19 รายได้ครัวเรือนไม่เพิ่มขึ้น สวนทางกับภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดกลุ่มลูกหนี้ที่ “จ่ายแบบเสี่ยง” หรือจ่ายเพียงดอกเบี้ยโดยเงินต้นแทบไม่ลดลง

    หนี้ซับซ้อนขึ้น โดยเฉพาะ “หนี้ไม่มีหลักประกัน”

    รายงานสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยปี 2568 ระบุว่า ระดับหนี้ยังทรงตัวในระดับสูงเมื่อเทียบกับภูมิภาค และเป็นหนึ่งในประเทศที่มีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีสูงติดอันดับต้น ๆ ของโลก อยู่ที่ 86.3% เฉลี่ยนหนี้สินต่อครัวเรือนอยู่ที่ 740,000 บาท โดยหนี้อันดับ 1 คือหนี้บัตรเครดิต 46.8% รองลงมา เป็นหนี้บ้าน 40% และอันดับ 3 หนี้ยานพาหนะ 37.1% โดยผลสำรวจของหอการค้าแห่งประเทศไทย พบว่า สาเหตุที่ก่อให้เกิดขึ้นปัญหาหนี้เพิ่มขึ้น 12.3% เกิดจากค่าใช้จ่ายฉุกเฉินที่ไม่คาดคิด 10.7% เกิดจากภาระทางครอบครัว และรายได้ไม่พอรายจ่าย 9.8%

    นอกจากนี้ ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า หนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งเป็นหนี้ไม่มีหลักประกัน คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของหนี้ในระบบ กลุ่มนี้มักเผชิญอัตราดอกเบี้ยสูง และเมื่อผิดนัดชำระจะถูกคิดดอกเบี้ยเพิ่มแบบทบต้น สุดท้ายกลายเป็นคดีความ ถูกฟ้องร้องและบังคับคดียึดทรัพย์อื่น เช่น บ้านหรือทรัพย์สินจำเป็น

    รศ.ดร.นวลน้อย ระบุว่า ปัญหานี้สะท้อน “ความไม่เป็นธรรมเชิงโครงสร้าง” เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายจำกัดเพดานภาระหนี้รวมที่ลูกหนี้ต้องชำระในกรณีหนี้ไม่มีหลักประกัน แตกต่างจากหลายประเทศที่กำหนดเพดานยอดหนี้รวมประเภทนี้ไว้ว่า ต้องไม่เกินกี่เท่าของเงินต้น เพื่อไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบลูกหนี้มากเกินไป

    ขณะเดียวกัน หนี้นอกระบบยังเป็นอีกปมปัญหาใหญ่ แม้ภาครัฐพยายามดึงเข้าสู่ระบบหรือซื้อหนี้มาเจรจาปรับโครงสร้าง แต่จำนวนผู้เข้าสู่กระบวนการยังไม่มาก สะท้อนข้อจำกัดของมาตรการของภาครัฐที่มุ่งแก้รายกรณี มากกว่าการจัดการต้นตอปัญหา

    รศ.ดร.นวลน้อย เห็นว่า แนวทางของพรรคการเมืองต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้+” ของพรรคภูมิใจไทย หรือแนวคิดล้างหนี้บางประเภทของพรรคเพื่อไทย ล้วนมีเป้าหมายช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม แต่หากไม่แก้ที่ต้นเหตุ เช่น รายได้ครัวเรือนไม่เพียงพอ โครงสร้างการผลิตภาคเกษตรไม่มีประสิทธิภาพ และตลาดแรงงานไม่รองรับผู้สูงอายุ ที่ยังจำเป็นต้องทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพ เพราะไม่มีเงินออม  ปัญหาหนี้ก็จะวกกลับมาอีก

    ชี้แก้ปลายเหตุไม่พอ ต้องแก้ “หนี้ไม่เป็นธรรม” ควบคู่กับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อยกระดับรายได้และประสิทธิภาพการผลิต

    สภาผู้บริโภคจึงเตรียมเสนอให้รัฐบาลพิจารณาออกกฎหมายควบคุม “หนี้ไม่เป็นธรรม” โดยเฉพาะหนี้ไม่มีหลักประกัน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาสภาพปัญหา และแนวทางแก้ไข เพื่อเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาต่อไป นอกจากนี้ ยังเสนอให้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่กัน ได้แก่

    • เพิ่มรายได้กลุ่มเกษตรกรและแรงงานนอกระบบ
    • ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและยกระดับผลิตภาพ
    • จัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบเหตุวิกฤตหรืออุบัติเหตุที่ทำให้สูญเสียรายได้กะทันหัน
    • ส่งเสริมวินัยทางการเงินและความรู้ด้านการกู้ยืมอย่างรับผิดชอบ

    “การพักหนี้หรือหยุดหนี้ช่วยได้ระยะสั้น แต่ถ้าไม่แก้โครงสร้างรายได้และความไม่เป็นธรรมในระบบสินเชื่อ ปัญหาจะยิ่งซับซ้อนขึ้น และในที่สุดผู้บริโภคก็จะติดกับดักหนี้ไม่จบ ข้อเสนอครั้งนี้จึงเป็นความพยายามผลักดันให้การแก้หนี้ของประเทศไทยขยับจากมาตรการเฉพาะหน้า ไปสู่การปฏิรูปเชิงระบบ เพื่อคลี่คลายปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ฝังรากลึกในเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน.” รศ.ดร.นวลน้อยกล่าวทิ้งท้าย


    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    เมื่อติดกับหนี้นอกระบบ ถูกทวงหนี้โหด ไม่โอนเพิ่ม-แจ้งความ

    ยกระดับสินเชื่อทะเบียนรถ จัดทำ “สัญญาโปร่งใส” ลูกหนี้ชั้นดีต้องลดดอกเบี้ย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/210269_dept-solution_article/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Brj5TXJAxZ80-sMVHoCI-

  • วิจัยชี้ ลดน้ำหนักแม้เกิดโยโย่-เอฟเฟกต์ อาจส่งผลดีต่อสุขภาพระยะยาว

    วิจัยชี้ ลดน้ำหนักแม้เกิดโยโย่-เอฟเฟกต์ อาจส่งผลดีต่อสุขภาพระยะยาว

              ผลการศึกษาระยะยาว เผยการลดน้ำหนักแบบ โยโย่-เอฟเฟกต์ จะทำให้น้ำหนักกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง แต่ก็อาจยังสร้างประโยชน์ต่อสุขภาพในระยะยาว โดยเฉพาะด้านระบบเผาผลาญและไขมันในช่องท้อง

    ลดน้ำหนัก แล้ว โยโย่ เอฟเฟกต์
    แฟ้มภาพซินหัว : “พิเด” (Pide) อาหารพื้นเมืองของตุรกี (ทูร์เคีย) ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในเมืองบูร์ซาของตุรกี วันที่ 17 เมษายน 2568

              สำนักข่าวซินหัว เปิดเผยข้อมูลเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า มหาวิทยาลัยเบนกูเรียนแห่งเนเกฟของอิสราเอลรายงานผลการศึกษาระยะยาวระดับนานาชาติ ซึ่งบ่งชี้ว่าวงจรการลดน้ำหนักและกลับมามีน้ำหนักเพิ่มขึ้นซ้ำ ๆ ซึ่งมักเรียกว่าโยโย่-เอฟเฟกต์ อาจยังคงส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาว

              โยโย่-เอฟเฟกต์ (Yo-Yo Effect) หมายถึงรูปแบบพฤติกรรมที่พบได้ทั่วไปเวลาผู้คนลดน้ำหนักด้วยการคุมอาหารและออกกำลังกาย แต่ภายหลังกลับมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอีก จนนำไปสู่ความพยายามลดน้ำหนักครั้งใหม่ซ้ำอีก พฤติกรรมเช่นนี้มักถูกมองว่าไร้ประสิทธิภาพหรือส่งผลเสียต่อร่างกาย แต่ผลการวิจัยล่าสุดได้ท้าทายสมมติฐานดังกล่าว

              การศึกษานี้ติดตามกลุ่มตัวอย่างราว 500 คน เป็นเวลานาน 10 ปี ภายใต้การทดลองควบคุมด้านอาหารและรูปแบบการใช้ชีวิตจำนวน 2 โครงการ นักวิจัยเปรียบเทียบผลลัพธ์ระหว่างกลุ่มที่รับประทานอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนร่วมกับโปรแกรมออกกำลังกาย กับกลุ่มที่รับประทานอาหารแบบมาตรฐาน โดยใช้การสแกนเอ็มอาร์ไอ (MRI) เพื่อตรวจวัดปริมาณไขมันในร่างกาย

    ลดน้ำหนัก แล้ว โยโย่ เอฟเฟกต์

    ภาพจาก : Alfonso Soler / Shutterstock.com

              แม้ผู้เข้าร่วมบางรายจะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอีกครั้งก่อนเริ่มโปรแกรมลดน้ำหนักรอบที่สอง แต่ก็ยังพบว่าภาวะสุขภาพโดยรวมดีขึ้น โดยเฉพาะไขมันในช่องท้องซึ่งสะสมรอบอวัยวะภายใน ลดลงร้อยละ 15-25 เมื่อเทียบกับช่วงเริ่มต้น ทั้งยังตรวจพบว่าร่างกายมีการตอบสนองต่ออินซูลินดีขึ้น และมีระดับไขมันในเลือดอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมยิ่งขึ้น

              ภายหลังสิ้นสุดโปรแกรมรอบที่สองเป็นเวลา 5 ปี พบว่ากลุ่มผู้ที่พยายามลดน้ำหนักเป็นครั้งที่สองมีน้ำหนักตัวกลับมาเพิ่มขึ้นน้อยกว่า และมีไขมันในช่องท้องสะสมน้อยกว่ากลุ่มผู้เข้าร่วมที่ลดน้ำหนักเพียงครั้งเดียว

              ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าน้ำหนักตัวเพียงอย่างเดียวไม่อาจสะท้อนผลลัพธ์ด้านสุขภาพอย่างครบถ้วน และประโยชน์ด้านระบบเผาผลาญอาจยังคงมีอยู่แม้น้ำหนักจะกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งก็ตาม 

    ข้อมูลจาก : XINHUA

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://health.kapook.com/view298920.html&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QkmDWmaGb8bRjAOjaHATb

  • ตายแล้วแต่ยังได้ยิน ! วิจัย ชี้ สมองอาจยังรับรู้ได้อีกช่วงหนึ่ง หลังหัวใจหยุดเต้น

    ตายแล้วแต่ยังได้ยิน ! วิจัย ชี้ สมองอาจยังรับรู้ได้อีกช่วงหนึ่ง หลังหัวใจหยุดเต้น

    ตายแล้วแต่ยังได้ยิน ! งานวิจัยเปิดข้อมูลใหม่ สมองอาจยังรับรู้ได้อีกช่วงหนึ่ง หลังหัวใจหยุดเต้น

              มนุษย์เราอาจยังคงมีสติรับรู้ได้ชั่วครู่ แม้หัวใจจะหยุดเต้นและถูกวินิจฉัยว่าเสียชีวิตทางคลินิกแล้ว ขณะที่ผู้รอดชีวิตเล่าประสบการณ์ระทึกว่า  ได้ยินเสียงแพทย์-พยาบาล และแม้แต่การประกาศเวลาตายของตัวเอง

    งานวิจัยทางการแพทย์

              เว็บไซต์ dailymail.co.uk และ nypost.com รายงานผลการศึกษาทางการแพทย์ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Resuscitation ซึ่งพบว่า สมองของผู้ป่วยที่เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นระหว่างรักษาในโรงพยาบาล และได้รับการช่วยชีวิตด้วยการปั๊มหัวใจ (CPR) อาจยังคงมีสัญญาณการทำงานบางรูปแบบในช่วงเวลานั้น แม้ว่าหัวใจจะหยุดเต้นและอยู่ในภาวะเสียชีวิตทางคลินิก (Clinically dead) ก็ตาม

              การศึกษานำโดย ดร.แซม พาร์เนีย ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยด้านการช่วยชีวิต จาก NYU Langone Health ในนิวยอร์ก ร่วมกับโรงพยาบาลกว่า 25 แห่งในสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร โดยติดตามผู้ป่วย 567 คน ที่เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นในโรงพยาบาลระหว่างเดือนพฤษภาคม 2017 ถึงมีนาคม 2020 และได้รับการทำ CPR

    สมองยังทำงานแม้หัวใจหยุดเต้น

              จากกลุ่มผู้ที่สามารถฟื้นคืนชีพได้ นักวิจัยพบว่า ราว 40% ของผู้รอดชีวิตที่สามารถให้ข้อมูลได้ เล่าว่ามีความทรงจำหรือการรับรู้บางส่วนในช่วงเวลาที่หัวใจหยุดเต้น ขณะที่ประมาณ 1 ใน 5 ระบุว่ามีประสบการณ์ชัดเจนคล้ายความฝัน เช่น รู้สึกเหมือนแยกออกจากร่าง เห็นเหตุการณ์ในห้องฉุกเฉิน หรือมีภาพชีวิตทั้งชีวิตย้อนกลับมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งเข้าข่ายปรากฏการณ์ใกล้ตาย (near-death experiences)

    สมองยังทำงานแม้หัวใจหยุดเต้น

              ทีมวิจัยยังใช้เครื่องตรวจคลื่นสมอง (EEG) ในผู้ป่วยบางราย และพบสัญญาณคลื่นสมองบางประเภทที่เกี่ยวข้องกับการคิดและการรับรู้ ปรากฏขึ้นเป็นช่วง ๆ ระหว่างการทำ CPR แม้เลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงสมองลดลงอย่างมาก โดยในบางรายสามารถตรวจพบสัญญาณลักษณะนี้ได้นานถึงประมาณ 35-60 นาทีระหว่างที่กำลังช่วยชีวิต อย่างไรก็ตาม สัญญาณนี้ปรากฏเป็นระยะ ไม่ได้หมายความว่าสมองทำงานต่อเนื่องตลอดช่วงเวลาดังกล่าว

              นักวิจัยอธิบายต่ออีกว่า เมื่อสมองขาดเลือดหลังหัวใจหยุดเต้น ระบบยับยั้งการทำงานตามปกติ (Disinhibition) อาจถูกปลดออก ส่งผลให้เกิดการทำงานของสมองในลักษณะพิเศษช่วงสั้น ๆ ทำให้ผู้ป่วยบางรายสามารถเข้าถึงความทรงจำ ความคิด และอารมณ์ได้อย่างเข้มข้นในเวลาเดียวกัน

              ผู้รอดชีวิตรายหนึ่งเล่าว่า เขาได้ยินเสียงแพทย์และพยาบาลพูดคุยกัน รวมถึงได้ยินการประกาศเวลาเสียชีวิตของตนเอง ขณะที่กำลังได้รับการช่วยชีวิต อย่างไรก็ตาม นักวิจัยย้ำว่า ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันว่าประสบการณ์ดังกล่าวเป็นการรับรู้จริงในขณะนั้น หรือเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นระหว่างการฟื้นตัวของสมองภายหลัง

              ในตอนท้าย ดร.พาร์เนีย เชื่อว่าการค้นพบนี้เปิดมุมมองใหม่ต่อการดูแลผู้ป่วยภาวะหัวใจหยุดเต้น อาจช่วยให้แพทย์พัฒนาแนวทางหรือเทคนิคใหม่ในการปกป้องสมองระหว่างทำ CPR หรือเพิ่มโอกาสให้หัวใจกลับมาเต้นได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น นอกจากนี้ ความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับระยะเวลาที่สมองยังคงมีการทำงาน อาจมีผลต่อแนวทางการพิจารณาเรื่องการบริจาคอวัยวะในอนาคต เพื่อหลีกเลี่ยงการดำเนินการเร็วเกินไป

    บทความที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยสุขภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://health.kapook.com/view298924.html&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22g93aV2ENloM2z5CVdpgw

  • ระเบียบผีเลือกบอร์ด ขวางประกันสังคมก้าวหน้า

    ระเบียบผีเลือกบอร์ด ขวางประกันสังคมก้าวหน้า

    การประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่มี นรเศรษฐ์ ปรัญชากร สว. เป็นประธานกมธ.  วาระพิจารณา ศึกษารูปแบบการเลือกคณะคณะกรรมการประกันสังคม อันเป็นกลไกสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกันตนมีส่วนร่วมในกระบวนการ กำหนดทิศทางและกำกับดูแลการบริหารกองทุนประกันสังคม โดยมีการเชิญ 1. ปลัดกระทรวงแรงงาน  2. ประธานคณะอนุกรรมการปรับปรุงแก้ไขระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ. 2564  3. พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร อดีตประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ 4. ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้าง 5. ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อดีตบอร์ดประกันสังคมก้าวหน้า

    นรเศรษฐ์ ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม ว่า เนื่องจากมีข้อสับสนและข้อถกเถียงในสังคม เราจึงเชิญทั้ง 2 ฝั่งในตัวแทนของผู้ประกันตนและฝั่งนายจ้าง รวมถึงปลัดกระทรวงแรงงานตัวแทนของปลัดกระทรวงแรงงาน เข้ามาร่วมการประชุมด้วย จะได้ศึกษาและสอบถามข้อมูลเจตนารมณ์ในการศึกษาข้อเสนอในการเปลี่ยนกติกาการเลือกตัวแทนของบอร์ดผู้ประกันตนด้วย ด้วยเหตุนี้ตนจึงคิดว่าหลายประเด็นที่ทางสังคมมีข้อซักถามและสงสัยทั้งข้อมูลต่างๆที่ผู้ประกันตน อาจจะได้รับทราบน้อยมาก รวมถึงสาเหตุหลักจริงๆที่มีการเปลี่ยนกติกา เปลี่ยนด้วยเหตุผลใด และทางผู้ประกันตนจะได้ประโยชน์ใดจากการเปลี่ยนกติกาในครั้งนี้ จึงอยากจะพยายามหาคำตอบรวมถึงผู้มีความเห็นต่างว่าการเปลี่ยนกติกาครั้งนี้จะไม่ได้เป็นประโยชน์กับผู้ประกันตนด้วย จึงเป็นพื้นที่ให้ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยน และแสดงเหตุผลกันในกมธ.

    เมื่อถามว่า จะมีการสอบถามเรื่องการทำประชาพิจารณ์มีการใช้บอททำ เพื่อให้การทำประชาพิจารณ์ล่ม หรือไม่ นรเศรษฐ์ กล่าวว่า วันนี้เรามีการเชิญทางสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (สพร.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทำประชาพิจารณ์ ฉะนั้น ในข้อสงสัยและข้อสังเกตที่อาจจะมีการทำบอทหรือไม่ ก็จะมีโอกาสได้สอบถาม

    ทั้งนี้ จะมีการสอบถามถึงผลการทำประชาพิจารณ์ด้วยหรือไม่ นรเศรษฐ์ กล่าวว่า มีการสอบถามแน่นอนว่าได้ทราบผลการทำประชาพิจารณ์แล้วหรือไม่ และเพราะเหตุใด ผ่านการทำประชาพิจารณ์ไปแล้วหลายวัน แต่ผลก็ยังไม่สามารถเปิดเผยได้

    เมื่อถามว่า ส่วนตัวมองเรื่องการเปลี่ยนกติกาครั้งนี้อย่างไร นรเศรษฐ์ กล่าวว่า ส่วนตัวได้ข้อมูลในส่วนของกติกาและเนื้อหารวมถึงวัตถุประสงค์ในการเปลี่ยนยังไม่เต็มที่ ชัดเจนเท่าไหร่ แต่หวังว่าในวันนี้จะรับฟังและรับทราบถึงเจตนารมณ์พร้อมกับทุกคน รวมถึงผู้ประกันตนด้วย ส่วนหลังจากนี้จะเห็นด้วยหรือไม่ไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับการเปลี่ยนกติกาอย่างไร ทางสังคมหรือผู้ที่สนใจ รวมถึงผู้ประกันตนด้วยจะนำไปถกเถียง แลกเปลี่ยนกันพบในสังคม

    ขณะที่ ษัษฐรัมย์ กล่าวว่า คำร้องที่ได้ยื่นให้ทาง กมธ.ตรวจสอบ เป็นคำร้องให้ตรวจสอบขั้นตอนการได้มาซึ่งการทำประชาพิจารณ์ตัวระเบียบเลือกตั้งใหม่ของประกันสังคมซึ่งเห็นว่ามีกระบวนการที่มีปัญหาตั้งแต่ในแง่ของกระบวนการได้มาซึ่งการทำประชาพิจารณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราได้ทักท้วงไปแล้วตั้งแต่การประชุมบอร์ดประกันสังคม รวมถึงเนื้อหาในกติกาเลือกตั้งใหม่ซึ่งเป็นข้อสังเกตสำคัญที่ว่าเป็นการลดทอนอำนาจของผู้ประกันตนและการมีส่วนร่วมโดยเฉพาะอย่างยิ่งการพยายามมีจุดมุ่งหมายที่จำเพาะชัดเจน

    ษัษฐรัมย์ กล่าวต่อว่า วันนี้จะมีการเปิดเผยรายงานการประชุมในคณะกรรมการประกันสังคม 2 ครั้งรวมถึงข้อมูลที่มีอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องที่ได้ให้มาว่ากระบวนการได้มาซึ่งระเบียบเลือกตั้งตัวนี้มีข้อสงสัยมีจุดมุ่งหมายเฉพาะที่จะมุ่งเป้าต่อทีมประกันสังคมก้าวหน้าจนถึงวันนี้ แม้จะสิ้นสุดผลการทำ ประชาพิจารณ์ ไปแล้วแต่ ยังมีข้อสงสัยว่ายังไม่ได้มีการเปิดผลการทำประชาพิจารณ์จากประกันสังคมรวมถึงข้อสังเกตที่ช่วงท้าย ของการทำประชาพิจารณ์มีกระบวนการยิงบอท เว็บล่ม ทั้งนี้ มีการเปิดเผยผลประชาพิจารณ์จากสำนักงานที่น่าเชื่อถืออย่างสำนักงานกฤษฎีกา

    แต่ขณะเดียวกันก็มีผลการทำประชาพิจารณ์ ที่แฝงออกมาของสำนักงานอีกกว่า 4 แสนความเห็น ซึ่งจุดมุ่งหมายสำคัญคือ ป้องกันการทำรัฐประหารประกันสังคม

    ษัษฐรัมย์ กล่าวว่า วันนี้ตัวแทนทางสำนักงานเองก็มีคำตอบที่ตายตัวอยู่แล้ว แต่ประเด็นหลัก ที่อยากให้สังคมสนใจเรื่องนี้มากขึ้นไปอีก นั่นคือระเบียบเลือกตั้งตัวนี้เป็นระเบียบเลือกตั้งที่ไม่มีเจ้าภาพ เป็นระเบียบเลือกตั้งผี เพราะเมื่อมีการนำเสนอในบอร์ดก็มี ก็มีคำอธิบายว่าบอร์ดไม่มีอำนาจในการตั้งคำถาม

    สิ่งที่ตั้งคำถามต่อบอร์ดประกันสังคมง่ายๆ แต่ไม่ได้รับคำตอบ คือต้องการให้มีคำชี้แจง ต่อข้อคำถาม 4 หน้ากระดาษ A4 แต่ทางตัวแทนสำนักงานบอกว่าบอร์ดไม่มีอำนาจ ในการตั้งคำถาม ผู้ที่เกี่ยวข้องก็ไม่มีหน้าที่ในการตอบข้อสงสัยของตนเอง ที่เป็นข้อสงสัยที่ว่าลดอำนาจ ของผู้ประกันตนและข้อจำกัดที่ขัดต่อสิทธิพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ไม่มีคำตอบใดๆ เชื่อว่าวันนี้ในการที่ให้ข้อมูลต่อกรรมาธิการจะมีตัวแทนของฝ่ายนิติบัญญัติที่มีความเกี่ยวข้องตรงนี้น่าจะให้ข้อมูลวินิจฉัยและสามารถ จะเป็นดิจิตอลฟุตปริ้น ต่อไปได้ถึงความไม่ชอบมาพากลของระเบียบเลือกตั้งตัวนี้

    “การพยายามผลักดันระเบียบเลือกตั้งทั้งๆที่มีการเลือกตั้งไปเมื่อ 2 ปีที่แล้วและการเลือกตั้งครั้งนั้นก็สร้างผล การเปลี่ยนแปลงมากมายต่อประกันสังคม ทั้งแง่สิทธิประโยชน์การตรวจสอบความโปร่งใส อยู่ๆ ระเบียบเลือกตั้งนี้ถูกกีดขวางไม่ให้เอามาใช้ซ้ำ การปรับปรุงระเบียบเลือกตั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวกับประสิทธิภาพของการดำเนินงาน แต่เป็นการจำกัด และกำจัดกลุ่มการเมือง โดยเฉพาะประกันสังคมก้าวหน้า ออกจากวิธีการตรวจสอบและการผลักดันสิทธิประโยชน์ พวกเรามาเพียงแค่ 2 ปี ขณะนี้เป็นเพียงบอร์ดรักษาการ หลายคนอยู่ประมาณ 30 ปี คำกล่าวอ้างของประธานอนุกรรมการ ร่างระเบียบเลือกตั้งบอกว่า ให้พวกเราแบ่งปันความรักของประกันสังคมให้คนอื่นบ้าง แต่ตลอดระยะเวลา 24 เดือนเป็นระยะเวลาที่สั้นวันนี้เราต้องยืนยันว่าอำนาจประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมคือจุดสำคัญที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงแก่ประกันสังคมได้”

    — ษัษฐรัมย์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/norraset-20feb2026&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qYfh3sOAx8nrZN0EViSUJ

  • ทิสโก้ ร่วมกับ CSR สมาคมธนาคารไทย เสริมทักษะการเงินเยาวชน | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    ทิสโก้ ร่วมกับ CSR สมาคมธนาคารไทย เสริมทักษะการเงินเยาวชน | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    ธนาคารทิสโก้ (TISCO) ในฐานะหนึ่งในธนาคารสมาชิกชมรม CSR สมาคมธนาคารไทย ร่วมขับเคลื่อนกิจกรรมส่งเสริมความรู้ทางการเงินสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลาย ณ โรงเรียนวัดคลองเก้า จังหวัดสมุทรปราการ โดยมุ่งปลูกฝังทักษะทางการเงินพื้นฐาน และสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการออม การใช้จ่าย และการวางแผนทางการเงินตั้งแต่วัยเรียน ที่เป็นรากฐานสำคัญของคุณภาพชีวิตและความมั่นคงในอนาคต 

    กิจกรรมครั้งนี้ได้รับการออกแบบอย่างเหมาะสมกับช่วงวัยของผู้เรียน เน้นวิธีการสอนที่สนุก เข้าใจง่าย และเน้นการมีส่วนร่วม เพื่อกระตุ้นให้เด็ก ๆ สามารถนำความรู้ไปต่อยอดได้จริงในชีวิตประจำวัน พร้อมปลูกฝังทัศนคติที่ดีในการบริหารจัดการเงินอย่างรับผิดชอบตั้งแต่เยาว์วัย เพราะ “ทักษะทางการเงิน” คือเครื่องมือสำคัญที่จะติดตัวเด็ก ๆ ไปตลอดชีวิต 

    นอกจากนี้ ทางชมรมฯ และธนาคารสมาชิก ยังร่วมกันมอบเงินสนับสนุนเพื่อปรับปรุงและพัฒนาห้องพยาบาลของโรงเรียนวัดคลองเก้า เพื่อยกระดับด้านสุขภาพและความปลอดภัยของนักเรียน สร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่เหมาะสม และส่งเสริมการพัฒนาเด็กในทุกมิติ 

    นายรวี อ่างทอง ประธานชมรม CSR สมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า “การเสริมสร้างทักษะทางการเงินตั้งแต่วัยเยาว์เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการสร้างพฤติกรรมด้านการเงินที่ยั่งยืนในอนาคต ขณะเดียวกัน การมีสภาพแวดล้อมและสุขภาวะที่ดีในโรงเรียนเป็นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ของเด็ก ความร่วมมือกันครั้งนี้ จึงสะท้อนให้เห็นถึงพลังร่วมกันของภาคธนาคารไทยในการสนับสนุนเยาวชนและสังคมไทยอย่างยั่งยืน”  

    ความร่วมมือในครั้งนี้ยังตอกย้ำบทบาทของภาคการเงินไทยในการช่วยขับเคลื่อนแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิต ลดความเสี่ยงด้านหนี้ครัวเรือน และสนับสนุนความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน ผ่านการเริ่มต้นที่ “เด็กและการศึกษา” ซึ่งเป็นหัวใจของอนาคตประเทศ 

    อย่างไรก็ตาม ธนาคารสมาชิกชมรม CSR สมาคมธนาคารไทย ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารเกียรตินาคินภัทร ธนาคารซีไอเอ็มบีไทยธนาคารทหารไทยธนชาติ ธนาคารทิสโก้ ธนาคารไทยเครดิต ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ธนาคารสแตนดาร์ตชาร์ดเตอร์ (ไทย) และ ธนาคารไอซีบีซี(ไทย) 

    ปรับไชต์สมาคมธนาคารไทย 1200

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tisco.co.th/th/news/20260220-tiscocsr-financial-education-youth&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nXdTcyVGp4KvUAj69ItFA

  • SFLEX ร่วมส่งต่อโอกาสทางการศึกษา-ส่งเสริมทักษะการเรียนรู้เทคโนโลยี โรงเรียนบ้านโป่งยอ จ.ลพบุรี – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    SFLEX ร่วมส่งต่อโอกาสทางการศึกษา-ส่งเสริมทักษะการเรียนรู้เทคโนโลยี โรงเรียนบ้านโป่งยอ จ.ลพบุรี – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – คุณสมโภชน์ วัลยะเสวี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ที่5จากซ้าย) บริษัท สตาร์เฟล็กซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SFLEX พร้อมด้วย คุณอภิชาติ การุณกรสกุล (ที่4จากซ้าย) ประธานมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม ร่วมกับ บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน) และมูลนิธิกระจกเงา เดินหน้าส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาศักยภาพเยาวชนไทย ผ่านโครงการสนับสนุนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ จำนวน 12 เครื่อง ให้แก่โรงเรียนบ้านโป่งยอ จังหวัดลพบุรี เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ การศึกษา ทั้งในด้านดิจิทัล สื่อออนไลน์ รวมไปถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/20/618854/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13dLSXuSX2X_Nyia3Dm3h7

  • IND ผนึก วปอ.รุ่น 47 มอบทุนการศึกษา นักเรียน รร.วัดสมบูรณ์สามัคคี จ.นครนายก – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    IND ผนึก วปอ.รุ่น 47 มอบทุนการศึกษา นักเรียน รร.วัดสมบูรณ์สามัคคี จ.นครนายก – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – บริษัท อินเด็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (IND) โดย ดร.ชัยณรงค์ ณ ลำพูน (แถวหลังที่ 4 จากซ้าย) ประธานกรรมการบริหาร พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมกับวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หรือ วปอ. รุ่น 2547  จัดกิจกรรมจิตอาสาบริจาคทุนการศึกษาและอุปกรณ์การเรียน ให้แก่นักเรียนโรงเรียนวัดสมบูรณ์สามัคคี (ปากช่องประชานุกูล) จังหวัดนครนายก จำนวน 15 ทุน และบุตรพนักงาน 5 ทุน ทุนละ 2,000 บาท ซึ่งเป็นกิจกรรมที่แสดงถึงพลังความร่วมมือและการคืนประโยชน์สู่สังคม โดยมุ่งเน้นช่วยเหลือ และส่งเสริมโอกาสทางการศึกษา และพัฒนาคุณภาพชีวิตผ่านการส่งมอบทุน อุปกรณ์การเรียน สะท้อนบทบาทของผู้นำความมั่นคงในการสนับสนุนสังคมอย่างยั่งยืน กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้น ณ คุ้มหลวงลำพูนรีสอร์ท จังหวัดนครนายก เมื่อเร็วๆ นี้

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/20/618855/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vuIyv-UXxeh4NzipdqcmG

  • เปิดตัวคลังสมองขุนคลัง ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ กับภารกิจฟื้นเศรษฐกิจไทย

    เปิดตัวคลังสมองขุนคลัง ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ กับภารกิจฟื้นเศรษฐกิจไทย

    ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/2568 ที่ขยายตัวสูงถึง 2.5% ส่งผลให้ทั้งปี 2568 เติบโตได้ 2.4% ถือเป็นตัวเลขที่ออกมาดีกว่าคาดการณ์ จากก่อนหน้านั้นที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.)คาดการณ์ว่า ทั้งปี 2568 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพียง 1.8%

    เนื่องจากประเมินว่า โครงการคนละครึ่ง พลัส ของรัฐบาลที่มากระตุ้นเศรษฐกิจช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี จะสร้างผลทวีคูณในระบบเศรษฐกิจได้อย่างน้อย 0.3-0.4% เท่านั้น

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังระบุว่า ตัวเลขที่ออกมานั้น ถือเป็นกำลังใจให้กับทีมทำงานด้านเศรษฐกิจทุกคน ที่สามารถงัดเศรษฐกิจไทยให้พ้นจากหล่มได้ 

    นอกจากผลของมาตรการรัฐ ทั้งโครงการคนละครึ่ง พลัส, โครงการเที่ยวดีมีคืน และการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แล้วยังมาจากการลงทุนรวม ที่ขยายตัวถึง 8.1% สูงสุดในรอบที่ผ่านมา

    ดร.เอกนิติกล่าวว่า หลักๆ เป็นผลมาจากการเร่งผลักดันการลงทุนทั้งในส่วนของรัฐบาล ผ่านการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ที่คนอาจจะไปโฟกัสที่งบประมาณที่ล่าช้า กระทบการลงทุน แต่ตัวเลขการลงทุนของรัฐวิสาหกิจมีถึงครึ่งหนึ่งของรัฐบาล ดังนั้นเมื่อไปเร่งรัดการเบิกจ่ายส่วนนี้ทำให้การลงทุนภาครัฐขยายตัวได้ถึง 13.3%  

    เปิดตัวคลังสมองขุนคลัง ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ กับภารกิจฟื้นเศรษฐกิจไทย

    ขณะเดียวกัน ในส่วนของการลงทุนภาคเอกชนเอง ทีมงานได้ลงไปจี้รายบริษัทที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (BOI) แล้วยังไม่เริ่มลงทุนว่า ติดขัดตรงไหน แล้วแก้ปัญหาให้ตรงจุด ส่วนหนึ่งเพราะได้ดึงบุคลากรจากภาคเอกชนมาร่วมทีม เพื่อให้การทำงานคล่องตัวและสามารถเห็นผลได้เร็วขึ้น

    ดร.เอกนิติกล่าวถึงสไตล์การทำงานจะใช้ “ที่ปรึกษาจากภาคเอกชน” ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาช่วยอุดช่องว่างของระบบราชการ เนื่องจากข้าราชการมักจะรู้ทางและบางครั้งอาจมีการ “ยัดไส้” หรือตั้งเป้าหมายต่ำ ๆ ไว้ก่อน  ทำให้รัฐมนตรีที่มาจากสายการเมืองมักจะถูกข้าราชการหลอกได้ง่าย เนื่องจากไม่รู้ระบบภายใน

    ดังนั้น การทำงานในรอบนี้เน้นการผสมผสานระหว่าง “กลไกระบบราชการ” ที่ดร.เอกนิติมีความเชี่ยวชาญ เข้ากับ “ความรวดเร็วของภาคเอกชน” เข้ามาเสริมทีมงานในกระทรวงการคลัง เพื่ออุดช่องว่างของระบบราชการและช่วยให้การทำงานมีความคล่องตัวและเป็นมืออาชีพมากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาของประเทศโดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ โดยใช้โจทย์ประเทศเป็นที่ตั้ง

    โครงสร้างทีมงานภายใต้การนำทีมของดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาสประกอบด้วย  

    • “พี่บิ๊ก” หรือ นายธนฑิตย์ รักตะบุตร ทำหน้าที่ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ดูแลงานฝั่งทำเนียบรัฐบาล งานด้านสังคม และงาน นอกเหนือจากมิติเศรษฐศาสตร์

    นายธนฑิตย์ รักตะบุตร กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง

    นายธนฑิตย์ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์ จาก ม.อัมสัมชชัญ เป็นนักธุรกิจหนุ่มไฟแรง ประกอบธุรกิจด้านจัดหางาน และเหมาจ้างแรงงาน (Recruitment & Outsourcing Services) นอกจากนี้ยังมีธุรกิจร้านอาหารชื่อดัง อาทิ นารา ไทย คูซีน, อั้งม้อ, Inka, มาดามแม่ และโคลิมิเต็ด

    นายธนฑิตย์ยังเป็น เลขาธิการ สมาคมกีฬาเทควันโดแห่งประเทศไทย ภายใต้การเชิญชวนของ “บิ๊กเอ” ผศ.พิมล ศรีวิกรม์ นายกสมาคมกีฬาทเควันโดแห่งประเทศไทยเมื่อปี 2560  ซึ่ง “พี่บิ๊ก” มีบทบาทกับเทควันโดมากมาย ในฐานะ “ผู้จัดการทีม” ทั้งศึกซีเกมส์ ครั้งที่ 30 ที่ฟิลิปปินส์, ครั้งที่ 31 ที่เวียดนาม, ครั้งที่ 32 ที่กัมพูชา รวมทั้งเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 19 ที่อินโดนีเซีย ซึ่งทุกครั้ง “จอมเตะไทย” ไม่ทำให้ผิดหวัง คว้าเหรียญทอง ได้ตามเป้าหมาย

    ส่วนผลงานชิ้นโบว์แดงก็คือร่วมสร้างเหรียญทองประวัติศาสตร์ โอลิมปิกเกมส์ 2020 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น จากผลงานของ “น้องเทนนิส” พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ ในรุ่น 49 กก.หญิง

    • ขณะที่งานที่ปรึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ จะอยู่ภายใต้การดูแลของ “ดร.นะโม” หรือ ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี  กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง

    ดร.นะโม เคยร่วมงานกันสมัยที่ ดร.เอกนิติ เป็นประธานกรรมการ ธนาคาร ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี ก่อนจะย้ายมาทำงานที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแก่งประเทศไทย(EXIM BANK) ในตำแหน่ง รองกรรมการผู้จัดการ

    ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี  กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง

    ดร. นะโม คือผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์และการเงิน จบปริญญาเอกและปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐอเมริกา และปริญญาตรีด้านคณิตศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยซานฟรานซิสโก

    มีความเชี่ยวชาญด้าน เศรษฐศาสตร์มหภาค, นโยบายการคลัง, ความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมความยั่งยืนทางการเงินให้กับธุรกิจไทย โดยเฉพาะในภาคการส่งออกและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSME) 

    • สำหรับตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคือ “พี่โอม” หรือนายอาร์ชวัส เจริญศิลป์ จะเป็นศูนย์กลางประสานงานกับสื่อมวลชน

    “พี่โอม” เคยช่วยดร.เอกนิติในการทรานส์ฟอร์มที่กรมสรรพากร ด้วยการนำระบบ Digital และ Data Analysis มาใช้ในการจัดเก็บและอำนวยความสะดวกให้กับผู้เสียภาษา และยังร่วมจัดทำโครงการ Quick Win เพื่อปรับเปลี่ยนกรมสรรพสามิตจากกรมจัดเก็บภาษี มาเป็นกรม ESG

    นายอาร์ชวัส เจริญศิลป์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    นายอาร์ชวัส เจริญศิลป์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อีทราน (ไทยแลนด์) จำกัด “สตาร์ทอัพ” ผลิตรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าพลังงานสะอาด และสถานีเปลี่ยนแบตเตอรี่ หรือ ETRAN Power Station พร้อมเป้าหมายก้าวจากสตาร์ทอัพสู่องค์กรธุรกิจเต็มรูปแบบ เพื่อเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต

    • ส่วนงานที่ปรึกษาและนโยบายเศรษฐกิจ จะมีนักวิชาการ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยคือ ดร.ปอ หรือ ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ

    ดร.อธิภัทร ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี (Tax Economist) ที่เก่งที่สุด เคยเป็นที่ปรึกษาที่ช่วยงาน ดร.เอกนิติ มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยปฏิบัติหน้าที่ที่กรมสรรพากรต่อเนื่องมาจนถึงกรมสรรพสามิต เป็นผู้อยู่เบื้องหลังนโยบายภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) โครงการคนละครึ่ง และ โครงการบัญชีการออมการลงทุน ส่วนบุคคลหรือ Thailand Individual Saving Account หรือ TISA

    ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี

    ทั้งนี้ ดร.เอกนิติให้ อิสระในการทำงานแก่ ดร.ปอ อย่างเต็มที่ เพื่อให้คงความเป็นนักวิชาการและรักษาความเป็นกลางไว้ แม้ว่า บางนโยบายที่เน้นมุมมองวิชาการอาจจะมีจุดอ่อนที่ไม่ถูกใจคนจำนวนมากบ้างก็ตาม

     ดร.อธิภัทร เป็นนักเศรษฐศาสตร์ด้านนโยบายการคลังและการพัฒนา เคยเป็น Tax Economist ที่ Congressional Budget Office ประเทศสหรัฐฯ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เหรียญทอง) และปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และระดับปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์จาก Rice University สหรัฐอเมริกา

    นอกจากนี้ ดร.อธิภัทร ได้รับรางวัล Richard Musgrave Prize สำหรับงานวิจัยยอดเยี่ยมที่ตีพิมพ์ใน National Tax Journal ในปี 2558 และเป็นส่วนหนึ่งของทีมวิจัยที่ได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่นของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยในปี 2560

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/651958&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zggdnVtimJYdY29iveFby