Category: วัฒนธรรม

  • GULF เปิดตัวนิทรรศการ “Empowering Me” สะท้อนตัวตน ความฝัน

    GULF เปิดตัวนิทรรศการ “Empowering Me” สะท้อนตัวตน ความฝัน

    บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF สานต่อภารกิจเพื่อสังคมภายใต้แนวคิด “Powering the Future, Empowering the People” มอบเงินสนับสนุนการดำเนินงานของ ศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ต่อเนื่องเป็นที่ 10 พร้อมมอบทุนการศึกษาภายใต้โครงการ “หนึ่งทุน หนึ่งฝัน ปั้นอนาคต” ให้แก่เยาวชนที่อยู่ในความดูแลของศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ เพื่อสร้างโอกาสทำตามความฝันของน้อง ๆ ที่ครอบครัวมีรายได้น้อย ให้ได้เข้ารับการศึกษาในระดับสูงสุดตามความมุ่งหวังของครอบครัวและตามศักยภาพทางสติปัญญาและร่างกาย

    นอกจากนี้ ในวาระครบรอบ 10 ปีที่ GULF ร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานของศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ มาอย่างต่อเนื่อง GULF ยังได้จัดนิทรรศการภาพวาดเชิงสัญญะ (Symbolism Art) “Empowering Me – A power of identity beyond appearances: นี่คือฉัน งดงามอย่างที่ฉันเป็น” รวบรวมผลงานจาก 10 ศิลปินรุ่นใหม่จาก 10 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวความฝัน ความเข้มแข็ง และตัวตนที่แท้จริงของผู้มีความผิดปกติบนใบหน้า โดยนิทรรศการเปิดให้เข้าชมฟรีตลอดงาน ระหว่างวันที่ 19 – 26 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ชั้น 3 AIS SIAM สยามแควร์  

    GULF เปิดตัวนิทรรศการ “Empowering Me” สะท้อนตัวตน ความฝัน

    นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง GULF และโรงพยาบาลจุฬาฯ ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปี เพื่อมอบโอกาสในการผ่าตัดแก้ไขความผิดปกติทางใบหน้าและอวัยวะที่เกี่ยวข้องให้แก่เด็กผู้ด้อยโอกาสให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติ 

    พร้อมสนับสนุนทุนการศึกษาควบคู่กันไป ต้องขอขอบคุณทีมแพทย์ที่ทุ่มเทรักษาแม้ในเคสที่ซับซ้อน ทั้งนี้บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนระบบสาธารณสุขไทยมาโดยตลอด ทั้งการบริจาคเครื่องมือแพทย์เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้อย่างเท่าเทียม และเราจะสนับสนุนต่อไป นอกจากนี้ในงานยังมีนิทรรศการภาพวาดที่สะท้อนความรู้สึก ตัวตนของน้องๆ ซึ่งอยากเชิญชวนให้มาเยี่ยมชมกัน เราพร้อมจะช่วยเหลือสังคมในทุกมิติเท่าที่จะทำได้ เพื่อสร้างสังคมที่ดียิ่งขึ้นต่อไปครับ”

    GULF เปิดตัวนิทรรศการ “Empowering Me” สะท้อนตัวตน ความฝัน

    ขณะที่ ศ.นพ.นนท์ โรจน์วชิรนนท์ รองหัวหน้าศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า ศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ เป็นศูนย์กลางในการดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีความผิดปกติบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ ทั้งในด้านร่างกาย จิตใจและสังคม โดยมีแพทย์และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ 12 สาขาที่ทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดผลดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย พร้อมทั้งสนับสนุนทุนการศึกษาให้กับผู้ป่วยในศูนย์ฯ ให้เข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานได้อีกด้วย ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา GULF มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยผ่าตัดแก้ไขความผิดปกติบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ รวมถึงการรักษาทางทันตกรรม นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดรักษาแล้ว แต่ยังอาจทิ้งร่องรอยของโรคไว้ในรูปแบบแผลเป็น ทำให้ผู้ป่วยหลายราย ขาดความมั่นใจในตนเอง ทางศูนย์ฯ ก็ได้จับมือกับกัลฟ์ ดำเนิน “โครงการเสริมสร้างความนับถือตนเอง” เพื่อพัฒนาทักษะความมั่นคงทางจิตใจ พร้อมปรับตัวเข้ากับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมั่นใจ

    GULF เปิดตัวนิทรรศการ “Empowering Me” สะท้อนตัวตน ความฝัน

    GULF เปิดตัวนิทรรศการ “Empowering Me” สะท้อนตัวตน ความฝัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/862110&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2K7zvhbqd1h065I6sedgP4

  • PTTEP ลงนามความร่วมมือทางวิชาการกับจุฬาฯ ต่อเนื่องอีก 5 ปี เสริมสร้างบุคลากรและพัฒนางานวิจัยด้านพลังงาน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    PTTEP ลงนามความร่วมมือทางวิชาการกับจุฬาฯ ต่อเนื่องอีก 5 ปี เสริมสร้างบุคลากรและพัฒนางานวิจัยด้านพลังงาน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – นายพีระพงศ์ ไชยลาโภ (ที่ 3 จากขวา) รักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานวิศวกรรมศาสตร์ การพัฒนา และบำรุงรักษา บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. และ ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร (ที่ 4 จากซ้าย) อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือทางวิชาการ ครั้งที่ 7 เพื่อส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรและงานวิจัยในสาขาธรณีศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สนับสนุนภารกิจด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ โดยพิธีจัดขึ้น ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพฯ

    ปตท.สผ. ได้ร่วมมือทางวิชาการกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2547 โดยการลงนามบันทึกข้อตกลงฯ ในครั้งนี้ เป็นการขยายระยะเวลาความร่วมมือต่อไปอีก 5 ปี ครอบคลุมทั้งการสนับสนุนทุนการศึกษา งานวิจัยและพัฒนา การฝึกอบรมเฉพาะด้าน รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยี โดยงานวิจัยและพัฒนาหลายโครงการได้ถูกนำไปต่อยอดสู่การประยุกต์ใช้งานจริง เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ตลอดจนธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานของประเทศ

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/20/618999/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0TYvycoiRTBp3F-1gZegou

  • ‘ไอซ์-สหัสวัต’ วืด! ที่ประชุมเคาะไม่ต้องมีที่ปรึกษาปฏิรูป สปส.

    ‘ไอซ์-สหัสวัต’ วืด! ที่ประชุมเคาะไม่ต้องมีที่ปรึกษาปฏิรูป สปส.

    ที่ประชุมปฏิรูปประกันสังคม เคาะไม่ต้องมีคณะที่ปรึกษา ทำ ‘ไอซ์ รักชนก-สหัสวัต’ วืด ชี้เป็นการยืดเยื้อ ลุยเฟ้นหาหน่วยงานรื้อระบบ มั่นใจปีนี้ได้แก้กฎหมายแน่

    เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2569 ที่กระทรวงแรงงาน พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยผลการประชุมที่ปรึกษาและคณะทำงานศึกษาโครงสร้างการปฏิรูปสำนักงานักงานประกันสังคม ว่า การประชุมวันนี้มีหัวข้อหลักอยู่ 3 ประเด็นใหญ่ คือ

    1. เรื่องความล่าช้าในการให้ดูแลผู้ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ด้วยกระบวนการของระบบราชการ

    2. เรื่องความโปร่งใส ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนค่อนข้างคาดหวัง

    3. การมีส่วนร่วม ทั้งผู้ประกันตน นายจ้าง และภาครัฐ

    ทั้งนี้ที่ประชุมให้ไปทำการศึกษาระบบประกันสังคมในต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สวีเดน และแคนาดา ทั้งในรูปแบบระบบประกันสังคมและรูปแบบการบริหารกองทุน โดยให้มองสภาพปัญหาให้สอดคล้องกับบริบทของไทย เพื่อตอบโจทย์ว่าหน้าตาของสำนักงานประกันสังคมจะเป็นอย่างไร เช่น ควรจะเป็นราชการ กึ่งราชการ หรือรูปแบบไหน

    ในรายละเอียดที่การศึกษามีองค์ประกอบที่ต้องพิจารณาคือ

    1.ใช้องค์ประกอบที่จะเกิดขึ้นใหม่หรือปรับปรุงจากที่มีอยู่

    2. การบริหารงาน จะเป็นแบบไหน มีบอร์ดหรือบุคคลที่มีความแตกต่างตามบริบทอย่างไร

    3. การศึกษาเปรียบเทียบกับต่างประเทศทั้งด้านที่สำเร็จและล้มเหลว เพื่อให้เห็นความเสี่ยงต่าง ๆ จากการปฏิรูป

    สิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่การส่งการบ้านให้สถาบันหรือองค์กรที่ได้รับความเชื่อถือมาทำการศึกษา ซึ่งต้องมีบุคลากรที่มีความรู้หลายด้าน ทั้งกฎหมาย บริหาร เศรษฐศาสตร์ และสังคม จากนั้นจะนำไปสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตามขั้นตอนเพื่อนำเสนอรูปแบบสำนักงานประกันสังคมที่เหมาะสมต่อไป

    เมื่อถามว่าการประชุมวันนี้มีหน่วยงานในใจหรือยังนั้น พันตำรวจโท วรรณพงษ์ กล่าวว่า ทุกคนมีความเห็นเสนอมา แต่ยังขอไม่เอ่ยชื่อเพราะอยู่ในขั้นตอนศึกษาดูความเหมาะสมขององค์ประกอบ ส่วนเรื่องงบประมาณจัดซื้อจัดจ้างองค์กรที่จะมาศึกษานั้น ต้องรอให้ร่างขอบเขตของงาน (TOR) ชัดเจนก่อน โดยทุกคนเห็นตรงกันว่าต้องจัดซื้อจัดจ้างหน่วยงานภายนอกมาช่วยศึกษา เพราะคณะทำงานคงบอกไม่ได้ว่าสิ่งที่คิดออกมาดีแค่ไหน จึงต้องผ่านกระบวนการศึกษาและการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย ไม่ใช่แค่ผู้ประกันตนหรือนายจ้าง และต้องลงลึกถึงระบบต่าง ๆ เช่น ระบบบำนาญ ซึ่งมีรายละเอียดเยอะมาก

    เมื่อถามว่า ที่ผ่านมามีการจ้างหน่วยงานศึกษาปฏิรูปโครงสร้างประกันสังคมหลายครั้งแต่ไม่ประสบความสำเร็จเลยนั้น พันตำรวจโท วรรณพงษ์ กล่าวว่า อาจเป็นความเข้าใจที่ไม่ครบถ้วน เพราะทุกครั้งที่มีการศึกษา สำนักงานประกันสังคมนำไปปรับปรุงองค์กรมาตลอด ทั้งแก้กฎหมาย สิทธิประโยชน์ และโครงสร้าง ครั้งนี้พิเศษกว่าทุกครั้งเพราะทุกคนเห็นตรงกันว่าถึงโอกาสที่จะปฏิรูปให้ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน ซึ่งผู้ประกันตนจะมีส่วนร่วมรับทราบว่าหน่วยงานไหนจะเข้ามาดูแลนั้น ไม่ได้ปิดกั้น สถาบันใดสนใจเสนอตัวได้เลย แต่ต้องในรูปแบบสถาบัน ไม่ใช่บุคคล คาดว่ากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบจะใช้เวลาไม่เกิน 45 วัน โดยในคณะกรรมการจัดจ้าง ทั้งคณะกำหนด TOR คณะพิจารณาผล และคณะตรวจรับ จะมีตัวแทนจากทั้ง 3 ฝ่ายมีส่วนร่วมเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์

    เมื่อถามถึงการเสนอชื่อที่ปรึกษาฝ่ายผู้ประกันตนและนายจ้าง พันตำรวจโท วรรณพงษ์ กล่าวว่า ไม่ต้องมีแล้ว เพราะจะนำไปสู่การศึกษารูปแบบเชิงลึกโดยสถาบันหรือองค์กรที่ได้รับการยอมรับ ทั้งนี้ กำหนดการประชุมครั้งนัดไป คือวันที่ 9 มี.ค.2569 เวลา 13.30 น. ที่สำนักงานประกันสังคม นนทบุรี ซึ่งสิ่งที่จะเห็นในวันนั้นคือกรอบ TOR ซึ่งมีรายละเอียดเยอะมาก ทั้งเรื่องโครงสร้าง การบริหารงานบุคคล และความยั่งยืนของกองทุน ยืนยันว่าการประชุมคณะทำงานชุดนี้ ไม่เกินอีก 2 ครั้งจะจบหน้าที่ จากนั้นจะเป็นกระบวนการทางธุรการและการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อส่งกลับไปให้บอร์ดประกันสังคมดำเนินการต่อ

    ส่วนประเด็นเรื่องบอร์ดฝ่ายผู้ประกันตนเสนอให้ “ไอซ์ รักชนก ศรีนอก” และ “สหัสวัต คุ้มคง” 2 ว่าที่ สส.พรรคประชาชน (ปชน.) เป็นที่ปรึกษานั้น พันตำรวจโท วรรณพงษ์  กล่าวว่า เราคุยจบไปตั้งแต่คราวที่แล้ว และยืนยันว่าการยกเลิกตั้งที่ปรึกษาไม่เกี่ยวกับกรณีที่มีการเสนอชื่อบุคคลทั้งสองชื่อดังกล่าวแต่อย่างใด ซึ่งทุกคนเห็นตรงกันว่าวันนี้ต้องเดินหน้าปฏิรูปให้เกิดความชัดเจนโดยเร็ว หากตั้งที่ปรึกษาอาจต้องใช้เวลามากเกินไป เพราะสุดท้าย ก็นำไปสู่หน่วยงานหรือองค์กรที่จะเข้ามาทำงานศึกษาโดยละเอียดอยู่แล้ว ทั้งนี้ ตั้งเป้า Roadmap ต้องจบภายใน 60 วัน และกระบวนการทั้งหมดจนถึงการเห็นร่างกฎหมายใหม่ ไม่เกิน 1 ปี ซึ่งยืนยันว่าต้องมีการแก้ไขกฎหมายแน่นอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1222090&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SHmJqHC0W9dwVlnyCviib

  • CBS จัดเสวนาวิชาการรีเซ็ตเศรษฐกิจไทย

    CBS จัดเสวนาวิชาการรีเซ็ตเศรษฐกิจไทย

    คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเวทีวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ปัญหาเชิงโครงสร้าง และข้อจำกัดด้านขีดความสามารถการแข่งขัน ในงานเสวนาวิชาการ หัวข้อ “รีเซ็ตเศรษฐกิจไทย: โอกาสสุดท้ายหรือแค่รอบใหม่ของวงจรเดิม?” (Reset Thailand’s Economy: Last Real Chance or Another Turn of the Same Cycle?) เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ณ CBS Cinema ชั้น 3 อาคารไชยยศสมบัติ 1 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย คุณเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คุณธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ร่วมเสวนา ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.ธารทัศน์ โมกขมรรคกุล คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ

    ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่บนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ การ “รีเซ็ต” ไม่ใช่เพียงมาตรการกระตุ้นระยะสั้น แต่คือการปรับโครงสร้างเชิงลึก ทั้งด้านผลิตภาพ การพัฒนาทุนมนุษย์ และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน

    จุฬาฯ ในฐานะสถาบันการศึกษาชั้นนำ มีบทบาทเป็น “เวทีแลกเปลี่ยนทางความคิด” (intellectual platform) เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการกับภาคปฏิบัติ และเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนแลกเปลี่ยนอย่างตรงไปตรงมา บนฐานข้อมูล งานวิจัย และบริบทสังคมที่รอบด้าน เพื่อร่วมออกแบบโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่มั่นคง แข่งขันได้ และยั่งยืนในระยะยาว

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุว่า ภาคธุรกิจต้องการความชัดเจนเชิงนโยบายและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุน ควรมุ่งลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง ปรับปรุงกฎระเบียบให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจเดินหน้าได้เต็มศักยภาพ

    คุณเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันระดับภูมิภาคและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็ว การรีเซ็ตต้องมุ่งยกระดับอุตสาหกรรมสู่เทคโนโลยีขั้นสูง สนับสนุนการลงทุนในระบบอัตโนมัติ ดิจิทัล พร้อมทั้งเร่งพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดรับกับอุตสาหกรรมอนาคตอุตสาหกรรมไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดข้อจำกัดด้านต้นทุน ประเทศต้องมีทิศทางชัดเจนในการพัฒนาอุตสาหกรรมอนาคตและพลังงานที่ยั่งยืน เพื่อรองรับการแข่งขันในภูมิภาคและตลาดโลก

    คุณธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวเสริมว่าการส่งออกยังเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย แต่ต้องเผชิญความผันผวนจากเศรษฐกิจโลกและมาตรการการค้าที่เข้มข้นขึ้น ไทยจำเป็นต้องกระจายตลาด เพิ่มมูลค่าสินค้า และยกระดับมาตรฐานให้สอดคล้องกับกติกาการค้าใหม่ เพื่อรักษาความสามารถด้านการแข่งขันในระยะยาว

    รศ.ดร.ธารทัศน์ โมกขมรรคกุล คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ กล่าวในฐานะผู้ริเริ่มและดำเนินรายการเสวนาครั้งนี้ว่า “โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงการฟื้นตัวระยะสั้น แต่คือการเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึก ทั้งภาวะการผลิตชะลอตัว หนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูง และขีดความสามารถทางการแข่งขันที่ลดลง เวทีสัมมนาในครั้งนี้จึงถูกจัดขึ้นเพื่อเป็นสะพานเชื่อมเสียงสะท้อนจากภาคเศรษฐกิจสู่แวดวงวิชาการ มุ่งผลักดันข้อเสนอให้กลายเป็นนโยบายที่นำไปปฏิบัติได้จริง”

    “มหาวิทยาลัยมีบทบาทสำคัญยิ่งในการสร้างสรรค์องค์ความรู้และพัฒนาทุนมนุษย์ ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการรีเซ็ตเศรษฐกิจประเทศอย่างเป็นระบบ หากประเทศไทยมุ่งหวังการเติบโตที่ยั่งยืน จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านบุคลากร เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่ม แทนการมุ่งเน้นเพียงการแข่งขันด้านต้นทุนอย่างในอดีต”

    ทั้งนี้ งานเสวนาวิชาการ “รีเซ็ตเศรษฐกิจไทย: โอกาสสุดท้ายหรือแค่รอบใหม่ของวงจรเดิม?” (Reset Thailand’s Economy: Last Real Chance or Another Turn of the Same Cycle?)  เป็นการผนึกกำลังเพื่อสะท้อนภาพลักษณ์และสถานการณ์จริงของเศรษฐกิจไทยผ่านมิติที่หลากหลาย ประกอบด้วย ภาคการค้า อุตสาหกรรมการผลิต และการส่งออก โดยมุ่งผลักดันแนวทางเชิงยุทธศาสตร์ที่มิใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/288712/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fP5q4bWPgCEFrVRmtA_zq

  • 2 สาวเซเว่นฯ ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ จากอุบัติเหตุหน้าร้านกลางดึก พร้อมดูแลเอกสารและติดต่อญาติ – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    2 สาวเซเว่นฯ ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ จากอุบัติเหตุหน้าร้านกลางดึก พร้อมดูแลเอกสารและติดต่อญาติ – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    เกิดเหตุไม่คาดฝันกลางดึก บริเวณหน้าร้าน เซเว่น อีเลฟเว่น สาขาบางพลับ ซอย 5 ราชพฤกษ์ (BG18208) เมื่อมีลูกค้ารายหนึ่ง ประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ล้มบริเวณทางแยกด้านหน้าร้าน ซึ่งเป็นถนนใหญ่ สภาพเส้นทางค่อนข้างมืด และมีรถสัญจรด้วยความเร็วสูง เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อนอย่างมาก

    ขณะนั้น คุณกฤติกา ง่อยเตจา ผู้ช่วยผู้จัดการร้าน และ คุณประภาวดี พันธ์ขาว ผู้ช่วยผู้จัดการร้าน ซึ่งกำลังปฏิบัติงานในช่วงผลัดดึก ได้รับแจ้งจากพนักงานที่เห็นเหตุการณ์ ว่านอกร้านมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ทั้งสองจึงรีบออกไปตรวจสอบทันที พร้อมประสานกดปุ่ม SOS ผ่านระบบหน้าจอร้าน เพื่อแจ้งเหตุไปยังส่วนกลางให้ติดต่อหน่วยกู้ชีพ

    เมื่อไปถึงจุดเกิดเหตุ คุณกิตติกา พบผู้บาดเจ็บเป็นผู้หญิง นอนอยู่บนถนนในสภาพแขนหักผิดรูป เธอจึงรีบกันพื้นที่และโบกรถให้ชะลอ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุซ้ำซ้อน ขณะเดียวกันก็พูดคุยปลอบผู้บาดเจ็บ ไม่ให้หลับหรือขยับตัว เพื่อป้องกันการบาดเจ็บที่อาจรุนแรงขึ้น ทั้งสองร่วมกันดูแลจนกว่าหน่วยกู้ภัยจะเดินทางมาถึง และนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลกรุงไทยเวสเทิร์น ซึ่งคาดว่าอาการปลอดภัยแล้วในเวลาต่อมา

    หลังเหตุการณ์ดังกล่าว มีเพจโจโฉในโซเชียลโพสต์ชื่นชมการช่วยเหลือของทั้งสองท่าน ทำให้พวกเธอรู้สึกดีใจและภูมิใจ ที่ความตั้งใจดีเล็ก ๆ ถูกมองเห็น และสามารถเป็นกำลังใจให้ผู้อื่นอยากทำความดีตาม

    คุณกฤติกา กล่าวว่า “ ตอนนั้นตกใจมากค่ะ เพราะตรงนั้นมืดและรถวิ่งเร็ว กลัวว่าจะมีรถมาเหยียบซ้ำ เลยรีบวิ่งออกไปกันรถก่อน แล้วค่อยดูอาการเขา ไม่อยากให้เขาเป็นอะไรมากกว่านี้ ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cpall.co.th/dna-goodness-24hrs/helping-those-injured-in-an-accident-in-front-of-the-store-late-at-night/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BwNGHhhrvGG5cZdZ_WkFB

  • เปิดประวัติ “ครูบาชัยวัฒน์” จากนักขายมือทอง สู่ผู้เผยแผ่แห่งสถานปฏิบัติธรรมป่าชนะใจ

    เปิดประวัติ “ครูบาชัยวัฒน์” จากนักขายมือทอง สู่ผู้เผยแผ่แห่งสถานปฏิบัติธรรมป่าชนะใจ

    เปิดประวัติ “ครูบาชัยวัฒน์” จากนักขายมือทอง สู่ผู้เผยแผ่ธรรม แห่งสถานปฏิบัติธรรมป่าชนะใจ จ.สระบุรี ใช้สื่อออนไลน์เป็นช่องทางเผยแผ่คำสอน ก่อนเจ้าหน้าที่ตรวจสอบรุก ส.ป.ก. กว่าพันไร่

    ภายในระยะเวลาเพียง 2-3 ปี มีผู้สนใจเข้าศึกษาธรรมะจำนวนมากผ่านสื่อออนไลน์ และมีผู้เข้าบวชที่วัดป่ารักษาใจ ซึ่งเขาดำรงตำแหน่งประธานสงฆ์ มีทั้งพระภิกษุและแม่ชีหลายสิบคน แม้วัดจะก่อตั้งขึ้นไม่นาน

    จากสามเณรสู่วิชาชีพพยาบาล

    ข้อมูลจากเว็บไซต์มูลนิธิครูบาชัยวัฒน์เพื่อสันติสุขระบุว่า ในวัยเด็ก ครูบาชัยวัฒน์เคยบวชเป็นสามเณร และมีความตั้งใจจะอุทิศชีวิตในเพศบรรพชิต แต่ต้องลาสิกขาเพื่อกลับมาเรียนตามคำขอของครอบครัวและครู

    ครูบาสำเร็จการศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต จากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พะเยา  สถาบันสมทบของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อปี 2550 ก่อนทำงานเป็นพยาบาลวิชาชีพนาน 5 ปี ระหว่างนั้นยังคงศึกษาธรรมะควบคู่กันไป

    ต่อมา ครูบาลาออกจากงานพยาบาลไปเป็นผู้แทนจำหน่ายเครื่องมือแพทย์ในบริษัทแห่งหนึ่ง และสามารถทำยอดขายจนขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของบริษัท ก่อนก้าวสู่ตำแหน่งผู้บริหาร และก่อตั้งบริษัทของตนเอง และเคยอุปสมบทระยะสั้นครั้งแรกก่อนแต่งงานในปี 2554

    ผันตัวสู่สายธรรมและการรักษาทางเลือก

    ปี 2561 นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อครูบาตัดสินใจลาออกจากงาน โดยให้เหตุผลว่าเริ่มเข้าใจ “สัจธรรมของชีวิต” และไม่สามารถดำเนินชีวิตทางโลกต่อไปได้

    หลังจากนั้น ครูบาประกอบกิจในฐานะผู้พยากรณ์ตามแนวคิดเรื่องกฎแห่งกรรม และเป็นผู้รักษาทางเลือกทั้งโรคทางกายและทางใจ รวมถึงใช้วิธีการต่าง ๆ เช่น การนวดจัดกระดูก และการช่วยเหลือผู้คนที่เชื่อว่าประสบภาวะเหนือธรรมชาติ

    ออกธุดงค์ก่อนอุปสมบทอีกครั้ง

    ปี 2564 ครูบาเริ่มปฏิบัติภาวนาอย่างจริงจัง โดยถือพรหมจรรย์ โกนศีรษะ นุ่งขาว และออกเดินธุดงค์ ด้วยความตั้งใจจะพัฒนาตนเองให้เข้าถึงความหลุดพ้นจากความทุกข์ และมีแผนจะเดินทางไปอุปสมบทใน สปป.ลาว

    ต่อมาในปี 2565 ครูบาเข้ากราบนมัสการ “หลวงตาสินทรัพย์ จรณธัมโม” ซึ่งแนะนำให้เขาอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เพื่อให้สามารถเผยแผ่พระธรรมคำสอนได้อย่างเต็มรูปแบบ

    ท้ายที่สุด ครูบาชัยวัฒน์ตัดสินใจอุปสมบทอีกครั้งเมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2566 โดยระบุว่าเป็นการอุทิศชีวิตเพื่อการเผยแผ่คำสอนทางพระพุทธศาสนา และช่วยเหลือผู้คนที่กำลังประสบความทุกข์

    ผลงานของครูบาชัยวัฒน์ อัคคชโย

    ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ครูบาชัยวัฒน์และคณะศิษยานุศิษย์ดำเนินกิจกรรมทั้งด้านสังคมและศาสนาอย่างต่อเนื่อง โดยมีผลงานสำคัญ ได้แก่

    –   แจกทานช่วยเหลือประชาชนมากกว่า 3,000 ครัวเรือน รวมข้าวสารกว่า 10 ตัน

    –   สนับสนุนงบประมาณ 400,000 บาท เพื่อสร้างสนามฟุตบอลให้ โรงเรียนบ้านหนองมะค่า

    –   จัดคอร์สปฏิบัติธรรมและอบรมธรรมะ มีผู้เข้าร่วมนับพันคน

    –   มีผู้เข้าศึกษาและปฏิบัติธรรมที่วัดป่ารักษาใจหลายพันคนภายใน 1 ปี

    –   มีพระภิกษุและแม่ชีอุปสมบทและบวชกับเขาหลายสิบคน

    อีกทั้ง มีการเผยแผ่ธรรมะออนไลน์ ผลิตสื่อธรรมะในหลายแพลตฟอร์ม มียอดรับชมรวมหลายล้านครั้ง และมีการแสดงธรรมผ่านระบบ Zoom ซึ่งมีผู้เข้าร่วมจากหลายประเทศทั่วโลก

    ครูบาชัยวัฒน์ อัคคชโย กลายเป็นที่รู้จักในฐานะพระนักเผยแผ่ธรรมะยุคใหม่ ที่นำเทคโนโลยีและสื่อสังคมออนไลน์มาใช้เป็นช่องทางหลักในการสื่อสารคำสอน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ควบคู่กับการจัดกิจกรรมปฏิบัติธรรมและงานสาธารณประโยชน์อย่างต่อเนื่อง ทำให้ชื่อของครูบาชัยวัฒน์เป็นที่รู้จักในหมู่ผู้สนใจธรรมะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

    ภาพจากเพจ ครูบาชัยวัฒน์ สถานปฏิบัติธรรมป่าชนะใจ จังหวัดสระบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2915417&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21h5OmRFh2IYlBfTOw5ni0

  • กาแฟพันธุ์ไทย ชวนปล่อยแสงกราฟฟิกฟู้ดทรัค

    กาแฟพันธุ์ไทย ชวนปล่อยแสงกราฟฟิกฟู้ดทรัค

    บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด หนึ่งในธุรกิจ Non-Oil เครือบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG สนับสนุนการศึกษาและพลังความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ ผ่านโครงการประกวดออกแบบกราฟิก ‘พันธุ์ไทย…ดีไซน์อะไรก็เป็นไปได้’

    เปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษาระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศ ร่วมส่งผลงานการออกแบบกราฟิกบนรถฟู้ดทรัคพันธุ์ไทย โดยนำผลงานที่ได้รับรางวัลมาผลิตใช้งานจริง และออกเดินทางนำเสนองานศิลปะสู่สายตาผู้คนทั่วประเทศ พร้อมชิงรางวัลทุนการศึกษามูลค่ารวมกว่า 600,000 บาท

    นางสุขวสา ภูชัชวนิชกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด เผยว่า พันธุ์ไทยมุ่งมั่นสนับสนุนการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการที่เชื่อมโยงทักษะกับการปฏิบัติงานจริง ไม่ว่าจะเป็น โครงการบาริสต้าน้อย ร่วมกับโรงเรียนหอวัง ให้เยาวชนได้ฝึกอาชีพในร้านกาแฟพันธุ์ไทย, TU Co-Learning Space by PTG พื้นที่เรียนรู้นอกห้องเรียนที่เชื่อมโยงประสบการณ์ตรง, CBS Café by PTG ต้นแบบกิจการเพื่อสังคมที่บ่มเพาะทักษะผู้ประกอบการรุ่นใหม่ โครงการสนับสนุนเด็กและเยาวชนในศาลเยาวชนและครอบครัว จ.ชลบุรี ให้มีโอกาสทำงานและกลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณภาพ

    รวมไปถึงโครงการล่าสุดที่พันธุ์ไทยจับมือสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ ชวนนิสิตนักศึกษา     ครีเอทรถฟู้ดทรัคให้กลายเป็นงานศิลปะเคลื่อนที่ ผ่านการตีความ DNA ของพันธุ์ไทยในมุมมองใหม่ ผสานอัตลักษณ์ไทยร่วมสมัยได้อย่างสร้างสรรค์ พร้อมนำไปผลิตใช้งานได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม ไม่จำเป็นต้องรอเรียนจบ ก็สามารถมีผลงานระดับประเทศได้ และนั่นคือก้าวแรกสู่การเป็นศิลปินหรือนักออกแบบมืออาชีพในอนาคต

    AW_โครงการ พันธุ์ไทย.ดีไซน์อะไรก็เป็นไปได้.jpg

     เธอบอกด้วยว่า เพราะพันธุ์ไทยอะไรก็เป็นไปได้ โครงการนี้จึงเปิดกว้างสำหรับทุกไอเดียอย่างไร้ขีดจำกัด โจทย์คือการออกแบบลวดลายกราฟิกบนรถฟู้ดทรัคที่โดดเด่น ทันสมัย เข้าถึงคนรุ่นใหม่ และยังคงสะท้อน DNA ของพันธุ์ไทยได้อย่างชัดเจน ภายใต้คอนเซปต์  พันธุ์ไทย…ดีไซน์อะไรก็เป็นไปได้  ผลงานที่ชนะการประกวดจะไม่ได้เป็นแค่ไฟล์ดิจิทัลอยู่บนหน้าจอ แต่จะถูกผลิตและขับเคลื่อนไปทั่วประเทศบนรถฟู้ดทรัคพันธุ์ไทยได้จริง

    รางวัลการประกวดสำหรับผู้สมัคร รางวัลชนะเลิศ  ทุนการศึกษา 200,000 บาท, รองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ทุนการศึกษา 100,000 บาท,  รองชนะเลิศอันดับสอง  ทุนการศึกษา 50,000 บาท, รางวัลชมเชย (7 รางวัล) ทุนการศึกษา รางวัลละ 20,000 บาท,  รางวัลพิเศษสำหรับสถานศึกษา ทีมที่ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ 10 ทีม รับทุนสนับสนุนสถานศึกษาละ 20,000 บาท

    Punthai 2026_Application form_A4_2_0.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/ptg-punthai-coffee-foodtruck-punthai-design-contest-bussiness&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AdxiERCUhNTsKeju1FJ5T

  • กระทรวง อว. โดย สอวช. และ UNDP จับมือขับเคลื่อนนวัตกรรมนโยบาย ยกระดับความสามารถในการแข่งขันของไทย 

    กระทรวง อว. โดย สอวช. และ UNDP จับมือขับเคลื่อนนวัตกรรมนโยบาย ยกระดับความสามารถในการแข่งขันของไทย 

    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ลงนามความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างนวัตกรรมนโยบาย ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอย่างครอบคลุม เพื่อขับเคลื่อนความสามารถในการแข่งขันและการปรับตัวของประเทศไทย โดยมี ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. และ Ms. Niamh Collier-Smith ผู้แทน UNDP ประจำประเทศไทย เป็นผู้กล่าวต้อนรับและกล่าวเปิดงาน ณ ห้องประชุมหว้ากอ 2 สอวช.

    ดร.สุรชัย กล่างถึงบทบาทของ สอวช. ที่ทำหน้าที่เป็นเลขานุการของสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานโดยตำแหน่ง และมีคณะรัฐมนตรีจากหลายกระทรวง รวมถึงผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชนเข้าร่วม โดยสภานโยบายจะมีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและขับเคลื่อนการดำเนินนโยบายระดับชาติที่เกี่ยวข้องกับการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ความร่วมมือในครั้งนี้จึงสะท้อนความมุ่งมั่นที่มีร่วมกันในการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ นวัตกรรม และแนวปฏิบัติในระดับสากล เพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์การพัฒนาระยะยาวของประเทศไทย ภายใต้บันทึกความเข้าใจนี้จะทำให้เกิดความร่วมมือในประเด็นสำคัญหลายด้าน และจะช่วยให้ขยายผลการดำเนินงานเดิม พร้อมทั้งแสวงหาโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ใหม่ ๆ และเร่งสร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค

    ความร่วมมือนี้จะมุ่งเน้น 5 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ 1) นวัตกรรมนโยบาย 2) วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) 3) การดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศและความยืดหยุ่น 4) การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรมและการพัฒนาทักษะแรงงานสีเขียว และ 5) การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอย่างครอบคลุม ภายใต้ความร่วมมือนี้ทั้งสองหน่วยงานจะได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ร่วมออกแบบแนวทางดำเนินงาน และระดมความเชี่ยวชาญและเครือข่าย เพื่อส่งเสริมเส้นทางการพัฒนาในระยะยาวของประเทศร่วมกันต่อไป

    ด้าน Ms. Niamh Collier-Smith ผู้แทน UNDP ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง UNDP และ สอวช. จะเสริมสร้างการลงทุนของประเทศไทยในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนเรื่องที่สำคัญของประเทศไทย มีการนำนวัตกรรมมาสร้างการทำงานที่มีผลเชิงบวกต่อผู้คนและโลก และยังมุ่งสนับสนุนให้ประชาชนสามารถก้าวทันการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ เพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีช่วยลดช่องว่างในด้านความเหลื่อมล้ำได้

    ความร่วมมือในครั้งนี้จะตอบโจทย์การทำงานผ่านความร่วมมือในโครงการต่าง ๆ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม การเติบโตที่ครอบคลุม และความครอบคลุมทางสังคม รวมถึงการทำงานผ่านแพลตฟอร์มนวัตกรรมนโยบายอย่าง Thailand Policy Lab (TP Lab) ซึ่งจัดตั้งร่วมกันระหว่างสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและ UNDP โดยมีความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของ สอวช. ช่วยสนับสนุนการดำเนินงานของ TP Lab ในด้านการออกแบบนโยบายที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ช่วยให้เกิดการพัฒนานโยบายและบริการสาธารณะที่ตอบโจทย์ มีข้อมูลรองรับ และเท่าทันอนาคต โดย สอวช. และ UNDP จะร่วมกันขับเคลื่อนนวัตกรรมที่ยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ควบคู่กับการสร้างความสามารถในการปรับตัว เพื่อให้เกิดความก้าวหน้าที่ยั่งยืนและครอบคลุมสำหรับทุกคน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/998518&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ajoVRUNx1mBE-r-gUnCsN

  • ชื่นชมความซื่อสัตย์พนักงานเซเว่นฯ ทำดี พบลอตเตอรี่ถูกรางวัล รีบตามหาเจ้าของและนำส่งคืนเจ้าของทันที – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    ชื่นชมความซื่อสัตย์พนักงานเซเว่นฯ ทำดี พบลอตเตอรี่ถูกรางวัล รีบตามหาเจ้าของและนำส่งคืนเจ้าของทันที – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    ร้าน เซเว่น อีเลฟเว่น สาขา ศรีสมเด็จ (NEL 12136) จังหวัดร้อยเอ็ด เกิดเหตุลูกค้าทำ ” ลอตเตอรี่ที่ถูกรางวัล ” ตกหล่นบริเวณเคาน์เตอร์แคชเชียร์โดยไม่รู้ตัว ในขณะนั้น คุณวัลยา ใสสานัง ผู้ช่วยผู้จัดการร้าน กำลังปฏิบัติการหน้าร้านสาขา และสังเกตเห็นลอตเตอรี่ตกค้างอยู่บนเคาน์เตอร์แคชเชียร์ จึงเก็บรักษาไว้และประสานผู้จัดการร้าน เพื่อตรวจสอบดูกล้องวงจรปิด จนสามารถยืนยันว่าเป็นของลูกค้าที่เพิ่งออกจากร้านไป

    วันต่อมาลูกค้ากลับมาตามหาลอตเตอรี่ที่ร้าน ตรวจสอบยืนยันการเป็นเจ้าของจริงจากภาพกล้องวงจรปิด จึงได้ส่งมอบลอตเตอรี่ให้กับลูกค้าไป ลูกค้ากล่าวขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจ บอกว่า “ เป็นของสำคัญมาก และทำใจไว้แล้วว่าไม่น่าจะได้คืน ”

    คุณวัลยา กล่าวว่า “ ดีใจมากค่ะที่ได้คืนของให้ลูกค้า เพราะมันไม่ใช่ของเรา เราก็อยากให้เจ้าของเขาได้คืน จะได้ไม่เสียใจ หนูเชื่อว่าการทำดีช่วยให้เราอิ่มใจค่ะ เมื่อเห็นเขามีความสุข เราก็มีความสุขไปด้วยค่ะ ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cpall.co.th/dna-goodness-24hrs/a-winning-lottery-ticket-has-been-found-find-the-owner-immediately/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EWVRYl2GnqIyIfRXImxof

  • “เสนาฯ” ร่วมพัฒนาคนรุ่นใหม่ เปิด “เสนา พารค์แกรนด์ รามอินทรา 2” ให้นิสิตสถาปัตย์ จุฬาฯ 150 คน ดูงาน เชื่อมห้องเรียนกับสนามจริง

    “เสนาฯ” ร่วมพัฒนาคนรุ่นใหม่ เปิด “เสนา พารค์แกรนด์ รามอินทรา 2” ให้นิสิตสถาปัตย์ จุฬาฯ 150 คน ดูงาน เชื่อมห้องเรียนกับสนามจริง

    กรุงเทพฯ, วันที่ 20 ก.พ. – นางสาวศรีวรัตน์ ธัญลักษณ์ภาคย์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานพัฒนาโครงการ และผลิตภัณฑ์ พร้อมด้วยนายพงษ์พันธ์ โตเนียม ผู้อำนวยการ สำนักบริหารโครงการแนวราบ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดโครงการ “เสนา พาร์ค แกรนด์ รามอินทรา 2 (SENA PARK GRAND RAMINDRA 2)” ให้การต้อนรับ ผศ.ดร.เทิดศักดิ์ เตชะกิจขจร คณะอาจารย์ และนิสิตชั้นปีที่ 1 จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รายวิชาวัสดุและการก่อสร้างงานสถาปัตยกรรม กว่า 150 คน เข้าศึกษาดูงานภาคสนาม เพื่อศึกษาและทำความเข้าใจกระบวนการก่อสร้างในแต่ละระยะจากไซต์งานจริง ตั้งแต่งานโครงสร้าง ระบบงานวิศวกรรม ไปจนถึงรายละเอียดงานสถาปัตยกรรม อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดสู่การออกแบบและเขียนแบบก่อสร้างอย่างถูกต้องและสอดคล้องกับการปฏิบัติจริง ซึ่งสะท้อน Core Value ขององค์กรในด้าน Knowledge Sharing ที่ให้ความสำคัญกับการแบ่งปันองค์ความรู้จากภาคธุรกิจสู่สถาบันการศึกษา เพื่อร่วมพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่สู่ภาควิชาชีพด้านสถาปัตยกรรมและอสังหาริมทรัพย์อย่างยั่งยืน

    โครงการ “SENA PARK GRAND RAMINDRA 2” เป็นบ้านเดี่ยวระดับพรีเมียมภายใต้แนวคิด ‘Live Green, Stay Grand’ ตั้งอยู่ใน Green District ที่ใหญ่ที่สุดบนถนนรามอินทรา ภายใน SENA Park Avenue โดดเด่นด้วย Private Park กว่า 10 ไร่ ผสานพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่เข้ากับ SENA Park Residences และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย โครงการนี้ตอกย้ำวิสัยทัศน์ของเสนาในฐานะผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไทยรายแรกที่ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ให้กับบ้านทุกหลังในทุกโครงการ และต่อยอดสู่แนวคิด “บ้านพลังงานเป็นศูนย์” (SENA Zero Energy House) พร้อมยกระดับสู่โครงการบ้านเดี่ยวระดับพรีเมียมรายแรกที่ติดตั้ง Solar Cell ขนาด 7 kW ควบคู่แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนคุณภาพสูงครบทุกหลัง ช่วยประหยัดพลังงานได้สูงสุดถึง 85% รองรับการใช้พลังงานสะอาดได้ตลอด 24 ชั่วโมง* และเตรียมความพร้อมสำหรับ EV Charger ในทุกหลัง ทั้งหมดนี้สะท้อนแนวทางการออกแบบที่ผสานเทคโนโลยีพลังงานสะอาดเข้ากับการอยู่อาศัยอย่างลงตัว ทำให้การใช้ชีวิตแบบ Low Carbon เป็นเรื่องง่ายในชีวิตประจำวัน ตอบโจทย์ครอบครัวรุ่นใหม่ที่ใส่ใจทั้งความคุ้มค่าและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

    การเปิดไซต์ก่อสร้างจริงในครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการเยี่ยมชมทั่วไป แต่เป็นการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากห้องเรียนสู่ประสบการณ์ภาคสนาม ให้นิสิตได้เห็นภาพกระบวนการทำงานจริง เข้าใจรายละเอียดเชิงโครงสร้างและวัสดุ รวมถึงการบูรณาการเทคโนโลยีพลังงานสะอาดเข้ากับงานสถาปัตยกรรมอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่ที่ต้องคำนึงถึงผู้อยู่อาศัย สิ่งแวดล้อม และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพควบคู่กัน

    เสนายังคงมุ่งมั่นสนับสนุนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ และร่วมพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่สู่ภาควิชาชีพด้านสถาปัตยกรรมและอสังหาริมทรัพย์ ด้วยความเชื่อว่าการสร้างอนาคตที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืน ต้องเริ่มต้นจากการหล่อหลอมองค์ความรู้และประสบการณ์ให้กับคนรุ่นใหม่ในวันนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/279302&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ojivt0BDmrfDXWzLUOawn