Category: วัฒนธรรม

  • ‘ศากยบุตรสามเณรสีหะ’ โรงเรียนแห่งแรกในไทย เปิดสอน ‘บาลีนานาชาติ’ ให้สามเณร | เดลินิวส์

    ‘ศากยบุตรสามเณรสีหะ’ โรงเรียนแห่งแรกในไทย เปิดสอน ‘บาลีนานาชาติ’ ให้สามเณร | เดลินิวส์

    รศ.ดร.เวทย์ บรรณกรกุล อาจารย์ประจำมหาวชิราลงกรณบาลีเถรวาทราชวิทยาลัย กล่าวว่า จากภาวะลดลงของสามเณรในประเทศไทย ข้อมูลเมื่อปี 2568 สามเณรมีจำนวน 32,227 รูป มีอัตราลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2560 ที่มีจำนวน 59,587 รูป ยังไม่ครบ 10 ปี ลดลงไปเกือบครึ่ง และภายใน 10 ปี นับจากนี้ไป อาจจะเห็นตัวเลขสามเณรในประเทศไทย อยู่ในหลักพันรูป เพราะภาวะประชากรไทยในปี 2568 เข้าสู่ภาวะวิกฤตเด็กเกิดใหม่ต่ำสุดในรอบ 76 ปี ส่งผลให้ประชากรโดยรวมลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน ขณะที่ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นสูงกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมดแล้ว กล่าวคือประเทศไทยเข้าสู่ยุคสังคมผู้สูงอายุ ดังนั้นจะทำอย่างไรให้ยอดสามเณรลดลงช้าที่สุด หรือให้คงอยู่ที่ประมาณ 30,000 รูปให้นานที่สุด ทั้งต้องรักษาสามเณรศาสนทายาทที่เหลืออยู่นี้ให้ได้รับการดูแลเอาใจใส่ดีที่สุดทุกด้าน การเป็นอยู่ การศึกษาเล่าเรียน เพื่อยืดระยะเวลาให้อยู่ในพระศาสนายาวนานขึ้น ให้สามเณรเติบโตเป็นผู้นำสงฆ์ที่ดี ทั้งนี้ พระพุทธองค์ทรงแนะแนวทางไว้แล้ว 2 แนวทาง คือ คันถธุระและวิปัสสนาธุระ 2 แนวทางนี้คือ เครื่องมืออุปกรณ์สร้างศาสนทายาท

    รศ.ดร.เวทย์ กล่าวต่อไปว่า ดังนั้น พระธรรมวชิราจารย์ รองเจ้าคณะกรุงเทพฯ ผอ.มหาวชิราลงกรณบาลีเถรวาทฯ และตนจึงได้สืบสานปณิธานแนวความคิดของ สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ อดีตเจ้าคณะใหญ่หนกลาง อดีตกรรมการมหาเถรสมาคม และอดีตเจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม ในการสร้างโรงเรียนสำหรับสามเณร บนเนื้อที่กว่า 170 ไร่ ที่ต.รางพิกุล อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม เพื่อเป็นสถานศึกษาสำหรับสามเณรรูปแบบใหม่ โดยเริ่มจากโครงการเล็กๆ เมื่อปี 2564 ในการหาที่สร้างโรงเรียนสำหรับสามเณร โดยตั้งชื่อว่า โรงเรียนศากยบุตรสามเณรสีหะ Pali English Program ต่อมาได้เป็น วิทยาลัยบาลีเถรวาทศากยบุตรสามเณรสีหะ และท้ายสุด น้อมรับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า “มหาวชิราลงกรณบาลีเถรวาทราชวิทยาลัย” เฉลิมพระเกียรติ ในพระราชวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 70 พรรษา ในปี 2565 จัดสร้างเพื่อสนองพระราชปุจฉา เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2564 ที่จะส่งเสริมการเรียนการสอนพระบาลีอย่างไรให้เข้าถึงพระไตรปิฎก และเมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2565 และได้ทรงมีพระราชศรัทธาพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์สมทบสร้าง 100 ล้านบาท

    รศ.ดร.เวทย์ กล่าวอีกว่า เพื่อให้ภาระกิจงานในการดำรงรักษาเสริมสร้างพัฒนาสามเณรศาสนทายาท ให้เป็นไปตามแนวทางที่เริ่มมาตั้งแต่ต้นว่าจะเปิดการเรียนการสอนหลักสูตร Pali English Program สร้างศาสนทายาทตั้งแต่เยาว์วัย ให้เข้าถึงพระไตรปิฎกอย่างจริงจัง ฝึกอบรมจิต เจริญปัญญา ด้วยพระกรรมฐานเผยแผ่พระศาสนาสู่สากล เป็นสถานศึกษา International Pali Siha Samanera King College สำหรับสามเณรแห่งแรกในประเทศไทย สนองพระราชปุจฉาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเพื่อให้การแบ่งส่วนงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) มีความเหมาะสม และสอดคล้องกับภารกิจของมหาวิทยาลัย สามารถตอบสนองต่อการดำเนินงานตามแผนการพัฒนามหาวิทยาลัยในปัจจุบัน จึงเห็นสมควรแบ่งส่วนงานของมหาวิทยาลัยเพิ่มเติม โดยมีการระบุ โรงเรียนศากยบุตรสามเณรสีหะ ในประกาศมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เรื่อง การแบ่งส่วนงาน (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2568 ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 16 ก.พ.2569 ทั้งนี้ โรงเรียนศากยบุตรสามเณรสีหะ จะรับยุวชนจบชั้นป.6 บรรพชา เรียนสอนหลักสูตรบาลีขั้นพื้นฐานด้วยภาษาอังกฤษ จบแล้วเทียบเท่าชั้นม.6 เข้าศึกษาต่อปริญญาตรี บาลีพุทธศาสตร์ หลักสูตรนานาชาติ English Program โดยในปัจจุบันมีสามเณรกำลังศึกษาที่โรงเรียนศากยบุตรสามเณรสีหะ จำนวน 130 รูป และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานถวายภัตตาหารเช้า เพล และน้ำปานะ สามเณรทุกรูป ทุกวันด้วย

    พระธรรมวชิราจารย์ รองเจ้าคณะกรุงเทพฯ ผอ.มหาวชิราลงกรณบาลีเถรวาทฯ กล่าวว่า จากสภาพการณ์ที่จำนวนสามเณรศาสนทายาทลดลงแบบน่าใจหาย สาเหตุหลักไม่ใช่เพราะเด็กไทยไร้ศรัทธา เพราะช่วงภาคฤดูร้อนเดือนมี.ค.-เม.ย. ยังมีผู้ปกครองนำยุวชนเข้ามาบวชอบรมประสงค์จะเรียนต่อในเพศบรรพชิตเพิ่มใหม่หลายพันรูป หรือ อาจจะถึงหลักหมื่นรูปด้วย อาจจะด้วยความประสงค์จะเห็นชายผ้าเหลือง ได้เก็บภาพบุตรหลานบวชสามเณรช่วงเวลาปิดภาคฤดูร้อน พอจบโครงการก็ลาสิกขา โดยที่ผู้ปกครองและยุวชนส่วนมาก ที่ยังพอมีฐานะมีสิทธิเลือกสถานศึกษาก็ลาสิกขาไป แต่มีไม่น้อยเลยที่เลือกเส้นทางบวชเรียนต่อ ซึ่งกลุ่มนี้แหละ คือ สมเด็จพระราชาคณะ สมเด็จพระสังฆราชของเราในอนาคต เด็กๆ เหล่านี้ คือ สามเณรศาสนทายาทที่เหลืออยู่ จึงต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ดีที่สุดทุกด้าน การเป็นอยู่ การศึกษาเล่าเรียน เพื่อยืดระยะเวลาให้อยู่ในพระศาสนายาวนานขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5622015/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rSK0G6bF8Izv7OdNMhhYo

  • น้ำใจยิ่งใหญ่! เอกชนมอบ 1 ล้านบาท สนับสนุน รพ.กันทรารมย์ ดำเนินงานด้านการแพทย์และการให้บริการประชาชน | TOPNEWS

    น้ำใจยิ่งใหญ่! เอกชนมอบ 1 ล้านบาท สนับสนุน รพ.กันทรารมย์ ดำเนินงานด้านการแพทย์และการให้บริการประชาชน | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 21/02/2026 20:30

    น้ำใจยิ่งใหญ่! เอกชนมอบ 1 ล้านบาท สนับสนุน รพ.กันทรารมย์ ดำเนินงานด้านการแพทย์และการให้บริการประชาชน

    เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คุณสมชาย อโณทัยยืนยง ในนามบริษัท อุดมทรัพย์ จำกัด และบริษัท นำยงอุตสาหกรรมเคมี จำกัด พร้อมด้วย คุณประมวล สายสุ้ย ในนามบริษัท น้ำดื่มมูลริเวอร์เทรด จำกัด ได้ร่วมกันบริจาคเงินจำนวน 1,000,000 บาท ให้กับโรงพยาบาลกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านการแพทย์และการให้บริการประชาชน

    ด้านคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลกันทรารมย์ได้กล่าวขอบคุณผู้มีจิตศรัทธาทั้งสองท่านเป็นอย่างสูง ที่ให้การสนับสนุนและร่วมส่งเสริมระบบสาธารณสุขในพื้นที่

    ทั้งนี้ การบริจาคดังกล่าวนับเป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุนสำคัญในการยกระดับคุณภาพการรักษาพยาบาลให้กับประชาชนในจังหวัดศรีสะเกษและพื้นที่ใกล้เคียง.

    ภาพ/ข่าว กัญศลักษณ์ รุ่นสุขประเสริฐ ผู้สื่อข่าว Top New ทั่วไทย จังหวัดนครราชสีมา

    637531163_948104487647667_7575822188640835381_n

    ปก web อนุทิน..สักการะไต้ฮงกง

    เฮงรับปีมะเมีย! ป่อเต็กตึ๊งจัดพิธีจุดเทียน “วันชิวสี่” เปิดเทศกาลตรุษจีน 2569

    พิธีมอบใบแต่งตั้งและเปิดตัวทูตวัฒนธรรมไทย-นานาชาติ อย่างเป็นทางการ

    สำนักงานตำรวจแห่งชาติย้ำชัด “เมาแล้วขับ” ไม่มีเตือนก่อนปรับ “ไม่ยอมเป่าเท่ากับเมาแล้วขับ” ดำเนินคดีทันที

    เทศบาลตำบลบางคล้า ผนึกกำลังมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จัดถนนคนเดิน “เปิดบ้านคนบางคล้า” ครั้งที่ 4

    ห้างแตก! ชัยภูมิเปิดศึกปิงปอง Liberal Arts Open 2026 สปป.ลาว ขนทัพนักตบลูกเด้งประชันฝีมือ

    ตร.เมืองคอน ไล่จับเด็กแว้นกลางดึก รวบ 3 ราย ยึดรถดำเนินคดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1495034&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38NkBNhQ1nwaYfjtaHt2Uq

  • วิกฤตการศึกษา: ทางเลือกของเด็กที่น้อยลง เมื่อโรงเรียนเอกชนปิดตัว-โรงเรียนรัฐควบรวม – BBC News ไทย

    วิกฤตการศึกษา: ทางเลือกของเด็กที่น้อยลง เมื่อโรงเรียนเอกชนปิดตัว-โรงเรียนรัฐควบรวม – BBC News ไทย

    สำรวจการปิดตัวโรงเรียนในไทย เหตุใด “โรงเรียนเอกชนปิดตัว – โรงเรียนรัฐควบรวมมากขึ้น” ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทยเสี่ยงจะเป็นอย่างไร

    ที่มาของภาพ, Getty Images

      • Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
      • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
    • เวลาอ่าน: 17 นาที

    “น้องพี่ตอนนี้ก็เพิ่งกำลังจะจบ ม.5 และพวกพี่ก็คิดหนักมาก คือน้องพี่ต้องย้ายโรงเรียนไปเรียน 1 ปี แล้วประเด็นคือจะมีโรงเรียนไหนรับน้องพี่ไปเรียน ผู้ปกครองทุกคนตอนนี้คือว้าวุ่นมาก” ผู้ใช้บัญชีอินสตาแกรม bbeam.stc เล่าเรื่องราวของน้องสาวที่ต้องออกจากโรงเรียนแบบไม่ทันตั้งตัว เมื่อโรงเรียนเอกชนเก่าแก่เธอที่เรียนอยู่ประกาศปิดตัวในปีการศึกษาหน้า ทำให้เธอต้องหาสถานศึกษาใหม่เพื่อเล่าเรียนในปีสุดท้ายของช่วงชั้นมัธยม

    คลิปดังกล่าวซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือน พ.ย. ปีที่ผ่านมา มียอดผู้ชมกว่า 1.3 ล้านครั้ง มีหลายความเห็นเข้ามาแนะนำโรงเรียนต่าง ๆ ขณะที่บางความเห็นก็บอกว่าพบเจอสถานการณ์คล้ายกัน

    ภายหลังสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 คลี่คลาย ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีโรงเรียนเอกชนปิดตัวลงแล้ว 254 โรงเรียน จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ที่ให้กับบีบีซีไทย แม้ในช่วงเวลาเดียวกันจะมีโรงเรียนเปิดใหม่ 181 แห่ง แต่สัดส่วนก็ยังไม่เทียบเท่ากับจำนวนโรงเรียนที่ปิดตัวลง โดยสาเหตุของการปิดตัวมาจากหลายปัจจัย ทั้งแรงจูงใจของผู้บริหาร, ภาวะเศรษฐกิจ และจำนวนประชากรเด็ก

    ปีการศึกษา 2569 มีโรงเรียนเอกชนใดบ้างที่ไม่ได้ไปต่อ

    ปีที่ผ่านมามีโรงเรียนเอกชนในเขตกรุงเทพฯ อย่างน้อยสองแห่งที่ส่งหนังสือแจ้งผู้ปกครอง ประกาศจะเลิกกิจการในปีการศึกษา 2569 คือ รร.อุดมศึกษา และ รร.ถนอมพิศวิทยา

    โดย รร.อุดมศึกษาแจ้งเหตุผลมาจากการที่มีจำนวนเด็กน้อยลงจากอัตราการเกิดในประเทศที่ลดน้อยลง และการเก็บค่าเล่าเรียนไม่เป็นไปตามที่กำหนด ขณะที่ รร.ถนอมพิศวิทยา แจ้งสาเหตุมาจากผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนถึงแก่กรรมและโรงเรียนประสบปัญหาการโอนกิจการ

    ขณะที่โรงเรียนอีกแห่งคือ รร.ไผทอุดมศึกษา ประกาศจะยุติกิจการตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แม้ต่อมาจะมีความพยายามจะยื้อกิจการเอาไว้ ผ่านการประกาศเมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมาว่าพร้อมไปต่อสำหรับผู้ปกครองที่พร้อมจ่ายค่าเล่าเรียนในอัตรา 182,000 บาท/ปีการศึกษา สำหรับการดูแลเด็ก “แบบเฉพาะบุคคล” แต่ต่อมาก็ประกาศยกเลิกหลักสูตรนี้และคืนเงินให้ผู้ปกครอง โดยให้เหตุผลว่าโรงเรียน “ประสบปัญหาการค้างชำระค่าเล่าเรียน” ส่งผลให้ขาดสภาพคล่องทางการเงิน และมองว่าจะกระทบต่อการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบนี้ให้ได้อย่างยั่งยืน

    บีบีซีไทยติดต่อทั้งสามสถานศึกษาข้างต้นแล้ว แต่ไม่ได้รับการตอบรับให้สัมภาษณ์

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    สิทธิโชค ธงพานิช เจ้าของบัญชีอินสตาแกรม bbeam.stc บอกกับบีบีซีไทยว่า น้องสาวของเขากำลังจะเรียนจบชั้น ม.5 จาก รร.อุดมศึกษา ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่ประกาศจะเลิกกิจการในปีการศึกษาหน้า แม้จะมีการแจ้งล่วงหน้าประมาณ 1 ภาคการศึกษา และมีการช่วยประสานกับโรงเรียนอื่น ๆ ที่สามารถรับนักเรียนไปศึกษาต่อในชั้นปีที่เหลือ แต่สิ่งที่เด็กต้องเผชิญนอกจากการเปลี่ยนสังคมแล้ว คือค่าใช้จ่ายแฝงต่าง ๆ

    “จริง ๆ ก็เปลี่ยนหลายอย่างเลย เพราะว่าผมให้น้องอยู่ตรงคอนโดข้างหน้าโรงเรียนเดิม แล้วทีนี้ต้องคุยเรื่องสัญญาคอนโดใหม่แล้วก็ต้องย้ายที่อยู่” สิทธิโชคเปิดเผย เขาบอกว่าโรงเรียนใหม่ที่ดูไว้น่าจะใช้เวลาเดินทางโดยรถจักรยานยนต์ประมาณ 20-30 นาที หากยังอยู่ที่อยู่เดิม และอาจใช้เวลานานกว่านั้นหากการจราจรติดขัดหรือโดยสารด้วยรถยนต์

    แม้ว่าค่าเทอมของโรงเรียนใหม่จะแตกต่างจากเดิมไม่มากนัก แต่สิทธิโชคบอกว่ายังมีค่าใช้จ่ายแฝงอื่น ๆ ที่เขาคาดว่าน่าจะต้องจ่ายอีก เช่น เสื้อผ้า หรือหนังสือเรียน ที่โรงเรียนใหม่อาจใช้รูปแบบที่แตกต่างจากโรงเรียนเดิม

    “ด้วยความที่โรงเรียนเดิมเป็นชุดที่ค่อนข้างจะ unique (มีเอกลักษณ์) นิดหนึ่ง เวลาเปลี่ยนก็คือต้องเปลี่ยนทั้งเซ็ตเลย… ซื้อสามชุดตีไปประมาณชุดละ 1,000 [บาท] ก็ตีไปประมาณ 3,000 – 4,000 [บาท]” เขาเปิดเผย

    สำรวจ รร.เอกชนปิดกิจการ ปัจจุบันทิ้งร้าง/ประกาศขาย/กลายเป็น รร.นานาชาติ

    บีบีซีไทยสำรวจความเปลี่ยนแปลงของ (อดีต) โรงเรียนเอกชนที่ปิดการไปในรอบทศวรรษที่ผ่านมา พบว่าปัจจุบันมีทั้งที่กลายเป็นสถานที่รกร้าง บางที่ก็ยังมีอาคารเรียนอยู่แต่มีการประกาศขายที่ดิน และบางแห่งก็ปรับตัวเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นโรงเรียนนานาชาติ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

    โรงเรียนเอกชนเก่าแก่ใจกลางย่านสุขุมวิท ประกาศเปิดทำการเรียนการสอนเป็นภาคเรียนสุดท้ายในช่วงต้นปี 2565 หลังประสบภาวะขาดทุนต่อเนื่องมากว่า 3 ปี

    ในขณะนั้นผู้บริหารของโรงเรียนเปิดเผยกับพีพีทีวีว่า ภาวะขาดทุนของโรงเรียนสืบเนื่องจากการที่จำนวนนักเรียนลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง และผู้ปกครองที่ส่วนใหญ่เป็นผู้มีทุนทรัพย์น้อย โดยประกอบอาชีพเช่น รับจ้าง ค้าขาย เผชิญผลกระทบจากโรคโควิด-19 ทำให้จ่ายค่าเทอมไม่ตรงเวลาและค้างชำระค่าเทอม ส่วนเงินอุดหนุนที่รัฐบาลให้ตามรายหัวเด็กก็ไม่เพียงพอต่อการจ่ายเงินเดือนครู

    บีบีซีไทยค้นหาภาพจาก Google Street View ที่บันทึกเมื่อเดือน พ.ย. 2565 ราว 10 เดือนหลังโรงเรียนประกาศปิดกิจการ พบว่าพื้นที่โรงเรียนยังคงมีอาคารตั้งอยู่บนพื้นปูน และมีศาลพระภูมิ โดยมีป้ายชื่อโรงเรียนอยู่นอกรั้ว

    แต่ภาพที่บันทึกล่าสุดเมื่อเดือน ส.ค. 2567 พบว่าพื้นที่ในซอยสุขุมวิท 8 ที่เคยเป็นที่ตั้งของโรงเรียน เหลือเพียงศาลพระภูมิและกองเหล็กที่วางกองอยู่หลังรั้ว ป้ายชื่อโรงเรียนหายไป ขณะที่พื้นที่ด้านในกลายเป็นพื้นหญ้ารกร้าง

    บีบีซีไทยติดต่ออดีตคุณครูโรงเรียนท่านหนึ่ง บอกว่าตอนนี้อดีตคุณครูในโรงเรียนต่างแยกย้ายกันไปตามทางของตัวเอง โดยตัวเธออายุมากแล้วจึงไม่ได้เป็นครูต่อและไม่ได้ติดต่อกับครูคนอื่น ๆ แต่ทราบว่าครูบางคนก็ย้ายกลับไปอยู่ต่างจังหวัดแล้ว

    ที่มาของภาพ, Google Street View

    คำบรรยายภาพ, ภาพสถานที่ตั้ง รร.วรรณวิทย์ ในเดือน พ.ย. 2565 (ซ้าย) เทียบกับภาพในเดือน ส.ค. 2567 (ขวา)

    ช่วงเดือน เม.ย. 2565 สื่อมวลชนไทยหลายสำนักรายงานเกี่ยวกับการประกาศยุติกิจการของโรงเรียนเอกชนแห่งนี้ที่อยู่ใน ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ซึ่งจะไม่มีการเรียนการสอนต่อในปีการศึกษา 2565

    ผู้อำนวยการโรงเรียนเปิดเผยกับเว็บไซต์มติชนว่า สาเหตุการปิดการเรียนการสอนหลังดำเนินกิจการมา 65 ปี เพราะพิษเศรษฐกิจและสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้นักเรียนลดน้อยลงเรื่อย ๆ ขณะที่ผู้ปกครองหลายคนที่ขาดรายได้ก็ค้างค่าเทอมเป็นจำนวนมาก

    โดยเมื่อวันที่ 4 มี.ค 2567 บีบีซีไทยพบว่ามีการประกาศขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบริเวณที่เคยเป็นโรงเรียน ลงในกลุ่มซื้อ-ขายที่ดินสมุทรปราการ พื้นที่ 3 ไร่ 92 ตารางวา ในราคา 190 ล้านบาท

    อย่างไรก็ดี ภาพจาก Google Street View ที่บันทึกล่าสุดเมื่อเดือน ธ.ค. 2567 พบว่ายังมีอาคารเรียน 5 ชั้นตั้งตระหง่าน และยังมีป้ายโรงเรียนอยู่หน้ารั้ว

    ที่มาของภาพ, Google Street View

    คำบรรยายภาพ, ภาพจาก Google Street View ที่บันทึกล่าสุดเมื่อเดือน ธ.ค. 2567 พบว่าบริเวณที่ตั้ง รร.เฉลิมไฉไลวิทยา ยังมีอาคารเรียน 5 ชั้นตั้งตระหง่าน และยังมีป้ายโรงเรียนอยู่หน้ารั้ว

    ในปี 2558 โรงเรียนประกาศจะเลิกกิจการโรงเรียนเอกชนทำให้มีผู้ปกครองส่วนหนึ่งไปร้องเรียนกับกระทรวงศึกษาธิการ ก่อนที่ต่อมา ทยา ทีปสุวรรณ ในฐานะผู้จัดการโรงเรียน จะออกมาเปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กของเธอว่าโรงเรียนมีความจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนหลักสูตรการศึกษาจากระบบปัจจุบันไปสู่ระบบนานาชาติ โดยได้จัดมาตรการรองรับให้นักเรียน ผู้ปกครอง พนักงาน ครู-อาจารย์ได้รับความเดือดร้อนน้อยที่สุด

    เธอยังได้โพสต์ประกาศของโรงเรียนที่ระบุข้อมูลว่าโรงเรียนจะขยายเวลาเปิดทำการสอนจนถึงปีการศึกษา 2560 เพื่อให้นักเรียนชั้น ป.4, ม.1 และ ม.4 สามารถเรียนต่อจนจบช่วงชั้น

    ภาพจาก Google Street View ที่บันทึกเมื่อเดือน พ.ย. 2559 พบว่าเริ่มมีการกั้นพื้นที่ก่อสร้างในโรงเรียน โดยขณะนั้นป้ายชื่อโรงเรียนยังเป็น “โรงเรียนศรีวิกรม์” อยู่ และอาคารเรียนด้านในเป็นสีขาว

    และภาพเมื่อเดือน มิ.ย. 2560 ก็พบว่าป้ายชื่อ “โรงเรียนศรีวิกรม์” ยังคงอยู่ แต่การกั้นพื้นที่ก่อสร้างขยับเข้าไปอยู่ด้านในรั้วโรงเรียน

    แต่ภาพในเดือน ก.พ. 2561 อาคารเรียนถูกทาสีน้ำเงิน-ส้ม ขณะที่ป้ายชื่อด้านหน้าโรงเรียนเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนนานาชาติเซนต์แอนดรูว์สกรุงเทพฯ”

    ที่มาของภาพ, Google Street View

    คำบรรยายภาพ, ภาพบริเวณที่ตั้ง รร.ศรีวิกรม์ เมื่อเดือน พ.ย. 2559 (ซ้าย) เทียบกับภาพในเดือน ก.พ. 2561 (ขวา)

    ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) แนวโน้มที่เห็นได้ชัดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา คือโรงเรียนเอกชนสามัญมีอัตราการปิดตัวมากกว่าจะเปิดเพิ่ม ขณะที่โรงเรียนนานาชาติกลับเติบโต โดยมีอัตราการเปิดเพิ่ม มากกว่าจะปิดตัวลง

    “ถ้าเป็นประเภทสามัญนะครับ สัดส่วนของการเปิด[กิจการ]ก็จะน้อยกว่าปิด[กิจการ] ก็คือถ้าเป็นสามัญนี่มีเปิด 122 แห่ง ในสถิติ 5 ปีที่ผ่านมา แล้วก็มีปิด 247 แห่งครับ ก็ประมาณเท่าตัวหนึ่งนะครับ ประมาณ 50% ที่เปิด แล้วก็นานาชาตินี่ก็จะมีเปิด 59 แห่ง แล้วก็ปิด 13 แห่ง” มณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) เปิดเผยกับบีบีซีไทย

    เขาบอกว่าโดยปกติแล้วเมื่อโรงเรียนแจ้งปิดกิจการ ทาง สช. จะไม่ได้สอบถามสาเหตุเชิงลึก แต่จะช่วยดูแลเรื่องการจัดส่งผู้เรียนที่ต้องย้ายไปยังสถานศึกษาใหม่ และการจัดสวัสดิการจ่ายเงินชดเชยให้ครู

    อย่างไรก็ดี จากข้อมูลที่มาจากการ “วิเคราะห์ในเศรษฐมิติ” เขาพบว่าสาเหตุของการเลิกกิจการมีทั้งทายาทของผู้ประกอบกิจการโรงเรียนไม่ประสงค์จะดำเนินกิจการต่อ รวมถึงการที่ประชากรวัยเรียนลดลง และส่วนหนึ่งก็ย้ายไปโรงเรียนรัฐหรือท้องถิ่นด้วยสภาวะทางเศรษฐกิจ

    “มันก็เป็นธรรมชาติของธุรกิจในด้านการศึกษานะครับ ก็คือหมายถึงว่า โรงเรียนเอกชนเนี่ย มันก็จะเป็นทางเลือกสำหรับผู้ปกครอง คือถ้าผู้ปกครองถูกใจก็ส่งบุตรหลานไปเรียน ดังนั้นแล้วมันก็ขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้ง พื้นที่ และความต้องการของผู้ปกครอง” เลขาธิการ กช. กล่าว

    “ถ้าเกิดว่าโรงเรียนเล็งเห็นว่า การประกอบกิจการน่าจะไปได้ ผู้รับอนุญาตก็มาขออนุญาตเปิดดำเนินการครับ แต่ส่วนใหญ่ที่ปิด มันก็จะเป็นไปในเรื่องของโรงเรียนที่เปิดมาดั้งเดิมส่วนหนึ่งนะครับ อันนี้มันก็เป็นเรื่องของแรงจูงใจของผู้ประกอบการว่าเป็นเพราะอะไร”

    “อาจจะเป็นเหมือนทายาทก็ไม่อยากจะทำโรงเรียนต่อแล้ว อยากจะไปทำอย่างอื่น อันนี้ก็มีนะครับ ภาวะเศรษฐกิจ อันนี้เราก็ต้องยอมรับว่าภาวะเศรษฐกิจก็อาจจะมีผล เพราะว่าโรงเรียนเอกชนก็จะต้องมีการระดมทรัพยากรที่สูงกว่าภาครัฐใช่ไหมครับ แล้วในเรื่องของจำนวนประชากรวัยเรียนที่ลดลง อันนี้ก็อาจจะมีผลกระทบได้นะครับ แล้วก็มันก็อาจจะมีเป็นในบางพื้นที่ที่อาจจะมีจำนวนประชากรลด บางพื้นที่ก็มีจำนวนประชากรเพิ่ม มันก็ขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัยที่ประกอบกันครับ” เขาระบุ

    ขณะที่กรุงเทพมหานครเองก็มีแผนจะตั้งโรงเรียนนานาชาติในสังกัดในปี 2574 ด้วยเช่นกัน โดยวาง รร.มหรรณพารามเป็นต้นแบบ และคาดหวังที่จะขยายผลหลักสูตรไปยังโรงเรียนอื่น ๆ จากการรายงานของสำนักข่าวมติชน

    5 ปีการศึกษาที่ผ่านมา โรงเรียนรัฐหายไปแล้วกว่า 500 แห่ง

    โดยในปีการศึกษา 2564 มีจำนวนโรงเรียนในสังกัด สพฐ. 29,583 แห่ง แต่ในปีการศึกษา 2568 มีจำนวนโรงเรียน 29,005 แห่ง หายไปกว่า 500 แห่ง ขณะที่จำนวนนักเรียนก็ลดลงราว 3 แสนคนในรอบ 5 ปี โดยในปีการศึกษา 2564 มีจำนวนนักเรียน 6.6 ล้านคน ในขณะที่ปีการศึกษา 2568 มีจำนวนนักเรียน 6.3 ล้านคน

    แต่จำนวนห้องเรียนในระหว่างช่วงปีดังกล่าว เพิ่มขึ้นจาก 344,611 ห้องในปีการศึกษา 2564 เป็น 349,030 ห้องในปีการศึกษา 2568

    กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีนโยบายควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กซึ่งมีจำนวนนักเรียนน้อยกว่า 120 คน มาตั้งแต่หลังมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 7 ต.ค. 2562 โดย ตรีนุช เทียนทอง อดีต รมว.ศึกษาธิการ เคยตอบกระทู้ถามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในเดือน ก.ย. 2565 ถึงแนวทางการควบรวมโรงเรียนดังกล่าวว่า จะต้องผ่านความเห็นชอบจากทุกฝ่าย เป็นไปตามความสมัครใจ ความพร้อมของโรงเรียน รวมถึงสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ และเป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการจัดตั้ง รวม หรือ เลิกสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2550

    เว็บไซต์ ‘ข่าวสด’ รายงานเมื่อ 7 ส.ค. 2568 อ้างอิงการเปิดเผยของพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ระบุว่า สพฐ. มีแผนในการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กให้ได้ 996 แห่ง จากโรงเรียนขนาดเล็กที่มีทั้งหมด 15,757 แห่ง โดยให้เป็นไปตามความสมัครใจในระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่ปีการศึกษา 2568 – 2570

    โรงเรียนหาย = ช่องว่างใหญ่ในระบบการศึกษา

    ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่าหากโรงเรียนขนาดเล็กต่างก็ล้มหายตายจากและอยู่ไม่ได้ อนาคตการศึกษาไทยในอีก 5-10 ปี จะเกิด “Big Gap” หรือ “ช่องว่างใหญ่”

    “มันจะมี Big Gap ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมอีก คือเด็กกลุ่มบนก็จะบนไปเรื่อย ๆ เด็กกลุ่มกลางบนก็จะดิ้นไปอยู่ข้างบน เพราะครอบครัวไหนพอมีกำลังเหมือนก็จะหนีไปนานาชาติกัน หรือไปโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มี EP (English Program – หลักสูตรภาษาอังกฤษ) กัน ตอนนี้แม้กระทั่งเด็ก EP ตามโรงเรียนขนาดใหญ่มีจำนวนไม่น้อย จ่ายเพิ่มอีกนิดนึงไป[โรงเรียน]อินเตอร์ไหว พ่อแม่เขาก็ดันไป[โรงเรียน]อินเตอร์” เขาให้ความเห็นโดยอ้างอิงการเติบโตของโรงเรียนนานาชาติในช่วงทศวรรษครึ่งที่ผ่านมา ที่เขามองว่าเติบโตอย่างรวดเร็วสวนทางกับโรงเรียนเอกชนหรือโรงเรียนขนาดเล็กที่ปิดตัวหรือถูกยุบควบรวม

    “สิ่งที่รออยู่คือสังคมที่จะเหลื่อมล้ำมากขึ้น การศึกษาที่จะเหลื่อมล้ำมากขึ้น และเด็กที่จะหลุดรอดจากระบบการศึกษามากขึ้น” เขาระบุ

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล มองว่าการหายไปของโรงเรียนขนาดเล็ก จะซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

    ผศ.อรรถพล เปิดเผยว่าปัญหาเรื่องโรงเรียนปิดตัวจากจำนวนประชากรในวัยเรียนที่ลดลงนั้น เป็น “ปัญหาโลกแตก” ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับไทย และไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนเอกชนหรือโรงเรียนรัฐ ก็เผชิญสภาพปัญหาคล้ายกัน โดยเฉพาะกับโรงเรียนที่มีขนาดเล็กและจำนวนเด็กน้อย

    เขายกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นที่แม้จะพยายามรักษาโรงเรียนขนาดเล็กเอาไว้ แต่สุดท้ายก็ไปไม่ไหวและมีหลายโรงเรียนที่ต้องปิดกิจการ หรืออย่างประเทศสิงคโปร์ก็มีการยุบรวมโรงเรียน แต่ผลกระทบของการยุบควบรวมโรงเรียนในไทยกับสิงคโปร์ไม่เท่ากัน เพราะสิงคโปร์เป็นประเทศพื้นราบทั้งหมดและมีระบบขนส่งสาธารณะที่ดีกว่า

    “การยุบควบรวมก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับอย่างสิงคโปร์ แต่มันเป็นเมืองพื้นราบหมดถูกไหม ระบบขนส่งสาธารณะดี การที่เขายุบโรงเรียนจึง make sense (เป็นเหตุเป็นผล) อยู่” เขาให้ความเห็นก่อนจะเปรียบเทียบว่า “ของเรามีความต่างกันเยอะระหว่างเขตเมืองกับเขตชนบท ชนบทเราไม่มีการเดินทางสาธารณะที่ดีเลยใช่ไหม ทุกอย่างมันก็เป็นเรื่องที่พ่อแม่ต้องฝากลูกขึ้นรถกระบะ หรือจ่ายตังค์เหมาจ่ายรายเดือนให้”

    “หลายประเทศขนส่งสาธารณะมันเอื้อ อย่างอเมริกามี school bus (รถโรงเรียน) วิ่งเป็นระบบฟรีใช่ไหม เด็กอยู่ county (เขต) ไหนก็ใช้รถที่รับบริการของ county นั้นไปโรงเรียน ของเรามันไม่ใช่ ทุกคนต้องหาวิธีพาลูกไปโรงเรียนเอง ค่าใช้จ่ายมันก็สูงมากขึ้น” อาจารย์คณะครุศาสตร์รายนี้กล่าวสรุป

    ผศ.อรรถพล มองว่าในสถานการณ์เช่นนี้ โจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรที่จะยังทำให้ทุกภาคส่วนของสังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาได้ และรัฐบาลก็ต้องถามตัวเองด้วยว่าเมื่อโรงเรียนเอกชนปิดตัวไป รัฐบาลเพียงอย่างเดียวจะสามารถ “แบกการศึกษาทั้งระบบไหวหรือเปล่า”

    เขามองว่าแทนที่จะยุบหรือควบรวมโรงเรียน รัฐควรใช้จังหวะนี้ลดขนาดชั้นเรียนลงมา จากห้องเรียนละไม่เกิน 40 คน อาจเหลือห้องเรียนละไม่เกิน 30 คนเพื่อให้ครูสามารถดูแลนักเรียนได้อย่างทั่วถึง โดยหากไม่สามารถเพิ่มงบประมาณ ก็อาจทำได้ด้วยการ “เฉลี่ยทรัพยากร” จากเดิมที่รัฐให้เงินอุดหนุนโรงเรียนโดยพิจารณาตาม “รายหัว” นักเรียน อาจปรับเปลี่ยนเป็นอุดหนุนโดยพิจารณาตามสภาวะและความจำเป็นของแต่ละโรงเรียน เช่น โรงเรียนขนาดเล็กที่มีทรัพยากรน้อยกว่า อาจได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมมากกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ที่อาจมีทรัพยากรที่พรั่งพร้อมอยู่แล้ว

    “ต้องคิดเรื่องงบแบบอัตราก้าวหน้า ก็คือเด็กยิ่งน้อยเท่าไหร่ ยิ่งได้รับความช่วยเหลือมาก” ผศ.อรรถพล ให้ความเห็น เขายกตัวอย่างเทียบเคียงกับโครงการอาหารกลางวันของนักเรียน ที่ปัจจุบันโรงเรียนขนาดเล็กจะได้รับงบประมาณอาหารกลางวันต่อหัวสูงกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ เพราะมีความต้องการใช้ทรัพยากรมากกว่า ทั้งในการจ้างแม่ครัวหรือซื้อวัตถุดิบ เมื่อเปรียบเทียบกับโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีทรัพยากรเพียงพออยู่แล้ว ซึ่งสามารถบริหารจัดการจากสิ่งที่ได้รับการสนับสนุนตามเกณฑ์มาตรฐานได้

    “จากนี้ไปการคิดเรื่องงบประมาณ financing (การเงิน) เหล่านี้ ผู้จัดการศึกษาต้องคิดใหม่ คิดแบบเสมอหน้ากันทั้งหมดเนี่ย บางทีอาจจะไม่ใช่สูตรที่เหมาะสมแล้ว” เขาระบุ

    “ตอนนี้จริงๆ เอกชนก็มีอยู่หลายกลุ่มนะ ถ้าเป็นนานาชาตินี่ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งไปเลยถูกไหม เพราะฉะนั้นเอกชนเขาก็แบบไม่ได้อยู่ในเกณฑ์เดียวกันในการจะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ มันมีหลายกลุ่มอยู่แล้ว เราก็อาจจะต้องใช้วิธีการคิดแบบเนี้ยกับโรงเรียนของรัฐด้วย”

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ในเมืองพื้นราบที่มีระบบขนส่งสาธารณะดีอย่างสิงคโปร์ ผลกระทบของการยุบรวมโรงเรียนเทียบไม่เท่ากับไทยที่ในชนบทยังไม่มีระบบการขนส่งสาธารณะที่ดี จากมุมมองของ ผศ.อรรถพล

    เลขาธิการ กช. เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า ปัจจุบันโรงเรียนเอกชนในไทยสามารถขอรับการอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานจากรัฐได้ส่วนหนึ่ง ภายใต้เงื่อนไขว่าจะต้องเก็บค่าธรรมเนียมไม่เกินอัตราที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด และที่ผ่านมาก็มีการปรับเพิ่มเกณฑ์การอุดหนุนอยู่เรื่อย ๆ ตามปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ

    “สมมติว่าเอาตัวเลขกลม ๆ ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 15,000 กว่าบาท สมมตินะครับ ค่าธรรมเนียมการศึกษาก็จะเก็บได้ไม่เกินประมาณ 5,000 แล้วก็รัฐอุดหนุนอยู่ 10,000 กว่า ๆ ประมาณนี้ครับโดยหลักการ” มณฑล กล่าว

    “เราก็มีการปรับอยู่เรื่อย ๆ นะครับ อย่างเช่นที่ผ่านมา มันก็จะมีการปรับเงินเดือนข้าราชการขึ้นไปเป็น 18,000 อันนี้เราก็เอา 18,000 ไปคำนวณเป็นเงินอุดหนุนให้กับนักเรียน เพื่อให้โรงเรียนเอามาคำนวณกลับมาเป็นเงินเดือนครู” เขายกตัวอย่าง

    “แต่ในข้อจำกัดก็อย่างที่บอกนะครับว่า หลาย ๆ โรงเรียนก็อาจจะไปเก็บค่าธรรมเนียมได้ไม่เต็มที่ คือแม้กระทั่งเรากำหนดไว้ 5,000 บางโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่บางพื้นที่ เขาก็เก็บได้ไม่ถึง 5,000 อยู่ดี ก็อาจจะเก็บได้ 3,000 – 4,000 บ้าง อะไรอย่างนี้นะครับ นี่ก็จะเป็นข้อจำกัดในแง่ของรายได้ของผู้ปกครอง เพราะว่าเราไม่ได้อุดหนุนเต็ม 100% ครับ” เลขาธิการ กช. ระบุ

    มหาวิทยาลัยเตรียมรับแรงกระแทก

    ผศ.อรรถพล ประเมินว่า ไม่เพียงแต่การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ต้องหันมาชั่งน้ำหนักจัดสรรให้ได้คุณภาพในขณะที่ประชากรเด็กน้อยลงเท่านั้น แต่จากนี้ไปอีกไม่เกิน 10 ปี มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ก็จะได้รับแรงกระแทกจากสถานการณ์ประชากรด้วย

    “เด็กใน gen (ช่วงอายุ) ที่จะเรียนมหาวิทยาลัยจะลดลงอีก” เขาวิเคราะห์ “ตอนนี้ก็ลดลงอยู่แล้ว ไม่เกิน 10 ปี มหาวิทยาลัยจำนวนมากอาจต้องปิดตัว เพราะมหาวิทยาลัยมันจะไปต่อไม่ได้ ซึ่งมหาวิทยาลัยเอกชนในบ้านเราตอนนี้เริ่ม[ปรับตัว]แล้ว คือรับเด็กต่างชาติ” เขาระบุโดยยกตัวอย่างมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตและมหาวิทยาลัยเกริกที่เริ่มรับนักศึกษาจากจีน

    เขามองว่าหากมหาวิทยาลัยไทยอยากอยู่รอดในอีกทศวรรษข้างหน้า ก็ต้องปรับตัว

    “อย่างเคสสิงคโปร์ มหาวิทยาลัยมันถูก re-function (เปลี่ยนบทบาทหน้าที่) มหาวิทยาลัยไม่ได้แค่จะรับเด็กจบ ม.6 มาเรียนแล้วนะ มหาวิทยาลัยของสิงคโปร์ตอนนี้ทำเรื่องของ reskill (เรียนรู้ทักษะใหม่) และ upskill (พัฒนาทักษะเดิม) คือคนที่เคยเรียนจบไปแล้วสามารถที่จะกลับมาเรียนเพิ่มเติมและออกปริญญาใบที่ 2 ได้” เขายกตัวอย่าง

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากคณะครุศาสตร์รายนี้มองว่าการปรับเป้าหมายของมหาวิทยาลัยให้ตอบสนองการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) มากกว่าจะแค่ให้การศึกษากับเด็กที่จบมาจากการศึกษาขั้นพื้นฐานเท่านั้น คือทางรอดหนึ่งของมหาวิทยาลัย และไม่ควรจะเป็นลักษณะของการปล่อยให้สถานศึกษาแต่ละที่ต่างแก้ปัญหาหน้างานของตัวเองโดยไม่มีการหารือทั้งระบบกับหน่วยงานที่กำกับดูแล

    “ตอนนี้เวลามองเรื่องนี้ มันต้องมองร่วมกันระดับกระทรวงศึกษาธิการกับกระทรวง อว. (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) เพราะว่าด้วยเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ พัฒนาสังคม มันเป็นเรื่องที่ต้องมองแบบที่เราเรียกว่า Human Resource Mapping (การจัดทำแผนที่ทรัพยากรบุคคล) ใหญ่ของประเทศด้วยกัน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c93jgqjp8qjo.amp&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cMAHucPu-m29E8pTvFUiL

  • “ลิณธิภรณ์” ชี้ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคม สะท้อนวิกฤตสุขภาพจิตคนไทย

    “ลิณธิภรณ์” ชี้ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคม สะท้อนวิกฤตสุขภาพจิตคนไทย

    “ลิณธิภรณ์” ชี้ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคม สะท้อนวิกฤตสุขภาพจิตคนไทย เสนอ 3 มาตรการ เร่งแก้แต่ต้นเหตุ เสริมการเรียนรู้เด็กไทยมุ่งเน้น “ความเห็นอกเห็นใจ” (empathy) เพื่อลดความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในสังคมและโรงเรียน

    วันที่ 21 ก.พ. 69 น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และอดีต รมช.ศึกษาธิการ โพสต์ข้อความในเพจส่วนตัว กล่าวถึงกรณี นายแอลปืนคลั่ง จ.ปทุมธานี และบุคคลใช้อาวุธ อ.คุระบุรี จ.พังงา ทำให้สถานศึกษาหลายแห่งต้องปิดการเรียนการสอนชั่วคราวเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

    นางสาวลิณธิภรณ์ กล่าวว่า ช่วง 2 วันที่ผ่าน เราพบเห็น ข่าวความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคม หลายครั้งแม้ไม่ได้เกิดขึ้นในโรงเรียนโดยตรง แต่มีแรงสะเทือนมาถึงห้องเรียนเสมอ ทั้งเด็ก ครู และครอบครัวต้องเผชิญความกังวลและความรู้สึกไม่ปลอดภัยยิ่งเมื่อเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดซ้ำในช่วงเวลาไม่นานที่ผ่านมา โรงเรียนมักกลายเป็นพื้นที่รับแรงกระแทกก่อนเสมอ ทั้งต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็ว สื่อสารกับผู้ปกครองทันที และประคองบรรยากาศการเรียนรู้ในช่วงเวลาที่เปราะบาง

    นางสาวลิณธิภรณ์ กล่าวต่ออีกว่า จากที่ดิฉันได้มีโอกาสสัมผัส หลายโรงเรียนมีแผนรับมือวิกฤตอยู่แล้ว และบางแห่งทำได้ดีมาก ทั้งการซ้อม การสื่อสาร และการดูแลเด็กในสถานการณ์จริง ขณะเดียวกันก็ยังเห็นว่าความพร้อมแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ จึงเรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการ

    1.ให้มีแผนการจัดทำเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ มีแผนการฝึกซ้อมชัดเจนในทุกเดือน ในทุกโรงเรียน เข้าถึงได้ในทุกโรงเรียน ทุกพื้นที่ เพื่อให้เด็กและครูทุกแห่งได้รับความคุ้มครองในมาตรฐานเดียวกัน

    2.การเสริมความเข้าใจในครูและนักเรียน มุ่งเน้นการลงโทษ ทางวินัยเด็กในเชิงบวก เน้น “ความเห็นอกเห็นใจ” (empathy) “การพูดความรุู้สึก” แทนการลงโทษ และไม่มองข้ามการบูลลี่ที่เกิดในนักเรียน ดูแลทั้งคนโดนกระทำ และคนกระทำ เพื่อลดความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในโรงเรียนทุกรูปแบบ

    3.ปัญหาสุขภาพจิตของคนไทย เห็นชัดคือเรื่องสุขภาพจิตการเข้าถึงบริการด้านจิตวิทยายังแตกต่างกันตามพื้นที่และทรัพยากร การเพิ่มระบบคู่สายเพื่อรับฟังปัญหา คลายความกังวล รวมถึงแยกแยะและติดตามกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงในชุมชนเพื่อบรรเทาหรือบำบัดรักษาทางจิตใจ ยิ่งในสถานการณ์เช่นนี้ ความปลอดภัยทางใจควรเป็นพื้นฐานของการศึกษาของเด็กไทยและคนในชุมชน

    ท้ายที่สุด คำถามนี้ไม่ได้อยู่แค่ในระบบการศึกษา แต่ขยายไปถึงสังคมที่เราอยากเห็นร่วมกัน สังคมที่เด็กควรเติบโตได้โดยไม่ต้องคุ้นชินกับความรุนแรงและโรงเรียนควรเป็นพื้นที่ที่วางใจได้จริงการสร้างสังคมที่ปลอดภัยและไร้ความรุนแรง จึงไม่ใช่ภาระของโรงเรียนเพียงลำพัง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของเราทุกคน

    “เพราะการศึกษาที่มีความหมาย ควรเริ่มต้นจากการที่เด็กต้องรู้สึกปลอดภัย เข้าใจและเห็นใจผู้อื่น เพื่อให้พร้อมจะเติบโต ทั้งในห้องเรียน และในสังคมที่เขาต้ออยู่ร่วมกับผู้อย่างเข้าใจค่ะ” นางสาวลิณธิภรณ์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/279448&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YqwxYmRkri1q-NcTROyQy

  • สาวพรรคเพื่อไทย เสนอ 3 มาตรการ เร่งแก้ต้นเหตุความรุนแรงในสังคม

    สาวพรรคเพื่อไทย เสนอ 3 มาตรการ เร่งแก้ต้นเหตุความรุนแรงในสังคม

    “ลิณธิภรณ์” ชี้ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคม สะท้อนวิกฤตสุขภาพจิตคนไทย เสนอ 3 มาตรการ เร่งแก้แต่ต้นเหตุ ลดความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในสังคมและโรงเรียน

    21 กุมภาพันธ์ 2569 – น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โพสต์ข้อความในเพจส่วนตัว กล่าวถึงกรณี นายแอลปืนคลั่ง จ.ปทุมธานี และบุคคลใช้อาวุธ อ.คุระบุรี จ.พังงา ทำให้สถานศึกษาหลายแห่งต้องปิดการเรียนการสอนชั่วคราวเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

    โดยน.ส.ลิณธิภรณ์ กล่าวว่า ช่วง 2 วันที่ผ่าน เราพบเห็น ข่าวความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคม หลายครั้งแม้ไม่ได้เกิดขึ้นในโรงเรียนโดยตรง แต่มีแรงสะเทือนมาถึงห้องเรียนเสมอ ทั้งเด็ก ครู และครอบครัวต้องเผชิญความกังวลและความรู้สึกไม่ปลอดภัย ยิ่งเมื่อเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดซ้ำในช่วงเวลาไม่นานที่ผ่านมา โรงเรียนมักกลายเป็นพื้นที่รับแรงกระแทกก่อนเสมอ ทั้งต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็ว สื่อสารกับผู้ปกครองทันที และประคองบรรยากาศการเรียนรู้ในช่วงเวลาที่เปราะบาง

    น.ส.ลิณธิภรณ์ กล่าวต่ออีกว่า จากที่ตนได้มีโอกาสสัมผัส หลายโรงเรียนมีแผนรับมือวิกฤตอยู่แล้ว และบางแห่งทำได้ดีมาก ทั้งการซ้อม การสื่อสาร และการดูแลเด็กในสถานการณ์จริง ขณะเดียวกันก็ยังเห็นว่าความพร้อมแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ จึงเรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการ 1.ให้มีแผนการจัดทำเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ มีแผนการฝึกซ้อมชัดเจนในทุกเดือน ในทุกโรงเรียน เข้าถึงได้ในทุกโรงเรียน ทุกพื้นที่ เพื่อให้เด็กและครูทุกแห่งได้รับความคุ้มครองในมาตรฐานเดียวกัน 2.การเสริมความเข้าใจในครูและนักเรียน มุ่งเน้นการลงโทษ ทางวินัยเด็กในเชิงบวก เน้นความเห็นอกเห็นใจ (empathy) การพูดความรุู้สึก แทนการลงโทษ และไม่มองข้ามการบูลลี่ที่เกิดในนักเรียน ดูแลทั้งคนโดนกระทำ และคนกระทำ เพื่อลดความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในโรงเรียนทุกรูปแบบ และ 3.ปัญหาสุขภาพจิตของคนไทย เห็นชัดคือเรื่องสุขภาพจิตการเข้าถึงบริการด้านจิตวิทยายังแตกต่างกันตามพื้นที่และทรัพยากร การเพิ่มระบบคู่สายเพื่อรับฟังปัญหา คลายความกังวล รวมถึงแยกแยะและติดตามกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงในชุมชนเพื่อบรรเทาหรือบำบัดรักษาทางจิตใจ ยิ่งในสถานการณ์เช่นนี้ ความปลอดภัยทางใจควรเป็นพื้นฐานของการศึกษาของเด็กไทยและคนในชุมชน

    “ท้ายที่สุด คำถามนี้ไม่ได้อยู่แค่ในระบบการศึกษา แต่ขยายไปถึงสังคมที่เราอยากเห็นร่วมกัน สังคมที่เด็กควรเติบโตได้โดยไม่ต้องคุ้นชินกับความรุนแรง และโรงเรียนควรเป็นพื้นที่ที่วางใจได้จริง การสร้างสังคมที่ปลอดภัยและไร้ความรุนแรง จึงไม่ใช่ภาระของโรงเรียนเพียงลำพัง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของเราทุกคน เพราะการศึกษาที่มีความหมาย ควรเริ่มต้นจากการที่เด็กต้องรู้สึกปลอดภัย เข้าใจและเห็นใจผู้อื่น เพื่อให้พร้อมจะเติบโต ทั้งในห้องเรียน และในสังคมที่เขาต้ออยู่ร่วมกับผู้อย่างเข้าใจ” น.ส.ลิณธิภรณ์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/951337/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nuSutQLkz7z0RlEuAIqdN

  • เปิดประวัติ บุ๋ม ปนัดดา ผู้หญิงมากความสามารถ นางงามจิตอาสา ลุยช่วยเหลือสังคมเต็มที่

    เปิดประวัติ บุ๋ม ปนัดดา ผู้หญิงมากความสามารถ นางงามจิตอาสา ลุยช่วยเหลือสังคมเต็มที่

    เรียกว่าทั้งสวย ทั้งเก่ง สำหรับอดีตนางสาวไทยและนักแสดงชื่อดัง บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ที่หลายคนยกให้เป็นผู้หญิงเก่งแห่งศตวรรษเลยทีเดียว เพราะที่ผ่านมา บุ๋ม เดินหน้าช่วยเหลือสังคมอย่างเต็มที่ ในตำแหน่งประธานองค์กรทำดี ที่ไม่ว่าจะน้ำท่วม หรือแม้กระทั่งปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา บุ๋มก็รีบลงพื้นที่เข้าช่วยเหลือ เธอย้ำเสมอว่า “เพราะความเดือดร้อนของคนไม่สามารถรอได้” จนทำให้ บุ๋ม ปนัดดา ได้รับฉายาฮีโร่สาวของวงการบันเทิง

    สำหรับประวัติของ บุ๋ม ปนัดดา 

    – บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี เกิดวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2519 

    – การศึกษาเรียนชั้นมัธยมต้นที่โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ก่อนที่จะลาออกตั้งแต่ ม.4 เพื่อเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ในคณะพยาบาลศาสตร์ 

    – เมื่อเรียนได้ประมาณ 1 ปี บุ๋มก็ตัดสินใจบินไปศึกษาต่อยังประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ด้วยอายุเพียง 17 ปี จึงเรียนแต่ภาษาอังกฤษเพิ่มเติมเท่านั้น 

    – ภายหลังจากเรียนภาษาได้สักระยะ บุ๋มก็บินกลับมาศึกษาต่อและสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ที่คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ 

    – หลังเรียนจบได้ทำงานในตำแหน่งพนักงานบริการลูกค้าของ บ. ซิตี้แบงก์ ควบคู่ไปกับการเรียนด้วย 

    – บุ๋ม ได้เรียนจบปริญญาโท ด้านบริหารธุรกิจระหว่างประเทศที่ University of Wollongong เครือรัฐออสเตรเลีย และปริญญาโทใบที่สองด้านปรัชญาการดำเนินธุรกิจจาก University of South Australia ก่อนที่จะกลับมาทำงานเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา 

    – จากนั้นในปี 2543 เธอได้เข้าประกวดนางสาวไทย และควบตำแหน่งทูตวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวไทย นอกจากนี้ยังได้ตำแหน่ง ขวัญใจช่างภาพสื่อมวลชน และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของบุ๋มในวงการบันเทิง

    – สำหรับงานในวงการบันเทิง บุ๋ม ได้เริ่มต้นจากงานพิธีกร ต่อมาได้เล่นละคร ต้องบอกเลยว่าฝีมือทางด้านการแสดงของแม่บุ๋มนั้นไม่ธรรมดา

    – เส้นทางชีวิตของ บุ๋ม ปนัดดา ไม่ได้หยุดเพียงวงการศึกษาและบันเทิง เธอยังเคยดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ 

    – จากนั้นในช่วงปี 2568 บุ๋ม ปนัดดา ก้าวสู่บทบาทสำคัญอีกครั้งในฐานะ “โฆษก ศบ.ทก. จิตอาสา” ถ่ายทอดข้อมูลและชี้แจงข้อเท็จจริงแก่ประชาชนผ่านช่องทางออนไลน์ ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา อย่างรุนแรง 

    – ด้านชีวิตครอบครัว บุ๋ม ปนัดดา เคยสมรสกับ วีรพงศ์ พิพิธสุขสันต์ วันที่ 2 เมษายน พ.ศ.2548 มีลูกสาวด้วยกัน 1 คน คือ น้องอันดามัน และตัดสินใจแยกทางกันในปี พ.ศ.2550

    – ก่อนที่จะพบรักกับ เอก เอกริน นิลเศรษฐี เทรนเนอร์รูปหล่อกล้ามแน่น หลังคบกันได้สักพัก ฝ่ายชายตัดสินใจขอบุ๋มแต่งงานจัดขึ้นในเดือน ม.ค.2558 จากนั้นในปี พ.ศ.2561 บุ๋มได้ออกมาเปิดใจว่าเธอได้แยกทางกับอดีตสามีคนที่ 2 แล้ว 

    – ปัจจุบันสมรสกับ ก็อต อธิป อนันทวรรณ นักกีฬาเพาะกายอิสระและนักกีฬายิงปืนรณยุทธทีมชาติไทย มีลูกชายด้วยกัน 2 คน คือ น้องอเล็กซ์ กับ น้องอาเธอร์ 

    – นอกจากจะเป็นนางงาม ดารา นักแสดงแล้ว บุ๋ม ปนัดดา ยังได้ก่อตั้ง “องค์กรทำดี” และเป็นประธานมูลนิธิองค์กรทำดี ดำเนินกิจกรรมช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่อง เช่น จัดทำโรงครัวเพื่อชาติ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ส่งมอบเครื่องช่วยหายใจให้โรงพยาบาล และมอบโลงศพให้วัด โดยเน้นการทำงานด้วยใจและเตรียมมอบทรัพย์สินมูลนิธิเป็นสมบัติของชาติ ซึ่ง บุ๋ม เคยบอกว่า “ใครจะว่าบุ๋มสร้างภาพก็ว่าไป บุ๋มต้องการสร้างภาพจริง ภาพที่สวยงาม ดีงาม เมื่อทุกคนได้ช่วยเหลือแบ่งปัน ทำเท่าที่ทำได้ ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย” เธอจึงมีบทบาทเป็น “สะพานบุญ” ที่บุกเบิกให้คนที่มีพร้อมและมีใจช่วยกันคนละไม้คนละมือ เพื่อช่วยเหลือ บรรเทา ด้วยการลงพื้นที่ให้เห็นกับตาของผู้ทุกข์ยากในทุกหนแห่ง เหมือนเป็น “ศูนย์รวมความช่วยเหลือให้คนและสัตว์ที่เดือดร้อนทั้งในและต่างประเทศ” เปิดการช่วยเหลือผ่านช่องทางออนไลน์ และสามารถตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดได้

    – ล่าสุด บุ๋ม ปนัดดา ได้ซื้อที่ดินรังสิตคลอง 8 เป็นที่ตั้งของ มูลนิธิองค์กรทำดี เพื่อเป็นโรงทาน สวนปฏิบัติธรรม และเป็นศูนย์รวมการช่วยเหลือสังคม และผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน

    คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/entertain/news/2915458&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UVdQoPTbbQbDCnn4gK03O

  • D

    D

    Dek-D

    ตรวจสอบว่าคุณเป็นมนุษย์ด้วยการทำคำสั่งนี้ให้เสร็จสิ้น

    เว็บไซต์ Dek-D ต้องตรวจสอบความปลอดภัยการเชื่อมต่อของคุณก่อนดำเนินการต่อ

    IP ของคุณคือ: 199.79.62.10

    ประสิทธิภาพและความปลอดภัยโดย Cloudflare

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dek-d.com/studyabroad/68074/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_9nelgWpX2iaeRCueqoRb

  • ผลวิจัยใหม่ชี้ อดอาหารเป็นช่วงแบบ IF แทบไม่ส่งผลต่อการลดน้ำหนัก – BBC News ไทย

    ผลวิจัยใหม่ชี้ อดอาหารเป็นช่วงแบบ IF แทบไม่ส่งผลต่อการลดน้ำหนัก – BBC News ไทย

    A person at home chops a courgette on a wooden chopping board

    ที่มาของภาพ, Getty Images

      • Author, ฟิลิปปา ร็อกซ์บี
      • Role, ผู้สื่อข่าวสายสุขภาพ
    • เวลาอ่าน: 5 นาที

    ผลการศึกษาวิจัยขนาดใหญ่ที่ออกมาล่าสุดชี้ว่า การอดอาหารเป็นบางช่วงเวลา หรือการรับประทานอาหารแบบ IF (Intermittent fasting) อาจไม่ช่วยให้ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนลดน้ำหนักลงได้

    นักวิจัยกล่าวว่า การอดอาหารในบางวันของสัปดาห์และรับประทานอาหารตามปกติในวันอื่น ๆ นั้น “อาจแทบไม่มีผลต่อการลดน้ำหนักและคุณภาพชีวิต”

    แต่พวกเขากล่าวว่า การอดอาหารเป็นช่วง ๆ อาจยังคงช่วยปรับปรุงสุขภาพโดยรวมได้ ผ่านการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานของร่างกายบางอย่าง แม้ว่าจะยังต้องการหลักฐานเพิ่มเติมก็ตาม

    ตัวอย่างของการอดอาหารเป็นช่วง ๆ ได้แก่ การรับประทานอาหารแบบ 5:2 ซึ่งเป็นการควบคุมการกินให้ไม่เกิน 600-800 แคลอรีเป็นเวลาสองวันต่อสัปดาห์ และวันอื่นกินแบบปกติ และการจำกัดการรับประทานอาหารให้อยู่ในช่วงเวลาสั้น ๆ ซึ่งมักอยู่ในช่วงเวลาประมาณ 8 ชั่วโมงของแต่ละวัน

    ทีมวิจัยได้พิจารณาผลการศึกษา 22 ชิ้นก่อนหน้านี้ ซึ่งศึกษากับผู้ใหญ่เกือบ 2,000 คน เพื่อค้นหาว่าการอดอาหารเป็นช่วง ๆ ในระยะสั้น (นานสูงสุด 12 เดือน) ช่วยให้ผู้ใหญ่ลดน้ำหนักได้ดีกว่าคำแนะนำด้านโภชนาการแบบมาตรฐาน หรือการไม่ได้รับคำแนะนำใด ๆ เลยหรือไม่

    การอดอาหารเป็นบางช่วงเวลาเป็นวิธีการลดน้ำหนักที่ค่อนข้างใหม่ และได้รับความนิยมในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยมีรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่

    • การรับประทานอาหารเฉพาะในช่วงเวลาที่กำหนดในแต่ละวัน
    • การอดอาหารในบางวันของสัปดาห์
    • การสลับระหว่างวันที่รับประทานอาหารตามปกติและวันที่รับประทานอาหารน้อยมาก

    เมื่อเปรียบเทียบกลุ่มผู้ที่ได้รับคำแนะนำด้านการลดน้ำหนักแบบดั้งเดิม เช่น การลดปริมาณแคลอรีและการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากขึ้น การทบทวนนี้พบว่าการอดอาหารเป็นบางช่วงเวลาหรือ IF แทบไม่มีผลต่อการลดน้ำหนักหรือคุณภาพชีวิตของผู้คน

    นอกจากนี้ยังแทบไม่มีความแตกต่างเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้รับคำแนะนำหรือผู้ที่รอคำแนะนำเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก แม้ว่าผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตจะยังไม่ชัดเจนก็ตาม

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • Thailand's Prime Minister Anutin Charnvirakul watches as Cambodia's Prime Minister Hun Manet and U.S. President Donald Trump shake hands on the sidelines of the 47th Association of Southeast Asian Nations (ASEAN) Summit in Kuala Lumpur, Malaysia, October 26, 2025. Mohd Rasfan/Pool via REUTERS

    • .

    • ประชาชนแสดงตัวอย่างบัตรเลือกตั้ง สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ที่มีบาร์โค้ดด้านล่าง และตั้งคำถามว่าจะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ ระหว่างร่วมชุมนุมประท้วงการจัดการเลือกตั้งของ กกต. ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพฯ เมื่อ 14 ก.พ.

    • A split screen with US President Donald Trump on the left, raising his hand as he talks in front of a US flag and Iranian Supreme Leader Ali Khamenei on the right, raising his right hand to wave.

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    หลุยส์ กาเรญญานี ผู้เขียนหลักของการวิจัยทบทวนข้อมูลจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยอิตาเลียนบัวโนสไอเรส กล่าวว่า เขามีความกังวลเรื่องกระแสความนิยมในออนไลน์เกี่ยวกับการอดอาหาร

    “การอดอาหารเป็นบางช่วงเวลาอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับบางคน แต่หลักฐานในปัจจุบันยังไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ความตื่นเต้นตามที่เราเห็นในโซเชียลมีเดีย” เขากล่าว

    แต่ทีมนักวิจัยก็เห็นด้วยว่า มีความแตกต่างเฉพาะบุคคลและบางคนอาจได้รับประโยชน์ “แพทย์จะต้องพิจารณาเป็นรายกรณีเมื่อให้คำแนะนำผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักเกินเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก” อีวา มาดริด ผู้เขียนอาวุโสของงานวิจัยนี้กล่าว

    แม้ว่านักวิจัยจะกล่าวว่าพวกเขามี “ความมั่นใจในระดับปานกลาง” ในข้อค้นพบของพวกเขา แต่พวกเขากลับมีความมั่นใจน้อยกว่าในองค์ประกอบอื่น ๆ ของการวิจัย

    การศึกษาส่วนใหญ่ที่พวกเขานำมาพิจารณาไม่ได้ใช้วิธีการที่แม่นยำที่สุดและมีจำนวนผู้เข้าร่วมการวิจัยน้อย ทำให้ยากที่จะหาผลกระทบที่แท้จริงได้

    งานวิจัยทบทวนที่ตีพิมพ์ในฐานข้อมูล Cochrane Database of Systematic Reviews ระบุว่า จำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อศึกษาผลกระทบของการอดอาหารเป็นบางช่วงเวลาต่อสุขภาพด้านอื่น ๆ ของผู้คน เช่น สถานะของโรคเบาหวานประเภทที่ 2 และภาวะสุขภาพพื้นฐานอื่น ๆ

    ผลวิจัยยังระบุว่า การอดอาหารเป็นช่วง ๆ มีหลายประเภท และจำเป็นต้องมีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบต่อผู้ชายและผู้หญิงแยกกัน รวมถึงผู้ที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) ต่างกัน และมาจากประเทศหลากหลายด้วย

    การศึกษาในการทบทวนการวิจัยนี้นี้ดำเนินการในยุโรป อเมริกาเหนือ จีน ออสเตรเลีย และอเมริกาใต้

    การรับรู้ของสาธารณชน

    ดร.บาติสต์ เลอเรนต์ รองศาสตราจารย์ด้านสถิติการแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน กล่าวว่า เมื่อพิจารณาผลการศึกษาแต่ละชิ้นโดยรวมแล้ว “แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการอดอาหารเป็นบางช่วงนั้นให้ประโยชน์เพียงเล็กน้อย”

    “นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของความไม่สอดคล้องกันระหว่างการรับรู้ของสาธารณชนกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์” เขาเสริม

    ศาสตราจารย์คีธ เฟรย์น ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านการเผาผลาญของมนุษย์แห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด กล่าวว่า การอดอาหารเป็นช่วง ๆ ได้รับการส่งเสริมอย่างกว้างขวางว่าเป็นวิธีการลดน้ำหนัก โดยมักอ้างว่ามี “ผลช่วยพิเศษต่อการเผาผลาญ”

    “การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าข้ออ้างดังกล่าวอาจไม่มีความเกี่ยวข้องมากนัก” เขากล่าว พร้อมเสริมว่าไม่มี “วิธีลัด” สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน นอกจากการลดปริมาณแคลอรีที่รับประทานเข้าไป

    เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าหลายคนพบว่าการอดอาหารเป็นบางช่วงเวลาเป็นวิธีที่ดีในการหลีกเลี่ยงการเพิ่มขึ้นของน้ำหนัก ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะไม่ได้รับการศึกษาหรือวิจัยในการทบทวนนี้ วิธีอดอาหารวิธีนี้ยังถูกเชื่อมโยงไปกับการลดคอเลสเตอรอล น้ำตาลในเลือด และช่วยทำให้สุขภาพลำไส้ดีขึ้น จากการทำให้ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักรับประทานอาหารน้อยลง

    คาดว่ามีผู้ใหญ่ประมาณ 1.6 ล้านคนในสหราชอาณาจักรที่ใช้ยาฉีดลดน้ำหนัก อย่าง “มอนจาโร” (Mounjaro) หรือ “เวโกวี” (Wegovy) ซึ่งส่วนใหญ่ซื้อผ่านใบสั่งยาจากคลินิกเอกชนมากกว่าจากระบบสาธารณสุขแห่งชาติ

    การศึกษาล่าสุดพบว่า ผู้ที่หยุดใช้ยาฉีดลดน้ำหนักสามารถกลับมามีน้ำหนักเพิ่มขึ้นได้เร็วกว่าผู้ที่หยุดการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายแบบดั้งเดิมถึง 4 เท่า

    วิดีโอสั้น

    ข่าวเด่น

    เรื่องน่าสนใจ

    • ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นแรงงานในศูนย์หลอกลวงและเหยื่อ นั่งอยู่บนพื้น ระหว่างปฏิบัติการกวาดล้างของกองกำลังพิทักษ์ชายแดนกะเหรี่ยง (Karen Border Guard Force – BGF) ต่อกิจกรรมผิดกฎหมาย ภายในคอมเพล็กซ์เคเคพาร์ก (KK Park) ในเมืองเมียวดี ทางตะวันออกของเมียนมา เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2025

    • .

    • Getty Images

    • .

    • .

    วิดีโอสั้น

    ข่าวเด่น

    เรื่องน่าสนใจ

    • ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นแรงงานในศูนย์หลอกลวงและเหยื่อ นั่งอยู่บนพื้น ระหว่างปฏิบัติการกวาดล้างของกองกำลังพิทักษ์ชายแดนกะเหรี่ยง (Karen Border Guard Force – BGF) ต่อกิจกรรมผิดกฎหมาย ภายในคอมเพล็กซ์เคเคพาร์ก (KK Park) ในเมืองเมียวดี ทางตะวันออกของเมียนมา เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2025

    • .

    • Getty Images

    • .

    • .

    บทความยอดนิยม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cgqg31jy208o&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1B3L44brP5jHPUSYZ3sCwG

  • วิกฤตการศึกษา: ทางเลือกของเด็กที่น้อยลง เมื่อโรงเรียนเอกชนปิดตัว-โรงเรียนรัฐควบรวม – BBC News ไทย

    วิกฤตการศึกษา: ทางเลือกของเด็กที่น้อยลง เมื่อโรงเรียนเอกชนปิดตัว-โรงเรียนรัฐควบรวม – BBC News ไทย

    สำรวจการปิดตัวโรงเรียนในไทย เหตุใด “โรงเรียนเอกชนปิดตัว – โรงเรียนรัฐควบรวมมากขึ้น” ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทยเสี่ยงจะเป็นอย่างไร

    .

    ที่มาของภาพ, Getty Images

      • Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
      • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
    • เวลาอ่าน: 17 นาที

    “น้องพี่ตอนนี้ก็เพิ่งกำลังจะจบ ม.5 และพวกพี่ก็คิดหนักมาก คือน้องพี่ต้องย้ายโรงเรียนไปเรียน 1 ปี แล้วประเด็นคือจะมีโรงเรียนไหนรับน้องพี่ไปเรียน ผู้ปกครองทุกคนตอนนี้คือว้าวุ่นมาก” ผู้ใช้บัญชีอินสตาแกรม bbeam.stc เล่าเรื่องราวของน้องสาวที่ต้องออกจากโรงเรียนแบบไม่ทันตั้งตัว เมื่อโรงเรียนเอกชนเก่าแก่เธอที่เรียนอยู่ประกาศปิดตัวในปีการศึกษาหน้า ทำให้เธอต้องหาสถานศึกษาใหม่เพื่อเล่าเรียนในปีสุดท้ายของช่วงชั้นมัธยม

    คลิปดังกล่าวซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือน พ.ย. ปีที่ผ่านมา มียอดผู้ชมกว่า 1.3 ล้านครั้ง มีหลายความเห็นเข้ามาแนะนำโรงเรียนต่าง ๆ ขณะที่บางความเห็นก็บอกว่าพบเจอสถานการณ์คล้ายกัน

    ภายหลังสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 คลี่คลาย ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีโรงเรียนเอกชนปิดตัวลงแล้ว 254 โรงเรียน จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ที่ให้กับบีบีซีไทย แม้ในช่วงเวลาเดียวกันจะมีโรงเรียนเปิดใหม่ 181 แห่ง แต่สัดส่วนก็ยังไม่เทียบเท่ากับจำนวนโรงเรียนที่ปิดตัวลง โดยสาเหตุของการปิดตัวมาจากหลายปัจจัย ทั้งแรงจูงใจของผู้บริหาร, ภาวะเศรษฐกิจ และจำนวนประชากรเด็ก

    ปีการศึกษา 2569 มีโรงเรียนเอกชนใดบ้างที่ไม่ได้ไปต่อ

    ปีที่ผ่านมามีโรงเรียนเอกชนในเขตกรุงเทพฯ อย่างน้อยสองแห่งที่ส่งหนังสือแจ้งผู้ปกครอง ประกาศจะเลิกกิจการในปีการศึกษา 2569 คือ รร.อุดมศึกษา และ รร.ถนอมพิศวิทยา

    โดย รร.อุดมศึกษาแจ้งเหตุผลมาจากการที่มีจำนวนเด็กน้อยลงจากอัตราการเกิดในประเทศที่ลดน้อยลง และการเก็บค่าเล่าเรียนไม่เป็นไปตามที่กำหนด ขณะที่ รร.ถนอมพิศวิทยา แจ้งสาเหตุมาจากผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนถึงแก่กรรมและโรงเรียนประสบปัญหาการโอนกิจการ

    ขณะที่โรงเรียนอีกแห่งคือ รร.ไผทอุดมศึกษา ประกาศจะยุติกิจการตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แม้ต่อมาจะมีความพยายามจะยื้อกิจการเอาไว้ ผ่านการประกาศเมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมาว่าพร้อมไปต่อสำหรับผู้ปกครองที่พร้อมจ่ายค่าเล่าเรียนในอัตรา 182,000 บาท/ปีการศึกษา สำหรับการดูแลเด็ก “แบบเฉพาะบุคคล” แต่ต่อมาก็ประกาศยกเลิกหลักสูตรนี้และคืนเงินให้ผู้ปกครอง โดยให้เหตุผลว่าโรงเรียน “ประสบปัญหาการค้างชำระค่าเล่าเรียน” ส่งผลให้ขาดสภาพคล่องทางการเงิน และมองว่าจะกระทบต่อการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบนี้ให้ได้อย่างยั่งยืน

    บีบีซีไทยติดต่อทั้งสามสถานศึกษาข้างต้นแล้ว แต่ไม่ได้รับการตอบรับให้สัมภาษณ์

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • .

    • Thailand's Prime Minister Anutin Charnvirakul watches as Cambodia's Prime Minister Hun Manet and U.S. President Donald Trump shake hands on the sidelines of the 47th Association of Southeast Asian Nations (ASEAN) Summit in Kuala Lumpur, Malaysia, October 26, 2025. Mohd Rasfan/Pool via REUTERS

    • A split screen with US President Donald Trump on the left, raising his hand as he talks in front of a US flag and Iranian Supreme Leader Ali Khamenei on the right, raising his right hand to wave.

    • ประชาชนแสดงตัวอย่างบัตรเลือกตั้ง สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ที่มีบาร์โค้ดด้านล่าง และตั้งคำถามว่าจะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ ระหว่างร่วมชุมนุมประท้วงการจัดการเลือกตั้งของ กกต. ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพฯ เมื่อ 14 ก.พ.

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    สิทธิโชค ธงพานิช เจ้าของบัญชีอินสตาแกรม bbeam.stc บอกกับบีบีซีไทยว่า น้องสาวของเขากำลังจะเรียนจบชั้น ม.5 จาก รร.อุดมศึกษา ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่ประกาศจะเลิกกิจการในปีการศึกษาหน้า แม้จะมีการแจ้งล่วงหน้าประมาณ 1 ภาคการศึกษา และมีการช่วยประสานกับโรงเรียนอื่น ๆ ที่สามารถรับนักเรียนไปศึกษาต่อในชั้นปีที่เหลือ แต่สิ่งที่เด็กต้องเผชิญนอกจากการเปลี่ยนสังคมแล้ว คือค่าใช้จ่ายแฝงต่าง ๆ

    “จริง ๆ ก็เปลี่ยนหลายอย่างเลย เพราะว่าผมให้น้องอยู่ตรงคอนโดข้างหน้าโรงเรียนเดิม แล้วทีนี้ต้องคุยเรื่องสัญญาคอนโดใหม่แล้วก็ต้องย้ายที่อยู่” สิทธิโชคเปิดเผย เขาบอกว่าโรงเรียนใหม่ที่ดูไว้น่าจะใช้เวลาเดินทางโดยรถจักรยานยนต์ประมาณ 20-30 นาที หากยังอยู่ที่อยู่เดิม และอาจใช้เวลานานกว่านั้นหากการจราจรติดขัดหรือโดยสารด้วยรถยนต์

    แม้ว่าค่าเทอมของโรงเรียนใหม่จะแตกต่างจากเดิมไม่มากนัก แต่สิทธิโชคบอกว่ายังมีค่าใช้จ่ายแฝงอื่น ๆ ที่เขาคาดว่าน่าจะต้องจ่ายอีก เช่น เสื้อผ้า หรือหนังสือเรียน ที่โรงเรียนใหม่อาจใช้รูปแบบที่แตกต่างจากโรงเรียนเดิม

    “ด้วยความที่โรงเรียนเดิมเป็นชุดที่ค่อนข้างจะ unique (มีเอกลักษณ์) นิดหนึ่ง เวลาเปลี่ยนก็คือต้องเปลี่ยนทั้งเซ็ตเลย… ซื้อสามชุดตีไปประมาณชุดละ 1,000 [บาท] ก็ตีไปประมาณ 3,000 – 4,000 [บาท]” เขาเปิดเผย

    สำรวจ รร.เอกชนปิดกิจการ ปัจจุบันทิ้งร้าง/ประกาศขาย/กลายเป็น รร.นานาชาติ

    บีบีซีไทยสำรวจความเปลี่ยนแปลงของ (อดีต) โรงเรียนเอกชนที่ปิดการไปในรอบทศวรรษที่ผ่านมา พบว่าปัจจุบันมีทั้งที่กลายเป็นสถานที่รกร้าง บางที่ก็ยังมีอาคารเรียนอยู่แต่มีการประกาศขายที่ดิน และบางแห่งก็ปรับตัวเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นโรงเรียนนานาชาติ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

    โรงเรียนเอกชนเก่าแก่ใจกลางย่านสุขุมวิท ประกาศเปิดทำการเรียนการสอนเป็นภาคเรียนสุดท้ายในช่วงต้นปี 2565 หลังประสบภาวะขาดทุนต่อเนื่องมากว่า 3 ปี

    ในขณะนั้นผู้บริหารของโรงเรียนเปิดเผยกับพีพีทีวีว่า ภาวะขาดทุนของโรงเรียนสืบเนื่องจากการที่จำนวนนักเรียนลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง และผู้ปกครองที่ส่วนใหญ่เป็นผู้มีทุนทรัพย์น้อย โดยประกอบอาชีพเช่น รับจ้าง ค้าขาย เผชิญผลกระทบจากโรคโควิด-19 ทำให้จ่ายค่าเทอมไม่ตรงเวลาและค้างชำระค่าเทอม ส่วนเงินอุดหนุนที่รัฐบาลให้ตามรายหัวเด็กก็ไม่เพียงพอต่อการจ่ายเงินเดือนครู

    บีบีซีไทยค้นหาภาพจาก Google Street View ที่บันทึกเมื่อเดือน พ.ย. 2565 ราว 10 เดือนหลังโรงเรียนประกาศปิดกิจการ พบว่าพื้นที่โรงเรียนยังคงมีอาคารตั้งอยู่บนพื้นปูน และมีศาลพระภูมิ โดยมีป้ายชื่อโรงเรียนอยู่นอกรั้ว

    แต่ภาพที่บันทึกล่าสุดเมื่อเดือน ส.ค. 2567 พบว่าพื้นที่ในซอยสุขุมวิท 8 ที่เคยเป็นที่ตั้งของโรงเรียน เหลือเพียงศาลพระภูมิและกองเหล็กที่วางกองอยู่หลังรั้ว ป้ายชื่อโรงเรียนหายไป ขณะที่พื้นที่ด้านในกลายเป็นพื้นหญ้ารกร้าง

    บีบีซีไทยติดต่ออดีตคุณครูโรงเรียนท่านหนึ่ง บอกว่าตอนนี้อดีตคุณครูในโรงเรียนต่างแยกย้ายกันไปตามทางของตัวเอง โดยตัวเธออายุมากแล้วจึงไม่ได้เป็นครูต่อและไม่ได้ติดต่อกับครูคนอื่น ๆ แต่ทราบว่าครูบางคนก็ย้ายกลับไปอยู่ต่างจังหวัดแล้ว

    .

    ที่มาของภาพ, Google Street View

    คำบรรยายภาพ, ภาพสถานที่ตั้ง รร.วรรณวิทย์ ในเดือน พ.ย. 2565 (ซ้าย) เทียบกับภาพในเดือน ส.ค. 2567 (ขวา)

    ช่วงเดือน เม.ย. 2565 สื่อมวลชนไทยหลายสำนักรายงานเกี่ยวกับการประกาศยุติกิจการของโรงเรียนเอกชนแห่งนี้ที่อยู่ใน ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ซึ่งจะไม่มีการเรียนการสอนต่อในปีการศึกษา 2565

    ผู้อำนวยการโรงเรียนเปิดเผยกับเว็บไซต์มติชนว่า สาเหตุการปิดการเรียนการสอนหลังดำเนินกิจการมา 65 ปี เพราะพิษเศรษฐกิจและสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้นักเรียนลดน้อยลงเรื่อย ๆ ขณะที่ผู้ปกครองหลายคนที่ขาดรายได้ก็ค้างค่าเทอมเป็นจำนวนมาก

    โดยเมื่อวันที่ 4 มี.ค 2567 บีบีซีไทยพบว่ามีการประกาศขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบริเวณที่เคยเป็นโรงเรียน ลงในกลุ่มซื้อ-ขายที่ดินสมุทรปราการ พื้นที่ 3 ไร่ 92 ตารางวา ในราคา 190 ล้านบาท

    อย่างไรก็ดี ภาพจาก Google Street View ที่บันทึกล่าสุดเมื่อเดือน ธ.ค. 2567 พบว่ายังมีอาคารเรียน 5 ชั้นตั้งตระหง่าน และยังมีป้ายโรงเรียนอยู่หน้ารั้ว

    .

    ที่มาของภาพ, Google Street View

    คำบรรยายภาพ, ภาพจาก Google Street View ที่บันทึกล่าสุดเมื่อเดือน ธ.ค. 2567 พบว่าบริเวณที่ตั้ง รร.เฉลิมไฉไลวิทยา ยังมีอาคารเรียน 5 ชั้นตั้งตระหง่าน และยังมีป้ายโรงเรียนอยู่หน้ารั้ว

    ในปี 2558 โรงเรียนประกาศจะเลิกกิจการโรงเรียนเอกชนทำให้มีผู้ปกครองส่วนหนึ่งไปร้องเรียนกับกระทรวงศึกษาธิการ ก่อนที่ต่อมา ทยา ทีปสุวรรณ ในฐานะผู้จัดการโรงเรียน จะออกมาเปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กของเธอว่าโรงเรียนมีความจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนหลักสูตรการศึกษาจากระบบปัจจุบันไปสู่ระบบนานาชาติ โดยได้จัดมาตรการรองรับให้นักเรียน ผู้ปกครอง พนักงาน ครู-อาจารย์ได้รับความเดือดร้อนน้อยที่สุด

    เธอยังได้โพสต์ประกาศของโรงเรียนที่ระบุข้อมูลว่าโรงเรียนจะขยายเวลาเปิดทำการสอนจนถึงปีการศึกษา 2560 เพื่อให้นักเรียนชั้น ป.4, ม.1 และ ม.4 สามารถเรียนต่อจนจบช่วงชั้น

    ภาพจาก Google Street View ที่บันทึกเมื่อเดือน พ.ย. 2559 พบว่าเริ่มมีการกั้นพื้นที่ก่อสร้างในโรงเรียน โดยขณะนั้นป้ายชื่อโรงเรียนยังเป็น “โรงเรียนศรีวิกรม์” อยู่ และอาคารเรียนด้านในเป็นสีขาว

    และภาพเมื่อเดือน มิ.ย. 2560 ก็พบว่าป้ายชื่อ “โรงเรียนศรีวิกรม์” ยังคงอยู่ แต่การกั้นพื้นที่ก่อสร้างขยับเข้าไปอยู่ด้านในรั้วโรงเรียน

    แต่ภาพในเดือน ก.พ. 2561 อาคารเรียนถูกทาสีน้ำเงิน-ส้ม ขณะที่ป้ายชื่อด้านหน้าโรงเรียนเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนนานาชาติเซนต์แอนดรูว์สกรุงเทพฯ”

    .

    ที่มาของภาพ, Google Street View

    คำบรรยายภาพ, ภาพบริเวณที่ตั้ง รร.ศรีวิกรม์ เมื่อเดือน พ.ย. 2559 (ซ้าย) เทียบกับภาพในเดือน ก.พ. 2561 (ขวา)

    ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) แนวโน้มที่เห็นได้ชัดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา คือโรงเรียนเอกชนสามัญมีอัตราการปิดตัวมากกว่าจะเปิดเพิ่ม ขณะที่โรงเรียนนานาชาติกลับเติบโต โดยมีอัตราการเปิดเพิ่ม มากกว่าจะปิดตัวลง

    “ถ้าเป็นประเภทสามัญนะครับ สัดส่วนของการเปิด[กิจการ]ก็จะน้อยกว่าปิด[กิจการ] ก็คือถ้าเป็นสามัญนี่มีเปิด 122 แห่ง ในสถิติ 5 ปีที่ผ่านมา แล้วก็มีปิด 247 แห่งครับ ก็ประมาณเท่าตัวหนึ่งนะครับ ประมาณ 50% ที่เปิด แล้วก็นานาชาตินี่ก็จะมีเปิด 59 แห่ง แล้วก็ปิด 13 แห่ง” มณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) เปิดเผยกับบีบีซีไทย

    เขาบอกว่าโดยปกติแล้วเมื่อโรงเรียนแจ้งปิดกิจการ ทาง สช. จะไม่ได้สอบถามสาเหตุเชิงลึก แต่จะช่วยดูแลเรื่องการจัดส่งผู้เรียนที่ต้องย้ายไปยังสถานศึกษาใหม่ และการจัดสวัสดิการจ่ายเงินชดเชยให้ครู

    อย่างไรก็ดี จากข้อมูลที่มาจากการ “วิเคราะห์ในเศรษฐมิติ” เขาพบว่าสาเหตุของการเลิกกิจการมีทั้งทายาทของผู้ประกอบกิจการโรงเรียนไม่ประสงค์จะดำเนินกิจการต่อ รวมถึงการที่ประชากรวัยเรียนลดลง และส่วนหนึ่งก็ย้ายไปโรงเรียนรัฐหรือท้องถิ่นด้วยสภาวะทางเศรษฐกิจ

    “มันก็เป็นธรรมชาติของธุรกิจในด้านการศึกษานะครับ ก็คือหมายถึงว่า โรงเรียนเอกชนเนี่ย มันก็จะเป็นทางเลือกสำหรับผู้ปกครอง คือถ้าผู้ปกครองถูกใจก็ส่งบุตรหลานไปเรียน ดังนั้นแล้วมันก็ขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้ง พื้นที่ และความต้องการของผู้ปกครอง” เลขาธิการ กช. กล่าว

    “ถ้าเกิดว่าโรงเรียนเล็งเห็นว่า การประกอบกิจการน่าจะไปได้ ผู้รับอนุญาตก็มาขออนุญาตเปิดดำเนินการครับ แต่ส่วนใหญ่ที่ปิด มันก็จะเป็นไปในเรื่องของโรงเรียนที่เปิดมาดั้งเดิมส่วนหนึ่งนะครับ อันนี้มันก็เป็นเรื่องของแรงจูงใจของผู้ประกอบการว่าเป็นเพราะอะไร”

    “อาจจะเป็นเหมือนทายาทก็ไม่อยากจะทำโรงเรียนต่อแล้ว อยากจะไปทำอย่างอื่น อันนี้ก็มีนะครับ ภาวะเศรษฐกิจ อันนี้เราก็ต้องยอมรับว่าภาวะเศรษฐกิจก็อาจจะมีผล เพราะว่าโรงเรียนเอกชนก็จะต้องมีการระดมทรัพยากรที่สูงกว่าภาครัฐใช่ไหมครับ แล้วในเรื่องของจำนวนประชากรวัยเรียนที่ลดลง อันนี้ก็อาจจะมีผลกระทบได้นะครับ แล้วก็มันก็อาจจะมีเป็นในบางพื้นที่ที่อาจจะมีจำนวนประชากรลด บางพื้นที่ก็มีจำนวนประชากรเพิ่ม มันก็ขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัยที่ประกอบกันครับ” เขาระบุ

    ขณะที่กรุงเทพมหานครเองก็มีแผนจะตั้งโรงเรียนนานาชาติในสังกัดในปี 2574 ด้วยเช่นกัน โดยวาง รร.มหรรณพารามเป็นต้นแบบ และคาดหวังที่จะขยายผลหลักสูตรไปยังโรงเรียนอื่น ๆ จากการรายงานของสำนักข่าวมติชน

    5 ปีการศึกษาที่ผ่านมา โรงเรียนรัฐหายไปแล้วกว่า 500 แห่ง

    โดยในปีการศึกษา 2564 มีจำนวนโรงเรียนในสังกัด สพฐ. 29,583 แห่ง แต่ในปีการศึกษา 2568 มีจำนวนโรงเรียน 29,005 แห่ง หายไปกว่า 500 แห่ง ขณะที่จำนวนนักเรียนก็ลดลงราว 3 แสนคนในรอบ 5 ปี โดยในปีการศึกษา 2564 มีจำนวนนักเรียน 6.6 ล้านคน ในขณะที่ปีการศึกษา 2568 มีจำนวนนักเรียน 6.3 ล้านคน

    แต่จำนวนห้องเรียนในระหว่างช่วงปีดังกล่าว เพิ่มขึ้นจาก 344,611 ห้องในปีการศึกษา 2564 เป็น 349,030 ห้องในปีการศึกษา 2568

    กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีนโยบายควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กซึ่งมีจำนวนนักเรียนน้อยกว่า 120 คน มาตั้งแต่หลังมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 7 ต.ค. 2562 โดย ตรีนุช เทียนทอง อดีต รมว.ศึกษาธิการ เคยตอบกระทู้ถามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในเดือน ก.ย. 2565 ถึงแนวทางการควบรวมโรงเรียนดังกล่าวว่า จะต้องผ่านความเห็นชอบจากทุกฝ่าย เป็นไปตามความสมัครใจ ความพร้อมของโรงเรียน รวมถึงสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ และเป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการจัดตั้ง รวม หรือ เลิกสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2550

    เว็บไซต์ ‘ข่าวสด’ รายงานเมื่อ 7 ส.ค. 2568 อ้างอิงการเปิดเผยของพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ระบุว่า สพฐ. มีแผนในการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กให้ได้ 996 แห่ง จากโรงเรียนขนาดเล็กที่มีทั้งหมด 15,757 แห่ง โดยให้เป็นไปตามความสมัครใจในระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่ปีการศึกษา 2568 – 2570

    โรงเรียนหาย = ช่องว่างใหญ่ในระบบการศึกษา

    ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่าหากโรงเรียนขนาดเล็กต่างก็ล้มหายตายจากและอยู่ไม่ได้ อนาคตการศึกษาไทยในอีก 5-10 ปี จะเกิด “Big Gap” หรือ “ช่องว่างใหญ่”

    “มันจะมี Big Gap ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมอีก คือเด็กกลุ่มบนก็จะบนไปเรื่อย ๆ เด็กกลุ่มกลางบนก็จะดิ้นไปอยู่ข้างบน เพราะครอบครัวไหนพอมีกำลังเหมือนก็จะหนีไปนานาชาติกัน หรือไปโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มี EP (English Program – หลักสูตรภาษาอังกฤษ) กัน ตอนนี้แม้กระทั่งเด็ก EP ตามโรงเรียนขนาดใหญ่มีจำนวนไม่น้อย จ่ายเพิ่มอีกนิดนึงไป[โรงเรียน]อินเตอร์ไหว พ่อแม่เขาก็ดันไป[โรงเรียน]อินเตอร์” เขาให้ความเห็นโดยอ้างอิงการเติบโตของโรงเรียนนานาชาติในช่วงทศวรรษครึ่งที่ผ่านมา ที่เขามองว่าเติบโตอย่างรวดเร็วสวนทางกับโรงเรียนเอกชนหรือโรงเรียนขนาดเล็กที่ปิดตัวหรือถูกยุบควบรวม

    “สิ่งที่รออยู่คือสังคมที่จะเหลื่อมล้ำมากขึ้น การศึกษาที่จะเหลื่อมล้ำมากขึ้น และเด็กที่จะหลุดรอดจากระบบการศึกษามากขึ้น” เขาระบุ

    .

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล มองว่าการหายไปของโรงเรียนขนาดเล็ก จะซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

    ผศ.อรรถพล เปิดเผยว่าปัญหาเรื่องโรงเรียนปิดตัวจากจำนวนประชากรในวัยเรียนที่ลดลงนั้น เป็น “ปัญหาโลกแตก” ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับไทย และไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนเอกชนหรือโรงเรียนรัฐ ก็เผชิญสภาพปัญหาคล้ายกัน โดยเฉพาะกับโรงเรียนที่มีขนาดเล็กและจำนวนเด็กน้อย

    เขายกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นที่แม้จะพยายามรักษาโรงเรียนขนาดเล็กเอาไว้ แต่สุดท้ายก็ไปไม่ไหวและมีหลายโรงเรียนที่ต้องปิดกิจการ หรืออย่างประเทศสิงคโปร์ก็มีการยุบรวมโรงเรียน แต่ผลกระทบของการยุบควบรวมโรงเรียนในไทยกับสิงคโปร์ไม่เท่ากัน เพราะสิงคโปร์เป็นประเทศพื้นราบทั้งหมดและมีระบบขนส่งสาธารณะที่ดีกว่า

    “การยุบควบรวมก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับอย่างสิงคโปร์ แต่มันเป็นเมืองพื้นราบหมดถูกไหม ระบบขนส่งสาธารณะดี การที่เขายุบโรงเรียนจึง make sense (เป็นเหตุเป็นผล) อยู่” เขาให้ความเห็นก่อนจะเปรียบเทียบว่า “ของเรามีความต่างกันเยอะระหว่างเขตเมืองกับเขตชนบท ชนบทเราไม่มีการเดินทางสาธารณะที่ดีเลยใช่ไหม ทุกอย่างมันก็เป็นเรื่องที่พ่อแม่ต้องฝากลูกขึ้นรถกระบะ หรือจ่ายตังค์เหมาจ่ายรายเดือนให้”

    “หลายประเทศขนส่งสาธารณะมันเอื้อ อย่างอเมริกามี school bus (รถโรงเรียน) วิ่งเป็นระบบฟรีใช่ไหม เด็กอยู่ county (เขต) ไหนก็ใช้รถที่รับบริการของ county นั้นไปโรงเรียน ของเรามันไม่ใช่ ทุกคนต้องหาวิธีพาลูกไปโรงเรียนเอง ค่าใช้จ่ายมันก็สูงมากขึ้น” อาจารย์คณะครุศาสตร์รายนี้กล่าวสรุป

    ผศ.อรรถพล มองว่าในสถานการณ์เช่นนี้ โจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรที่จะยังทำให้ทุกภาคส่วนของสังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาได้ และรัฐบาลก็ต้องถามตัวเองด้วยว่าเมื่อโรงเรียนเอกชนปิดตัวไป รัฐบาลเพียงอย่างเดียวจะสามารถ “แบกการศึกษาทั้งระบบไหวหรือเปล่า”

    เขามองว่าแทนที่จะยุบหรือควบรวมโรงเรียน รัฐควรใช้จังหวะนี้ลดขนาดชั้นเรียนลงมา จากห้องเรียนละไม่เกิน 40 คน อาจเหลือห้องเรียนละไม่เกิน 30 คนเพื่อให้ครูสามารถดูแลนักเรียนได้อย่างทั่วถึง โดยหากไม่สามารถเพิ่มงบประมาณ ก็อาจทำได้ด้วยการ “เฉลี่ยทรัพยากร” จากเดิมที่รัฐให้เงินอุดหนุนโรงเรียนโดยพิจารณาตาม “รายหัว” นักเรียน อาจปรับเปลี่ยนเป็นอุดหนุนโดยพิจารณาตามสภาวะและความจำเป็นของแต่ละโรงเรียน เช่น โรงเรียนขนาดเล็กที่มีทรัพยากรน้อยกว่า อาจได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมมากกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ที่อาจมีทรัพยากรที่พรั่งพร้อมอยู่แล้ว

    “ต้องคิดเรื่องงบแบบอัตราก้าวหน้า ก็คือเด็กยิ่งน้อยเท่าไหร่ ยิ่งได้รับความช่วยเหลือมาก” ผศ.อรรถพล ให้ความเห็น เขายกตัวอย่างเทียบเคียงกับโครงการอาหารกลางวันของนักเรียน ที่ปัจจุบันโรงเรียนขนาดเล็กจะได้รับงบประมาณอาหารกลางวันต่อหัวสูงกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ เพราะมีความต้องการใช้ทรัพยากรมากกว่า ทั้งในการจ้างแม่ครัวหรือซื้อวัตถุดิบ เมื่อเปรียบเทียบกับโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีทรัพยากรเพียงพออยู่แล้ว ซึ่งสามารถบริหารจัดการจากสิ่งที่ได้รับการสนับสนุนตามเกณฑ์มาตรฐานได้

    “จากนี้ไปการคิดเรื่องงบประมาณ financing (การเงิน) เหล่านี้ ผู้จัดการศึกษาต้องคิดใหม่ คิดแบบเสมอหน้ากันทั้งหมดเนี่ย บางทีอาจจะไม่ใช่สูตรที่เหมาะสมแล้ว” เขาระบุ

    “ตอนนี้จริงๆ เอกชนก็มีอยู่หลายกลุ่มนะ ถ้าเป็นนานาชาตินี่ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งไปเลยถูกไหม เพราะฉะนั้นเอกชนเขาก็แบบไม่ได้อยู่ในเกณฑ์เดียวกันในการจะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ มันมีหลายกลุ่มอยู่แล้ว เราก็อาจจะต้องใช้วิธีการคิดแบบเนี้ยกับโรงเรียนของรัฐด้วย”

    .

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ในเมืองพื้นราบที่มีระบบขนส่งสาธารณะดีอย่างสิงคโปร์ ผลกระทบของการยุบรวมโรงเรียนเทียบไม่เท่ากับไทยที่ในชนบทยังไม่มีระบบการขนส่งสาธารณะที่ดี จากมุมมองของ ผศ.อรรถพล

    เลขาธิการ กช. เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า ปัจจุบันโรงเรียนเอกชนในไทยสามารถขอรับการอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานจากรัฐได้ส่วนหนึ่ง ภายใต้เงื่อนไขว่าจะต้องเก็บค่าธรรมเนียมไม่เกินอัตราที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด และที่ผ่านมาก็มีการปรับเพิ่มเกณฑ์การอุดหนุนอยู่เรื่อย ๆ ตามปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ

    “สมมติว่าเอาตัวเลขกลม ๆ ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 15,000 กว่าบาท สมมตินะครับ ค่าธรรมเนียมการศึกษาก็จะเก็บได้ไม่เกินประมาณ 5,000 แล้วก็รัฐอุดหนุนอยู่ 10,000 กว่า ๆ ประมาณนี้ครับโดยหลักการ” มณฑล กล่าว

    “เราก็มีการปรับอยู่เรื่อย ๆ นะครับ อย่างเช่นที่ผ่านมา มันก็จะมีการปรับเงินเดือนข้าราชการขึ้นไปเป็น 18,000 อันนี้เราก็เอา 18,000 ไปคำนวณเป็นเงินอุดหนุนให้กับนักเรียน เพื่อให้โรงเรียนเอามาคำนวณกลับมาเป็นเงินเดือนครู” เขายกตัวอย่าง

    “แต่ในข้อจำกัดก็อย่างที่บอกนะครับว่า หลาย ๆ โรงเรียนก็อาจจะไปเก็บค่าธรรมเนียมได้ไม่เต็มที่ คือแม้กระทั่งเรากำหนดไว้ 5,000 บางโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่บางพื้นที่ เขาก็เก็บได้ไม่ถึง 5,000 อยู่ดี ก็อาจจะเก็บได้ 3,000 – 4,000 บ้าง อะไรอย่างนี้นะครับ นี่ก็จะเป็นข้อจำกัดในแง่ของรายได้ของผู้ปกครอง เพราะว่าเราไม่ได้อุดหนุนเต็ม 100% ครับ” เลขาธิการ กช. ระบุ

    มหาวิทยาลัยเตรียมรับแรงกระแทก

    ผศ.อรรถพล ประเมินว่า ไม่เพียงแต่การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ต้องหันมาชั่งน้ำหนักจัดสรรให้ได้คุณภาพในขณะที่ประชากรเด็กน้อยลงเท่านั้น แต่จากนี้ไปอีกไม่เกิน 10 ปี มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ก็จะได้รับแรงกระแทกจากสถานการณ์ประชากรด้วย

    “เด็กใน gen (ช่วงอายุ) ที่จะเรียนมหาวิทยาลัยจะลดลงอีก” เขาวิเคราะห์ “ตอนนี้ก็ลดลงอยู่แล้ว ไม่เกิน 10 ปี มหาวิทยาลัยจำนวนมากอาจต้องปิดตัว เพราะมหาวิทยาลัยมันจะไปต่อไม่ได้ ซึ่งมหาวิทยาลัยเอกชนในบ้านเราตอนนี้เริ่ม[ปรับตัว]แล้ว คือรับเด็กต่างชาติ” เขาระบุโดยยกตัวอย่างมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตและมหาวิทยาลัยเกริกที่เริ่มรับนักศึกษาจากจีน

    เขามองว่าหากมหาวิทยาลัยไทยอยากอยู่รอดในอีกทศวรรษข้างหน้า ก็ต้องปรับตัว

    “อย่างเคสสิงคโปร์ มหาวิทยาลัยมันถูก re-function (เปลี่ยนบทบาทหน้าที่) มหาวิทยาลัยไม่ได้แค่จะรับเด็กจบ ม.6 มาเรียนแล้วนะ มหาวิทยาลัยของสิงคโปร์ตอนนี้ทำเรื่องของ reskill (เรียนรู้ทักษะใหม่) และ upskill (พัฒนาทักษะเดิม) คือคนที่เคยเรียนจบไปแล้วสามารถที่จะกลับมาเรียนเพิ่มเติมและออกปริญญาใบที่ 2 ได้” เขายกตัวอย่าง

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากคณะครุศาสตร์รายนี้มองว่าการปรับเป้าหมายของมหาวิทยาลัยให้ตอบสนองการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) มากกว่าจะแค่ให้การศึกษากับเด็กที่จบมาจากการศึกษาขั้นพื้นฐานเท่านั้น คือทางรอดหนึ่งของมหาวิทยาลัย และไม่ควรจะเป็นลักษณะของการปล่อยให้สถานศึกษาแต่ละที่ต่างแก้ปัญหาหน้างานของตัวเองโดยไม่มีการหารือทั้งระบบกับหน่วยงานที่กำกับดูแล

    “ตอนนี้เวลามองเรื่องนี้ มันต้องมองร่วมกันระดับกระทรวงศึกษาธิการกับกระทรวง อว. (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) เพราะว่าด้วยเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ พัฒนาสังคม มันเป็นเรื่องที่ต้องมองแบบที่เราเรียกว่า Human Resource Mapping (การจัดทำแผนที่ทรัพยากรบุคคล) ใหญ่ของประเทศด้วยกัน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c93jgqjp8qjo&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KZ-z613FiVyUkFopaWPsH

  • &

    &

    “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เตรียมใช้เทคโนโลยี VAR เข้ามาช่วยตัดสิน พร้อมดึงทีมผู้ตัดสินระดับ ฟีฟ่า จากสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ มาทำหน้าที่ ทั้งในเกมนัดชิงฯ อันดับ 3 และ นัดชิงชนะเลิศ ฟุตบอลรายการเยาวชน 7 คน รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี “มาดามคัพ 2025/26” ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 พร้อมเปิดเข้าชมฟรี ที่สนามแพท สเตเดียม

    “มาดามคัพ” จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 4 ติดต่อกัน โดยยกระดับการแข่งขันมากขึ้นในทุกครั้ง ทั้งในแง่จำนวนทีมเข้าร่วมที่เพิ่มมากขึ้นในทุกปี และ ในด้านเงินรางวัล โดยเฉพาะปีนี้ ซึ่งถือเป็นฟุตบอลเยาวชน 7 คน ระดับโรงเรียน ที่มีเงินรางวัลรวมสูงสุดในประเทศไทย มากกว่า 1,000,000 ล้านบาท 

    เกมรอบชิงฯ อันดับ 3 และ รอบชิงชนะเลิศ จะแข่งขัน 2 ครึ่ง ครึ่งละ 25 นาที กรณีเสมอ ยิงจุดโทษตัดสินทันที โดยทุกทีมสามารถ ขอใช้ VAR Challenge ได้ครึ่งละ 2 ครั้งเท่านั้น ส่วนทีมผู้ตัดสินทั้ง 4 คน จะเป็นระดับ ฟีฟ่า ทั้งหมด

    โปรแกรมการแข่งขัน วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 เริ่มจากคู่ชิงฯ อันดับ 3 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย กระบี่ พบกับ โรงเรียนดรุณา ราชบุรี เวลา 15.30 น. ต่อด้วยรอบชิงชนะเลิศ โรงเรียนกีฬาเทศบาลนครนครปฐม พบกับ โรงเรียนราชวินิตบางแก้ว จ.สมุทรปราการ เวลา 17.00 น.

    ปัจจุบัน เมืองไทย มาดามคัพ ถือเป็นฟุตบอลเยาวชน 7 คน ระดับโรงเรียน ที่มีเงินรางวัลรวมสูงสุดในประเทศไทย กว่า 1,000,000 บาท พร้อมคัดเลือกผู้เล่นทรงคุณค่า (MVP) เซ็นสัญญากับสโมสร การท่าเรือ เอฟ.ซี. และ ไปฝึกฟุตบอลกับสโมสร อวิสป้า ฟูกูโอกะ ในศึกเจลีก 1 ที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นเวลา 2 สัปดาห์ รวมถึงให้สิทธิ์ทีมอันดับ 1-3 โควตาจำนวนทีมละ 5 คน เดินทางไปชมการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย 2026 รอบสุดท้าย รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี ในเกมที่ ทีมชาติไทย ลงทำการแข่งขัน ที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย แบบไม่มีค่าใช้จ่ายอีกด้วย 

    เงินรางวัล แบ่งเป็น ทีมชนะเลิศ ทุนการศึกษาจำนวน 300,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลเกียรติยศ , ทีมรองชนะเลิศอันดับ 1 ทุนการศึกษาจำนวน 150,000 บาท , ทีมรองชนะเลิศอันดับ 2 ทุนการศึกษาจำนวน 100,000 บาท , ทีมรองชนะเลิศอันดับ 3 ทุนการศึกษาจำนวน 50,000 บาท , ดาวซัลโวสูงสุดประจำการแข่งขัน ทุนการศึกษา 10,000 บาท , ผู้เล่นทรงคุณค่าประจำการแข่งขัน (MVP) ทุนการศึกษา 10,000 บาท , หัวหน้าผู้ฝึกสอนยอดเยี่ยม 30,000 บาท , ทีมแฟร์เพลย์ 10,000 บาท และ เงินสนับสนุนทีมที่เข้ารอบสุดท้าย จำนวน 24 ทีม ทีมละ 10,000 บาท

    ทั้งนี้ สามารถติดตามการแข่งขันได้ ผ่านทาง Live Youtube ช่องมาดามแป้ง ช่องเมืองไทยประกันภัย และ เพจ เมืองไทย มาดามคัพ

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/football-thailand/th-other/100149/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TwahB6ovnFYKCseHdvav9