Category: วัฒนธรรม

  • บัญชีดิจิทัลคณะบัญชี SPU : เปิดรับสมัครนักศึกษาปริญญาโทบัญชี รุ่นที่ 22 – คณะบัญชี

    บัญชีดิจิทัลคณะบัญชี SPU : เปิดรับสมัครนักศึกษาปริญญาโทบัญชี รุ่นที่ 22 – คณะบัญชี

    รับทุนสนับสนุน 20,000 บาท

    ศิษย์เก่า 20,000 บาท

    บุคลากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติและครอบครัว รับทุนการศึกษา 20%

    • รับสมัครผู้จบ ป.ตรี ทุกสาขา
    • เรียน 1 ปี 4 เดือน วันเสาร์-อาทิตย์
    • สร้างผู้บริหารระดับสูงด้านบัญชีและการเงิน
      📌สมัครและลงทะเบียนวันนี้ ถึง 31 พ.ค. 2569
      คลิ๊ก🖱https://servadmission.spu.ac.th/spu…/startform/…
      📌สนใจสอบถาม คลิ๊ก🖱https://line.me/ti/g/Lo_TkAf-KH
      โทร: 0 2579 1111 ต่อ 3003-4 หรือ 065 602 0387

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spu.ac.th/fac/account/82809&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26iZreKASwWD0A9L0v82CR

  • “ศ.ดร.บังอร” มอบแถบหมวก-เข็มสัญลักษณ์แก่ผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต

    “ศ.ดร.บังอร” มอบแถบหมวก-เข็มสัญลักษณ์แก่ผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต

    “ศ.ดร.บังอร” อธิการบดี มกธ. มอบแถบหมวกและเข็มสัญลักษณ์แก่ผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต พร้อมมอบหมวกและดวงประทีปแก่นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 2 และประกาศนียบัตรผู้ช่วยพยาบาล รุ่นที่ 11 ปีการศึกษา 2568

    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ศ.ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (มกธ.) เป็นประธานในพิธีมอบแถบหมวก มอบหมวก เข็มสถาบันแก่ผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ปีการศึกษา 2568 และมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้ช่วยพยาบาล รุ่นที่ 11 พร้อมกล่าวให้โอวาทแก่ผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตดังกล่าวด้วย

    นอกจากนี้ อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี มอบหมวก ตราสัญลักษณ์ และดวงประทีปแก่นักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 2 รุ่นที่ 17 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี เพื่อให้นักศึกษาตระหนักถึงความสำคัญ คุณธรรมจริยธรรมของวิชาชีพพยาบาล และมีความเชื่อมั่น ความภาคภูมิใจในวิชาชีพ เสริมสร้างทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ความรับผิดชอบ สร้างจิตสำนึก และส่งเสริมให้นักศึกษารักและเคารพในวิชาชีพพยาบาล อีกทั้ง ยังสะท้อนถึงเครื่องหมายเตือนใจว่าเป็นก้าวแรกของนักศึกษาสู่วิชาชีพพยาบาลต่อไป

    ในการนี้ ศ.ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล ได้มอบเงินสนับสนุนเป็นทุนการศึกษา พร้อมด้วยผู้บริหาร คณาจารย์ ร่วมสมทบทุนการศึกษา ซึ่งได้จัดสรรมอบเป็นทุนการศึกษาพร้อมเกียรติบัตรแก่นักศึกษาที่ได้รับทุนเรียนดี ทุนจิตอาสา และทุนส่งเสริมการศึกษาด้วย โดยมีผู้บริหาร คณาจารย์ และผู้ปกครองเข้าร่วมแสดงความยินดีแก่นักศึกษาอย่างคับคั่งในโอกาสดังกล่าวด้วย ณ อาคาร BANGKOKTHONBURI HALL มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/press-release/130338&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ww9ls0YLnthTZtvSmf4XG

  • วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับธนาคารโลกจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ

    วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับธนาคารโลกจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ

    วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับธนาคารโลกร่วมจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การขับเคลื่อนระบบเพื่อผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” โดยมี ผศ.ดร.รักชนก คชานุบาล คณบดีวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาฯ ศ.ดร. วิพรรณ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการแผนงานจุฬาอารี วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาฯ และคุณภมรรัตน์ ตันสงวนวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านการพัฒนาสังคม ธนาคารโลก เข้าร่วมการประชุม เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ณ CU Social Innovation Hub อาคารวิศิษฐ์ ประจวบเหมาะ

    การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกลายเป็นความท้าทายสําคัญที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง ทั้งในรูปของอุทกภัย ภัยแล้ง คลื่นความร้อน และเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่ทวีความถี่และความรุนแรงมากขึ้น ผลกระทบดังกล่าวส่งผลอย่างรุนแรงต่อประชากรกลุ่มเปราะบางได้แก่ ผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ คนพิการ เด็ก และครัวเรือนที่มีข้อจํากัดในการปรับตัว

    ผศ.ดร.รักชนก คณบดีวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาฯ เปิดเผยว่าการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่สาระสําคัญจากรายงาน “Building Climate Resilience of Vulnerable Populations and Communities in Thailand” เพื่อสนับสนุนการกําหนดนโยบายด้านการเสริมสร้างความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนแลกเปลี่ยนแนวทางและกลไกการดําเนินงานในการเสริมศักยภาพการรับมือและการปรับตัวของกลุ่มเปราะบางและชุมชน รวมทั้งบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และกําหนดแนวทางขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

    “การประชุมครั้งนี้มุ่งหวังให้เกิดแนวทางการขับเคลื่อนที่ชัดเจน โดยหน่วยงานหลักที่จะนำผลจากการประชุมไปดำเนินการต่อ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การมีส่วนร่วมจากผู้แทนหน่วยงานเหล่านี้จะช่วยให้การวางแผนรับมือภัยพิบัติสำหรับกลุ่มเปราะบางสามารถนำไปใช้ในพื้นที่ได้จริง” คณบดีวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาฯ กล่าว

    จากการศึกษาของธนาคารโลก Country Climate Development Report 2025 ได้ชี้ให้เห็นว่าหากไม่มีการดําเนินการจัดการความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ GDP ของประเทศไทยอาจลดลงร้อยละ 3-5 ภายในปี 2593

    คุณภมรรัตน์ ตันสงวนวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านการพัฒนาสังคม ธนาคารโลก เปิดเผยว่า “จากการศึกษาฐานข้อมูลประชากรกลุ่มเปราะบางที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมดูแลอยู่ประมาณ 9.4 ล้านคน (ข้อมูลปี 2558) พบว่ามีประชากรกลุ่มเปราะบางถึง 8 ล้านคนอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัจจุบันความสามารถในการระบุตัวตนกลุ่มเป้าหมายอาจครอบคลุมได้สูงถึง 18 ล้านคน การมีฐานข้อมูลของกลุ่มเปราะบางที่แม่นยำถือเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่สุดที่ประเทศจำเป็นต้องมีเพื่อการเตรียมความพร้อมให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงมีความรู้และความเข้าใจ และให้การช่วยเหลือเร่งด่วนเพื่อให้สามารถอพยพหรือช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางออกจากพื้นที่ได้ทันท่วงทีเมื่อเกิดภัยพิบัติ นอกจากนี้ยังช่วยให้การวางแผนฟื้นฟูหลังเกิดภัยในอนาคตทำได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับสภาพปัญหาของแต่ละบุคคล”

    ศ.ดร.วิพรรณ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการแผนงานจุฬาอารี กล่าวต่อว่า “การดำเนินงานนี้ใช้โครงการจุฬาอารีเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงมิติต่าง ๆ ทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม สภาพแวดล้อม และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน โดยมีความร่วมมือที่สำคัญคือธนาคารโลก (World Bank) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คือวิทยาลัยประชากรศาสตร์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์จัดทำฐานข้อมูลและแผนที่ความเสี่ยงภัยพิบัติร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์”

    “หลังจากการประชุมครั้งนี้จะมีการขยายผลสู่ระดับนโยบายผ่านแพลตฟอร์มเวทีนโยบายสังคม เพื่อระดมสมองจากผู้ออกแบบนโยบาย ผู้ปฏิบัติงาน และผู้ได้รับผลกระทบ โดยมุ่งเน้นการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายที่สรุปสั้น เข้าใจง่าย และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง เพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยให้พ้นจากวิกฤตประชากรและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน” ศ.ดร.วิพรรณกล่าว

    การประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ยังมีการนำเสนอแผนการศึกษาจัดทําแผนที่ความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและประชากรกลุ่มเปราะบาง ธรรมาภิบาลและความสามารถในการรับมือของชุมชนและประชากรในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผนึกพลังยกระดับระบบบริหารจัดการภัยพิบัติและการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ และร่วมระดมความคิดข้อเสนอเชิงสร้างสรรค์จากผู้เข้าร่วมประชุม โดยมีนักวิชาการ ผู้ทำงานเครือข่ายสังคมเข้าร่วมการประชุมอย่างคับคั่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/288619/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FK1QX4NA1ixesFh7GU6l5

  • องคมนตรี ‘จรัลธาดา กรรณสูต’ ถึงแก่อนิจกรรมอย่างสงบ

    องคมนตรี ‘จรัลธาดา กรรณสูต’ ถึงแก่อนิจกรรมอย่างสงบ

    19 กุมภาพันธ์ 2569 – รายงานข่าวแจ้งว่า นายจรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี ถึงแก่อนิจกรรมอย่างสงบ ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เมื่อช่วงเที่ยงวันนี้ สิริอายุ 77 ปี โดยกำหนดการพระพิธีศพและการบำเพ็ญกุศลจะมีการแจ้งให้ทราบต่อไป

    นายจรัลธาดา กรรณสูต เกิดเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2492 เป็นบุตรชายของ ปรีดา กรรณสูต อดีตอธิบดีกรมประมง และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหม่อมราชวงศ์เติมแสงไข รพีพัฒน์ มีศักดิ์เป็นพระปนัดดา (เหลน) ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

    นายจรัลธาดา กรรณสูต เกิดเมื่อ 22 สิงหาคม 2492 เป็นบุตรของ ปรีดา กรรณสูต อดีตรัฐมนตรีว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ ม.ร.ว.เติมแสงไข รพีพัฒน์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะประมง จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก่อนจะเข้ารับราชการที่กรมประมง เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมประมง และปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

    สำหรับ นายจรัลธาดา กรรณสูต ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นองคมนตรีในรัชกาลปัจจุบัน โดยมี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีในขณะนั้น ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/950415/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2v5S8dje97VwG4fjI7ELh-

  • คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมต้อนรับคณะศึกษาดูงานโรงเรียนเทศบาล 4 (เพาะชำ) — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมต้อนรับคณะศึกษาดูงานโรงเรียนเทศบาล 4 (เพาะชำ) — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/121077/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iBGvZQ6eLqClV8B1TcxsL

  • จุฬาฯ-ปตท.สผ. ลงนามความร่วมมือวิชาการ

    จุฬาฯ-ปตท.สผ. ลงนามความร่วมมือวิชาการ

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    จุฬาฯ – ปตท.สผ. ลงนามความร่วมมือทางวิชาการต่อเนื่องอีก 5 ปีเสริมสร้างบุคลากรและพัฒนางานวิจัยด้านพลังงาน

                จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ครั้งที่ 7 โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายพีระพงศ์ ไชยลาโภ รักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานวิศวกรรมศาสตร์ การพัฒนา และบำรุงรักษา บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือทางวิชาการ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ณ เรือนจุฬานฤมิต

                พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ครั้งที่ 7 ระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและ ปตท.สผ. มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาบุคลากร การศึกษาและงานวิจัยเชิงลึกในสาขาธรณีศาสตร์ ธรณีฟิสิกส์ปิโตรเลียม วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สนับสนุนภารกิจด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ

                จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและ ปตท.สผ.ได้ร่วมมือทางวิชาการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2547 โดยการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการขยายระยะเวลาความร่วมมือต่อไปอีก 5 ปี ครอบคลุมทั้งการสนับสนุนทุนการศึกษา งานวิจัยและพัฒนา การฝึกอบรมเฉพาะด้าน รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยี โดยงานวิจัยและพัฒนาหลายโครงการได้ถูกนำไปต่อยอดสู่การประยุกต์ใช้งานจริง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ตลอดจนธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานของประเทศ            

                ที่ผ่านมาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับการสนับสนุนจาก ปตท.สผ.ในด้านต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดสอนหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิตสาขาธรณีศาสตร์ปิโตรเลียม หลักสูตรนานาชาติตั้งแต่ปี 2551 นอกจากนี้ ปตท.สผ. ยังให้การสนับสนุนทุนการศึกษาประจำปีแก่นิสิตจุฬาฯ สาขาวิศวกรรมศาสตร์และธรณีวิทยา ทำให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยประสบความสำเร็จในการผลิตบัณฑิตหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาธรณีศาสตร์ปิโตรเลียม (นานาชาติ) ธรณีวิทยาปิโตรเลียม วิศวกรรมปิโตรเลียม และธรณีฟิสิกส์ปิโตรเลียมออกสู่สังคม สร้างความภาคภูมิใจและเป็นที่ยอมรับในระดับชาติและนานาชาติ

    จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด

    คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/288625/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cMNzz6WbPlPhHCt0M8DcL

  • พคบ. ระยอง 2 ผนึก BLCP มอบคอมพิวเตอร์ ยกระดับการศึกษาเยาวชนระยอง

    พคบ. ระยอง 2 ผนึก BLCP มอบคอมพิวเตอร์ ยกระดับการศึกษาเยาวชนระยอง

    ภูมิภาค

    พคบ. ระยอง 2 ผนึก BLCP มอบคอมพิวเตอร์ ยกระดับการศึกษาเยาวชนระยอง

    วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.25 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์  ณ ศูนย์ราชการจังหวัดระยอง โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี (BLCP) นำโดย นายอดิศร วังมูล ผู้อำนวยการสายงานการเงินและบริหารองค์กร ร่วมกับ หลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์เครือข่ายความมั่นคงระดับผู้บริหาร รุ่นที่ 2 (พคบ.ระยอง 2) จัดพิธีส่งมอบอุปกรณ์การศึกษาเพื่อเสริมสร้างโอกาสการเรียนรู้ให้กับเยาวชน โดยมี นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง เป็นเกียรติในพิธีรับมอบ และส่งต่อให้กับ นางชุติกาญจน์ ผิวอ้วน ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดตะเคียนทอง ต.แกลง อ. เมือง จังหวัดระยอง
        
    ในงานนี้ BLCP ได้ร่วมสนับสนุนคอมพิวเตอร์จำนวน 10 เครื่อง เสริมทัพกับโครงการของ พคบ.ระยอง 2 ที่จัดซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุคคุณภาพสูงอีก 6 ชุด รวมทั้งสิ้น 16 ชุด เพื่อมอบเป็นโอกาสทางการศึกษาให้กับน้องๆ 

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/466655&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2684rQC7Ue2i_b3R3TWUxM

  • GULF เปิดตัวนิทรรศการ “Empowering Me” สะท้อนตัวตน ความฝันของผู้มีความผิดปกติบนใบหน้า พร้อมสนับสนุนศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ รพ.จุฬาฯ ต่อเนื่องปีที่ 10

    GULF เปิดตัวนิทรรศการ “Empowering Me” สะท้อนตัวตน ความฝันของผู้มีความผิดปกติบนใบหน้า พร้อมสนับสนุนศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ รพ.จุฬาฯ ต่อเนื่องปีที่ 10

    บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF สานต่อภารกิจเพื่อสังคมภายใต้แนวคิด Powering the Future, Empowering the People” มอบเงินสนับสนุนการดำเนินงานของ ศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ต่อเนื่องเป็นที่ 10 พร้อมมอบทุนการศึกษาภายใต้โครงการ “หนึ่งทุน หนึ่งฝัน ปั้นอนาคต” ให้แก่เยาวชนที่อยู่ในความดูแลของศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ เพื่อสร้างโอกาสทำตามความฝันของน้อง ๆ ที่ครอบครัวมีรายได้น้อย ให้ได้เข้ารับการศึกษาในระดับสูงสุดตามความมุ่งหวังของครอบครัวและตามศักยภาพทางสติปัญญาและร่างกาย นอกจากนี้ ในวาระครบรอบ 10 ปีที่ GULF ร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานของศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ มาอย่างต่อเนื่อง GULF ยังได้จัดนิทรรศการภาพวาดเชิงสัญญะ (Symbolism Art) “Empowering Me – A power of identity beyond appearances: นี่คือฉัน งดงามอย่างที่ฉันเป็น” รวบรวมผลงานจาก 10 ศิลปินรุ่นใหม่จาก 10 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวความฝัน ความเข้มแข็ง และตัวตนที่แท้จริงของผู้มีความผิดปกติบนใบหน้า โดยนิทรรศการเปิดให้เข้าชมฟรีตลอดงาน ระหว่างวันที่ 19 – 26 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ชั้น 3 AIS SIAM สยามแควร์

    นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง GULF และโรงพยาบาลจุฬาฯ ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปี เพื่อมอบโอกาสในการผ่าตัดแก้ไขความผิดปกติทางใบหน้าและอวัยวะที่เกี่ยวข้องให้แก่เด็กผู้ด้อยโอกาสให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติ พร้อมสนับสนุนทุนการศึกษาควบคู่กันไป ต้องขอขอบคุณทีมแพทย์ที่ทุ่มเทรักษาแม้ในเคสที่ซับซ้อน ทั้งนี้บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนระบบสาธารณสุขไทยมาโดยตลอด ทั้งการบริจาคเครื่องมือแพทย์เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้อย่างเท่าเทียม และเราจะสนับสนุนต่อไป นอกจากนี้ในงานยังมีนิทรรศการภาพวาดที่สะท้อนความรู้สึก ตัวตนของน้องๆ ซึ่งอยากเชิญชวนให้มาเยี่ยมชมกัน เราพร้อมจะช่วยเหลือสังคมในทุกมิติเท่าที่จะทำได้ เพื่อสร้างสังคมที่ดียิ่งขึ้นต่อไปครับ”

    ขณะที่ ศ.นพ.นนท์ โรจน์วชิรนนท์ รองหัวหน้าศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า ศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ เป็นศูนย์กลางในการดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีความผิดปกติบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ ทั้งในด้านร่างกาย จิตใจและสังคม โดยมีแพทย์และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ 12 สาขาที่ทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดผลดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย พร้อมทั้งสนับสนุนทุนการศึกษาให้กับผู้ป่วยในศูนย์ฯ ให้เข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานได้อีกด้วย ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา GULF มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยผ่าตัดแก้ไขความผิดปกติบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ รวมถึงการรักษาทางทันตกรรม นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดรักษาแล้ว แต่ยังอาจทิ้งร่องรอยของโรคไว้ในรูปแบบแผลเป็น ทำให้ผู้ป่วยหลายราย ขาดความมั่นใจในตนเอง ทางศูนย์ฯ ก็ได้จับมือกับกัลฟ์ ดำเนิน “โครงการเสริมสร้างความนับถือตนเอง” เพื่อพัฒนาทักษะความมั่นคงทางจิตใจ พร้อมปรับตัวเข้ากับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมั่นใจ

    “อีกหนึ่งเรื่องของการพัฒนาด้านสังคมที่สำคัญคือ การสนับสนุนทุนการศึกษา ภายใต้โครงการที่ชื่อว่า “โครงการ หนึ่งทุน หนึ่งฝัน ปั้นอนาคต” ซึ่งโครงการนี้ ก็เป็นความคิดริเริ่มของทางกัลฟ์ ที่อยากจะสนับสนุนทุนการศึกษาให้กับผู้ป่วยที่อยู่ในความดูแลของศูนย์ฯ และเป็นครอบครัวผู้มีรายได้น้อย ให้มีโอกาสเข้ารับการศึกษาในระดับสูงสุดตามความมุ่งหวังของครอบครัวและตามศักยภาพทางสติปัญญาของตนเอง ทุนนี้จึงถือเป็นประตูบานแรกที่เปิดโอกาสให้เด็กๆ เข้าสู่เส้นทางแห่งความฝัน ต่อยอดความรู้และทักษะตามความถนัดและความสนใจ โดยมุ่งหวังให้อย่างน้อยผู้ที่ได้รับทุนสามารถดูแลตนเองได้ในอนาคต” ศ.นพ.นนท์ โรจน์วชิรนนท์ กล่าวเสริม

    ด้าน นายภาคิน โซ๊ะเลาะ ตัวแทนเยาวชนผู้ได้รับทุนจากโครงการหนึ่งทุน หนึ่งฝัน ปั้นอนาคต กล่าวว่า “ทุนนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่เปิดโอกาสให้ผมเข้าถึงการศึกษา และช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวได้อย่างมาก ล่าสุดผมยังได้รับทุนจากทางรัฐบาลไปเรียนซัมเมอร์แคมป์ด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีที่ประเทศฟินแลนด์ นับเป็นประสบการณ์ที่ต่อยอดมาจากพื้นฐานการศึกษาที่ GULF มีส่วนสนับสนุน ทำให้ผมมั่นใจที่จะเดินตามความฝันในอนาคตให้สำเร็จ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/950377/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw174IF0aOc9dlLmU4vG2Wu6

  • กทพ.เปิดฟังเสียงเอกชน ดันทางด่วนเชื่อมเกาะสมุย 7.4 หมื่นล้าน ตั้งเป้าตอกเสาเข็มปี 71 เปิดใช้ปี 76

    กทพ.เปิดฟังเสียงเอกชน ดันทางด่วนเชื่อมเกาะสมุย 7.4 หมื่นล้าน ตั้งเป้าตอกเสาเข็มปี 71 เปิดใช้ปี 76

    กทพ. เปิดเวทีฟังเสียงเอกชนร่วมลงทุน ”ทางด่วนเชื่อมเกาะสมุย“ ระยะทาง 37 กม. มูลค่า 7.4 หมื่นล้าน เผยปัจจุบันค่าโรงแรมบนเกาะสมุยเพิ่มสูงขึ้น 3-4 เท่า สะท้อนเศรษฐกิจ 3 จังหวัดในพื้นที่โตต่อเนื่อง ระบุ 30 ปี สร้างรายได้ให้ประเทศกว่า 4 แสนล้าน เร่งสรุปชงบอร์ดฯ ไฟเขียว ก่อนส่งไม้ต่อ “คมนาคม-ครม.” ตั้งธงตอกเสาเข็มปี 71 เปิดให้บริการปี 76 ค่าผ่านทาง 1,000-3,000 บาท/คัน ด้าน “ที่ปรึกษาฯ” ชี้เสียงผู้ใช้ทางแจ้งพร้อมจ่าย

    นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนารับฟังความคิดเห็นของภาคเอกชน (Opinion Hearing) งานศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย วันนี้ (19 ก.พ. 2569) ว่า การสัมมนาในวันนี้ มีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อแนะนำและให้ข้อมูลส่วนที่เป็นสาระสำคัญของโครงการแก่นักลงทุน รวมถึงประเมินความสนใจและสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนของภาคเอกชน พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะจากนักลงทุนและผู้เกี่ยวข้อง สำหรับนำไปประกอบการจัดทำรายงานการศึกษาและวิเคราะห์โครงการตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562

    สำหรับความคืบหน้าของโครงการฯ ขณะนี้ กทพ. อยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสมโครงการและจะขออนุมัติรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) หากได้ข้อสรุปจากผลการศึกษาแล้ว จะนำเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) กทพ. พิจารณา ก่อนนำเสนอกระทรวงคมนาคม และส่งต่อไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป คาดว่า จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปี 2571 และมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2576

    นายสุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า เกาะสมุย ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว ปัจจุบัน พบว่า โรงแรมที่พัก มีราคาเพิ่มสูงขึ้น อาทิ จากราคา 3,000 บาทต่อคืน เพิ่มขึ้นเป็น 10,000 บาทต่อคืน หรือจากราคา 5,000 บาทต่อคืน เพิ่มขึ้นเป็น 20,000 บาทต่อคืน สะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจในพื้นที่ 3 จังหวัด ประกอบด้วย สงขลา นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อีกด้วย

    ทั้งนี้ จากข้อมูล พบว่า เกาะสมุย นำส่งรายได้ให้ประเทศเป็นอันดับที่ 2 มีมูลค่ากว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี รองจากเกาะภูเก็ต ที่นำส่งรายได้ให้ประเทศ มูลค่า 500,000 ล้านบาทต่อปี เชื่อว่า ตลอดระยะเวลาสัมปทาน 30 ปี จะสร้างรายได้ให้ประเทศ มูลค่ากว่า 400,000 ล้านบาท ในส่วนของการลงทุนนั้น เบื้องต้น มี 2 รูปแบบ คือ การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP) หรือรูปแบบกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) หรือ TFFIF

    นายสุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันการเดินทางเข้า–ออกเกาะสมุยมีเพียง 2 รูปแบบ คือ ทางน้ำและทางอากาศ ซึ่งมีข้อจำกัดและเปราะบางต่อสภาพอากาศ ส่งผลต่อประชาชน การท่องเที่ยว และการรับมือเหตุฉุกเฉิน อีกทั้งโครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงสะพานเพื่อการคมนาคมเท่านั้น แต่เป็นโครงการที่ออกแบบให้รองรับระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ระบบไฟฟ้า ระบบประปา และระบบสายสื่อสาร เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มความสะดวกและรวดเร็วในการเดินทางระหว่างเกาะสมุยกับแผ่นดินใหญ่ เสริมสร้างความมั่นคงของระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคบนเกาะสมุย รวมถึงช่วยลดระยะเวลาในการเดินทาง

    สำหรับโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย มูลค่าลงทุนของโครงการรวม 74,044 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน มูลค่า 1,628 ล้านบาท โดยในการดำเนินงานจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินมีผู้ที่ได้รับผลกระทบจำนวน 277 แปลง เนื้อที่ดินที่ได้รับผลกระทบ ประมาณ 226,591 ตารางวา และสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับผลกระทบจำนวน 45 หลัง, ค่าก่อสร้าง มูลค่า 63,275 ล้านบาท, ค่าควบคุมงานก่อสร้าง มูลค่า 1,582 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและบำรุงรักษาโครงการ มูลค่า 7,559 ล้านบาท โดยโครงการมีผลตอบแทนด้านเศรษฐกิจ (EIRR) ร้อยละ 15.58 และผลตอบแทนด้านการเงิน (FIRR) ร้อยละ -0.31

    ทั้งนี้ โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย ระยะทางรวมประมาณ 37.41 กิโลเมตร (กม.) เป็นทางพิเศษยกระดับข้ามทะเลเชื่อมต่อระหว่างแผ่นดินใหญ่และเกาะสมุย ขนาด 4 ช่องจราจร (ทิศทางละ 2 ช่องจราจร) มีจุดเริ่มต้นโครงการเชื่อมต่อกับทางหลวงหมายเลข 4142 ในพื้นที่ ต.ดอนสัก อ.ดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี มุ่งหน้าทางทิศตะวันออกตัดผ่านทางหลวงหมายเลข 4142 ในพื้นที่ ต.ควนทอง อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช จากนั้นแนวเส้นทางมุ่งหน้าทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านพื้นที่สวนปาล์มและผ่านอ่าวประทับแล้วมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก เข้าเชื่อมเกาะสมุยบริเวณเนินเขาแหลมสอ และมีจุดสิ้นสุดโครงการเชื่อมต่อกับทางหลวงหมายเลข 4170 ในพื้นที่ ต.ตลิ่งงาม อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้เข้าร่วมสัมมนางานในวันนี้ ได้เสนอว่า รูปแบบของสะพานยังไม่มีเสน่ห์ หรือเป็นแลนด์มาร์ก สมกับเป็นเมืองท่องเที่ยว และดึงดูดให้ผู้ใช้ทางมาใช้บริการดังเช่นในต่างประเทศ ส่วนการเลือกแนวเส้นทางนั้น ตามนโยบายของผู้ว่า กทพ. ที่ระบุว่า จะต้องยังคงรักษ์ธรรมชาติ รบกวนสิ่งมีชีวิตและธรรมชาติให้น้อยที่สุด เนื่องจากบริเวณดังกล่าว มีโลมา พะยูน ปะการัง จึงมีการออกแบบให้มีการก่อสร้างโครงการฯ ในพื้นที่บนทะเลให้น้อยที่สุดและสอดคล้องกับการจัดทำ EIA ด้วย

    นอกจากนี้ แนวเส้นทางที่คัดเลือกดังกล่าว ต้องก่อสร้างไดัจริง สอดคล้องกับข้อจำกัดทางกายภาพของโครงการฯ พร้อมทั้งตอบโจทย์กับความคุัมค่าในการลงทุน สามารถเชื่อมต่อกับถนนสายหลัก รวมถึงจะต้องช่วยลดระยะเวลาในการเดินทางได้ด้วย ขณะที่ประเด็นการกู้ภัยฉุกเฉิน หากเกิดอุบัติเหตุบนสะพาน หรือทรัพย์สินตกลงไปในทะเลนั้น มีการกำหนดแผนความเสี่ยงในการเข้าพื้นที่ของกู้ภัยและการช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาลในพื้นที่ทุกด้านไว้แล้ว อีกทั้งวิเคราะห์การรองรับภัยพิบัติต่างๆ อาทิ แผ่นดินไหว และปัญหาฝุ่น PM 2.5

    รายงานข่าวจาก กทพ. ระบุว่า คาดการณ์ปริมาณจราจรและรายได้ค่าผ่านทางของโครงการตลอด 30 ปี โดยโครงการจัดเก็บค่าผ่านทางแยกตามประเภทของรถในอัตราเดียวกันตลอดทั้งโครงการ (Flat Rate) และกำหนดให้ปรับอัตราค่าผ่านทางทุก ๆ 5 ปี ตามอัตราเพิ่มของดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) อัตราค่าผ่านทาง ณ ปีที่เปิดให้บริการ (ปีงบประมาณ 2577) กล่าวคือ รถ 4 ล้อ ราคา 1,000 บาทต่อคัน, รถ 6–10 ล้อ ราคา 2,000 บาทต่อคัน และรถมากกว่า 10 ล้อ ราคา 3,000 บาทต่อคัน ลงทุน 74,044 ล้านรายได้30ปี 80,108 ล้านบาท

    ทั้งนี้ จากการสำรวจข้อมูลจากผู้ที่เดินทางจริงของที่ปรึกษา พบว่า ผู้ใช้ทางสามารถจ่ายในราคาที่ประมาณ 1,000-1,200 บาทต่อคัน เปรียบเทียบการเดินทางเรือเฟอร์รี่ ค่าใช้จ่ายรถยนต์ 1 คัน ประกอบด้วย คนขับ และผู้โดยสาร 1 คน ราคา 720 บาท โดยผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น มีราคา 170 บาทต่อคน อย่างไรก็ตาม คาดว่า จะมีปริมาณจราจรที่ใช้โครงการ ณ ปีเปิดให้บริการ (ปีงบประมาณ 2577) จำนวน 3,049 คันต่อวัน คิดเป็นรายได้ค่าผ่านทาง 3.25 ล้านบาทต่อวัน และปริมาณจราจรในปีที่ 30 (ปีงบประมาณ 2606) เท่ากับ 10,339 คันต่อวัน คิดเป็นรายได้ ค่าผ่านทาง 14.11 ล้านบาทต่อวัน โดยมีรายได้ค่าผ่านทางรวมภาษีมูลค่าเพิ่มตลอด 30 ปี ประมาณ 80,108 ล้านบาท

    ในส่วนของที่พักริมทาง (Rest Area) ทั้งทิศทางขาไป-ขากลับเกาะสมุย มูลค่า 175 ล้านบาทนั้น ประกอบด้วย พื้นที่ส่วนกลาง กิจกรรมเชิงพาณิชย์ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น ห้องน้ำสาธารณะ จุดจำหน่ายสินค้าและอาหาร และพื้นที่เช่าในรูปแบบ Drive-thru เป็นต้น เพื่อยกระดับการให้บริการและเพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้อื่นๆ นอกเหนือจากรายได้ค่าผ่านทาง ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและบำรุงรักษาที่พักริมทาง ตลอด 30 ปี มูลค่า 441 ล้านบาท ด้านรายได้เชิงพาณิชย์ของที่พักริมทาง ตลอด 30 ปี มูลค่า 878 ล้านบาท แบ่งเป็น รายได้จากพื้นที่เช่า 748 ล้านบาท และรายได้จากพื้นที่โฆษณา 130 ล้านบาท

    สำหรับที่พักริมทาง ได้จัดสรรพื้นที่แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก คือ 1.พื้นที่เชิงพาณิชย์ (Commercial Area) รวมทั้ง 2 ทิศทาง ประกอบด้วย ศูนย์อาหารและร้านค้า พื้นที่รวมประมาณ 1,600 ตารางเมตร (ตร.ม.), Kiosk : จำนวน 8 บูธ พื้นที่รวมประมาณ 80 ตร.ม. และพื้นที่ Drive-thru : พื้นที่รวมประมาณ 800 ตร.ม. 2.พื้นที่ส่วนกลางและสิ่งอำนวยความสะดวก (รวมทั้ง 2 ทิศทาง) ประกอบด้วย ห้องสุขาสาธารณะ พื้นที่จอดรถยนต์ส่วนบุคคล 120 คัน พื้นที่จอดรถยนต์สำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุ 4 คัน พื้นที่จอดรถโดยสารและรถขนาดใหญ่ (มากกว่า 6 ล้อ) 10 คัน พื้นที่จอดรถส่งของสำหรับผู้ประกอบกิจการ

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2915253&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DkRx38OUWMc8GF_xAKqgn

  • สิ้น จรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี ถึงแก่อนิจกรรม ที่ รพ.จุฬาฯ สิริอายุ 76 ปี

    สิ้น จรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี ถึงแก่อนิจกรรม ที่ รพ.จุฬาฯ สิริอายุ 76 ปี

    วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.04 น.

    19 กุมภาพันธ์ 2569 รายงานข่าวแจ้งว่า นายจรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี ถึงแก่อนิจกรรมอย่างสงบ ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เมื่อช่วงเที่ยงวันนี้ สิริอายุ 76 ปี โดยกำหนดการพระพิธีศพและการบำเพ็ญกุศลจะมีการแจ้งให้ทราบต่อไป

    จรัลธาดา กรรณสูต เกิดเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2492 เป็นบุตรชายของ ปรีดา กรรณสูต อดีตอธิบดีกรมประมง และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหม่อมราชวงศ์เติมแสงไข รพีพัฒน์ มีศักดิ์เป็นพระปนัดดา (เหลน) ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

    นายจรัลธาดา กรรณสูต เกิดเมื่อ 22 สิงหาคม 2492 เป็นบุตรของ ปรีดา กรรณสูต อดีตรัฐมนตรีว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ ม.ร.ว.เติมแสงไข รพีพัฒน์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะประมง จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก่อนจะเข้ารับราชการที่กรมประมง เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมประมง และปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

    สำหรับ นายจรัลธาดา กรรณสูต ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นองคมนตรีในรัชกาลปัจจุบัน โดยมี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีในขณะนั้น ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/948094&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ODrHTCaLmkHnpQM_3FCrg