Category: วัฒนธรรม

  • จับแล้ว! สัปเหร่อคนดังทำคุณไสยเรียกผัว ล่วงละเมิดหญิงสาวหลายรายขณะทำพิธี | เดลินิวส์

    จับแล้ว! สัปเหร่อคนดังทำคุณไสยเรียกผัว ล่วงละเมิดหญิงสาวหลายรายขณะทำพิธี | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 2 มี.ค. พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. สั่งการ พ.ต.อ.เนติวิทย์ ธนาสิทธิ์นิติกุล ผกก.2 บก.ป. นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ กก.2 บก.ป. จับกุม นายสนม ผิวบาง อายุ 82 ปี ตามหมายจับศาลอาญา ข้อหา “กระทำอนาจารต่อหน้าธารกำนัล, ข่มเหงจิตให้ผู้อื่นกระทำการหรือไม่กระทำการใดๆ, ใช้สิ่งของหรือวัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศ” จำนวน 7 หมายจับ พร้อมตรวจยึดของกลาง ลูกกาเราะ และ มีดหมอ ที่ใช้ในการก่อเหตุ โดยจับกุมตัวได้ที่บ้านพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.สอง จ.แพร่

    สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้มีผู้เสียหายเป็นหญิงสาวหลายรายเข้าร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมกับ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. หลังถูก นายสนม สัปเหร่อ วัดแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง ลวนลามกระทำอนาจาร ขณะทำพิธีอาบน้ำมนต์แก้คุณไสย โดยใช้มีดหมอ ลูกกาเราะ และ มือสัมผัส ลูบไล้ตามร่างกายและอวัยวะเพศ

    หลังรับเรื่อง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ จึงสั่งการไปยัง ตำรวจ บก.ป. ให้จัดกำลังลงพื้นที่สืบสวนตรวจสอบข้อเท็จจริง กระทั่งพบพยานหลักฐานที่เชื่อได้ว่าน่าจะมีการกระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหาจริง จึงรวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลออกหมายจับ

    6 เหยื่อ “ลุงสัปเหร่อ” หื่น ดอดให้ปากคำตำรวจ “บิ๊กเต่า” เชื่อมีหน้าม้า-ขยายผลฟันคดีทุกประเด็น

    อย่างไรก็ตามหลัง นายสนม ทราบเรื่องว่าตัวเองกำลังจะถูกดำเนินคดี จึงรีบชิงหลบหนีออกนอกพื้นที่ไปซ่อนตัวอยู่กับญาติและลูกศิษย์ ในพื้นที่ อ.สอง จ.แพร่ เจ้าหน้าที่ กก.2 บก.ป. จึงเร่งนำกำลังตามจับกุมตัวได้พร้อมตรวจยึดของกลาง ลูกกาเราะ และ มีดหมอ ที่ใช้ในการก่อเหตุได้ดังกล่าว

    จากการสอบสวน นายสนม เบื้องต้นให้การภาคเสธ โดยยอมรับว่ามีการกระทำอนาจารผู้เสียหายจริง แต่ไม่ได้ใช้อาวุธหรือมีดหมอในการข่มขู่ หรือ บังคับให้ผู้เสียหายยอมทำตามหรือห้ามขัดขืนแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อ จึงเร่งนำตัวส่ง พนักงานสอบสวน กก.2 บก.ป. ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5650968/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cZYVi77MtQJQZxop1wIKI

  • วว. จับมือบริษัทจักระ กรุ๊ปฯ พัฒนาระบบการกักเก็บสารสกัด “พรมมิ” สำหรับใช้ในผลิตภัณฑ์สมุนไพร

    วว. จับมือบริษัทจักระ กรุ๊ปฯ พัฒนาระบบการกักเก็บสารสกัด “พรมมิ” สำหรับใช้ในผลิตภัณฑ์สมุนไพร

    วว. จับมือบริษัทจักระ กรุ๊ปฯ พัฒนาระบบการกักเก็บสารสกัด “พรมมิ” สำหรับใช้ในผลิตภัณฑ์สมุนไพร

    ดร.พงศธร ประภักรางกูล รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และนายแพทย์จักรพงศ์ เอี้ยวตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทจักระ กรุ๊ป จำกัด ร่วมลงนามบริการวิจัยเรื่อง “การพัฒนาระบบการกักเก็บสารสกัดพรมมิสำหรับการใช้ในผลิตภัณฑ์สมุนไพร” ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของความร่วมมือด้านงานวิจัยทางด้านสมุนไพรระหว่างภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมในการขับเคลื่อนนวัตกรรมสมุนไพรของประเทศ โอกาสนี้คณะผู้บริหาร นักวิจัยและบุคลากรทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นเกียรติและแสดงความยินดีด้วย นอกจากนี้คณะฯ ยังได้เข้าเยี่ยมชมภารกิจของศูนย์บริการนวัตกรรมเวชสำอางแบบครบวงจร (ICOS) ในวันที่ 2 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุม กวท. ชั้น 8 อาคาร RD 1 วว. เทคโนธานี คลองห้า จ.ปทุมธานี

    ความร่วมมือดังกล่าวจะดำเนินงานโดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร วว. ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของการนำองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม มาประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยให้มีมาตรฐานสูงขึ้น สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างยั่งยืน

    สมุนไพร “พรมมิ” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bacopa monnieri (L.) Wettst. เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก สูง 10-40 เซนติเมตร ลำต้นเลื้อยทอดไปตามพื้นดินที่ชุ่มชื้น หรือมีน้ำขัง แตกกิ่งก้านมาก งอกรากที่ข้อใกล้พื้นดิน ลำต้นเกลี้ยง อวบน้ำ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปช้อน หรือรูปไข่กลับ กว้าง 1-5 มิลลิเมตร ยาว 6-20 มิลลิเมตร ปลายใบมน โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ ไม่มีก้านใบ ดอกเดี่ยว ออกที่ซอกใบ เป็นดอกสมบูรณ์เพศ กลีบดอกมี 5 กลีบ รูปขอบขนานแกมไข่กลับ กลีบดอกสีม่วงอ่อนเกือบขาวติดกันเป็นหลอดปลายแยกเป็น 5 แฉก กลีบดอกยาวประมาณ 8-10 มิลลิเมตร กลีบเลี้ยง 5 กลีบ โคนกลีบติดกันเป็นรูปกรวย เกสรเพศผู้มี 4 อัน รังไข่มี 2 ช่อง ภายในมีไข่อ่อนจำนวนมาก ใบประดับ รูปดาบ ยาว 2-3 มิลลิเมตร ผลแห้งแตกได้ รูปไข่ กว้าง 3 มิลลิเมตร ยาว 5 มิลลิเมตร พบตามพรุน้ำร้อน หนองน้ำที่โล่ง และตามริมน้ำทั่วไป

    “พรมมิ” เป็นสมุนไพรไทยบำรุงสมอง มีสารสำคัญในกลุ่มบาโคไซด์ (Bacosides) ที่มีการรายงานเกี่ยวกับการเพิ่มความจำ ชะลออัลไซเมอร์และโรคสมองเสื่อม ลดความวิตกกังวล รวมทั้งต้านอนุมูลอิสระ

    โดยภายใต้ความร่วมมือนี้ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร วว. จะดำเนินการด้านกระบวนการสกัด การเพิ่มปริมาณสารสำคัญ การศึกษาความเป็นพิษของสารสกัด รวมถึงการพัฒนาระบบการกักเก็บสารสกัดพรมมิในรูปแบบอนุภาคนาโนไขมันและรูปแบบแกรนนูล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์ โดยทั้งสองหน่วยงานเชื่อมั่นว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะนำไปสู่ผลสำเร็จ และนำไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงอุตสาหกรรม อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพของประเทศไทยในระยะยาวต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1000770&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yCRNabPHEUjlHECwnCuj_

  • กทม. โชว์ ไฟจราจรอัจฉริยะ บรรเทาปัญหารถติด เดินหน้าติดตั้ง-ปรับใช้ทั่วกรุงเทพ

    กทม. โชว์ ไฟจราจรอัจฉริยะ บรรเทาปัญหารถติด เดินหน้าติดตั้ง-ปรับใช้ทั่วกรุงเทพ

    วันนี้ (2 มีนาคม) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการปรับปรุงระบบสัญญาณไฟจราจรบริเวณแยกพระโขนง พร้อมเน้นย้ำวิสัยทัศน์ในการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาเมือง โดยเฉพาะวิกฤตจราจรที่สะสมมาอย่างยาวนาน ด้วยการยกระดับระบบควบคุมสัญญาณไฟจากรูปแบบเดิม (Fixed Time) สู่ระบบอัจฉริยะ (Adaptive Control)

    การลงพื้นที่ในครั้งนี้ มี วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักการจราจรและขนส่ง ผู้อำนวยการเขตคลองเตย ผู้แทนกองบังคับการตำรวจจราจร นำโดย พล.ต.ต.ธวัช วงศ์สง่า รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) และเจ้าหน้าที่ สน.คลองตัน ร่วมให้ข้อมูลและสาธิตการทำงานของระบบ

    ระบบ Adaptive Control จะทำงานผ่านกล้อง CCTV และใช้เทคโนโลยีประมวลผลภาพ (Image Processing) ในการตรวจจับปริมาณรถยนต์แบบเรียลไทม์ ก่อนส่งข้อมูลเข้าสู่ตู้ควบคุมที่ขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึมชุดใหม่ ทำให้สัญญาณไฟจราจรมี สมองกลสามารถคิด วิเคราะห์ และปรับเปลี่ยนเวลาไฟเขียว-ไฟแดงได้เองตามสถานการณ์จริงบนท้องถนน

    กรุงเทพมหานครได้สรุปข้อเปรียบเทียบการทำงานระหว่างระบบเดิมและระบบใหม่ ดังนี้

    หลักการทำงาน: ระบบเดิมจะตั้งเวลาไฟเขียว-ไฟแดงตายตัวตามรอบที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ในขณะที่ระบบใหม่จะปรับระยะเวลาอัตโนมัติตามปริมาณรถจริงในแต่ละทิศทางแบบทันที

    ความสอดคล้องกับสภาพจราจร: ระบบเดิมไม่สามารถตอบสนองต่อชั่วโมงเร่งด่วน หรือปริมาณรถที่เพิ่ม-ลดกะทันหันได้ ส่วนระบบใหม่จะใช้วิธีวิเคราะห์ความหนาแน่นและความยาวแถวคอยล่วงหน้าก่อนถึงแยกประมาณ 150 เมตร เพื่อจัดสรรเวลาให้เหมาะสมที่สุด

    การแก้ปัญหาจราจรติดขัด: ระบบเดิมมักพบปัญหาปล่อยไฟเขียวทิ้งเปล่า (Lost Green Time) และรถติดค้างขวางกลางแยก (Grid Lock) แต่ระบบใหม่มีฟังก์ชันป้องกันรถขวางแยก หากตรวจพบว่าด้านหน้าระบายรถไม่ได้ จะทำการตัดไฟเขียวทันที

    ประสิทธิภาพที่วัดผลได้: ระบบเดิมมักก่อให้เกิดความล่าช้าสะสมสูง ต่างจากระบบใหม่ที่สามารถลดความล่าช้าได้เฉลี่ย 10–41% (ตัวอย่างเช่น แยกสามเหลี่ยมดินแดง ลดความล่าช้าได้ถึง 41% และ แยกพระโขนง สามารถลดเวลารอจาก 12 นาที เหลือเพียง 5–6 นาที)

    ผลกระทบต่อประชาชน: ระบบเดิมทำให้ประชาชนเสียเวลาโดยไม่จำเป็น สิ้นเปลืองพลังงาน และเพิ่มมลพิษจากการจอดรถติด ในขณะที่ระบบใหม่ช่วยประหยัดเวลาเดินทาง ลดการใช้น้ำมัน ลดการปล่อยไอเสีย และเพิ่มความคล่องตัวให้กับโครงข่ายถนน

    สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 กรุงเทพมหานครเตรียมขยายผลการติดตั้งระบบ Adaptive Control เพิ่มเติมอีก 50 ทางแยก และมีแผนระยะยาวที่จะติดตั้งต่อเนื่องอีก 20 ทางแยก โดยจะมุ่งเน้นไปที่จุดตัดสำคัญที่เชื่อมต่อกันเป็นโครงข่ายถนน เพื่อให้การบริหารจัดการสัญญาณไฟมีความสอดประสานกันทั้งระบบ

    ด้าน รองผู้ว่าฯ กทม. ระบุเพิ่มเติมว่า แม้จะมีระบบอัจฉริยะแล้ว แต่ขณะนี้ยังคงจำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำในบางทางแยก เพื่อคอยอำนวยความสะดวกในกรณีที่มีรถฉุกเฉินหรือเกิดอุบัติเหตุรถเสียขวางทาง อย่างไรก็ตาม ระบบนี้ได้ใช้หลักวิทยาศาสตร์และการคำนวณตัวเลขที่แม่นยำ ซึ่งในอนาคต กทม. มีแนวทางที่จะพัฒนาระบบให้สามารถรับข้อมูลและตัดสินใจเปิดทางให้กับรถฉุกเฉินได้โดยอัตโนมัติ

    ขณะที่ พล.ต.ต.ธวัช กล่าวสนับสนุนว่า การนำระบบ Adaptive มาใช้ ช่วยแบ่งเบาภาระของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรได้อย่างมาก ทำให้การจราจรในช่วงเวลาเร่งด่วนมีความคล่องตัวและระบายรถได้ดีกว่าเดิม ซึ่งจะช่วยให้ตำรวจสามารถนำเวลาไปมุ่งเน้นภารกิจด้านการบังคับใช้กฎหมายจราจรในมิติอื่นได้อย่างเต็มที่มากขึ้น

    ชัชชาติ กล่าวย้ำในช่วงท้ายว่า ระบบดังกล่าวไม่สามารถแก้ไขปัญหารถติดได้ 100% หากปราศจากความร่วมมือจากประชาชนในการเคารพกฎจราจรและหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ ระบบนี้เป็นเพียงหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญ ซึ่ง กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องเดินหน้านำเทคโนโลยีมาใช้ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เช่น การออกใบสั่งและการเอาผิดผู้ละเมิดกฎจราจร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตการเดินทางของคนกรุงเทพฯ อย่างยั่งยืนต่อไป

    ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าระบบสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะบริเวณแยกพระโขนง 1ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าระบบสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะบริเวณแยกพระโขนง 2ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าระบบสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะบริเวณแยกพระโขนง 3ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าระบบสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะบริเวณแยกพระโขนง 4ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าระบบสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะบริเวณแยกพระโขนง 5ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าระบบสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะบริเวณแยกพระโขนง 6ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าระบบสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะบริเวณแยกพระโขนง 7ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าระบบสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะบริเวณแยกพระโขนง 8ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าระบบสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะบริเวณแยกพระโขนง 9ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าระบบสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะบริเวณแยกพระโขนง 10ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าระบบสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะบริเวณแยกพระโขนง 11ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าระบบสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะบริเวณแยกพระโขนง 12

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/bkk-smart-traffic-system/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LBplSWpeSe3N5uL7-X6mG

  • เปิดประวัติ “มาห์มูด อาห์มาดีเนจาด” อดีตประธานาธิบดีอิหร่าน

    เปิดประวัติ “มาห์มูด อาห์มาดีเนจาด” อดีตประธานาธิบดีอิหร่าน

    นายมาห์มูด อาห์มาดีเนจาด (Mahmoud Ahmadinejad) เป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองสมัยใหม่ของอิหร่าน ผู้มีภาพลักษณ์ทั้งในฐานะนักการเมืองประชานิยมที่เข้าถึงชนชั้นแรงงาน และผู้นำสายแข็งที่ท้าทายมหาอำนาจตะวันตกอย่างดุดัน ข้อมูลล่าสุดในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2026 มีรายงานข่าวการเสียชีวิตของเขาพร้อมกับบอดี้การ์ด จากการโจมตีทางอากาศในกรุงเตหะราน ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่ตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากทางการอิหร่านหรือแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้

    ประวัติชีวิตส่วนตัวและการศึกษา

    มาห์มูด อาห์มาดีเนจาด เกิดเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 1956 ในหมู่บ้านอาราดาน จังหวัดเซมนาน โดยเป็นบุตรชายของช่างตีเหล็กที่มีฐานะยากจน ครอบครัวของเขาได้ย้ายมาตั้งรกรากในกรุงเตหะรานตั้งแต่เขายังเด็ก ซึ่งความยากลำบากในวัยเยาว์นี้เองที่กลายเป็นรากฐานสำคัญของนโยบายประชานิยมในเวลาต่อมา 

    ด้านการศึกษา อาห์มาดิเนจาดสำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมโยธาจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอิหร่าน (IUST) ต่อมาเขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านวิศวกรรมการจราจรและการขนส่ง และเคยทำหน้าที่เป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ด้วย

    ในด้านชีวิตส่วนตัว อาห์มาดิเนจาดแต่งงานกับอาซัม อัลซาดัต ฟาราฮี และมีบุตรหลายคน เขามักนำเสนอภาพลักษณ์สมถะ ใช้ชีวิตเรียบง่าย และย้ำจุดยืนว่าตนเป็นตัวแทนของประชาชนระดับล่าง แม้จะถูกวิจารณ์อย่างหนักทั้งในและต่างประเทศ เขายังคงมีฐานสนับสนุนบางส่วนที่มองว่าเขายืนหยัดปกป้องอธิปไตยของอิหร่านอย่างแข็งขัน

    จุดเริ่มต้นบนเส้นทางการเมือง

    เขาเริ่มเป็นที่รู้จักในช่วงหลังการปฏิวัติอิสลามปี 1979 โดยมีบทบาทในองค์กรนักศึกษาอิสลาม และถูกมองว่าใกล้ชิดกับแนวคิดปฏิวัติอิสลามที่เน้นชาตินิยมและต่อต้านอิทธิพลตะวันตก ในช่วงการปฏิวัติอาห์มาดีเนจาดเป็นหนึ่งในผู้นำนักศึกษาที่สนับสนุนการโค่นล้มระบอบกษัตริย์ (พระเจ้าชาห์) และต่อมาได้เข้าร่วมกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) โดยมีรายงานว่าเขาเคยปฏิบัติภารกิจลับในช่วงสงครามอิหร่าน-อิรัก 

    เส้นทางการเมืองระดับบริหารของเขาเริ่มชัดเจนเมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอาร์ดาบีลในช่วงทศวรรษ 1990 และก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในระดับท้องถิ่นเมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นนายกเทศมนตรีกรุงเตหะราน ในปี 2003 ซึ่งเขาได้สร้างชื่อเสียงจากการดำเนินนโยบายช่วยเหลือผู้ยากไร้และยึดถือวิถีชีวิตที่สมถะ ต่อต้านชนชั้นนำ และเน้นความยุติธรรมทางสังคม ทำให้เขาได้รับความนิยมในหมู่ประชาชนกลุ่มรากหญ้า และปูทางสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2005

    การดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี (2005–2013)

    เขาได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนที่ 6 ของอิหร่านในปี 2005 โดยเอาชนะอดีตประธานาธิบดีราฟซานจานีที่เป็นสายกลาง อาห์มาดีเนจาดกลายเป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายอนุรักษนิยมสุดโต่ง ระหว่างดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี อาห์มาดิเนจาดใช้นโยบายเศรษฐกิจแบบประชานิยม เช่น การอุดหนุนพลังงานและแจกจ่ายเงินสดแก่ครัวเรือนรายได้น้อย เขามุ่งเน้นการกระจายรายได้จากน้ำมันสู่คนจน และผลักดันโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านอย่างไม่ลดละ ขณะเดียวกัน เขาเผชิญแรงกดดันจากนานาชาติอย่างหนัก โดยเฉพาะกรณีโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน ซึ่งนำไปสู่มาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ และชาติตะวันตกหลายระลอก จุดยืนแข็งกร้าวของเขาต่ออิสราเอลและสหรัฐฯ ทำให้ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง

    อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งปี 2009 ซึ่งเขาชนะเป็นสมัยที่สอง กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อผลเลือกตั้งถูกฝ่ายตรงข้ามกล่าวหาว่ามีการทุจริต จุดชนวนการประท้วงครั้งใหญ่ที่เรียกว่า “ขบวนการสีเขียว” การชุมนุมถูกปราบปรามอย่างเข้มงวด ส่งผลให้ภาพลักษณ์รัฐบาลอิหร่านในสายตาประชาคมโลกตกต่ำลง และสร้างรอยร้าวทางการเมืองภายในประเทศ

    บทบาททางการเมืองหลังพ้นตำแหน่ง

    ในช่วงปลายวาระ อาห์มาดิเนจาดมีความขัดแย้งกับชนชั้นนำฝ่ายศาสนาและสถาบันอำนาจสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะความเห็นที่แตกต่างกับผู้นำสูงสุดอิหร่านในบางประเด็น หลังพ้นตำแหน่งในปี 2013 เขายังคงมีบทบาททางการเมือง และได้เปลี่ยนบทบาทจากผู้นำสายแข็งมาเป็น “นักประชานิยมอิสระ” ที่มักวิพากษ์วิจารณ์ชนชั้นนำในรัฐบาลอิหร่านเอง เขาพยายามลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกหลายครั้ง รวมถึงในปี 2024 แต่ส่วนใหญ่มักถูกตัดสิทธิ์โดยสภาผู้พิทักษ์ แม้จะถูกจำกัดบทบาท แต่เขายังคงเป็นสมาชิกของสภาวินิจฉัยประโยชน์ของรัฐ และมีฐานเสียงที่เหนียวแน่นในกลุ่มคนยากจนในชนบท

    วาทะและจุดยืนที่สั่นสะเทือนโลก

    ตลอดการเป็นผู้นำ อาห์มาดีเนจาดเป็นที่รู้จักจากวาทะที่ก้าวร้าวต่ออิสราเอล โดยครั้งหนึ่งเขาเคยกล่าวอ้างว่าอิสราเอลควรถูก “ลบออกจากหน้าประวัติศาสตร์” และตั้งคำถามถึงความจริงของเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว จนกลายเป็นบุคคลที่ชาติตะวันตกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อสันติภาพ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ได้รับความนิยมในกลุ่มประเทศที่ต่อต้านลัทธิจักรวรรดินิยมจากการกล้าเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ อย่างตรงไปตรงมา

    ช่วงวาระสุดท้ายท่ามกลางสงครามปี 2026

    รายงานข่าวในช่วงวันที่ 1-2 มีนาคม 2026 ระบุว่า อาห์มาดีเนจาดเสียชีวิตลงในวัย 69 ปี จากการโจมตีเป้าหมายในเขตที่พักอาศัยย่านนาร์มัก ทางตะวันออกของกรุงเตหะราน ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับการโจมตีผู้นำระดับสูงคนอื่นๆ ของอิหร่าน การเสียชีวิตของเขา (แม้ในขณะนั้นจะมีรายงานว่าเขาถูกกักบริเวณในบ้านพักหรืออยู่วงนอกของอำนาจหลัก) ถือเป็นความสูญเสียบุคคลที่มีอิทธิพลทางความคิดต่อขบวนการอนุรักษนิยมและประชานิยมในอิหร่านอย่างมีนัยสำคัญ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2917345&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cBAd0yPHshymmfNmW4aUC

  • ✨ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.ศรีปทุม ศึกษาดูงานภาคอุตสาหกรรม ณ บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) 🏭⚡ – คณะวิศวกรรมศาสตร์

    ✨ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.ศรีปทุม ศึกษาดูงานภาคอุตสาหกรรม ณ บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) 🏭⚡ – คณะวิศวกรรมศาสตร์

    ✨ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.ศรีปทุม ศึกษาดูงานภาคอุตสาหกรรม ณ บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) 🏭⚡

    คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม โดย ผศ.ดร.สุพัฒตรา ศรีญาณลักษณ์ เข้าร่วมศึกษาดูงานด้านวิศวกรรมร่วมกับ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) ณ บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน)

    🔎 เยี่ยมชมกระบวนการผลิตหม้อแปลงไฟฟ้าขนาดใหญ่
    ⚡ เรียนรู้ระบบทดสอบแรงดันไฟฟ้าแรงสูงระดับอุตสาหกรรม
    📊 ศึกษาการบริหารจัดการโรงงานตามมาตรฐานสากล
    🤝 แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และต่อยอดความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม

    กิจกรรมครั้งนี้สะท้อนแนวคิดการเรียนการสอนของคณะฯ ที่มุ่งเน้น
    🎓 “เรียนกับตัวจริง” จากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม
    🏭 “ประสบการณ์จริง” จากกระบวนการผลิตจริง
    🌐 “เชื่อมต่ออุตสาหกรรมจริง” เพื่อโอกาสสหกิจ วิจัย และเครือข่ายวิชาชีพ

    อีกหนึ่งก้าวสำคัญของ SPU Engineering ในการพัฒนานักศึกษาและวิศวกรเครือข่าย ให้พร้อมสู่การเป็นวิศวกรมืออาชีพในอนาคต 🚀✨

    SPUEngineering #เรียนกับตัวจริง #ประสบการณ์จริง #เชื่อมต่ออุตสาหกรรมจริง #ศึกษาดูงาน #วิศวกรรมอุตสาหการ #IndustryDrivenUniversity#SOE_IE#SOE_Suphattra

    Related Posts

    ค่าเทอมสาขา

    คณะ/สาขาวิชา ลักษณะการกู้ยืมฯ เทอม 1 ตลอด หลักสูตร
    คณะบริหารธุรกิจ
    วิศวกรรมโยธา 1 46,600 41,600 359,400
    วิศวกรรมโยธา – การจัดการงานก่อสร้าง 1 46,600 41,600 359,400
    วิศวกรรมโยธา (นอกเวลาราชการ) 1 45,600 40,600 365,900
    วิศวกรรมไฟฟ้า 2 44,600 39,600 361,400
    วิศวกรรมไฟฟ้า – ระบบควบคุมอัตโนมัติและหุ่นยนต์ 2 44,600 39,600 361,400
    วิศวกรรมไฟฟ้า (นอกเวลาราชการ) 2 38,600 33,600 370,400
    วิศวกรรมเครื่องกล 2 46,600  41,600 364,400
    วิศวกรรมเครื่องกล – เทคโนโลยีอาคาร 2 46,600  41,600 364,400
    วิศวกรรมเครื่องกล (เทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่) 2 46,600  41,600 364,400
    วิศวกรรมเครื่องกล (นอกเวลาราชการ) 2 45,600  40,600 373,400
    วิศวกรรมอุตสาหการและการจัดการ 2 45,600  40,600 362,000
    วิศวกรรมอุตสาหการ – การจัดการวิศวกรรม 2 45,600  40,600 362,000
    วิศวกรรมระบบราง 1 50,600  45,600 355,000

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spu.ac.th/fac/engineer/spusoe-ie-tirathai/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GG1kbRa1ZwLpyIKyuYuLn

  • ม.สวนดุสิต ร่วมกับมูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ.ฯ ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายองค์กรการศึกษา 5 แห่ง ลงนามความร่วมมือขับเคลื่อนโครงการ ‘เติมรู้ เสริมรัก ฟูมฟักเด็กพิเศษ’
มุ่งพัฒนานวัตกรรมการศึกษาเรียนรวม เพื่อเด็ก LD และออทิสติก นำร่องพื้นที่สมุทรปราการ

    ม.สวนดุสิต ร่วมกับมูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ.ฯ ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายองค์กรการศึกษา 5 แห่ง ลงนามความร่วมมือขับเคลื่อนโครงการ ‘เติมรู้ เสริมรัก ฟูมฟักเด็กพิเศษ’
มุ่งพัฒนานวัตกรรมการศึกษาเรียนรวม เพื่อเด็ก LD และออทิสติก นำร่องพื้นที่สมุทรปราการ

    วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.15 น.

    มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ. เพื่อเด็กและเยาวชน ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นำโดย ดร.บรรจงเศก ทรัพย์โสภา ผู้อำนวยการมูลนิธิฯ จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการ “เติมรู้ เสริมรัก ฟูมฟักเด็กพิเศษ” ร่วมกับ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พรชณิตว์ แก้วเนตร รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและกิจการต่างประเทศ ตลอดจนหน่วยงานภาคีเครือข่ายทางการศึกษาอีก 5 แห่ง ได้แก่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 โดย นายภูมิ พระรักษา รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2 โดยนางสาวสายฝน สวัสดิ์เอื้อ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพิ้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2 ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดสมุทรปราการ โดยนางสาวปวีณา ใจขันทะ รองผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดสมุทรปราการ โรงเรียนวัดไตรสามัคคี โดยนางสาวลัดดาวัลย์ สิงคลีบุตร รองผู้อำนวยการโรงเรียนวัดไตรสามัคคี และโรงเรียนชุมชนวัดบ้านระกาศ โดยนายครองยุทธ นบนอบ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนวัดบ้านระกาศ ลงนามความร่วมมือขับเคลื่อนโครงการ “เติมรู้ เสริมรัก ฟูมฟักเด็กพิเศษ” มุ่งพัฒนานวัตกรรมการศึกษาเรียนรวม เพื่อเด็ก LD และออทิสติก นำร่องพื้นที่สมุทรปราการ ณ ห้องประศาลาชื่นอารมณ์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569

    การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ มีระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาเรียนรวม (Inclusive Education) และเปิดพื้นที่การเรียนรู้ที่ปลอดภัย ให้แก่เด็กที่มีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ (LD) และเด็กออทิสติกในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ภายใต้ความเชื่อมั่นของมูลนิธิฯ ที่ว่า เด็กทุกคนล้วนมีศักยภาพและพลวัตในการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน หากได้รับความรัก ความเข้าใจ และรูปแบบการส่งเสริมที่เหมาะสม ย่อมสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ

    ผศ.ดร.พรชณิตว์ แก้วเนตร รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและกิจการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า มหาวิทยาลัยสวนดุสิต มีปณิธานอันแน่วแน่ในการนำองค์ความรู้ทางวิชาการมาสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเยาวชน โดยเฉพาะเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความต้องการจำเป็นในการดูแลสนับสนุนอย่างเป็นระบบ การที่ภาคีเครือข่ายที่มีศักยภาพทั้ง 7 หน่วยงาน ร่วมกันผนึกกำลังในการหนุนเสริมการเรียนรู้ของเด็กที่มีความต้องการพิเศษในวันนี้ ถือเป็นโอกาสที่ดีในการร่วมกันขับเคลื่อนการศึกษาไทยให้เกิดความเท่าเทียมและทั่วถึงอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดรับกับนโยบายของมหาวิทยาลัยสวนดุสิตในด้านความยั่งยืนซึ่งทุกหน่วยงานของมหาวิทยาลัยฯ พร้อมเดินหน้าในทุกมิติเพื่อจัดการศึกษาให้มีคุณภาพ ครอบคลุม เท่าเทียม สนับสนุน และสร้างโอกาสการเรียนรู้ตลอดชีวิต

    ดร.บรรจงเศก ทรัพย์โสภา ผู้อำนวยการมูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ.ฯ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่จริงในจังหวัดสมุทรปราการ เราพบว่าการดูแลและส่งเสริมเด็กที่มีภาวะพร่องพัฒนาการ ยังต้องการการสนับสนุนเชิงลึก ทั้งด้านองค์ความรู้เฉพาะทางสำหรับครูผู้สอน และเครื่องมือที่เหมาะสมสำหรับผู้ปกครอง โครงการนี้จึงได้รับการออกแบบมาเพื่อเติมเต็ม ‘ระบบนิเวศด้านการส่งเสริมพัฒนาการ’ ผ่านการนำองค์ความรู้เชิงวิชาการมาออกแบบเป็นหลักสูตร กิจกรรม เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเด็กๆ เพราะเราเชื่อมั่นว่า การใช้ศาสตร์ด้านการศึกษาพิเศษมาเป็นเครื่องมือ ผสานเข้ากับความรักและความเข้าใจของครอบครัว จะเป็นรากฐานสำคัญในการฟูมฟักให้เด็กๆ ค้นพบความถนัดของตนเอง และสามารถก้าวเดินในสังคมได้อย่างมีความสุขและภาคภูมิใจ”

    การขับเคลื่อนโครงการ “เติมรู้ เสริมรัก ฟูมฟักเด็กพิเศษ” เป็นการผสานความเชี่ยวชาญของทั้ง 7 องค์กร เพื่อสร้างกลไกการดูแลเด็กแบบองค์รวม ได้แก่ มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ.ฯ  ในฐานะหน่วยงานแกนกลางผู้พัฒนานวัตกรรมโครงการ มีบทบาทในการบูรณาการความร่วมมือและร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานในทุกมิติ ควบคู่กับการบริหารจัดการและสนับสนุนทรัพยากรเพื่อจัดตั้ง ‘ห้องเรียนพิเศษ’ และพื้นที่จัดกิจกรรม เพื่อยกระดับสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ อันจะนำไปสู่การส่งเสริมพัฒนาการอย่างเต็มศักยภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่เด็กกลุ่มเป้าหมาย

    มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สนับสนุนความเข้มแข็งทางวิชาการ ออกแบบนวัตกรรมสื่อการสอน และจัดทำหลักสูตรอบรมเพื่อพัฒนาสมรรถนะครูและผู้ปกครอง พร้อมจัดทำคู่มือ (Handbook) แนวทางการดูแลเด็กที่มีความต้องการพิเศษ

    สพป. สมุทรปราการ เขต 1 และ เขต 2 ขับเคลื่อนนโยบายระดับพื้นที่ กำกับดูแลการจัดการศึกษาเรียนรวม พร้อมส่งเสริมให้บุคลากรในสังกัดได้รับการพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง

    ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดสมุทรปราการ เป็นกลไกสำคัญในการคัดกรอง ประเมินพัฒนาการ ส่งต่อเด็ก (Referral) และให้คำปรึกษาเชิงวิชาชีพ

    โรงเรียนวัดไตรสามัคคี และ โรงเรียนชุมชนวัดบ้านระกาศ: ทำหน้าที่เป็นพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา (Sandbox) นำโมเดลไปปฏิบัติจริง ผ่านกระบวนการ Two-Step Empowerment (การส่งต่อองค์ความรู้จากครูผู้สอนสู่ผู้ปกครอง) และการบูรณาการ 4 กิจกรรมสร้างสรรค์ (ดนตรี ศิลปะ กีฬา และสิ่งประดิษฐ์) เพื่อกระตุ้นพัฒนาการรอบด้าน

    ในระยะเริ่มต้น โครงการฯ ได้นำร่องดูแลกลุ่มเป้าหมายนักเรียนจากโรงเรียนวัดไตรสามัคคี และนักเรียนจากโรงเรียนชุมชนวัดบ้านระกาศ โดยทั้ง 7 องค์กรมีความมุ่งมั่นร่วมกันว่า ความร่วมมือทางวิชาการและการปฏิบัติการในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง “โมเดลต้นแบบ” ด้านการศึกษาเรียนรวมที่เข้มแข็ง ซึ่งสามารถนำไปขยายผลเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่เท่าเทียมให้แก่สถานศึกษาอื่นๆ ต่อไปในอนาคต

    ผศ.ดร.วีณัฐ สกุลหอม คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า โครงการเติมรู้ เสริมรัก ฟูมฟักเด็กพิเศษ เกิดจากความตระหนักร่วมกันของภาคีเครือข่ายว่า “เด็กที่มีความต้องการพิเศษ” โดยเฉพาะกลุ่มความพิการที่มองไม่เห็น (Invisible Disabilities) อาทิ เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disabilities: LD) และเด็กออทิสติก (Autism) เป็นกลุ่มที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ซึ่งต้องได้รับการ ส่งเสริม ตามศักยภาพรายบุคคล ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่อาศัยความเข้าใจเชิงลึก นวัตกรรม และความร่วมมือจากหลายภาคส่วน เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนเชิงรูปธรรมอย่างยั่งยืน

    มหาวิทยาลัยสวนดุสิต โดยคณะครุศาสตร์ เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาเด็กกลุ่มดังกล่าวให้สามารถดำรงชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี และสามารถปรับตัวอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี ทั้งนี้ การพัฒนาไม่ได้มุ่งเน้นเพียงด้านวิชาการเท่านั้น หากยังให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างทักษะชีวิต ทักษะทางสังคม และพัฒนาการทางอารมณ์ควบคู่กันไป ความร่วมมือในครั้งนี้ จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการองค์ความรู้ ทรัพยากร และประสบการณ์ เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทางการดูแลและส่งเสริมเด็กที่มีความต้องการพิเศษอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ที่เข้าใจความแตกต่าง และเปิดโอกาสให้เด็กทุกคนได้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพและมีความสุขต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/relation/950242&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PFQmP8YmqtAzgJ4cBohtL

  • iPhone 17e

    iPhone 17e

    ดูราคา

    สั่งซื้อล่วงหน้า 4 มี.ค. เริ่มตั้งแต่เวลา 21:15 น.สั่งซื้อล่วงหน้า 4 มีนาคม เริ่มตั้งแต่เวลา 21:15 น.

    เริ่มวางจำหน่าย 11 มี.ค.

    ดูราคา

    สั่งซื้อล่วงหน้า 4 มี.ค. เริ่มตั้งแต่เวลา 21:15 น.สั่งซื้อล่วงหน้า 4 มีนาคม เริ่มตั้งแต่เวลา 21:15 น.

    เริ่มวางจำหน่าย 11 มี.ค.

    พื้นที่จัดเก็บข้อมูลเพิ่มขึ้นเยอะ
    ก็เก็บความทรงจำได้มากขึ้นแยะ

    พื้นที่จัดเก็บข้อมูลเริ่มต้นที่ 256GB ซึ่งมากกว่า iPhone 16e ถึง 2 เท่า และมากกว่า iPhone 12 ถึง 4 เท่า ช่วยให้คุณมีพื้นที่มากขึ้นสำหรับสิ่งที่มีความหมายสำหรับคุณ ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายความละเอียดสูงพิเศษ วิดีโอระดับ 4K ไปจนแอปหรือเกมที่ชื่นชอบ รวมถึงอื่นๆ เรียกได้ว่ามีพื้นที่เหลือเฟือสำหรับเก็บทุกสิ่งที่คุณรักทั้งในวันนี้และวันข้างหน้า

    พื้นที่จัดเก็บข้อมูลเริ่มต้นที่9
    256GB

    อัปเกรดได้ง่ายๆ แถม Apple Specialist
    ยังพร้อมช่วยคุณทั้งที่ร้านและทางออนไลน์ด้วย

    Smiling Apple Specialist with an approachable demeanor

    การตั้งค่าส่วนบุคคล Specialist สามารถแนะนำการตั้งค่า iPhone เครื่องใหม่ให้คุณได้ในเซสชั่นฟรีแบบตัวต่อตัว ไม่ว่าจะเป็นการช่วยถ่ายโอนข้อมูล รูปภาพ และไฟล์ ไปจนถึงการเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ และอีกมากมาย รับความช่วยเหลือทางออนไลน์หรือสอบถาม Specialist ที่ร้านได้เลย

    • ใหม่ iPhone 17e

      iPhone 17e, back exterior, soft pink color, Fusion camera at top left, centered Apple logo, front exterior, soft pink color, all-screen design
      • ชมพูอ่อน
      • ขาว
      • ดำ
      • +เพิ่มเติม

      เก่งล้นตัว
      คุ้มเหลือล้น

      กำลังดูตอนนี้, iPhone 17e

      ดูราคา

      จอภาพ Super Retina XDR4

      6.1 นิ้ว

      • ระบบกล้อง Fusion 48MP

      • กล้องหลัก Fusion 48MP

      • ไม่มี

      • ชิป A19

      • GPU แบบ 4-core พร้อมตัวเร่งความเร็วนิวรอล

      เล่นวิดีโอนานสูงสุด 26 ชั่วโมง6

      สร้างมาเพื่อ Apple Intelligence3

    • iPhone 17

      iPhone 17, back exterior, lavender color, Dual Fusion Camera System at top left, centered Apple logo, front exterior, lavender color, Dynamic Island centered at top

      • ลาเวนเดอร์
      • เขียวเสจ
      • ฟ้าหมอก
      • ขาว
      • ดำ
      • +เพิ่มเติม

      ประทับใจยิ่งกว่า
      ทนทานยิ่งขึ้น

      จอภาพ Super Retina XDR4

      6.3 นิ้ว

      • ระบบกล้อง Fusion คู่ 48MP

      • กล้องหลัก Fusion 48MP

      • อัลตร้าไวด์ Fusion 48MP

      • ชิป A19

      • GPU แบบ 5-core พร้อมตัวเร่งความเร็วนิวรอล

      เล่นวิดีโอนานสูงสุด 30 ชั่วโมง6

      สร้างมาเพื่อ Apple Intelligence3

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.apple.com/th/iphone-17e/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DoVoYHnNImoIkUeuxigzP

  • ผู้ว่าฯ น่าน เปิดอบรมผู้บังคับบัญชาลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน ประจำปี 68 | TOPNEWS

    ผู้ว่าฯ น่าน เปิดอบรมผู้บังคับบัญชาลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน ประจำปี 68 | TOPNEWS

    สำนักงานลูกเสือจังหวัดน่าน จัดอบรมผู้บังคับบัญชาลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน ประจำปี 2568 ดึงแกนนำระดับชาติและระดับจังหวัดติวเข้มข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา 120 นาย ด้าน “ผู้ว่าฯ กำชับให้นำความรู้ไปขยายผล สร้างเยาวชนเมืองน่านให้มีระเบียบวินัยและมีจิตสาธารณะ

    วันที่ 2 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุมเวทีวิชาการ สำนักงานลูกเสือจังหวัดน่าน จัดอบรมผู้บังคับบัญชาหน่วยงานลูกเสือจิตอาสาพระราชทาน ประจำปี 2568 โดยมีนายชัยนรงค์ วงค์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ในฐานะผู้บังคับบัญชาลูกเสือจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีเปิด

    ผู้เข้ารับการอบรมประกอบด้วยผู้บังคับบัญชาลูกเสือจาก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 1, สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 2, สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาน่าน, สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดน่าน, สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดน่าน, เทศบาลเมืองน่าน และ สมาคมลูกเสือจังหวัดน่าน รวมจำนวนทั้งสิ้น 120 คน

    ในการนี้ ดร.วิเชียร วาพัดไทย ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 1 และผู้อำนวยการลูกเสือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 1 เป็นผู้กล่าวรายงาน โดยการอบรมครั้งนี้ได้รับความอนุเคราะห์วิทยากรแกนนำลูกเสือจิตอาสาพระราชทานจาก สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ และวิทยากรแกนนำระดับจังหวัดน่าน ร่วมถ่ายทอดความรู้ตลอดหลักสูตรการอบรม

    โอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านได้กำชับให้ผู้เข้ารับการอบรมนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนากิจการลูกเสือของจังหวัดน่านให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น พร้อมยึดมั่นในคำปฏิญาณและอุดมการณ์ของลูกเสืออย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างเยาวชนที่มีระเบียบวินัย มีจิตอาสา และเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1504154&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xZQLnVunBrxx1JwSpQLes

  • พืชใกล้สูญพันธุ์มีจำนวนเพิ่มขึ้น หลังปลูกใกล้ ‘แผงโซลาร์เซลล์’ 

    พืชใกล้สูญพันธุ์มีจำนวนเพิ่มขึ้น หลังปลูกใกล้ ‘แผงโซลาร์เซลล์’ 

    พืชใกล้สูญพันธุ์มีจำนวนเพิ่มขึ้น หลังปลูกใกล้ ‘แผงโซลาร์เซลล์’ 

    พืชใกล้สูญพันธุ์มีจำนวนเพิ่มขึ้น หลังปลูกใกล้ ‘แผงโซลาร์เซลล์’ 

    พลังงานแสงอาทิตย์” เป็นพลังงานสะอาดที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก โครงการฟาร์มโซลาร์เซลล์จึงเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะในพื้นที่ทะเลทรายที่รับแสงอาทิตย์ได้ปริมาณมาก แต่การสร้างโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่ในพื้นที่ทะเลทราย อาจสร้างผลกระทบต่อพืชและสัตว์ท้องถิ่น นักวิจัยพยายามค้นหาวิธีการที่จะพัฒนาพลังงานสะอาดไปพร้อมกับการรักษาภูมิประเทศเดิมเอาไว้

    อย่างไรก็ตาม การศึกษาล่าสุดในรัฐเนวาดา ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าด้วยการสร้างฟาร์มโซลาร์ที่ผ่านการวางแผนอย่างรอบคอบ สามารถทำให้พืชทะเลทรายหายากสามารถเจริญเติบโตได้ดีท่ามกลางแผงโซลาร์เซลล์ และเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    การศึกษาที่นำทีมนักนิเวศวิทยาจากสถาบันวิจัยทะเลทราย (DRI) นำโดย ทิฟฟานี่ เปเรย์รา ซึ่งได้เฝ้าติดตามพืชหายากที่ชื่อว่า “ธรีคอร์เนอร์ มิลค์เวตช์” (Threecorner milkvetch) ที่ขึ้นอยู่แถวแผงโซลาร์เซลล์ ของโครงการ Gemini Solar Project ในรัฐเนวาดา พบว่า ในปี 2024 มีพืชชนิดนี้ถึง 93 ต้นในพื้นที่โครงการ เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับก่อนก่อสร้างโครงการในปี 2018 ที่พบเพียง 12 ต้นเท่านั้น

    ธรีคอร์เนอร์ มิลค์เวตช์ เป็นพืชในตระกูลถั่วที่เติบโตต่ำติดดิน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Astragalus geyeri var. triquetrus ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นพืชใกล้สูญพันธุ์ โดยรัฐเนวาดาจัดให้เป็นพืชที่ตกอยู่ในอันตรายขั้นวิกฤติและได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากวงจรชีวิตของมันขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนที่หาได้ยากในทะเลทรายโมฮาวี

    พืชใกล้สูญพันธุ์มีจำนวนเพิ่มขึ้น หลังปลูกใกล้ ‘แผงโซลาร์เซลล์’ 

    “ธรีคอร์เนอร์ มิลค์เวตช์” (Threecorner milkvetch) พืชใกล้สูญพันธุ์
    เครดิตภาพ: Tiffany Pereira

    โครงการโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่ส่วนใหญ่ มักจะใช้วิธีถางต้นไม้และปรับหน้าดินให้เรียบก่อนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งไม่เพียงแต่ ทำลายต้นไม้บนดินเท่านั้น แต่ยังทำลายเมล็ดพันธุ์ที่เก็บสะสมอยู่ในดินชั้นบน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูระบบนิเวศ

    แต่สำหรับโครงการ Gemini Solar Project ใช้วิธีที่การปรับหน้าดินและพยายามหลีกเลี่ยงการทำลายพืชพรรณเดิม ซึ่งช่วยให้ต้นพืชรอดตาย และเมล็ดพันธุ์เติบโตงอกขึ้นใหม่ได้อีกด้วย

    พืชที่พบในโครงการมีขนาดใหญ่กว่าพืชที่เติบโตในธรรมชาติในเกือบทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นความกว้าง ความสูง รวมถึงจำนวนดอกและผล จากข้อมูลระบุว่า พืชในโครงการเริ่มออกผลเร็วกว่าปกติเกือบ 3 สัปดาห์ และผลิตดอกได้มากกว่าถึง 8 เท่า และให้ผลมากกว่าถึง 10 เท่า เมื่อเทียบกับต้นที่อยู่นอกโครงการ

    ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเติบโตนี้คือ “ไมโครไคลเมต” (microclimate) หรือสภาพภูมิอากาศย่อยที่เกิดขึ้นภายใต้แผงโซลาร์เซลล์ รวมถึงร่มเงาจากแผงโซลาร์เซลล์ช่วยลดอุณหภูมิที่หน้าดินและชะลอการระเหยของน้ำหลังจากฝนตก ทำให้ดินมีความชื้นยาวนานขึ้น

    เปเรย์รากล่าวว่า “หลังฝนตก ความชื้นในดินที่โครงการ Gemini สูงกว่าภายนอกและใช้เวลานานกว่าที่ดินจะแห้งสนิท พืชจึงสามารถดูดซับน้ำส่วนเกินนั้นไว้ได้ นอกจากนี้ ร่มเงาที่เคลื่อนที่ตามการหมุนของแผงโซลาร์เซลล์ยังช่วยลดความเครียดจากแสงแดดที่รุนแรงให้กับต้นไม้”

    นักวิจัยพบว่าพืชส่วนใหญ่ 94% เลือกที่จะเติบโตในช่องว่างระหว่างแถวของแผงโซลาร์เซลล์ มากกว่าที่จะเติบโตใต้แผงโดยตรงที่มีร่มเงาทึบเกินไป ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแสงแดดที่เหมาะสมยังคงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการงอกและการเจริญเติบโต

    พืชใกล้สูญพันธุ์มีจำนวนเพิ่มขึ้น หลังปลูกใกล้ ‘แผงโซลาร์เซลล์’  พืชที่ขึ้นตามแนวแผงโซลาร์เซลล์
    เครดิตภาพ: Tiffany Pereira

    แนวคิดการสร้างโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ที่เอื้อต่อสิ่งแวดล้อม เรียกว่า “อีโคโวลต์เทอิกส์” (Ecovoltaics) ซึ่งเป็นการออกแบบโครงการโดยคำนึงถึงพืชพรรณท้องถิ่นและสัตว์ป่าให้เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ โดยลี วอลสตัน นักนิเวศวิทยาจาก Argonne National Laboratory กล่าวว่า การเลือกใช้เมล็ดพันธุ์พื้นเมืองสามารถดึงดูดแมลงผสมเกสรและนกให้กลับคืนสู่พื้นที่ได้

    วอลสตันกล่าวเสริมว่า จากการศึกษาในพื้นที่อื่น เช่น มินนิโซตา พบว่าโครงการโซลาร์เซลล์ที่จัดการอย่างเหมาะสมช่วยเพิ่มความหลากหลายของพืชดอกถึง 7 เท่า และเพิ่มจำนวนผึ้งพื้นเมืองถึง 20 เท่าภายในระยะเวลา 5 ปี นอกจากนี้ นกและค้างคาวยังสามารถเข้ามาใช้พื้นที่เป็นแหล่งอาหารและหลบภัยจากผู้ล่าได้

    ทางด้าน โยฮันนา นอยมันน์ จากองค์กร Environment America ให้ความเห็นว่า ทุ่งหญ้าแพรรีและระบบนิเวศที่คล้ายคลึงกันมีวิวัฒนาการมา เพื่อให้ทนทานต่อการรบกวนเป็นครั้งคราว ดังนั้นโครงการโซลาร์เซลล์ที่มีการจัดการที่ดีอาจเป็นแหล่งกบดานที่ยอดเยี่ยมสำหรับความหลากหลายทางชีวภาพ

    แม้ว่าผลลัพธ์เบื้องต้นจะเป็นไปในทิศทางที่ดี แต่เปเรย์รา ย้ำว่านี่เป็นเพียงข้อมูลจากการสำรวจเพียงปีเดียวหลังการก่อสร้าง จำเป็นต้องติดตามผลระยะยาวเพื่อดูว่ารูปแบบการเติบโตนี้จะคงอยู่ต่อไปหรือไม่ โดยเฉพาะในช่วงปีที่แห้งแล้งจัด

    ประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อไปคือ ความสูงของแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งมีผลต่อการเติบโตของพืช หากแผงตั้งอยู่สูงขึ้น จะช่วยให้พืชชนิดที่ใหญ่กว่าสามารถเติบโตได้เต็มศักยภาพ แต่ก็แลกมาด้วยต้นทุนวัสดุที่สูงขึ้นสำหรับบริษัทผู้พัฒนา

    การใช้ประโยชน์จากพื้นที่ภายใต้แผงโซลาร์เซลล์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่พืชพื้นเมือง แต่ยังรวมไปถึง “อะกริวอลเทอิกส์” (Agrivoltaics) แนวคิดการพัฒนาพื้นที่เพื่อการผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ ร่วมกับการใช้งานเชิงเกษตรกรรม งานวิจัยพบว่าพืชบางชนิด เช่น แตงกวา สามารถเติบโตได้ดีในสภาวะที่มีแผงโซลาร์เซลล์ช่วยควบคุมอุณหภูมิและประหยัดน้ำได้ถึง 2 ใน 3 อีกด้วย

    ที่มา: DRIEarthGrist

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1223353&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TiVKX8ivyTnDiyzluJ8JT

  • ผู้ว่าฯศรีสะเกษ ประธานมอบทุนมูลนิธิเปรม ติณสูลานนท์ 33 ทุน ประจำปี 69

    ผู้ว่าฯศรีสะเกษ ประธานมอบทุนมูลนิธิเปรม ติณสูลานนท์ 33 ทุน ประจำปี 69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/132409&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03Ajn7xZxEcRUDyaiHuZcH