Category: วัฒนธรรม

  • อ่านนโยบายเชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Policy): เมื่อบางนโยบายไม่ได้มีไว้แก้ปัญหา แต่มีไว้ “สร้างความหมาย”

    อ่านนโยบายเชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Policy): เมื่อบางนโยบายไม่ได้มีไว้แก้ปัญหา แต่มีไว้ “สร้างความหมาย”

    Loading…

    อ่านนโยบายเชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Policy): เมื่อบางนโยบายไม่ได้มีไว้แก้ปัญหา แต่มีไว้ “สร้างความหมาย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-300&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27A-hIs7TRfmU8Ip2AlbiG

  • รถรับส่งนักเรียนชนกัน เด็กเจ็บ 25 ราย เร่งยกระดับความปลอดภัย – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    รถรับส่งนักเรียนชนกัน เด็กเจ็บ 25 ราย เร่งยกระดับความปลอดภัย – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    รถรับส่งนักเรียนชนกัน เด็กเจ็บ 25 ราย เร่งยกระดับความปลอดภัย

    อุบัติเหตุ รถรับส่งนักเรียนชนกัน ที่จังหวัดสุพรรณฯ นักเรียนเจ็บ 25 ราย สภาผู้บริโภคย้ำเร่งยกระดับความปลอดภัย แก้กฎหมาย – ทำฐานข้อมูล – พัฒนาคนขับ

    จากกรณีเกิดอุบัติเหตุ รถรับส่งนักเรียนชนกัน ในพื้นที่อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ก่อนเสียหลักไปชนท้ายรถบรรทุก ส่งผลให้มีเด็กนักเรียนได้รับบาดเจ็บรวม 25 ราย สภาผู้บริโภคย้ำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อเร่งยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยรถรับส่งนักเรียนอย่างเป็นระบบ ทั้งการทบทวนและบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด จัดทำฐานข้อมูลรถรับส่งนักเรียนทั่วประเทศ พัฒนาศักยภาพผู้ขับขี่ และกำหนดมาตรฐานด้านความปลอดภัยของรถรับส่งนักเรียน เพื่อให้การเดินทางของเด็กเป็นระบบที่ตรวจสอบได้และลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง

    รถรับส่งนักเรียนชนกัน เด็กเจ็บ 25 ราย เร่งยกระดับความปลอดภัย

    คงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ ผู้ช่วยคณะอนุกรรมการด้านการขนส่งและยานพาหนะ สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ภาพรวมของอุบัติเหตุรถรับส่งนักเรียนปี 2569 ถือว่ารุนแรงอย่างต่อเนื่องเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา เพราะปีนี้เกิดเหตุแล้วถึง 10 ครั้ง มีเด็กนักเรียนเสียชีวิต 1 คน บาดเจ็บ 153 คน ส่วนใหญ่มีสาเหตุจากความประมาทและพฤติกรรมเสี่ยงของผู้ขับขี่ ที่สำคัญอุบัติเหตุครั้งนี้ไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะหน้า หากแต่เกิดขึ้นท่ามกลางสถิติอุบัติเหตุรถรับส่งนักเรียนที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2569 สะท้อนว่าความเสี่ยงดังกล่าวเป็นปัญหาเชิงระบบมากกว่าความผิดพลาดรายบุคคล

    ขณะเดียวกัน แม้คณะรัฐมนตรีจะมีมติรับทราบและกำหนดแนวทางยกระดับความปลอดภัยรถรับส่งนักเรียนตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี 2566 แต่จนถึงปัจจุบันไม่ปรากฏความคืบหน้าที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมต่อสาธารณะตามมติคณะรัฐมนตรีแต่อย่างใด ขณะที่ยังมีเด็กนักเรียนบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการเดินทางไปกลับโรงเรียนอย่างต่อเนื่องในทุกวันนี้

    ท่ามกลางเหตุที่เกิดซ้ำอย่างต่อเนื่อง คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่คือมติที่มีอยู่จะถูกขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติจริงเมื่อใด คำตอบต่อคำถามดังกล่าวจึงไม่ใช่เรื่องเชิงนโยบายเท่านั้น หากเกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยในชีวิตของเด็กนักเรียนทั่วประเทศ

    “อยากฝากถึงรัฐบาลใหม่ ว่าปัญหานี้จะดำเนินการแก้ไขอย่างไร และใครต้องรับผิดชอบต่อความล่าช้าของนโยบายจนนำไปสู่ความสูญเสียที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก รัฐบาลจะมีมาตรการเรื่องนี้อย่างไรที่จะหยุดเหตุการณ์แบบนี้ เราจะต้องปล่อยให้เด็กนักเรียนบาดเจ็บและเสียชีวิตอีกกี่คน” คงศักดิ์ระบุ

    คงศักดิ์ ย้ำว่า สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุแบ่งได้เป็น 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1) ความประมาทของผู้ขับขี่ ทั้งการขับรถเร็วเกินกำหนด ไม่ชะลอเมื่อถึงทางแยก หลับใน หรือไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร 2) สภาพรถที่ไม่ปลอดภัย รถรับส่งนักเรียนจำนวนไม่น้อยมีอายุการใช้งานสูง หรือถูกดัดแปลงผิดประเภทเพื่อบรรทุกผู้โดยสารเพิ่มขึ้น เช่น การถอดเบาะเพื่อใส่เบาะยาว หรือใช้รถที่ไม่ได้ออกแบบเพื่อโดยสารเด็กโดยตรง เมื่อเกิดอุบัติเหตุ โครงสร้างที่ไม่แข็งแรงและการขาดอุปกรณ์นิรภัยย่อมเพิ่มความรุนแรงของความเสียหาย

    3) การกำกับดูแลที่ขาดประสิทธิภาพ แม้จะมีกฎหมายรองรับ แต่การบังคับใช้ยังไม่ทั่วถึง รถบางส่วนไม่ได้ขึ้นทะเบียนหรือไม่ได้รับการตรวจสภาพ สะท้อนช่องว่างเชิงโครงสร้างในระบบความปลอดภัย และ 4) ประเทศไทยยังขาดระบบฐานข้อมูลกลางที่ชัดเจนเกี่ยวกับรถรับส่งนักเรียน ทั้งจำนวนรถ เส้นทาง ผู้ขับขี่ และพฤติกรรมการขับขี่อย่างต่อเนื่อง ทำให้การกำกับดูแลและการวางนโยบายเชิงรุกเป็นไปได้ยาก และส่งผลต่อประสิทธิภาพในการป้องกันอุบัติเหตุในระยะยาว

    คงศักดิ์ กล่าวต่ออีกว่า สภาผู้บริโภคมีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้เกิดระบบรถรับส่งนักเรียนที่ปลอดภัย ต้องดำเนินการใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1) การทบทวนระเบียบกฎหมายและการบังคับใช้ทั้งในระดับส่วนกลางและท้องถิ่น 2) การพัฒนาระบบข้อมูลที่เชื่อมโยงและตรวจสอบได้ 3) การพัฒนาศักยภาพบุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้งผู้ขับขี่ ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้กำกับดูแล และ 4) การพัฒนาเครื่องมือและกลไกสนับสนุน เช่น เทคโนโลยีติดตามความปลอดภัย หรือกองทุนเพื่อยกระดับมาตรฐาน

    จากการถอดบทเรียนโรงเรียนศูนย์เรียนรู้การจัดการรถรับส่งนักเรียนปลอดภัย พบว่า ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับแผนงานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีผู้บริหารสถานศึกษาให้ความสำคัญและสนับสนุนอย่างจริงจัง รวมถึงการมีส่วนร่วมขององค์กรผู้บริโภค หน่วยงานระดับจังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขณะที่นโยบายจากส่วนกลางต้องมีความชัดเจนและกำหนดเป็นแผนปฏิบัติการตามมติคณะรัฐมนตรี เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ ที่ผ่านมาสภาผู้บริโภคได้ร่วมมือกับผู้ตรวจการแผ่นดิน และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พัฒนา “เกณฑ์ประเมินความปลอดภัยในการเดินทางของเด็กนักเรียน” เพื่อใช้เป็นต้นแบบในการขยายผลทั่วประเทศ โดยมุ่งสร้างมาตรฐานกลางและกลไกกำกับดูแลด้านความปลอดภัยอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นในเดือนมีนาคมนี้

    นอกจากนี้ ในช่วงปี 2568 – 2570 สภาผู้บริโภคยังดำเนินโครงการ “ความร่วมมือสานพลังท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาขนส่งสาธารณะไร้รอยต่อที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทุกคนขึ้นได้” ครอบคลุม 12 พื้นที่ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง น่าน สงขลา ภูเก็ต ปัตตานี ขอนแก่น สุรินทร์ ประจวบคีรีขันธ์ กาญจนบุรี พระนครศรีอยุธยา และกรุงเทพมหานคร เพื่อพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผลักดันมาตรฐานความปลอดภัยในการเดินทางของเด็กให้สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่

    “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นควรเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการทบทวนระบบรถรับส่งนักเรียนทั้งประเทศ เพื่อให้การเดินทางไปโรงเรียนของเด็กไทยเป็นการเดินทางที่ปลอดภัย มีมาตรฐาน และได้รับการคุ้มครองอย่างแท้จริง” คงศักดิ์กล่าวทิ้งท้าย


    อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้องได้ที่

    กาญจนบุรีเดินหน้า 12 รร. ต้นแบบ รถรับส่งนักเรียนปลอดภัย

    อุบัติเหตุ “รถรับส่งนักเรียน” สูญเสียซ้ำซาก ถึงเวลาต้องปฏิรูป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/020369_school-bus_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qPPXQ7rM50dklxpmfPPoc

  • เรียนภาษาต่างประเทศกับเพื่อนต่างชาติในคณะศิลปศาสตร์ SPU: เคล็ดลับเพิ่มความกล้าและความมั่นใจ – คณะศิลปศาสตร์

    เรียนภาษาต่างประเทศกับเพื่อนต่างชาติในคณะศิลปศาสตร์ SPU: เคล็ดลับเพิ่มความกล้าและความมั่นใจ – คณะศิลปศาสตร์

    ฮัลโหลชาวแก๊ง! น้องๆ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ที่น่ารักทุกคน! เคยรู้สึกไหมว่าเรียนภาษาในห้องอย่างเดียวมันยังไม่จุใจ อยากลองใช้จริง พูดจริง คุยกับเจ้าของภาษาแบบเรียลๆ แต่แอบเขิน ไม่กล้าเริ่ม? วันนี้พี่ๆ มีเคล็ดลับเด็ดๆ มาฝาก รับรองว่าการฝึกภาษากับเพื่อนต่างชาติในรั้ว SPU ของเราจะกลายเป็นเรื่องสนุกและง่ายนิดเดียว!

    🚀 ทำไมต้องฝึกภาษากับเพื่อนต่างชาติ? Advantage แบบ x10!

    การเรียนในห้องทำให้เราได้ทฤษฎีแน่นปึ้ก แต่การได้คุยกับเพื่อนต่างชาติคือการเปิดโลกภาคปฏิบัติที่แท้ทรู! มันไม่ใช่แค่การฝึกภาษา แต่มันคือ:

    • การเรียนรู้แบบธรรมชาติ: ได้ซึมซับสำเนียง คำสแลง และวลีที่เจ้าของภาษาใช้กันจริงๆ ซึ่งไม่มีในตำราเรียน!
    • แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม: ได้เข้าใจมุมมอง ความคิด และไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง ทำให้เราเป็น Global Citizen มากขึ้น
    • สร้างคอนเนคชั่นระดับโลก: เพื่อนที่เราเจอในวันนี้ อาจกลายเป็นเพื่อนซี้หรือคอนเนคชั่นทางธุรกิจในอนาคตก็ได้ ใครจะไปรู้!
    • เพิ่มความมั่นใจแบบก้าวกระโดด: ยิ่งพูดบ่อย ความกลัวก็ยิ่งลดลง ความมั่นใจก็พุ่งพรวด! นี่คือจุดเด่นของการเรียนที่ คณะศิลปศาสตร์ เลยนะ

    ✨ เคล็ดลับปังๆ เพิ่มความกล้าและความมั่นใจสำหรับชาว คณะศิลปศาสตร์ SPU

    พร้อมแล้วก็มาลุยกันเลย! กับ 5 เคล็ดลับง่ายๆ ที่จะเปลี่ยนคนขี้อายให้กลายเป็นสายเมคเฟรนด์!

    1. เริ่มต้นด้วยรอยยิ้ม: รอยยิ้มคือภาษาสากล! แค่ยิ้มทักทาย “Hi” หรือ “Hello” ก็เป็นการเปิดประตูมิตรภาพได้แล้ว
    2. อย่ากลัวผิดพลาด: จำไว้เลยว่า “Mistakes are proof that you are trying.” ไม่มีใครตัดสินเราหรอก เพื่อนๆ เข้าใจดีว่าเรากำลังฝึกฝนอยู่
    3. เตรียมบทสนทนาง่ายๆ: ลองคิดประโยคสั้นๆ ไว้ในใจ เช่น “Where are you from?”, “What do you study?”, “Do you like Thai food?” จะช่วยลดความประหม่าได้เยอะ
    4. ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์: ถ้าไม่แน่ใจคำไหน ก็เปิดแอปแปลภาษาช่วยเลย! หรือจะลองใช้แอปแลกเปลี่ยนภาษาอย่าง Tandem เพื่อวอร์มอัพก่อนเจอตัวจริงก็ได้
    5. เป็นฝ่ายชวนคุยเรื่องของเราบ้าง: ลองเล่าเรื่องสนุกๆ ในไทย ชวนเพื่อนไปเที่ยวตลาดนัด ชิมสตรีทฟู้ด การมีกิจกรรมร่วมกันจะทำให้การสนทนาลื่นไหลขึ้นเยอะ!

    ที่ มหาวิทยาลัยศรีปทุม เราสนับสนุนให้นักศึกษาได้เรียนรู้และลงมือทำจริง การสร้างมิตรภาพกับเพื่อนต่างชาติก็เป็นหนึ่งในประสบการณ์ล้ำค่าที่หาไม่ได้จากที่ไหน

    🗺️ ตามล่าหาเพื่อนต่างชาติได้ที่ไหนใน มหาวิทยาลัยศรีปทุม?

    ไม่ต้องไปไหนไกลเลย! ในรั้ว SPU ของเรานี่แหละคือแหล่งรวมเพื่อนๆ นานาชาติชั้นดี ลองไปส่องตามนี้ดูนะ:

    • SPU International: ศูนย์รวมของนักศึกษาต่างชาติเลย แวะไปทักทายพี่ๆ หรือดูบอร์ดประกาศกิจกรรมได้เสมอ
    • ชมรมต่างๆ: ลองเข้าร่วมชมรมที่เราสนใจ ไม่ว่าจะเป็นชมรมกีฬา ดนตรี หรือศิลปะ ที่นั่นมีโอกาสเจอเพื่อนใหม่ๆ เพียบ!
    • งาน Event ของมหาวิทยาลัย: งานปฐมนิเทศ, SPU’s Got Talent, งานลอยกระทง เป็นโอกาสทองที่จะได้เจอและทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนต่างชาติ
    • Co-working Space และโรงอาหาร: สถานที่สาธารณะเหล่านี้คือจุดนัดพบที่ดีที่สุด แค่ส่งยิ้มแล้วชวนคุยเรื่องง่ายๆ ก็เริ่มได้แล้ว!

    อยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรมและชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย? ลองเข้าไปอ่านบทความเกี่ยวกับ ชีวิตนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ ของเราดูสิ!

    เห็นไหมว่าการฝึกภาษากับเพื่อนต่างชาติใน คณะศิลปศาสตร์ SPU ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเลย แค่เปิดใจ พกความมั่นใจไปนิดหน่อย ก็พร้อมสร้างมิตรภาพและพัฒนาทักษะภาษาไปพร้อมๆ กันแล้ว! ลุยเลย!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spu.ac.th/fac/liberal-arts/news-activity/20906/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25jp96PQIut0ZNO3q8qmd4

  • เปิดงานวิจัย ‘เห็ดเมา’ รักษาโรคซึมเศร้าอย่างรุนแรง

    เปิดงานวิจัย ‘เห็ดเมา’ รักษาโรคซึมเศร้าอย่างรุนแรง

    2 มี.ค. 2569 – ศ นพ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศาสตราจารย์เชี่ยวชาญทางอายุรกรรมและสมอง ประธานศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการ และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเรื่อง สถานะของเห็ดเมา การรักษาโรคซึมเศร้าอย่างรุนแรง โดยระบุว่า

    “psilocybin-assisted therapy” (ให้ไซโลไซบินร่วมกับการดูแลเชิงจิตบำบัดแบบมีโครงสร้าง) ในภาวะซึมเศร้า โดยเน้น “ซึมเศร้ารุนแรง/ดื้อการรักษา” และสถานะการ “ขึ้นทะเบียน/อนุญาตให้ใช้” ล่าสุด (อ้างอิงตามข้อมูลสาธารณะ ณ 2 มี.ค. 2026)

    1) งานวิจัย: ได้ผลแค่ไหน และอยู่นานแค่ไหนในซึมเศร้า?

    กลุ่ม Major Depressive Disorder (MDD)

    -RCT ใน JAMA Psychiatry (ทีม Johns Hopkins): psilocybin + therapy ให้ผลลดอาการซึมเศร้า “เร็ว” และ “คงอยู่หลายสัปดาห์” เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม

    -มีข้อมูลติดตามระยะยาวถึง ~12 เดือนในบางงาน (เช่น cohort/longer follow-up) ว่าบางส่วนยังคงดีขึ้นได้ยาวนาน

    กลุ่ม Treatment-Resistant Depression (TRD)

    -การทดลองขนาดใหญ่ Phase 2 (NEJM) ของ COMP360: “ครั้งเดียว” (เช่น 25 mg) + psychological support มีสัญญาณประสิทธิผลในช่วงสัปดาห์แรก ๆ และติดตามได้ถึง ~12 สัปดาห์ (เป็นหลักฐานสำคัญที่สุดชุดหนึ่งใน TRD ตอนนี้)

    เปรียบเทียบกับ SSRI ยาลดอาการหดหู่ซึมเศร้า

    -RCT เปรียบเทียบ psilocybin กับ escitalopram (NEJM 2021): ผลลัพธ์หลัก “ไม่ต่างอย่างมีนัยสำคัญ” ในกลุ่มที่คัดเลือกเฉพาะ (แต่มีบางตัวชี้วัดรองที่แตกต่าง)

    -มีการติดตาม 6 เดือนของชุดนี้ตีพิมพ์ต่อมา (ช่วยตอบคำถามเรื่อง “ความคงทนของผล”)

    ภาพรวม: งานวิจัยจำนวนมากชี้ว่า psilocybin-assisted therapy ทำให้อาการดีขึ้นได้ “เร็ว” (มักภายในวัน-สัปดาห์) และในผู้ป่วยบางส่วน “อยู่นาน” ระดับสัปดาห์ถึงหลายเดือน และบางงานรายงานได้ถึงราว 12 เดือนในบางกลุ่ม/บางโปรโตคอล

    แต่ยังมีข้อจำกัดสำคัญ: ขนาดตัวอย่าง, การปกปิดการรักษาทำได้ยาก, โปรโตคอลจิตบำบัดแตกต่างกัน, และการคัดเลือกผู้ป่วยค่อนข้างเข้ม (ไม่รวมผู้มีความเสี่ยงโรคจิต/ไบโพลาร์จำนวนมาก)

    2) ทำไม “ออกฤทธิ์ได้นาน” ทั้งที่ยาอยู่ในร่างกายไม่นาน?

    -psilocybin ถูกเปลี่ยนเป็น psilocin กระตุ้น serotonin receptor (โดยเฉพาะ 5-HT2A) แล้วเกิด “ภาวะเปลี่ยนแปลงสภาวะจิต” หลายชั่วโมง

    -ผลที่ยาวนานมักอธิบายร่วมกัน 2 ส่วน:

    1.การเปลี่ยนรูปแบบการคิด/อารมณ์อย่างลึก (psychological “reset/reframing”) เมื่อมีการเตรียมตัว-ดูแลระหว่าง session-และ integration หลัง session

    2.การเปลี่ยนแปลงวงจรสมอง/พลาสติกซิตี้ที่อาจยืดเยื้อเป็นสัปดาห์ในบางงานวิจัย (ยังเป็นพื้นที่วิจัยต่อเนื่อง)

    3) ความปลอดภัย/ข้อควรระวังที่งานวิจัยใช้คัดกรองเข้มมาก

    ประเด็นที่ทีมวิจัยให้ความสำคัญ (เพื่อความปลอดภัย):

    -คัดกรอง ประวัติไบโพลาร์/โรคจิต/ครอบครัวสายตรง, active substance use disorder, suicidal risk ที่ไม่เสถียร

    -ระหว่าง session อาจมี anxiety/panic ชั่วคราว, คลื่นไส้, ความดัน-ชีพจรขึ้น, ปวดศีรษะหลังยา (พบบ่อยในงานวิจัย)

    -หลัง session ต้องมี integration และติดตามอาการ โดยเฉพาะเรื่อง suicidality, mania/hypomania ในคนที่มีความเสี่ยง

    หมายเหตุ: นอกงานวิจัย “ไม่แนะนำให้ใช้เอง” เพราะความเสี่ยงการเกิด panic/อุบัติเหตุ/กระตุ้นอาการทางจิตรุนแรง และปัญหากฎหมาย/คุณภาพสาร

    4) “ปัจจุบันขึ้นทะเบียน/อนุญาตให้ใช้” ในโรคอะไรบ้าง?

    4.1 ออสเตรเลีย (ชัดที่สุดในเชิง “ใช้รักษาได้แบบถูกกฎหมายภายใต้ระบบยา”)

    -ตั้งแต่ 1 ก.ค. 2023 หน่วยงานกำกับ (TGA) เปิดทางให้ จิตแพทย์ที่ได้รับอนุญาต (Authorised Prescriber) สามารถสั่งใช้ psilocybin สำหรับ treatment-resistant depression (TRD) ภายใต้ข้อกำกับเข้มงวด

    จุดสำคัญ: นี่เป็น “การเข้าถึงยาที่ ยังไม่ขึ้นทะเบียนทั่วไป” ผ่านช่องทางกำกับ (unapproved good access pathway) ไม่ใช่ยาที่แพทย์ทั่วไปสั่งได้เสรีเหมือน antidepressant มาตรฐาน

    4.2 สหรัฐอเมริกา

    -ยังไม่มีการอนุมัติจาก FDA ให้ psilocybin เป็นยารักษาโรคซึมเศร้าตามมาตรฐานทั่วประเทศ (ณ ตอนนี้)

    -แต่มี Breakthrough Therapy Designation สำหรับ psilocybin ใน TRD (2018) และ MDD (2019) ซึ่งเป็นสถานะเร่งพัฒนา ไม่ใช่ “อนุมัติให้ขาย/ใช้ทั่วไป”

    -ระดับรัฐ: Oregon/Colorado มีระบบ “psilocybin services” แบบกำกับเพื่อการใช้ภายใต้ผู้ให้บริการที่ได้รับใบอนุญาต (เป็นคนละเรื่องกับการอนุมัติยาโดย FDA)

    4.3 สหภาพยุโรป (EU) / EMA

    -โดยรวม ยังไม่มีการอนุมัติผลิตภัณฑ์ psilocybin เป็นยามาตรฐานระดับ EU แต่ EMA มีการขยับเชิงกรอบกำกับ/เวทีหารือเรื่อง psychedelics

    4.4 เยอรมนี (การใช้แบบ Compassionate Use)

    -มีการอนุมัติ Compassionate Use Programme สำหรับ psilocybin ใน TRD (กรณีพิเศษ นอกการทดลอง) ตั้งแต่ 11 ก.ค. 2025

    4.5 แคนาดา (การเข้าถึงแบบ Special Access Program)

    -แคนาดามีช่องทาง Special Access Program (SAP) ให้แพทย์ “ขอใช้ยา/สารที่ยังไม่อนุมัติขายทั่วไป” ในกรณีจำเป็น พร้อมแนวทางกำกับเฉพาะสำหรับ psychedelic-assisted psychotherapy

    สรุปจากข้อมูลที่คุยกับ ChatGPT 2/3/2026.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/human-life-news/956105/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CG3F1669audkuSzdo9wig

  • พม. ส่งทีม พม.ใกล้คุณ นครศรีธรรมราช เร่งช่วย ด.ช. 13 ปี สู้ชีวิตเพียงลำพัง ป่วยโรคโลหิตจาง ไม่ได้เรียนหนังสือ

    พม. ส่งทีม พม.ใกล้คุณ นครศรีธรรมราช เร่งช่วย ด.ช. 13 ปี สู้ชีวิตเพียงลำพัง ป่วยโรคโลหิตจาง ไม่ได้เรียนหนังสือ

    พม. ส่งทีม พม.ใกล้คุณ นครศรีธรรมราช เร่งช่วย ด.ช. 13 ปี สู้ชีวิตเพียงลำพัง ป่วยโรคโลหิตจาง ไม่ได้เรียนหนังสือ


    2/03/2569 | 51 |

    เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 นายกันตพงษ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เปิดเผยถึงการช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคม กรณี เด็กชาย อายุ 13 ปี สู้ชีวิตเพียงลำพัง ป่วยเป็นโรคโลหิตจาง ไม่ได้เรียนหนังสือ ที่ จ.นครศรีธรรมราช ว่า ตนได้รับรายงานการช่วยเหลือจากศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) กระทรวง พม. ว่า ทีม พม.ใกล้คุณ จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนครศรีธรรมราช และบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดนครศรีธรรมราช สังกัดกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวง พม. พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่า เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 69 เด็กชาย อายุ 13 ปี ประสบอุบัติเหตุทางจักรยานยนต์และเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช จากนั้นเมื่ออาการดีขึ้น จึงกลับมาอยู่ที่บ้าน แต่เด็กเกิดอาการชักเกร็งจึงได้ส่งตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลท่าศาลา อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช  อีกทั้งยังพบปัญหาสุขภาพป่วยเป็นโรคโลหิตจาง โดยเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 ที่โรงพยาบาลมหาราช ซึ่งทุกครั้งเด็กจะไปโรงพยาบาลเพียงคนเดียว โดยที่ไม่มีผู้ปกครอง เนื่องจากก่อนหน้านี้ เด็กอาศัยอยู่กับบิดาและมารดาเลี้ยง แต่มารดาเลี้ยงเสียชีวิต และมีปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัว จึงได้ออกมาอาศัยอยู่ที่บ้านป้า ซึ่งมีสมาชิกครอบครัวหลายคน จากนั้นเด็กได้ออกจากบ้านป้ามาอาศัยอยู่ที่บ้านเพื่อน และออกมาอยู่ที่บ้านคนรู้จักซึ่งช่วยอุปการะดูแล แต่ไม่มีไฟฟ้าใช้ แล้วมาประสบอุบัติเหตุทางจักรยานยนต์ เนื่องจากไปเร่ขายผักในตัวอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช

    นายกันตพงศ์ กล่าวว่า ขณะนี้ ทีม พม.ใกล้คุณ จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านเพื่อพูดคุยเยียยาให้กำลังใจเด็กชายดังกล่าว พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือด้านสิทธิสวัสดิการสังคมตามภารกิจกระทรวง พม. เป็นเงินสงเคราะห์ผู้ประสบปัญหาทางสังคม และมอบเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นจากภาคีเครือข่ายศูนย์ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจ (CSR) จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น อีกทั้งประสานความร่วมมือกับนายอำเภอท่าศาลาเพื่อให้ความช่วยเหลือในเรื่องการติดตั้งไฟฟ้าชั่วคราว โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสาขาท่าศาลา ได้เข้ามาดำเนินการเรียบร้อยแล้ว และประสานความร่วมมือกับผู้อำนวยการโรงเรียนวัดไพศาลสถิตเพื่อให้ความช่วยเหลือในเรื่องการศึกษาต่อเนื่องของเด็กจนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 นอกจากนี้  ประสานความร่วมมือกับทีมสหวิชาชีพเพื่อร่วมกันวางแผนการให้ความช่วยเหลือเด็กในส่วนที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม และวางแผนติดตามการให้ความช่วยเหลือเด็กทั้งในเรื่องคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ การศึกษาต่อเนื่อง และการพัฒนาที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม หากพบเห็นเด็กอยู่ในภาวะยากลำบาก ประสบปัญหาความเดือดร้อนทางสังคม สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ที่  พม.ใกล้คุณ ผ่านสายด่วน พม. โทร. 1300 เราพร้อมเคียงข้างคุณ 24 ชั่วโมง

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/161972


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/481341&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34QA1QTxT0T68RqW-tVPNp

  • ผู้ตรวจราชการศธ.ลงพื้นที่กระบี่ ติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาตามนโยบายกระทรวง | เดลินิวส์

    ผู้ตรวจราชการศธ.ลงพื้นที่กระบี่ ติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาตามนโยบายกระทรวง | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 2 มี.ค.ดร.จอมขวัญ นครไธสง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.00 น. ที่ห้องประชุมโรงแรมไพน์แอปเปิ้ล อำเภอเมืองกระบี่ ดร.คมกฤช จันทร์ขจร ผู้ตรวจราชการ กระทรวงศึกษาธิการ เขตตรวจราชการที่ 6 พร้อมคณะ ลงพื้นที่จังหวัดกระบี่ เพื่อตรวจราชการและติดตามประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ กรณีปกติ รอบที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 โดยนายนันท์ สังข์ชุม ศึกษาธิการจังหวัดกระบี่ พร้อมด้วย ดร.สิณีณาฏ อารีย์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ ตลอดจนผู้บริหารหน่วยงานทางการศึกษากระทรวงศึกษาธิการในจังหวัดกระบี่ทุกสังกัด ร่วมให้การต้อนรับและรายงานผลการดำเนินงาน รวมถึงปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน

    จากนั้นคณะผู้ตรวจราชการได้ลงพื้นที่ โรงเรียนวัดโพธิ์เรียง อำเภอเมืองกระบี่ ซึ่งเป็นโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ มีนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 277 คน โดยรับฟังการรายงานการจัดการเรียนการสอนจากผู้อำนวยการโรงเรียน พร้อมเยี่ยมชมบูทนิทรรศการการงานอาชีพของนักเรียน และให้ข้อเสนอแนะด้านการบริหารจัดการศึกษา ได้เน้นย้ำประเด็นสำคัญ ได้แก่ การดูแลความปลอดภัยทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในกลุ่มนักเรียน การปรับกระบวนการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงการดูแลนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ซึ่งต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษพร้อมกันนี้ ได้ชื่นชมความร่วมมือของหน่วยงานทางการศึกษาในจังหวัดกระบี่ ที่ร่วมกันจัดการศึกษาให้กับเด็กบกพร่องทางการเรียนรู้ ผ่านการจัดห้องเรียนคู่ขนาน (ห้องเรียนเด็กพิเศษ) เพื่อให้ผู้เรียนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5648629/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2H0_sd022mRjSX6voG-gvK

  • ‘

    REIC ชี้ตลาดที่อยู่อาศัยปี’69 ผ่านจุดต่ำสุด เข้าสู่โหมดปรับสมดุลเชิงโครงสร้าง ลุ้นรัฐบาลใหม่ต่อค่าโอนจำนอง 0.01% ผ่อน LTV พยุงกำลังซื้อ บิ๊กอสังหาฯกระจายความเสี่ยง “เอพี” บุกภูธร ซุ่มศึกษาธุรกิจใหม่ “แสนสิริ”ตั้ง Growth Incubator “เฟรเซอร์ส” ผุดนิคมใหม่ชลบุรี “ชีวาทัย”เร่งระบายสต๊อก ลุยบ้านมือสอง

       นายณรงค์พล ประภานิรินธน์ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เปิดเผยว่า ตลาดที่อยู่อาศัยปี 2568 ปรับตัวลดลงทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า แม้ไตรมาสสุดท้ายจะเริ่มฟื้นตัวจากมาตรการควิกบิ๊กวิน มาตรการลดค่าโอนและจดจำนอง 0.01% และการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV แต่การฟื้นตัวยังจำกัด โดยมีการโอนทั่วประเทศ 316,214 หน่วย ลดลง 9.1% มูลค่า 864,913 ล้านบาท ลดลง 11.8%

       บ้านมือสองโอนกระฉูด

       แบ่งเป็นบ้านใหม่ 112,565 หน่วย ลดลง 13.9% มูลค่า 452,565 ล้านบาท ลดลง 14.7% และบ้านมือสอง 203,649 หน่วย ลดลง 6.2% มูลค่า 412,348 ล้านบาท ลดลง 8.4% ส่งผลให้สัดส่วนตลาดบ้านมือสองเพิ่มขึ้นเป็น 64% ของจำนวนโอนทั้งหมด สะท้อนตลาดบ้านมือสองมีบทบาทเพิ่มขึ้นในเชิงโครงสร้างภายใต้ภาวะกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง

       โดย 10 จังหวัดมีมูลค่าโอนสูงสุดในปี 2568 ได้แก่ กรุงเทพฯ 75,852 หน่วย มูลค่า 308,975 ล้านบาท, ชลบุรี 30,308 หน่วย มูลค่า 76,945 ล้านบาท, สมุทรปราการ 21,188 หน่วย มูลค่า 62,891 ล้านบาท, นนทบุรี 17,523 หน่วย มูลค่า 53,940 ล้านบาท, ปทุมธานี 21,874 หน่วย มูลค่า 48,655 ล้านบาท, ภูเก็ต 10,435 หน่วย มูลค่า 38,144 ล้านบาท

       เชียงใหม่ 12,697 หน่วย มูลค่า 33,046 ล้านบาท, ระยอง 11,830 หน่วย มูลค่า 25,549 ล้านบาท, นครราชสีมา 7,366 หน่วย มูลค่า 16,188 ล้านบาท และขอนแก่น 7,021 หน่วย มูลค่า 14,109 ล้านบาท ยังพบว่าภูเก็ต ระยอง นครราชสีมา มีการโอนเพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนทั้งหน่วยและมูลค่า ส่วนขอนแก่นมีหน่วยโอนเพิ่ม แต่มูลค่าลดลง

       นายณรงค์พลกล่าวว่า สินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ทั่วประเทศไตรมาส 4/2568 มีมูลค่า 148,748 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.3% เป็นผลบวกต่อเนื่องจาก 2 มาตรการอสังหาฯ รวมทั้งปี 2568 อยู่ที่ 539,065 ล้านบาท ลดลง 7.8% สะท้อนความระมัดระวังของสถาบันการเงินและข้อจำกัดภาระหนี้ครัวเรือน

       ตลาดปรับสมดุลเชิงโครงสร้าง

       “ปี 2568 อสังหาฯผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วและปีนี้ตลาดจะทรงตัว ปรับสมดุลเชิงโครงสร้าง อุปสงค์ อุปทาน สินเชื่อ เพราะอุปทานใหม่เข้าสู่ตลาดน้อยลง ผู้ประกอบการเร่งระบายสต๊อก ทำให้หน่วยคงเหลือสะสมในตลาดลดลง จากปัจจุบันพบว่าต้องใช้เวลาดูดซับของคอนโดฯ 48 เดือน และแนวราบ 54 เดือน”

       นายณรงค์พลกล่าวว่า แนวโน้มตลาดในปี 2569 ในภาวะเศรษฐกิจไทยเปราะบาง ยังมีโอกาสในวิกฤต แม้หนี้ครัวเรือนยังกดดันกำลังซื้อ อย่างไรก็ตาม ภาครัฐมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจควิกบิ๊กวิน ช่วยแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน เช่น ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ หรือคุณสู้เราช่วย ทำให้หนี้ประชาชนผ่อนคลายลง อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มขาลง ล่าสุดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติลดอัตราดอกเบี้ยจาก 1.25% เหลือ 1% ต่อปี

       “คาดหวังหลังจัดตั้งรัฐบาลจะมีออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องและต่อขยายมาตรการอสังหาฯซึ่งจะสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายนนี้ จึงประเมินปีนี้ในกรณีฐานจะมีการโอน 314,593 หน่วย ลดลง 0.5% มูลค่า 858,453 ล้านบาท ลดลง 0.7% สินเชื่อปล่อยใหม่ มูลค่า 539,062 ล้านบาท แต่ถ้ากรณีดีที่สุดมีการโอน 346,052 หน่วย เติบโต 9.4% และมูลค่า 944,298 ล้านบาท เติบโต 9.2%”

       เอพีบุกภูธร-ศึกษาธุรกิจใหม่

       นายรัชต์ชยุตม์ นันทโชติโสภณ ประธานฝ่ายบริหาร บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ AP กล่าวว่า ปี 2569 เอพีจะเปิด 42 โครงการ มูลค่า 55,000 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนเล็กน้อย เป็นบ้านเดี่ยว 11 โครงการ มูลค่า 14,400 ล้านบาท ทาวน์โฮมและบ้านแฝด 16 โครงการ มูลค่า 17,000 ล้านบาท คอนโดฯ 7 โครงการ มูลค่า 15,600 ล้านบาท และโครงการในต่างจังหวัด 8 โครงการ มูลค่า 8,000 ล้านบาท ตั้งเป้ายอดขาย 49,000 ล้านบาท รายได้รวม 49,000 ล้านบาท และตั้งงบฯซื้อที่ดิน 15,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22%

       “ตลาดอสังหาฯ 2-3 ปีนี้ยังเผชิญความกดดันรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจ กำลังซื้อ หนี้ครัวเรือน แบงก์เข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ ถ้ามองมุมผู้เล่นในตลาดเหลือแต่รายใหญ่ ๆ ที่พร้อมด้านการเงิน และเอพีเป็น 1 ในผู้เล่น ปีนี้เราเน้นสร้างความแข็งแกร่งทั้งระบบ ควบคู่การรักษาวินัยการเงิน และมีสินค้าครอบคลุมตั้งแต่ 2-120 ล้านบาท”

       นายรัชต์ชยุตม์กล่าวว่า ปี 2569-2570 จะขยายการลงทุนในต่างจังหวัดเพิ่ม 8 จังหวัด จากปัจจุบันมี 14-15 จังหวัด อาทิ หัวหิน สระบุรี หาดใหญ่ กระบี่ ตรัง เป็นแนวราบแบรนด์อภิทาวน์ เนื่องจากยังมีปัญหากู้ไม่ผ่านต่ำกว่ากรุงเทพฯ และลูกค้ามีฐานการเงินแข็งแรงและเป็นเรียลดีมานด์ จึงเห็นโอกาสทำตลาด โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวและหัวเมืองใหญ่ โดยปี 2568 มีรายได้ตลาดต่างจังหวัด 2,400 ล้านบาท ปีนี้ตั้งเป้า 3,000 ล้านบาท และ 5,000 ล้านบาทในปี 2570

       “เรายังศึกษาโอกาสขยายสู่ธุรกิจใหม่ ๆ ทั้งสินค้า บริการ ที่ใช้จุดแข็ง ความเชี่ยวชาญของเอพีเข้าไปต่อยอดได้ เพื่อสร้างการเติบโตนอกจากที่อยู่อาศัย”

       แสนสิริผุดหน่วยธุรกิจใหม่

       นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แสนสิริทำธุรกิจอสังหาฯมา 42 ปี มีพอร์ตโฟลิโอ 500 โครงการ ใน 20 จังหวัดทั่วประเทศ และ 4 โครงการต่างประเทศ ด้วยมูลค่าสินทรัพย์ 150,000 ล้านบาท แต่ท่ามกลางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง จีดีพีโต 2% ก้าวต่อไปของแสนสิริจะไม่ได้สร้างแค่ที่อยู่อาศัย ทำให้บริษัทจัดตั้งหน่วยธุรกิจใหม่ Sansiri Growth Incubator ลงทุน 1,000 ล้านบาท เพื่อเสาะหา New S-Curve ที่จะเข้ามาสนับสนุนให้เกิดคอมมิวนิตี้ในโครงการของแสนสิริ

       นายณภัทร ทวีสิน กรรมการผู้จัดการ International Operations บมจ.แสนสิริ กล่าวว่า Sansiri Growth Incubator ตั้งเป้า 3 ปี (2569-2571) จะลงทุน 1,000 ล้านบาท เน้นธุรกิจเอสเอ็มอีเป็นเรียลเซ็กเตอร์ ประกอบด้วย กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม, ไลฟ์สไตล์, สินค้าอุปโภคบริโภคและการศึกษา ตั้งเป้ามีรายได้ 25% ในปี 2573

       FPT ขยายพอร์ตนิคมอุตฯ

       นายฮั่ว เตียง ลิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ FPT กล่าวว่า หลังประเมินตลาดอสังหาฯไทยชะลอ ธนาคารยังเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อและอีก 2-3 ปีกว่าตลาดจะกลับมาฟื้นตัว ทำให้ปี 2569 บริษัทลงทุนธุรกิจที่อยู่อาศัยอย่างระมัดระวัง ไม่เน้นปริมาณ เปิด 4 โครงการ มูลค่า 7,300 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่เปิด 7 โครงการ

       และขยายพอร์ตในธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมเพิ่มจากปัจจุบันมีนิคมอุตสาหกรรมอารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ เนื้อที่ 4,600 ไร่ จะลงทุน 6,000 ล้านบาท พัฒนานิคมแห่งใหม่ที่ชลบุรี เนื้อที่ 2,200 ไร่ ใช้เวลาพัฒนา 5 ปีจากนี้ รองรับการลงทุนของต่างชาติ โดยเฉพาะประเทศจีนและธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์

       ชีวาทัยเร่งระบายสต๊อก

       นายบุญ ชุน เกียรติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชีวาทัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลาดอสังหาฯปี 2569 ยังท้าทายอย่างมากจากปริมาณการซื้อขายลดลง กำลังซื้อหดตัว คนเข้าถึงสินเชื่อยาก และยอดปฏิเสธสินเชื่อพุ่ง 40-70% ในบางเซ็กเมนต์ ทำให้ปีนี้บริษัทไม่เปิดตัวโครงการใหม่ เน้นบริหารสินค้าคงค้าง เพื่อเปลี่ยนเป็นกระแสเงินสดที่แข็งแรง กลยุทธ์เน้นระบายสต๊อกเดิมและจัดแคมเปญกระตุ้นยอดขายเพื่อดึงกระแสเงินสดกลับเข้าบริษัท นอกจากนี้ยังขยายโอกาสทางธุรกิจใหม่ เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้ต่อเนื่อง ได้แก่ ธุรกิจบ้านมือสอง ภายใต้แบรนด์รีนิวและธุรกิจนิติบุคคล พร้อมศึกษาธุรกิจอื่น ๆ เพิ่ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.reic.or.th/News/RealEstate/470677&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RaK1Vc98wa38ab5D5UNNk

  • L

    L

    มาร์ก-เฟรเดอริก ออตต์ ผู้อำนวยการโรงเรียน เดินทางมาร่วมเป็นผู้นำการสนทนาในหัวข้อ “อนาคตการศึกษาในยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์

    Leysin American School in Switzerland เตรียมจัดงานเสวนาสุดเอ็กซ์คลูซีฟ 8 มีนาคมนี้ ที่โรงแรม เดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพ

    Leysin American School in Switzerland (LAS) สถาบันการศึกษาชั้นนำจากสวิตเซอร์แลนด์ที่มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 60 ปี ซึ่งมุ่งเน้นการเสริมสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ให้มีความเป็นผู้นำ เตรียมจัดงานเสวนาสุดเอ็กซ์คลูซีฟในประเทศไทยเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ภายใต้หัวข้อ “อนาคตการศึกษาในยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์” (The Future of Education in the Age of AI) ใน วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2569 เวลา 13.30-16.00 น. ณ ห้องราชดำริ 2 โรงแรม เดอะ เซ็นต์ รีจิส กรุงเทพ

    มาร์ก-เฟรเดอริก ออตต์ ผู้อำนวยการโรงเรียน Leysin American School in Switzerland จะเดินทางมายังประเทศไทยด้วยตนเอง เพื่อพบปะกับนักเรียนและครอบครัว ตลอดจนผู้นำด้านการศึกษา พร้อมแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับการที่ปัญญาประดิษฐ์กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาทั่วโลก กำหนดนิยามทักษะสำคัญใหม่ พลิกเส้นทางสู่มหาวิทยาลัยและการเลือกอาชีพในอนาคต พร้อมทั้งสะท้อนให้เห็นว่า LAS ผสานแนวปฏิบัติทางวิชาการที่ล้ำสมัย เข้ากับการพัฒนาคุณลักษณะส่วนบุคคล ความเป็นพลเมืองโลก และการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล เพื่อให้นักเรียนสามารถเติบโตและประสบความสำเร็จในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วได้อย่างดีที่สุด

    งานเสวนาครั้งนี้จะเป็นโอกาสครั้งสำคัญสำหรับผู้สนใจในการได้พูดคุยและเชื่อมต่อโดยตรงกับผู้บริหารของ LAS โดยผู้ปกครองและนักเรียนจะมีโอกาสได้สนทนากับ มาร์ก-เฟรเดอริก ออตต์ และได้รับคำแนะนำส่วนบุคคลในประเด็นการเลือกเส้นทางการศึกษา พร้อมทั้งเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับประสบการณ์การเรียนในโรงเรียนประจำและการเรียนภาคฤดูร้อนที่มีความโดดเด่นของ LAS งานเสวนาครั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้ทุกคน โดยเฉพาะครอบครัวของนักเรียนสามารถถามคำถาม วางแผนการเรียนต่อมหาวิทยาลัยในอนาคต และทำความเข้าใจให้มากขึ้นว่า LAS ช่วยเตรียมความพร้อมให้นักเรียน ก้าวไปสู่ความสำเร็จในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างไร

    พบกับ Leysin American School in Switzerland สถาบันการศึกษาที่จะช่วยให้เยาวชนก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคง ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://bit.ly/3N7HGXg หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 080-288-7831

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iev2sjvfmrdp1lkyruin1s8qgxa3foaq&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28Ie75ldLDivPGOTPqr_gL

  • SSUP Group สานต่อโครงการกตัญญู ส่งมอบครุภัณฑ์ทางการศึกษาสู่ 455 โรงเรียนทั่วประเทศ : อินโฟเควสท์

    SSUP Group สานต่อโครงการกตัญญู ส่งมอบครุภัณฑ์ทางการศึกษาสู่ 455 โรงเรียนทั่วประเทศ : อินโฟเควสท์

    เครือ SSUP Group ผู้ขับเคลื่อน “โครงการกตัญญู” ประกาศความสำเร็จภารกิจเพื่อการศึกษา หลังเดินหน้าส่งมอบครุภัณฑ์และอุปกรณ์การเรียนการสอนมูลค่ารวมกว่า 15 ล้านบาท ให้แก่โรงเรียนรัฐบาลทั้งระดับประถมและมัธยมศึกษาครบ 455 แห่งทั่วประเทศ ตอกย้ำพลังแห่งการให้จากลูกค้าสู่เยาวชนไทย  ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นจากพลังการสนับสนุนของลูกค้าทุกท่านที่ร่วมกันอุดหนุนสินค้าและบอกต่อโครงการดีๆ นี้ ซึ่งความพิเศษคือการเปิดโอกาสให้ “ผู้ซื้อ” เป็นผู้เลือกโรงเรียนที่ต้องการสนับสนุนด้วยตนเองในทุกตำบลทั่วประเทศ

    “โครงการกตัญญู” นำ 30% ของยอดซื้อสินค้า ส่งมอบเป็นครุภัณฑ์การเรียนการสอนให้แก่โรงเรียนประถมและมัธยมศึกษาของรัฐทุกตำบลทั่วประเทศ โดยผู้ซื้อสามารถเลือกโรงเรียนที่ต้องการสนับสนุนได้ด้วยตนเอง ซึ่งครุภัณฑ์ที่ส่งมอบ ครอบคลุมความต้องการด้านการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล ได้แก่ คอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ (Printer) ครุภัณฑ์การเรียนการสอนด้านกีฬา ด้านดนตรี และด้านวิทยาศาสตร์ รวมถึงทุนการศึกษาสำหรับครูและนักเรียน อุปกรณ์เหล่านี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญให้น้องๆ ได้เข้าถึงแหล่งข้อมูล ค้นคว้าหาความรู้ และพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างไร้ขีดจำกัด

    เครือ SSUP Group มีความเชื่อมั่นเสมอมาว่า “การศึกษา” คือความมั่นคงของชาติ และครอบครัว เป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาคน พัฒนาประเทศชาติ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการตอบแทนแผ่นดินเกิดและสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้สังคม จึงเป็นที่มาของการก่อตั้ง “โครงการกตัญญู” เพื่อส่งมอบโอกาส ยกระดับคุณภาพชีวิต และสนับสนุนการศึกษาให้กับเยาวชนไทย

    ผู้บริหารเครือ SSUP Group ระบุว่า โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการบริจาค แต่คือการปลูกฝังจิตสำนึกของการเป็น “ผู้ให้” และการเกื้อกูลกันในสังคมไทย โดยเชื่อมั่นว่าครอบครัวและการศึกษาเป็นรากฐานสำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศ ภาพความสำเร็จที่เกิดขึ้นจึงมาจากพลังสนับสนุนของลูกค้าทุกคนที่ร่วมกันอุดหนุนสินค้าและบอกต่อโครงการ

    ทั้งนี้ เครือ SSUP Group ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนอนาคตเด็กไทย ผ่านการซื้อสินค้าคุณภาพมาตรฐานสากลภายใต้ โครงการกตัญญู ซึ่งได้ประโยชน์ทั้งผู้ซื้อและผู้รับ โดยเฉพาะการซื้อเพื่อทำบุญที่จะได้รับอานิสงส์ถึง 2 ต่อ คือการมอบสิ่งของที่มีประโยชน์และได้ร่วมสมทบทุนการศึกษาไปพร้อมกัน

    สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสนับสนุนสินค้าได้ที่ร้านค้าในเครือ SSUP Group ทุกสาขา (แบรนด์ Oriental Princess, Cute Press, Lalil และ Cos marché) หรือสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ที่ www.katanyu.com

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/573156&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bKQb0b8fe8E2ianIMaTLl

  • ก้าวแห่งความภูมิใจ “โครงการกตัญญู” ส่งมอบครุภัณฑ์ทางการศึกษา มูลค่ากว่า 15 ล้านบาท สู่ 455 โรงเรียนทั่วประเทศ

    ก้าวแห่งความภูมิใจ “โครงการกตัญญู” ส่งมอบครุภัณฑ์ทางการศึกษา มูลค่ากว่า 15 ล้านบาท สู่ 455 โรงเรียนทั่วประเทศ

    เครือ SSUP Group เดินหน้าสานต่อ โครงการกตัญญู ลงพื้นที่ส่งมอบครุภัณฑ์ทางการศึกษาให้กับโรงเรียนระดับประถมและมัธยมศึกษาของรัฐครบ 455 โรงเรียนทั่วประเทศ รวมมูลค่าการสนับสนุนทั้งสิ้นกว่า 15 ล้านบาท ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่นี้เกิดขึ้นได้จากพลังการสนับสนุนของลูกค้าทุกท่านที่ร่วมกันอุดหนุนสินค้าและบอกต่อโครงการดีๆ นี้

    โครงการกตัญญู นำ 30% ของยอดซื้อสินค้า ส่งมอบเป็นครุภัณฑ์การเรียนการสอนให้แก่โรงเรียนประถมและมัธยมศึกษาของรัฐทุกตำบลทั่วประเทศ โดยผู้ซื้อสามารถเลือกโรงเรียนที่ต้องการสนับสนุนได้ด้วยตนเอง ซึ่งครุภัณฑ์ที่ส่งมอบ ครอบคลุมความต้องการด้านการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล ได้แก่ คอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ (Printer) ครุภัณฑ์การเรียนการสอนด้านกีฬา ด้านดนตรี และด้านวิทยาศาสตร์ รวมถึงทุนการศึกษาสำหรับครูและนักเรียน อุปกรณ์เหล่านี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญให้น้องๆ ได้เข้าถึงแหล่งข้อมูล ค้นคว้าหาความรู้ และพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างไร้ขีดจำกัด

    เครือ SSUP Group มีความเชื่อมั่นเสมอมาว่า “การศึกษา” คือความมั่นคงของชาติ และครอบครัว เป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาคน พัฒนาประเทศชาติ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการตอบแทนแผ่นดินเกิดและสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้สังคม จึงเป็นที่มาของการก่อตั้ง “โครงการกตัญญู” เพื่อส่งมอบโอกาส ยกระดับคุณภาพชีวิต และสนับสนุนการศึกษาให้กับเยาวชนไทย

    “โครงการกตัญญู” ไม่ได้เป็นเพียงแค่การมอบโอกาสทางการศึกษา แต่คือความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะปลูกฝังจิตสำนึกของการเป็นผู้ให้ ภาพรอยยิ้มของน้องๆ นักเรียนและคณะครูที่ได้รับมอบอุปกรณ์ คือสิ่งยืนยันว่า ความมุ่งมั่นของพวกเราในการเป็น “ผู้ให้” ได้ช่วยเปิดโลกการเรียนรู้และยกระดับคุณภาพการศึกษาให้กับเยาวชนไทยได้อย่างแท้จริง พร้อมตอกย้ำว่าสังคมไทยยังเต็มไปด้วยความเกื้อกูลกัน พลังเล็กๆ ของทุกคน เมื่อรวมกันสามารถสร้างโอกาสที่ยิ่งใหญ่ได้เสมอ

    ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมภาคภูมิใจกับความสำเร็จในครั้งนี้ และเป็นกระบอกเสียงในการประชาสัมพันธ์โครงการดีๆ นี้ต่อไป มาร่วมกันส่งต่อความหวัง สร้างรอยยิ้ม และเป็นลมใต้ปีกที่ช่วยสนับสนุนให้เด็กไทยได้ก้าวเดินตามความฝัน ด้วยสินค้าภายใต้ โครงการกตัญญูที่พร้อมตอบโจทย์ในทุกความต้องการ ไม่ว่าจะซื้อไปใช้เอง ก็ได้รับสินค้าคุณภาพมาตรฐานสากลในราคาสุดคุ้ม ซื้อเป็นของฝากให้ญาติพี่น้อง ก็เป็นของขวัญที่เปี่ยมไปด้วยความหมาย หรือซื้อไปจำหน่ายต่อ ก็คุ้มค่าต่อยอดรายได้ และที่สำคัญหากท่านเลือกซื้อไปทำบุญ ท่านจะได้รับอานิสงส์แห่งบุญถึง 2 ต่อ คือได้ทำบุญด้วยสิ่งของเครื่องใช้ที่มีประโยชน์ และยังได้ร่วมสมทบทุนสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กไทยอีกด้วย

    ทุกท่านที่สนใจสินค้าโครงการกตัญญู สามารถหาซื้อสินค้าได้ที่ร้านค้าในเครือ SSUP Group ทุกสาขาทั่วประเทศ (แบรนด์ Oriental Princess, Cute Press, Lalil และ Cos marche) หรือสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ที่ www.katanyu.com

    ติดตามความเคลื่อนไหว ข่าวสารกิจกรรมต่างๆ และร่วมสนับสนุนโครงการกตัญญู สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่:

    • Website : www.katanyu.com
    • Facebook : katanyu
    • YouTube : katanyu
    • TikTok : katanyu
    • LINE OA : @katanyu

    มาร่วมสร้างสรรค์สังคมแห่งความกตัญญูไปด้วยกัน!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRE10PR5MDM0KUG9LWAHGXX9ODP6WI3F&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zTLW2y4Q3TPWNAsiCT8wx