Category: วัฒนธรรม

  • “กรกานต์พยากรณ์” เปิดดวงแรง 7 วันเกิด 2-8 มี.ค.69 ใคร งานรุ่ง เงินเข้า ความรักปัง โชคลาภมีลุ้นรับทรัพย์ เช็กเลย!

    “กรกานต์พยากรณ์” เปิดดวงแรง 7 วันเกิด 2-8 มี.ค.69 ใคร งานรุ่ง เงินเข้า ความรักปัง โชคลาภมีลุ้นรับทรัพย์ เช็กเลย!

    วันที่ 2 ก.พ.69 กรกานต์พยากรณ์ แม่มดไฮสปีด ดูดวงศาสตร์ไพ่พรหมญาณดวงคนทั้ง 7 วันประจำวันที่ 2-8 มี.ค.69 โชคดีทั้งงาน เงิน  ความรัก และ โชคลาภ

    วันอาทิตย์       

    การงาน :         บางท่านอาจจะได้รับการพิจารณาโครงการใหม่ ๆ และมีทีมงานใหม่ และตามมาด้วยความกดดันและความคาดหวังมาก

    การเงิน ลงทุน: มีเก็บบ้าง การลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวกับการศึกษา หรือที่ปรึกษาด้านกฎหมาย

    ความรัก :         คนโสด กำลังชั่งใจ กับคนที่เข้ามารายล้อมคุณ เพราะคุณเป็นคนที่ไม่ค่อยจะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ง่าย ๆ คนมีคู่ ระวังเรื่องเอกสารสัญญาต่าง ๆ อาจจะส่งผลกับชีวิตคู่

    สุขภาพ :          ระวัง โรคที่เกี่ยวกับช่องท้อง หรืออาจจะต้องผ่าตัด

    โชคลาภ :        มีโชคมีลาภดี

     วันจันทร์     

    การงาน:          ภาพรวมองค์กรที่ทำงานค่อนข้างมั่นคงกับคุณ แต่ในใจคุณเองกลับรู้สึกโลเลหรือมีบางอย่างส่งผลให้คุณไม่มั่นคง

    การเงิน ลงทุน: ระวังรายจ่ายที่ผันผวนจนต้องนำเงินเก็บออกมาแก้ปัญหา การลงทุนใรธุรกิจการให้เช่า เช่น บ้านเช่า หรือที่ดินให้เช่า

    ความรัก:         คนโสด คุณมีความพร้อมในหลายด้านในการมีคนใหม่ ยกเว้นจิตใจที่อ่อนไหวง่าย และยังยึดติดกับคนเดิม ๆ หรือความรักเดิมๆ คนมีคู่ ช่วงนี้มีความกดดัน ไม่ตัวคุณก็คนรัก ลองใช้เวลาเดินทางท่องเที่ยวชิลๆ กัน

    สุขภาพ :          ระวังโรคเกี่ยวกับหน้ามืด วิงเวียน หมั่นเช็คสุขภาพ

    โชคลาภ:         มีโชคมีลาภจากบ้านที่อยู่

    วันอังคาร    

    การงาน:          ช่วงนี้อาจจะต้องรับมือทั้งงานที่หนักหน่วง และอารมณ์เจ้านายที่แปรปรวน

    การเงิน ลงทุน: ระวังการใจดีจนเกินตัว การลงทุนในธุรกิจยานยนต์

    ความรัก:         คนโสด อาจจะเลิกโสดเพราะคนใจป๋า ขาลุยจะเข้ามาขายขนมจีบ คนมีคู่  เป็นช่วงที่ต้องการกำลังใจให้กัน และการอภัยให้กัน

    สุขภาพ :          ระวังโรคเจ็บป่วยฉับพลัน และอาจจะเป็นเรื้อรัง หมั่นเช็คสุขภาพ

    โชคลาภ:         มีโชคเข้ามาแบบผ่านมือ

    วันพุธ         

    การงาน:          จะได้รับโอกาสใหม่ หรือได้เดินทางไปทำงานต่างที่เพื่อสร้างผลงาน

    การเงิน ลงทุน: ช่วงนี้มีเงินแต่ไม่ค่อยได้ใช้เองส่วนใหญ่ชอบทำบุญ การลงทุนในธุรกิจการขนส่ง

    ความรัก:         คนโสด โดดเด่น ทั้งงาน และความใจดี งานนี้คุณจะเป็นผู้เลือก คนมีคู่ ช่วงนี้คนรักจะมีของกำนัลมาเซอร์ไพรส์

    สุขภาพ :        ระวังโรคภูมิแพ้ หรือโรคผิวหนังอักเสบ

    โชคลาภ:         มีโชคมีลาภจากรถยนต์

    วันพฤหัสบดี

    การงาน:          ช่วงนี้ต้องใช้สมองหนักมาก ในการแก้ไขปัญหา และยังต้องลุยเอง ลงมือทำเอง

    การเงิน ลงทุน: อาจจะมีเรื่งต้องจ่ายออกเพราะเรื่องรถ การลงทุนในธุรกิจการศึกษา

    ความรัก:         คนโสด จะมีโอกาสพบคนถูกใจ จากการเดินทาง คนมีคู่ ระวังเรื่องความเอาแต่ใจ จะส่งผลให้มีเรื่องทะเลาะกันแบบงอนนาน

    สุขภาพ           ระวังของมีคมต่าง ๆ

    โชคลาภ:         มีโชคมีลาภดี

    วันศุกร์       

    การงาน:          ช่วงนี้ควรทำงานที่ลงรายละเอียดเองจะดีกว่า อย่าปล่อยหรือประมาท

    การเงิน ลงทุน: หมุนเงิน รายจ่ายมาก การลงทุนในธุรกิจเกี่ยวกับการเกษตร

    ความรัก:         คนโสด ขอเครียดเรื่องงานก่อน เรื่องหัวใจตอนนี้ยังไม่พร้อม คนมีคู่ ช่วงนี้คุณควรใส่ใจคนรักให้มากหน่อย เพราะเขาอาจจะมีเรื่องที่แบกไว้อยู่ในใจ

    สุขภาพ :          ระวังโรคเกี่ยวกับอาหารการกิน

    โชคลาภ:         มีโชคมีลาภไม่มาก

     วันเสาร์          

    การงาน:          ช่วงนี้คุณค่อนข้างปล่อยวาง โนสนโนแคร์ แต่ระวังอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเกี่ยวกับเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ

    การเงิน ลงทุน: พอมีพอใช้ ไม่มาก การลงทุนในธุรกิจเกี่ยวกับออนไลน์

    ความรัก:         คนโสด มีคนที่คุณหมายตา และที่เค้าก็สนใจคุณ ต่างคนต่างไม่กล้า คนมีคู่ บางคู่อาจจะต้องเตรียมเรื่องเงินค้อนข้างมากในการมีบุตรครั้งนี้ ซึ่งมากกว่าที่คาดหมาย

    สุขภาพ :         ระวังโรคเกี่ยวกับการรับประทานอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ

    โชคลาภ:         มีโชดเข้ามาแบบเข้ามือซ้ายออกมือขวา

    #กรกานต์พยากรณ์ #ดูดวง7วันเกิด #ดวงรายสัปดาห์ #ดวงการงาน #ดวงการเงิน #ดวงความรัก #โชคลาภ #สายมู #สยามรัฐ #siamrathonline

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/variety/horoscope/132202&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0r0oTmGuADKnqqteT1EU4b

  • จีนมุ่งสร้าง “เด็กแข็งแรง-มีความสุข” เน้นพัฒนากายใจเหนือผลสอบ

    จีนมุ่งสร้าง “เด็กแข็งแรง-มีความสุข” เน้นพัฒนากายใจเหนือผลสอบ

    ปักกิ่ง, 28 ก.พ. (ซินหัว) — กระทรวงศึกษาธิการของจีนออกแนวปฏิบัติใหม่เพื่อพัฒนา “โรงเรียนสุขภาพดี” ที่ช่วยให้เด็กชาวจีนใช้เวลานอกห้องเรียน ทำงานอดิเรกเกี่ยวกับศิลปะ และงานฝีมือมากขึ้น โดยแนวปฏิบัติใหม่นี้กำหนดพันธกิจหลัก 8 ประการ ถือเป็นเอกสารนโยบายหลักสำหรับดำเนินการตามปรัชญาการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพเป็นอันดับแรก

    แนวปฏิบัติใหม่นี้มีเป้าหมายจัดการกับความท้าทายหลายประการ เช่น สมรรถภาพทางกาย สายตา การควบคุมน้ำหนัก สุขภาพจิต ความปลอดภัยทางอาหาร และโภชนาการของนักเรียน รวมถึงปรับเปลี่ยนการให้ความสำคัญของการศึกษาจากที่เน้นผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการเพียงอย่างเดียวเป็นส่งเสริมการพัฒนาทางร่างกายและจิตใจของนักเรียนอย่างรอบด้าน

    1) โรงเรียนจะเสริมสร้างวิชาพลศึกษา โดยนักเรียนประถมและมัธยมจะทำกิจกรรมทางกายแบบบูรณาการไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน และมีการพักระหว่างคาบเรียนเป็นเวลา 15 นาที รวมถึงส่งเสริมโครงการพัฒนาสมรรถภาพทางกายสำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัย

    2) โรงเรียนจะจัดหลักสูตรศิลปะอย่างเต็มรูปแบบและปรับปรุงกลไกการจัดการแสดงและนิทรรศการศิลปะเป็นประจำโดยนักเรียนทุกคนเข้าถึงได้เพื่อส่งเสริมวิชาสุนทรียศาสตร์

    3) โรงเรียนจะเสริมสร้างการศึกษาด้านแรงงานผ่านโครงการต่างๆ ที่มุ่งปลูกฝังนิสัยการทำงานที่ดี รวมถึงแสดงทักษะและความสำเร็จด้านแรงงานของนักเรียน

    4) โรงเรียนจะส่งเสริมการศึกษาเกี่ยวกับสุขภาพจิตอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยเสริมสร้างทีมผู้เชี่ยวชาญและผลักดันการสร้างระบบเฝ้าติดตามและแจ้งเตือนล่วงหน้าที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตของนักเรียน

    5) โรงเรียนจะดำเนินมาตรการอันครอบคลุมรอบด้านเพื่อป้องกันและควบคุมปัญหาสายตาสั้น โดยเฉพาะนักเรียนระดับอนุบาลและประถม เพื่อเร่งลดอัตราสายตาสั้นในจีน

    6) โรงเรียนจะเสริมสร้างขีดความสามารถป้องกันโรคอ้วนในนักเรียนประถมและมัธยมผ่านการประสานงานระหว่างโรงเรียน ครอบครัว และสถาบันการแพทย์

    7) โรงเรียนจะยกระดับความปลอดภัยทางอาหารในสถานศึกษา โดยดำเนินการตามระบบกำกับดูแลมื้ออาหารที่เข้มงวดยิ่งขึ้น และกำหนดบุคลากรที่จัดการความปลอดภัยทางอาหารและโภชนาการโดยเฉพาะ

    8) โรงเรียนจะบรรจุการศึกษาเกี่ยวกับความปลอดภัยในชีวิตเข้าสู่หลักสูตรการเรียนการสอน โดยเผยแพร่ความรู้และทักษะการปฐมพยาบาลให้ครอบคลุมวงกว้างยิ่งขึ้น รวมถึงติดตั้งเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) และอุปกรณ์ฉุกเฉินอื่นๆ

    อนึ่ง มีการดำเนินโครงการนำร่องตามโรงเรียนมากกว่า 540 แห่งในภูมิภาคระดับมณฑล 7 แห่ง ได้แก่ ปักกิ่ง เหอเป่ย เซี่ยงไฮ้ เจียงซู ซานตง เหอหนาน และกว่างตง (กวางตุ้ง) เพื่อสำรวจหาต้นแบบที่สามารถทำซ้ำได้สำหรับการพัฒนาโรงเรียนสุขภาพดี

    แนวปฏิบัติใหม่นี้แบ่งแผนงานเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1) การดำเนินโครงการนำร่องเสร็จสิ้นภายในปี 2027 ซึ่งสร้างระบบมาตรฐานและประเมินผลที่พัฒนาดีขึ้นเพื่อสั่งสมประสบการณ์ที่ทำซ้ำได้จำนวนมาก 2) การดำเนินการตามปรัชญาการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพเป็นอันดับแรกในวงกว้างภายในปี 2030 ซึ่งยกระดับการศึกษาเกี่ยวกับสุขภาพในโรงเรียนและปัจจัยสนับสนุนอย่างมีนัยสำคัญ และการพัฒนาโรงเรียนสุขภาพดีครอบคลุมโรงเรียนทุกแห่ง 3) การสร้างโรงเรียนสุขภาพดีที่มีคุณภาพสูงขึ้นทั่วประเทศภายในปี 2035

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/chinanews/483/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DiYgP81rIumZ_oG7abee8

  • มก.คว้ารางวัลชนะเลิศ ‘สถาบันต้นแบบด้านการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่’

    มก.คว้ารางวัลชนะเลิศ ‘สถาบันต้นแบบด้านการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่’

    มก.คว้ารางวัลชนะเลิศ ‘สถาบันต้นแบบด้านการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่’

    วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สร้างความภาคภูมิใจและความเชื่อมั่นให้กับวงวิชาการอุดมศึกษาไทย ได้รับรางวัลชนะเลิศ ลำดับที่ 1 โล่รางวัล “สถาบันต้นแบบด้านการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่” ด้านนโยบายการผลิตบัณฑิตและระบบบริหารจัดการ ประเภทสถาบันอุดมศึกษา กลุ่มสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ จากการประกวด รางวัลต้นแบบโครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ฯ  ประจำปี พ.ศ.2568 จัดโดย สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อยกย่องสถาบันอุดมศึกษาที่มีบทบาทโดดเด่นในการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง สำหรับอุตสาหกรรม New Growth Engine รองรับทิศทางการพัฒนาประเทศ ภายใต้นโยบาย Thailand 4.0 และการปฏิรูปการอุดมศึกษาไทย

    นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ยังได้รับ รางวัลชนะเลิศประเภทหลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรการผลิตเนื้อโคคุณภาพสูง  ได้รับประกาศเกียรติคุณ “หลักสูตรต้นแบบบัณฑิตพันธุ์ใหม่” ในกลุ่มสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง หลักสูตรดังกล่าวนับว่าเป็นต้นแบบชุดวิชา Non-degree ต้นแบบด้านการเกษตรของประเทศ ความสำเร็จนี้สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในฐานะ “มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาประเทศ” ที่ใช้ศาสตร์ด้านการเกษตรเป็นฐาน เชื่อมโยงกับการศึกษา วิจัย และนวัตกรรม เพื่อสร้างกำลังคนคุณภาพและความเข้มแข็งให้กับภาคเกษตรไทยอย่างยั่งยืน

    ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ความสำเร็จของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในครั้งนี้ เป็นผลจากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องตามนโยบายการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ที่มหาวิทยาลัยได้วางรากฐานและขับเคลื่อนมาอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเป้าสำคัญคือการเปิดโอกาสให้การอุดมศึกษาไทยสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของประเทศและโลกได้อย่างแท้จริง มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์จะยังคงสานต่อและพัฒนานโยบายดังกล่าว โดยสนับสนุนการทำงานของทุกหน่วยงานอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อร่วมกันสร้างกำลังคนคุณภาพที่พร้อมต่ออนาคต และสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศ

    ด้าน ผศ.ดร.นรุณ วรามิตร คณบดีวิทยาลัยบูรณาการศาสตร์ กล่าวว่า ปัจจุบัน เทคโนโลยีและองค์ความรู้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ระบบการศึกษารูปแบบเดิมไม่สามารถตอบสนองต่อโลกที่เปลี่ยนไปได้ทัน ขณะที่การศึกษาในหลักสูตรปกติใช้ระยะเวลานานถึง 4 ปี ทำให้เมื่อผู้เรียนสำเร็จการศึกษา ความรู้หรือเทคโนโลยีบางส่วนอาจไม่สอดคล้องกับบริบทการทำงานจริง ส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมผู้ใช้บัณฑิต นอกจากนี้ โครงสร้างประชากรของประเทศที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ยังทำให้กำลังคนวัยแรงงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นความท้าทายที่ทำให้สถาบันอุดมศึกษาจำเป็นต้องปฏิรูประบบการเรียนการสอน เพื่อสร้างกำลังคนทุกช่วงวัยและทุกอาชีพให้มีสมรรถนะสูง ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก

    “ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา วิทยาลัยบูรณาการศาสตร์ได้ร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน พัฒนาระบบนิเวศทางการศึกษาและหลักสูตรใหม่ในลักษณะบูรณาการข้ามศาสตร์ โดยยึดผลลัพธ์ของผู้เรียนเป็นตัวนำ มุ่งพัฒนาทักษะใหม่ที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่นิสิตและบุคคลทั่วไป ทั้งในปัจจุบันและอนาคต” ผศ.ดร.นรุณ ระบุ

    สำหรับรูปแบบการพัฒนาบัณฑิตพันธุ์ใหม่ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครอบคลุมทั้งหลักสูตรระดับปริญญาในลักษณะ tailor-made ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความต้องการในการประกอบอาชีพของตนเอง และหลักสูตรระยะสั้นแบบ up-skill / re-skill (Non-degree Program) ที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม ให้กำลังคนสามารถเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะไปประยุกต์ใช้ในการทำงานได้ทันที

    ภายหลังสำเร็จการศึกษาหลักสูตร Non-degree ผู้เรียนจะได้รับการรับรองสมรรถนะจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวมถึงการรับรองทักษะจากสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ และยังสามารถสะสมหน่วยกิตไว้ในคลังหน่วยกิต เพื่อเทียบโอนประสบการณ์และต่อยอดสู่การศึกษาระดับปริญญาตรีในอนาคตได้ ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมการศึกษาสำคัญที่พัฒนาขึ้นภายใต้โครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่ โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/949697&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2entU_d4q-yBicWMXAOPem

  • “เซ็นทรัล ทำ” ก้าวสู่ปีที่ 9 พัฒนาชุมชนทั่วไทยแบบองค์รวม

    “เซ็นทรัล ทำ” ก้าวสู่ปีที่ 9 พัฒนาชุมชนทั่วไทยแบบองค์รวม

    “การเติบโตของธุรกิจจะมีความหมายอย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อเดินควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม” คุณพิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล เน้นย้ำถึงแนวทางสำคัญ ที่ “เซ็นทรัล ทำ” ยึดมั่นมาตลอด จนในวันนี้โครงการพัฒนาชุมชนทั่วไทยที่ “เซ็นทรัล ทำ” ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้กรอบการขับเคลื่อนเพื่อความยั่งยืน 6 แนวทางหลัก

    โดย คุณพิชัย ได้บอกเล่าและอัปเดตให้ฟังถึงผลงานที่เห็นเป็นรูปธรรมกับการดำเนินโครงการพัฒนาชุมชนของ เซ็นทรัล ทำ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา พร้อมแชร์ต้นแบบพื้นที่เกษตรคาร์บอนต่ำ ที่ เซ็นทรัล ทำ ได้ไปร่วมดำเนินการกับ วิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา และสวนเทพพนา จนเกิดผลลัพธ์เป็นการยกระดับชีวิต ความเป็นอยู่ ของชุมชนและสร้างเศรษฐกิจชุมชนได้อย่างยั่งยืน

    คุณพิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล

    ก้าวสู่ปีที่ 9 กับการเติบโตอย่างยั่งยืน ตอบโจทย์ ESG ของ เซ็นทรัล ทำ

    ดังที่กล่าวข้างต้นว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เซ็นทรัล ทำ ได้ขับเคลื่อนและพัฒนาชุมชนทั่วไทยให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ตามแนวทางความยั่งยืน 6 ด้าน โดย คุณพิชัย ได้ยกตัวอย่างผลการดำเนินโครงการในด้านหลักๆ ดังนี้
    “ในมิติ ด้านการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียม เซ็นทรัล ทำ ได้สนับสนุนและพัฒนาโรงเรียนรวม 203 แห่ง เพื่อยกระดับโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาศักยภาพเยาวชนอย่างต่อเนื่อง สามารถสร้างงานและสนับสนุนอาชีพให้แก่คนพิการกว่า 1,395 คน พร้อมส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชนในชุมชนมากกว่า 150,000 ราย ขณะเดียวกัน มิติ Community & Social Contribution (ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน สร้างอาชีพ และบรรเทาสาธารณภัย) ได้สร้างรายได้หมุนเวียนกลับสู่ชุมชนรวมกว่า 2,240 ล้านบาท และเสริมความเข้มแข็งให้เครือข่ายท้องถิ่นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ”
    “ต่อมา ในด้าน Human Capital Development หรือ การพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ กลุ่มเซ็นทรัลให้ความสำคัญการเพิ่มขีดความสามารถของพนักงานในองค์กร พัฒนาศักยภาพ มีความสมดุลทั้งในด้านการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันให้มีประสิทธิภาพ

    “ส่วนในด้าน Circular Economy & Waste Management หรือ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน และบริหารจัดการขยะอย่างเป็นระบบ และ Food Loss & Food Waste Reduction (ลดการสูญเสียอาหารในกระบวนการผลิต และลดปริมาณขยะอาหาร) สามารถลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหารได้กว่า 27,300 ตัน ลดปริมาณขยะที่เข้าสู่หลุมฝังกลบกว่า 93,490 ตัน พร้อมทั้งเพิ่มพื้นที่สีเขียวและฟื้นฟูป่ากว่า 15,000 ไร่ เพื่อใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม”
    “ในขณะเดียวกัน ด้าน Climate Action เซ็นทรัล ทำ ได้ร่วมฟื้นฟูสภาพอากาศ ลดมลภาวะ และผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน โดยการติดตั้งจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าจำนวน 1,487 สถานที่ ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา 259 แห่ง และผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์รวมถึง 252,176 เมกะวัตต์ชั่วโมง สะท้อนความมุ่งมั่นในการลดมลภาวะและผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างชัดเจน”
    นอกจากนั้น ในปี 2569 คุณพิชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า “เซ็นทรัล ทำ” จะมุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบระดับพื้นที่ ผ่านการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม (Holistic Shared Value Ecosystem) 8 ด้าน คือ ยกระดับการศึกษา พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สร้างอาชีพ เพิ่มมูลค่าสินค้า พัฒนาแบรนด์สู่สากล สร้างศูนย์เรียนรู้ ส่งเสริมท่องเที่ยวชุมชน สร้างเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และสร้างระบบจัดการขยะ ZERO WASTE

    เปิดโมเดลการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม @ ต้นแบบพื้นที่เกษตรคาร์บอนต่ำ บ้านเทพพนา จังหวัดชัยภูมิ

    และเพื่อให้เห็นภาพโมเดลการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวมที่ เซ็นทรัล ทำ ตั้งใจทำให้เกิดขึ้นในหลายชุมชนทั่วไทย “เซ็นทรัล ทำ“ ได้แนะนำให้เราได้รู้จักกับ วิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ เป็นพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาแบบองค์รวม ตามแนวทางการทำเกษตรคาร์บอนต่ำ
    โดยวิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา เป็นหนึ่งใน 7 กลุ่มผู้ปลูกอะโวคาโดพันธุ์แฮสส์แมกซิโกในประเทศไทย สายพันธุ์คุณภาพระดับโลกที่ได้รับการยอมรับในด้านรสชาติและมาตรฐานการผลิต ที่เริ่มต้นจากความตั้งใจในการเพิ่มรายได้และสร้างมูลค่าให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ก่อนพัฒนาต่อยอดสู่ระบบเกษตรกรรมที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น
    ทั้งนี้ หากจะถอดบทเรียนจากความสำเร็จของ วิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา ต้องไปพูดคุยกับ Key person ที่เป็นผู้นำชุมชนและทำงานร่วมกับ โครงการ เซ็นทรัล ทำ อย่างใกล้ชิด คือ คุณวิเชียร พรมทุ่งค้อ เกษตรกรและเจ้าของสวนเทพนา ซึ่งได้บอกเล่าให้ฟังว่า
    คุณวิเชียร พรมทุ่งค้อ เกษตรกรและเจ้าของสวนเทพนา
    “ชุมชนได้ปรับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับแนวทางการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผ่านการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ การจัดทำธนาคารน้ำใต้ดินเพื่อบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และการนำ “เห็ดเรืองแสงสิรินรัศมี” มาใช้ควบคุมโรคพืชในแปลงอะโวคาโด เพื่อลดการใช้สารเคมีและรักษาสมดุลทางธรรมชาติ แนวทางดังกล่าวไม่เพียงยกระดับคุณภาพผลผลิต หากยังเสริมสร้างความมั่นคงทางรายได้ พร้อมวางรากฐานการพัฒนาการเกษตรที่คำนึงถึงทั้งเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมควบคู่กันอย่างสมดุล”
    “นอกจากการพัฒนาด้านคุณภาพผลผลิต ชุมชนยังต่อยอดสู่การทำเกษตรคาร์บอนต่ำ โดยใช้แนวคิด ไบโอชาร์ ควบคู่การจัดการดินและน้ำอย่างยั่งยืน ไบโอชาร์มีโครงสร้างรูพรุนช่วยกักเก็บธาตุอาหารและความชื้น ฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน ส่งเสริมจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และช่วยกักเก็บคาร์บอนในดินเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งผลให้ผลผลิตมีคุณภาพสูงขึ้น เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังมีการจัดการธนาคารน้ำใต้ดินเพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ได้ตลอดทั้งปี ควบคู่กับการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับสูบน้ำบาดาล เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ยกระดับชุมชนสู่ต้นแบบเกษตรยั่งยืนที่สมดุลทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต”

    “ในปัจจุบัน สวนเทพพนาได้รับการรับรองมาตรฐาน Organic Thailand : ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ที่รับรองโดยกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อยืนยันว่าเป็นผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ที่ปลอดภัย ปลอดสารเคมีสังเคราะห์ 100% ไม่ใช้พืช GMO และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยต้องผ่านการตรวจสอบมาตรฐาน ตั้งแต่แหล่งผลิต การจัดการแปลง ไปจนถึงการแปรรูป สะท้อนความเข้มงวดด้านคุณภาพ ความโปร่งใสของระบบการผลิต และความรับผิดชอบต่อทั้งผู้บริโภคและระบบนิเวศ”
    อย่างไรก็ดี การพัฒนาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนและการสร้างอาชีพผ่านมิติสินค้าการเกษตรเท่านั้น หากยังขยายผลสู่การ ยกระดับการท่องเที่ยวและการเรียนรู้ อย่างเป็นระบบ โดย “เซ็นทรัล ทำ” ร่วมกับสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์รองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง พร้อมก่อสร้างศูนย์การเรียนรู้ 2 อาคาร รองรับผู้เข้าอบรมและนักท่องเที่ยวในปี 2568 ได้รวมกว่า 330,000 คน
    พร้อมกันนี้ ยังมีการพัฒนากิจกรรมดูดาวซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับพื้นที่สู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและแหล่งเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสความงดงามของท้องฟ้ายามค่ำคืนท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ปราศจากมลภาวะทางแสง ควบคู่กับการรณรงค์ลดการใช้แสงสว่างที่ไม่จำเป็น เพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ สัตว์ป่า และคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบ อันเป็นการส่งเสริมความสมดุลระหว่างการท่องเที่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยพื้นที่ท้องฟ้าสวนเทพพนา อยู่ระหว่างการขอขึ้นทะเบียนเป็นเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด หรือ Dark Sky Park ปี 2569 โดย สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT)

    ด้าน คุณพิชัย กล่าวเพิ่มว่า “ในมิติสิ่งแวดล้อม ปัจจุบัน “เซ็นทรัล ทำ” ขับเคลื่อนการทำงานในพื้นที่ภายใต้โมเดล Green Restoration & Low-carbon Model ตามกรอบแนวคิด “ป่าต้นน้ำ สู่ท้องทะเล” ที่มุ่งฟื้นฟูธรรมชาติควบคู่กับการสร้างเศรษฐกิจชุมชนอย่างสมดุล”
    “ตั้งแต่ปี 2566 ถึงปัจจุบัน มีการฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวในจังหวัดชัยภูมิรวมประมาณ 6,500 ไร่ ครอบคลุมทั้งเกษตรเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม วนเกษตร และการอนุรักษ์ป่าชุมชน เพื่อแก้โจทย์เชิงโครงสร้างของพื้นที่ ได้แก่ ดินเสื่อมโทรม รายได้ไม่มั่นคง และปัญหา PM2.5 จากการเผาชีวมวล โดยดำเนินการอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำของห่วงโซ่การผลิต”
    “แนวทางสำคัญคือการส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง อาทิ อะโวคาโด แมคคาเดเมีย ทุเรียน และกาแฟโรบัสต้า ควบคู่กับการพัฒนา “ห่วงโซ่คุณค่าไม่เผา” เปลี่ยนเศษวัสดุทางการเกษตรให้กลับมาเป็นทรัพยากร ผ่านกระบวนการผลิตและใช้ไบโอชาร์และปุ๋ยหมักภายในชุมชน เพื่อลดการเผา ลดต้นทุนปุ๋ย ฟื้นฟูดิน เพิ่มความชุ่มชื้น และสนับสนุนการกักเก็บคาร์บอนในระยะยาว ตามแนวทางโซนต้นน้ำที่มุ่งลดการเผา จัดการชีวมวล และแปรรูปเป็นปุ๋ย–ไบโอชาร์อย่างครบวงจร”

    “พร้อมกันนี้ วิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ได้ต่อยอดเป็น “ศูนย์เรียนรู้พัฒนาผลผลิตการเกษตร และผลิตภัณฑ์ชุมชน สวนเทพพนา” บูรณาการโรงผลิตไบโอชาร์และปุ๋ยหมักเป็นฐานการเรียนรู้ ถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกรและเครือข่ายในภูมิภาค อีกทั้งยกระดับ “เส้นทางเรียนรู้และท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ” ให้เป็นกลไกสร้างรายได้ต่อเนื่อง ควบคู่กับการดูแลและฟื้นฟูป่าชุมชน”
    “ไม่เพียงเท่านั้น เราได้พัฒนาการศึกษา เด็กและเยาวชน และการดูแลคนพิการ โดยโรงเรียนบ้านไร่พัฒนาได้รับการยกระดับเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมต้น ร่วมกับวิสาหกิจชุมชน ส่งเสริมการปลูกอะโวคาโดในพื้นที่ พร้อมจ้างงานเชิงสังคมสำหรับคนพิการในสวน เพื่อพัฒนาทักษะและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน โดยในปีที่ผ่านมาได้พัฒนานักเรียนจำนวน 1,326 คน และครูบุคลากร 113 คน พร้อมขยายผลสู่เครือข่ายโรงเรียนอีก 10 แห่ง เน้นการพัฒนาครูด้านภาษาอังกฤษ STEM และการสร้างนักเรียนที่มีคุณธรรมด้วย”

    โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา วิสาหกิจชุมชนสามารถสร้างรายได้ให้สมาชิกกว่า 60 ล้านบาท และขยายผลเครือข่ายผู้ปลูกอะโวคาโดได้ถึง 1,500 ราย สะท้อนศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม
    “หัวใจของความสำเร็จอยู่ที่การมองการพัฒนาในภาพรวม ไม่แยกส่วน ไม่ทำเฉพาะด้าน แต่เชื่อมโยงทุกมิติให้เดินหน้าไปพร้อมกัน การพัฒนาชุมชนในวันนี้จึงไม่ใช่การดำเนินโครงการเฉพาะส่วน หากแต่คือการออกแบบระบบเศรษฐกิจระดับพื้นที่ใหม่ ที่ผสานรายได้ การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตเข้าไว้ในกรอบเดียวกัน”
    “โดย Holistic Shared Value Ecosystem คือกลไกที่ทำให้การเติบโตของธุรกิจและความเข้มแข็งของชุมชนเกื้อหนุนกันอย่างยั่งยืน และที่สำคัญ โมเดลนี้สามารถขยายผลได้ทั้งในระดับจังหวัด ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของชุมชนไทยในระยะยาว แนวคิดดังกล่าวจะช่วยให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง พร้อมสร้างระบบเศรษฐกิจฐานรากที่แข็งแรงและปรับตัวได้ต่อความเปลี่ยนแปลงในอนาคต” คุณพิชัยกล่าวในที่สุด

    เรียนรู้จากการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรมในทุกพื้นที่ทั่วไทย

    72 ปี องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย จากพระราชอุทยาน สู่ความมุ่งมั่นด้าน ESG ระดับโลก

    เปิดตัว 6 + 1 โชว์เคส ‘Appropriate Technology’ ภาคใต้ เสริมแกร่ง ‘เศรษฐกิจฐานราก’ แก้จน ลดหนี้ เพิ่มรายได้ให้ชาวปักษ์ใต้อย่างได้ผล

    เรียนรู้จาก 7 ตัวแทนผู้นำชุมชนหญิงแกร่ง ร่วมแชร์ประสบการณ์ ส่งต่อแรงบันดาลใจบนเวที ประโยชน์สุขเดย์ by SCG

    Post Views: 206

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/03/01/central-tham-holistic-shared-value-ecosystem/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uecwsHQ09dMAbgAikm_4x

  • S

    S

    SPU Beer Game Contest เดือดจริง! จำลองซัพพลายเชนแบบ Real-Time

    วิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน แห่ง มหาวิทยาลัยศรีปทุม จัดแข่งขัน Beer Game ภายใต้รายวิชา LSM11167 การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 ณ ห้องบัวหลวงแกรนด์รูม อาคาร 1 ชั้น 5

    นักศึกษาได้ลงมือจำลองสถานการณ์ห่วงโซ่อุปทานจริง ฝึกบริหารคำสั่งซื้อ รับมือความผันผวนของดีมานด์ และเรียนรู้ปัญหา Bullwhip Effect แบบเข้มข้น ผ่านเกมเชิงกลยุทธ์ที่ต้องใช้การวางแผน การตัดสินใจ และการทำงานเป็นทีมอย่างแม่นยำ

    งานนี้ทั้งสนุก ทั้งลุ้น และได้ทักษะจริงที่ใช้ได้ในโลกธุรกิจ!

    #SPULSC #BeerGame2026 #LogisticsSPU #SupplyChainSimulation #DekLogistics #เรียนกับตัวจริงประสบการณ์จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spu.ac.th/fac/logistics/2026/03/01/spu-beer-game-contest-2026/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2O7FrEnAwIPjdO5Q4rkwxI

  • “พลังงาน” สั่งระงับส่งออกน้ำมันด่วน! รับมือศึกอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ

    “พลังงาน” สั่งระงับส่งออกน้ำมันด่วน! รับมือศึกอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ

    วันนี้ (1 มีนาคม 2569) นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุช  จึงได้สั่งการด่วนในการเริ่มมาตรการระงับการส่งออกน้ำมัน พร้อมสั่งเปิดศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงานเพื่อติดตามเหตุการณ์และให้ทุกหน่วยงานประเมินผลกระทบและเตรียมแผนและมาตรการรองรับทั้งในส่วนของปริมาณสำรองและด้านราคา รวมทั้งเตรียมใช้มาตรการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าชดเชยราคาน้ำมันเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพของประชาชนจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น

    สำหรับปริมาณสำรองน้ำมันของไทย ณ วันที่ 1 มีนาคม 2569 มีน้ำมันคงเหลือ (น้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป) 4,877 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 38 วัน น้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างขนส่ง (ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว) 1,666 ล้านลิตร และจากแหล่งอื่น 1,117 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 22 วัน รวมปริมาณน้ำมันคงเหลือ 7,660 ล้านลิตร สามารถใช้ได้ 60 วัน นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานได้ออกตรวจวัดปริมาณน้ำมันสำรอง ณ สถานที่เก็บทั่วประเทศเป็นระยะๆ โดยเมื่อวันที่ 13 และ 25 กุมภาพันธ์ 2569 มีการตรวจวัดปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปและน้ำมันดิบ ตามลำดับ ซึ่งพบว่า ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอตามที่กำหนด

    นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยังได้สั่งการให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จัดทำแผนเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย รวมทั้งเลื่อนแผนการซ่อมบำรุงแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติออกไปก่อนเพื่อลดผลกระทบในช่วงนี้ และในส่วนของไฟฟ้า ได้สั่งการให้เดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินเต็มกำลังการผลิต รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังน้ำ

    “กระทรวงพลังงาน ขอยืนยันว่า จากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ยังไม่ส่งผลกระทบกับประเทศไทยทั้งด้านปริมาณสำรองและด้านราคาน้ำมัน แต่ได้สั่งการด่วนในการเริ่มมาตรการระงับการส่งออกน้ำมัน รวมทั้งได้สั่งให้เปิดศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน เพื่อให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมจัดทำแผนและมาตรการต่างๆ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวหากสถานการณ์ยืดเยื้อ รวมถึงเตรียมใช้มาตรการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าชดเชยราคาน้ำมันหากราคาในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น และในส่วนของก๊าซธรรมชาติได้สั่งการให้เพิ่มการผลิตจากแหล่งในอ่าวไทยและเลื่อนแผนการซ่อมบำรุงในช่วงนี้ กระทรวงพลังงาน ขอยืนยันว่า มีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก และขอความร่วมมือให้ใช้พลังงานอย่างประหยัด ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าและทำให้ต้นทุนราคาพลังงานในภาพรวมต่ำลงด้วย” นายอรรถพล กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/132191&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0t5mV0M_hsRiKSGFLN2_kQ

  • รมว.ทส.สุชาติ มอบนโยบายขยายผลการน้อมนำแนวพระราชดำริ ‘คนอยู่ร่วมกับป่าอย่างยั่งยืน’ สู่พื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศ

    รมว.ทส.สุชาติ มอบนโยบายขยายผลการน้อมนำแนวพระราชดำริ ‘คนอยู่ร่วมกับป่าอย่างยั่งยืน’ สู่พื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศ

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชปณิธานในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคงและถูกต้องตามกฎหมาย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมรับ โครงการพัฒนาชุมชนในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติ จังหวัดกาญจนบุรี ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อเป็นต้นแบบการพัฒนาที่มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน โดยส่งเสริมการจัดระเบียบที่ดินทำกิน การพัฒนาอาชีพ และการเข้าถึงบริการพื้นฐานของรัฐ อันนำไปสู่การอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับป่าอย่างเกื้อกูลและยั่งยืน โดยเริ่มดำเนินโครงการฯ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563

    เมื่อวันที่ 26 – 27 กุมภาพันธ์ 2569 พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี ได้ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการฯ ณ บ้านไล่โว่ บ้านสาละวะ และพื้นที่ใกล้เคียง อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ภายหลังจากที่ได้ตรวจติดตามผลการดำเนินโครงการมาโดยตลอดเพื่อตรวจเยี่ยมการพัฒนาด้านคุณภาพชีวิต สาธารณูปโภคพื้นฐาน การศึกษา การสาธารณสุข ตลอดจนการส่งเสริมอาชีพของประชาชน พร้อมรับฟังปัญหาและความต้องการของชุมชน โดยท่านได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำข้อมูลสังคมและเศรษฐกิจของครัวเรือนมาใช้เป็นฐานในการพัฒนาอย่างบูรณาการ รวมทั้งผลักดันการจัดสรรที่ดินทำกินให้ประชาชนมีสิทธิอยู่อาศัยและประกอบอาชีพอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ควบคู่กับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตของชุมชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 

    ภายหลังการติดตามผลการดำเนินงาน นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มีข้อสั่งการให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช น้อมนำผลสำเร็จจากพื้นที่ต้นแบบจังหวัดกาญจนบุรี ไปขยายผลสู่ชุมชนที่อาศัยอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศ จำนวน 4,042 หมู่บ้าน  เนื้อที่ 4.3 ล้านไร่ ซึ่งจะดำเนินการโดยหน่วยงานโครงการพระราชดำริ จำนวน  178 หน่วย และหน่วยจัดการต้นน้ำและพัฒนาชุมชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ จำนวน 223 หน่วย โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินทำกินตามกรอบกฎหมาย การส่งเสริมอาชีพที่เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ และการบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดรูปแบบการพัฒนาที่สามารถหยุดยั้งการบุกรุกพื้นที่ป่า สร้างรายได้ที่มั่นคงแก่ประชาชน และนำไปสู่เป้าหมาย “ป่าคงอยู่ คนมีอาชีพ ชุมชนเข้มแข็ง และประเทศชาติมั่นคงอย่างยั่งยืน”.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/955775/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JITrM6Fy9v_nbeMPmDnik

  • พิธีมอบวุฒิบัตรและงานประจำปี “ดรุณนิมิตส่งดาวก้าวไกล ประสานใจครอบครัวสัมพันธ์ 68”

    พิธีมอบวุฒิบัตรและงานประจำปี “ดรุณนิมิตส่งดาวก้าวไกล ประสานใจครอบครัวสัมพันธ์ 68”

    โรงเรียนอนุบาลดรุณนิมิต จัดพิธีมอบวุฒิบัตรและงานประจำปี การศึกษา 2568 “ดรุณนิมิตส่งดาวก้าวไกล ประสานใจครอบครัวสัมพันธ์ 68”สุดยิ่งใหญ่ ภายใต้บรรยากาศแห่งความรัก ความอบอุ่น และความภาคภูมิใจของทุกครอบครัว

    วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569 เวลา 9.00 น.โรงเรียนอนุบาลดรุณนิมิต จัดพิธีมอบวุฒิบัตรและงานประจำปี การศึกษา 2568 และ งานประจำปี“ดรุณนิมิตส่งดาวก้าวไกล ประสานใจครอบครัวสัมพันธ์ 68”โดยมีคุณครูพรรณี บุญประเสริฐ ผู้รับใบอนุญาต ผู้อำนวยการ โรงเรียนอนุบาลดรุณนิมิต ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี คุณครูวรินธาร ผาคำ กล่าวรายงาน พร้อมด้วยผู้มีเกียรติ คณะครู ผู้ปกครอง นักเรียน ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความรักและความอบอุ่น ณ โรงเรียนอนุบาลดรุณนิมิต

    คุณครูพรรณี บุญประเสริฐ ผู้รับใบอนุญาต ผู้อำนวยการ โรงเรียนอนุบาลดรุณนิมิต กล่าวให้โอวาท และ แสดงความยินดี กับนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาระดับชั้นสูงสุดของโรงเรียน รู้สึกมีความยินดีและภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ที่ได้รับความไว้วางใจให้ดูแลแก้วตาดวงใจของท่าน และวันนี้ก็มีความสุขใจที่ได้มามอบวุฒิบัตรนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาระดับชั้นสูงสุดโรงเรียนอนุบาลดรุณนิมิต ได้ก้าวเดินเคียงข้างการพัฒนาเยาวชนของจังหวัดเชียงใหม่มายาวนานกว่า 66 ปี ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างอนาคตที่สดใสให้แก่เด็กๆ เสมือนคำขวัญที่ว่า

    “การเริ่มต้นศึกษาที่ดี ย่อมมีอนาคตที่สดใส” รวมถึงนโยบายสำคัญของเรา “ปลูกฝังประสบการณ์ เสริมสร้างจริยธรรม ชี้นำทางปัญญา ร่วมพัฒนาสังคม” ช่วงวัยอนุบาล และการบรรลุความสำเร็จในระดับนี้ นับเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดในชีวิตเพราะเป็นพื้นฐานที่วางรากฐานให้เด็กเติบโตในทุกมิติ ทั้งด้าน ร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาเพื่อนำไปสู่วิถีชีวิตแห่งการเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในวันข้างหน้า ด้วยความรัก ความเข้าใจจากโรงเรียน คณะครู รวมถึงท่านผู้ปกครองทุกท่าน สิ่งดีๆ นี้เองสะท้อน ผ่านผลลัพธ์ของ นักเรียนโรงเรียนอนุบาลดรุณนิมิต ที่มีความพร้อมรอบด้าน และงดงาม ทั้งในด้านพัฒนาการและทักษะชีวิต งานในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงโอกาสฉลองความสำเร็จของบุตรหลานของเราเท่านั้นแต่ยังเปิดเวทีให้ลูกๆ ได้แสดงความสามารถในด้านต่างๆ ตามวัยและพัฒนาการ ถือเป็นการแสดงออกถึงผลลัพธ์ จากการปลูกฝังที่โรงเรียนตั้งใจ บ่มเพาะ เพื่อให้พวกเขาเติบโตเป็น บุคลากรที่มีคุณค่า และพร้อมเผชิญหน้ากับบทบาทในอนาคตด้วยความมั่นคงและมั่นใจในโอกาสเดียวกันนี้ ขอมอบกำลังใจแด่คุณครูและบุคลากรทุกท่าน ที่ได้ทำหน้าที่ด้วยความ ทุ่มเทมาอย่างยาวนาน เสมือนครอบครัวเดียวกัน โดยรวมถึงครูดีเด่นประจำปีการศึกษา 2568 ซึ่งถือเป็นแบบอย่างอันทรงคุณค่าในด้านความตั้งใจ ขอให้ทุกท่านรักษาความดีนี้ไว้ และดำเนิน ต่อไปด้วยหัวใจที่มุ่งมั่น

    ขอขอบพระคุณ คณะครูบุคลากรทุกท่าน ที่ได้มุ่งมั่น ตั้งใจ ดูแลการพัฒนา ความสามารถของลูกๆ ให้ก้าวไปสู่เป้าหมายที่สูงขึ้น ขอขอบคุณท่านผู้ปกครองทุกคน ที่ไว้วางใจส่งบุตรหลานอันเป็นดวงใจมาอยู่ภายใต้การดูแลของครอบครัวดรุณนิมิต ขอขอบคุณคณะกรรมการโรงเรียน ผู้ใหญ่ใจดี และแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน ที่สนับสนุนกิจกรรมของเราอย่าง ต่อเนื่อง

    นางสาววรินธาร ผาคำ ในนามผู้แทนคณะครู และนักเรียน โรงเรียนอนุบาลดรุณนิมิต กล่าวว่า พิธีมอบวุฒิบัตร แก่นักเรียน ชั้นอนุบาลปีที่ 3 ที่สำเร็จการศึกษาสูงสุดในระดับชั้นอนุบาล”ดรุณนิมิตส่งดาวก้าวไกล ประสานใจครอบครัวสัมพันธ์ 68″ กิจกรรมในวันนี้ประกอบไปด้วยการมอบวุฒิบัตรแก่นักเรียนระดับชั้นอนุบาล 3 การแสดงความยินดีต่อ บุคลากรที่ปฏิบัติงานเป็นระยะเวลานาน และการแสดงความสามารถบนเวทีของนักเรียน สำหรับพิธีมอบวุฒิบัตรในวันนี้มีนักเรียนสำเร็จการศึกษาจากชั้นอนุบาลปีที่ 3 จำนวนทั้งสิ้น 51 คน ซึ่งกำลังจะก้าวเข้าสู่ระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ตามความตั้งใจของผู้ปกครองทุกท่าน

    นอกจากนี้ งานวันนี้ไม่ได้มีเพียงพิธีมอบ วุฒิบัตร แต่ยังเป็นโอกาสในการแสดงความสามารถ ความมั่นใจ และความกล้าแสดงออก ของ นักเรียนจาก ทุกระดับชั้น โดยหวังให้ผู้ปกครองทุกท่านได้เห็นถึงพัฒนาการในหลากหลายด้านทั้ง ร่างกาย อารมณ์ สังคม จิตใจ และสติปัญญาของเด็ก ๆ พร้อมกันนี้ เป็นการประเมินพัฒนาการของเด็กๆ ในทุกๆ ด้าน ที่จะสร้างความสุข ความภาคภูมิใจให้กับ คุณพ่อ คุณแม่

    และพร้อมกันนี้ทางโรงเรียนได้มอบขวัญ กำลังใจ ให้กับ คณะครู และบุคลากร ที่ทำงานหนัก และทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับโรงเรียนมาเป็นเวลายาวนานถึงกว่า 20 ปี และแสดงความชื่นชมยินดีกับครูที่ได้รับรางวัลครูดีเด่นประจำปีการศึกษา 2568 จากฝ่ายปฐมวัย สมาคมสถานศึกษาเอกชนจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งสะท้อนถึงการอุทิศตนของบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงกิจกรรมต่าง ๆ ในงานนี้

    การจัดงานในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จของนักเรียน แต่ยังเป็นโอกาสให้เด็ก ๆ ได้แสดงศักยภาพ ความมั่นใจ และพัฒนาการรอบด้าน สร้างความสุขและความประทับใจแก่ทุกครอบครัว บรรยากาศตลอดงานเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงปรบมือ และความปลาบปลื้มใจ นับเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์แห่งความทรงจำที่งดงามของครอบครัวดรุณนิมิต ในการร่วมกันส่งต่อ “ดวงดาวดวงน้อย” ให้ก้าวไกลสู่เส้นทางการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้นอย่างมั่นคงและมั่นใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3891515/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0y-cZHE_Cjx5HkuPmAiE7-

  • ‘สมเด็จธงชัย’ ร่วมทูตจีนปิดการแข่งขันอาชีวศึกษาเพชรยอดมงกุฎ ครั้งที่ 2 | เดลินิวส์

    ‘สมเด็จธงชัย’ ร่วมทูตจีนปิดการแข่งขันอาชีวศึกษาเพชรยอดมงกุฎ ครั้งที่ 2 | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 1 มี.ค. สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเลและประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิร่มฉัตร ร่วมกับ ฯพณฯ นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เป็นประธานในพิธีปิดการแข่งขันอาชีวศึกษาเพชรยอดมงกุฎ ครั้งที่ 2 ณ วิทยาลัยการอาชีวศึกษาปทุมธานี ซึ่งจัดการแข่งขันโดย มูลนิธิร่มฉัตร สถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทยและสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา

    การแข่งขัน “ภาษาจีน+ทักษะวิชาชีพ” นับเป็นเวทีสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนนักศึกษาอาชีวศึกษาไทยให้มีความพร้อมทั้งด้านภาษา ความรู้และทักษะวิชาชีพ เพื่อก้าวสู่ตลาดแรงงาน ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ ซึ่งผู้ชนะเลิศในวันนี้ในระดับ ปวส. ได้แก่ นายเอกภักดิ์ รัตนะ จากวิทยาลัยเทคนิคกันทรลักษณ์ และในระดับ ปวช. ได้แก่ นางสาววรกมล หมุดเพชร จากวิทยาลัยบริหารธุรกิจและการท่องเที่ยวกรุงเทพ ได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เหรียญทองและทุนการศึกษาจากสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี

    การแข่งขันในวันนี้มีนักเรียนนักศึกษาเข้าร่วมการแข่งขัน จำนวน 807 คน จาก 84 วิทยาลัยอาชีวศึกษาและข้อสอบทั้งหมดได้รับการสนับสนุนจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาจีน เพื่อเป็นการสร้างมาตรฐานการศึกษาระดับอาชีวศึกษาไทย-จีน ให้อยู่ในระดับเดียวกัน

    การแข่งขันครั้งนี้มีความหมายอย่างยิ่ง เพราะเป็นการบูรณาการการเรียนรู้ภาษาจีนเข้ากับทักษะวิชาชีพอย่างเป็นรูปธรรม แสดงให้เห็นถึงแนวคิดการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นการปฏิบัติจริงและพัฒนาผู้เรียนให้เป็นกำลังคนที่มีคุณภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5647964/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WSMyBnZ4Rl9aHoc5cJ4Dr

  • บวท.ยันน่านฟ้าไทยพร้อมรับเหตุตะวันออกกลางระอุ ย้ำผดส.ตรวจสอบก่อนเดินทาง สายการบินยกเลิกเที่ยวบิน เพื่อความปลอดภัย

    บวท.ยันน่านฟ้าไทยพร้อมรับเหตุตะวันออกกลางระอุ ย้ำผดส.ตรวจสอบก่อนเดินทาง สายการบินยกเลิกเที่ยวบิน เพื่อความปลอดภัย

    วันที่ 1 มีนาคม 2569 นายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) เปิดเผยว่า ตามที่เกิดสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เกิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศและขีปนาวุธตอบโต้กันระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ส่งผลให้หลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางต้องปิดพื้นที่น่านฝ้า เช่น อิหร่าน อิรัก บาห์เรน กาตาร์ คูเวต ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อเที่ยวบินผ่านน่านฟ้าภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยสายการบินที่ได้รับผลกระทบได้ยกเลิกเที่ยวบินเข้าออกท่าอากาศยานในภูมิภาคดังกล่าว

    อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการเดินอากาศของประเทศไทยยังคงดำเนินไปได้ เนื่องจากสายการบินได้มีการเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และวางแผนเส้นทางบินล่วงหน้า เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง ซึ่งวิทยุการบินฯ ยังคงให้บริการสนับสนุนให้การปฏิบัติการบินเป็นไปอย่างราบรื่น

    นายสุรชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า วิทยุการบินฯ ได้ให้บริการจัดการความคล่องตัวของการจราจรทางอากาศ (Air Traffic Flow Management : ATFM) เพื่อเตรียมพร้อมรองรับสถานการณ์ สำหรับอากาศยานที่ทำการบินจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้/เอเชียใต้ ผ่านน่านฟ้าอัฟกานิสถาน สู่ยุโรป/อเมริกาเหนือ โดยใช้ระบบ Bay of Bengal Cooperative Air Traffic Flow Management System (BOBCAT) ซึ่งวิทยุการบินฯ พัฒนาขึ้นเอง ภายใต้แนวปฏิบัติพิเศษรองรับสถานการณ์ที่ยังไม่มีหน่วยงานให้บริการจราจรทางอากาศบนเส้นทางบินในน่านฟ้าอัฟกานิสถาน ตามคำร้องขอจากประเทศต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และ สายการบินต่าง ๆ ผ่านที่ประชุมองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) เพื่อสนับสนุนการวางแผนเส้นทางบินของสายการบินให้เกิดความปลอดภัยและความคล่องตัว

    ทั้งนี้ วิทยุการบินฯ ยังคงให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกแก่เที่ยวบินปกติที่บินผ่านพื้นที่ที่มีผลกระทบอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการร้องขอเปลี่ยนแปลงเส้นทางบิน โดยอาจเลือกบินผ่านน่านฟ้าอัฟกานิสถาน และใช้บริการ ATFM ที่วิทยุการบินฯ ให้บริการอยู่โดยใช้ระบบ BOBCAT รวมถึงการขอกลับมาลงสนามบินต้นทาง หรือการขอลงจอดฉุกเฉิน โดยมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรักษามาตรฐานความปลอดภัยและความต่อเนื่องของการเดินอากาศ

    “วิทยุการบินฯ จะเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และปรับรูปแบบการบริหารจัดการความคล่องตัวของการจราจรทางอากาศให้เหมาะสมตามสถานการณ์ที่มีข้อจำกัดด้านน่านฟ้าระหว่างประเทศ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/132159&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NtiIjdirGXUURdVkw7U4x