Category: วัฒนธรรม

  • ดับฝันสายเขียว! วิจัยชี้กัญชาช่วยสุขภาพจิตน้อยกว่าที่คิด พบผลบวกแค่บางกลุ่ม ยังต้องศึกษาเพิ่ม : อินโฟเควสท์

    ดับฝันสายเขียว! วิจัยชี้กัญชาช่วยสุขภาพจิตน้อยกว่าที่คิด พบผลบวกแค่บางกลุ่ม ยังต้องศึกษาเพิ่ม : อินโฟเควสท์

    ผลการศึกษาครั้งใหญ่ที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์เดอะแลนซิต (The Lancet) ดับความหวังของผู้ที่เชื่อมั่นในสรรพคุณของกัญชา โดยระบุเมื่อวันจันทร์ (16 มี.ค.) ว่า ยารักษาโรคที่มีส่วนผสมของกัญชาแทบไม่มีประสิทธิภาพในการรักษาความผิดปกติทางจิตและอาการติดสารเสพติด ไม่ว่าจะเป็นโรควิตกกังวล โรคจิตเภท ภาวะป่วยทางจิตจากเหตุการณ์รุนแรง (PTSD) หรือแม้แต่ภาวะติดสารโอปิออยด์

    ผลการศึกษาดังกล่าวมีขึ้นในขณะที่สารสกัดจากกัญชา (Cannabinoids) กำลังเป็นที่นิยมแพร่หลายอย่างรวดเร็วในหลายประเทศ ที่ผู้ป่วยมักนำมาใช้จัดการกับความเครียด อาการนอนไม่หลับ หรือ PTSD โดยทีมวิจัยได้รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากการทดลองทางคลินิกรวม 54 รายการ (ผู้เข้าร่วม 2,477 คน) ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2523 ถึงพ.ค. 2568

    ยิ่งไปกว่านั้น คณะผู้วิจัยยังชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่สำคัญของวงการแพทย์ว่า ปัจจุบันยังไม่มีการทดลองทางคลินิกแบบสุ่มเลยแม้แต่ชิ้นเดียว ที่นำสารสกัดเหล่านี้มาประเมินผลเพื่อรักษาโรคซึมเศร้า

    แจ็ค วิลสัน ผู้เขียนหลักจากศูนย์มาทิลดา (The Matilda Centre) มหาวิทยาลัยซิดนีย์ อธิบายว่า แม้ผู้ป่วยบางรายอาจใช้แล้วรู้สึกว่าอาการดีขึ้นจริง ๆ แต่เมื่อประเมินจากหลักฐานในภาพรวมแล้ว ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะสนับสนุนให้นำยาดังกล่าวมาใช้รักษาเป็นกิจวัตร

    อย่างไรก็ดี กัญชายังพอมีประโยชน์ทางคลินิกอยู่บ้างในบางกลุ่มอาการ เช่น พบว่าการใช้สาร CBD ร่วมกับ THC (สารที่ทำให้เกิดอาการเมา) ช่วยลดอาการอยากและปริมาณการเสพในกลุ่มผู้ที่ติดกัญชาได้ รวมถึงช่วยลดความรุนแรงของอาการกล้ามเนื้อกระตุก (Tic) ในผู้ป่วยกลุ่มอาการทูเร็ตต์ (Tourette’s syndrome)

    นอกจากนี้ ยารักษาโรคที่มีส่วนผสมของกัญชายังมีแนวโน้มช่วยบรรเทาอาการในผู้ป่วยออทิสติกบางประการ และช่วยให้ผู้ป่วยโรคนอนไม่หลับพักผ่อนได้นานขึ้น กระนั้น วิลสันได้เน้นย้ำว่า คุณภาพของงานวิจัยที่นำมารองรับผลดีในกลุ่มออทิสติกและอาการนอนไม่หลับนั้น ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ

    ทีมผู้วิจัยระบุว่า วงการแพทย์จำเป็นต้องเดินหน้าศึกษาวิจัยกัญชาทางการแพทย์ให้ลึกซึ้งและมีมาตรฐานสูงขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่มขนาดกลุ่มตัวอย่างให้ครอบคลุม เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนถึงสรรพคุณในการรักษา โดยเฉพาะกับกลุ่มโรคที่ยังมีทางเลือกทางการแพทย์จำกัดอยู่ในปัจจุบัน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/577439&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12Scg5IOARybCQbf_5ZePU

  • GWM จับมือสถาบันยานยนต์ ลงนามข้อตกลงเพื่อศึกษา และพัฒนาเทคโนโลยีการเดินทางแห่งอนาคต

    GWM จับมือสถาบันยานยนต์ ลงนามข้อตกลงเพื่อศึกษา และพัฒนาเทคโนโลยีการเดินทางแห่งอนาคต

    GWM (Thailand) บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ร่วมกับสถาบันยานยนต์ (TAI) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการวิจัย พัฒนา และยกระดับขีดความสามารถ เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมการเดินทางแห่งอนาคต

    GWM (Thailand) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับสถาบันยานยนต์ (TAI) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการวิจัย พัฒนา และยกระดับขีดความสามารถ เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมการเดินทางแห่งอนาคต โดยมีผู้แทนจากกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้บริหารจาก GWM ร่วมเป็นสักขีพยาน สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชนในการกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ของประเทศไทย ในงาน GWM Day-5 Years Anniversary

    ยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่การเดินทางแห่งอนาคต

    ความร่วมมือระหว่าง GWM (Thailand) และสถาบันยานยนต์ (TAI) ในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่ยุคพลังงานใหม่ โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมในการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ในประเทศไทย ผ่านการผสานองค์ความรู้ งานวิจัย และประสบการณ์ของทั้ง 2 องค์กร ทั้งในด้านเทคโนโลยี การทดสอบ และการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ หนึ่งในสาระสำคัญของความร่วมมือ คือ การศึกษาความสำเร็จของนโยบายยานยนต์พลังงานใหม่ของประเทศจีน เพื่อนำแนวคิด และแนวทางที่เหมาะสมมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย มุ่งสู่การกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมที่ชัดเจน รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีอุตสาหกรรมยานยนต์โลกในระยะยาว ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์ในระดับสากล

    ทั้งนี้ ภายใต้กรอบความร่วมมือดังกล่าว ทั้ง 2 ฝ่ายจะร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้ และศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรม ผ่านการจัดอบรม การให้คำปรึกษา และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านเทคโนโลยียานยนต์พลังงานใหม่ เทคโนโลยีห้องโดยสารอัจฉริยะ ระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง (ADAS) และเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติ ตลอดจนการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางเทคนิคเกี่ยวกับการทดสอบระบบ และแนวทางการบริหารจัดการรถยนต์เมื่อสิ้นสุดอายุการใช้งาน เพื่อยกระดับความพร้อมของอุตสาหกรรมไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

    ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ GWM ในการร่วมพัฒนาอนาคตยานยนต์ไทย

    จากการเป็นผู้ผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (BEV) รายแรกๆ และการลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ GWM ในการเติบโตเคียงข้างอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศ ด้วยเทคโนโลยีการเดินทางแห่งอนาคตระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี Hi4, Coffee OS, Coffee Pilot Driving System และเทคโนโลยีแบทเตอรี Short Blade และการเดินหน้านำเสนอผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคชาวไทย สิ่งเหล่านี้ คือ ส่วนสำคัญให้เกิดความร่วมมือในครั้งนี้ เพื่อร่วมกันวางรากฐานอนาคตอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะบทบาทของ GWM ในฐานะผู้ผลิตยานยนต์ระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการเดินทางแห่งอนาคต พร้อมนำองค์ความรู้ นวัตกรรม และแนวปฏิบัติที่ผ่านการพิสูจน์ในระดับสากล มาสนับสนุนการยกระดับระบบนิเวศอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยให้ก้าวหน้า

    การลงนาม MOU ในครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือทางวิชาการ และเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังตอกย้ำความมุ่งมั่นของ GWM ในการลงทุน และเติบโตเคียงข้างอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว พร้อมร่วมขับเคลื่อนประเทศสู่ยุคยานยนต์พลังงานใหม่อย่างมั่นคง และยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.autoinfo.co.th/online/570954&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cM-SBraQZXjpE-rDsZENq

  • ถอดรหัส “คนเชือน” เกลื่อนเมือง พบเด็กหลุดนอกระบบการศึกษา เข้าวงจรยาเสพติด

    ถอดรหัส “คนเชือน” เกลื่อนเมือง พบเด็กหลุดนอกระบบการศึกษา เข้าวงจรยาเสพติด

    16 มีนาคม 2569  เมื่อเร็วๆนี้ ที่ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น มูลนิธิศูนย์วิชาการสารเสพติด เครือข่ายชุมชนลดปัจจัยเสี่ยง มูลนิธิเด็ก เยาวชน และครอบครัว ศูนย์ศึกษาปัญหาการเสพติด  และเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชนสนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกันจัดเสวนาหัวข้อ ถอดรหัส “คนเชือน” เกลื่อนเมือง เพื่อสะท้อนปรากฎการณ์ความไม่ปลอดภัยทางสังคม จากผู้ป่วยจิตเวชซึ่งเป็นผลมาจากสารเสพติด รวมไปถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อร่วมกันหาทางออกอย่างเข้าใจและสร้างสรรค์ กระตุ้นให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกระตุ้นการมีส่วนร่วมของสังคมในการป้องกันและแก้ไขปัญหา

    พญ.กาญจนา วงศ์ศิริ จิตแพทย์กลุ่มงานจิตเวชและยาเสพติด โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช กล่าวว่า สภาวะเชือน ในคนทั่วไปหมายถึงมึนงง ไม่รู้เรื่อง แต่สารเสพติด แอลกอฮอล์ ซึ่งทำงานผ่านการแปลี่ยนแปลงการทำงานของสารสื่อสมอง ระบบประสาท แอลกอฮอล์จะทำให้เกิดความเคลิ้มสุข สบาย ทำให้เชื่อว่าจะช่วยแก้ปัญหาเครียดได้ แต่ใช้ไปก็เกิดการเสพติด รวมถึงการติดสารเสพติดชนิดอื่นๆ ด้วยเมื่อใช้ไปนานๆ จะเกิดการดื้อ ต้องใช้มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ฤทธิ์เสพสุขเท่าเดิม สำหรับในสังคมไทยเราพบคนติดสุราในสังคมไทย ทุกกลุ่มอายุ เฉลี่ย 5-10% ส่วนใหญ่คือวัยกลางคน ทั้งนี้การติดสุรา ติดยาเสพติดนั้นสามารถรักษาให้หายได้ แต่การทำงานของสมองจะกลับมาดี หรือทำงานได้เหมือนเดิมหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่าได้รับผลกระทบไปมากน้อยแค่ไหนแล้ว นอกจากนี้ สุรา ยาเสพติด ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพด้านอื่นๆ ด้วย ซึ่งถือว่า มีปัญหามาก ดังนั้นอยากให้สังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันดูแลเด็ก และเยาวชนของเราให้ห่างจากเรื่องเหล่านี้

    นายนเรศ สงเคราะห์สุข นักวิชาการอิสระ กล่าวว่าปัจจุบันการใช้สารเสพติดของกลุ่มเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาน่าเป็นห่วงมาก จากข้อมูลพบว่า กลุ่มที่จบชั้นมัธยมต้นมีสัดส่วนใช้ยาเสพติดหลายตัว 63% ขณะที่กลุ่มที่จบการศึกษาสูงกว่า จะใช้ยาเสพติดหลายตัว 52% รองลงมาคือยาบ้า ทั้งนี้การออกจากการศึกษากลางคันในช่วงมัธยมต้นมีผลต่อการติดยาเสพติด สถานการณ์เยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี น้อยสุดคือ 15 ปี ในไทยและภูมิภาคอาเซียนตอนนี้เพิ่มขึ้นทั้งปริมาณยาและคนเสพ โดยพบแอมเฟตามีน หรือยาบ้า สูงสุด และที่มากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนตัวที่มีการใช้ร่วมกันคือ ยาบ้า กัญชา และกระท่อม และยังพบว่า เด็กอยากใช้ยาเสพติดชนิดแรงขึ้น จึงเป็นอีกคำตอบหนึ่งว่าทำไมการป่วยจิตเวชจากยาจึงเยอะขึ้น แรงขึ้น ที่มากขึ้นและรุนแรงตามไปด้วยคือการผลักออกจากชุมชน  

    ถอดรหัส

    “เราต้องยอมรับความจริงว่า เด็กเยาวชนที่ติดยาเสพติดมีอยู่ทุกที่ และไม่มีใครทำให้ยาเสพติดหายไปจากเด็กและเยาวชนได้ เปรียบเหมือนระเบิดเวลาที่มีทุกที่ เรามีเด็กกลุ่มเสี่ยงก่ออาชญากรรมอยู่ทุกที่ เราไม่สามารถหยิบระเบิดเวลาออกมาได้หมด แต่สิ่งที่พอจะทำได้คือ ทำทุกวิถีทางให้ระเบิดเวลาเหล่านี้สงบนิ่ง ไม่ทำงาน ด้วยการสร้างพื้นที่ปลอดภัย ที่เปิดใจยอมรับความจริง และเป็นวิธีคิดแบบไม่ผลักออก แต่ต้องโอบกอด ไม่ได้อบอุ่นประคบประหงม แต่ปลอดความรุนแรง รวมกลุ่มเขาเท่านั้น ปล่อยเขาไม่ได้ สุดท้าย คือการชิงเวลา เป้าหมายไม่ใช่การทำให้ทุกคนเลิกยาได้ในทันที แต่คือการชิงเวลาของการไม่ป่วยจิตเวช ทำให้ระเบิดเวลาเหล่านั้นไม่ทำงานหรือยืดเวลาการทำงานออกไป และให้เขาเรียนรู้ที่จะอยู่กับสังคมได้โดยไม่สร้างความเดือดร้อน” นายนเรศ กล่าว

    ด้านนายวัชรพงศ์ พุ่มชื่น กรรมการและผู้จัดการมูลนิธิวิชาการสารเสพติด กล่าวว่า สังคมไทยยังมีการแพร่ระบาดของยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง เด็กเยาวชนอยู่ในวงจรของปัญหายาเสพติด เกิดจากยกระดับพฤติกรรมจากกลุ่มเสี่ยงเป็นผู้เสพ จากผู้เสพเป็นผู้ค้า และเข้าไปเกี่ยวข้องกับเครือข่ายธุรกิจยาเสพติด อีกทั้งการเข้ารับการบำบัดฟื้นฟูและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไม่สามารถเป็นสิ่งยืนยันได้ว่าคนที่เคยหลงผิดจะปรับเปลี่ยนตัวเองหรือไม่ และยังมีผู้ที่ผ่านระบบยุติธรรมที่ต้องโทษจากคดียาเสพติดออกมาสู่สังคม ปัญหาสำคัญหลายตนเสพติดผลประโยชน์จากยาเสพติด เป็นพฤติกรรมทางสังคมที่ซับซ้อน จากการวิเคราะห์พบว่าเยาวชนที่วนเวียนอยู่ในวงจรยาเสพติดมีพฤติกรรม 2 แบบ คือ การเสพติดสาร และการเสพติดพฤติกรรม จึงเป็นความยากสองชั้นที่ต้องแก้ไขอย่างเข้าถึงและเข้าใจ

    “ข้อเท็จจริงจากการทำงานด้านนี้ พบว่า ยาเสพติดเป็นปัญหาทางสังคมที่เชื่อมโยงกับปัญหาอื่น จึงไม่ใช่แค่การใช้มาตรการปราบปรามบังคับใช้กฎหมายหรือนำผู้เสพบำบัดฟื้นฟูแล้วจะแก้ไขได้ เพราะสาเหตุของการที่คนเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่ในวงจรของปัญหายาเสพติดนั้นมีหลากหลายรูปแบบ เด็กที่เข้าสู่วงจรปัญหายาเสพติดอายุน้อยลง และกลุ่มเด็กผู้หญิงมีแนวโน้มการเข้าสู่วงจรยาเสพติดที่น่าเป็นห่วง ส่วนใหญ่เป็นเด็กที่มีปัญหาครอบครัว ไม่ได้อยู่กับพ่อ แม่ ยากจน เป็นเด็กหลังห้องที่ระบบการศึกษาไม่สนใจและให้ความสำคัญ เป็นเด็กที่ถูกลืมในสังคม ไม่มีใครฟัง ไม่มีพื้นที่สร้างสรรค์ เป็นต้น โดยจุดเริ่มต้นของการเสพติดคือรวมกลุ่มดื่มเหล้า สูบบุหรี่/บุหรีไฟฟ้า ชวนกันต้มน้ำกระท่อม ที่มีส่วนผสมสารเสพติด จากหนึ่งตัว มาสู่การใช้แบบ mix and match จนอาการ “เชือน” หลอนประสาทในที่สุด” นายวัชรพงศ์ กล่าว

    ด้านนายศิริชัย จูวงษ์  อายุ 32 ปี อดีตช่างสักผู้ที่ผ่านพ้นจากวังวนยาเสพติด กล่าวว่า ตนเกิดในครอบครัวหาเช้ากินค่ำทั่วไป ย่านพระราม 4 วัยเด็กจะมีช่วงหนึ่งที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ เพราะไปทำงานต่างประเทศ ตนจึงต้องอยู่กับญาติ ใช้ชีวิตทั่วไปคือเรียน ออกไปเล่นกับเพื่อน ติดเพื่อนมากกว่าติดบ้าน เพราะความเหงา ต้องการการยอมรับ จึงเริ่มสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า และใช้กัญชา น้ำกระท่อม ต่อมาก็ขยับตามสังคมและวัฒนธรรม ไปใช้สารเสพติดชนิดรุนแรงขึ้น ที่ติดหนักคือเฮโรอีน โปรโคดิล และน้ำกระท่อม ทำให้เกิดภาพหลอน ซึมเศร้า วิตกกังวลในทุกความสัมพันธ์ ไม่สามารถรักษาความสัมพันธ์อะไรไว้ได้ ถ้าตนไม่เลิกยาคงเข้าสู่ภาวะคนเชือนแน่ ๆ และอาจกลายเป็นผู้ป่วยจิตเวชเดินตามถนน หรือไปสร้างปัญหากระทบต่อคนอื่น
    “ตอนนี้ผมมีบทเรียนว่าชีวิตเราประมาทไม่ได้เลย  ผลจากความเพลินเกินไปสนุกเกินไปแล้วก็จบที่คำว่าไม่เป็นไร เอาอยู่  สุดท้ายแล้วก็พัง  ครอบครัวและคนที่รักเราสำคัญที่สุด ผมเปลี่ยนตัวเองได้เพราะเริ่มเห็นภาพ เริ่มจากที่ไม่เหลืออะไร มิตรภาพ ความสัมพันธ์ การงาน ผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งหมด  และเปลี่ยนได้เพราะคิดถึงครอบครัว คนที่คอยช่วยเหลือ และพระเจ้าของผม  ตอนนี้ผมอาจเป็นผู้รอดแล้ว และได้มีโอกาสได้นำประสบการณ์ที่ผ่านมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม” นายศิริชัย กล่าว    

    ถอดรหัส

    ด้านนางรัชดาภรณ์ ศรีทอง ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเบิดพิทยาสรรค์ อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ กล่าวว่า โรงเรียนมีโอกาสดีได้ร่วมงานกับมูลนิธิขวัญชุมชน  ซึ่งได้รับการสนับสนุนโครงการจาก สสส.  มาทำงานปกป้องเด็กและเยาวชนจากยาเสพติด   เราพยายามทุกทางเพื่อให้เด็กอยู่กับเรา  เรียนให้จบให้ได้มากที่สุด  ต้องพยายามสุดกำลัง  การที่เด็กต้องออกนอกระบบจะเพิ่มโอกาสพลาด สุ่มเสี่ยงไปสู่วงจรยาเสพติดสูงมาก เราไม่อยากเห็นลูกหลานของเราเป็นคนเชือน กลายเป็นจิตเวชหรือต้องถูกดำเนินคดี แม้เด็กบางคนจะมีจุดพลาดไปบ้าง แต่สายตาชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ตัดสินพวกเขาไปแล้วว่าเป็นเด็กมีปัญหา ยิ่งถ้าเด็กเรียนไม่จบ ถูกออกกลางคันจะยิ่งไปกันใหญ่ โรงเรียนจึงพยายามหากิจกรรมช่วยจุดประกายพวกเขา มันต้องเริ่มจากการที่ให้เขาเข้าใจ ไม่ใช่ครูไปบ่น ไปต่อว่าจับผิด ตำหนิเขาตลอดเวลา เด็กต้องเกิดจากกระบวนการคิดจากข้างใน การมีพื้นที่ปลอดภัยของเด็กๆ  ให้เขาไว้วางใจกล้าที่จะเล่าจะพูดเรื่องราวของตัวเองที่ต้องเผชิญปัญหา

    “ตอนนี้ที่โรงเรียนกำลังพัฒนาห้องเล็กๆ ให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยของนักเรียน ถ้าเด็กๆรู้ตัวว่าพลาด กังวล เศร้า ล้ม อยากให้เขารู้ว่าเขายังมีพวกเรานะ ไม่ใช่มีแค่ตัดสินพวกเขาเพียงแค่ผลการเรียน พวกเขาต้องมีที่ให้ได้หยุดพักใจจริงๆ ได้ทบทวนตัวเอง ได้ระบายกับคนที่ไว้ใจได้ เราเชื่อว่าเขาจะค่อยๆได้สติ และรู้ตัวเองว่าควรไปทางไหน ที่ตรงนี้ไม่ต้องการคาดคั้นอะไรจากเขาเลยแค่อยากให้เขาได้พักจริงๆ และเร็วๆนี้เรากำลังชวนนักจิตวิทยามาร่วมออกแบบห้องของเรา  กระบวนการภายในเพื่อให้บรรยากาศมันเอื้อ สอดรับกับความต้องการของเด็กๆ” นางรัชดาภรณ์ กล่าว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/social/378974853&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13sPOSTD2kZ6XWlVGrTII3

  • หนี้ 89.56 บาท ผ่านไป 18 ปี ฟ้องกว่า 13,883 บาทรวมดอก ศาลชี้ดอกย้อนหลังไม่เกิน 5 ปี – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    หนี้ 89.56 บาท ผ่านไป 18 ปี ฟ้องกว่า 13,883 บาทรวมดอก ศาลชี้ดอกย้อนหลังไม่เกิน 5 ปี – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    บรรทัดฐานสำคัญ ผู้บริโภคค้างหนี้ 89.56 บาท ผ่านไป 18 ปี ถูกเรียกดอกเบี้ยกว่า 13,883 บาท ศาลวินิจฉัยให้เรียกเก็บดอกเบี้ยย้อนหลังได้ไม่เกิน 5 ปี สภาผู้บริโภคชี้ปล่อยดอกเบี้ยสะสมยาว อาจขัดหลักความเป็นธรรม

    จากกรณีผู้บริโภคถูกสถาบันการเงินฟ้องให้ชำระหนี้เงินต้นจำนวน 89.56 บาท แต่เมื่อปล่อยเวลาผ่านไปนาน 18 ปี กลับถูกเรียกให้ชำระดอกเบี้ยค้างชำระรวมกว่า 13,883.34 บาท เมื่อคดีเข้าสู่ศาล ศาลพิจารณาตามหลักกฎหมายแพ่งเรื่องอายุความ โดยวินิจฉัยว่า หนี้เงินกู้ทั่วไปมีอายุความ 10 ปี จึงถือว่าหนี้หลักหรือเงินต้นขาดอายุความไปแล้ว แต่ในคดีนี้ยังมีการจำนองอยู่ทำให้การฟ้องบังคับจำนองยังสามารถดำเนินการได้ แม้หนี้หลักจะขาดอายุความแล้ว อย่างไรก็ตาม ในส่วนของดอกเบี้ย ศาลเห็นว่ากฎหมายกำหนดให้เรียกย้อนหลังได้ไม่เกิน 5 ปี คำพิพากษานี้จึงกำหนดให้ผู้บริโภครับผิดเฉพาะเงินต้น และดอกเบี้ยในช่วงเวลาที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น

    นายภัทรกร ทีปบุญรัตน์ รองหัวหน้าฝ่ายคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค จากสภาผู้บริโภค กล่าวว่า คำพิพากษาดังกล่าวได้จำกัดความรับผิดของผู้บริโภคไว้เฉพาะเงินต้นและดอกเบี้ยในช่วงระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น โดยแม้สถาบันการเงินมีสิทธิใช้กระบวนการทางกฎหมายในการฟ้องร้องให้ชำระหนี้ แต่การปล่อยให้ดอกเบี้ยสะสมเป็นเวลานานก่อนดำเนินคดี อาจขัดต่อหลักความสุจริตและความเป็นธรรมทางการค้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค โดยสถาบันการเงินที่มีระบบติดตามหนี้ที่ดี ควรแก้ไขปัญหาตั้งแต่ยอดค้างชำระยังมีจำนวนน้อย ไม่ปล่อยให้ดอกเบี้ยสะสมจนเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากในภายหลัง

    “แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้ฟ้องคดีได้ภายในระยะเวลาอายุความ แต่การปล่อยให้ดอกเบี้ยสะสมเป็นเวลานานก่อนฟ้องร้อง อาจก่อให้เกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับความเป็นธรรมทางการค้า และความรับผิดชอบของผู้ประกอบธุรกิจต่อผู้บริโภค” นายภัทรกร กล่าว

    ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคเสนอให้หน่วยงานกำกับดูแลทบทวนมาตรฐานการติดตามหนี้ โดยเฉพาะกรณีหนี้จำนวนเล็กน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้ดอกเบี้ยสะสมเกินสมควร ได้แก่ 1. กำหนดระบบแจ้งเตือนลูกหนี้อย่างต่อเนื่องและตรวจสอบได้ 2. ปรับปรุงระบบติดตามหนี้ให้เป็นธรรม 3. พิจารณาแนวทางควบคุมดอกเบี้ยสะสมในระยะยาว

    สำหรับคำแนะนำให้แก่ผู้บริโภค ควรตรวจสอบสถานะหนี้ของตนอย่างสม่ำเสมอ เพราะหนี้บางประเภท เช่น หนี้จำนอง ยังสามารถฟ้องบังคับจำนองได้แม้หนี้ประธานจะขาดอายุความ และหากได้รับหมายศาลหรือหนังสือทวงถามหนี้เก่า ควรรีบขอคำปรึกษาทางกฎหมาย เพื่อพิจารณาเรื่องอายุความ ดอกเบี้ย และความถูกต้องของยอดเรียกเก็บ

    “หนี้จำนวนเล็กน้อยไม่ควรถูกปล่อยให้กลายเป็นภาระมหาศาลในภายหลัง ระบบติดตามหนี้ที่ดีต้องป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้นทาง ในกรณีนี้จึงไม่ใช่เพียงข้อพิพาทระหว่างลูกหนี้กับสถาบันการเงิน แต่เป็นคำถามสำคัญว่า การดำเนินธุรกิจทางการเงินควรยึดเพียงสิทธิทางกฎหมาย หรือควรคำนึงถึงความเป็นธรรมต่อผู้บริโภคควบคู่กันด้วย” นายภัทรกร กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/interest-cant-charge-more-5-years/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JntrCKJNSnJazhu2ov3bv

  • ชงรัฐทำระบบยืนยันตัวตนผู้โทร ให้ประชาชนใช้ฟรี ป้องกันมิจฉาชีพหลอกลวง – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ชงรัฐทำระบบยืนยันตัวตนผู้โทร ให้ประชาชนใช้ฟรี ป้องกันมิจฉาชีพหลอกลวง – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    สถิติหลอกลวงผ่านโทรศัพท์พุ่ง 168 ล้านครั้ง สภาผู้บริโภค ผนึก โคแฟค เสนอรัฐจัดทำระบบยืนยันตัวตนผู้โทร “Caller ID” ติดตั้งในซิมการ์ด หรือโทรศัพท์ ให้ประชาชนใช้ฟรี พร้อมเปิดเวทีระดมสมอง ผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค

    ภัยมิจฉาชีพออนไลน์ทวีความรุนแรงต่อเนื่อง Whoscall เผยสถิติหลอกลวงผ่านสายโทรศัพท์และข้อความ SMS ถึง 168 ล้านครั้ง สูงสุดในรอบ 5 ปี ด้านศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) รายงานสถานการณ์อาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตั้งแต่เดือน ต.ค.2568- ก.พ.2569 ช่วง 5 เดือน ได้รับแจ้งเหตุทั้งหมด 147,188 เคส เป็นการหลอกลวงทางโทรศัพท์ 15,969 เคส หรือเฉลี่ยวันละ 100 เคส สร้างความเสียหายประมาณ 2,136 ล้านบาท สภาผู้บริโภคเสนอรัฐพัฒนาระบบยืนยันตัวตนผู้โทร (Caller ID) ให้เป็นบริการพื้นฐานที่ติดตั้งมากับซิมการ์ดหรือระบบปฏิบัติการของโทรศัพท์ ให้ประชาชนใช้งานได้ฟรี ลดความเสี่ยงจากการหลอกลวงทางโทรศัพท์และข้อความตั้งแต่ต้นทาง พร้อมจัดเวทีระดมสมองจากทุกหน่วยงาน เพื่อขับเคลื่อนการป้องกันภัยจากมิจฉาชีพออนไลน์

    นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ ประธานคณะอนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค กล่าวว่า จากวิกฤตภัยมิจฉาชีพออนไลน์ที่มีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องแม้ปัจจุบัน จะมีเครื่องมือหรือแอปพลิเคชันจากภาคเอกชนที่ช่วยแจ้งเตือนเบอร์โทรศัพท์มิจฉาชีพ แต่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงฟังก์ชันที่ครบถ้วน ทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถใช้บริการได้ทั้งหมด สภาผู้บริโภคจึงจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายทำและแนวทางแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ประกอบด้วย

    1. การจัดทำระบบเตือนภัยให้เป็นบริการพื้นฐาน โดยเสนอให้ระบบการยืนยันตัวตนหรือการแจ้งเตือนชื่อเบอร์โทร (Caller ID) เป็นฟังก์ชันอัตโนมัติที่มาพร้อมกับซิมการ์ดหรือระบบปฏิบัติการของเครื่องโทรศัพท์ ที่ประชาชนทุกคนใช้ได้ฟรีและไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย 2. การใช้เอไอและฐานข้อมูลภาครัฐเดินหน้าป้องกัน โดยภาครัฐและค่ายมือถือควรใช้เทคโนโลยีเอไอและฐานข้อมูลที่มีอยู่ เช่น ข้อมูลซิมบ็อกซ์ หรือซิมเถื่อน ในการตรวจสอบและขึ้นข้อความเตือนบนหน้าจอทันทีเมื่อมีสายผิดปกติหรือ ข้อความ (SMS) หลอกลวงโทรเข้ามา เพื่อให้เทคโนโลยีทำหน้าที่ปกป้องประชาชนอย่างแท้จริง

    3. การตรวจสอบแอปพลิเคชันที่ใช้ป้องกันมิจฉาชีพ โดยภาครัฐหรือ กสทช. ควรเป็นผู้ให้การรับรอง ว่าแอปพลิเคชันใดปลอดภัย เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคสับสนจนไปดาวน์โหลดแอปปลอม 4. มาตรการลงโทษและเยียวยาผู้บริโภค ควรตรวจสอบและชดเชย หากพบว่าผู้ให้บริการมีการคิดค่าบริการผิดพลาด หรือปล่อยให้มีการเอาเปรียบผู้บริโภค ต้องมีกลไกเรียกค่ายมือถือมาชี้แจงและเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้บริโภคทันที โดยการดำเนินการ กสทช. ควรเป็นเจ้าภาพร่วมกับ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) รวมถึงผู้ให้บริการโทรคมนาคมทั้งสองราย ร่วมด้วยตำรวจไซเบอร์และตำรวจสืบสวนกลาง พร้อมมีการกำหนดตัวชี้วัดให้ชัดเจน เช่น การเข้าถึงตัวของมิจฉาชีพลดลงในเชิงปริมาณ และความเสียหายทางทรัพย์สิน

    “ต้องการให้รัฐเข้มงวดมากขึ้น โดยการมีเครื่องมือเตือนภัยที่รวมอยู่ในระบบซิมการ์ดและเป็นบริการฟรี ที่ช่วยลดปัญหาได้มหาศาล เพราะความปลอดภัยดิจิทัลไม่ควรเป็นภาระที่ประชาชนต้องจ่ายเงินซื้อเอง” นางสาวสุภิญญา กล่าว

    นางสาวสุภิญญา กล่าวว่า เพื่อร่วมป้องกันภัยจากมิจฉาชีพออนไลน์ในเชิงรุก สภาผู้บริโภคได้ร่วมกับโคแฟค (Cofact) จัดเวทีเสวนา “Digital Thinkers Forum #34 : ยกระดับกลไกการยืนยันตัวตน (Caller ID/ID Verification) พันธกิจร่วมสู่ความปลอดภัยดิจิทัล” ในวันที่ 16 มีนาคม 2569 เพื่อระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเกี่ยวกับการยกระดับระบบแจ้งเตือนและยืนยันตัวตนผู้โทรให้เป็นบริการพื้นฐานของประเทศ โดยข้อสรุปและข้อเสนอจากเวทีดังกล่าวจะถูกรวบรวมเพื่อนำเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล เพื่อวางกลไกการคุ้มครองผู้บริโภคในโลกดิจิทัลให้เข้าถึงง่าย ปลอดภัย และเพิ่มประสิทธิภาพ

    นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวเพิ่มเติมถึง ปัญหาการหลอกลวงผ่านโทรศัพท์และ SMS ได้สร้างความเสียหายทางการเงินจำนวนมากให้กับประชาชน โดยปีที่ผ่านมา มีสถิติการโทรศัพท์ที่เข้าข่ายมิจฉาชีพประมาณ 168 ล้านครั้ง หรือเฉลี่ย 3 ครั้งต่อคนต่อปี ถือเป็นตัวเลขที่สูงและน่ากังวล ซึ่งมิจฉาชีพมักแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น สถานีตำรวจ สำนักงานที่ดิน หรือใช้วิธีตีสนิทเพื่อสร้างความไว้วางใจ และบางครั้งมิจฉาชีพโทรมาโดยอ้างเหตุการณ์ที่ดูสมจริงหรือเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ใกล้ตัว ทำให้ผู้รับสายอาจเผลอรับโทรศัพท์และตกเป็นเหยื่อได้ง่าย เกิดความเสียหายตามมา

    สำหรับแนวทางป้องกันปัญหามิจฉาชีพผ่านโทรศัพท์ควรเป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการเครือข่าย (โอเปอเรเตอร์) และหน่วยงานกำกับดูแล ไม่ควรผลักภาระค่าใช้จ่ายไปยังประชาชน เนื่องจากสิทธิด้านความปลอดภัยในการสื่อสารเป็นสิทธิพื้นฐานที่ควรได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายด้านการสื่อสารที่มีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 อีกประเด็นสำคัญคือการจัดการระบบ Caller ID ที่ข้อมูลกระจัดกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน หากสามารถพัฒนาให้เป็นฐานข้อมูลระดับประเทศ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบและป้องกันการปลอมแปลงหมายเลขโทรศัพท์ได้ รวมถึงมาตรการบล็อกหมายเลขต่างประเทศที่ผิดปกติ

    นอกจากนี้ ต้องมีแนวทางการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการเชิงระบบในระดับประเทศ เพื่อให้โอเปอเรเตอร์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดการปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค สร้างความก้าวหน้าป้องกันการหลอกลวงทางโทรคมนาคมอย่างเป็นรูปธรรม

    ดร.อุดมธิปก ไพรเกษตร อนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค กล่าวว่า การบังคับใช้ระบบ Caller ID หรือการแสดงชื่อผู้โทรนั้นไม่ถือว่าเป็นการละเมิดกฎหมายการละเมิดกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) โดย กสทช. มีสิทธิ์ทางกฎหมายในการบังคับให้ผู้ที่ลงทะเบียนซิมการ์ดต้องเปิดเผยชื่อตัวเองเมื่อโทรออก เพื่อให้ผู้รับสายสามารถระบุตัวตนผู้โทรได้ และการมีระบบนี้จะมีประโยชน์สูงสุดสำหรับการโทรหาคนที่ไม่รู้จักกันครั้งแรก เพื่อให้ผู้รับทราบว่าใครติดต่อมา และผู้รับสายจึงสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ชัดเจน

    “ผู้ใช้งานอ้างไม่ได้ว่าการบังคับโชว์ชื่อผิดกฎหมาย PDPA ถือเป็นมาตรการที่หน่วยงานกำกับดูแลมีสิทธิ์สั่งการเพื่อความปลอดภัยของประชาชน” ดร.อุดมธิปก กล่าว

    ขณะเดียวกันมีปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังต่อไปคือการใช้ “ซิมม้า” หรือจดทะเบียนในนามนิติบุคคลปลอมที่อาจแฝงในเรื่องภัยมิจฉาชีพได้เช่นกัน จึงควรมีระบบยืนยันตัวตนก่อนซื้อซิมที่เข้มงวด และกำหนดเพดานจำนวนหมายเลขโทรศัพท์ที่บุคคลหรือองค์กรหนึ่งสามารถถือครองได้ ร่วมสกัดกั้นมิจฉาชีพตั้งแต่ต้นทาง

    นายอดิศักดิ์ สายประเสริฐ หัวหน้าหน่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบาย สภาผู้บริโภค กล่าวถึง แนวทางในการจัดการปัญหาเรื่องซิมผี ซิมม้า ควรดำเนินการจัดทำฐานข้อมูลกลางด้านโทรคมนาคม หรือ เทเลคอม ดาต้า บูโร (Telecom Data Bureau) โดยภาคเอกชนในกลุ่มโทรคมนาคม ทั้งเอไอเอส ทรู และเอ็นที สามารถร่วมมือพัฒนาศูนย์ข้อมูลกลางลักษณะเดียวกัน เพื่อให้หน่วยงานกำกับดูแลและเจ้าหน้าที่รัฐสามารถติดตามและสกัดกั้นการใช้งานเบอร์โทรศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงได้อย่างรวดเร็ว

    ทั้งนี้ระบบควรเชื่อมโยงข้อมูลสำคัญอย่างน้อย 3 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลซิมม้า ข้อมูลบัญชีม้า และข้อมูลนิติบุคคลนอมินี ซึ่งในปัจจุบันภาคธนาคารมีความพร้อมในการเชื่อมต่อข้อมูลแล้ว แต่ข้อมูลจากฝั่งค่ายมือถือและแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยังอยู่ในช่วงพัฒนา ทั้งหมดจะทำให้ตำรวจและหน่วยงานกำกับดูแลสามารถตรวจสอบเครือข่ายการหลอกลวงได้ครบวงจร ซึ่งแนวคิดดังกล่าวได้รับแนวคิดมาจาก การจัดทำระบบฐานข้อมูลกลางของภาคธนาคาร (Central Fraud Registry) หรือ ซีเอฟอาร์ ที่ใช้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตทางการเงิน โดยเฉพาะ “บัญชีม้า” ทำให้ธนาคารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบและป้องกันการหลอกลวงได้รวดเร็วขึ้น

    นอกจากนี้ ได้เสนอแนวทางเพิ่มเติมในการจัดการปัญหาซิมม้า เช่น การบังคับให้หมายเลขโทรศัพท์ที่มีความเสี่ยงหรือถูกถูกรายงานจำนวนมากต้องยืนยันตัวตนใหม่ (Re-KYC) การตรวจสอบบริษัทที่เปิดซิมจำนวนมากผ่านข้อมูลจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อป้องกันการใช้บริษัทนอมินีเปิดซิมม้า และการกำหนดมาตรการยึดคืนหมายเลขโทรศัพท์ที่ไม่มีการใช้งานหรือไม่ได้ต่ออายุนานเกิน 3 ปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/caller-id-should-public-service/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SI3rVf8wuU_tpJBQmt4_3

  •  “ความเหลื่อมล้ำโรงเรียนไทย สะท้อนความคิดจัดการศึกษา” – สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

     “ความเหลื่อมล้ำโรงเรียนไทย สะท้อนความคิดจัดการศึกษา” – สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

             “เรื่องนี้สะท้อนค่านิยมเพราะโรงเรียนดัง เท่ากับโอกาสในอนาคต โรงเรียนเหล่านี้มีผลงานทางวิชาการสูง มีสถิติในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำมาก เหมือนเป็นบันไดสู่มหาวิทยาลัยและอาชีพที่ดี เพราะโรงเรียนดังมีเครือข่ายที่เอื้อต่อการเข้ามหาวิทยาลัยด้วย”

                “อุทิตา สุวรรณธาดา ผู้สื่อข่าวการศึกษา เดลินิวส์” ให้มุมมอง “ทำไมเด็กไทยต้องแข่งขันทั้งชีวิต? กว่าจะถึงฝั่งฝัน” ใน “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ว่า 

    “สอบเข้าม.1-ม.4 เป็นปัญหาแรงต่อเนื่องทุกปี เหตุเพราะแข่งขันสูง”

                อุทิตา บอกว่า การรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อชั้น ม.1 และม.4 รุนแรงต่อเนื่อง ทั้งในอดีตและปัจจุบันโดยเฉพาะโรงเรียนดัง ม.1 มีอัตราการแข่งขันสูง โรงเรียนของรัฐมีทั้งหมด 281 แห่งทั่วประเทศ จากทั้งหมด 20,009 กว่าแห่ง ดังนั้นทุกคนจึงมุ่งไปที่โรงเรียนดัง การสอบเข้า ม.1 เป็นปัญหาทุกปี เด็กแห่เข้าไปโรงเรียนดังที่มีชื่อเสียง ทำให้การแข่งขันสูงต่อเนื่องในอนาคต แต่รูปแบบอาจเปลี่ยนในลักษณะที่ว่า การกระจุกตัวหมายถึงโรงเรียนชั้นนำโรงเรียนดังยังมีผู้สมัครเพิ่มขึ้น แต่จำนวนภาพรวมเด็กและภาพรวมจำนวนโรงเรียนในประเทศ มีแนวโน้มลดลงเพราะอัตราการเกิดต่ำลง หรืออย่างที่เห็นกันว่าสนามสอบเข้า ม.4โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ดุเดือดที่สุดภาพสะท้อนชัดเจน 

    “ค่านิยมเข้าโรงเรียนชื่อดังเป็นปัจจัยหลัก ทำให้เด็กแข่งขันหนัก” 

                อุทิตา บอกว่า ปัจจัยหลักๆ คือ ค่านิยมของสังคมและความหวังของผู้ปกครอง เพราะผู้ปกครองมองว่าการลงทุนด้านการศึกษา คือ สิ่งที่สำคัญที่สุด ในอดีตที่ผ่านมาเห็นการพาดหัวข่าวในหนังสือพิมพ์ที่เป็นข่าวใหญ่ คือ โรงเรียนดังเรียกรับเงินแป๊ะเจี๊ยะ แลกที่นั่งเรียนเป็นการลงทุนในการศึกษาเพื่ออนาคตของลูก ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง คือ เรื่องความเหลื่อมล้ำของคุณภาพโรงเรียน ประเทศไทยมีโรงเรียนจำนวนมาก แต่คุณภาพครู , สื่อการเรียนการสอนและงบประมาณมีไม่เท่ากัน เพราะโรงเรียนได้รับงบประมาณเป็นรายหัว ดังนั้นโรงเรียนที่มีขนาดใหญ่ได้รับเงินงบประมาณรายหัวมาก ส่วนโรงเรียนขนาดเล็กที่มีเด็กน้อยก็ได้รับเงินน้อย

                “เรื่องนี้สะท้อนค่านิยมเพราะโรงเรียนดัง เท่ากับโอกาสในอนาคต โรงเรียนเหล่านี้มีผลงานทางวิชาการสูง มีสถิติในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำมาก เหมือนเป็นบันไดสู่มหาวิทยาลัยและอาชีพที่ดี เพราะโรงเรียนดังมีเครือข่ายที่เอื้อต่อการเข้ามหาวิทยาลัยด้วย”

    “ระบบการศึกษาไทยควรปรับหลักสูตร ให้เด็กคิด-วิเคราะห์เป็นตามศักยภาพ ต่อยอดได้ในอนาคต”

                “โรงเรียนต้องปรับเยอะควรมีหลักสูตรที่ยืดหยุ่น ให้เด็กคิดวิเคราะห์เป็นไม่ใช่เน้นท่องจำ ตอนนี้กระทรวงศึกษาธิการปรับหลักสูตรขั้นพื้นฐาน เป็นหลักสูตรสมรรถนะเรียนตามศักยภาพของผู้เรียน เมื่อปีที่แล้วมีโรงเรียนที่นำร่อง 2,000 กว่าแห่ง ใช้หลักสูตรประถมศึกษาตอนต้นป.1-ป.3 เน้นการเรียนรู้ตามฐานสมรรถนะของเด็ก เป็นการต่อยอดในระดับมัธยมศึกษา จากที่มีข้อมูลสำรวจออกมาทราบว่าเห็นผล เพราะเด็กไม่ต้องเครียดเน้นเชิงวิชาการที่มุ่งสอบอย่างเดียว แต่เน้นการเรียนรู้ตามทักษะในระดับประถมต้น คือ อ่านออกเขียนได้,คิดเลขเป็น,คิดวิเคราะห์เป็น เรียนรู้ตามศักยภาพเพื่อต่อยอด และมีแนวทางในอนาคตสู่เส้นทางอาชีพ พอเข้าสู่มัธยมจบม.3 เขาอาจจะไม่ต้องไปแข่งขันเรียนต่อทางสายสามัญก็ได้ อาจจะเรียนต่อสายอาชีพก็ได้” 

    “สพฐ.กำลังทำโครงการหนึ่ง อำเภอหนึ่งโรงเรียน มีโรงเรียนเข้าร่วมกว่า 1,800 แห่ง”

                อุทิตา บอกว่า โรงเรียนทางเลือกมีข้อดีแต่สุดท้ายมาพร้อมค่าใช้จ่าย กระทรวงศึกษาธิการมีโรงเรียนที่เป็น“โฮมสคูล” เรียนที่บ้านไม่ต้องแข่งขัน แต่ให้เรียนมุ่งเน้นทักษะ คิดวิเคราะห์ตามศักยภาพของเด็ก ความจริงแล้วอยากให้มองภาพรวมไม่ต้องไปแข่งขันเข้าโรงเรียนดัง บางครั้งผู้ปกครองอยากให้เด็กเข้าโรงเรียนดัง เพราะเป็นบันไดและสะพานสู่ชีวิตในอนาคตของลูก ทั้งนี้กระทรวงศึกษาธิการโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ซึ่งคุมโรงเรียนทั่วประเทศทำ “โครงการหนึ่ง อำเภอหนึ่งโรงเรียน” มีแนวคิดยกระดับโรงเรียนให้เป็นศูนย์กลางคุณภาพในแต่ละพื้นที่ของอำเภอ ขณะนี้มีโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ 1,800 กว่าแห่ง จะสร้างให้เป็นมาตรฐานเรื่องการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ เป็นการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เท่าเทียม ให้เด็กเข้าถึงโรงเรียนคุณภาพใกล้บ้าน เพราะถ้าเด็กมีโรงเรียนคุณภาพใกล้บ้าน ในชุมชนพ่อแม่ผู้ปกครอง ก็ไม่จำเป็นต้องพาลูกไปแข่งขันเข้าโรงเรียนดัง 

    “ยกโรงเรียนบ้านห้วยเสียด จ.กระบี่ เป็นตัวอย่าง จัดการศึกษาตามบริบทพื้นที่”

                อุทิตา บอกว่า ตัวอย่างที่เห็นชัดเจน คือ โรงเรียนบ้านห้วยเสียด จ.กระบี่ มีกระบวนการบริหารจัดการ สู่การเป็นโรงเรียนคุณภาพของชุมชนมีเด็ก 900 กว่าคน ครู 45คน โรงเรียนจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน คือ หลักสูตร “รักถิ่นโนราห์” เพราะโรงเรียนนี้อยู่ภาคใต้และกระบี่เป็นจังหวัดท่องเที่ยว เด็กได้เรียนรู้การรำโนราห์ที่เป็นศิลปะวัฒนธรรม เป็นหลักสูตรสร้างภูมิปัญญาต่อยอดเป็นอาชีพและแสดงโชว์ให้นักท่องเที่ยวได้ชม โดยไม่ทิ้งด้านวิชาการแต่เสริมหลักสูตรเหล่านี้ขึ้นมา ให้เด็กเรียนตามศักยภาพของโรงเรียน ส่วนด้านวิชาการโรงเรียนดังกล่าวมีหลักสูตรทักษะอาชีพ ที่ร่วมมือกับภาคเอกชนในพื้นที่ นำผู้เชี่ยวชาญเข้ามาสอนเด็ก อาทิ การตัดผมทำให้เด็กมีอาชีพมีรายได้ในชุมชน ทั้งนี้โรงเรียนทั่วประเทศมีขนาดใหญ่ กลาง เล็ก การสร้างเป็นโรงเรียนคุณภาพชุมชน เพราะต้องการให้เห็นว่าจัดการศึกษาตามบริบทเชิงพื้นที่

    “ความเหลื่อมล้ำคุณภาพสถานศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญที่ ผู้ปกครอง-เด็ก เลือกเรียน”

                “ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของไทยไม่เท่ากันอยู่แล้ว โรงเรียนทั่วประเทศในสังกัด สพฐ. มีอยู่ 29,000 กว่าแห่งบวกๆนิดหน่อย มีทั้งโรงเรียนขนาดใหญ่ กลางและเล็ก เราไม่ต้องพูดถึงโรงเรียนขนาดเล็กหรือขนาดกลางเลย เพราะโรงเรียนขนาดกลางเหล่านี้ถูกยกขึ้น เป็นโรงเรียนคุณภาพประจำชุมชนโรงเรียนหนึ่ง แต่โรงเรียนขนาดใหญ่ คือ โรงเรียนดังที่มีอัตราการแข่งขันสูง และงบประมาณที่กระทรวงศึกษาแจกจ่ายให้โรงเรียนเป็นงบประมาณรายหัว โรงเรียนที่มีเด็กจำนวนมากก็ได้งบฯรายหัวมาก ในการพัฒนาผู้เรียนพัฒนาสื่อการสอนที่ทันสมัย โรงเรียนไหนที่มีเด็กน้อยได้รับงบประมาณน้อย จึงต้องร่วมมือกับเอกชนและชุมชนในพื้นที่ เช่น มูลนิธิสานอนาคตเป็นเอกชนที่ช่วยโรงเรียนขนาดเล็กค่อนข้างเยอะมาก โดยเติมสื่อการสอนเทคโนโลยี,เติมครู ทั้งครูภาษาอังกฤษและครูภาษาจีน เพื่อให้เด็กได้เรียนอย่างทั่วถึง มีโอกาสเท่าเทียมกับเด็กที่เรียนในเมืองหรือโรงเรียนขนาดใหญ่” 

    “ยกสามเสนวิทยาลัย ตัวอย่างโรงเรียนขนาดใหญ่ ได้งบฯสนับสนุนจาก ศธ.และผู้ปกครอง”

                อุทิตา บอกว่า ได้เข้าไปดูบรรยากาศการเรียนดังๆ ที่รวบรวมหัวกะทิของประเทศไทยไว้ อาทิ โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ซึ่งครองอันดับ 1 ในการรับนักเรียนและมีการแข่งขันที่สูงมาก โรงเรียนมีทั้งห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ มีสื่อการสอนที่ทันสมัย เรียนกับครูเจ้าของภาษา ได้รับงบประมาณและผู้ปกครองที่แห่เข้าไปในโรงเรียนนี้ จะเติมงบประมาณสนับสนุนค่าบำรุงการศึกษา เมื่อลูกได้เข้าเรียนแล้วผู้ปกครองที่มีกำลัง ก็พร้อมจะจ่ายค่าบำรุงการศึกษาให้ลูกได้เรียนกับโรงเรียนที่ดีมีคุณภาพ 

    “เด็กหลายคนอยากลองสนามเตรียมอุดม เป็นไกด์ไลน์ต่อยอดด้านวิชาการ”

                ส่วนที่เด็กหลายคนอยากได้บรรยากาศการแข่งขันโดยไปลองสนามสอบ ทั้งที่ทราบดีว่าอาจจะสอบไม่ติดเพราะการแข่งขันสูงมาก อุทิตา ยอมรับว่า ใช่ส่วนหนึ่งอยากลองสนามสอบ เช่น สอบเข้า ม.4 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ดิฉันได้มีโอกาสลงพื้นที่ไปพูดคุยกับเด็ก เขาอยากรู้ว่าโรงเรียนดีมีคุณภาพมาตรฐานวิชาการสูง แนวข้อสอบเป็นแบบไหนเพื่อเป็นแนวทางไกด์ไลน์ ต่อยอดเรื่องส่วนตัวทางด้านวิชาการเพื่อพัฒนาตนเอง ทั้งที่เขาอาจจะมีตัวเลือกเข้า ม.4 โรงเรียนอื่นแล้วก็ได้ แต่อยากจะรู้แนวทางว่าข้อสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมเป็นอย่างไร  

    “ลงพื้นที่ดูบรรยากาศจับฉลากรับนักเรียนเข้า ม.1-คุยผู้ปกครอง-เด็กกดดัน” 

                อุทิตา บอกว่า ความเหลื่อมล้ำหรือโอกาสทางการศึกษา ส่งผลกระทบต่อตัวเด็ก เรื่องความเครียดแน่นอน ย้อนไปเกือบสี่ปีที่แล้วดิฉันลงพื้นที่ทำข่าว รับนักเรียนเข้า ม.1 มีการจับฉลากทุกคนจะเคยเห็นภาพ เด็กจับฉลากดีใจว่าจับฉลากเข้าเรียนได้ ขณะที่เด็กบางคนคอตกผิดหวังว่าจับฉลากไม่ได้ ก็ได้รับความกดดัน และดิฉันได้พูดคุยกับผู้ปกครองที่มานั่งรอลูกสอบคัดเลือกหรือจับฉลากบอกว่า พาลูกเตรียมทำข้อสอบตั้งแต่อยู่ประถมศึกษา เรียนพิเศษติวเข้มผลที่ตามมา คือ เด็กกดดันมีเวลาพักผ่อนน้อย และเด็กก็กดดันตัวเองด้วยว่าถ้าตัวเราทำไม่ได้ในความคาดหวังของพ่อแม่ จะทำอย่างไร กลายเป็นความล้มเหลวในชีวิตของเด็ก

    “เด็กเก่งทักษะอื่นได้ โดยไม่จำเป็นต้องเก่งวิชาการ”

                อุทิตา บอกว่า ชีวิต คือ การแข่งขันตลอด เครียด ไม่ว่าจะเรียนจบยันทำงาน เด็กไม่จำเป็นต้องเก่งวิชาการอย่างเดียว แต่มีศักยภาพและทักษะอย่างอื่นก็เก่งได้ เช่น เรื่องของกีฬา,ดนตรี,ศิลปะ เด็กเหล่านี้เก่งเหมือนกันแม้ว่าจะไม่เก่งด้านวิชาการ ความจริงแล้วโรงเรียนต้องชื่นชมและเชิดชูเขา ให้เท่ากับเด็กที่เก่งด้านวิชาการ เพราะเด็กที่เก่งทางด้านวิชาการอย่างเดียว ไม่ได้ตอบโจทย์ความสำเร็จชีวิตเสมอไป“

    “ฝากถึงผู้ปกครองควรมีทัศนคติ ให้เด็กเรียนตามศักยภาพ”

                “อยากฝากถึงผู้ปกครองบางคนที่คาดหวังกับลูก อยากให้ลูกเรียนโรงเรียนดีๆ เสริมโอกาสให้ได้เจอสังคมดี แต่ควรถามบุตรหลานว่าอยากเรียนอะไร แล้วส่งเสริมเขาในแนวทางนั้นดีกว่า เช่น อาจชอบด้านทักษะวิชาชีพก็มุ่งไปทางทักษะวิชาชีพ เพราะสุดท้ายแล้วความสำเร็จในชีวิต คือ เรียนจบมาแล้วมีงานทำ ไม่ใช่ว่าเป็นค่านิยมที่ต้องเรียนจบปริญญาตรี แต่ทุกวันนี้การเรียนปริญญาตรียังเตะฝุ่นอยู่เลย อยากให้ผู้ปกครองปัก “มายเซ็ท” ให้เด็กเรียนตามศักยภาพไม่ต้องเข้มงวด ว่าลูกต้องเข้าโรงเรียนนี้แล้วลูกต้องติวตั้งแต่อายุยังน้อย ต้องอ่านข้อสอบเพื่อไปเข้าโรงเรียนดังๆให้ได้ เพราะโรงเรียนสังกัด สพฐ.ทุกแห่งมีคุณภาพเท่าเทียมกันอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับความคิดของผู้ปกครองว่าอยากให้ลูกเป็นแบบไหน เติบโตมาเป็นคุณภาพที่ดีในสังคม เป็นคนดีของสังคมและรับผิดชอบชีวิตของตัวเองได้มากขึ้น” อุทิตา บอกทิ้งท้าย

    ติดตาม “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ทุกวันอาทิตย์11.00-12.00 น. โดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และคลื่นข่าว MCOT News FM 100.5

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tja.or.th/view/activities/radio-tja/1457046&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw102P5ubfFwpEVkNqQtdh-M

  • วิ่งฉิวสู่ภาคใต้”ถนนเพชรเกษม”ปลอดภัยขึ้น กรมทางหลวงทุ่ม 608ล้าน สร้างสะพานกลับรถต่างระดับเสร็จ | เดลินิวส์

    วิ่งฉิวสู่ภาคใต้”ถนนเพชรเกษม”ปลอดภัยขึ้น กรมทางหลวงทุ่ม 608ล้าน สร้างสะพานกลับรถต่างระดับเสร็จ | เดลินิวส์

    ​ “ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์” รายงานว่า สำนักก่อสร้างทางที่ 1 กรมทางหลวง(ทล.) นำผู้เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักสำรวจและออกแบบ สำนักอำนวยความปลอดภัย สำนักงานทางหลวงที่ 15 แขวงทางหลวงประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน) และผู้รับจ้าง ร่วมตรวจสอบและกำหนดแนวทางการป้องกัน และแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุบนโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข4 สาย บ.ห้วยยาง – อ.บางสะพาน ก่อนเปิดใช้งาน (Pre Opening Stage) ผลการตรวจสอบเรียบร้อยดี เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย พร้อมให้บริการประชาชน

    ​ “ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์” สัมภาษณ์ นายอิทธิพล แก้วบัวดี นายช่างโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข4 (ทล.4หรือถนนเพชรเกษม) สาย บ.ห้วยยาง – อ.บางสะพาน พื้นที่ จ. ประจวบคีรีขันธ์ ให้ข้อมูลว่า โครงการเป็นการก่อสร้างจุดกลับรถต่างระดับลักษณะสะพานเพื่อลดจุดตัดและกลับรถที่ปลอดภัยบนถนนเพชรเกษมสาย บ.ห้วยยาง – อ.บางสะพาน ระหว่างกม.337+313 – กม. 381+863 ระยะทาง 44.550 กม. รวม 3 จุด ประกอบด้วย

    1)กม.337+290 ต. ห้วยยาง อ. ทับสะแก จ. ประจวบคีรีขันธ์

    2)กม. 340+770 ต. แสงอรุณ อ. ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์

    3)กม.380+825 ต. ร่อนทอง อ. บางสะพาน จ. ประจวบคีรีขันธ์

    รวมทั้งระบบความปลอดภัยอื่นๆ อาทิ ราวเหล็กกั้นถนน (การ์ดเรล) งบประมาณก่อสร้าง608.8 ล้านบาท มีบริษัท เอ็ม.ซี. คอนสตรัคชั่น (1979) จำกัด เป็นผู้รับจ้าง เริ่มสัญญาวันที่ 25 เม.ย. 2566 สิ้นสุดสัญญา8 ก.พ. 2569 และได้รับการขยายสัญญาถึงวันที่ 16 มี.ค. 2569

    ​ เนื่องจากถนนเพชรเกษม เป็นทางหลวงที่มีความสำคัญในการคมนาคมและขนส่งเชื่อมโยงภาคใต้ มีปริมาณการจราจรเฉลี่ยรายวัน 12,844 คัน เป็นรถบรรทุก 39.66% ขนาด 4 ช่องจราจรไปกลับ มีจุดกลับรถเป็นลักษณะทางราบที่ระดับดิน ทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง มีความเสี่ยงต่อการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน

    การก่อสร้างสะพานกลับรถจะเพิ่ม เพิ่มความสะดวกรวดเร็วและความปลอดภัยในการเดินทาง รวมทั้งการขนส่งสินค้าให้มีประสิทธิภาพรองรับการพัฒนาทางเศรษฐกิจในพื้นที่ การท่องเที่ยวและการค้าระหว่างภูมิภาค

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5692521/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05qAvI9ZurddzWZgZIecgp

  • ประวัติ สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล เก้าอี้รัฐมนตรียังเหนียว นั่งรมว.พัฒนาสังคมฯ ในครม.อนุทิน 2

    ประวัติ สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล เก้าอี้รัฐมนตรียังเหนียว นั่งรมว.พัฒนาสังคมฯ ในครม.อนุทิน 2

    ส่องประวัติ สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ลูกสาว “กำนันป้อ” เจ้าของโรงแป้งมันระดับท็อปของประเทศ เก้าอี้รัฐมนตรียังแน่น จ่อนั่ง รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในครม.อนุทิน 2

    วันที่ 16 มีนาคม 2569 ชื่อของ นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล หรือ ปุ๋ง หนึ่งใน สส.บัญชีรายชื่อ กลุ่มพลังหญิงของพรรคเพื่อไทย ยังคงมีรายชื่อติดโผเป็นรัฐมนตรีพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในรัฐบาลอนุทิน 2  สุดาวรรณ เป็นลูกสาวคนโตของ นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล (กำนันป้อ) อดีตสส. พรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และกระทรวงพาณิชย์ ในสมัยของรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับดร.ยลดา หวังศุภกิจโกศล หรือ มาดามหน่อย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมาในปัจจุบัน สุดาวรรณจึงเติบโตมาในครอบครัวนักธุรกิจ โรงงานแป้งมันแนวหน้าของประเทศไทย ที่ผันตัวมาเป็น “บ้านใหญ่” ทางการเมืองที่ทรงอิทธิพลที่สุดในนครราชสีมา

    โดยในช่วงที่พ่อและแม่ของเธอกระโดดลงสนามการเมืองเต็มตัว สุดาวรรณ ยังเคยดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท แป้งมันเอี่ยมเฮงอุตสาหกรรม จำกัด มาแล้ว  เธอมีน้องชาย คือ นายอาทิตย์ หวังศุภกิจโกศล 

    สุดาวรรณ เกิดวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2525 ปัจจุบันมีอายุ 43 ปี  จบการศึกษา ปริญญาตรีด้านเทคโนโลยีธรณี สาขาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี   แม้จะเป็น สส. มาเพียง ไม่นาน แต่ก็มีประสบการณ์การทำงาน เป็นรัฐมนตรีมาแล้วหลายกระทรวง  ทั้ง 

    -อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 

    -อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

    – รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    – อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ ปี 2566

    – สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ ปี 2569

    ด้วยบุคลิกของ ปุ๋ง เป็นสาวสุภาพอ่อนน้อม “นิ่ง สงบ สยบความเคลื่อนไหว” เธอมักจะให้เกียรติผู้ใหญ่และเพื่อนร่วมงานเสมอ ซึ่งเป็นสไตล์ที่ “กำนันป้อ” มักเน้นย้ำกับลูกๆ ในการทำธุรกิจและการเมือง แม้ภายนอกจะดูเรียบร้อย แต่ด้วยพื้นฐานวิศวะและคนทำโรงงานแป้งมัน เธอขึ้นชื่อเรื่องการลงพื้นที่จริงและเกาะติดงานอย่างจริงจังไม่แพ้กัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2920446&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36Gjl30XO2aepNyoWmb41P

  • จัดอันดับ 4 ร้านติดฟิล์มอาคาร ที่ช่วยลดความร้อน เพิ่มความเป็นส่วนตัว และทำให้อาคารดูโปรขึ้น – บ้าน

    จัดอันดับ 4 ร้านติดฟิล์มอาคาร ที่ช่วยลดความร้อน เพิ่มความเป็นส่วนตัว และทำให้อาคารดูโปรขึ้น – บ้าน

    คัดลอกลิงก์. รวมร้านติดฟิล์มอาคาร 4 แห่งที่น่าสนใจ พร้อมคำแนะนำการเลือกฟิล์มกันความร้อน ลดแสงสะท้อน และเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้บ้าน ออฟฟิศ และอาคาร …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=http://home.kapook.com/view299468.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PUhL9IDZQ7e0cvG82JQ46

  • ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่คุณต้องการ

    ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่คุณต้องการ

    ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่ท่านต้องการ

    ขออภัย
    ไม่พบข้อมูลที่ท่านต้องการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.set.or.th/th/market/news-and-alert/newsdetails%3Fid%3D102401201%26symbol%3DSET&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2i1p1kz5Om7YEWKo3KbZfB