Category: วัฒนธรรม

  • “รมว.นฤมล” เผย บอร์ด กช. ไฟเขียว ออกมาตรการเพิ่มชุดนักเรียนแก่เด็กกลุ่มเปราะบาง รร.เอกชน พร้อมเห็นชอบปรับปรุงหลักสูตรอิสลามศึกษาฯ ที่เท่าทันบริบทโลก | TOPNEWS

    “รมว.นฤมล” เผย บอร์ด กช. ไฟเขียว ออกมาตรการเพิ่มชุดนักเรียนแก่เด็กกลุ่มเปราะบาง รร.เอกชน พร้อมเห็นชอบปรับปรุงหลักสูตรอิสลามศึกษาฯ ที่เท่าทันบริบทโลก | TOPNEWS

    ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เผย บอร์ด กช. ไฟเขียว ออกมาตรการเพิ่มชุดนักเรียนแก่เด็กกลุ่มเปราะบาง รร.เอกชน พร้อมเห็นชอบปรับปรุงหลักสูตรอิสลามศึกษาฯ ที่เท่าทันบริบทโลก

    “รมว.นฤมล” เผย บอร์ด กช. ไฟเขียว ออกมาตรการเพิ่มชุดนักเรียนแก่เด็กกลุ่มเปราะบาง รร.เอกชน พร้อมเห็นชอบปรับปรุงหลักสูตรอิสลามศึกษาฯ ที่เท่าทันบริบทโลก – Top News รายงาน

    รมว.นฤมล

    เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า เป็นเรื่องน่ายินดีที่ที่ประชุมได้หารือร่วมกันถึง (ร่าง) ระเบียบ ศธ. ว่าด้วยการกำหนดมาตรการช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนเอกชน เป็นเงินอุดหนุนค่าหนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียน เครื่องแบบนักเรียน และกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. โดยมีมติอนุมัติการจ่ายเงินอุดหนุนค่าเครื่องแบบนักเรียนเพิ่มเติม จำนวน 1 ชุด ให้แก่ผู้เรียนยากจนที่ผู้ปกครองถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อให้การช่วยเหลือของภาครัฐเป็นไปอย่างตรงจุด ทั้งยังเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวกลุ่มเปราะบาง และเพิ่มศักยภาพสถานศึกษาในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 เป็นต้นไป พร้อมมอบ สช. เสนอร่างประกาศ สช. เรื่อง วิธีการขอรับเงินอุดหนุน วิธีการเบิกจ่ายเงินอุดหนุน และแนวทางการดำเนินงานเงินอุดหนุนค่าเครื่องแบบนักเรียนเพิ่มเติม พ.ศ. …. ให้ รมว.ศธ.ลงนามต่อไป

    “ในวันนี้ที่ประชุมยังได้เห็นชอบร่างประกาศ ศธ. เรื่อง ให้ใช้หลักสูตรอิสลามศึกษาสำหรับโรงเรียนเอกชนในระบบ พ.ศ. …. ซึ่งถือเป็นการปรับปรุงหลักสูตรครั้งใหญ่จากฉบับปี 2546 เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน และบริบทความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก โดยร่างหลักสูตรนี้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาทั่วประเทศ และได้รับการตรวจสอบความเหมาะสมตามหลักศาสนาอิสลามจากสำนักจุฬาราชมนตรีเรียบร้อยแล้ว เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาความรู้ควบคู่คุณธรรมตามมาตรฐานสากล โดยจะเริ่มใช้ในปีการศึกษา 2569 นี้เช่นกัน พร้อมเห็นชอบ (ร่าง) ระเบียบ กช. ว่าด้วยการจัดทำทะเบียนครู บุคลากรทางการศึกษา เจ้าหน้าที่ และนักเรียนของโรงเรียนเอกชน พ.ศ. …. เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ “ทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์กลาง” สอดรับกับยุคดิจิทัล โดยเน้นความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) เป็นสำคัญ ซึ่งนโยบายนี้จะช่วยลดภาระงานด้านเอกสารของครู และยกระดับการบริหารจัดการข้อมูลของโรงเรียนเอกชนให้มีความคล่องตัว รวดเร็ว และทันสมัยมากยิ่งขึ้น” รมว.ศธ.กล่าว

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวในตอนท้ายว่า เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการสถานศึกษาในระดับพื้นที่ ที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบให้ออกประกาศยกเว้นคุณสมบัติตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 ให้แก่ พระชาญณรงค์ ฉายา วิสุทโธ รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดคูเดื่อ ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนวัดคูเดื่อวิทยาคม จ.อุบลราชธานี ได้ แม้จะไม่มีวุฒิปริญญาตรีทางโลก แต่มีวุฒิทางธรรมระดับนักธรรมชั้นเอก เพื่อให้การบริหารกิจการและนิติกรรมต่างๆ ของโรงเรียนการกุศลของวัดแห่งนี้ สามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่สะดุด และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการจัดการศึกษาให้แก่นักเรียนในพื้นที่ และรับทราบรายงานสถานการณ์กองทุนสงเคราะห์ โดยเฉพาะความคืบหน้าการปรับปรุงระบบเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของครูโรงเรียนเอกชน ที่อยู่ระหว่างการปรับเข้าสู่ระบบเรียลไทม์ ตามข้อเรียกร้องของโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งขณะนี้ระบบของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มีความพร้อมแล้ว ทั้งนี้ กำหนดดีเดย์เปิดใช้งานเฟสแรกในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 โดยจะเริ่มนำร่องในโรงพยาบาลประจำจังหวัดและอำเภอ เพื่อเป็นของขวัญต้อนรับวันเปิดภาคเรียนใหม่ให้แก่ครูเอกชน

              

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1519033&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0g6j2CEJJplXCmbDlvEWmm

  • เปลี่ยนคำนำหน้าชื่อกลุ่ม LGBTQ กระทบการรักษาทางการแพทย์จริงหรือ?  – BBC News ไทย

    เปลี่ยนคำนำหน้าชื่อกลุ่ม LGBTQ กระทบการรักษาทางการแพทย์จริงหรือ? – BBC News ไทย

    เปลี่ยนคำนำหน้านามหญิง-ชายข้ามเพศ ส่งผลต่อการรับบริการทางการแพทย์จริงหรือ และมีวิธีใดจะอุดช่องว่างนั้น ?

    BANGKOK, THAILAND - JUNE 01: Participants march in the Bangkok Pride Parade on June 01, 2024 in Bangkok, Thailand. Members of the LGBTQ community and allies take part in a Pride month march through central Bangkok. Thailand is set to become the first Southeast Asian country to legalize same-sex marriage, with a bill passing Parliament's lower house and its first Senate reading. An second Senate reading is scheduled for later this month. (Photo by Lauren DeCicca/Getty Images)

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ร่วมเดินขบวนพาเหรดในการไพรด์ที่กรุงเทพฯ (แฟ้มภาพปี 2024)
      • Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
      • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
    • เวลาอ่าน: 14 นาที

    “สมมติว่ารถชนปอยเสร็จปุ๊บ ปอยไปถึงสถานีอนามัย อันดับแรกเขาจะต้องผ่ามดลูก หรือเขาจะต้องปั๊มหัวใจหรือตรวจหมู่เลือดก่อน… ถ้าหมู่เลือดมีเพศไหม ไม่มี ปั๊มหัวใจมันต่างกันไหมระหว่างเพศหญิงเพศชาย ตับ ไต ม้าม position (ตำแหน่ง) แทบจะไม่ต่างเลยถูกไหมคะ” ปอย-ตรีชฎา หงษ์หยก นักแสดงหญิงข้ามเพศตั้งคำถามในการให้สัมภาษณ์สื่อเมื่อ 2 มี.ค. เมื่อมีผู้ขอให้เธอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อถกเถียงเรื่องการเปลี่ยนคำนำหน้านาม

    หญิงข้ามเพศที่มีชื่อเสียงหลายคนก็ออกมาแสดงความคิดเห็นในประเด็นนี้ ส่วนหนึ่งสนับสนุนการอนุญาตให้เปลี่ยนคำนำหน้าเพื่อให้สอดคล้องกับเพศสภาพปัจจุบัน ขณะที่อีกส่วนก็มองว่าควรสงวนคำว่า “นางสาว” ให้กับผู้ที่มีร่างกายเป็นหญิงตั้งแต่กำเนิด

    นอกจากข้อโต้แย้งเรื่องสิทธิต่าง ๆ ว่าจะจัดสรรปันส่วนอย่างไร และการให้สิทธิชาย-หญิงข้ามเพศเปลี่ยนคำนำหน้านามได้ จะทำให้กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “ชายจริง-หญิงแท้” เสียสิทธิต่าง ๆ ไปหรือไม่ ประเด็นสำคัญที่มักถูกนำมาอ้างถึง คือบริบททางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคและการรักษาพยาบาลต่าง ๆ จะได้รับผลกระทบหรือไม่ หากไทยอนุญาตให้บุคคลข้ามเพศสามารถเปลี่ยนคำนำหน้านามได้

    บีบีซีไทยพูดคุยกับ ผศ.พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร ผู้ก่อตั้งคลินิกเพศหลากหลาย คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี (Gen V clinic) และ นพ.ชาตรี เมธาธราธิป ผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น ที่กำกับดูแลหน่วยบริการส่งเสริมสุขภาพต้นแบบสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศ (Pride Clinic) ของกรมอนามัย เพื่อหาคำตอบว่าการอนุญาตให้เปลี่ยนคำนำหน้านามบุคคลข้ามเพศ (transgender) จะส่งผลกระทบต่อการแพทย์จริงหรือไม่อย่างไร และมีวิธีใดบ้างในการอุดช่องว่างเหล่านี้

    หมอชี้เพศกำเนิดยังจำเป็นต่อการวินิจฉัยบางโรค

    หากหญิงข้ามเพศหรือชายข้ามเพศเข้ามารักษาในโรงพยาบาลโดยที่ข้อมูลในบัตรประชาชนระบุเพียง “นาย” หรือ “นางสาว” ไม่ตรงตามเพศกำเนิด และไม่มีข้อมูลอื่น ๆ ที่บ่งบอกเพศกำเนิดที่แท้จริงได้ แพทย์ทั้งสองคนที่บีบีซีไทยได้พูดคุย ยอมรับว่าอาจส่งผล “กระทบ” ต่อการวินิจฉัยโรคบางโรคได้

    “ถ้าเขามีสติดีจริง ๆ เขาควรจะสามารถปกป้องตัวเองในการที่จะสามารถบอกได้ว่า ตัวเขาคือชายข้ามเพศ หญิงข้ามเพศ เพื่อให้หมอสามารถที่จะวินิจฉัยแล้วก็ให้การรักษาถูกต้อง ใช่ไหมคะ อันนี้ก็กรณีที่ถ้าเขาสามารถมีสติสัมปชัญญะ เขาควรจะสามารถให้ประวัติที่ปกป้องตัวเองได้ แล้วหมอก็เชื่อว่าคนข้ามเพศส่วนใหญ่ก็จะทำแบบนั้น” ผศ.พญ.จิราภรณ์ บอกกับบีบีซีไทย

    “แต่ว่าถ้าในกรณีหมดสติ อันนี้จะเป็นกรณีหนึ่งที่อาจจะทำให้มีความยากมากขึ้นในการวินิจฉัยบางโรค ซึ่งก็ต้องบอกว่ามันก็อาจจะมี เช่น เราอาจจะคิดถึงเรื่อง ท้องนอกมดลูกน้อยลง เมื่อเขาเป็น transwoman (หญิงข้ามเพศ)” เธอกล่าว

    สอดคล้องกับ นพ.ชาตรี ที่มองว่าหากแพทย์ไม่ทราบเพศกำเนิดที่แท้จริงของบุคคลข้ามเพศที่เข้ามารักษา ก็อาจทำให้คิดไม่ถึงโรคบางประเภทที่เกิดจากอวัยวะภายในซึ่งไม่ตรงตามเพศสภาพได้ เช่น ผู้ที่มีเพศกำเนิดเป็นหญิงโดยปกติจะมีมดลูกและรังไข่ แต่ไม่มีอวัยวะสืบพันธุ์เพศชายและต่อมลูกหมาก ขณะที่หญิงข้ามเพศจะยังคงมีต่อมลูกหมากอยู่แม้จะตัดอวัยวะเพศชายและถุงอัณฑะออกไปแล้ว

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • Wasawat Lukharang/ BBC THAI/ธนพร สิงห์โต

    • A designed image showing a generic hotel room, black wheelie suitcase, a standard lamp, a double bed with a white bedspread and blue, gold and black and white checked pillow, and the words REC with a red recording dot emblazoned over the top.

    • A composite image shows a grim-faced US President Donald Trump, wearing a white

    • Giuliana Passarelli stands in snowy mountains, wearing a pink fur jacket and dark clothes. She has long, blonde hair and looks directly at the camera with her hands in her pockets.

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    “จะมี 2 ประเด็นว่าเขาเปิดเผยสิ่งที่เขาไม่บอกไหม ไม่ว่าจะไม่เปิดเผยโดยไม่ตั้งใจ เช่น หมดสติมาแล้วปวดท้องมา เราก็จะไม่มีทางรู้แล้วว่าที่ปวดท้องมันเป็นจากอวัยวะอะไรที่มีปัญหา” นพ.ชาตรี อธิบาย

    “หรือมีสติปกติแต่ปกปิด ไม่อยากให้รู้ เกิดไปเปลี่ยนเสียงอะไรมา ก็เหมือน ๆ ไปหมดเลย แล้วก็ยังไม่บอกหมออีกว่าตัวเองไม่ใช่ผู้หญิงแท้ ๆ โดยเพศกำเนิด การวินิจฉัยโรคที่อาจจะเป็นจากอวัยวะผู้ชายอยู่ข้างในก็จะไม่ได้ถูกนึกถึง เช่น ถ้าจะเป็นโรคของต่อมลูกหมาก แต่ว่าไม่มีข้อมูลว่าเขาเคยเป็นผู้ชายมาก่อนเลย อย่างนี้โรคของต่อมลูกหมากมันจะไม่ถูกคิดถึงเลย” เขาระบุ

    “สมมติคนนี้มาเป็นเหมือนผู้ชายเลย แต่ที่จริงเขาเป็นผู้หญิง [โดย] ดั้งเดิม เพราะฉะนั้นไส้ในก็ต้องมีรังไข่ แต่ถ้าเจ็บท้องมาหาหมอ เกิดเจ็บท้องน้อยด้านขวา ถ้าเขาไม่พูดนะ… มันมีอันเดียว สงสัยต้องเป็นไส้ติ่งอักเสบ แต่ความจริงคนนี้ ผู้ชายคนนี้เขามีรังไข่อยู่ข้างใน เพราะฉะนั้นรังไข่มันอาจจะบิดขั้ว มันอาจจะเป็นเนื้องอกแล้วมันแตกอะไรก็แล้วแต่ นึกออกไหมครับ มันก็ทำให้วินิจฉัยมันตกหล่นไป”

    นพ.ชาตรี ยังชี้ถึงลักษณะทางกายภาพอื่น ๆ ที่มีความแตกต่างระหว่างหญิงและชาย เช่น ระดับความเข้มข้นของเลือด และระดับของฮอร์โมนต่าง ๆ ที่ผู้มีเพศกำเนิดเป็นหญิงและหญิงข้ามเพศยังมีความแตกต่างกันอยู่ ทำให้มีความเสี่ยงของการเป็นโรคบางโรคที่แตกต่างกัน

    นายแพทย์จากกรมอนามัยยังแสดงความกังวลต่อการเก็บสถิติทางการแพทย์ เช่น อัตราอุบัติการณ์ของโรคต่าง ๆ จะผิดเพี้ยนไปหรือไม่ หากหญิงข้ามเพศถูกเก็บข้อมูลในฐานะ “ผู้หญิง” หรือชายข้ามเพศถูกเก็บข้อมูลในฐานะ “ผู้ชาย”

    “ฐานข้อมูลตัวเลขทางสถิติของโรคต่างๆ ที่มันจะเพี้ยน จะมีวิธี collect (รวบรวม) กลับมาให้มันถูกต้องอย่างไร เช่น อัตราการเกิดมะเร็งเต้านมในประเทศไทยมันจะเพี้ยนแล้วแน่นอน นึกออกไหม เพราะจำนวนคนที่เป็นผู้หญิงจะเยอะขึ้น แต่จำนวนคนเป็นมะเร็งเต้านมจะใกล้ ๆ เดิม เพราะฉะนั้นไม่ใช่แค่มะเร็งเต้านมอย่างเดียว แต่จะมีอีกหลายโรคที่เกี่ยวข้องกับอวัยวะสืบพันธุ์ ที่เกี่ยวข้องกับโครโมโซมเพศก็จะเพี้ยน โรคพิการแต่กำเนิดต่าง ๆ ข้อมูลเชิงสถิติเหล่านี้มันก็จะเปลี่ยนไป” นพ.ชาตรีระบุ

    เปลี่ยนคำนำหน้านาม ควรทำระบบเวชระเบียนให้รองรับ

    BANGKOK, THAILAND - 2024/06/18: A participant holds up a placard that says

    ที่มาของภาพ, Getty Image

    คำบรรยายภาพ, ประเทศไทยผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยกฎหมายมีผลบังคับใช้เมื่อเดือน ม.ค. ปีที่แล้ว ทว่ายังไม่มีกฎหมายใดที่รับรองการเปลี่ยนคำนำหน้านาม (ภาพเมื่อ มิ.ย. 2024)

    แพทย์ทั้งสองรายมองคล้ายกันว่าหากประเทศไทยจะอนุญาตให้มีการเปลี่ยนคำนำหน้านามจริง สิ่งหนึ่งที่ต้องทำคือการปรับระบบฐานข้อมูลเวชระเบียนในโรงพยาบาลต่าง ๆ ให้สามารถทราบเพศกำเนิดของผู้ป่วยได้ นอกเหนือไปจากการคาดการณ์ผ่านคำนำหน้าหรือเพศสภาพ

    ผศ.พญ.จิราภรณ์ บอกว่า ในบางประเทศที่มีการอนุญาตให้เปลี่ยนคำนำหน้านาม มีการระบุเพศทางชีววิทยา (biological sex) หรือเพศที่ถูกกำหนดเมื่อแรกเกิด (sex assigned at birth) ไว้ในเวชระเบียน เพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรคของแพทย์

    เธอมองว่านี่คือสิ่งที่ประเทศไทยเองก็สามารถจัดการได้ “ไม่ได้เป็นประเด็นที่เราต้องทำให้คนที่ข้ามเพศถูกเรียกว่าตัดสิทธิ หรือลิดรอนสิทธิที่จะไม่มีคำนำหน้า” แม้ว่าปัจจุบันระบบข้อมูลทางสุขภาพของคนไทยในโรงพยาบาลต่าง ๆ อาจจะยังไม่เชื่อมต่อกันมากนัก

    “บางประเทศระบบสุขภาพเชื่อมต่อกันหมด คุณจะเข้าโรงพยาบาลไหน คุณมีประวัติ แต่ว่าหมอคิดว่าของบ้านเราไม่ได้ link (เชื่อมต่อ) ก็คือเป็นของโรงพยาบาลใครโรงพยาบาลมัน แต่ว่าเราอาจจะทำระบบได้ เช่น อย่างตอนนี้เราตรวจสอบสิทธิ เราก็สามารถเสียบบัตรประจำตัว [ประชาชนของ] เรา สิทธิก็ขึ้นมาว่าเรามีสิทธิการรักษา มันก็เป็นระบบที่มันสามารถสร้างได้” ผศ.พญ.จิราภรณ์ กล่าว

    ผู้ก่อตั้งคลินิกเพศหลากหลาย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี กล่าวต่อไปว่าประเด็นการเปลี่ยนคำหน้าชื่อเป็นเรื่องของวิธีการมองว่าจะมองบนพื้นฐานของความเห็นอกเห็นใจกันมากกว่าจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของความหวาดกลัว หากเข้าใจคนที่ได้รับผลกระทบเราก็จะพยายามหาทางที่ช่วยให้การเปลี่ยนแปลงมีความเป็นไปได้

    ผศ.พญ.จิราภรณ์ยังยกตัวอย่างในประเทศที่ใช้เวชระเบียนระบุเพศทางชีวภาพ (biological sex) และเพศภาวะ (gender) แยกกัน

    “เป็นเรื่องของการปรับตัวของวงการแพทย์ ของโรงพยาบาลให้เข้ากับสภาพความเป็นจริงของสังคม ซึ่งอันนี้หมอก็ไม่เห็นว่าเขาจะเป็นปัญหาอะไรกัน” แพทย์หญิงจาก รพ.รามาฯ กล่าวกับบีบีซีไทย

    “เรา (ไทย) จะเป็น fear-based (ความหวาดกลัว) เดี๋ยวหมอจะทำงานหนัก เดี๋ยวจะโดนหลอก เดี๋ยวคนไข้ให้ประวัติไม่ครบ ซึ่งในความเป็นจริง มันจะเป็นอย่างนั้นหรือ ถ้าเรารักตัวเอง เรากลัวหมอวินิจฉัยผิด เราก็ควรจะบอกประวัติเรา หมอคิดว่ามันเป็นความกลัวแบบที่มองปัญหาเล็ก แล้วก็เลยทำให้ไม่เห็นภาพรวมของปัญหาใหญ่ และพอมันเป็น fear (ความกลัว) มันก็พยายามจะทำให้มันไม่ต้องเกิดขึ้น มันจะได้ไม่ต้องเผชิญกับปัญหา เราก็เลยจบปัญหาไปโดยการทำให้คนข้ามเพศเป็นฝ่ายที่ต้องรับกับปัญหานั้นไปแทน โดยที่ไม่มี solution (ทางออก) หรือไม่มีข้อแก้ไข” ผศ.พญ.จิราภรณ์ ระบุ

    “เพศของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับจู๋และจิ๋ม เพศของเราขึ้นอยู่กับความรู้สึกของเรา” ผู้ก่อตั้งคลินิกเพศหลากหลาย รพ.รามาฯ กล่าว “เหมือนวันนี้ถ้าอวัยวะเพศเราหายไป เราไม่ได้เปลี่ยนเพศของเรานะ คือสมมติผู้ชายทั่วไปอยู่ดี ๆ จู๋หายไปอย่างนี้ ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะกลายเป็นผู้หญิง… หรือการไม่มีมดลูกก็ไม่ได้แปลว่าคุณไม่เป็นผู้หญิง ผู้หญิงหลายคนมาก ๆ ที่เกิดมาไม่มีมดลูก แล้วแปลว่าเขาไม่ได้เป็นผู้หญิงหรือเปล่าก็ไม่ใช่”

    .

    ที่มาของภาพ, ศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น/ Facebook

    คำบรรยายภาพ, พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย เป็นประธานในพิธีเปิดคลินิกวัยรุ่นและเพศหลากหลาย (Youth and Pride Clinic) ที่ศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น เมื่อวันที่ 19 ก.พ. ที่ผ่านมา นับเป็นหน่วยบริการนำร่องของกรมอนามัยก่อนขยายไปยังจังหวัดอื่น ๆ ซึ่ง นพ.ชาตรี ระบุว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศเข้าถึงบริการทางสาธารณสุขได้มากขึ้น

    ขณะที่ นพ.ชาตรี เปิดเผยว่าปัจจุบันประเทศไทยพยายามจะเชื่อมโยงข้อมูลทางสุขภาพผ่านแอปพลิเคชัน “หมอพร้อม” โดยพยายามเชื่อมต่อระเบียนสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ส่วนบุคคล (Personal Health Record: PHR) ให้โรงพยาบาลต่าง ๆ สามารถดึงประวัติการรักษาเดิมของผู้ป่วยได้ แต่ก็ยังทำสำเร็จในระดับ “บางจังหวัด” ในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ยังไม่ถึงขั้นที่สามารถดึงข้อมูลข้ามจังหวัดหรือข้ามหน่วยงานได้

    ที่เป็นเช่นนี้ นพ.ชาตรี อธิบายว่าเพราะระบบไอทีในแต่ละโรงพยาบาลมีความแตกต่างกันออกไป และโรงพยาบาลต่าง ๆ ในไทยก็อยู่ภายใต้หลายสังกัด ทั้งโรงพยาบาลภายใต้กระทรวงสาธารณสุข ทหาร ตำรวจ โรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัยต่าง ๆ โรงพยาบาลเอกชน อีกทั้งยังมีคลินิกต่าง ๆ ด้วย การจะเชื่อมต่อข้อมูลของสถานพยาบาลทุกสังกัดจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

    แตกต่างจาก ผศ.พญ.จิราภรณ์ ที่มองว่าระบบต่าง ๆ สามารถ “สร้างได้” เพื่อไม่คนข้ามเพศถูก “ลิดรอนสิทธิที่จะไม่มีคำนำหน้า” ตรงกับเพศสภาพของตัวเอง ขณะที่ นพ.ชาตรี มองว่าการเปลี่ยนระบบ “ไม่ใช่เรื่องเล็ก” และหากสังคมยอมรับบุคคลข้ามเพศอย่างเท่าเทียมจริง ๆ การจะเปลี่ยนคำนำหน้านามหรือไม่ก็อาจไม่ใช่สาระสำคัญ

    “ถ้าสังคมเปิดกว้าง เราก็อยู่กันไปแบบนี้ มันก็ไม่ได้มีความเสียหายอะไรไหม ในขณะที่การเปลี่ยนแล้วก็จะต้องไปปรับในระบบทางด้านการแพทย์อย่างที่บอก ผมว่าก็ไม่ใช่เรื่องเล็ก ไม่ใช่เรื่องง่ายในการจะไปเปลี่ยนตรงส่วนนั้น” นพ.ชาตรี กล่าว

    สำรวจการ “รับรองเพศทางกฎหมาย” ในต่างประเทศ

    BERLIN, GERMANY - 2025/07/26: Participants in the Berlin Pride Parade pose for the camera. Hundreds of thousands of people celebrated the Berlin Pride parade, known as Christopher Street Day. One of the largest LBGTIQ+ events in Europe, the parade is a public show of support for LGBTIQ+ rights. This year's theme, 'Never be silent again' represents a call to action for the broader community to speak out against injustice and discrimination and promote and encourage a more equitable world. The parade including some 80 or more trucks laden with participants and broadcasting loud dance music to the crowds, concluded at the Brandenburg Gate when revellers are enjoying live music food and other entertainment. (Photo by Michael Thomas/SOPA Images/LightRocket via Getty Images)

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, บรรยากาศงานไพรด์ที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เมื่อปี 2025 โดยเยอรมนีคือหนึ่งในประเทศที่มีการรับรองเพศทางกฎหมาย โดยใช้หลักการกำหนดเจตจำนงด้วยตนเอง (Self-determination)

    ข้อมูลจาก “ILGA-Europe” ซึ่งเป็นองค์กรความร่วมมือเพื่อส่งเสริมสิทธิและความเท่าเทียมสำหรับกลุ่ม LGBTI ในปี 2025 พบว่ามี 12 ประเทศในยุโรป ที่รับรองเพศทางกฎหมาย (legal gender recognition – LGR) โดยใช้หลักการกำหนดเจตจำนงด้วยตนเอง (Self-determination) ได้แก่ เบลเยียม เดนมาร์ก ฟินแลนด์ เยอรมนี ไอซ์แลนด์ ไอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก มอลตา นอร์เวย์ โปรตุเกส สเปน และสวิตเซอร์แลนด์

    หลักการกำหนดเจตจำนงด้วยตนเอง (Self-determination) หมายถึงการเลือกที่จะเปลี่ยนชื่อ เพศตามกฎหมาย หรือ เพศสภาพ โดยขึ้นอยู่ที่ความต้องการของผู้ยื่นเรื่องเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องมีหน่วยงานหรือบุคคลที่สามผู้เชี่ยวชาญมารับรอง ซึ่งนับเป็นรูปแบบการรับรองเพศทางกฎหมายที่เปิดกว้างมากที่สุด

    ประเทศอื่น ๆ อาจมีหลักเกณฑ์ในการรับรองเพศทางกฎหมายที่แตกต่างกันออกไป เช่น ทางการสหรัฐฯ เคยอนุญาตให้พลเมืองทุกคนสามารถเลือกเครื่องหมายระบุเพศ “X” ในฐานะเพศกลางหรือการไม่ระบุเพศ ในหนังสือเดินทางของแต่ละบุคคลได้ จากเดิมที่ระบุได้เพียง 2 เพศคือ “M” (ชาย) หรือ “F” (หญิง) โดยในบางรัฐยังอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายระบุเพศ “X” ในใบขับขี่หรือสูติบัตรด้วย

    งานศึกษาในสหรัฐฯ ที่เผยแพร่เมื่อปี 2020 ที่ศึกษากลุ่มตัวอย่างในรัฐแมสซาชูเซตส์และโรดไอแลนด์ พบว่า กลุ่ม LGBT+ ที่เลือกเปลี่ยนเครื่องหมายระบุเพศในหนังสือเดินทางและในใบขับขี่เป็น X เผชิญกับความไม่สบอารมณ์จากการถูกเลือกปฏิบัติจากเพศน้อยกว่ากลุ่มคนที่ไม่ได้เปลี่ยนเครื่องหมายระบุเพศในเอกสารดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งยังมีระดับความวิตกกังวล, อาการโซมาติเซชัน (Somatization – อาการทางกายที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งภายในจิตใจ) และความทุกข์ใจในภาพรวม (Global psychiatric distress) ที่น้อยกว่าด้วย แต่ก็พบว่าผู้ที่เปลี่ยนเครื่องหมายระบุเพศในเอกสารแสดงตัวเพียงฉบับเดียว ไม่มีความแตกต่างทางสถิติในด้านสุขภาพจิตเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้เปลี่ยนเลย

    อย่างไรก็ดี ผู้วิจัยระบุว่างานวิจัยส่วนใหญ่ที่พวกเขานำมาศึกษานั้น ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในประเทศที่มีรายได้สูงและตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ ทำให้ยังไม่เป็นตัวแทนของกลุ่มคนข้ามเพศทั่วโลกได้อย่างแท้จริง และรูปแบบการวิจัยส่วนใหญ่เป็นแบบตัดขวาง (cross-sectional – การศึกษาในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งโดยไม่ได้ติดตามผลในระยะยาว) มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอคติในการวิจัยจากปัญหาเรื่องการควบคุมตัวแปร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c9q58xp8e7po&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ikeQUYbHKu0l7xr8LcGaQ

  • ชำแหละ 1,455 ล้านบาท/ปี เงินเดือน สส. – ทีมงาน สส. เจาะ ‘ค่าข้าว-สวัสดิการ’ เพียบ

    ชำแหละ 1,455 ล้านบาท/ปี เงินเดือน สส. – ทีมงาน สส. เจาะ ‘ค่าข้าว-สวัสดิการ’ เพียบ

    เงินเดือน สส. – ทีมงาน สส. 1,455 ล้านบาท/ปี

    ตำแหน่ง สส. มีค่าตอบแทนเป็นเงินประจำตำแหน่ง เดือนละ 71,230 บาท และได้รับเงินเพิ่มอีกเดือนละ 42,330 บาท รวมเป็นเดือนละ 113,560 บาท ตั้งแต่วันเริ่มต้นมีสมาชิกภาพ สส. (ตาม รธน.60 มาตรา 100 นับตั้งแต่วันเลือกตั้ง)

    หาก สส. ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีด้วย ต้องรับเงินตำแหน่งรัฐมนตรีอย่างเดียว ไม่มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่ง สส.

    กรณี สส.เป็นประธานสภาฯ รองประธานสภาฯ ผู้นำฝ่ายค้าน จะได้รับเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มในอีกอัตรา

    ประธานสภาฯ เงินประจำตำแหน่ง 75,590 บาท/เดือน ได้รับเงินเพิ่มอีก 50,000 บาท/เดือน รวม 125,590 บาท/เดือน

    รองประธานสภาฯ เงินประจำตำแหน่ง 73,240 บาท/เดือน ได้รับเงินเพิ่มอีก 42,500 บาท/เดือน รวม 115,740 บาท/เดือน

    ผู้นำฝ่ายค้าน เงินประจำตำแหน่ง 73,240 บาท/เดือน ได้รับเงินเพิ่มอีก 42,500 บาท/เดือน รวม 115,740 บาท/เดือน

    ผู้ช่วยประจำตัว (สูงสุด 8 ตำแหน่ง)

    ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สส. จำนวน 1 อัตรา ค่าตอบแทน 24,000 บาท/เดือน มีหน้าที่ให้คำแนะนำปรึกษาทางด้านวิชาการที่เป็นประโยชน์ให้แก่ สส.

    ผู้ชำนาญการประจำตัว สส. จำนวน 2 อัตรา ค่าตอบแทน 15,000 บาท/เดือน เป็นผู้ช่วยดำเนินงานภายในสภา หน้าที่ศึกษาค้นคว้า หาข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย

    ผู้ช่วยดำเนินงานของ สส. จำนวน 5 อัตรา ค่าตอบแทน 15,000 บาท/เดือน เป็นผู้ช่วยดำเนินงานที่นอกเหนือจากที่บัญญัติไว้ในกฎหมายและรับผิดชอบตามที่ สส.กำหนด

    ปรับเพิ่มเงินเดือน ‘ทีมงาน สส.’

    เม.ย.2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ระเบียบรัฐสภาฉบับใหม่ ปรับเพิ่มอัตราค่าตอบแทน ทีมงาน สส. – สว. และ คณะกรรมาธิการ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

    ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สส. จำนวน 1 อัตรา ค่าตอบแทน 28,800 บาท/เดือน จากเดิม 24,000 บาท/เดือน

    ผู้ชำนาญการประจำตัว สส. จำนวน 2 อัตรา ค่าตอบแทน 18,000 บาท/เดือน จากเดิม 15,000 บาท/เดือน

    ผู้ช่วยดำเนินงาน สส. จำนวน 5 อัตรา ค่าตอบแทน 18,000 บาท/เดือน จากเดิม 15,000 บาท/เดือน

    สรุป

    เงินเดือน สส. 113560 + ทีมงาน 8 คน = 242,560 บาท/เดือน

    เงินเดือน สส. + ทีมงาน สส. ทั้งสภา = 121,280,000 บาท/เดือน

    เงินเดือน สส. + ทีมงาน สส. ทั้งสภา = 1,455,360,000 บาท/ปี

    สิทธิประโยชน์ สส. ค่าอาหาร 1,000 บาท/วัน

    เบี้ยประชุม/วัน แบ่งเป็น ประชุม กรรมาธิการ 1,500 บาท/วัน และ ประชุม อนุกรรมาธิการ 800 บาท/วัน

    ค่าอาหาร ตามระเบียบรัฐสภาว่าด้วยการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายในการบริหารงานของส่วนราชการ สังกัดรัฐสภา​ พ.ศ.2557 เบิกจ่ายในอัตราไม่เกิน 1,000 บาท/คน/วัน(รวมค่าอาหารว่าง เครื่องดื่ม ค่าอาหารกลางวัน ค่าอาหารเย็น ภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าบริการต่างๆ)

    เบิกค่าเดินทาง ได้แก่ เครื่องบิน รถไฟ รถประจำทาง พาหนะส่วนตัว อ้างอิงอัตราค่าใช้จ่าย ตาม พ.ร.ฎ.ว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการที่ให้นำมาใช้บังคับโดยอนุโลม

    สวัสดิการรักษาพยาบาลในระหว่างดำรงตำแหน่ง ได้แก่ เงินชดเชยค่าใช้จ่าย ในการการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาล อุบัติเหตุฉุกเฉิน ตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่ง สส. สามารถนำใบเสร็จรับเงินมาเบิกได้ภายใน 1 ปี

    เงินทุนเลี้ยงชีพอดีต สส.

    – สิทธิเงินทุนเลี้ยงชีพ ผ่าน ‘กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา’ อยู่ในกำกับสำนักงานสภาผู้แทนราษฎร คล้ายกองทุนประกันสังคม เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงและเป็นทุนหมุนเวียนให้แก่ผู้ที่เคยเป็น สส. และ สว. โดยไม่ได้รับตลอดชีพ แต่ให้ได้รับเป็นระยะเวลา 2 เท่า ของเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ และ จะระงับสิทธิชั่วคราวในกรณีกลับเข้าไปเป็นสมาชิกรัฐสภาอีกครั้ง

    – ระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ข้อ 29 ว่า ให้ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ตามข้อ 27 มีสิทธิได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพเป็นรายเดือน โดยให้ได้รับเป็นระยะเวลา 2 เท่าของเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตามเกณฑ์ดังนี้

    (1) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 1 เดือน แต่ไม่ถึง 12 เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ 30 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย โดยให้ได้รับเป็นระยะเวลา 4 เท่าของเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ

    (2) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 12 เดือน แต่ไม่ถึง 48 เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ 30 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย

    (3) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 48 เดือน แต่ไม่ถึง 96 เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ 35 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย

    (4) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 96 เดือน แต่ไม่ถึง 144เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ 40 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย

    (5) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 144 เดือน แต่ไม่ถึง 192 เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ 45 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย

    (6) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 192 เดือน แต่ไม่ถึง 240 เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ 50 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย

    (7) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 240 เดือน แต่ไม่ถึง 288เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ 55 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย

    (8) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 288 เดือนขึ้นไป ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ 60 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย

    ตัวเลขของ ‘เงินทุนเลี้ยงชีพ’ สำหรับผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ในปีงบฯ 2567 มีการจัดสรร 207,289,611.31 บาท (ปี 2566 จำนวน 184,914,098.08 บาท) เพิ่มขึ้นจากปี 2566 จำนวน 22,375,513.23 บาท

    ส่วนค่ารักษาพยาบาล ข้อ 32 ระบุว่า อนุมัติจ่ายเงินครั้งละไม่เกิน 130,000 บาท/ปี

    กรณีทุพลภาพ เดิมระบุว่ามีการจ่ายให้ 5,000 บาท/เดือน (พ.ย. 2567 แก้ไขเป็น 15,000 บาท/เดือน)

    สำหรับการช่วยเหลือ ทุนการศึกษาบุตร ข้อ45 ระบุไว้ว่า ให้ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาภายหลังวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ มีสิทธิได้รับเงินจากกองทุน ในกรณีการให้การศึกษาบุตรสำหรับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเข้ารับการศึกษาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่หนึ่งจนถึงระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าได้เพียงคนที่ 1 และคนที่ 2 ไม่รวมบุตรบุญธรรม หรือบุตรซึ่งได้ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/parliament-member-17mar26&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oNUArBtGAAZSnxdBRAi2W

  • ไม่ใช่เที่ยงคืน! เผยเวลาที่เรียกว่า “นอนดึก” ของจริง ใครหลับหลังจากนี้ พุงยื่น-ป่วยง่าย-แก่เร็ว

    ไม่ใช่เที่ยงคืน! เผยเวลาที่เรียกว่า “นอนดึก” ของจริง ใครหลับหลังจากนี้ พุงยื่น-ป่วยง่าย-แก่เร็ว

    ไม่ใช่เที่ยงคืน! วิจัยเผย “เวลานอน” ที่เรียกว่า “นอนดึก” ของจริง ใครนอนหลังเวลานี้ระวังพุงยื่น-ป่วยง่าย

    หลายคนเข้าใจผิดมาตลอดว่า การนอนดึกคือการนอนหลังเที่ยงคืน หรือนอนตอนตี 1 ตี 2 แต่ผลวิจัยล่าสุดจากกลุ่มประชากรกว่า 130,000 คน กำลังบอกเราว่า “เส้นตาย” ของสุขภาพนั้นมาเร็วกว่าที่คุณคิด!

    นอนกี่โมงถึงเรียกว่า “ดึก”?

    ผลการศึกษาในปี 2021 ซึ่งเป็นความร่วมมือของสถาบันชั้นนำจากจีนและฮ่องกง ได้วิจัยกลุ่มตัวอย่างกว่า 136,000 คน ใน 26 ประเทศ พบข้อมูลที่น่าตกใจว่า:

    • ช่วงเวลาที่ดีที่สุด: คนที่นอนช่วง 20.00 – 22.00 น. มีระบบเผาผลาญที่ดีและเสถียรที่สุด

    • จุดเริ่มต้นของความเสี่ยง: ใครที่เริ่มนอน หลัง 22.00 น. (4 ทุ่ม) เป็นต้นไป ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “นอนดึก” ทันที! ซึ่งสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อโรคอ้วนและไขมันสะสมที่หน้าท้องเพิ่มขึ้นถึง 20%

    ยิ่งดึก ยิ่งอ้วน ยิ่งอักเสบ

    งานวิจัยชี้ชัดว่ายิ่งคุณเขยิบเวลานอนให้ดึกออกไปเท่าไหร่ ร่างกายยิ่งพังเท่านั้น:

    1. นอนหลังตี 2: เสี่ยงโรคอ้วนพุ่งสูง 35% และพุงยื่น (อ้วนลงพุง) เพิ่มขึ้น 38%

    2. นอนน้อยกว่า 5 ชม.: เสี่ยงโรคอ้วนเพิ่มขึ้น 27% เพราะร่างกายขาดช่วงเวลาซ่อมแซมเซลล์และปรับสมดุลฮอร์โมน

    3. ร่างกายอักเสบ: การนอนดึกกระตุ้นให้สมองหลั่งสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบในร่างกาย (Prostaglandin D2) ส่งผลให้หลอดเลือดอุดตันง่ายขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็ง โรคหัวใจ และอัมพฤกษ์อัมพาต

    “การนอนชดเชยตอนกลางวัน ไม่สามารถทดแทนความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการอดนอนตอนกลางคืนได้” — ทีมนักวิจัยย้ำเตือน

    นอนเร็วขึ้น 1 ชั่วโมง = สุขภาพจิตดีขึ้น 23%

    ไม่ใช่แค่เรื่องของร่างกาย แต่สุขภาพใจก็เกี่ยวด้วย! งานวิจัยจาก Harvard และ MIT พบว่าการปรับเวลานอนให้เร็วขึ้นเพียง 1 ชั่วโมงจากนิสัยเดิม สามารถลดความเสี่ยง “โรคซึมเศร้า” ได้ถึง 23% ช่วยให้ฮอร์โมนคงที่ ควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น และมีสมาธิในการทำงานมากขึ้น

    สูตรลับ: นอนก่อน 4 ทุ่ม + มื้อเช้าก่อน 8 โมง

    การนอนเร็วมีผลพลอยได้ที่ดีมาก คือทำให้คุณตื่นเช้ามากินข้าวได้ตรงเวลา:

    • กินมื้อเช้าสาย (10 โมง): ร่างกายจะแก่เร็วขึ้น 25% เมื่อเทียบกับคนที่กินตอน 6 โมงเช้า

    • กินมื้อเช้าหลัง 9 โมง: เสี่ยงเบาหวานประเภทที่ 2 เพิ่มขึ้นถึง 59% เมื่อเทียบกับคนที่กินก่อน 8 โมงเช้า

    ปรับเวลานอน เปลี่ยนชีวิต

    หากคุณกำลังพยายามลดน้ำหนักด้วยการคุมอาหารหรือออกกำลังกายอย่างหนัก แต่พุงยังไม่ยุบ ลองเช็ก “เวลานอน” ของคุณดูครับ การนอนก่อน 22.00 น. อาจเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่ช่วยให้คุณสุขภาพดีขึ้นอย่างคาดไม่ถึง

    I choose me, I’m sorry 🙂 อย่าลืมเลือกนอนเร็วเพื่อตัวเองกันนะคะ!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9878698/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04mWk7OZzMmDHOWWoG6xKN

  • “นฤมล” เผย “บอร์ด กช.” ไฟเขียวออกมาตรการเพิ่มชุดนักเรียน “เด็กกลุ่มเปราะบาง” รร.เอกชน เห็นชอบปรับปรุงหลักสูตรอิสลามศึกษาฯ

    “นฤมล” เผย “บอร์ด กช.” ไฟเขียวออกมาตรการเพิ่มชุดนักเรียน “เด็กกลุ่มเปราะบาง” รร.เอกชน เห็นชอบปรับปรุงหลักสูตรอิสลามศึกษาฯ

    วันที่ 17 มีนาคม 2569 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า เป็นเรื่องน่ายินดีที่ที่ประชุมได้หารือร่วมกันถึง (ร่าง) ระเบียบ ศธ. ว่าด้วยการกำหนดมาตรการช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนเอกชน เป็นเงินอุดหนุนค่าหนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียน เครื่องแบบนักเรียน และกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. โดยมีมติอนุมัติการจ่ายเงินอุดหนุนค่าเครื่องแบบนักเรียนเพิ่มเติม จำนวน 1 ชุด ให้แก่ผู้เรียนยากจนที่ผู้ปกครองถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อให้การช่วยเหลือของภาครัฐเป็นไปอย่างตรงจุด

    ทั้งยังเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวกลุ่มเปราะบาง และเพิ่มศักยภาพสถานศึกษาในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 เป็นต้นไป พร้อมมอบ สช. เสนอร่างประกาศ สช. เรื่อง วิธีการขอรับเงินอุดหนุน วิธีการเบิกจ่ายเงินอุดหนุน และแนวทางการดำเนินงานเงินอุดหนุนค่าเครื่องแบบนักเรียนเพิ่มเติม พ.ศ. …. ให้ รมว.ศธ.ลงนามต่อไป

    “ในวันนี้ที่ประชุมยังได้เห็นชอบร่างประกาศ ศธ. เรื่อง ให้ใช้หลักสูตรอิสลามศึกษาสำหรับโรงเรียนเอกชนในระบบ พ.ศ. …. ซึ่งถือเป็นการปรับปรุงหลักสูตรครั้งใหญ่จากฉบับปี 2546 เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน และบริบทความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก โดยร่างหลักสูตรนี้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาทั่วประเทศ และได้รับการตรวจสอบความเหมาะสมตามหลักศาสนาอิสลามจากสำนักจุฬาราชมนตรีเรียบร้อยแล้ว เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาความรู้ควบคู่คุณธรรมตามมาตรฐานสากล โดยจะเริ่มใช้ในปีการศึกษา 2569 นี้เช่นกัน

    พร้อมเห็นชอบ (ร่าง) ระเบียบ กช. ว่าด้วยการจัดทำทะเบียนครู บุคลากรทางการศึกษา เจ้าหน้าที่ และนักเรียนของโรงเรียนเอกชน พ.ศ. …. เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ “ทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์กลาง” สอดรับกับยุคดิจิทัล โดยเน้นความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) เป็นสำคัญ ซึ่งนโยบายนี้จะช่วยลดภาระงานด้านเอกสารของครู และยกระดับการบริหารจัดการข้อมูลของโรงเรียนเอกชนให้มีความคล่องตัว รวดเร็ว และทันสมัยมากยิ่งขึ้น” รมว.ศธ.กล่าว

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวในตอนท้ายว่า เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการสถานศึกษาในระดับพื้นที่ ที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบให้ออกประกาศยกเว้นคุณสมบัติตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 ให้แก่ พระชาญณรงค์ ฉายา วิสุทโธ รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดคูเดื่อ ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนวัดคูเดื่อวิทยาคม จ.อุบลราชธานี ได้ แม้จะไม่มีวุฒิปริญญาตรีทางโลก แต่มีวุฒิทางธรรมระดับนักธรรมชั้นเอก เพื่อให้การบริหารกิจการและนิติกรรมต่างๆ ของโรงเรียนการกุศลของวัดแห่งนี้ สามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่สะดุด และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการจัดการศึกษาให้แก่นักเรียนในพื้นที่ และรับทราบรายงานสถานการณ์กองทุนสงเคราะห์

    โดยเฉพาะความคืบหน้าการปรับปรุงระบบเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของครูโรงเรียนเอกชน ที่อยู่ระหว่างการปรับเข้าสู่ระบบเรียลไทม์ ตามข้อเรียกร้องของโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งขณะนี้ระบบของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มีความพร้อมแล้ว ทั้งนี้ กำหนดดีเดย์เปิดใช้งานเฟสแรกในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 โดยจะเริ่มนำร่องในโรงพยาบาลประจำจังหวัดและอำเภอ เพื่อเป็นของขวัญต้อนรับวันเปิดภาคเรียนใหม่ให้แก่ครูเอกชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/quality-of-life/education/135461&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KbFigufm_8kK2KSxbasB9

  • ประวัติ “ศุภจี” ผู้ทำคะแนนนิยมภูมิใจไทยพุ่ง จ่อนั่งรองนายกฯ ควบ รมว.พาณิชย์

    ประวัติ “ศุภจี” ผู้ทำคะแนนนิยมภูมิใจไทยพุ่ง จ่อนั่งรองนายกฯ ควบ รมว.พาณิชย์

    เปิดประวัติ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ผู้ปฏิเสธไม่ใช่นางแบกสีน้ำเงิน แต่พาคะแนนนิยมพรรคภูมิใจไทยพุ่ง ผลงานโดดเด่น นโยบาย “ข้าวแลกอาวุธ” ผงาดได้นั่งรองนายกฯ ควบรมว.พาณิชย์ ในครม.อนุทิน 2

    วันที่ 16 มีนาคม 2569 รายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ของรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในยุค ครม.อนุทิน 2 เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าไม่มีพรรคกล้าธรรม ร่วมรัฐบาล ขณะที่ทางพรรคภูมิใจไทย ยังให้เก้าอี้สำคัญกับ 3 เทคโนแครต คือ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ที่ยังคงได้นั่งในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ที่ได้นั่งตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ขณะที่ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ครั้งนี้จะได้นั่งตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีอีก 1 ตำแหน่ง พ่วงกับการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

    ประวัติ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ 

    สำหรับ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ชื่อเล่น “แต๋ม” เกิดเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2507 ปัจจุบันอายุ 61 ปี ชีวิตส่วนตัวสมรสกับนายปรีธยุตม์ นิวาศะบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไลฟ์สแปน แคร์ จำกัด มีบุตรด้วยกัน 2 คน ส่วนการศึกษา จบมัธยมศึกษา ที่โรงเรียนเซนต์โยเซฟ บางนา กรุงเทพมหานคร, จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจบการศึกษาปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (การเงินและการบัญชีต่างประเทศ) จากมหาวิทยาลัยนอร์ทรอป เมืองอิงเกิลวูด รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ปัจจุบันกำลังศึกษาในระดับปริญญาเอก หลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาสตินวัตกรรมและสันติศึกษา ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 

    ชีวิตการทำงาน ศุภจี สุธรรมพันธุ์

    นางศุภจี เคยเป็นกรรมการผู้จัดการไอบีเอ็ม (ประเทศไทย) ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธานฝ่ายธุรกิจทั่วไป ดูแลภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงอินเดีย ก่อนจะได้รับเลือกให้เป็นผู้ช่วยผู้บริหาร (Executive Assistant: EA) ของประธานบริษัท Samuel J. Palmisano ที่สำนักงานใหญ่ไอบีเอ็มในนครนิวยอร์ก ทำให้เธอกลายเป็นผู้บริหารจากอาเซียนคนแรกที่ดำรงตำแหน่งนี้ ก่อนจะกลับมาดำรงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคอาเซียน ฝ่ายบริการเทคโนโลยีระดับโลก

    หลังจากออกจากไอบีเอ็ม นางศุภจีกลับมารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของไทยคมในปี พ.ศ. 2554 ที่ประสบปัญหาขาดทุนสะสมต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี จนสามารถพลิกฟื้นผลประกอบการให้กลับมามีกำไรและฟื้นภาพลักษณ์ของบริษัทในระดับเอเชีย

    ต่อมาในปี 2559 ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มของบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือเป็นผู้บริหารรายแรกที่ไม่ใช่สมาชิกตระกูลผู้ก่อตั้ง โดยมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการมิกซ์ยูส “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” ใจกลางกรุงเทพฯ พร้อมต่อยอดธุรกิจอาหารและจัดเลี้ยงภายใต้ “ดุสิต ฟู้ดส์” ทำให้เธอติดรายชื่อ “Forbes’ 50 Over 50 Asia 2024 List” 

    นอกจากนี้นางศุภจี ยังเป็นกรรมการอิสระของธนาคารกสิกรไทย และเอสซีจี แพคเกจจิ้ง ด้วย ก่อนจะลาออกทั้ง 3 ตำแหน่ง ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2568

    เส้นทางการเมือง ศุภจี สุธรรมพันธุ์

    นางศุภจี ก้าวเข้าสู่แวดวงการเมือง ในช่วงที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล จัดตั้งรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย โดยถูกทาบทามให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในครม.อนุทิน 1 โชว์ฝีมือลุกชี้แจงการอภิปรายครั้งแรก หลังนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีก็สร้างความฮือฮาได้ไม่น้อย จน สส.พรรคประชาชนเอ่ยปากชมว่าทำการบ้านมาดีและมีความสร้างสรรค์

    นอกจากนี้ยังมีผลงานโดดเด่นคือ นโยบายบาร์เตอร์เทรด (Barter Trade) ยุคใหม่ โดยเจรจาให้คู่ค้าที่ซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ เครื่องบินรบ หรือเรือรบจากไทย ต้องรับซื้อสินค้าเกษตร เช่น ข้าว และมันสำปะหลัง กลับไป 10-20% เพื่อแก้ปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาด ด้วยความที่ภาพลักษณ์และการพูดจาที่ดีของนางศุภจี ทำให้คะแนนนิยมของนางศุภจีดีวันดีคืน ทำให้นายอนุทิน ประกาศให้ร่วมเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย แต่เจ้าตัวได้ปฏิเสธ อย่างไรก็ตามนางศุภจียังทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยหาเสียงให้พรรคภูมิใจไทย และมักถูกมองว่าเป็น “นางแบก” แต่เธอได้ปฏิเสธ พร้อมกล่าวยืนยันในเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งแรกในสนามเลือกตั้งกรุงเทพฯ บนเวทีสวนลุมพินี เมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2569 ว่า “หลายคนบอกว่าแต๋มเธอเป็นนางแบก ทำเพื่อพรรคภูมิใจไทย ทำเพื่อนายกฯอนุทิน วันนี้ตนขอบอกทุกคนอย่างชัดๆ ว่าตนไม่ได้ทำให้พรรคภูมิใจไทย ไม่ได้ทำให้นายกฯอนุทิน แต่ทำให้กับทุกคนที่อยู่ตรงหน้านี้ ตนทำให้บ้านเมืองของเรา ทำให้คนไทยทุกคนไม่ว่าจะอยู่จังหวัดไหน ไม่ว่าจะเลือกหรือไม่เลือก แต่เราคือคนไทยจะต้องทำให้เขาได้ และต้องทำอย่างเต็มที่เต็มความสามารถให้ดีที่สุด” นางศุภจี กล่าว

    กระทั่งในการจัดตั้ง ครม.อนุทิน 2 นางศุภจี ก็มีชื่อได้นั่งตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ควบเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตามที่นายอนุทินเคยระบุไว้ตอนหาเสียงว่าเลือกภูมิใจไทย ได้ “ศุภจี-เอกนิติ-สีหศักดิ์” เป็นรองนายกรัฐมนตรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2920474&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2McbTwyOEw0Jwh57TQtcaS

  • กิจกรรมศึกษาดูงานเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Young OTOP สู่สากล ณ พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร

    กิจกรรมศึกษาดูงานเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Young OTOP สู่สากล ณ พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร

    กิจกรรมศึกษาดูงานเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Young OTOP สู่สากล ณ พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร


    16/03/2569 | 31 | |

    กิจกรรมศึกษาดูงานเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Young OTOP สู่สากล ณ พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร

    วันที่ 16 มีนาคม 2569 กรมการพัฒนาชุมชน ได้จัดกิจกรรม ศึกษาดูงานด้านการสืบสาน รักษา และต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม ภายใต้โครงการพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาผลิตภัณฑ์ Young OTOP สู่สากล ณ พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร โดยมี ผู้ประกอบการ Young OTOP ที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 57 ราย เข้าร่วมเดินทางไปศึกษาดูงาน เพื่อเรียนรู้แนวคิดการอนุรักษ์และต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทย รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความร่วมสมัยและสามารถแข่งขันในตลาดสากลได้

    การศึกษาดูงานครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่นและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และให้คำแนะนำ ได้แก่ ดร.ศรินดา จามรมาน ที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก, ผศ.ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน ประธานหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาแฟชั่นสิ่งทอและเครื่องตกแต่ง วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, อ.ดร.กรกลด คำสุข รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (CCI) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

    ผู้ประกอบการได้เรียนรู้จากการชม นิทรรศการผ้าไทยทรงคุณค่า แนวคิดการออกแบบเครื่องแต่งกายร่วมสมัย การใช้ลวดลายผ้าไทยในเชิงสร้างสรรค์ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีเรื่องราว (Storytelling) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการยกระดับสินค้า OTOP ให้มีเอกลักษณ์และมูลค่าเพิ่มในตลาดยุคใหม่ กิจกรรมครั้งนี้ช่วยจุดประกายแนวคิดให้ผู้ประกอบการสามารถนำ องค์ความรู้ด้านการออกแบบ การผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับแฟชั่นร่วมสมัย การสร้างอัตลักษณ์แบรนด์ และการนำวัฒนธรรมไทยมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ ไปพัฒนาผลงานของตนเอง เพื่อใช้ในการประกวดและต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ Young OTOP ให้ก้าวสู่ตลาดสากลได้อย่างยั่งยืน

    นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ได้เห็นตัวอย่างการต่อยอดภูมิปัญญาไทยสู่ผลงานสร้างสรรค์ และนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนให้โดดเด่นและมีศักยภาพในเวทีระดับประเทศและระดับสากล

    #ผ้าไทยใส่ให้สนุก

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/338683&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Z0WpWjXFRiLL-vvakwrCJ

  • นักวิชาการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แนะ 5 วิธี ยกระดับการสื่อสารในวิกฤตน้ำมัน

    นักวิชาการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แนะ 5 วิธี ยกระดับการสื่อสารในวิกฤตน้ำมัน

    รศ. ประไพพิศ มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ข้อมูลที่กระจัดกระจายคือบ่อเกิดของความกลัว ส่วนตัวมองว่ารัฐบาลทำการสื่อสารในภาวะวิกฤตภายใต้สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิหร่าน ที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ได้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะการตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ตั้งแต่วันที่ 6 มี.ค. 2569 ซึ่งนอกจากจะเป็นตัวกลางในการเชื่อมระหว่างนโยบายและการปฏิบัติแล้ว ยังช่วยสร้างความเป็นเอกภาพของข้อมูล (Unity of Voice) ที่ทำให้เกิดฐานข้อมูลจริงที่เชื่อถือได้ (Single Source of Truth) ลดปัญหาข้อมูลตีกันเอง

    ทั้งนี้ การดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของคณะกรรมการ เช่น ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ฯลฯ ช่วยทำให้ข้อมูลของรัฐและเอกชนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และการมีบุคคลที่สามที่เป็นภาคเอกชนผู้เชี่ยวชาญโดยตรงมาช่วยรับรอง (Third party endorsement) ยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ และช่วยยืนยันถึงการไม่ปกปิดข้อมูลของภาครัฐ

    รศ. ประไพพิศ กล่าวว่า ส่วนตัวมีข้อเสนอเพิ่มเติมใน 5 ประเด็นสำคัญ ที่รัฐบาลสามารถนำไปปรับปรุงการสื่อสาร เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความสับสนและป้องกันการตื่นตระหนกของประชาชน ประกอบด้วย

    1.รัฐบาลต้องเปลี่ยนการสื่อสารจากคำคุณศัพท์ที่จับต้องไม่ได้ เช่น เพียงพอ ไม่ต้องกังวล ฯลฯ มาเป็นการสื่อสารด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-Based) โดยสรุปข้อมูลเป็นตัวเลขเชิงปริมาณ หรือ Dashboard แทน เช่น ปริมาณน้ำมันสำรองที่เพียงพอใช้ได้เป็นจำนวนวัน แผนการเดินหน้าจัดหาน้ำมันเพื่อรองรับอนาคตจากแหล่งใด-ปริมาณเท่าใด การเทียบเคียงปริมาณการใช้น้ำมันระหว่างสถานการณ์ปกติกับสถานการณ์สงคราม ฯลฯ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ประชาชนตระหนักได้ว่าน้ำมันมีเพียงพอจริงๆ ไม่ต้องตื่นตระหนกจนเกิดพฤติกรรมกักตุน

    “ในการสื่อสารเพื่อรับมือกับสถานการณ์วิกฤต การให้ความจริงเชิงตรรกะจะช่วยดึงสติของสังคม จากการใช้อารมณ์กลับมาสู่เหตุผล ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนพฤติกรรมบนฐานความกังวลมาอยู่กับข้อเท็จจริงบนฐานข้อมูล ซึ่งจะช่วยลดความตื่นตระหนก ลดขนาดของปัญหาที่อาจถูกขยายให้รู้สึกใหญ่เกินจริง ลงมาอยู่กับความเป็นจริงได้”

    ในประเด็นนี้ รศ. ประไพพิศ กล่าวต่อไปว่า รัฐอาจใช้วิธีการสื่อสารหลายๆ แบบร่วมกัน อาทิ การทำกราฟิกเปรียบเทียบราคาน้ำมันตลาดโลกแบบเข้าใจง่ายเพื่ออธิบายว่าทำไมราคาถึงขยับขึ้น การทำคลิปสั้น โดยให้ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานของภาคเอกชนใน ศบก. อธิบายสั้นๆ ไม่เกิน 1 นาที เกี่ยวกับแหล่งการจัดหาน้ำมัน และเส้นทางการขนส่งน้ำมันอื่นๆ ที่นอกจากช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงการใช้สัญลักษณ์พิเศษในโพสต์ข้อมูลที่เป็นทางการ (Verified Badge) เพื่อให้ประชาชนแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากข่าวปลอม (Fake News) ได้ ตลอดจนดึงอินฟลูเอนเซอร์สายความรู้ มาร่วมแถลงข่าวและทำช่วงถามตอบความสงสัยแทนประชาชน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน และลดการนำเข้าข้อมูลที่อาจสร้างความตื่นตระหนก

    2.นอกจากการสื่อสารผ่านสื่อสารมวลชน (Mass Media) แล้ว รัฐบาลควรวางระบบการสื่อสารผ่านกลไกในระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล และชุมชน ให้ชัดเจน เพื่อทำให้ข้อมูลทั้งจากส่วนกลางและระดับพื้นที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่รัฐบาลกับภาคเอกชนให้ข้อมูลว่าน้ำมันมีเพียงพอ แต่ความจริงหน้าปั๊มกลับขึ้นป้ายว่าน้ำมันหมด ตรงนี้จะกระทบต่อความเชื่อมั่นของการสื่อสารของ ศบก. และนำไปสู่ความตื่นตระหนกที่ขยายวงกว้างมากขึ้นได้

    3.แบ่งกลุ่มเป้าหมายในการสื่อสารให้ชัดเจนและสื่อสารให้ตรงกลุ่ม โดยคนที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองให้เน้นไปที่ความชัดเจนของราคาสินค้าและทิศทางของเศรษฐกิจ ขณะที่คนนอกเขตเมือง โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกร ต้องเน้นที่ราคาน้ำมันหน้าปั๊มและค่าขนส่ง รวมทั้งมาตรการเยียวยา เพื่อให้เกษตรกรวางแผนการนำน้ำมันไปใช้ประกอบอาชีพต่อไปได้ โดยช่องทางสื่อสารให้ใช้หอกระจายข่าว หรือเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)

    “จริงๆ มีการระบุเครื่องมือนี้อยู่ในประกาศของ ศบก. อยู่แล้ว แต่ยังไม่มีแนวทางปฏิบัติ ฉะนั้นรัฐบาลควรทำแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนออกมา อีกด้านคือเครือข่ายก็ต้องเท่าทันข้อมูลของส่วนกลางด้วย รัฐบาลต้องมีการตอบสนองเชิงรุกกับเครือข่าย เช่น เมื่อมีข้อมูลด่วนต้องมีกลไกอัปเดตให้เครือข่ายนำข้อมูลไปสื่อสารต่อ”

    4. รัฐบาลต้องแสดงให้เห็นผ่านการกระทำ และทำให้มากกว่าที่ประชาชนคาดหวัง เช่น การโชว์ผลงานการปราบปรามการกักตุนสินค้า หรือขึ้นราคาเกินจริง เพื่อส่งสัญญาณว่ารัฐคุมเกมอยู่ (In Control) ซึ่งจะช่วยลดการแห่กักตุนน้ำมันได้อย่างเป็นรูปธรรม และหากสินค้าหรือน้ำมันต้องปรับตัวขึ้นจริงๆ ตามสถานการณ์โลก ก็ต้องเร่งสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชน พร้อมกับออกมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน เพื่อลดผลกระทบให้กับผู้ประกอบการและประชาชน

    5. รัฐบาลต้องทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของทางออก ผ่านทั้งการสื่อสารที่มีผู้นำทำเป็นตัวอย่าง เช่น ลดใช้รถขบวน ปิดไฟอาคาร และการให้รางวัลแก่ผู้ที่ให้ความร่วมมือในมาตรการต่างๆ เมื่อคนรู้สึกว่าเขามีอำนาจในการช่วยชาติ (Empowerment) จะช่วยเปลี่ยนความตื่นตระหนกมาเป็นพลังในการปรับตัว เช่น การที่ภาครัฐขอความร่วมมือในการให้พิจารณาปรับการทำงาน เป็นแบบ Work Form Home เพื่อลดการเดินทางประหยัดพลังงานนั้น อาจมีการทำข้อมูลว่าการลดการเดินทางของประชาชนสามารถช่วยให้ประเทศมีน้ำมันเพียงพอเพิ่มขึ้นเท่าไร การมีข้อมูลประกอบจะช่วยกระตุ้นให้ประชาชนสนับสนุนมาตรการของรัฐมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/thammasat-university-scholar-suggests-5-ways-to-improve-communication-during-the-oil-crisis&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OJcZ6ej6qMkoSyDf8gN5p

  • ดูดวงรายวันประจำวันอังคาร ที่ 17 มีนาคม 2569 สำหรับท่านที่เกิดวันจันทร์

    ดูดวงรายวันประจำวันอังคาร ที่ 17 มีนาคม 2569 สำหรับท่านที่เกิดวันจันทร์

    ดูดวงรายวันประจำวันอังคาร ที่ 17 มีนาคม 2569 สำหรับท่านที่เกิดวันจันทร์

    • การงาน : ติดต่อธุรกิจประสบความสำเร็จ
    • การเงิน : ต้องจ่ายเงินช่วยเหลือบริวาร
    • ความรัก : ไม่มีเวลาให้กับคนรัก

    เคล็ดลับเสริมดวงประจำวันนี้

    • ทำบุญบริจาคอุปกรณ์การศึกษาในถิ่นทุรกันดาร
    • อัญมณีมงคล: หยกนิวซีแลนด์
    • สีมงคล: สีเขียว
    • เลขนำโชค: 0, 4, 6, 7, 8

    ฤกษ์ดีประจำสัปดาห์มีผลตั้งแต่วันที่ 15 – 21 มีนาคม 2569 (ช่วงเวลาที่เหมาะสม)

    • 05:59 – 09:09: ฤกษ์ดีในการทำบุญขึ้นบ้านใหม่
    • 09:09 – 11:45: ฤกษ์ดีในการซื้อรถยนต์คันใหม่
    • 08:39 – 11:29: ฤกษ์ดีในการติดต่อเจรจางานต่าง ๆ
    • 09:00 – 12:00: ฤกษ์ดีในการเปิดร้านเริ่มธุรกิจใหม่
    • 06:09 – 12:09: ฤกษ์ดีในการเดินทางทำบุญ

    ดูดวงเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/horoscope/323862/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cwtLt65-vGxXWQxPBNezQ

  • สำนักงาน คปภ. ให้การต้อนรับคณะผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตร “เจ้าพนักงานคดี” ศึกษาดูงานกระบวนการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ด้านการประกันภัย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    สำนักงาน คปภ. ให้การต้อนรับคณะผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตร “เจ้าพนักงานคดี” ศึกษาดูงานกระบวนการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ด้านการประกันภัย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) โดยนายอดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ รองเลขาธิการ ด้านกฎหมายและตรวจสอบ ให้การต้อนรับนางสาวสุทจิ์ธิฎา สุทธิพงศ์คณาสัย รองเลขานุการศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ประจำสำนักประธานศาลฎีกา พร้อมด้วยคณะผู้ศึกษาดูงาน จำนวน 33 คน ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมและศึกษาดูงาน พร้อมรับฟังการบรรยายในหลักสูตร เจ้าพนักงานคดี (ระดับปฏิบัติการ) ณ ห้องประชุมสถาบันวิทยาการประกันภัยระดับสูง ชั้น 2 สำนักงาน คปภ. ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร

    นายอดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ กล่าวว่า สำนักงาน คปภ. มีบทบาทและภารกิจในการกำกับและพัฒนาธุรกิจประกันภัยของประเทศให้มีความมั่นคง โปร่งใส และเป็นธรรม ควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนผู้เอาประกันภัย เพื่อสร้าง ความเชื่อมั่นต่อระบบประกันภัยของประเทศ โดยสำนักงาน คปภ. ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนากลไกและช่องทางการให้บริการอย่างครบวงจร เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างความเป็นธรรมแก่ประชาชน อาทิ การให้บริการสายด่วน คปภ. 1186 ซึ่งทำหน้าที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของธุรกิจประกันภัย ตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำประกันภัย รวมถึงให้ข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนการยื่นเรื่องร้องเรียนและการตรวจสอบข้อมูลกรมธรรม์ประกันภัยแก่ประชาชน ทั้งนี้ ในช่วงเทศกาลสำคัญ สายด่วน คปภ. 1186 จะเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนด้านประกันภัยอย่างทั่วถึง

    นายอดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของการรับและพิจารณาข้อร้องเรียน สำนักงาน คปภ. ได้จัดตั้ง ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนด้านการประกันภัย (Insurance Complaint Center : ICC) เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการดูแลและคุ้มครอง ผู้เอาประกันภัย โดยประชาชนสามารถยื่นเรื่องร้องเรียนได้หลากหลายช่องทาง ทั้งผ่านเว็บไซต์ของสำนักงาน คปภ. การยื่นเรื่องด้วยตนเอง ณ สำนักงาน คปภ. ส่วนกลาง และสำนักงาน คปภ. จังหวัดทั่วประเทศ ทั้งนี้ หากไม่สามารถตกลงกันได้ พนักงานเจ้าหน้าที่จะเสนอให้คู่กรณีเข้าสู่ ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้านการประกันภัย (Insurance Mediation Center : IMC) ซึ่งเป็นกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทโดยผู้ไกล่เกลี่ยที่เป็นบุคคลภายนอก มีความเป็นกลางและมีความเชี่ยวชาญ โดยประชาชนสามารถใช้บริการได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หากข้อพิพาทยังไม่สามารถยุติได้ สำนักงาน คปภ. ยังมีช่องทางการระงับข้อพิพาทด้วยวิธี อนุญาโตตุลาการ ซึ่งเป็นกระบวนการระงับข้อพิพาททางเลือกเกี่ยวกับสัญญาประกันภัยโดยไม่ต้องนำคดีขึ้นสู่ศาล โดยยื่นคำเสนอข้อพิพาทมายังสำนักงาน คปภ. ได้หลายช่องทาง ได้แก่ ผ่านระบบ E-Arbitration บนเว็บไซต์ของสำนักงาน คปภ. การยื่นคำเสนอข้อพิพาท ณ สถานที่ทำการอนุญาโตตุลาการของสำนักงาน คปภ. หรือสำนักงาน คปภ. ภาค/จังหวัด/เขต รวมทั้งการยื่นคำเสนอข้อพิพาทผ่านทางไปรษณีย์

    จากนั้น คณะผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้รับฟังการบรรยายในหัวข้อ “กระบวนการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ด้านการประกันภัย” โดยผู้แทนจากสายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ สำนักงาน คปภ. ซึ่งได้ถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับกลไกการคุ้มครองสิทธิของประชาชนผู้เอาประกันภัยและกระบวนการระงับข้อพิพาทในระบบประกันภัย ได้แก่ งานสายด่วน คปภ. 1186 วิทยากรโดย นายชัยวุฒิ โฆษิตจินดา หัวหน้ากลุ่ม กลุ่มบริการและสื่อสารข้อมูลประกันภัย กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทโดยเจ้าหน้าที่ วิทยากรโดย นายณัฐวิทย์ ศรีเจริญ หัวหน้ากลุ่ม กลุ่มคุ้มครองสิทธิประโยชน์ และ นายสุรเดช ฉัตรเชิดเจริญกุล ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ กลุ่มคุ้มครองสิทธิประโยชน์ กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทโดยผู้ไกล่เกลี่ย วิทยากรโดย นางสาวจิดาภา สกุลวา ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ รักษาการหัวหน้ากลุ่ม กลุ่มไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และกระบวนการระงับข้อพิพาทด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการ วิทยากรโดย นางสาวณธษา ผ่อนผัน หัวหน้ากลุ่ม กลุ่มอนุญาโตตุลาการ

    การศึกษาดูงานครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้เรียนรู้และทำความเข้าใจอย่างรอบด้านเกี่ยวกับกระบวนการรับเรื่องร้องเรียน การคุ้มครองสิทธิประโยชน์ด้านการประกันภัย ตลอดจนกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของสำนักงาน คปภ. พร้อมทั้งได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ด้านกระบวนการยุติธรรมและการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทด้านประกันภัย นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ในกระบวนการยุติธรรมกับหน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจประกันภัย อันจะนำไปสู่การพัฒนาระบบการคุ้มครองสิทธิของประชาชนให้มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการส่งเสริมให้ข้อพิพาทด้านประกันภัยสามารถได้รับการแก้ไขผ่านกระบวนการรับเรื่องร้องเรียนและการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทได้อย่างเหมาะสมก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดี ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญที่จะช่วยลดข้อร้องเรียนด้านการประกันภัยในอนาคต และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบประกันภัยของประเทศในระยะยาว

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/03/17/626037/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0r2WvjGPOUZLTyh987KJs_