Category: วัฒนธรรม

  • ครอบครัว “สุวรรณบุตร” มอบเงินอัดฉีด วงดนตรีลูกทุ่ง PWS กว่าสามแสนบาท หลังคว้าชัย “ชิงช้าสวรรค์ 2026” ทะยานสู่รอบ 10 ทีมสุดท้าย | TOPNEWS

    ครอบครัว “สุวรรณบุตร” มอบเงินอัดฉีด วงดนตรีลูกทุ่ง PWS กว่าสามแสนบาท หลังคว้าชัย “ชิงช้าสวรรค์ 2026” ทะยานสู่รอบ 10 ทีมสุดท้าย | TOPNEWS

    ดร.ชูชาติ เที่ยงธรรม ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมแพรกษาวิเทศศึกษา รวมถึงคณะครู เดินทางไปให้กำลังใจนักเรียนที่เข้าร่วมการแข่งขันและร่วมเชียร์อย่างใกล้ชิด อีกทั้งเพื่อเป็นการสนับสนุนและจุดประกายความสามารถเยาวชนของนักเรียนโรงเรียนมัธยมแพรกษาวิเทศศึกษา PWS ให้แสดงศักยภาพบนเวทีระดับประเทศได้อย่างเต็มที่

    นอกจากนี้ หลังจากการแข่งขันครอบครัวสุวรรณบุตร ยังได้มอบเงินรางวัลให้กับสมาชิกวงดนตรีลูกทุ่ง PWS คนละ 10,000 บาท รวมมูลค่ามากกว่า 360,000 บาท เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับเยาวชนที่สร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้กับโรงเรียนและพี่น้องชาวแพรกษา สมุทรปราการ

    นายสัมฤทธิ์ ล้ำเลิศ/นายอัฑฒ์ สุทธารักษ์ คิวผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.สมุทรปราการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1517849&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3b8AfQVUUVDo7f5EnXbZE3

  • ผู้ว่าฯ นครพนม รุดเคลียร์! สั่งปลดล็อกโควตาน้ำมันช่วยวัด หลังเมรุประกาศงดเผาศพชั่วคราว | เดลินิวส์

    ผู้ว่าฯ นครพนม รุดเคลียร์! สั่งปลดล็อกโควตาน้ำมันช่วยวัด หลังเมรุประกาศงดเผาศพชั่วคราว | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 16 มี.ค. ว่าที่พันตรีอดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม พร้อมด้วย นายวีระ ฤกษ์วาณิชย์กุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ชี้แจงมาตรการควบคุมการจำหน่ายน้ำมัน จากกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวว่า วัดมหาธาตุ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครพนม ประกาศงดให้บริการเมรุฌาปนกิจศพเป็นการชั่วคราว เนื่องจากข้อจำกัดด้านการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิง ส่งผลให้ไม่สามารถดำเนินการเผาศพได้ในช่วงนี้

    จังหวัดนครพนมชี้แจงว่า สถานการณ์ดังกล่าวเป็นผลจากมาตรการควบคุมการจำหน่ายน้ำมันเพื่อบริหารจัดการการกระจายสินค้าให้ทั่วถึงและป้องกันการขาดแคลนในช่วงสถานการณ์ปัจจุบันภายใต้มาตรการดังกล่าว ประชาชนทั่วไปจะสามารถซื้อน้ำมันได้ในวงเงินที่จำกัดเพื่อให้เกิดการกระจายสินค้าอย่างทั่วถึง

    อย่างไรก็ตาม สำหรับหน่วยงานบริการสาธารณะหรือกรณีจำเป็นเร่งด่วน เช่น รถกู้ชีพ รถมูลนิธิ เครื่องสูบน้ำฉุกเฉิน รวมถึงวัดที่ต้องใช้น้ำมันสำหรับการฌาปนกิจศพยังสามารถจัดซื้อน้ำมันในปริมาณที่มากกว่าปกติได้ โดยให้ประสานส่วนราชการในพื้นที่เพื่ออำนวยความสะดวกในการให้บริการแก่หน่วยงานสาธารณะดังกล่าว

    นอกจากนี้ จังหวัดนครพนมยังได้กำชับ สำนักงานพลังงานจังหวัดนครพนม และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครพนมให้เข้มงวดในการตรวจสอบต้นทุนและเอกสารการซื้อขายของผู้ประกอบการเพื่อป้องกันการฉวยโอกาสจำหน่ายสินค้าเกินราคา หรือกักตุนสินค้าหากพบการกระทำผิดจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด พร้อมขอความร่วมมือประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐและปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5692155/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zaEUHzeCnmN1snom_o_4P

  • ผลวิจัยชี้ คะแนนความพอใจศูนย์บริการรถยนต์ลดลง ลูกค้าเน้นโปร่งใส สื่อสารชัด

    ผลวิจัยชี้ คะแนนความพอใจศูนย์บริการรถยนต์ลดลง ลูกค้าเน้นโปร่งใส สื่อสารชัด

    ผลวิจัยชี้ คะแนนความพอใจศูนย์บริการรถยนต์ลดลง ลูกค้าเน้นโปร่งใส สื่อสารชัด

    ผลวิจัยชี้ คะแนนความพอใจศูนย์บริการรถยนต์ลดลง ลูกค้าเน้นโปร่งใส สื่อสารชัด

    ผลสำรวจชี้คนไทย คาดหวังคุณภาพงานบริการหลังการขายในธุรกิจรถยนต์สูงขึ้น โดยบริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล (ไทยแลนด์) จำกัด รายงานการศึกษาวิจัยประสบการณ์ลูกค้าในการนำรถเข้ารับบริการหลังการขาย (Service CXI) จากศูนย์บริการรถยนต์มาตรฐานของแต่ละยี่ห้อทั่วประเทศ โดยพบว่าผลคะแนนความพึงพอใจรวมลดลง

    ดิฟเฟอเรนเชียล ทำวิจัยฯดัชนี Service CXI ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ซึ่งครั้งนี้ศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลงไปของเจ้าของรถยนต์ โดยทำการเปรียบเทียบผลงาน ความพึงพอใจ มาตรฐานการปฏิบัติงานในส่วนของบริการหลังการขายของรถยนต์แต่ละยี่ห้อ รวมถึงการนำข้อมูลที่สำรวจในอดีตจนถึงปัจจุบันมาวิเคราะห์แนวโน้มของการแข่งขัน

    ผลการวิจัยฯ ปี 2569 ชี้ให้เห็นถึงการปรับลดลงของความพึงพอใจใน 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1.คุณภาพงานบริการ 2.การบริการจากพนักงาน และสิ่งอำนวยความสะดวกในศูนย์บริการ 3.การสื่อสารและความชัดเจน และ 4.ความสะดวกและความง่ายในการเข้าถึงบริการ

    โดยพบว่า ความพึงพอใจของลูกค้าลดลงในหลายประเด็นปลีกย่อย อาทิ ความพึงพอใจในความเชี่ยวชาญทางเทคนิคของบุคลากรของผู้จำหน่าย คุณภาพงานซ่อม การอัพเดตความคืบหน้าระหว่างซ่อม ความชัดเจนด้านค่าใช้จ่าย รวมถึงบรรยากาศและสิ่งอำนวยความสะดวกในศูนย์บริการ

    สะท้อนว่าลูกค้ามีความคาดหวังที่สูงขึ้นต่อมุมมองทั้งด้าน ความรู้ทางเทคนิคและความสามารถของบุคลากรของผู้จำหน่าย กระบวนการในการให้บริการและสื่อสารกับลูกค้า รวมถึงความสะดวกสบายในการมาใช้บริการที่ศูนย์บริการ

    นายศิรส สาตราภัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า จากการศึกษาวิจัยประสบการณ์ลูกค้าด้านความพึงพอใจในการนำรถเข้ารับบริการหลังการขาย เราพบประเด็นที่น่าสนใจ เช่น คะแนน Service CXI โดยรวมในปี 2569 ลดลง 2 คะแนน

    การศึกษาวิจัยฯ ครั้งนี้ ดำเนินการระหว่างเดือนตุลาคม – ธันวาคม 2568 โดยรวบรวมข้อมูลความคิดเห็นจากเจ้าของรถยนต์ที่นำรถเข้ารับบริการภายในช่วงเวลาไม่เกิน 10 เดือนนับจากวันที่สัมภาษณ์ และเป็นเจ้าของรถที่มีอายุ 12 ถึง 36 เดือนนับจากวันที่สัมภาษณ์ โดยวัดความพึงพอใจใน 5 ปัจจัยหลักที่ลูกค้าให้ความสำคัญ ได้แก่ คุณภาพงานบริการ ราคาและความคุ้มค่า การบริการจากพนักงานและสิ่งอำนวยความสะดวกในศูนย์บริการ การสื่อสารและความชัดเจน และความสะดวก และความง่าย ในการเข้าถึงบริการ

    ดังนั้น เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดด้านประสบการณ์บริการหลังการขายของลูกค้า ผู้ผลิตรถยนต์ และผู้จำหน่ายควรมุ่งเน้น การเสริมสร้างความสม่ำเสมอในการปฏิบัติงานตลอดขั้นตอนการให้บริการ ตั้งแต่ การวิเคราะห์และการซ่อมให้ถูกจุดตั้งแต่ครั้งแรก การแจ้งระยะเวลาการซ่อมที่ชัดเจน การสื่อสาร การให้คำแนะนำของที่ปรึกษาการบริการอย่างมืออาชีพ

    ตามการศึกษายังระบุว่า แม้ว่ากว่า 80% ของลูกค้ายังคงนิยมจองคิวนัดหมายผ่านโทรศัพท์จากศูนย์บริการ แต่ช่องทางที่สร้างความพึงพอใจสูงสุดคือ “แอปพลิเคชัน” ของแบรนด์ รองลงมาคือ การสื่อสารผ่านแชทกับบุคลากรของผู้จำหน่าย

    นอกจากนี้ การติดตามผลหลังการเข้ารับบริการอย่างต่อเนื่องเป็นระยะ(ไม่ใช่เพียงการติดต่อครั้งเดียว) หลังจากลูกค้าเข้ารับบริการ มีผลต่อความพึงพอใจที่ดีกว่า และช่วยสร้างความรู้สึกผูกพันกับศูนย์บริการได้มากกว่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/motor/motor/653988&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zNOHLFGSQcr7UQCTM01d9

  • ‘ตูน อาทิวราห์’ พร้อมครอบครัวและเพื่อน วิ่งการกุศลเพื่อส่งต่อการศึกษาให้เด็กไทย

    ‘ตูน อาทิวราห์’ พร้อมครอบครัวและเพื่อน วิ่งการกุศลเพื่อส่งต่อการศึกษาให้เด็กไทย

    เรียกว่าทั้งอบอุ่น ทั้งสนุก และเต็มไปด้วยพลังแห่งการให้ สำหรับงานวิ่งการกุศลสุดน่ารักแห่งปี! “Crayon Shinchan Amazing Thailand Fun Run 2026” จัดขึ้นโดย มูลนิธิก้าวคนละก้าว

    นำโดยร็อกสตาร์ใจบุญ ตูน-อาทิวราห์ คงมาลัย ที่ได้เนรมิตพื้นที่ของมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา ให้กลายเป็นโลกแห่งความสดใสของตัวการ์ตูนขวัญใจมหาชนอย่าง ‘ชินจังจอมแก่น’ ท่ามกลางบรรยากาศสุดคึกคักของเหล่านักวิ่งและแฟนคลับชินจังกว่า 10,000 คน ที่มาร่วมออกกำลังกายสร้างสุขภาพที่ดี เพื่อระดมทุนส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กไทยในโครงการ “ก้าวเพื่อน้อง ปีที่ 6”

    อีกหนึ่งโมเมนต์ใจฟู! คือการปรากฏตัวของ ครอบครัวคงมาลัย แบบฟูลทีม นำทัพโดย คุณพ่อตูน คุณแม่ก้อย ที่จูงมือ “น้องทะเล” และ “น้องเวลา” มาร่วมวิ่งในระยะ 1.5 กิโลเมตร ท่ามกลางเสียงเชียร์และรอยยิ้มจากแฟน ๆ ที่ต่างเอ็นดูความอบอุ่นของบ้านคงมาลัยแบบใกล้ชิดติดขอบสนาม

    ตูน-อาทิวราห์ คงมาลัย ประธานกรรมการ มูลนิธิก้าวคนละก้าว กล่าวว่า “ดีใจมากครับ ที่งาน Crayon Shinchan Amazing Thailand Fun Run 2026 ได้รับการตอบรับอย่างดีจากทุก ๆ คน งานนี้เราอยากให้เป็นพื้นที่แห่งความสุขที่ทุกคนสามารถมาร่วมออกกำลังกายไปด้วยกัน ทั้งเด็ก ๆ ครอบครัว และคนที่รักการวิ่ง ผมเชื่อว่าพลังเล็ก ๆ จากการ ‘ก้าว’ ของทุกคนจะสามารถสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับน้อง ๆ ที่ขาดแคลน และหวังว่างานนี้จะเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจให้คนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพไปพร้อมกับการแบ่งปันให้สังคมครับ”

    นอกจากนี้ ภายในงานยังเต็มไปด้วยสีสันจากเหล่าศิลปินและนักแสดงชื่อดังที่มาร่วมวิ่งและสร้างความสนุกให้กับ แฟน ๆ อย่างคับคั่ง อาทิ ตั๊ก-บริบูรณ์ จันทร์เรือง, เต๋า-เศรษฐพงศ์ เพียงพอ, จูดี้-จารุกิตติ์ ศรีสวัสดิ์, โจอี้-ภูวศิษฐ์ อนันต์พรสิริ, UrboyTJ-จิรายุทธ ผโลประการ, ฟิลลิปส์-ณัทธนพล ทินโรจน์, ลุลา-กันยารัตน์ ติยะพรไชย, ป๊อก วง Zeal-ต่อยศ จงแจ่ม, แจ๊ค-จารุพงศ์ กล้วยไม้งาม, บิว The Voice-จรูญวิทย์ พัวพันวัฒนะ, เซน Paper Planes-นครินทร์ ขุนภักดี, สมุย- สมุทร แก้ววัน, มอส-พิเชษฐ์ เปรียบยอดยิ่ง, ปอ-นันทชัย เตชะศรีวิเชียร และ ดาร์ลิ่ง-อารดา อารยวุฒิ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/entertainment-news/964158/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0TRQSe75GHaeBt97Qavd0t

  • ผลวิจัยชี้ “โลกร้อนจากกิจกรรมมนุษย์” ส่งผลให้วันยาวนานขึ้น

    ผลวิจัยชี้ “โลกร้อนจากกิจกรรมมนุษย์” ส่งผลให้วันยาวนานขึ้น

    นักวิทยาศาสตร์ เตือนว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจากกิจกรรมของมนุษย์กำลังทำให้การหมุนของโลกช้าลงในอัตราที่ “ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” เมื่อเทียบกับช่วง 3.6 ล้านปีที่ผ่านมา พร้อมเตือนว่าระยะเวลาของ 1 วันกำลังยาวนานขึ้น

    งานวิจัยก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นว่าการละลายของแผ่นน้ำแข็งขั้วโลกและธารน้ำแข็งบนภูเขาทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นและส่งผลทำให้การหมุนของโลกช้าลง เนื่องจากเมื่อมวลน้ำจากการละลายของน้ำแข็งไหลจากบริเวณขั้วโลกไปยังเส้นศูนย์สูตร ผลกระทบจะคล้ายกับนักสเก็ตลีลาที่หมุนตัวช้าลงเมื่อเหยียดแขนออก

    “โมสตาฟา เคียนี ชาห์วานดี” (Mostafa Kiani Shahvandi) จากภาควิชาอุตุนิยมวิทยาและธรณีฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยเวียนนา กล่าวว่า สิ่งที่ยังไม่ชัดเจนก่อนหน้านี้คือเคยมีช่วงเวลาในอดีตที่สภาพภูมิอากาศทำให้ความยาวของวันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในระดับเดียวกันหรือไม่

    ผลวิจัยชี้

    ภาวะโลกร้อนส่งผลต่อความยาวของวันอย่างไร

    งานวิจัยใหม่จากมหาวิทยาลัยเวียนนาและสถาบันเทคโนโลยี ETH Zurich ประสบความสำเร็จในการสร้างแบบจำลองการเปลี่ยนแปลงความยาวของวันในอดีต โดยใช้ซากฟอสซิลของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวในทะเลที่เรียกว่า “เบนทิก ฟอรามินิเฟอรา” (Benthic Foraminifera)

    องค์ประกอบทางเคมีในฟอสซิลเหล่านี้สามารถใช้บ่งชี้การเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลในอดีต ซึ่งช่วยให้นักวิทยาศาสตร์คำนวณการเปลี่ยนแปลงของความยาวของวันได้

    งานวิจัยก่อนหน้านี้ พบว่า ในช่วงปี 2000 – 2020 ความยาวของวันบนโลกเพิ่มขึ้น 1.33 มิลลิวินาทีต่อศตวรรษ จากปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ

    อย่างไรก็ตาม ในการศึกษาครั้งใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Geophysical Research: Solid Earth นักวิทยาศาสตร์พบว่า การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของความยาวของวันในปัจจุบันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในช่วง 3.6 ล้านปีที่ผ่านมา

    “เบเนดิกต์ โซจา” (Benedikt Soja) ศาสตราจารย์ด้านภูมิสารสนเทศอวกาศจาก ETH Zurich กล่าวว่า การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของความยาวของวันในปัจจุบันสามารถอธิบายได้เป็นหลักจากอิทธิพลของกิจกรรมมนุษย์

    ทำไมวันที่ยาวนานขึ้นอาจเป็นปัญหา

    “โซจา” เตือนว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจส่งผลต่อความยาวของวันมากกว่าผลกระทบจากดวงจันทร์ ภายในปลายศตวรรษที่ 21 พร้อมเสริมว่า แม้การเปลี่ยนแปลงจะอยู่ในระดับมิลลิวินาที (Milliseconds ) และมนุษย์ไม่สามารถรับรู้ได้โดยตรง แต่ก็อาจสร้างปัญหาในโลกที่พึ่งพาเทคโนโลยีอย่างมากได้

    การวัดเวลาที่แม่นยำมีความสำคัญต่อระบบคอมพิวเตอร์ เช่น ระบบ GPS และระบบการนำทางในอวกาศ ซึ่งใช้ เวลามาตรฐานอะตอมที่อิงกับความถี่การสั่นของอะตอมบางชนิด

    ผลวิจัยชี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/keep-the-world/climate-change/862502&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oSv0JmLG6vG8SxxVGX23l

  • ถ่ายทอดสด “หวยออมสิน” 16/3/69 ผลสลากออมสิน สลากออมสินพิเศษ 1 ปี

    ถ่ายทอดสด “หวยออมสิน” 16/3/69 ผลสลากออมสิน สลากออมสินพิเศษ 1 ปี

    ถ่ายทอดสด

    ถ่ายทอดสด “หวยออมสิน” 16/3/69 ผลสลากออมสิน สลากออมสินพิเศษ 1 ปี

    ถ่ายทอดสด “หวยออมสิน” 16/3/69 ผลสลากออมสิน งวดวันที่ 16 มีนาคม 2569 ตรวจผลสลากออมสิน ถ่ายทอดสดผลการออกเลขสลาก สลากออมสินพิเศษ 1 ปี (Youth Salak) รางวัลเพื่อการศึกษา สลากออมสินพิเศษ 1 ปี และ สลากออมสินพิเศษดิจิทัล 1 ปี หน่วยละ 20 บาท และ 100 บาท งวด 16 มี.ค. 69

    • หวยออมสิน 16 มีนาคม 2569 ตรวจผล สลากออมสินพิเศษ 1 ปี ดิจิทัล 1 ปี : คลิกที่นี่

    ถ่ายทอดสด “หวยออมสิน” 16/3/69 สลากออมสินพิเศษ 1 ปี และ สลากออมสินพิเศษดิจิทัล 1 ปี งวดนี้ออกอะไร

    หวยออมสินออกกี่โมง? 

    การออกรางวัล สลากออมสินพิเศษ 1 ปี (Youth Salak) สลากออมสินพิเศษ 1 ปี และ สลากออมสินพิเศษดิจิทัล 1 ปี หน่วยละ 20 บาท และ 100 บาท จะออกรางวัลทุกวันที่ 16 ของเดือน โดยแบ่งเป็น 2 รอบ เวลา 10.30 น. เป็นต้นไป

    ธนาคารออมสิน จะทำการออกรางวัล สลากออมสินพิเศษ 1 ปี (Youth Salak) สลากออมสินพิเศษ 1 ปี และ สลากออมสินพิเศษดิจิทัล 1 ปี หน่วยละ 20 บาท และ 100 บาท ณ ธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ ทุกวันที่ 16 ของเดือน

    โดยจะทำการถ่ายทอดสดผ่านทางสื่อออนไลน์ Facebook Live : 9 MCOT ตั้งแต่เวลา 10.30 น. เป็นต้นไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/lottery/check-lottery/614622&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Q-NxCPEpQ-w6ZYSdF-Dt1

  • ทลายคลังพัสดุ! สรรพสามิตภาค 9 บุกศูนย์ไปรษณีย์หาดใหญ่ ยึดบุหรี่เถื่อน 7 หมื่นซอง ปรับยับ 42 ล้าน | เดลินิวส์

    ทลายคลังพัสดุ! สรรพสามิตภาค 9 บุกศูนย์ไปรษณีย์หาดใหญ่ ยึดบุหรี่เถื่อน 7 หมื่นซอง ปรับยับ 42 ล้าน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 16 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (15 มี.ค.) เจ้าหน้าที่สรรพสามิตสำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 9 หลังสืบสวนผ่านระบบออนไลน์ พบความเคลื่อนไหวการลักลอบจำหน่ายบุหรี่เถื่อนผ่านช่องทางพัสดุไปรษณีย์ จึงได้บูรณาการกำลังร่วมกับสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่สงขลา และสำนักงานสรรพสามิตสาขาหาดใหญ่ เข้าตรวจสอบภายในศูนย์คัดแยกและกระจายสินค้า ศูนย์ไปรษณีย์หาดใหญ่ ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

    จากการตรวจสอบพบกล่องพัสดุจำนวน 709 ชิ้น ภายในบรรจุบุหรี่เถื่อนจากต่างประเทศที่ไม่ได้เสียภาษี เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดและอายัดไว้เพื่อนำไปตรวจสอบรายละเอียดเส้นทางการขนส่ง ทั้งต้นทางและปลายทาง ว่ามีการส่งมาจากที่ใด และกระจายไปยังพื้นที่ใดบ้าง เพื่อขยายผลไปสู่การจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้อง และตัดวงจรการค้าบุหรี่เถื่อนผ่านระบบออนไลน์

    เบื้องต้นพบของกลางเป็นบุหรี่เถื่อนจากต่างประเทศ จำนวนกว่า 70,000 ซอง คิดเป็นมูลค่าค่าปรับประมาณ 42,000,000 บาท

    ภายหลังการตรวจยึด เจ้าหน้าที่ได้นำของกลางทั้งหมดส่งมอบให้สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่สงขลา สาขาหาดใหญ่ เพื่อตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม และดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5690961/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JF5SDcxG3RaG6rVNMfemn

  • จี้รัฐ แก้วิกฤตน้ำมัน เร่งลดภาษีคุมราคา กันกักตุนเก็งกำไร – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    จี้รัฐ แก้วิกฤตน้ำมัน เร่งลดภาษีคุมราคา กันกักตุนเก็งกำไร – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    จี้รัฐ แก้วิกฤตน้ำมัน เร่งลดภาษีคุมราคา กันกักตุนเก็งกำไร

    สภาผู้บริโภคแนะรัฐบาล แก้วิกฤตน้ำมัน หลังมาตรการตรึงราคากำลังจะสิ้นสุด 17 มี.ค.นี้ เกิดกรณีกักตุนน้ำมัน ชะลอขายรอปรับราคา เร่งลดภาษีสรรพสามิตดีเซลชั่วคราวเพื่อลดภาระประชาชน

    กรณีรัฐบาลประกาศ ตรึงราคาน้ำมันเป็นเวลา 15 วัน โดยจะสิ้นสุดในวันที่ 17 มีนาคม 2569 ทำให้เกิดบรรยากาศตื่นตระหนกในหลายพื้นที่ ประชาชนจำนวนมากพากันนำแกลลอนและถังน้ำมันไปต่อคิวเติมน้ำมันตามสถานีบริการ เพราะกังวลว่าหลังพ้นมาตรการ ราคาน้ำมันอาจปรับขึ้นอย่างมาก ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าสถานีบริการน้ำมันบางแห่ง โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ติดป้าย “น้ำมันหมด” ส่งผลให้เกิดความกังวลเรื่องการขาดแคลนน้ำมันในระยะสั้น สภาผู้บริโภคเสนอรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาการกักตุนและการฉวยโอกาสขึ้นราคาน้ำมัน พร้อมใช้มาตรการทางภาษีเพื่อบรรเทาภาระประชาชน

    จี้รัฐ แก้วิกฤตน้ำมัน เร่งลดภาษีคุมราคา กันกักตุนเก็งกำไร : รสนา โตสิตระกูล

    ตรึงราคา 15 วัน ทำให้เกิดพฤติกรรมกักตุน

    รสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริกรสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ระบุว่า การที่รัฐบาลประกาศตรึงราคาน้ำมัน 15 วัน และใกล้เวลาครบกำหนด ทำให้ผู้ค้าน้ำมันและประชาชนต่างเข้าใจว่าหลังหมดมาตรการ ราคาน้ำมันจะต้องปรับขึ้น เพียงแต่ยังไม่รู้ราคาที่แน่ชัด จึงเกิดพฤติกรรมกักตุน โดยเฉพาะสถานีบริการน้ำมันบางแห่งที่ชะลอการขายหรือปิดปั๊ม เพื่อรอขายในช่วงที่ราคาปรับขึ้น

    สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ประชาชนจำนวนมากรีบนำแกลลอนและถังมาเข้าแถวหน้าปั๊มน้ำมัน เพราะไม่มั่นใจว่าราคาน้ำมันในวันถัดไปจะปรับขึ้นมากเพียงใด

    อย่างไรก็ตาม รสนา ระบุว่า ประเทศไทยยังไม่ได้เผชิญภาวะน้ำมันขาดแคลน เนื่องจากรัฐบาลเองเคยยืนยันว่าประเทศมีน้ำมันสำรองใช้ได้ประมาณ 90 วัน และยังมีน้ำมันสต็อกเก่าอย่างน้อย 60 วัน ซึ่งไม่ควรปรับขึ้นราคาตามราคาน้ำมันดิบในปัจจุบัน

    เสนอกำกับราคาน้ำมัน – ลดภาษีดีเซลชั่วคราว

    รสนา กล่าวว่า การปล่อยให้เกิดการอั้นน้ำมันหรือปิดปั๊ม โดยเฉพาะในต่างจังหวัด อาจทำให้เกิดความโกลาหลและส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง เช่น การขนส่งสินค้าอาจสะดุด สินค้าเกษตรเสี่ยงเสียหาย เกษตรกรอาจไม่มีน้ำมันสำหรับเครื่องสูบน้ำหรือรถเกี่ยวข้าวนาปรัง ปัญหาเหล่านี้อาจลุกลามไปกระทบเศรษฐกิจในหลายภาคส่วน

    “รัฐบาลควรเข้าใจจิตวิทยามวลชนและเข้ามา แก้วิกฤตน้ำมัน ไม่ใช่ปล่อยสถานการณ์ให้ดำเนินไปเอง ราวกับประเทศไม่มีรัฐบาล” รสนากล่าว

    สำหรับมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้วิกฤตราคาน้ำมัน ที่รัฐบาลควรทำคือการกำกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งกระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่ ไม่ให้ปรับราคาน้ำมันที่เป็น “สต็อกเก่า” หากไม่สามารถดำเนินการได้ทันที รัฐบาลควรประกาศ ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงเท่ากับราคาที่จะปรับขึ้น เพื่อป้องกันการกักตุนและสกัดไม่ให้ผู้ค้าน้ำมันฉวยโอกาสขึ้นราคาหน้าปั๊ม

    “ปัจจุบันภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 6.92 บาทต่อลิตร รัฐบาลสามารถทยอยลดภาษีดังกล่าวลงเป็นการชั่วคราว จนกว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันจะคลี่คลาย” รสนาย้ำพร้อมยกตัวอย่าง ช่วงวิกฤตราคาน้ำมันปี 2556 สมัยรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รัฐบาลเคยตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 29.99 บาทต่อลิตร โดยลดการเก็บภาษีสรรพสามิตลงเหลือเพียง ลิตรละ 1 สตางค์ ซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนได้

    นอกจากนี้ รัฐบาลควรกำกับบริษัท ปตท. ซึ่งมีหุ้นในโรงกลั่นน้ำมัน 4 จาก 6 โรงกลั่นในประเทศ ให้ร่วมมือในการกระจายน้ำมันไปยังต่างจังหวัดอย่างทั่วถึง เพื่อป้องกันความตื่นตระหนกของประชาชน ทั้งในเรื่องความกลัวน้ำมันขาดแคลน และความกังวลว่าราคาจะสูงจนไม่สามารถประกอบอาชีพได้

    “หากรัฐบาลดำเนินมาตรการเช่นนี้ จึงจะสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับประชาชนก่อน ตามที่มักกล่าวว่า ‘ประชาชนต้องมาก่อน’ และต้องได้รับการดูแลก่อน” รสนากล่าว


    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    รื้อ ‘โครงสร้างพลังงาน’ ทางรอดไทย ในวิกฤตสงคราม

    เร่งรัฐปลดล็อกอุปสรรค หนุน โซลาร์ครัวเรือน ก่อนวิกฤตน้ำมันลาม

    หลายจังหวัดติดป้าย ‘น้ำหมดหมด-รอน้ำมันมาส่ง-เติมไม่เกิน 500 บาท’ เสียงสะท้อนห่วง วิกฤตน้ำมัน ขาดแคลน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/160369_fuel-crisis_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WIte9WnOuH2x7YRHzSQub

  • ส่อง บำนาญ สส.-สว.  สวัสดิการพรีเมียมจากภาษีประชาชน

    ส่อง บำนาญ สส.-สว. สวัสดิการพรีเมียมจากภาษีประชาชน

    วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.49 น.

    เป็นที่ฮือฮากันอย่างมากกับการปักหมุดแรกในการกลับมาทำหน้าที่ สส. ของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคไทยภักดี โดยระบุว่าจะเร่งดำเนินการ 3 ข้อคือ 1.ยกเลิกอาหารกลางวันสส. 2.ลดจำนวนผู้ช่วย สส. จาก 8 คน เหลือ 3 คน และ 3.ปรับลดกองทุนบำนาญ สส.

    “แนวหน้าออนไลน์” เจาะลึกเรื่อง สวัสดิการหรือบำนาญผู้ที่เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา โดยรายละเอียดเรื่องนี้อยู่ในพระราชบัญญัติกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา และระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา

    สำหรับพระราชบัญญัติกองเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ.2556 ที่บังคับใช้ในปัจจุบัน ได้ประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2556 มี 28 มาตรา รายละเอียด ในมาตรา 5 และมาตรา6 ระบุว่า

    มาตรา 5 ให้มีกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ในสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

    มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนและใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ดังต่อไปนี้

    (1) การจ่ายเงินทุนเลี้ยงชีพ

    (2) การจ่ายเงินช่วยเหลือในการรักษาพยาบาล

    (3) การจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีทุพพลภาพ

    (4) การจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีถึงแก่กรรม

    (5) การจ่ายเงินช่วยเหลือในกรณีการให้การศึกษาบุตร

    (6) สวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นตามระเบียบที่คณะกรรมการกําหนด

    มาตรา 6 กองทุนประกอบด้วยเงินและทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้

    (1) เงินทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้

    (2) เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจําปี

    (3) เงินที่สมาชิกรัฐสภาส่งเข้ากองทุนในอัตราที่คณะกรรมการกําหนด

    (4) เงินที่โอนมาจากกองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาตามระเบียบรัฐสภาว่าด้วย กองทุนสงเคราะห์ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2543

    (5) เงินและทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุน

    (6) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้จากการบริจาค

    (7) ดอกผลของเงินกองทุน

    ส่วนผู้ที่จะได้รับสวัสดิการตามพรบ.ฉบับนี้ ในมาตรา 16 ระบุว่าสมาชิกรัฐสภาซึ่งได้ส่งเงินเข้ากองทุนมีสิทธิได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพเมื่อสิ้นสุดสมาชิกภาพแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกตามระเบียบที่คณะกรรมการกําหนด ทั้งนี้ หลักเกณฑ์และจํานวนอัตราเงินทุนเลี้ยงชีพอันจะพึงได้รับจากกองทุนนั้น ให้นําระยะเวลาในการดํารงตําแหน่งการเป็นสมาชิกรัฐสภาของผู้นั้นมาคิดคํานวณด้วย

    สมาชิกรัฐสภาที่จะมีสิทธิได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพตามวรรคหนึ่ง จะต้องไม่เป็นบุคคลที่อยู่ใน ระหว่างต้องห้ามมิให้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง หรือเป็นบุคคลที่เคยถูกวุฒิสภามีมติให้ถอดถอนจากตําแหน่งตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

    สำหรับรายละเอียดการดำเนินการ ได้มีระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ฉบับล่าสุดระบุใน ข้อ 29 ว่า ให้ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาตามข้อ 27 มีสิทธิได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพเป็นรายเดือน

    โดยให้ได้รับเป็นระยะเวลาสองเท่าของเวลาสําหรับคํานวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตามเกณฑ์ดังต่อไปนี้

    (1) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 1 เดือน แต่ไม่ถึง 12 เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ 30 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย โดยให้ได้รับเป็นระยะเวลาสี่เท่าของเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ

    (2) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 12 เดือน แต่ไม่ถึง 48 เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ 30 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย

    (3) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 48 เดือน แต่ไม่ถึง 96 เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ 35 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย

    (4) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 96 เดือน แต่ไม่ถึง 144เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ ๔๐ ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย

    (5) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 144 เดือน แต่ไม่ถึง 192 เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ 45 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย

    (6) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 192 เดือน แต่ไม่ถึง 240 เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ 50 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย

    (7) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 240 เดือน แต่ไม่ถึง 288เดือน ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ 55 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย

    (8) มีเวลาสำหรับคำนวณเงินทุนเลี้ยงชีพ ตั้งแต่ 288 เดือนขึ้นไป ให้ได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพร้อยละ 60 ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย

    ส่วนค่ารักษาพยาบาล ข้อ32 ในการแก้ไขล่าสุดระบุว่า อนุมัติจ่ายเงินครั้งละไม่เกิน 130,000 บาท/ปี

    กรณีทุพลภาพเดิม ระบุว่ามีการจ่ายให้ 5,000 บาทต่อเดือน แต่ล่าสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567ได้มีการแก้ไขเป็น 15,000 บาท/เดือน

    สำหรับการช่วยเหลือทุนการศึกษาบุตร ข้อ45 ระบุไว้ว่า ให้ผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาภายหลังวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ มีสิทธิได้รับเงินจากกองทุน

    ในกรณีการให้การศึกษาบุตรสําหรับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งเข้ารับการศึกษาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่หนึ่งจนถึงระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าได้เพียงคนที่หนึ่งและคนที่สอง ทั้งนี้ ไม่รวมบุตรบุญธรรมหรือบุตรซึ่งได้ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/953010&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mwPJ1F0ePOsO2U6OweegM

  • สงครามเพิ่มคาร์บอนส่วนเกินในอากาศ งานวิจัยใหม่พบเคมีในเลือดมนุษย์เริ่มเปลี่ยน

    สงครามเพิ่มคาร์บอนส่วนเกินในอากาศ งานวิจัยใหม่พบเคมีในเลือดมนุษย์เริ่มเปลี่ยน

    วันนี้โลกกำลังเผชิญวิกฤตภูมิอากาศอย่างต่อเนื่อง ภาพของปัญหามักถูกเล่าผ่านปรากฏการณ์ขนาดใหญ่ คลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้น ไฟป่าที่ลุกลาม หรือระดับน้ำทะเลที่ค่อยๆ สูงขึ้นทุกปี แต่การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดกำลังทำให้คำถามเกี่ยวกับ “วิกฤตคาร์บอน” ลึกซึ้งขึ้นไปอีกขั้น เพราะสิ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลงอาจไม่ใช่เพียงสภาพแวดล้อมของโลก หากกำลังสะท้อนกลับมาสู่ “ร่างกายของมนุษย์” อย่างเงียบๆ

    งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Air Quality, Atmosphere and Health โดยทีมนักวิจัยจาก Curtin University และ Australian National University วิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพของประชากรตลอดช่วงเวลากว่า 20 ปี และพบสัญญาณที่น่าสนใจว่า เคมีในเลือดของมนุษย์กำลังเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกับการเพิ่มขึ้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศโลก

    การค้นพบนี้ทำให้คำถามเรื่อง “คาร์บอนส่วนเกินของโลก” ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป หากอาจเป็นประเด็นด้านสาธารณสุขของมนุษยชาติในระยะยาว

    Atmospheric carbon dioxide concentrations (in ppm) over the last 800,000 years, based on measurements of air trapped in Antarctic ice (Lüthi et al., 2008; Rubino et al., 2019), and direct measurements made at the Mauna Loa Observatory (1958 to present) (Keeling et al., 2005)

    Atmospheric carbon dioxide concentrations (in ppm) over the last 800,000 years, based on measurements of air trapped in Antarctic ice (Lüthi et al., 2008; Rubino et al., 2019), and direct measurements made at the Mauna Loa Observatory (1958 to present) (Keeling et al., 2005)

    สัญญาณจากเลือดมนุษย์ เมื่อ CO₂ ในอากาศสะท้อนในเคมีร่างกาย

    ตัวชี้วัดสำคัญที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ติดตามคือ “ไบคาร์บอเนต” ซึ่งเป็นสารที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายแปลงคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดเพื่อรักษาสมดุลกรด–ด่างของร่างกาย

    การศึกษาพบว่า ระหว่างปี 1999 ถึง 2020 ระดับไบคาร์บอเนตเฉลี่ยในเลือดเพิ่มขึ้นประมาณ 7% ขณะที่แคลเซียมและฟอสฟอรัสกลับมีแนวโน้มลดลง แม้การเปลี่ยนแปลงนี้ยังไม่เกินระดับที่ถือว่าเป็นอันตราย แต่ทิศทางของมันกำลังตั้งคำถามใหม่ต่อความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อมกับชีววิทยาของมนุษย์

    รองศาสตราจารย์อเล็กซานเดอร์ ลาร์คอมบ์ นักสรีรวิทยาระบบหายใจ หนึ่งในผู้วิจัย อธิบายว่าสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์กำลังเห็นคือ การเปลี่ยนแปลงทางเคมีในเลือดอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งสะท้อนการเพิ่มขึ้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ

    หากแนวโน้มยังดำเนินต่อไป แบบจำลองคาดการณ์ว่าภายในประมาณครึ่งศตวรรษ ระดับไบคาร์บอเนตในเลือดของมนุษย์อาจเข้าใกล้ขีดสูงสุดของช่วงสุขภาพที่ดี ขณะที่แร่ธาตุสำคัญบางชนิดอาจลดลงจนเข้าใกล้ขอบล่างของระดับที่ปลอดภัย

    sustainability-10-year-thailand-heat-average-temperatures-never-below-normal-SPACEBAR-Thumbnail.jpg

    โลกที่มีคาร์บอนมากกว่าที่มนุษย์เคยวิวัฒนาการมา

    ในเชิงวิวัฒนาการ มนุษย์ถือกำเนิดและพัฒนาในบรรยากาศที่มีคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 280–300 ส่วนในล้านส่วน (ppm) แต่ในยุคอุตสาหกรรม ปริมาณดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลและการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก

    ปัจจุบันระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศสูงกว่า 420 ppm ซึ่งเป็นระดับที่มนุษย์ไม่เคยเผชิญมาก่อนในประวัติศาสตร์สมัยใหม่

    คำถามสำคัญนอกจากโลกจะร้อนขึ้นแค่ไหน? คือร่างกายมนุษย์จะสามารถปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมใหม่ได้ทันหรือไม่ เพราะหากบรรยากาศเปลี่ยนเร็วกว่าการปรับตัวทางชีววิทยา ผลกระทบอาจปรากฏในรูปแบบที่ค่อยเป็นค่อยไป แต่ยาวนานข้ามรุ่น

    sustainability-black-acid-rain-tehran-war-energy-pollution-analysis-SPACEBAR-Thumbnail.jpg

    “สงคราม” ตัวเร่งการปล่อยคาร์บอนที่โลกมองข้าม

    ขณะเดียวกัน แหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มักไม่ถูกพูดถึงมากนักคือ “กิจกรรมทางทหาร” ซึ่งกำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญในสมดุลคาร์บอนของโลก โดยการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร One Earth ประเมินว่า ความขัดแย้งในกาซาเพียงครั้งเดียวได้สร้างการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 33 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ปริมาณที่ใกล้เคียงกับการปล่อยทั้งปีของประเทศอย่างจอร์แดน

    นักภูมิศาสตร์การเมือง เบนจามิน ไนมาร์ก จาก Queen Mary University of London ชี้ว่าปฏิบัติการทางทหารสมัยใหม่ต้องใช้พลังงานมหาศาล ตั้งแต่เครื่องบินรบ เครื่องบินทิ้งระเบิด ไปจนถึงกองเรือรบขนาดใหญ่ที่ต้องปฏิบัติการต่อเนื่องตลอดเวลา

    นอกจากนี้ การโจมตีโรงกลั่นน้ำมันหรือคลังเชื้อเพลิงยังสร้างไฟไหม้และควันพิษที่ปล่อยคาร์บอนจำนวนมากสู่บรรยากาศ เหตุการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงสงครามอ่าวปี 1991 เมื่อการเผาไหม้บ่อน้ำมันในคูเวตปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลายร้อยล้านตัน

    จากวิกฤตภูมิอากาศสู่ความเสี่ยง “สุขภาพมนุษย์”

    เมื่อพิจารณาภาพรวมร่วมกัน ตั้งแต่การเพิ่มขึ้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเศรษฐกิจโลก ไปจนถึงผลกระทบจากความขัดแย้งทางทหาร สิ่งที่กำลังปรากฏคือวิกฤตคาร์บอนที่เริ่มขยายผลจากระบบภูมิอากาศไปสู่ชีววิทยาของมนุษย์

    ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมอย่าง ดั๊ก เวียร์ เตือนว่าความเสียหายจากสงครามยังสร้างมลพิษต่ออากาศ น้ำ และดิน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและระบบนิเวศในระยะยาว

    ทั้งนี้ นักวิจัยจึงเสนอว่าในอนาคต การติดตามผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจต้องขยายไปไกลกว่าการวัดอุณหภูมิโลกหรือระดับน้ำทะเล แต่ควรรวมถึงตัวชี้วัดทางชีวภาพของมนุษย์ด้วย เพราะหากคาร์บอนส่วนเกินยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่เริ่มต้นจากการปล่อยก๊าซสู่ท้องฟ้า อาจค่อยๆ กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในร่างกายของมนุษย์ทั้งโลก

    และในจุดนั้น “วิกฤตคาร์บอน” จะไม่ใช่เพียงเรื่องของสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่เป็นคำถามพื้นฐานเกี่ยวกับอนาคตของสุขภาพมนุษย์เอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/sustainability-war-climate-carbon-emissions-changing-human-blood&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2L9vyEr9VCVT0XjuDTfoIv