Category: วัฒนธรรม

  • ประวัติ “ไชยชนก ชิดชอบ” ลูกชาย “เนวิน” นั่งเก้าอี้  รมว.ดีอี ที่เดิม ในครม.อนุทิน 2

    ประวัติ “ไชยชนก ชิดชอบ” ลูกชาย “เนวิน” นั่งเก้าอี้ รมว.ดีอี ที่เดิม ในครม.อนุทิน 2

    เปิดประวัติ “ไชยชนก ชิดชอบ” เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย บุตรชายคนโต “เนวิน-กรุณา”  ไม่ถูกย้ายเก้าอี้ ได้นั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงเดิม

    วันที่ 15 มีนาคม 2568 รายชื่อคณะรัฐมนตรีอนุทิน 2 หรือ ครม.อนุทิน 2 เป็นที่น่าสังเกตว่าคนในพรรคภูมิใจไทย ได้นั่งกระทรวงเดิมเกือบทั้งหมด เหมือนในยุค ครม.อนุทิน 1 โดยหนึ่งในนั้นคือ นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ที่เคยเป็นรัฐมนตรีครั้งแรก ด้วยการนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เมื่อครม.ผลัดใบ เข้าสู่ยุค ครม.อนุทิน 2 ก็ติดโผได้นั่งครองกระทรวงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

    ประวัติ ไชยชนก ชิดชอบ

    สำหรับ นายไชยชนก ชิดชอบ มีชื่อเล่น “นก” เกิดเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2533 เป็นบุตรชายคนโตของ นายเนวิน ชิดชอบ และ นางกรุณา ชิดชอบ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ เขต 2 อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อีสปอร์ต

    การศึกษา ไชยชนก ชิดชอบ

    นายไชยชนก ชิดชอบ สำเร็จการศึกษาไฮสกูล ที่ Millfield Preparatory School, England และ เศรษฐศาสตร์การเงิน มหาวิทยาลัยในลอนดอน

    นอกจากนี้ นายไชยชนก ยังมีความสนใจในด้านกีฬา โดยเฉพาะฟุตบอล จึงเข้ามาช่วยบิดาดูแลสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด รวมทั้งสนามแข่งรถ ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต และยังก่อตั้งบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อีสปอร์ต พร้อมทั้งมีส่วนร่วมนำทีมดังกล่าวชนะเลิศการแข่งขันอารีนาออฟเวเลอร์ ทั้งโปรลีก 2 สมัย (ฤดูหนาว พ.ศ. 2562 และฤดูร้อน พ.ศ. 2563) และระดับนานาชาติในปี พ.ศ. 2564 โดยไชยชนกมีประวัติการทำงานด้านกีฬา ดังนี้

    • 16 เมษายน 2559 – 24 ตุลาคม 2562 ผู้จัดการโครงการ บริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต จำกัด
    • 25 ตุลาคม 2562 – 30 เมษายน 2566 ผู้จัดการงานอีเวนต์ บริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต จำกัด
    • 30 ตุลาคม 2560 – 15 สิงหาคม 2564 รองผู้อำนวยการสายงานการตลาดและการสื่อสาร บริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จำกัด
    • 16 ตุลาคม 2564 – 30 เมษายน 2566 ที่ปรึกษา บริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จำกัด
    • 1 มกราคม 2563 – 30 เมษายน 2566 ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บุรีรัมย์ อีสปอร์ต จำกัด

    เส้นทางการเมือง ไชยชนก ชิดชอบ

    สำหรับเส้นทางการเมือง นายเนวินได้เปิดตัว “ไชยชนก” เป็นว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ของพรรคภูมิใจไทย ในพิธีทำบุญเปิดอาคารสำนักงานพรรคภูมิใจไทย อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2565

    จากนั้นนายไชยชนก ได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย โดยเป็นผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์รุ่นที่ 3 ของตระกูลชิดชอบ ต่อจากผู้เป็นปู่ คือ นายชัย ชิดชอบ และนายเนวินผู้เป็นบิดา ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป 2566 โดยนายไชยชนก ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ เขต 2 และได้รับเลือกตั้งเป็นสมัยแรก

    ต่อมาในปี 2567 ที่ประชุมใหญ่ของพรรคภูมิใจไทยได้เลือก นายไชยชนกเป็นเลขาธิการพรรค แทน นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ผู้เป็นอา ที่ลาออกจากตำแหน่ง

    เมื่อเข้าสู่การเลือกตั้ง ปี 2569 นายไชยชนก ได้อยู่ในลำดับ สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ลำดับที่ 2 และได้รับการเลือกตั้งอีกสมัย เมื่อเข้าสู่การจัดสรรโควตา ครม.อนุทิน 2 นายไชยชนก ก็ถูกวางตัวให้นั่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงเดิม โดยนายไชยชนก ยังถูกขนานนามว่าเป็นหัวหน้า “แก๊งลูกเทพ” ในพรรคสีน้ำเงิน ที่ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “แก๊งลูกบังเกิดเกล้า” ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2920202&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kv7ji4ishtMTgMPOAm8RC

  • คอลัมน์การเมือง – ความคิดที่ถูกต้องของคนเรา มีคุณค่าความหมายและประโยชน์ต่อชีวิต 1

    คอลัมน์การเมือง – ความคิดที่ถูกต้องของคนเรา มีคุณค่าความหมายและประโยชน์ต่อชีวิต 1

    คนดีมีคุณธรรม เป็นคนที่มีความคิดที่ถูกต้อง ต่อตนเอง ครอบครัว เพื่อนมิตร

    สังคมและบ้านเมือง

    เราจะเห็น คนเช่นนี้ ปรากฏ ณ ที่บ้าน วัด โรงเรียน และสังคม

    คนเช่นนี้ เป็นคนที่มีคุณค่า และความหมายต่อสังคม

    คนทั้งหลาย ส่วนมาก อยากจะเป็นคนดีมีคุณธรรม เช่นนี้

    คนเหล่านี้เมื่อเราได้ศึกษาติดตามทำความเข้าใจ จะเห็นความจริงปรากฏอยู่ในตัวเขา

    คือ เขาเป็นคนที่มีความคิดดีถูกต้อง ใช้ชีวิตได้ดี และถูกต้องไม่ว่าต่อตัวเอง ครอบครัว

    เพื่อนมิตร สังคมและบ้านเมือง

    @ วันนี้ จึงขอนำเสนอเรื่องสำคัญที่เป็นหัวใจ คือ ความคิดที่ถูกต้อง

    1. ความคิดที่ถูกต้องคืออะไร

    2. กระบวนการแสวงหาและบ่มเพาะความคิดที่ถูกต้อง

    3. หลักการสำคัญในการนำความคิดที่ถูกต้องไปปฏิบัติ

    4. การนำความคิดที่ถูกต้องไปแก้ปัญหาในระดับต่างๆ

    1. ความคิดที่ถูกต้องคือ

    ๑. องค์ประกอบประการแรกที่สำคัญที่สุดคือ

    ทัศนคติเชิงบวกบนพื้นฐานของความเป็นจริง

    (Reality-based Positive Thinking)

    หรือ มีประโยคที่นักคิดชอบนำมาใช้คือ “ การแสวงหาสัจจะ : จากความเป็นจริง”

    ซึ่งมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากความเป็นบวกที่เป็นพิษ

    (Toxic Positivity)

    ความเป็นบวกที่แท้จริงต้องตั้งอยู่บนการยอมรับอารมณ์ที่เจ็บปวด

    และสถานการณ์ที่ยากลำบาก ไม่ใช่การกดทับหรือปฏิเสธความจริง

    เพื่อรักษาภาพลักษณ์แห่งความสุขเพียงอย่างเดียว

    ๒. การมองเห็นคุณค่าในตัวเอง (Self-Esteem)

    ซึ่งทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันทางจิตวิทยา

    ความเห็นคุณค่าในตนเองที่ถูกต้องเกิดจากการรู้จักจุดแข็งและจุดอ่อนอย่างตรงไปตรงมา

    การยอมรับตนเองอย่างไม่มีเงื่อนไขผ่านการเจริญสติ (Mindfulness)

    จะช่วยสร้างเสถียรภาพของความเชื่อมั่น

    ซึ่งส่งผลให้บุคคลมีความยืดหยุ่น (Resilience) ต่อความล้มเหลว

    การศึกษาพบว่าบุคคลที่มีระดับความสม่ำเสมอของความภาคภูมิใจในตนเอง

    มักจะไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ต่อเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนใจรุนแรงเกินไป

    เนื่องจากพวกเขามองว่า

    เหตุการณ์ภายนอกไม่ใช่สิ่งที่บ่งบอกถึงแก่นแท้ของมูลค่าความเป็นมนุษย์

    ๓. การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking)

    ซึ่งเป็นกระบวนการทางพุทธิปัญญาที่ใช้ในการคัดกรองข้อมูลข่าวสาร

    ผ่านการตั้งคำถามและการวิเคราะห์หลักฐานเชิงประจักษ์

    โดยปราศจากอคติทางจิตวิทยา

    การคิดเชิงวิพากษ์ที่สมบูรณ์ต้องอาศัยการลดละอัตตา (Ego) และ

    ความกล้าหาญทางจริยธรรมในการเปลี่ยนความคิดเมื่อพบข้อมูลที่ถูกต้องกว่า

    พลวัตนี้จะทำงานสอดคล้องกับกรอบแนวคิดแบบเติบโต (Growth Mindset)

    ๔. กรอบแนวคิดแบบเติบโต (Growth Mindset)

    ซึ่งเชื่อมั่นในศักยภาพของการเรียนรู้และการพัฒนาตนเองอย่างไม่มีสิ้นสุด

    การมี Growth Mindset

    ช่วยให้บุคคลมองความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้

    (The Power of Yet) แทนที่จะมองว่าเป็นข้อจำกัดทางสติปัญญาที่ตายตัว

    ๕. สุดท้ายคือ การอยู่กับปัจจุบัน (Stay in the Present)

    ซึ่งเป็นการบริหารจัดการทรัพยากรทางสมองให้อยู่กับกิจกรรมที่กำลังทำอยู่ตรงหน้า

    การปล่อยวางความผิดพลาดในอดีตและความกังวลในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง

    ช่วยลดการสร้างฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) และเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา ความคิดที่ถูกต้องจึงไม่ใช่การมุ่งเอาชนะผู้อื่น

    และเป็นการพัฒนาชีวิตให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืนโดยการไม่ตกเป็นทาสของอคติส่วนตน

    2. กระบวนการแสวงหาและบ่มเพาะความคิดที่ถูกต้อง

    การได้มาซึ่งความคิดที่ถูกต้องเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์

    ที่ต้องอาศัยการศึกษาเรียนรู้และการฝึกปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง

    กระบวนการนี้เริ่มต้นจากการทำความเข้าใจกลไกทางประสาทวิทยาที่ส่งผลต่อพฤติกรรม (Neuroscience of Mindset)

    ซึ่งระบุว่าสมองของมนุษย์มีความสามารถในการสร้างเครือข่ายประสาทใหม่ๆ ตลอดเวลา

    ผ่านการฝึกฝนและการทำซ้ำ

    การศึกษาเรียนรู้เพื่อพัฒนาความคิด

    เริ่มต้นจากการใช้โมเดลผู้เรียนตลอดชีวิต (Lifelong Learner Model)

    หรือที่เรียกว่า “การปลูกป่าส่วนตน” (Grow Your Own Forest)

    กระบวนการนี้กำหนดให้บุคคลต้องเตรียมพื้นดินที่เหมาะสม

    ด้วยการเจริญสติเพื่อให้เข้าถึงสภาวะลื่นไหล (Flow state)

    จากนั้นจึงปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งความสงสัยใคร่รู้ และ

    คัดกรองคุณค่าหลักที่สำคัญผ่านการตั้งคำถามในระดับอภิปัญญา (Metacognition)

    เช่น “อะไรคือสิ่งที่ฉันให้คุณค่า?” หรือ

    “ฉันจะทำสิ่งนี้ให้ดีขึ้นได้อย่างไร?”

    กิจกรรมสำคัญในการสร้างความคิดที่ถูกต้องประกอบด้วย:

    1.การสะท้อนคิดอย่างเป็นระบบ (Self-Reflection):

    การหยุดเพื่อทบทวนพฤติกรรม ความคิด และความรู้สึกในสถานการณ์ต่างๆ

    ช่วยให้เห็นจุดแข็งและจุดอ่อนที่ชัดเจน

    การใช้เทคนิคการเขียนบันทึกความรู้สึก (Expressive Writing)

    หรือการตอบคำถามนำร่องเกี่ยวกับเป้าหมายชีวิต

    ช่วยให้บุคคลไม่หลงลืมสิ่งที่สำคัญที่สุดไป

    2.การฝึกโยนิโสมนสิการ 10 วิธี:

    ในทางพุทธจิตวิทยา การฝึกคิดอย่างถูกวิธีประกอบด้วย

    การคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย (Analytical),

    การคิดแบบแยกแยะส่วนประกอบ (Synthesis),

    การคิดแบบสามัญลักษณ์ (Futuristic),

    การคิดแบบอริยสัจ (Integrative),

    และการคิดแบบคุณค่าแท้คุณค่าเทียม (Critical) เป็นต้น

    การฝึกคิดแบบวิภัชชวาที หรือการมองความจริงให้ครบทุกด้าน

    เป็นรากฐานสำคัญของการมองโลกตามความเป็นจริง

    3.การจัดการความรู้และการตั้งคำถามเชิงรุก:

    การใช้กระบวนการสืบเสาะ (Inquiry-based learning) ในชีวิตประจำวัน

    เช่น การถามว่า “เรารู้สิ่งที่คิดได้อย่างไร?”

    หรือการค้นหาพยานหลักฐานที่คัดค้านความเชื่อเดิมของตนเอง

    จะช่วยทลายกำแพงอคติ (Echo Chamber) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ชัยวัฒน์ สุรวิชัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/65798&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3s4S0_VnbQCnYJjfR3SCmb

  • เชียงใหม่สรุปผลการแข่งขันฟุตบอลดวลจุดโทษ TO BE NUMBER ONE Shoot 2026

    เชียงใหม่สรุปผลการแข่งขันฟุตบอลดวลจุดโทษ TO BE NUMBER ONE Shoot 2026

    วันที่ 14 มี.ค. 69 จังหวัดเชียงใหม่จัดการแข่งขันฟุตบอลดวลจุดโทษ TO BE NUMBER ONE Shoot 2026 เพื่อส่งเสริมการออกกำลังกายและสนับสนุนกิจกรรมสร้างสรรค์ให้กับเยาวชนและประชาชน โดยมีทีมจากหน่วยงานและสถานศึกษาต่าง ๆ เข้าร่วมการแข่งขันอย่างคึกคัก
    .
    ผลการแข่งขันรุ่นประชาชนทั่วไป
    รางวัลชนะเลิศ เงินรางวัล 10,000 บาท ได้แก่ ทีมหนองตอง
    รองชนะเลิศอันดับ 1 เงินรางวัล 6,000 บาท ได้แก่ ทีมโรงพยาบาลแม่ออน
    รองชนะเลิศอันดับ 2 เงินรางวัล 4,000 บาท ได้แก่ ทีมสาธารณสุขอำเภอสันทราย
    รองชนะเลิศอันดับ 3 เงินรางวัล 2,000 บาท ได้แก่ ทีมเทศบาลตำบลบ่อหลวง

    ผลการแข่งขันรุ่นนักเรียนในสถานศึกษา
    รางวัลชนะเลิศ เงินรางวัล 4,000 บาท ได้แก่ ทีมมงฟอร์ต B โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย
    รองชนะเลิศอันดับ 1 เงินรางวัล 2,000 บาท ได้แก่ ทีมโรงเรียนสันป่าตองวิทยาคม
    รองชนะเลิศอันดับ 2 เงินรางวัล 1,000 บาท ได้แก่ ทีมมงฟอร์ต A โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย
    รองชนะเลิศอันดับ 3 เงินรางวัล 500 บาท ได้แก่ ทีม ABA โรงเรียนยุวทูตศึกษาพัฒนาราชพฤกษ์

    นอกจากนี้ ยังมีการแข่งขันดวลจุดโทษพิเศษสำหรับส่วนราชการจังหวัดเชียงใหม่ ระหว่าง ทีมผู้ใหญ่ใจดี สีน้ำเงิน และ ทีมผู้ใหญ่ใจดี สีแดง เพื่อสร้างสีสันและความสนุกสนานภายในงาน โดยทีมผู้ใหญ่ใจดี สีน้ำเงิน ประกอบด้วย นายศิวะ ธมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่, พ.ต.อ.นฤบาล จิตทยานันท์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่, นายคงกระพัน เวฬุสาโรจน์ ศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่, นายสุนทร ทองสวัสดิ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 6 และนายพรเทพ พิสุทธิ์วาณิชย์ ผู้จัดการโรงเรียนยุวทูตศึกษาพัฒนาราชพฤกษ์

    ส่วนทีมผู้ใหญ่ใจดี สีแดง ประกอบด้วย พันจ่าเอกวิทยา ลีละศาสตร์ รองปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่, นายบุรินทร์ ใจจะนะ ป้องกันจังหวัดเชียงใหม่, นายแพทย์วิทิต ชูศรียิ่ง รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่, นายทอง พันทอง ประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขเชียงใหม่ จำกัด และอาจารย์ไอซ์ ตัวแทนคณะกรรมการฝ่ายเทคนิค จากสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่

    ผลการแข่งขันดวลจุดโทษพิเศษปรากฏว่า ทีมสีน้ำเงิน เอาชนะทีมสีแดง ด้วยคะแนน 3 – 2 ท่ามกลางบรรยากาศสนุกสนานและเสียงเชียร์จากผู้เข้าร่วมงานอย่างคึกคัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/chiangmai/3899261/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1X-48uJCmEOXzbRNuODbiV

  • ประวัติ “โสภณ ซารัมย์” จากครูสู่ประธานสภาฯ คนที่ 35 สายตรงบ้านใหญ่บุรีรัมย์

    ประวัติ “โสภณ ซารัมย์” จากครูสู่ประธานสภาฯ คนที่ 35 สายตรงบ้านใหญ่บุรีรัมย์

    เปิดประวัติ “โสภณ ซารัมย์” จากครูสู่ประธานสภาผู้แทนราษฎร คนสนิทบ้านใหญ่บุรีรัมย์ 

    วงการการเมืองไทยจารึกชื่อ “โสภณ ซารัมย์” สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ หลังจากที่ประชุมสภาฯ มีมติโหวตเลือกให้ดำรงตำแหน่งประมุขนิติบัญญัติคนที่ 35 เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 ถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของพรรคภูมิใจไทยและ “บ้านใหญ่บุรีรัมย์” ที่สามารถครองตำแหน่งประธานทั้งสองสภาในเวลาเดียวกัน

    ในการเลือกตั้งปี 2569 พรรคภูมิใจไทยทำผลงานได้อย่างโดดเด่นด้วยการคว้าที่นั่ง สส. มาได้ถึง 193 ที่นั่ง ส่งผลให้นายโสภณซึ่งเดิมมีชื่อติดโผในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ถูกผลักดันให้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยเอาชนะ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ จากพรรคประชาชนที่เป็นคู่ชิงตำแหน่งไปได้ตามความคาดหมาย

    เส้นทางชีวิตจาก “แม่พิมพ์” สู่ “นักการเมือง”

    นายโสภณ ซารัมย์ เกิดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2502 ปัจจุบันอายุ 67 ปี เป็นชาวอำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นบุตรของนายสนั่น ซารัมย์ อดีตกำนันในพื้นที่ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ครุศาสตรบัณฑิต จากวิทยาลัยครูบุรีรัมย์ และเริ่มรับราชการครูเป็นอาชีพแรก ก่อนจะตัดสินใจก้าวเข้าสู่สนามการเมืองระดับชาติ

    นายโสภณเริ่มเส้นทาง สส. ครั้งแรกในปี 2544 สังกัดพรรคชาติไทย ก่อนจะย้ายไปพรรคไทยรักไทยในปี 2548 และพรรคพลังประชาชนตามลำดับ จนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญ นายโสภณในฐานะคนใกล้ชิดของ นายเนวิน ชิดชอบ ได้เป็นกำลังหลักในการก่อตั้งพรรคภูมิใจไทยและร่วมสนับสนุนให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น

    ประสบการณ์บริหารและบทบาททางการเมืองที่สำคัญ

    ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีในสภา นายโสภณผ่านการดำรงตำแหน่งสำคัญมาแล้วมากมาย ดังนี้

    • รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม: ในรัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
    • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม: ในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
    • ประธานคณะกรรมาธิการการคมนาคม: ในรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา
    • ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา: ในวาระการประชุมสภาฯ ก่อนการเลือกตั้งล่าสุด

    ในด้านชีวิตส่วนตัว นายโสภณสมรสกับนางอารีญาภรณ์ ซารัมย์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลลำปลายมาศ มีบุตรด้วยกัน 3 คน แม้จะต้องเผชิญกับความสูญเสียบุตรชาย นายอาณัตพณ ซารัมย์ จากอุบัติเหตุในปี 2560 แต่เขาก็ได้แปรเปลี่ยนความเศร้าเป็นการช่วยเหลือสังคมด้วยการก่อตั้งมูลนิธิอาณัตพณ ซารัมย์ (ลูกเติ้ง) เพื่อช่วยเหลือประชาชนมาจนถึงปัจจุบัน

    บุรีรัมย์ผงาด ครองอำนาจสองสภา

    การขึ้นสู่ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรของนายโสภณในครั้งนี้ ทำให้จังหวัดบุรีรัมย์กลายเป็นศูนย์กลางอำนาจนิติบัญญัติอย่างแท้จริง เนื่องจากปัจจุบันตำแหน่งประธานวุฒิสภาเป็นของ นายมงคล สุระสัจจะ ซึ่งถือเป็นคนสนิทสายตรงจากบ้านใหญ่บุรีรัมย์เช่นเดียวกัน สะท้อนถึงบารมีและคอนเนกชันทางการเมืองที่เหนียวแน่นของขั้วอำนาจนี้ในรัฐบาลชุดปัจจุบัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9878406/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0l5wZopLr__4ntyebeMQuA

  • ‘โสภณ’สส.บุรีรัมย์ 7 สมัย ฉลุยนั่ง ‘ประธานสภาผู้แทนราษฎร’ 289 : 123 งดออกเสียง 80 บัตรเสีย 5 | เดลินิวส์

    ‘โสภณ’สส.บุรีรัมย์ 7 สมัย ฉลุยนั่ง ‘ประธานสภาผู้แทนราษฎร’ 289 : 123 งดออกเสียง 80 บัตรเสีย 5 | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 15 มี.ค. 69  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27  นัดแรก  ที่มีนายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ทำหน้าที่ประธานชั่วคราวของที่ประชุม ได้พิจารณาเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร  ซึ่งมีผู้ถูกเสนอชื่อ จำนวน 2 คน คือ นายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย และ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน  ซึ่งภายหลังจากที่ใช้การลงคะแนนลับในคูหานานกว่า 1 ชั่วโมง และใช้เวลาตรวจนับคะแนน อีกประมาณ 40 นาที ผลปรากฏว่า นายโสภณ ได้รับเลือก ด้วยคะแนน 289 เสียง  ขณะที่นายพริษฐ์ ได้รับคะแนน 123 เสียง  นอกจากนั้นยังพบว่ามีบัตรงดออกเสียงจำนวน 80 บัตร และมีบัตรเสีย 5 ใบ จาก สส.ที่เข้าประชุม 497 คน 

    สำหรับประวัติของนายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ 7 สมัย ชื่อเล่น “ตุ๋ง” เกิดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2502 ปัจจุบัน อายุ 67 ปี เป็นชาวลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ โดยกำเนิด เป็นบุตรนายสนั่น กับนางละไม ซารัมย์

    ด้านครอบครัว  สมรสกับนางอารีญาภรณ์ ซารัมย์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลลำปลายมาศ มีบุตร 3 คน ได้แก่  นายอาณัตพณ ซารัมย์ อดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ (เสียชีวิต) นายรัฐพล ซารัมย์ ประธานมูลนิธิอาณัตพณ ซารัมย์ (ลูกเติ้ง) และนายฉัตรพล ซารัมย์ มีพี่ชายหนึ่งคนได้แก่ สมบูรณ์ ซารัมย์  สส.บุรีรัมย์

    ทาง ด้านการศึกษา จบครุศาสตรบัณฑิต สาขาการประถมศึกษาจากวิทยาลัยครูบุรีรัมย์ ก่อนจะเข้าสู่เส้นทางทางการเมือง นายโสภณ รับราชการครูมาก่อน จนมีชื่อเรียก “ครูตุ๋ง”

    เริ่ม เข้าสู่สนามการเมือง ครั้งแรก ปี 2544 ได้ลงสมัคร สส.บุรีรัมย์ ในนามพรรคชาติไทย และได้รับการเลือกตั้ง ต่อมาในปี 2548 ได้ย้ายมาสังกัดพรรคไทยรักไทย และยังคงได้รับการเลือกตั้ง สส. ก่อนจะย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชาชน เมื่อพรรคไทยรักไทยถูกยุบพรรค แต่พรรคพลังประชาชนก็ถูกตัดสินยุบพรรคอีกครั้งทำให้ในปี 2550 นายโสภณ ที่ถือเป็นคนใกล้ชิดนายเนวิน ชิดชอบ ในนาม “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ได้ย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย ที่แยกจากพรรคพลังประชาชน มารวมกับ สส. จากพรรคมัชฌิมาธิปไตย เพื่อสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี

    ตำแหน่งทางการเมือง  เคยดำรงตำแหน่ง รมช.คมนาคม ในรัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์  เคยเป็น รมว.คมนาคม ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และได้ฉายา “ซาเล้ง”  จากช่วงที่รถไฟยุติการวิ่งในภาคใต้ แต่นายโสภณกลับมีปฏิกิริยาที่นิ่งเฉย และตอบว่า “ไม่ตรงความสามารถของตน แต่หากเป็นเรื่องซาเล้ง ผมจะจัดการปัญหาได้ดีกว่า”

    นอกจากนี้ “โสภณ” ยังเคยเป็นประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) คมนาคม ในสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 25 ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาธิการ ในสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 25 ในช่วงรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน

    และเมื่อ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น เจอ “พิษอังเคิล“ เกมการเมืองพลิก ทำให้ พรรคประชาชน หันมาโหวตหนุน “เสี่ยหนู” อนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งโค้งสุดท้ายของ ครม. “อนุทิน 1” ได้ดำรงตำแหน่ง “รองนายกรัฐมนตรี”

    เกร็ดประวัติน่าสนใจ  เป็นเรื่องจริงในวัยหนุ่มของ “ครูตุ๋ง” สมัยเรียนวิทยาลัยครูบุรีรัมย์ โสภณเป็นคนสู้ชีวิต จึงถีบ “ซาเล้ง” (สามล้อถีบ) หารายได้เสริม จนเรียนจบและรับราชการครูมาแต่วัยหนุ่ม

    หากย้อนกลับไปในวัยเด็กของ “ด.ช.ตุ๋ง” ต้องถือว่าคุณพ่อ ชัย ชิดชอบ  รักใคร่เหมือนลูกชายคนหนึ่งเพราะบิดาของ “ด.ช.ตุ๋ง” คือ กำนันสนั่น สนิทกับ “กำนันชัย” และฝากฝัง “ด.ช.ตุ๋ง” ให้มาอยู่กับครอบครัว “ชิดชอบ” จนกลายมาเป็นขุนพลคู่กาย “เนวิน ชิดชอบ” ในนาม “กลุ่มเพื่อนเนวิน” นำทัพกลุ่ม สส.อีสาน 20 คนแหกค่ายทักษิณมาตั้งพรรคภูมิใจไทย

    ศึกเลือกตั้ง วันที่ 8 ก.พ.69  “โสภณ” ยังเป็นแม่ทัพอีสานกลาง  พา สส.กาฬสินธุ์ มหาสารคาม และขอนแก่น เข้าสภาได้ถึง 8 คน

    “โสภณ ซารัมย์” สส. 7 สมัย  “คนบุรีรัมย์” คนที่ 2 ที่ดำรงตำแหน่งประมุขฝ่ายนิติบัญญัติของประเทศไทย รับไม้ต่อจาก “ชัย ชิดชอบ” ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานรัฐสภา คนบุรีรัมย์ คนแรก.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5689438/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20ZfEpJYok3Bvrj4PkmA2D

  • กรอ. ลงพื้นที่ อ.ปาย ศึกษาดูงานผู้ประกอบการ เพื่อสนับสนุนพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์และบริการ | เดลินิวส์

    กรอ. ลงพื้นที่ อ.ปาย ศึกษาดูงานผู้ประกอบการ เพื่อสนับสนุนพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์และบริการ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 14 มีนาคม นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมด้วยนายอุดมศักดิ์ ขาวหนูนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน นายอำเภอปาย หัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด/ระดับอำเภอ คณะกรรมการร่วมภาครัฐเอกชน( กรอ.) จังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้แทนภาครัฐ และภาคเอกชน โดย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน สภาอุตสาหกรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน และสมาคมท่องเที่ยวปาย ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศึกษาดูงานผู้ประกอบการ และพบปะหารือภาคเอกชน โรงคั่วกาแฟ Roast barn อำเภอปาย, บริษัท ไวท์ ไทเกอร์ คิง จำกัด ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมถั่วลายเสือ, จานเปลือกถั่ว ฯลฯ, สัปปายยะ สปา อำเภอปาย, PaiHorizon และปายแคนยอน (กองแลน)  หาแนวทางการสนับสนุนต่อยอด พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการแก่นักท่องเที่ยว ติดตามการพัฒนาและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจังหวัดแม่ฮ่องสอน ในมิติด้านต่างๆ

    ประกอบด้วย ความคืบหน้าการพัฒนาระบบไฟฟ้าเพื่อเพิ่มความมั่นคงการจ่ายไฟในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน สรุปความคืบหน้าการหารือแนวทางความร่วมมือในการพัฒนาเส้นทางบิน เชียงใหม่ – แม่ฮ่องสอน และเชียงใหม่ – ปาย  ผลความคืบหน้าของคณะทำงานขับเคลื่อนการดำเนินงานสร้างความมั่นคง ด้านอาหาร ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของจังหวัด สรุปผลความคืบหน้าของคณะทำงานจัดทำแนวทางการพัฒนาการค้าชายแดน รายงานภาวะการค้าชายแดนไทยกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา (ข้อมูลสินค้านำเข้า – ส่งออก) รายงานภาวะการตลาดสินค้าเกษตร และภาวะสินค้าอุปโภค – บริโภค และรายงานสถานการณ์ท่องเที่ยว ตลอดจนรายงานผลการขับเคลื่อน และแก้ไขปัญหาสำคัญของจังหวัดตลอดจน  ตรวจเยี่ยมความพร้อม และความปลอดภัย เพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยว

    โดยในช่วงเช้ามีการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจังหวัดแม่ฮ่องสอน ครั้งที่ 2/2569 (สัญจร) ณ ที่ว่าการอำเภอปาย เพื่อติดตามการพัฒนาและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจังหวัดแม่ฮ่องสอน ในมิติด้านต่างๆ พร้อมทั้งร่วมพิจารณาประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ ทิศทางการพัฒนาจังหวัดแม่ฮ่องสอน ในมุมมองของภาคเอกชน ระยะ 5 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 2571 – 2575) และร่วมพิจารณาให้ความเห็นชอบโครงการโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ (Logistic Road) ก่อสร้างถนน ขุดเจาะอุโมงค์สายจังหวัดเชียงใหม่ – สะเมิง – แม่ฮ่องสอน  พร้อมทั้งร่วมพิจารณาให้ความเห็นชอบโครงการโครงสร้างพื้นฐาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5686959/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UF-qYAzDh1jpl1dlLfPMP

  • “นิด้าโพล” ชี้ชัด! ปชช.เชื่อมั่นรัฐบาลภูมิใจไทย “อนุทิน” มีลุ้นเกิน 291 เสียง ยก “พรรคประชาชน” ตัวตึงฝ่ายค้าน

    “นิด้าโพล” ชี้ชัด! ปชช.เชื่อมั่นรัฐบาลภูมิใจไทย “อนุทิน” มีลุ้นเกิน 291 เสียง ยก “พรรคประชาชน” ตัวตึงฝ่ายค้าน

    “นิด้าโพล” ชี้ชัด! ปชช.เชื่อมั่นรัฐบาลภูมิใจไทย “อนุทิน” มีลุ้นเกิน 291 เสียง ยก “พรรคประชาชน” ตัวตึงฝ่ายค้าน

    เมื่อวันที่15 มีนาคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “Confirmed ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 10-11 มีนาคม 2569 จากประชาชนที่มี อายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ 291 เสียง ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อเสถียรภาพทางการเมืองจากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ 291 เสียง ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 42.82 ระบุว่า ค่อนข้างมีเสถียรภาพทางการเมือง รองลงมา ร้อยละ 25.34 ระบุว่า ไม่ค่อยมีเสถียรภาพทางการเมือง ร้อยละ 21.07 ระบุว่า มีเสถียรภาพทางการเมืองมาก ร้อยละ 10.08 ระบุว่า ไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองเลย และร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ด้านความรู้สึกของประชาชนต่อสามพรรคฝ่ายค้านหลัก ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 54.73 ระบุว่า ทั้งสามพรรคจะสามารถทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี รองลงมา ร้อยละ 53.13 ระบุว่า เป็นฝ่ายค้านที่มีประสิทธิภาพ ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ร้อยละ 25.88 ระบุว่า ทั้งสามพรรคจะไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ ร้อยละ 23.66 ระบุว่า ฝ่ายค้านบางพรรค จะรอการเข้าร่วมรัฐบาล ในอนาคต ร้อยละ 21.37 ระบุว่า สมาชิกพรรคฝ่ายค้านบางคน จะให้การสนับสนุนรัฐบาล ร้อยละ 17.94 ระบุว่า เป็นฝ่ายค้านที่ไม่มีประสิทธิภาพ ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ร้อยละ 17.71 ระบุว่า ทั้งสามพรรค จะสร้างความกังวลให้รัฐบาล ร้อยละ 17.40 ระบุว่า พรรคประชาชนจะสร้างความกังวลให้รัฐบาลมากที่สุด ร้อยละ 14.66 ระบุว่า ทั้งสามพรรคจะไม่สร้างความกังวลให้รัฐบาลเลย ร้อยละ 6.18 ระบุว่า พรรคกล้าธรรมจะสร้างความกังวลให้รัฐบาลมากที่สุด ร้อยละ 5.11 ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์จะสร้างความกังวลให้รัฐบาลมากที่สุด และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อความเป็นไปได้ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากกว่า 291 เสียง ในวันลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 42.29 ระบุว่า เป็นไปได้มาก รองลงมา ร้อยละ 38.02 ระบุว่า ค่อนข้างเป็นไปได้ ร้อยละ 10.53 ระบุว่า เป็นไปไม่ค่อยได้ ร้อยละ 7.94 ระบุว่า เป็นไปไม่ได้เลย และร้อยละ 1.22 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    #นิด้าโพล #NIDAPoll #การเมืองไทย #รัฐบาลใหม่ #ภูมิใจไทย #อนุทิน #อนุทินชาญวีรกูล #พรรคประชาชน #ฝ่ายค้าน #การเมือง #ข่าวการเมือง #โพลการเมือง #เลือกนายก #รัฐบาล291เสียง #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #วิเคราะห์การเมือง #สภาผู้แทนราษฎร #การเมืองไทย2569 #ข่าวการเมืองล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/134924&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2j8C9AShiVbu_Dy6DfL5RG

  • “เพื่อไทย” เตรียมดันกฎหมาย 47 ฉบับเข้าสภาฯ – มุ่งปฏิรูปการศึกษา

    “เพื่อไทย” เตรียมดันกฎหมาย 47 ฉบับเข้าสภาฯ – มุ่งปฏิรูปการศึกษา

    “จุลพันธ์” เผย “พรรคเพื่อไทย” เตรียมเดินหน้าดันกฎหมาย 47 ฉบับเข้าสภาฯ ด้าน “ยศชนัน” มุ่งปฏิรูปการศึกษาวางโครงสร้างพื้นฐานมนุษย์

    นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ร่วมแถลงข่าวภายหลังการประชุม สส.พรรคเพื่อไทย

    นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เมื่อเปิดสมัยประชุมสภาฯ พรรคเพื่อไทยจะผลักดันประเทศไทยให้มุ่งสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูงทั้งในบทบาทของฝ่ายบริหาร และบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติผ่าน สส. ของพรรค

    พรรคเพื่อไทย
    นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย

    พรรคเพื่อไทยจะใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องมีรากฐานสำคัญ 3 ด้านควบคู่กัน ได้แก่

    • ด้านที่ 1 คือโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับเศรษฐกิจมูลค่าสูง
    • ด้านที่ 2 คือ การเมืองรากฐาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องของนิติรัฐ นิติธรรม กฏหมายที่ยุติธรรมทันสมัย สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน
    • ด้านที่ 3 คือ การวางรากฐานความมั่นคงทุกมิติ ทั้งด้านทหาร อาหาร และสังคม

    นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่า ด้วยเหตุนี้พรรคเพื่อไทยจึงเตรียมเดินหน้าผลักดันร่างกฎหมายรวมทั้งสิ้น 47 ฉบับ ที่จะเป็นแผนกฎหมายที่ตอบโจทย์อนาคตของประเทศ และเป็นกรอบที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้

    พรรคเพื่อไทยได้แบ่งกฎหมายต่าง ๆ เหล่านี้เป็น 4 หลักคือ

    1. กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน
    2. กลุ่มวางมาตฐานเพื่อสร้างความเชื่อมั่น
    3. กลุ่มความปลอดภัยและความมั่นคง
    4. กลุ่มสนับสนุนเศรษฐกิจมูลค่า

    โดยมี 16 ฉบับที่สามารถผลักดันได้ทันทีหลังจากสภาผู้แทนราษฎรเปิด

    ด้านนายยศชนัน กล่าวถึงเรื่องการศึกษา โดยพรรคเพื่อไทยมุ่งเน้นเรื่องการทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรายได้สูงขึ้น คือการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจ เป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูง สิ่งสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจมีมูลค่าสูง คือเรื่องการศึกษา ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่มีความจำเป็นเร่งด่วนต้องทำทันที ท่ามกลางวิกฤติโลกดิสรัปชัน และสภาพแวดล้อมที่ผันผวน

    พรรคเพื่อไทย
    นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย

    การปฏิรูปครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปรับปรุงห้องเรียน แต่คือการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานมนุษย์ที่แข็งแกร่งที่สุด สร้างระบบนิเวศทางการศึกษาใหม่ เป้าหมายสำคัญคือ เพื่อ ผลิตคนให้ตรงงาน การสร้างโอกาสสำหรับทุกคน และให้การศึกษาได้สร้างคนที่มีสมรรถนะ ทั้งนี้ร่างกฎหมายฉบับนี้มุ่งเน้น ด้าน

    1. การพัฒนาครู
    2. การยกระดับให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางการทำหลักสูตร
    3. การทำให้นักเรียนไม่หลุดออกจากนอกระบบการบริหารจัดการทำให้เกิดความเท่าเทียมกันของการศึกษา จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เรามีความจำเป็นต้องใส่ใจเรื่องนี้เต็มที่
    4. การเชื่อมโยงกับตลาดแรงงาน

    ด้านนายประเสริฐ กล่าวว่า การผลักดันกฎหมายทั้ง 47 ฉบับ ถือเป็นภารกิจสำคัญของพรรคเพื่อไทยในสภาชุดนี้ ควบคู่กับการทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร โดยย้ำว่า กฎหมายทั้งหมดสะท้อนแนวคิดของพรรคที่ต้องการเห็นประเทศไทยที่ประชาชนมีโอกาสมากขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีระบบรัฐที่โปร่งใส ตรวจสอบได้

    พรรคให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของสังคมในการผลักดันกฎหมาย โดยจะเดินหน้าจัดกิจกรรมสร้างเครือข่าย และพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทุกภาคส่วน เพื่อให้สังคมร่วมออกแบบทางออกของประเทศไปด้วยกัน พรรคเพื่อไทยเชื่อเสมอว่า หัวใจของการเมืองคือประชาชน และหัวใจของพรรคเพื่อไทยก็คือประชาชน

    พรรคเพื่อไทย
    นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587/270900&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VDJ7DDUVnedVLOw8gyMvM

  • ประวัติ “ขิง เอกนัฏ” ลูกเลี้ยง “สุเทพ” นั่งเก้าอี้ รมว.พลังงาน ในครม.อนุทิน 2

    ประวัติ “ขิง เอกนัฏ” ลูกเลี้ยง “สุเทพ” นั่งเก้าอี้ รมว.พลังงาน ในครม.อนุทิน 2

    เปิดประวัติ “เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” ลูกเลี้ยง “สุเทพ เทือกสุบรรณ” หนุ่มนักเรียนนอกอนาคตไกล อดีตโฆษก กปปส. ลาออกจากพรรครวมไทยสร้างชาติ เข้าสังกัดภูมิใจไทย ได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

    วันที่ 15 มีนาคม 2569 โผ ครม.อนุทิน 2 โค้งสุดท้าย ถูกจัดสรรลงตัวแล้ว โดยมีชื่อนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ถูกวางตัวให้ไปนั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หลังจากช่วงแรก มีกระแสว่าจะได้กลับไปนั่งคุมกระทรวงเดิมเหมือนในยุคพรรครวมไทยสร้างชาติร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย แต่สุดท้ายก็มาลงตัวที่เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานแทน ท่ามกลางข่าวสะพัดอีกเช่นเดียวกันว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ บิดาเลี้ยง เป็นผู้เข้าไปเจรจากับบ้านใหญ่บุรีรัมย์ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ถึงโควตาตำแหน่งดังกล่าวด้วยตนเอง

    ประวัติ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์

    สำหรับนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ มีชื่อเล่นว่า “ขิง” เกิดวันที่ 12 มกราคม 2529 ปัจจุบันอายุ 40 ปี เป็นบุตรของนายพรเทพ เตชะไพบูลย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับ ดร.ศรีสกุล พร้อมพันธุ์ แต่หย่าร้าง จากนั้นดร.ศรีสกุล ได้มาแต่งงานใหม่กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี 

    นายเอกนัฏ จบการศึกษา ระดับมัธยมศึกษาจาก Charterhouse School สหราชอาณาจักร จบปริญญาตรีด้านวิศวกรรมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และการจัดการ (EEM) จาก มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (University of Oxford) และปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์และการจัดการ จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดเช่นกัน

    เส้นทางการเมือง เอกนัฏ พร้อมพันธุ์

    นายเอกนัฏก้าวเข้าสู่สนามการเมืองตั้งแต่อายุยังน้อย เริ่มต้นด้วยการเป็น สส. กรุงเทพมหานคร เขตทวีวัฒนา-หนองแขม ในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ในปี 2544 ซึ่งขณะนั้นเป็น สส. ที่มีอายุน้อยที่สุดในสภา แค่อายุ 25 ปี

    จุดพลิกผันสำคัญของชีวิตการเมือง คือการ เป็นหนึ่งในแกนนำสำคัญของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ในปี 2556-2557 โดยทำหน้าที่เป็น โฆษก กปปส. ขับไล่รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งทำให้นายเอกนัฏเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะคนรุ่นใหม่ที่พูดจาฉะฉาน

    หลังจากเว้นวรรคและลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์  ในปี 2565 ได้เข้ามาเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ  เป็นทั้งผู้ร่วมก่อตั้งและดำรงตำแหน่ง เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ซึ่งเป็นพรรคที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ก่อนจะมาร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย และได้นั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในครม.แพทองธาร ชินวัตร มีบทบาทสำคัญในการตั้งชุดสุดซอย ปราบปรามโรงงานทำผิดกฎหมาย

    เมื่อเข้าสู่ยุคพรรคภูมิใจไทยจัดตั้งรัฐบาล พรรครวมไทยสร้างชาติได้แบ่งก๊กเหล่า นายเอกนัฏตัดสินใจแยกทางเดินกับนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค มาอยู่ในสังกัดพรรคภูมิใจไทยเพื่อสู้ศึกเลือกตั้ง มีบทบาทสำคัญในการดูแลพื้นที่ กทม. แม้จะพลาดไม่ได้สักเก้าอี้ แต่เมื่อเข้าสู่การจัดตั้งครม.อนุทิน 2 ก็มีชื่อ นายเอกนัฏ ถูกวางตัวไปนั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยมีกระแสข่าวสะพัดว่านายสุเทพ เป็นผู้เจรจาตำแหน่งดังกล่าวให้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2920213&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0D0_S6GKUYany1vgBbWQvU

  • มติลับ289เสียงไว้วางใจโสภณ ซารัมย์ นั่งประธานสภาฯชุด27คุมเกมนิติบัญญัติ

    มติลับ289เสียงไว้วางใจโสภณ ซารัมย์ นั่งประธานสภาฯชุด27คุมเกมนิติบัญญัติ

    สภาผู้แทนราษฎรมติเลือกโสภณซารัมย์นั่งเก้าอี้ประธานสภา
    การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569 ณ สัปปายะสภาสถาน ได้มีวาระสำคัญในการเสนอชื่อและเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรตามข้อบังคับการประชุมปี พ.ศ. 2562

    โดยผลการลงมติปรากฏว่า นายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลอนุทิน 1 ได้รับมติความไว้วางใจจากสส.ชุดที่ 27 ให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ผ่านกระบวนการลงมติลับตามขั้นตอนทางกฎหมาย ด้วยคะแนน289เสียง เพื่อทำหน้าที่เป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติในการควบคุมดูแลการประชุมสภาให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย 

    ขณะที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นคู่ชิงได้รับการสนับสนุน 123 เสียง มีสส.งดออกเสียง80คน และมีสส.ทำบัตรเสีย5คน

    สำหรับนายโสภณ ซารัมย์ ถือเป็นนักการเมืองอาวุโสที่มีประสบการณ์สูง เกิดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2502 ปัจจุบันอายุ 66 ปี เป็นชาวอำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ เริ่มต้นเส้นทางการทำงานจากการเป็นข้าราชการครู ก่อนจะตัดสินใจลาออกมาเข้าสู่เส้นทางการเมืองในปี พ.ศ. 2544 โดยได้รับเลือกตั้งเป็น สส.บุรีรัมย์ สมัยแรกในนามพรรคชาติไทย และย้ายมาสังกัดพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน จนกระทั่งร่วมก่อตั้งพรรคภูมิใจไทยกับกลุ่มเพื่อนเนวิน โดยเคยดำรงตำแหน่งสำคัญทั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รวมถึงประธานคณะกรรมาธิการหลายคณะ

    มติลับ289เสียงไว้วางใจโสภณ ซารัมย์ นั่งประธานสภาฯชุด27คุมเกมนิติบัญญัติ

    วิสัยทัศน์ประนีประนอมเน้นทำงานร่วมทุกฝ่ายขับเคลื่อนสภา
    ก่อนได้รับการเลือกดำรงตำแหน่ง นายโสภณได้แสดงวิสัยทัศน์และจุดยืนในการปฏิบัติหน้าที่ โดยย้ำชัดเจนว่าพร้อมที่จะทำงานร่วมกับสส.จากทุกพรรคการเมืองและทุกฝ่ายอย่างเปิดกว้าง เพื่อให้กลไกของรัฐสภาสามารถเดินหน้าต่อไปได้ทันทีภายหลังจากการจัดตั้งรัฐบาล

    นายโสภณมองว่ากระบวนการทำงานในสภาจะต้องมีความสอดคล้องกับสถานการณ์และบริบทของโลกในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงพิจารณาปัจจัยภายในประเทศเพียงอย่างเดียว

    นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามขั้นตอนระเบียบแบบแผนของกฎหมาย ตั้งแต่การรายงานตัวไปจนถึงการรอพระบรมราชโองการเรียกประชุมสภาเพื่อให้การทำงานมีความสง่างามและถูกต้องตามครรลองประชาธิปไตย

    บทบาทใหม่ในฐานะประธานสภาฯ ของนายโสภณ สะท้อนถึงบารมีทางการเมืองในฐานะผู้นำกลุ่มการเมืองจากจังหวัดบุรีรัมย์ หรือ “คนบ้านใหญ่” และตอกย้ำอิทธิพลของภูมิใจไทยในการคุมเสียงข้างมากและการจัดตั้งรัฐบาล ชุดที่ 27

    นายโสภณชี้ว่าเป้าหมายสูงสุดคือการทำให้กลไกทางการเมืองสามารถขับเคลื่อนการบริหารประเทศได้อย่างรวดเร็ว เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวม โดยอาศัยประสบการณ์จากการบริหารงานกระทรวงสำคัญและงานนิติบัญญัติที่สั่งสมมาอย่างยาวนานหลายสมัยในการทำหน้าที่เป็นกลางและสร้างความสามัคคีในที่ประชุมสภา

    ประวัติการเมืองจากครูสู่เก้าอี้ผู้นำฝ่ายนิติบัญญัติไทย
    หากย้อนดูเส้นทางชีวิตของนายโสภณ พบว่ามีความน่าสนใจจากการเป็นบุตรของกำนันสนั่น ซารัมย์ และสำเร็จการศึกษาครุศาสตรบัณฑิต จากวิทยาลัยครูบุรีรัมย์

    ด้านชีวิตครอบครัวสมรสกับนางอารีญาภรณ์ ซารัมย์ นายกเทศมนตรีตำบลลำปลายมาศ มีบุตรด้วยกัน 3 คน โดยหนึ่งในนั้นคือ นายอาณัตพณ ซารัมย์ ผู้ล่วงลับ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจในการก่อตั้งมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือสังคมในพื้นที่

    การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานสภาฯ ในวัย 66 ปี จึงถือเป็นจุดสูงสุดอีกครั้งในชีวิตการเมือง หลังจากที่เพิ่งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีมาเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2568 ท่ามกลางการจับตามองของทุกฝ่ายถึงทิศทางการทำหน้าที่ประธานสภาที่จะต้องประสานรอยร้าวและสร้างบรรยากาศความร่วมมือในสภาผู้แทนราษฎร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/739416&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2P7nvTBbYudst6vhSqF4Ah