Category: วัฒนธรรม

  • เลขาธิการ สอศ. มอบประกาศนียบัตร นศ.เทคนิคบ้านค่าย ประจำปีการศึกษา 2568

    เลขาธิการ สอศ. มอบประกาศนียบัตร นศ.เทคนิคบ้านค่าย ประจำปีการศึกษา 2568

    เทคนิคบ้านค่าย จ.ระยอง จัดพิธีมอบประกาศนียบัตรวิชาชีพแก่นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาระดับ ปวช.และ ปวส. ประจำปีการศึกษา 2568 นิมนต์พระสงฆ์ สวดมงคลคาถา เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้สำเร็จการศึกษาด้วย

    เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 15 มี.ค.69 ที่โรงแรมโกลเด้นซิตี้ระยอง อ.เมือง จ.ระยอง นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่นักศึกษาผู้สำเร็จการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2568 ของวิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย มีนายยุทธพันธ์ โคตรพันธ์ ผอ.วิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย นายประทีป จุฬาเลิศ รอง ผอ. สถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออก ดร.ณันศภรณ์ นิลอรุณ ศึกษาธิการจังหวัดระยอง ดร.ธวัชชัย อุ่ยพานิช ที่ปรึกษา สอศ. และอดีตรองเลขาธิการ สอศ. นายวิชัย ล้ำสุทธิ นายกสมาคมผู้ปกครองและครู วิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย ร่วมเป็นเกียรติ ภาคเอกชน ครู อาจารย์ ผู้ปกครองร่วมพิธีจำนวนมาก

    โดยในพิธีดังกล่าว มีนักศึกษาสำเร็จการศึกษา ระดับ ปวช. และ ระดับ ปวส. รวม 823 คน เข้ารับประกาศนียบัตรฯ นอกจากนี้ยังได้มีการมอบเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติแก่สถานประกอบการ, ยกย่องเชิดชูเกียรติแด่ครูฝึกในสถานประกอบการ, ยกย่องเชิดชูเกียรติแด่ครูนิเทศของสถานศึกษา, มอบเกียรติบัตรแก่องค์การวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทย, มอบเกียรติบัตรแก่ผู้มีผลการเรียนสะสมสูงสุด และผู้ผ่านการเข้าร่วมโครงการความร่วมมือการจัดการศึกษาอาชีวศึกษา ระบบทวิภาคี รูปแบบทวิวุฒไทย-จีนด้วย รวมผู้เข้ารับเกียรติบัตร และประกาศนียบัตรฯ รวม 1,074 คน มีพระสงฆ์ สวดมงคลคาถา เพื่อความเป็นสิริมงคลด้วย 

    ทั้งนี้ พิธีมอบประกาศนีบัตรฯ ดังกล่าว มุ่งเน้นเพื่อให้ผู้สำเร็จการศึกษา ประจำปี 2568 ทุกคนมีความตระหนักในคุณค่าแห่งตน มีความภูมิใจในสถาบันและปลูกจิตสำนึกร่วมกันในการสร้างสรรค์ในสิ่งที่ดีงาม รวมถึงเพื่อให้นักเรียน นักศึกษามีความมั่นใจที่จะออกไปสู่สังคมภายนอกประกอบอาชีพ หรือศึกษาต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้ปกครอง เข้าร่วมแสดงความยินดีกับบุตรหลานที่สำเร็จการศึกษาอีกด้วย.

    ภูมิภาค-34

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/134945&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UuHBOK6Ba1oXRwZHI2vSS

  • พิมไจ-ลักษณารีย์ แอ็กติวิสต์ เชื้อสายกบฏเงี้ยว สู่ สส.แพร่ พรรคประชาชน

    พิมไจ-ลักษณารีย์ แอ็กติวิสต์ เชื้อสายกบฏเงี้ยว สู่ สส.แพร่ พรรคประชาชน

    ต่อจากนี้การคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคประชาชนจะดีขึ้น รวมไปถึงการทำให้วัฒนธรรมองค์กรของพรรคเป็นพื้นที่ปลอดภัยกับผู้หญิง และกลุ่มคนที่เป็นผู้มีความหลากหลาย รวมถึงจะให้มีระบบรับเรื่องร้องเรียน เพราะประชาชนหรือผู้ที่มีอำนาจน้อยอาจต้องการ ระบบที่รู้สึกว่าสามารถเข้าไปแล้วพูดได้เลย โดยที่ตัวเองไม่ต้องมีคอนเน็กชันกับ สส.หรือส่วนกลางเป็นพิเศษในการรับแจ้งเหตุ ว่ามีสมาชิกพรรคหรือว่ามีผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตำแหน่งหน้าที่ในพรรคได้กระทำความรุนแรงหรือว่า ความไม่เป็นธรรมทางเพศ

                สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อ 8 ก.พ. 2569 เริ่มต้นปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการแล้ว หลังการเปิดประชุมสภานัดแรก 15 มี.ค. ส่วนที่ว่าสภาชุดนี้จะอยู่ได้ยาวนานแค่ไหน มีโอกาสครบเทอม 4 ปีหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป

                และสำหรับสภาชุดปัจจุบัน มี สส.หน้าใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำหน้าที่ สส.เป็นครั้งแรกอยู่หลายคน และหนึ่งในนั้นก็คือ “พิมไจ-ลักษณารีย์ ดวงตาดำ สส.แพร่ เขต 3 พรรคประชาชน” ที่เอาชนะแชมป์เก่า วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล  อดีต สส.แพร่ 6 สมัย-อดีตรัฐมนตรีหลายตำแหน่ง จากพรรคเพื่อไทย 

                ที่หลายคนสนใจและอยากรู้ว่า “พิมไจ-ลักษณารีย์  ดวงตาดำ” เป็นใครมาจากไหน เหตุใดถึงคว้าชัยในการเลือกตั้งมาได้ อ่านบทสัมภาษณ์พิเศษนับจากบรรทัดนี้เป็นต้นไป ทุกคนจะรู้จักเธอมากขึ้น

                   “ลักษณารีย์ ที่มีชื่อเล่นว่า พิมไจ” เล่าชีวิตส่วนตัวก่อนจะเข้ามาเป็น สส.ว่าเป็นคนแพร่โดยกำเนิด เป็นคนอำเภอสูงเม่น จบการศึกษาปริญญาตรี ด้านสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ จากคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ส่วนความสนใจทางการเมืองนั้นเริ่มต้นตั้งแต่เป็นนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งจริงๆ ตอนแรกเรียนที่คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรียนครูภาษาไทย และด้วยความที่มีความสนใจเรื่องศิลปะมาตั้งแต่แรก ทำให้ต่อมาจึงสอบใหม่เพื่อไปเรียนสิ่งที่สนใจก็คือศิลปะ จนสอบเข้าคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้

                …ช่วงที่เรียนก็จะมีการสอนแนวคิดทางด้านมนุษย์และสังคม รวมถึงปรัชญาและพวกการเมืองต่างๆ ด้วย เพื่อให้สามารถนำแนวคิดต่างๆ มาสะท้อนผ่านงานศิลปะ ช่วงที่เรียนก็เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ทัศนัย เศรษฐเสรี, อาจารย์ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ ที่คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนักคิดสายสังคมต่างๆ โดยช่วงที่เรียนอยู่ประมาณปี 2 ถึงปี 3 ที่เป็นยุครัฐบาล คสช. ก็มีเหตุการณ์หลายๆ อย่างเกิดขึ้น ตั้งแต่เพื่อนที่เคยเรียนครูภาษาไทยด้วยกันเขาก็เริ่มแสดงความคิดเห็นทางด้านการเมือง แล้วก็ถูกออกหมายเรียกหมายจับ ทำให้เรามองเห็นถึงปัญหาของประเทศในช่วงนั้นที่มีปัญหาเรื่องเสรีภาพการแสดงออก เพื่อนที่รู้จัก 2-3 คนก็ถูกหมายจับกันหมด จนมีการจัดม็อบที่หน้าสถานีตำรวจภูธรภูพิงคราชนิเวศน์ ซึ่งอยู่หน้า ม.เชียงใหม่ เราก็ไปร่วมฟังเพื่อนปราศรัย ทำให้เริ่มมีความรู้สึกร่วม

                และช่วงเดียวกันนั้น ตอนที่เรียนก็ทำสารคดีเกี่ยวกับชาติพันธุ์ เรื่องประชากรแฝง ทำให้เราได้ศึกษาวิถีชีวิตของคนชายขอบ ซึ่งตัวพิมเองก็มีเชื้อสายของชาติพันธุ์อยู่เหมือนกัน ทำให้เรามีความรู้สึกร่วมกับวิถีชีวิตของพวกเขามาก          แต่ต่อมาได้รับข่าวร้ายจากอาจารย์ผู้สอนวิชาสารคดี ว่าเพื่อนของเราที่เขาเป็นชาวลาหู่ถูกวิสามัญฆาตกรรม ก็คือ “ชัยภูมิ ป่าแส” นักกิจกรรมชาวลาหู่ ทำให้นักศึกษาหลายกลุ่มในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทั้งคนที่ทำละคร ทำเสวนาและสาขาที่เราเรียนคือ สื่อศิลปะและการออกแบบสื่อออกมาเคลื่อนไหว มันก็เกิดแรงขับ เกิดความความโกรธ มีความรู้สึกถึงความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับเพื่อนเรา  กับเยาวชนที่เขาถูกวิสามัญฆาตกรรมไป ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่เห็นว่าจะมีใครได้รับโทษ

                …หลังจากนั้นก็ทำให้พิมสนใจที่จะติตตาม สนใจในการขับเคลื่อนทางด้านการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ การไปร่วมชุมนุมต่างๆ ในช่วงนั้น ช่วงประมาณปี 2560-2561 ก็เริ่มมีการก่อขบวนนักศึกษาขึ้นมา แต่ละมหาวิทยาลัยจะมีแกนนำกลุ่มนักศึกษา แต่ว่ายังไม่ได้มีการรวมตัวกัน แต่เริ่มมีการติดต่อไปมาหาสู่กัน อย่างตัวพิมเองก็เคยไปภาคอีสาน  ไปศึกษาปัญหาเกี่ยวกับเหมืองที่จังหวัดเลย ทำให้ได้รู้จักกับกลุ่มดาวดิน ส่วนทางภาคตะวันออกก็ได้รู้จักกับกลุ่มนักศึกษา มหาวิทยาลัยบูรพา ที่เขามาทำประเด็นสังคมและการเมือง

                จนต่อมาก็นำไปสู่การจัดตั้ง “พรรคสามัญชน” ในช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2562 ซึ่งพิมเองก็ได้ไปเข้าร่วมการจัดตั้งพรรคด้วย คนที่เคยร่วมก่อตั้งพรรคสามัญชน ที่ปัจจุบันทำงานการเมืองกับพรรคประชาชนอีกคนหนึ่งก็คือ ปกรณ์ อารีกุล โดยแนวทางของพรรคสามัญชนก็คือ เป็นพรรคของประชาชน เป็นพรรคที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ เข้าถึงได้ง่าย เป็นพรรคการเมืองที่มีประเด็น นโยบายเกี่ยวกับเรื่อง เหมือง-ป่าไม้-ที่ดิน ที่เป็นประเด็นแรกเริ่มของกลุ่มประชาชนที่เขาได้รับความเดือดและอยากจะมารวมตัวกันเป็นพรรคการเมือง เพื่อที่จะต่อสู้ในฐานะของพรรคการเมือง เพราะที่ผ่านมาเขาก็ทำม็อบกันมาตลอด เขาก็หาวิถีทางที่จะต่อสู้เอาชนะนายทุน

                หลังการเลือกตั้งปี 2562 เสร็จสิ้นลง “พิมไจ-ลักษณารีย์” เล่าให้ฟังว่า ตอนนั้นก็กลับบ้านที่จังหวัดแพร่ และทำเรื่องสุราชุมชนกับเพื่อนๆ ที่เป็นนักเคลื่อนไหวในจังหวัดแพร่เหมือนกัน รวมถึงร่วมเคลื่อนไหวทำกิจกรรมต่างๆ ในกรุงเทพฯ เคลื่อนไหวประเด็นต่างๆ กับเอ็นจีโอ นักกิจกรรมในกรุงเทพฯ รวมถึงทำงานเกี่ยวกับการคุ้มครองเยาวชนและผู้หญิง ที่ทำให้ได้รู้จักกับทีมงานของพรรคก้าวไกล-พรรคประชาชนบางส่วน จนเมื่อหลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้งปี 2566 เลยไปทำงานเป็นผู้ช่วย สส.กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล สส.ระยอง ที่ตอนนั้นก็เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร ประมาณหนึ่งปี จากนั้นก็มาเป็นผู้ช่วย สส.พิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน จนมีการยุบสภาเมื่อปลายปี 2568 ซึ่งก่อนยุบสภาก็ยื่นสมัครเข้ารับการคัดเลือกลงสมัคร สส.แพร่ พรรคประชาชน และได้รับการคัดเลือก จนลงสมัครรับเลือกตั้งและเข้ามาเป็น สส.แพร่ เขต 3  โดยเอาชนะนายวรวัจน์ พรรคเพื่อไทยมาได้

    จากนักกิจกรรม สู่การขับเคลื่อน สุราชุมชน ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น

                สำหรับเส้นทางชีวิตของ “พิมไจ-ลักษณารีย์” ยังมีจุดที่น่าสนใจคือ ก่อนหน้านี้เคยเป็นผู้ร่วมก่อตั้งสุราชุมชน ฉาน สปิริตส์ จากประวัติศาสตร์ท้องถิ่น #เหล้ากบฏเงี้ยว  โดยที่มาที่ไปของการทำกิจกรรมดังกล่าว เกิดจากการที่จังหวัดแพร่จะมีกลุ่มนักกิจกรรมที่ผลักดันประชาธิปไตยกันอยู่ เราก็คิดว่าอยากจะสื่อสารเรื่องประวัติศาสตร์ท้องถิ่นออกไปให้คนภายนอกได้รู้ เพราะพิมมองว่าทุกวันนี้ประวัติศาสตร์ที่อยู่ในระบบการศึกษา จะเป็นประวัติศาสตร์กระแสหลักที่ทางรัฐได้เรียบเรียงมา แต่ว่าตัวพิมเองด้วยความเป็น Localist ท้องถิ่นนิยม ที่ต้องการเห็นการกระจายอำนาจ และอยากจะผลักดันการเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ก็เลยรวมตัวกัน ซึ่งพิมเองก็เป็นหนึ่งในเชื้อสายของกบฏเงี้ยวเมืองแพร่ โดยต้นตระกูลก็เป็นหนึ่งในขบวนการ แต่ก็อาจจะไม่ใช่แกนนำ

                …ในช่วงเริ่มต้นของการทำกิจกรรมสุราชุมชน ฉาน สปิริตส์ดังกล่าว เริ่มต้นจากการสื่อสารกับนักกิจกรรมด้วยกันก่อน เช่นกลุ่มขบวนการสามัญชน เพราะพรรคสามัญชนก็เกิดจากนักกิจกรรมหลายภาคส่วนมารวมกันเป็นขบวนสามัญชน และก็มีกลุ่มนักกิจกรรมอื่นๆ เราก็พยายามสื่อสารแนวคิดการกระจายอำนาจผ่านประวัติศาสตร์ท้องถิ่น จากนั้นเริ่มหาพันธมิตรที่เป็นร้านที่เขาสนใจเรื่องของการพัฒนาเมือง ศิลปวัฒนธรรม โดยมีการจัดกิจกรรมแสดงสัญลักษณ์ในวันครบรอบการก่อการของกบฏเงี้ยว ในคืนวันที่ 24 กรกฎาคมของทุกปี โดยเชิญนักกิจกรรมจากเชียงใหม่ ลำปาง อุตรดิตถ์ มาร่วมกิจกรรม มีการจัดฉายหนังที่เกี่ยวข้องกับแรงงานคนพลัดถิ่น การกระจายอำนาจ ความเชื่อ วิญญาณ เป็นต้น

                ในช่วงปีแรกที่มีกระแสสุราชุมชน ก็เป็นความพอดีกัน เพราะพอเราเปิดตัวออกมาประมาณเดือนเมษายน ปี 2566 ต่อมาหลังการเลือกตั้งเดือนพฤษภาคม พรรคก้าวไกลชนะในการเลือกตั้ง คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคตอนนั้นพูดเรื่องสุราชุมชนพอดี ทำให้เกิดกระแสก็สูงมาก มีสำนักข่าวมาสัมภาษณ์เกี่ยวกับความเป็นมาของสุรากลั่นชุมชน เหล้ากบฏเงี้ยว แต่ด้วยความที่เราไม่ได้มองว่าจะทำให้เป็นธุรกิจระยะยาว แต่เราทำขึ้นมาเพื่อให้เป็นปรากฏการณ์ จะทำกันภายในกี่ปี หรือในเชิงพาณิชย์จะขายกันจำนวนเท่าใด คือไม่ได้ถูกวางไว้ว่าจะต้องเป็นธุรกิจที่ยืนยาว โดยหลังจากนั้นก็มีสมาชิกในกลุ่มไปสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลสองคน ส่วนตัวพิมเองก็ไปเป็นผู้ช่วย สส. มีคนไปทำเอ็นจีโอต่อสองคน มันก็เหมือนกับว่าก็ไม่เหลือคนที่จะมาคอยดำเนินงาน

                …สำหรับความตั้งใจของพิมเอง คิดว่าอยากจะไปผลักดันสุราชุมชนที่บ้านวังลึก อ.วังชิ้น จ.แพร่ ซึ่งเป็นบ้านญาติของพิมมากกว่า โดยวังลึก ต.นาพูน เป็นหนึ่งในฐานสุราชุมชน อย่างเหล้ากบฏเงี้ยวที่ผ่านมาจะใช้ฐานการผลิตที่เป็นโรงกลั่น ซึ่งเป็นของพี่คนหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน ซึ่งจะอยู่ที่อำเภอสอง ตำบลสะเอียบ ซึ่งทั้ง 2 ตำบลคือตำบลนาพูนกับตำบลสะเอียบ ก็มีชื่อในเรื่องของสุราชุมชนของจังหวัดแพร่ แต่จะมีลักษณะที่แตกต่างกัน โดยของสะเอียบ จะหอมนุ่ม ดื่มง่ายและมีแหล่งน้ำที่ดี อุดมสมบูรณ์ ส่วนที่วังลึก-นาพูน จะขึ้นชื่อเรื่องของการใส่สมุนไพรต่างๆ ลงไปในแป้งเหล้า โดยพิมเองก็มีไอเดียว่า เมื่อก่อนทางครอบครัวหรือตระกูลของพิม ก็มีโรงเหล้าเป็นของตัวเอง ทำให้เราก็คิดว่าอยากจะกลับมาฟื้นตรงนี้มากกว่า

    จากผู้ช่วย สส.เกือบสามปี สู่การลงสมัครรับเลือกตั้ง

                ส่วนประสบการณ์ก่อนที่จะมาเป็น สส.แพร่ พรรคประชาชนในปัจจุบัน กับการเป็นผู้ช่วย สส.ร่วม 3 ปี “พิมไจ-ลักษณารีย์” เล่าให้ฟังว่า จากการที่ได้เป็นผู้ช่วย สส.เขต กรุงเทพมหานครและระยอง สิ่งที่เราเห็นก็คือความแตกต่างของการเมืองเชิงพื้นที่ที่ค่อนค่อนข้างชัด อย่างตอนที่ไปช่วย สส.เอิร์ธ-กมนทรรศน์ที่ระยอง ได้มองเห็นว่าความสัมพันธ์กับผู้นำชุมชน ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนส่วนท้องถิ่น-อบต.-นายกเทศมนตรี มีความสำคัญมากในการประสานงานเพื่อแก้ไขเรื่องเดือดร้อนให้กับประชาชน แต่ว่าตอนที่เป็นผู้ช่วย สส.กรุงเทพฯ ส่วนใหญ่แล้วทางกรุงเทพมหานครจะดูแลเรื่องสาธารณูปโภคต่างๆ  อย่างทันท่วงที โดยที่แบบ สส.อาจจะมีส่วนช่วยประสาน  แต่ว่าไม่ได้เข้ามาเป็นหนึ่งในงานสำคัญของ สส. แต่ว่าหากเป็น สส.ต่างจังหวัด พวกวาระเรื่องร้องเรียนหรือวาระที่ประชาชนจะมาแจ้งเกี่ยวกับสาธารณูปโภคต่างๆ ในชีวิตประจำวันจะมีปริมาณที่เยอะมาก แล้วก็ทีมผู้ช่วยก็ต้องเข้าไปช่วยจัดการประสานงานอย่างเป็นระบบ ส่วนในสภาพิมก็ช่วยในมุมของพรรคประชาชน ซึ่งคิดว่าพี่ๆ สส.ของพรรคมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะสื่อสารการเมืองใหม่ และพยายามที่จะทำให้วัฒนธรรมการเมืองใหม่ ก็คือการแก้ไขปัญหาเชิงประเด็น การพูดถึงการแก้ไขเชิงโครงสร้างถูกยอมรับให้มากขึ้นผ่านพื้นที่สภา เพราะว่าประชาชนเขาก็ติดตามข่าวสารการอภิปราย

                เมื่อบทสัมภาษณ์มาถึงประเด็นที่ว่า มาลงสมัคร สส.เขต 3 จังหวัดแพร่ สังกัดพรรคประชาชนได้อย่างไร มีกระบวนการคัดเลือกอย่างไรจากพรรค รวมถึงการทำไพรมารีโหวต เรื่องนี้ “พิมไจ-ลักษณารีย์ สส.สมัยแรกจากจังหวัดแพร่ พรรคประชาชน” เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เราฟัง โดยยอมรับว่าตอนแรกไม่ได้คิดจะลงสมัคร สส.ระบบเขต โดยพรรคประชาชนมีกระบวนการคัดสรรผู้สมัคร สส.อย่างถี่ถ้วนมาก จนในหลายๆ เขตก็อาจจะแทบหาคนลงสมัครแทบไม่ได้ ทำให้หลายคนที่เดิมทีตั้งใจจะลงสมัครระบบบัญชีรายชื่อ ต้องถูกขอให้เปลี่ยนไปสมัครระบบเขต แต่ว่าอันนี้ไม่ใช่กับตัวพิม โดยตัวพิมตั้งใจจะขอสมัครลงระบบปาร์ตี้ลิสต์ในประเด็นของการคุ้มครองเยาวชนและการยุติความรุนแรงทางเพศ เพราะว่าเป็นประเด็นที่พิมก่อนหน้านี้ทำควบคู่กันมา คือให้คำปรึกษากับเคสที่เกิดปัญหา แล้วส่งต่อสู่ทนายหากเขา (ผู้เสียหาย) ต้องการที่จะต่อสู้ทางกฎหมาย แต่หากว่าเขายังไม่พร้อม ก็ให้เข้าสู่การเยียวยาประคับประคองไปจนเขาดีขึ้น

                พิมเลยรู้สึกว่าอยากจะเป็น สส.ปาร์ตี้ลิสต์ที่พูดเรื่องความรุนแรงทางเพศต่อทุกช่วงวัย โดยเน้นไปที่เยาวชน  โดยเฉพาะเรื่องของ Cyber Grooming หรือพวกหว่านล้อมทางออนไลน์ การล่อลวงทางออนไลน์ต่างๆ โดยเราก็เตรียมประเด็นดังกล่าวมาร่วมปี เพื่อเตรียมจะขอลงสมัครระบบบัญชีรายชื่อ แต่ว่าพอมีการเปิดคัดเลือกผู้สมัคร สส.  โดยผู้สมัครที่มีชื่อตามทะเบียนบ้านก็ต้องไปประชุมรวมตัวกันที่จังหวัด ซึ่งเราที่เป็นจังหวัดแพร่ก็เลยได้เดินทางกลับจังหวัดแพร่ ได้ไปที่พื้นที่เลือกตั้งเขต 3 ซึ่งเป็นพื้นที่ซึ่งพี่ทนายเคน หรือพี่ติรานนท์ เวียงธรรม อดีตว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรคก้าวไกล จ.แพร่ เขต 1 ประสบเหตุโดนรถเฉี่ยวชนจนเสียชีวิตเมื่อช่วงก่อนเลือกตั้งปี 2566 เคยเข้าไปช่วยเหลือต่อสู้เรื่องเหมืองแร่มาก่อน โดยหลังเกิดอุบัติเหตุก็ยังไม่สามารถที่จะตามจับตัวคนที่ขับรถชนได้ ตัวพิมก็ได้ไปลงพื้นที่ ไปที่หมู่บ้านที่พิมเคยได้ไปผลักดัน เคยได้ไปร่วมงานไว้สมัยที่ยังเป็นนักกิจกรรม สมัยที่ยังทำกิจกรรมกับพรรคสามัญชน ซึ่งเป็นพรรคที่เคลื่อนไหวทำเรื่องปัญหาที่ดิน ที่เคลื่อนไหวเรียกร้องแบบเอ็นจีโอ แต่เมื่อเราเป็นผู้ช่วย สส. หลายครั้งก็มีโอกาสได้ทำเรื่องการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินหรือปัญหาที่ทับซ้อน ซึ่งจากประสบการณ์การลงพื้นที่ดังกล่าว ทำให้พิมรู้สึกว่าจะต้องมี สส.มาแก้ไขปัญหาของจังหวัดแพร่ ก็คือเรื่องของเอกสารสิทธิ-พื้นที่ชุมชนทับซ้อนกับพื้นที่ของรัฐ รวมไปถึงเรื่องธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมต่างๆ ด้วย

                …จากนั้นเราก็รวบรวมข้อมูล ประเด็นปัญหาในพื้นที่  ส่งเป็นการบ้านให้กับพรรคประชาชน ในลักษณะว่าหากเข้าไปเป็น สส.เขต จังหวัดแพร่ จะต้องทำอย่างไร โดยที่พรรคก็มีโจทย์ให้มาว่าให้เราส่งข้อมูลเกี่ยวกับสัดส่วนประชากร ปัญหาในพื้นที่ และประเด็นที่อยากผลักดัน รวมถึงการแก้ไขปัญหาเชิงนโยบายจะทำยังไง เราก็ส่งไป โดยมีทั้งข้อเสนอการจัดการแก้ปัญหาที่ดิน เอกสารสิทธิ ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม เช่นหลักเกณฑ์การตั้งโรงงานต่างๆ การทำศูนย์ดูแลผู้สูงอายุอย่างเป็นระบบ เรื่องของอุตสาหกรรมป่าไม้ เพราะที่แพร่ขึ้นชื่อเรื่องไม้ แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องใบอนุญาตที่ซ้ำซ้อน ที่เป็นปัญหาสร้างภาระให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งในตอนนั้นก็มีคนที่เขาเสนอตัวจะขอลงสมัคร สส.เขต 3 ประมาณ 3-4 คน ตอนนั้นพิมก็ไม่ได้คิดว่าจะผ่านการคัดเลือกให้ลงสมัคร จนสุดท้ายก็ผ่านการคัดเลือกให้เป็นผู้สมัคร สส.แพร่ของพรรคประชาชน มีการประกาศอย่างเป็นทางการก่อนยุบสภา 12 ธันวาคม 2568 ประมาณหนึ่งเดือน

    กลยุทธ์หาเสียงล้มแชมป์เก่า

                -มีแนวทางการหาเสียงอย่างไรถึงเอาชนะอดีตสส.แพร่หลายสมัย ที่เป็นตระกูลการเมืองบ้านใหญ่จังหวัดแพร่มาได้?

                ก่อนหน้านี้ก็เคยเจออาแมว (วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล) มาก่อนสมัยอยู่พรรคสามัญชน ที่ก็ต้องเดินสายไปดีเบต ร่วมงานเสวนาตามเวทีต่างๆ ที่ทำให้ได้เจอกับนักการเมืองรุ่นใหญ่ๆ หลายคนตามเวที ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือคุณวรวัจน์  โดยเจอที่เวทีเกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติในภาคเกษตร ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตอนนั้นก็จำได้ว่าเขาได้มีการแสดงทัศนคติไปในทิศทางใด แล้วเราเองก็ศึกษารวบรวมข้อมูล โดยตัวเขาเองก็คงมีข้อมูลอยู่มาก เพราะมีประสบการณ์มากในทางการเมือง

                ในตอนที่มีการสัมภาษณ์ผู้สมัคร สส.ของพรรคประชาชนที่จังหวัดแพร่ ทางกรรมการคัดสรรผู้สมัคร สส.ของพรรคประชาชน เขาก็ถามคำถามนี้เลยเหมือนกันว่า  คิดว่าจะเอาชนะได้อย่างไร พิมเองก็ตอบไปตามข้อสันนิษฐานของตัวเองจากข้อมูลที่รวบรวมมา คือเราก็มองว่าตัวเราเองเป็นสิ่งที่แตกต่างจากเขามาก และเราเชื่อว่าประชาชนต้องการสิ่งที่แตกต่าง อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง  อยากให้โอกาสคนใหม่ เราเชื่อว่าประชาชนอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงอยู่แล้วในระดับหนึ่ง

                ต่อมาก็คือถ้าเกิดเขามีจุดแข็งอะไร จุดแข็งของเราก็ต้องไม่ไปซ้ำกับเขา เหมือนเป็นหลักมาร์เก็ตติง สมัยเรียนมีเดีย สื่อศิลปะมา ก็คือเราต้องวางจุดแข็งของตัวเองไม่ให้ไปซ้ำกับจุดแข็งของเขา เขามีตังค์ เราก็ไม่ต้องไปแข่งมีตังค์กับเขาอะไรอย่างนี้ เราก็ทำให้ประชาชนเห็นว่าเราก็สู้แบบไม่มีตังค์ สู้แบบไม่มีคน กลยุทธ์ของเขามันเป็นกลยุทธ์แบบคนละทางกับพรรคประชาชนอยู่แล้วด้วย สิ่งที่เราทำจะตรงข้ามกับเขาทุกอย่าง

                พิมเดินไปถึงหน้าประตูบ้านทุกหลังเท่าที่เดินไหว แล้วก็เข้าหาโหวตเตอร์เอง เข้าให้ถึงทุกคนเท่าที่เป็นไปได้ เดินหาเสียงในตลาดก็เดินซ้ำหลายรอบต่อหนึ่งตลาด เดินประมาณสองรอบถึงสามรอบได้ โดยเฉพาะในพื้นที่แย่งชิง  จนชนะมาด้วยคะแนน 23,987 คะแนน

                ส่วนที่ชนะการเลือกตั้งมาได้เพราะเราเข้าถึงประชาชน และพิมคิดว่าวางตัวเป็นประชาชน ที่ไม่ได้เป็นเจ้าเป็นนาย แต่เป็นลูกหลานที่เขาอยากจะเอาใจช่วย โดยก็มีพี่ๆ มาช่วยหาเสียงในพื้นที่ให้เช่น พี่ชัยธวัช ตุลาธน  อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล พี่ไหม-ศิริกัญญา ตันสกุล, อาจารย์ชำนาญ จันทร์เรือง เป็นต้น ที่ชนะมาได้คิดว่ากระแสพรรคประชาชนมีส่วนมาก แต่การทำงานในเขตก็ต้องทำอย่างสุดตัว สุดความสามารถ ต้องลงพื้นที่ให้หนัก

                เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาพรรคส้มตั้งแต่ยุคอนาคตใหม่ มาก้าวไกล จนถึงพรรคประชาชน เคยปักธงที่จังหวัดแพร่ได้หรือไม่ ตั้งแต่ระดับท้องถิ่น เทศบาล อบต. อบจ. “พิมไจ-ลักษณารีย์” กล่าวว่า ยังไม่เคย แต่จริงๆ แล้วพรรคเคยได้ สส.เขตที่จังหวัดแพร่ ตอนเลือกตั้งปี 2562 แต่พิมมองว่าตอนนั้นไม่ใช่การเอาชนะแดงมาได้ (เป็นการชนะเลือกตั้ง เพราะศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคไทยรักษาชาติ ที่เป็นพรรคพันธมิตรกับพรรคเพื่อไทย โดยเพื่อไทยไม่ส่งคนลงสมัคร สส.เขต จังหวัดแพร่ ทำให้ฝ่ายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ที่ลงสมัคร สส.พรรคไทยรักษาชาติ รณรงค์ให้เทเสียงไปให้กับผู้สมัครพรรคอนาคตใหม่ ทำให้สองผู้สมัครสส.พรรคอนาคตใหม่ คือ เอกการ ซื่อทรงธรรม และกฤติดนัย สันแก้ว จึงชนะเลือกตั้ง)

                เราถามต่อไปว่า ใช่ที่ชนะเลือกตั้งแล้วต่อมาไปเป็นงูเห่าหลังมีการยุบพรรคอนาคตใหม่หรือไม่ “ลักษณารีย์” กล่าวตอบว่า “ใช่ ตอนนั้นมันคือการที่แดงเขาไม่มีทางเลือก ซึ่งพิมเองสมัยนั้นก็กาให้พรรคส้มด้วยความที่ไม่สามารถกาให้แดงได้ และมันก็เป็นแผลใหญ่ (งูเห่า) ที่อาจจะทำให้ถึงแม้กระแสพรรคดี แต่ก็ทำให้พรรคก้าวไกลไม่สามารถปักธง สส.(เลือกตั้งปี 2566) รวมถึงในการเลือกตั้งท้องถิ่นอย่างสมาชิกสภา อบจ.ได้ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาก็ได้ เพราะว่าแบบประชาชนเขาก็อาจจะกลัวว่า คัดใครมาจะเป็นงูเห่าหรือเปล่าอะไรแบบนี้

                -ตอนก่อนวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. มั่นใจหรือไม่ว่าจะชนะการเลือกตั้ง เอาชนะนายวรวัจน์ได้?

                ตัวพิมเองรู้สึกสูสี คือห่างกันไม่มาก หากจะแพ้ก็คงแพ้ไม่มาก และถ้าชนะก็อาจชนะไม่มาก พิมก็รู้สึกแบบนี้  แต่ในการวิเคราะห์ของคนรอบข้าง ก็มีทั้งคนที่มองว่าพิมไม่มีทางชนะ และก็มีคนที่เขาก็มั่นใจว่าพิมจะชนะเลือกตั้ง  ซึ่งตอนนั้นก็ไม่เข้าใจคนที่เขามั่นใจว่าพิมจะชนะเหมือนกัน  โดยคืนวันเลือกตั้งก็ไม่ทันได้ดีใจ เพราะห่วงกลัวบัตรหาย  เราก็ไปนอนเฝ้า ไปกางเสื่อนอนเฝ้าอยู่ที่โรงเรียนลองวิทยา ที่เป็นศูนย์ประสานงานเลือกตั้งของเขตเลือกตั้งของเรา

                   “พิมไจ-ลักษณารีย์ สส.แพร่ สมัยแรกของพรรคประชาชน” กล่าวถึงสิ่งที่ตั้งใจไว้ในการเข้าไปทำงานเป็นสส.หลังจากนี้ว่า พิมจะให้ความสำคัญของพื้นที่ โดยที่ในพื้นที่พิมเองก็มีปัญหาเรื่องของการจัดการที่ดินค่อนข้างเยอะ ดังนั้นพิมจะผลักดันการแก้ไข พ.ร.บ.ป่าไม้ที่ดิน ร่วมกับพี่ๆ สส.และอดีต สส.ของพรรคประชาชน ที่เคยมีการผลักดันเรื่องนี้มาในระดับหนึ่งแล้ว และจากนี้ก็จะผลักดันต่อไปเพื่อให้ชาวบ้านมีเอกสารสิทธิ หรืออย่างการผลักดันร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ซึ่งตัวพิมเองก็ได้ไปร่วมพูดคุยกับตัวแทนภาคประชาชน รวมถึงภาครัฐเช่นกรมอุทยานฯ ในเรื่องของการจัดการหมอกควัน-ไฟป่า ก็คิดว่าในด้านของนิติบัญญัติก็ยังคงต้องผลักดันกฎหมายต่อไปควบคู่กัน  แต่ว่าตอนนี้ชาวบ้านก็ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ค่อนข้างมากแล้วในในพื้นที่เขตของพิม ก็คือตามแนวที่ติดกับลำปางก็เริ่มมีการตั้งจุดตรวจคนที่เข้าป่า แต่ว่าทางเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ก็ให้ข้อมูลมาว่า ตำบลใดที่เราจะต้องไปสร้างความเข้าใจเพิ่ม พิมก็เลยมองว่าเป็นภาพการทำงานร่วมกันระหว่างตัว สส.-เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ป่าไม้  และประชาชน โดย สส.เองก็ต้องทำงานทั้งความเข้าใจในพื้นที่ แล้วก็เข้าไปผลักดันกฎหมายในสภาควบคู่กัน อันนี้ก็จะเป็นเรื่องของประเด็นอากาศสะอาด 

                เมื่อถามถึงกรณีร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่ค้างการพิจารณาอยู่ในชั้นวุฒิสภา มองว่าควรมีการยืนยันเดินหน้าต่อหรือไม่หลังสภาเปิด “ส.ส.แพร่ ลักษณารีย์” ย้ำว่า สภาควรเดินหน้าผลักดันเรื่องการออกกฎหมายนิรโทษกรรมต่อไป เพราะว่าทุกคนมีสิทธิในการแสดงออกทางการเมือง แต่หากใครไปเคลื่อนไหวแล้วมีการกระทำเช่นทำลายข้าวของ ก็สามารถใช้กฎหมายอื่นๆ เอาผิดได้ แต่การแสดงออกทางการเมืองไม่ควรต้องมารับโทษจำคุก ซึ่งพี่น้องของพิมหลายคนเข้าคุกแล้วเข้าคุกอีก อย่างไผ่ ดาวดิน 

    พรรค ปชน.ต้องทบทวน ระบบคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส.

                “พิมไจ-ลักษณารีย์” กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ก็มีประเด็นที่พิมสนใจอยู่ ก็คือพิมก็เป็นหนึ่งใน คณะทำงานเพื่อความเสมอภาคทางเพศในพรรคประชาชน (คสพป.) ที่เป็นคณะทำงานเพิ่งเกิดใหม่ที่เพิ่งจะมีข่าวกันในช่วงที่ผ่านมา (กรณีผู้สมัครจังหวัดมหาสารคามถูกศาลฎีกาพิพากษา ว่ากระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราและลงโทษทั้งจำทั้งปรับ เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569)

                …พิมก็มองเห็นปัญหาของพรรคในการคัดสรรคนลงสมัคร โดยตัวผู้คัดสรรก็เป็นผู้ชายด้วยกัน เขาอาจจะแบบไม่ได้ละเอียดอ่อนกับพฤติกรรมความรุนแรง และไม่ได้ละเอียดอ่อนกับพฤติกรรมละเมิดฯ เพราะผู้ชายเวลาอยู่ด้วยกันเขาอาจจะมองว่ามันแบบไม่เป็นไรก็ได้ คือพิมก็ไม่รู้ว่าตัวผู้คัดสรรเขาคิดยังไง แต่ว่าข้อเสนอของฝั่งนักการเมืองหญิง ซึ่งก็จะมีทางส่วนที่มาจากโรงเรียนนักการเมืองหญิงที่ทางพรรคได้เคยจัดกระบวนการมาก่อน แล้วก็มาจากนักเคลื่อนไหวผลักดันอิสระ อย่างพิมก็เป็นนักเคลื่อนไหวผลักดันที่ตอนแรกก็ไม่ได้ขึ้นกับพรรค ในการพูดเรื่องของต่อต้านการคุกคามทางเพศ ซึ่งพิมก็เคยออกมาคอลเอาต์เรื่องนี้ในตอนที่พรรคมีปัญหาเรื่องแบบนี้ในช่วงปลายปี 2566 พิมก็คิดว่ามันจะต้องเข้าไปเปลี่ยนแปลงในข้อบังคับของพรรคให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากคณะทำงานความเสมอภาคฯ 

                เมื่อถามต่อไปว่า หลังจาก คสพป.มีการออกแถลงการณ์กรณีที่เกิดขึ้นกับอดีตผู้สมัคร สส.มหาสารคาม ของพรรคประชาชน ทางผู้บริหารพรรคมีการตื่นตัวเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน “พิมไจ-ลักษณารีย์” เปิดเผยว่า ในระดับผู้บริหารเขาโอเคกับการที่จะมีคณะทำงานเพื่อความเสมอภาคทางเพศในพรรคประชาชน แล้วก็โอเคกับการที่ให้ออกมาพูดและออกมาแถลง แต่ว่าอาจจะยังไม่ได้เป็นที่รับรู้ของทุกคนในพรรคในขณะนั้น เนื่องจากมันคงวุ่นวาย เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่พรรคมีการให้ สส.เข้ามาสัมมนาอบรม (ที่กรุงเทพฯ) และการสื่อสารแจ้งข่าวมันคงไม่เท่าทันกันในทุกกลุ่ม เพราะว่าสมาชิกที่เป็น สส.เดิมหรือผู้สมัครใหม่  มันค่อนข้างมากขึ้น เพราะพรรคก็เป็นครอบครัวที่ใหญ่ขึ้น  เป็นบ้านที่ใหญ่ขึ้น ก็เลยตอนนั้นก็อาจจะยังมีบางส่วนบางกลุ่มที่เขาไม่ได้รับแจ้งว่าผู้บริหารพรรคเห็นชอบหรือเห็นด้วยกับกับการมีคณะนี้เกิดขึ้น

                โดยต่อจากนี้การคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคประชาชนจะดีขึ้น รวมไปถึงการทำให้วัฒนธรรมองค์กรของพรรคเป็นพื้นที่ปลอดภัยกับผู้หญิง และกลุ่มคนที่เป็นผู้มีความหลากหลาย รวมถึงเราจะให้มีระบบรับเรื่องร้องเรียนขึ้นมา เพราะประชาชนหรือว่าผู้ที่มีอำนาจน้อย เขาอาจจะต้องการระบบที่รู้สึกว่าสามารถเข้าไปแล้วพูดได้เลย โดยที่ตัวเองไม่ต้องมีคอนเน็กชันกับ สส.หรือส่วนกลางเป็นพิเศษในการรับแจ้งเหตุ ว่ามีสมาชิกพรรคหรือว่ามีผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตำแหน่งหน้าที่ในพรรคได้กระทำความรุนแรง หรือว่าความไม่เป็นธรรมทางเพศกับเขา

                ถามต่อไปว่า ก่อนหน้านี้ที่เคยเป็นนักเคลื่อนไหวการเมืองและสังคมผ่านงานศิลปะ คิดว่าเรื่องของศิลปะสามารถที่จะมีส่วนในการขับเคลื่อนแก้ปัญหาสังคม ลดความเหลื่อมล้ำของสังคมตรงนี้ได้มากน้อยแค่ไหน เพราะที่ผ่านมาดูเหมือนประเทศไทยยังอาจไม่ได้ให้พื้นที่ในส่วนนี้มากพอ “พิมไจ-ลักษณารีย์ สส.แพร่ พรรคประชาชน” ให้ความเห็นว่า พิมคิดอยู่เสมอว่าศิลปะคือเครื่องมือที่สำคัญในการบันดาลใจคน หน้าที่โดยธรรมชาติของศิลปะก็คือการดลใจบันดาลใจ แล้วพิมเองมาถึงจุดนี้ได้ก็เพราะศิลปะ  เพราะการเป็นนักศึกษาศิลปะในวันนั้น เพราะว่าได้เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ทัศนัยในวันนั้น พิมก็ได้นำเสนอโครงการต่อปีกวัฒนธรรมของพรรคประชาชนไป เพื่อที่จะมาสร้างพื้นที่ศิลปะกับเยาวชนในเขตของพิม แล้วก็ถ้าหากว่าโมเดลนี้สำเร็จก็อาจจะสามารถนำไปใช้กับพื้นที่อื่นๆ ได้ด้วย ซึ่งเครื่องมือทางศิลปะก็มีหลายอย่าง นอกจากที่คนคุ้นเคยกันเกี่ยวกับการวาดเขียนแล้ว เรื่องของวรรณกรรม ภาพยนตร์ ดนตรีเองก็เป็นศิลปะวัฒนธรรมเช่นเดียวกัน ผนวกกับในปีนี้ 2569 ทางจังหวัดแพร่ก็ได้รับคัดเลือกให้เป็นเมืองศิลปะ หรือ Art City ของประเทศด้วย

                ถามถึงว่า ฟังจากที่บอกที่เคยทำงานเหมือนกับเป็นเอ็นจีโอมาก่อน พอเข้าไปเป็น สส.จะนำความรู้ ประสบการณ์ไปทำงานในสภาได้อย่างไร “พิมไจ-ลักษณารีย์” กล่าวตอบเราว่า พิมต้องแก้ก่อนว่า พิมเคยเป็นแอ็กทิวิตส์ ที่ร่วมงานกับเอ็นจีโอ แต่ว่าพิมไม่ใช่เอ็นจีโอ ด้วยตัวเอง ก็คือจะมีเอ็นจีโอที่เขาจัดงานต่างๆ แล้วพิมก็แบบก็เข้าไปช่วย

                สิ่งที่คิดว่าจะสามารถนำไปใช้ในการทำงานที่สภาได้ก็คือ การเข้าถึงประชาชน เพราะว่าเราเองก็ทำงานกับประชาชนอยู่ติดกับดิน กินกับทรายมาก่อนอยู่แล้ว เคยต้องไปนอนม็อบพีมูฟ นอนกับม็อบสมัชชาคนจนที่เขามาประท้วงกัน พิมคิดว่าการที่เราเข้าถึงประชาชนแล้วเก็บข้อมูลจากประชาชนได้โดยตรง มันเป็นสิ่งที่สามารถนำมาสะท้อนในสภาได้ ก็คือความต้องการของประชาชน จะนำมาสู่การเขียนเป็นกฎหมายได้ยังไง อันนี้ก็เป็นสิ่งที่พิมคิดว่ามันน่าจะกลั่นออกมาได้เข้มข้น แล้วก็ดีมากขึ้น

                “พิมไจ-ลักษณารีย์” กล่าวทิ้งท้ายว่า ในฐานะเป็นสส.ใหม่เขต 3 จังหวัดแพร่ พิมจะเข้าไปผลักดันการแก้ไขกฎหมายที่เป็นต้นตอของปัญหาต่างๆ เช่น โครงการของท้องถิ่นที่เคยมีการผลักดันขับเคลื่อนมา แล้วเจอปัญหาเช่นเรื่องที่ดินทับซ้อน เรื่องป่าไม้ จนทำให้มีการก่อสร้างทำถนน ทำสะพานไม่ได้ เพราะติดปัญหาข้อกฎหมายบางฉบับเช่น พ.ร.บ.ป่าสงวนฯ พ.ร.บ.อุทยานฯ เราก็จะเข้าไปขับเคลื่อนสองทางคือ การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยพร้อมจะเป็นคนกลางในการเชิญทั้งท้องถิ่นและหน่วยงานรัฐ รวมถึงภาคประชาชนมาพูดคุยร่วมกัน  กับอีกทางก็คือการร่วมกันแก้ปัญหาร่วมกันในส่วนของคณะทำงานปีกป่าไม้-ที่ดิน ของพรรคประชาชน ที่ก็คงจะได้ทำงานร่วมกับพรรคการเมืองอื่นๆ ที่มองเห็นปัญหาร่วมกันในเรื่องที่ดินทับซ้อน ที่ดินทำกิน ผ่านการทำงานร่วมกันในคณะกรรมาธิการของสภาฯ ที่เกี่ยวข้อง

                 นอกจากนี้จะเข้าไปขับเคลื่อนผลักดันในเรื่องความเสมอภาคและการคุ้มครองเด็กและเยาวชน ผ่านการอภิปรายต่างๆ ในโอกาสต่างๆ เช่น เมื่อมีการผลักดันให้มีการออกกฎหมายคุ้มครองเด็กและเยาวชนและความปลอดภัยในด้านต่างๆ เช่นความปลอดภัยทางไซเบอร์  ความปลอดภัยของผู้หญิงและผู้มีความหลากหลายทางเพศ รวมถึงผู้ชายด้วย ที่อาจเป็นเหยื่อของการคุกคามเช่นเดียวกัน รวมถึงการขับเคลื่อนด้านศิลปะ ซึ่งพิมในฐานะเป็นนักวัฒนธรรมและศิลปินคนหนึ่งจะผลักดันให้แพร่เป็นเมืองศิลปะอย่างเต็มที่.

    โดย วรพล กิตติรัตวรางกูร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/articles-news/962889/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SBYJYI4CQACgxMCHv2_vc

  • ประวัติ “ไอติม พริษฐ์” ผู้ถูกพรรคประชาชนเสนอชื่อชิงเก้าอี้ประธานสภา

    ประวัติ “ไอติม พริษฐ์” ผู้ถูกพรรคประชาชนเสนอชื่อชิงเก้าอี้ประธานสภา

    เปิดประวัติ “พริษฐ์ วัชรสินธุ” อดีตนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ผู้ผลักดันแก้รัฐธรรมนูญ ถูกพรรคประชาชนเสนอชื่อชิงเก้าอี้ประธานสภา แข่งกับ โสภณ ซารัมย์ ค่ายสีน้ำเงิน

    วันที่ 15 มีนาคม 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมีวาระที่สำคัญคือ เลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร รวม  3 ตำแหน่ง นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้เสนอชื่อนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นผู้ท้าชิงเก้าอี้ประธานสภา แข่งกับนายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ที่เป็นสายตรงบ้านใหญ่บุรีรัมย์

    ประวัติ “ไอติม พริษฐ์ วัชรสินธุ”

    สำหรับประวัติ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ มีชื่อเล่นว่า “ไอติม” เกิดเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2535 จะมีอายุครบ 34 ปี ในปี 2569 เป็นบุตรของ ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ อาจารย์ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายกสมาคมต่อมไร้ท่อเด็กและวัยรุ่นไทย และ ศ.พญ.อลิสา วัชรสินธุ หัวหน้าหน่วยจิตเวชเด็ก ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยคุณแม่ของเขาเป็นพี่สาวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ปัจจุบันเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และเป็นน้องสาวของนางสาวงามพรรณ เวชชาชีวะ นักเขียนรางวัลซีไรต์

    โดย นายพริษฐ์ มีพี่ชาย 1 คน คือนายพศุตม์ วัชรสินธุ หรือ อะตอม เรียนจบการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ

    การศึกษา “พริษฐ์ วัชรสินธุ”

    ไอติม พริษฐ์ จบการศึกษาโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี และได้รับทุน King’s Scholarship ไปศึกษาต่อที่ โรงเรียนอีตัน (Eton College) ประเทศอังกฤษ และศึกษาต่อ ปริญญาตรี สาขาปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ (PPE) จาก มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (University of Oxford) ด้วยความรู้ความสามารถที่โดดเด่น ถูกรับเลือกให้เป็นนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (President of the Oxford Union) ซึ่งถือเป็นคนไทยคนแรกและคนแรกจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับตำแหน่งนี้

    เส้นทางการเมือง “พริษฐ์ วัชรสินธุ”

    โดยระหว่างเรียนที่ประเทศอังกฤษ นายพริษฐ์ ยังเป็นสมาชิกโครงการยุวประชาธิปัตย์ด้วย และยังได้ขอเข้ามาฝึกงานที่สำนักนายกรัฐมนตรี ในช่วงที่ นายอภิสิทธิ์ ดำรงตำแหน่งนายกฯ ซึ่งถือเป็นการสัมผัสงานการเมืองระดับบริหารครั้งแรก ในอายุเพียง 16-17 ปี

    จากนั้นในปี 2558 หลังเรียนจบ นายพริษฐ์ ได้เข้าทำงานที่ McKinsey ในตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านการจัดการ (Management Consultant) รับผิดชอบโครงการต่างๆ ในพื้นที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นระยะเวลา 3 ปี ก่อนลาออกมาเล่นการเมืองเต็มตัวกับพรรคประชาธิปัตย์ ในปี 2561 เพื่อเตรียมตัวเข้าสู้สนามเลือกตั้ง พร้อมยังเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่ม “NewDem” (คนรุ่นใหม่ประชาธิปัตย์) กับ หมอเอ้ก นพ.คณวัฒน์ จันทรลาวัณย์ ปลื้ม นายสุรบถ หลีกภัย บุตรชายนายชวน หลีกภัย พรหม นายพรหมพงศ์ พรรณวิเชียร แนน ศิริภา อินทวิเชียร ไอเดียร์ สุชาดา แทนทรัพย์ และตั๊น จิตภัสร์ กฤดากร เพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์ของพรรคให้ทันสมัยขึ้น และนำเสนอนโยบายเชิงเสรีนิยมก้าวหน้า (เช่น การยกเลิกเกณฑ์ทหาร, สิทธิ LGBTQ+, กัญชาเสรีเพื่อการแพทย์)

    แต่เมื่อปี 2562 พรรคประชาธิปัตย์ พ่ายแพ้การเลือกตั้งให้กับพรรคเพื่อไทย และได้จำนวน สส. 53 ที่นั่ง ทำให้นายอภิสิทธิ์ ประกาศลาออก มีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ นั่งตำแหน่งหัวหน้าพรรคแทน และพรรคได้ตัดสินใจ เข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ เพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี แม้นายอภิสิทธิ์จะเคยประกาศไว้ว่าไม่สนับสนุนการทำรัฐประหาร ทำให้ กลุ่ม NewDem บางส่วน ลาออก จากนั้นนายพริษฐ์ ได้ยื่นหนังสือลาออก โดยมีใจความตอนหนึ่งว่า “ผมขอโทษที่สิ่งที่ท่านได้ ไม่ใช่สิ่งที่ท่านเลือก” พร้อมเว้นวรรคทางการเมือง

    ต่อมา ได้มาก่อตั้งและดำรงตำแหน่ง CEO ของบริษัท StartDee ซึ่งเป็น Start-up ด้านเทคโนโลยีการศึกษา (EdTech) เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาให้เด็กไทย และก่อตั้งกลุ่ม Re-Solution เพื่อรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 และยกเลิกวุฒิสภา (สว.) ทำให้มีโอกาสทำงานใกล้ชิดกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และนายปิยบุตร แสงกนกกุล จนตัดสินใจเข้าเป็นสมาชิกพรรคก้าวไกล ในปี 2565 ได้รับมอบหมายให้เป็น “ผู้จัดการการสื่อสารและรณรงค์นโยบาย” (Policy Campaign Manager) และได้รับเลือกเป็น สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล หลังพรรคชนะการเลือกตั้งเป็นอันดับ 1

    โดยมีบทบาทสำคัญในพรรค ในการผลักดัน นโยบาย “ปฏิรูปกองทัพ” (โดยเฉพาะการยกเลิกเกณฑ์ทหาร) ที่ผลักดันมาตั้งแต่สมัยอยู่ NewDem และนำมาขัดเกลาใหม่ให้เป็นระบบที่ก้าวไกล นโยบาย “การศึกษา” ต้องการผลักดัน ให้เกิดการเรียนฟรีจริง (ลดค่าใช้จ่ายแฝง), “คืนครูให้นักเรียน” (ลดงานเอกสารเพื่อให้ครูมีเวลาสอน) และการ “ปฏิรูปหลักสูตร” ให้เน้นทักษะที่ใช้ได้จริงในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่แค่การท่องจำ และนโยบายเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ต้องการให้ สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) มาจากการเลือกตั้ง 100% พร้อมทั้งยังนั่งตำแหน่งโฆษกพรรคก้าวไกล ต่อจากนายรังสิมันต์ โรม เมื่อพรรคก้าวไกลถูกยุบ มาเป็นพรรคประชาชน ที่มีนายณัฐพงษ์ เป็นหัวหน้าพรรค ได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ตำแหน่งโฆษกพรรคประชาชนต่อ

    ล่าสุดวันนี้ ในการประชุมเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาผู้แทนราฎร นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน เสนอชื่อนายพริษฐ์ เป็นผู้ท้าชิงเก้าอี้ประธานสภา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2920124&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2t-_O01NCDlU6e_gG9V-6s

  • เกษตรศาสตร์ ขับเคลื่อนต้นแบบการศึกษาใหม่ของประเทศ เมื่อร.ร.กลายเป็นฟาร์มเรียนรู้

    เกษตรศาสตร์ ขับเคลื่อนต้นแบบการศึกษาใหม่ของประเทศ เมื่อร.ร.กลายเป็นฟาร์มเรียนรู้

    วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.20 น.

    เกษตรศาสตร์ ขับเคลื่อนต้นแบบการศึกษาใหม่ของประเทศ เมื่อร.ร.กลายเป็นฟาร์มเรียนรู้

    มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เดินหน้าสร้างต้นแบบการศึกษาเชิงพื้นที่ที่เชื่อมโยงมหาวิทยาลัย โรงเรียน และชุมชน ผ่านการพัฒนา “แหล่งเรียนรู้เกษตรนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน” ในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งกำลังกลายเป็นโมเดลสำคัญของการเรียนรู้ด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ

    ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นประธานเปิดงาน “บ้านวิชาการ 2569 แหล่งเรียนรู้เกษตรนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน” ภายใต้โครงการบูรณาการกลุ่มโรงเรียนและชุมชนคุ้งบางกะเจ้าเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG) และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ณ โรงเรียนวัดบางน้ำผึ้งนอก อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ โดยมี ผศ.ดร.กฤษณ์ วันอินทร์ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและพันธกิจเพื่อสังคม  รศ.ดร.วันชัย ปลื้มภาณุภัทร คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ นายศาสตรา ปาสาบุตร รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 พร้อมด้วย ศึกษานิเทศก์ นายสมปอง รัศมิทัต (นายกตุ้ม) นายก อบต.บางยอ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ผู้บริหารมหาวิทยาลัย คณาจารย์ นักวิจัย ผู้อำนวยการโรงเรียนในเครือข่าย ครู นักเรียน และชุมชนเข้าร่วมจำนวนมาก

    โครงการดังกล่าวเกิดจากการผลักดันของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีคณาจารย์และนักวิจัยจากหลายคณะ ได้แก่ คณะวิทยาศาสตร์ คณะเกษตร คณะประมง คณะศึกษาศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ เป็นต้น ร่วมทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงถ่ายทอดองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อมสู่โรงเรียนและชุมชน เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงของเยาวชน

    กิจกรรมการเรียนรู้ในโครงการครอบคลุมตั้งแต่การจัดการทรัพยากร การผลิตอาหาร ไปจนถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มของผลผลิต เช่น การจัดการขยะอินทรีย์ด้วยแมลง Black Soldier Fly (BSF) การเลี้ยงไก่ไข่ การเลี้ยงปลา การปลูกผักสวนครัว การเพาะเห็ด การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ซึ่งช่วยให้โรงเรียนสามารถสร้างระบบเกษตรและระบบอาหารที่ยั่งยืนตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน

    ภายในงาน เปิด“บ้านวิชาการ 2569” นักเรียนโรงเรียนในเครือข่ายคุ้งบางกะเจ้าได้นำเสนอผลงานและแหล่งเรียนรู้ของตนเอง เช่น การปลูกผักสวนครัวแบบแนวตั้งของโรงเรียนวัดบางขมิ้น การปลูกผักไฮโดรพอนิกส์ร่วมกับการเลี้ยงปลาในระบบอควาพอนิกส์ของโรงเรียนวัดคันลัด การปลูกผักเลื้อยแบบอุโมงค์ของโรงเรียนวัดบางน้ำผึ้งใน รวมถึงกิจกรรมการเลี้ยงแมลง BSF ครบวงจร การเลี้ยงไก่ไข่ การเลี้ยงปลาดุก การปลูกผักแบบยกพื้น และการเพาะเห็ดนางฟ้าของโรงเรียนวัดบางน้ำผึ้งนอก

    นอกจากความรู้ด้านเกษตรและสิ่งแวดล้อมแล้ว โครงการยังมุ่งพัฒนาทักษะชีวิตของเยาวชน โดยมีการถ่ายทอดความรู้ด้านการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อเตรียมความพร้อมในการดูแลตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นทักษะสำคัญสำหรับความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน

    อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญคือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการออกแบบหีบห่อบรรจุภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าแปรรูปและผลผลิตจากกิจกรรมการเรียนรู้ของโรงเรียนและชุมชน ช่วยให้เยาวชนได้เรียนรู้กระบวนการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ตั้งแต่การผลิต การพัฒนาแบรนด์ ไปจนถึงการนำเสนอสินค้าในตลาด

    ภายในงานยังมีการมอบรางวัลการประกวดสื่อสร้างสรรค์ผ่านแพลตฟอร์ม TikTok ภายใต้หัวข้อ “BCG–SDGs” ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนเรียนรู้การใช้สื่อดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์และถูกต้อง สามารถนำเสนอเรื่องราวของชุมชนและสิ่งแวดล้อมผ่านมุมมองของเยาวชน และต่อยอดสู่การสร้างผลงานที่เป็นที่รู้จัก รวมถึงโอกาสในการสร้างรายได้ในอนาคต

    ผลการประกวด ได้แก่ รางวัลดีเด่น มูลค่า 3,000 บาท โรงเรียนวัดคันลัด จังหวัดสมุทรปราการ รางวัลดี มูลค่า 2,000 บาท โรงเรียนวัดราษฎร์รังสรรค์ จังหวัดสมุทรปราการ รางวัลชมเชย มูลค่า 500 บาท ได้แก่ โรงเรียนวัดบางน้ำผึ้งนอก โรงเรียนวัดบางกระสอบ โรงเรียนวัดกองแก้ว โรงเรียนวัดบางน้ำผึ้งใน และโรงเรียนวัดบางกะเจ้ากลาง จังหวัดสมุทรปราการ

    ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม กล่าวว่า การพัฒนาการศึกษาสำหรับอนาคตจำเป็นต้องเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการกับบริบทของพื้นที่จริง เพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เข้าใจระบบอาหารและสิ่งแวดล้อม และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันและการพัฒนาชุมชนได้อย่างยั่งยืน

    “การศึกษาสำหรับอนาคตต้องไม่อยู่แค่ในห้องเรียน แต่ต้องเชื่อมโยงกับธรรมชาติ อาหาร และวิถีชีวิตของชุมชน เพื่อให้เยาวชนเรียนรู้การใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าและสร้างอนาคตที่ยั่งยืนได้ด้วยตนเอง”

    โครงการบูรณาการกลุ่มโรงเรียนและชุมชนคุ้งบางกะเจ้า จึงไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมทางการศึกษา แต่ยังเป็นต้นแบบของความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย โรงเรียน และชุมชน ที่ร่วมกันสร้างระบบการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล

    เมื่อโรงเรียนกลายเป็นฟาร์มเรียนรู้ และชุมชนกลายเป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ โมเดลการศึกษาที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กำลังขับเคลื่อนในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า คือภาพสะท้อนแนวทางการศึกษาใหม่ของประเทศ ที่เชื่อมโยง องค์ความรู้ นวัตกรรม และความยั่งยืน เข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม

    ส่งข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com   และ  bat_mamsao@yahoo.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/education/469223&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3isF5t68IVd6QeN6fdc4cH

  • โพลคอนเฟิร์ม รัฐบาล

    โพลคอนเฟิร์ม รัฐบาล

    โพลคอนเฟิร์ม รัฐบาล’ภูมิใจไทย’มาแรง ปชช.เชื่อมั่น ยก’ปชน.’ตัวตึงฝ่ายค้าน

    วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.09 น.

    15 มีนาคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “Confirmed ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 10-11 มีนาคม 2569 จากประชาชนที่มี อายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ 291 เสียง ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อเสถียรภาพทางการเมืองจากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ 291 เสียง ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 42.82 ระบุว่า ค่อนข้างมีเสถียรภาพทางการเมือง รองลงมา ร้อยละ 25.34 ระบุว่า ไม่ค่อยมีเสถียรภาพทางการเมือง ร้อยละ 21.07 ระบุว่า มีเสถียรภาพทางการเมืองมาก ร้อยละ 10.08 ระบุว่า ไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองเลย และร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ด้านความรู้สึกของประชาชนต่อสามพรรคฝ่ายค้านหลัก ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 54.73 ระบุว่า ทั้งสามพรรคจะสามารถทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี รองลงมา ร้อยละ 53.13 ระบุว่า เป็นฝ่ายค้านที่มีประสิทธิภาพ ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ร้อยละ 25.88 ระบุว่า ทั้งสามพรรคจะไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ ร้อยละ 23.66 ระบุว่า ฝ่ายค้านบางพรรค จะรอการเข้าร่วมรัฐบาล ในอนาคต ร้อยละ 21.37 ระบุว่า สมาชิกพรรคฝ่ายค้านบางคน จะให้การสนับสนุนรัฐบาล ร้อยละ 17.94 ระบุว่า เป็นฝ่ายค้านที่ไม่มีประสิทธิภาพ ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ร้อยละ 17.71 ระบุว่า ทั้งสามพรรค จะสร้างความกังวลให้รัฐบาล ร้อยละ 17.40 ระบุว่า พรรคประชาชนจะสร้างความกังวลให้รัฐบาลมากที่สุด ร้อยละ 14.66 ระบุว่า ทั้งสามพรรคจะไม่สร้างความกังวลให้รัฐบาลเลย ร้อยละ 6.18 ระบุว่า พรรคกล้าธรรมจะสร้างความกังวลให้รัฐบาลมากที่สุด ร้อยละ 5.11 ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์จะสร้างความกังวลให้รัฐบาลมากที่สุด และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อความเป็นไปได้ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากกว่า 291 เสียง ในวันลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 42.29 ระบุว่า เป็นไปได้มาก รองลงมา ร้อยละ 38.02 ระบุว่า ค่อนข้างเป็นไปได้ ร้อยละ 10.53 ระบุว่า เป็นไปไม่ค่อยได้ ร้อยละ 7.94 ระบุว่า เป็นไปไม่ได้เลย และร้อยละ 1.22 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/952738&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qjnRUUew3NIIW9IU4r2j8

  • โรงเรียนเลยพิทยาคม จัดโครงการ “จิตสาธารณะประโยชน์ เพื่อพัฒนาห้องเรียนคุณภาพ” | เดลินิวส์

    โรงเรียนเลยพิทยาคม จัดโครงการ “จิตสาธารณะประโยชน์ เพื่อพัฒนาห้องเรียนคุณภาพ” | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 14 มี.ค.ดร.จิตติศักดิ์ นามวงษา ผู้อำนวยการโรงเรียนเลยพิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภู เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ตนพร้อมคณะผู้บริหาร และครูงานแนะแนว กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ฝ่ายบริหารวิชาการ นำคณะนักเรียนจิตอาสาโรงเรียนเลยพิทยาคม จำนวนกว่า 300 คน จัดโครงการ “จิตสาธารณะประโยชน์ เพื่อพัฒนาห้องเรียนคุณภาพ” ประจำปีการศึกษา 2568 เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนได้มีจิตอาสาที่ดี มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนปลูกฝังความเสียสละ ณ โรงเรียนบ้านนาสีสลากกินแบ่งสงเคราะห์ 59 ต.จอมศรี อ.เชียงคาน จ.เลย

    โดยมีนายนพรินทร์ สุบินรัตน์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านนาสีสลากกินแบ่งสงเคราะห์ 59 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 คณะครู นักเรียน และนายพีรพจน์ หมื่นหาวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลจอมศรี นายอุบล สมเพชร กำนันตำบลจอมศรี ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้นำชุมชน ได้ให้ความร่วมมือ อำนวยความสะดวก พร้อมเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ เกิดความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของโครงการทุกประการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5688011/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2K2VSOh8ULC4eb-26XrZZg

  • ประวัติ “บิ๊กดุลย์” นักรบอีสานใต้ เลื่อนจาก รมช. สู่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

    ประวัติ “บิ๊กดุลย์” นักรบอีสานใต้ เลื่อนจาก รมช. สู่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

    เปิดประวัติ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ เจ้าของฉายา “นักรบแห่งอีสานใต้” จากที่นั่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐบาลชุดที่แล้ว ผงาดขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

    วันที่ 14 มีนาคม 2569 เป็นที่จับตาในครม.อนุทิน 2 ว่าใครจะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม คนต่อไป หลังมีข่าวสะพัดว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะเป็นคนนั่งควบกระทรวงดังกล่าวเอง เพื่อดูแลฝ่ายความมั่นคง ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และสงครามในตะวันออกกลาง แต่แล้วในช่วงโค้งสุดท้าย ก็หลุดชื่อ บิ๊ก ด. ออกมา จนเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า จะวางตัว พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ หรือ “บิ๊กดุลย์” อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ที่ปัจจุบันนั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในครม.อนุทิน 1 ขึ้นเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในครม.อนุทิน 2 แทน

    ประวัติ “บิ๊กดุลย์” พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ

    สำหรับ พl.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ หรือ “บิ๊กดุลย์” เกิดเมื่อ 2 มิถุนายน 2507 ปัจจุบันอายุ 61 ปี เป็นคนจังหวัดบุรีรัมย์ โดยกำเนิด และเป็นบุตรของนายอุดม บุญธรรมเจริญ และนางทองอยู่ บุญธรรมเจริญ (เสียชีวิตแล้วเมื่อปี 2561 โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชทานเพลิงศพ ณ วัดกลาง (พระอารามหลวง) จังหวัดบุรีรัมย์)

    ชีวิตส่วนตัว สมรสกับ นางสุพิศ บุญธรรมเจริญ อดีตประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาคที่ 2 มีบทบาทโดดเด่นในการทำงานด้านสังคมสงเคราะห์และดูแลสวัสดิการของครอบครัวกำลังพลในพื้นที่อีสานใต้ มีบุตรด้วยกัน 2 คน

    การศึกษา “บิ๊กดุลย์” พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ

    พล.ท.อดุลย์ เรียนจบโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 26 (ตท.26) โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 37 (จปร.37) และวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 61 ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

    เริ่มรับราชการในพื้นที่อีสานใต้ (สุรินทร์-บุรีรัมย์) ส่วนตำแหน่งที่สร้างชื่อคือ ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 26 (ผบ.กรม ทพ.26) ค่ายปักธงชัย/ค่ายบดินทรเดชา ซึ่งเป็นหน่วยรบหลักในการดูแลชายแดนไทย-กัมพูชา และยังได้รับความไว้วางใจอย่างสูงในเรื่องการบริหารจัดการมวลชนและการข่าวในพื้นที่ชายแดน

    ในช่วงปี 2551-2554 ที่เกิดความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ได้มาดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 234 และต่อมาเป็น รองผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 23 เป็นผู้นำกำลังเข้าตรึงพื้นที่ในจุดวิกฤต ทั้งบริเวณ ปราสาทเขาพระวิหาร และปราสาทตาควาย-ตาเมือนธม ถือเป็นนายทหารที่ “รู้ซึ้ง” เรื่องภูมิศาสตร์และยุทธวิธีในพื้นที่นี้ดีที่สุดคนหนึ่ง จากนั้นเติบโตขึ้นเป็นผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 23 (ผบ.ร.23) ที่เป็นหน่วยรบหลักของอีสานใต้, ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 6 (ผบ.พล.ร.6) และ ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี ซึ่งดูแลความมั่นคงตลอดแนวชายแดนอีสานตอนล่าง ก่อนขยับขึ้นสู่ระดับบริหารของกองทัพภาค ในตำแหน่งรองแม่ทัพภาคที่ 2

    ต่อมาในปี 2566 ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น แม่ทัพภาคที่ 2 (มทภ.2) คุมพื้นที่ภาคอีสานทั้งหมด 20 จังหวัด เน้นนโยบายสกัดกั้นยาเสพติด ตามแนวลำน้ำโขง และการสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านควบคู่ไปกับการรักษาอธิปไตย พล.ท.อดุลย์ ยังเป็นที่เคารพรักของเหล่านักรบชุดดำ ซึ่งเป็นกำลังพลส่วนใหญ่ที่ทำหน้าที่เฝ้าชายแดน และยังได้รับฉายา “นักรบแห่งอีสานใต้” ที่มาจากการรับราชการคลุกคลีอยู่ในพื้นที่ภาคอีสาน โดยเฉพาะแนวชายแดนไทย-กัมพูชา มาเกือบตลอดอายุราชการ

    เส้นทางการเมือง “บิ๊กดุลย์” พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ

    หลังเกษียณอายุราชการ พล.ท.อดุลย์ ได้รับแต่งตั้งเป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในรัฐบาลอนุทิน 1 โดยถูกวางตัวให้ดูแลงานด้านความมั่นคงชายแดนและยุทธศาสตร์กองทัพ เนื่องจากมีความเข้าใจลึกซึ้งในปัญหาพื้นที่ไทย-กัมพูชา ทั้งในแง่ยุทธการและการเจรจา เมื่อเข้าสู่ ครม.อนุทิน 2 ชื่อของ พล.ท.อดุลย์ ยังสะพัด ติดโผในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยแหล่งข่าวระบุว่า นอกจากจะเป็นเพื่อนร่วมรุ่น วปอ. 61 กับนายอนุทินแล้ว ยังมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้น กับ“บ้านใหญ่บุรีรัมย์” มาอย่างยาวนาน เนื่องจากเป็นคนพื้นที่เดียวกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2920079&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wQ8D4gU-6-X4Y6aXAM3kW

  • ผลโพลเชื่อ เสียงโหวต ‘อนุทิน’ นั่งนายกฯสูงกว่า 291 เสียง

    ผลโพลเชื่อ เสียงโหวต ‘อนุทิน’ นั่งนายกฯสูงกว่า 291 เสียง

    Basic RGB

    15 มี.ค. 2569- ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “Confirmed ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 10-11 มีนาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ 291 เสียง ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample)ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อเสถียรภาพทางการเมืองจากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ 291 เสียง ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 42.82 ระบุว่า ค่อนข้างมีเสถียรภาพทางการเมือง รองลงมา ร้อยละ 25.34 ระบุว่า ไม่ค่อยมีเสถียรภาพทางการเมือง ร้อยละ 21.07 ระบุว่า มีเสถียรภาพทางการเมืองมาก ร้อยละ 10.08 ระบุว่า ไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองเลย และร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ด้านความรู้สึกของประชาชนต่อสามพรรคฝ่ายค้านหลัก ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 54.73 ระบุว่า ทั้งสามพรรคจะสามารถทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี รองลงมา ร้อยละ 53.13 ระบุว่า เป็นฝ่ายค้านที่มีประสิทธิภาพ ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ร้อยละ 25.88 ระบุว่า ทั้งสามพรรคจะไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ ร้อยละ 23.66 ระบุว่า ฝ่ายค้านบางพรรค จะรอการเข้าร่วมรัฐบาลในอนาคต ร้อยละ 21.37 ระบุว่า สมาชิกพรรคฝ่ายค้านบางคน จะให้การสนับสนุนรัฐบาล ร้อยละ 17.94 ระบุว่า เป็นฝ่ายค้านที่ไม่มีประสิทธิภาพ ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ร้อยละ 17.71 ระบุว่า ทั้งสามพรรค
    จะสร้างความกังวลให้รัฐบาล ร้อยละ 17.40 ระบุว่า พรรคประชาชนจะสร้างความกังวลให้รัฐบาลมากที่สุด ร้อยละ 14.66 ระบุว่า ทั้งสามพรรคจะไม่สร้างความกังวลให้รัฐบาลเลย ร้อยละ 6.18 ระบุว่า พรรคกล้าธรรมจะสร้างความกังวลให้รัฐบาลมากที่สุด ร้อยละ 5.11 ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์จะสร้างความกังวลให้รัฐบาลมากที่สุด และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อความเป็นไปได้ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากกว่า 291 เสียง ในวันลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 42.29 ระบุว่า เป็นไปได้มาก รองลงมา ร้อยละ 38.02 ระบุว่า ค่อนข้างเป็นไปได้ ร้อยละ 10.53 ระบุว่า เป็นไปไม่ค่อยได้ ร้อยละ 7.94 ระบุว่า เป็นไปไม่ได้เลย และร้อยละ 1.22 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/963281/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10Pioh8a2s6nMlwGa7Vzol

  • เพื่อไทยเตรียมดัน 47 กฎหมาย ยกเครื่องเศรษฐกิจ-การศึกษา

    เพื่อไทยเตรียมดัน 47 กฎหมาย ยกเครื่องเศรษฐกิจ-การศึกษา

    พรรคเพื่อไทยเตรียมผลักดันร่างกฎหมาย 47 ฉบับเข้าสู่สภาฯ โดยเน้นโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจมูลค่าสูง ความมั่นคง และการปฏิรูปการศึกษา เพื่อยกระดับศักยภาพประเทศ

    เมื่อเวลา 12.10 น. วันที่ 14 มีนาคม ที่พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค แถลงภายหลังการประชุมถึงทิศทางการทำงานของพรรคในสภาผู้แทนราษฎร โดยย้ำว่าพรรคเตรียมผลักดันร่างกฎหมายสำคัญรวม 47 ฉบับ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวสู่เป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูง

    นายจุลพันธ์ ระบุว่า การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องวางรากฐานหลักควบคู่กัน 3 ด้าน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับเศรษฐกิจมูลค่าสูง การเมืองที่ตั้งอยู่บนหลักนิติรัฐและกฎหมายที่ทันสมัย และความมั่นคงในทุกมิติ ทั้งด้านทหาร อาหาร และสังคม โดยร่างกฎหมายทั้ง 47 ฉบับถูกจัดเป็น 4 กลุ่มหลัก คือ กฎหมายด้านโครงสร้างพื้นฐาน กฎหมายสร้างมาตรฐานและความเชื่อมั่น กฎหมายด้านความปลอดภัยและความมั่นคง และกฎหมายสนับสนุนเศรษฐกิจมูลค่าสูง ซึ่งในจำนวนนี้มี 16 ฉบับที่สามารถผลักดันเข้าสู่สภาได้ทันทีหลังเปิดสมัยประชุม

    ด้านนายยศชนัน กล่าวถึงแนวทางการปฏิรูปการศึกษาว่า การยกระดับเศรษฐกิจไทยให้เป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูงจำเป็นต้องเริ่มจากการพัฒนาระบบการศึกษา ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านมนุษย์ที่สำคัญ โดยเป้าหมายของการปฏิรูปคือการสร้างระบบนิเวศทางการศึกษาใหม่ ผลิตกำลังคนที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม พร้อมยกระดับบทบาทครู ปรับหลักสูตรที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และลดปัญหานักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษา

    ขณะที่นายประเสริฐ ระบุว่า การผลักดันกฎหมายทั้ง 47 ฉบับถือเป็นภารกิจสำคัญของพรรคเพื่อไทยในสภาชุดนี้ ควบคู่กับการทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหาร โดยยืนยันว่ากฎหมายดังกล่าวสะท้อนแนวคิดของพรรคที่ต้องการให้ประชาชนมีโอกาสมากขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีระบบรัฐที่โปร่งใสตรวจสอบได้ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนของสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบกฎหมายและแนวทางพัฒนาประเทศ


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mono29.com/news/545504.html&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VQ-8WClxtXAisdB95prJi

  • ‘จุลพันธ์’ ย้ำ ยังไม่คุยโควตา ‘รมต.’ เป็นแค่กระแสคาดการณ์

    ‘จุลพันธ์’ ย้ำ ยังไม่คุยโควตา ‘รมต.’ เป็นแค่กระแสคาดการณ์

    จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงเสียงสะท้อนของสส.พรรคในการจัดสรรโควตารัฐมนตรีของพรรค ว่า ในการประชุมวันนี้ไม่มีการพูดถึงประเด็นนี้ เป็นการพูดถึงการทำงานไปข้างหน้า การจะผลักดันนโยบายของพรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล เนื่องจากมีข้อจำกัดเป็นสิ่งที่ทุกคนให้ความสำคัญ ซึ่งทุกคนมีเป้าหมายตรงกันคือการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน การจะทำให้พรรคแข็งแรงขึ้น มีความนิยมมากขึ้นคือการทำงานแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนเป็นจุดร่วมของทุกคน ไม่ได้มีการถกเรื่องของบุคลากร เพราะทุกคนรับทราบกระบวนการ

    จุลพันธ์ กล่าวต่อว่า ได้พูดกับสมาชิกทุกคนว่าเราจะเปิดช่องทางในการสื่อสารว่าใครที่จะประสงค์เข้ามาทำงานการเมืองในบทบาทใด เช่นกรรมาธิการ รัฐมนตรี หรือเป็นวิป เราก็จะรับฟังความเห็น แต่สุดท้ายกระบวนการในการตัดสินใจ อยู่ที่คณะกรรมการบริหารพรรค ซึ่งได้มอบหมายให้คณะชุดเล็ก ซึ่งมีจุลพันธ์และประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค เป็นผู้ดำเนินการ

    ส่วนความคืบหน้าการจัดสรรรัฐมนตรีของพรรค จุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่ได้มีการพูด สิ่งที่ปรากฏในสื่อเป็นแค่การคาดการณ์ อาจจะเป็นการหารือนอกรอบยังไม่ใช่เรื่องทางการ เพราะเรื่องของการเข้าร่วมรัฐบาลวันนี้ มีความชัดเจนตั้งแต่พรรคอันดับหนึ่ง มีคะแนนแตกต่างจากพรรคอื่นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเขาเชิญมาเราก็เข้าไปพูดคุยถึงกรอบความคิด เมื่อตรงกันก็ตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งวันนี้และวันที่ 15 มีนาคม มีกระบวนการทางรัฐสภา เราก็คงลงมติไปในทิศทางเดียวกัน เพราะมีการพูดคุยกันเสร็จสิ้นแล้ว แต่ในเรื่องตำแหน่งและการแบ่งกระทรวงอาจจะเป็นเรื่องของการคาดเดามากกว่า เนื่องจากยังไม่มีกระบวนการหารือ ซึ่งเดี๋ยวคงคุยกันเพื่อหาจุดร่วมที่เหมาะสมและสามารถเดินหน้าให้กับประชาชนได้ แต่ไม่ใช่เรื่องหลักที่พวกเราคิด

    เมื่อถามถึงมองว่านโยบายด้านการศึกษาของพรรคเพื่อไทยจะสามารถเรียกคะแนนนิยมของพรรคกลับมาได้หรือไม่ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เรามุ่งเน้นให้เกิดความเปลี่ยนแปลง หากสามารถผลักดันนโยบายได้จะเปลี่ยนแปลงคะแนนได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับผลงาน ซึ่งตนมั่นใจว่าหากทุกคนเห็นผลงานที่พรรคเพื่อไทยพยายามผลักดันจะส่งผลต่อประชาชนและเปลี่ยนแปลงประเทศ นี่คือคะแนนที่ประชาชนน่าจะมอบให้พรรคเพื่อไทยในกับการเลือกตั้งครั้งหน้า

    ส่วนมองว่ากระทรวงที่ได้มาจะทำคะแนนได้ยากกว่ากระทรวงด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงหรือไม่ ยศชนัน กล่าวว่า ในอดีตนั้นไม่แน่ แต่ปัจจุบันมีเรื่องของความเชื่อมโยง ซึ่งกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งไม่สามารถทำงานได้เพียงกระทรวงเดียว ดังนั้น ไม่ว่าจะอยู่กระทรวงใดก็สามารถทำผลงานแบบเดียวกันได้ และน่าจะหมดยุคต่างคนต่างทำ ฉะนั้นทุกกระทรวงมีความจำเป็นต้องทำงานร่วมกัน ไม่ว่ากระทรวงนี้จะอยู่กับพรรคใด ประเทศเราต้องเดินไปข้างหน้าด้วยความสามัคคี

    ด้านประเสริฐ กล่าวถึงความมั่นใจที่จะใช้เวลา 4 ปีเพื่อพลิกฟื้นความเชื่อมั่นของพรรคเพื่อไทยกลับคืนมาว่า เรื่องนี้ได้พูดคุยกันเบื้องต้น 4 ปีของรัฐบาลชุดนี้ พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคร่วมรัฐบาลจะต้องทำงานอย่างจริงจัง และเราจะใช้อายุรัฐบาลชุดนี้อย่างคุ้มค่า โดยได้กำชับสส.เรื่องการลงพื้นที่ว่าการเมืองวันนี้ต้องตอบสนองความต้องการของประชาชน และต้องสามารถแก้ไขปัญหาของประชาชนได้อย่างแท้จริง

    เมื่อถามว่า มั่นใจว่าสามารถทำให้พรรคกลับมาได้ใช่หรือไม่ ประเสริฐ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายทั้งสมาชิกและพรรคต้องช่วยกัน ทุกพรรครวมถึงพรรคเพื่อไทยก็หวังที่จะการเมืองในอนาคตให้พรรคเติบโตขึ้น และเราก็หวังว่าเราเคยพรรคใหญ่ในอดีต วันนี้ก็มีความมุ่งมั่นว่าจะทำอย่างไรให้พรรคมีพัฒนาการที่จะเติบโตขึ้นในอนาคตภายใน 4 ปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/junlapan-14mar2026&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WSjqS57uyWWSDX8SkMhPd