Category: วัฒนธรรม

  • โครงการส่งเสริมเส้นทางอาชีพสู่องค์กรธุรกิจเกาหลี

    โครงการส่งเสริมเส้นทางอาชีพสู่องค์กรธุรกิจเกาหลี

    ศูนย์เกาหลีศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา ร่วมกับสาขาภาษาเกาหลี ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดโครงการส่งเสริมเส้นทางอาชีพสู่องค์กรธุรกิจเกาหลี เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 ณ CU Social Innovation Hub อาคารวิศิษฐ์ ประจวบเหมาะ จุฬาฯ

    ในพิธีเปิดงาน ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ เป็นประธานกล่าวต้อนรับ ท่านคิมนัมฮย็อก อัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลี ประจำประเทศไทย กล่าวเปิดงาน รศ.ดร.สุรเดช โชติอุดมพันธ์ คณบดีคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ  และ รศ.ดร.ภาวิกา ศรีรัตนบัลล์ ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ กล่าวต้อนรับและกล่าวรายงาน

    โครงการส่งเสริมเส้นทางอาชีพสู่องค์กรธุรกิจเกาหลีมีหน่วยงานภาครัฐและบริษัทธุรกิจเกาหลีที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม อาทิ บริษัทธุรกิจเกาหลี สายการบิน องค์กรภาครัฐ และองค์กรด้านอุตสาหกรรมและบริการ เพื่อเปิดพื้นที่การแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม การรับฟังข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการรับบุคลากร การฝึกงานและการเตรียมความพร้อมให้แก่นิสิตวิชาเอก-โทภาษาเกาหลี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้นิสิตเข้าร่วมรับฟังและเรียนรู้แนวทางการเตรียมตัวสู่การฝึกงานและการทำงานในอนาคต

    รศ.ดร.ภาวิกา ศรีรัตนบัลล์ ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ กล่าวว่า “สถาบันเอเชียศึกษาได้จัดตั้งศูนย์เกาหลีศึกษาขึ้นเพื่อยกระดับองค์ความรู้เกี่ยวกับประเทศเกาหลีให้ครอบคลุมมากกว่าเพียงด้านภาษาและวัฒนธรรม โดยได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลเกาหลีเพื่อใช้ในการวิจัยและมอบทุนการศึกษาแก่สถาบัน เป้าหมายสำคัญของศูนย์คือการขับเคลื่อนนโยบาย การเรียนรู้ตลอดชีวิต ผ่านการวิเคราะห์ความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมที่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการรายใหญ่ โครงการนี้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงระหว่างนิสิตและบริษัทชั้นนำ เพื่อเพิ่มพูนทักษะที่จำเป็นก่อนการเข้าสู่ระบบการทำงานจริงในอนาคต นอกจากนี้สถาบันเอเชียศึกษายังมีแผนจะนำความสำเร็จของโครงการนี้ไปเป็นต้นแบบในการสร้างความร่วมมือกับกลุ่มประเทศอื่น ๆ เพื่อส่งเสริมบทบาทของประเทศไทยในระดับสากลต่อไป”

    รศ.ดร.สุรเดช โชติอุดมพันธ์ คณบดีคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ  เปิดเผยว่า “หัวใจสำคัญของสาขาวิชาภาษาเกาหลี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ คือการสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่แข็งแกร่งกับภาคธุรกิจ ทั้งในส่วนของบริษัทเกาหลีในไทยและโครงการสนับสนุนจากรัฐบาลเกาหลี เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตได้ฝึกงานและก้าวเข้าสู่เส้นทางอาชีพอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ จากข้อมูลที่ผ่านมายังชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จในเชิงวิชาการที่ขยายตัวตั้งแต่ระดับมัธยมไปจนถึงการได้รับทุนการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงการวางรากฐานที่มั่นคงเพื่อรองรับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต”

    ผศ.ดร.สุภาพร บุญรุ่ง ผู้อำนวยการศูนย์เกาหลีศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ กล่าวว่า “ศูนย์เกาหลีศึกษาได้รับอนุมัติงบประมาณดำเนินโครงการ Core University Program for Korean Studies ภายใต้หัวข้อ “Building a Sustainable Future for Korean Studies in Thailand and Establishing an ASEAN Hub” จาก Academy of Korean Studies (AKS) สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ สาธารณรัฐเกาหลี เป็นระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ. 2568 -2572) เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับการเรียนการสอนเกาหลีศึกษาในประเทศไทย”  

    “โครงการส่งเสริมเส้นทางอาชีพสู่องค์กรธุรกิจเกาหลีเป็นโครงการหนึ่งที่จะสร้างความยั่งยืนด้านเกาหลีศึกษาในประเทศไทยโดยการสร้างพันธมิตรร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และบริษัทเกาหลี เพื่อนำข้อมูลความต้องการของนายจ้างมาพัฒนาเป็นหลักสูตรที่สร้างบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญตรงจุด ศูนย์เกาหลีศึกษาทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการยกระดับผู้ที่เรียนภาษาเกาหลี จากเดิมที่เน้นเพียงการสอนภาษา ให้กลายเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมากขึ้น”

    ภายในงานมีการจัดกิจกรรมในลักษณะการบรรยาย เสวนา และ K-Company Career Fair บูธให้ข้อมูลจากองค์กรต่าง ๆ จะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างสาขาวิชาฯ และภาคอุตสาหกรรม นำไปสู่การพัฒนาการเรียนการสอน การแนะแนวนิสิต และการเตรียมบัณฑิตภาษาเกาหลีให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคมและตลาดแรงงานอย่างเป็นรูปธรรม   

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/296842/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tpnTYikOdKU3NC1nm8uLv

  • เอกนิติ ลุยจี้โรงกลั่นรายงานต้นทุนจริง สั่งรื้อโครงสร้างค่าการกลั่น-ค่าการตลาด ก่อนชง ครม. 6 เม.ย. นี้

    เอกนิติ ลุยจี้โรงกลั่นรายงานต้นทุนจริง สั่งรื้อโครงสร้างค่าการกลั่น-ค่าการตลาด ก่อนชง ครม. 6 เม.ย. นี้

    วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.24 น.

    วันที่ 2 เมษายน 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ว่า ที่ประชุมฯ ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานไปศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการกำหนดค่าการกลั่น ค่าการตลาด ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง และหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการคำนวณราคา กำหนดราคาสำหรับราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น ราคาขายให้ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7, มาตรการ 10 และมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ก่อนนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในวันที่ 6 เม.ย. 2569

    ทั้งนี้ เข้าใจว่าสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการคำนวณราคาค่าการกลั่น ค่าการตลาด ราคาหน้าสถานีบริการน้ำมัน (ปั๊มน้ำมัน) อย่างมาก และยังส่งผลให้เกิด War Premiun หรือน้ำมันส่วนเกินที่บวกเพิ่มในราคาน้ำมันดิบจริง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องไปเร่งศึกษาเพื่อดูข้อมูลจริงในส่วนนี้ เพราะที่ผ่านมา พบว่า ค่าการกลั่นที่กระทรวงพลังงานนำเสนอตัวเลขมา อาจจะยังสูงเกินไปในสถานการณ์ปัจจุบัน

    สำหรับสถานการณ์สงครามในปัจจุบันอาจส่งผลให้ค่า War Premiun ของน้ำมันดิบในตลาดตะวันออกกลางสูงขึ้นตามความเป็นจริงมาก แต่ในทางปฏิบัติแล้ว พบว่า ทุกวันนี้โรงกลั่นส่วนใหญ่ไม่ได้นำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเหมือนในอดีตที่ผ่านมา เพราะมีการหาตลาดอื่นเพื่อทำให้น้ำมันเพียงพอใช้ในประเทศไทย จึงเป็นอีกประเด็นที่ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานไปคุยกับโรงกลั่นเพื่อศึกษาต้นทุนแท้จริงที่รวม War Premiun เพื่อจะได้นำมาคำนวณว่าตอนนี้ค่า War Premiun ที่ทุกคนกำลังอ้างถึง แต่ยังไม่มีใครรู้ว่าตกลงควรจะเป็นเท่าไหร่ จะได้นำมาใช้ในการคำนวณค่าการกลั่น

    “วันนี้ได้มีการเชิญโรงกลั่นมาชี้แจง ประเด็นหนึ่งที่พบว่าในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป จะเห็นตัวอย่างที่ชัดเจน คือ ค่าขนส่ง ค่าระวางเรือ (ค่าเฟด) ค่าประกันต่าง ๆ ในราคาขายที่ตามปกติปัจจุบันไม่ได้นำมาคำนวณรวมแล้ว ตรงนี้ก็ควรจะถูกตัดออกไป จึงเป็นที่มาว่าให้กระทรวงพลังงานไปทำตัวเลขที่จะต้องไม่นับรวมค่าขนส่ง ค่าเฟด และค่าประกันต่าง ๆ ตรงนี้ ซึ่งจะทำให้ค่าการกลั่นต่าง ๆ ควรลดลง โดยกระทรวงพลังงานจะไปเร่งทำข้อมูลสรุปทั้งหมด เพื่อนำมาเสนอ คตร. ซึ่งเราตั้งใจจะทำเรื่องนี้ให้เสร็จเพื่อเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกในวันที่ 6 เม.ย. 2569 ยืนยันว่าเรื่องนี้ต้องเร่งดำเนินการ เพราะเป็นความเดือดร้อนของประชาชน จึงต้องเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด” นายเอกนิติ กล่าว

    นอกจากนี้ ยังมีค่าการตลาดที่ต้องยอมรับว่ายังมีการคำนวณที่อาจจะสูงและต่ำในบางช่วง ก็ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานไปคำนวณว่าราคาค่าการตลาดที่เหมาะสมควรจะเป็นเท่าไหร่ โดยการดำเนินการทั้งหมดเชื่อว่าจะส่งผลไปสู่ราคาหน้าปั๊มที่คิดกับประชาชนในราคาที่ลดลง

    นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ในที่ประชุมฯ ยังได้มีการพิจารณาและเห็นไปในทิศทางเดียวกันเกี่ยวกับข้อเสนอเรื่องข้อศึกษารูปแบบการกำหนดเพดาน (Ceiling) และราคาต่ำสุด (Floor) สำหรับค่าการกลั่น โดยมองว่าควรมีรูปแบบนี้ในกลไก แต่ต้องมีข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับต้นทุนที่แท้จริงอย่างชัดเจนเพื่อมากำหนด Ceiling และ Floor ที่ชัดเจน

    นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเรื่องค่าการกลั่น และค่าการตลาดที่เห็นกันในขณะนี้ เป็นการคำนวณตัวเลขที่เกิดจากราคาขายส่ง ขายปลีกที่เป็นอยู่ ทำให้ราคามีความผันผวนมากในแต่ละวัน โดยในส่วนของค่าการตลาดที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2569 จนถึงวันที่ 2 เม.ย. 2569 อยู่ที่ 1.95 บาทต่อลิตร

    “ในปี 2568 มีการศึกษาว่าค่าการตลาดควรจะเป็นเท่าไหร่ โดยได้มีการค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มาคิดทั้งหมด ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่าสถานที่ที่ปั๊มต้องใช้ และค่าใช้จ่ายจิปาถะมาคิด แล้วพบว่าค่าการตลาดควรจะเป็น 2.45 บาทต่อลิตร สำหรับทุกผลิตภัณฑ์น้ำมัน และตัวเลขย้อนหลัง 5 ปี ค่าการกลั่นก็อยู่ระดับใกล้เคียงที่ 2.45 บาทต่อลิตร เช่นกัน ตัวเลขนี้เป็นระดับที่ไม่มีเหตุการณ์ แต่พอมีเหตุการณ์ก็ต้องยอมรับว่าต้นทุนที่เกิดขึ้นจะสูงกว่า 2.45 บาทต่อลิตรที่เคยทำ แต่ช่วงที่ผ่านมา พบว่า ค่าการตลาดอยู่ต่ำกว่าระดับดังกล่าว จึงเห็นได้ชัดว่าค่าการตลาดไม่ได้สูงเลขถ้าดูเลขเฉลี่ยโดยรวม ซึ่งคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) และกระทรวงพลังงานได้ดูแลไม่ให้เกินค่าที่เราศึกษามา และเป็นไปตามที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้ให้นโยบายไว้” ปลัดกระทรวงพลังงาน ระบุ

    สำหรับค่าการกลั่นปัจจุบันตัวเลขอยู่ที่ 13-14 บาทต่อบิตร ขณะที่เดือน มี.ค. 2569 อยู่ที่ 7 บาทต่อลิตร ตรงนี้เป็นส่วนต่าง (Difference) ระหว่างราคาน้ำมันดิบกับราคาน้ำมันสำเร็จรูป ไม่ใช่กำไร ซึ่งในส่วนต่างตรงนี้ยังมีค่าวัตถุดิบ Premiun ทั้งหลาย เนื่องจากตอนนี้ของหายาก โรงกลั่นอาจจะไม่ได้ซื้อน้ำมันดิบได้ในราคาที่มีการประกาศกัน ก็จำเป็นจะต้องมีการบวกค่าระวางเรือ ค่าประกันภัยเข้าไปด้วย ฉะนั้นต้นทุนเหล่านี้จึงเป็นต้นทุนที่ไม่ปกติที่เพิ่มขึ้นมา

    อย่างไรก็ดี ปลัดกระทรวงพลังงาน ยืนยันว่า ได้หารือกับโรงกลั่นแล้ว และขอให้โรงกลั่นสำแดงราคาต้นทุน (Declare) ที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤติสงครามว่าต้นทุน และกำไรคงเหลือเป็นเท่าไหร่ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาใช้ในการพิจารณากำหนด Ceiling และ Floor ที่เหมาะสมต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/956550&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oFFPvvl3VQziQKqS8Zfq8

  • รัฐมนตรีไม่ใช่ที่ทดลองงาน นายกฯกร้าว ฝีมือไม่เข้าเป้าถูกปรับออก วางKPIประเมินผล

    รัฐมนตรีไม่ใช่ที่ทดลองงาน นายกฯกร้าว ฝีมือไม่เข้าเป้าถูกปรับออก วางKPIประเมินผล

    วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    รัฐมนตรีไม่ใช่ที่ทดลองงาน
    นายกฯกร้าว
    ฝีมือไม่เข้าเป้าถูกปรับออก
    วางKPIประเมินผล
    ถือเคล็ดรมต.35คน
    ‘ศุภจี’จวกยับไร้สาระ
    ขุดคุ้ยวุฒิการศึกษา

    “อนุทิน”ชี้เก้าอี้รัฐมนตรี ไม่ใช่ที่ทดลองงาน ตั้งเคพีไอประเมินผลงาน ไม่เข้าเป้าขอทรงสิทธิ์พิจารณาปรับปรุง ปัดตอบเหตุ“สุชาติ”ไม่ได้นั่งรองนายกฯ นัด“เชน-หนิม” กินข้าว 2 เม.ย. ที่ทำเนียบฯถกการทำงานร่วมกัน ไม่หวั่นฝ่ายค้าน ใช้เวทีแถลงนโยบายต่อสภา ซ้อมซักฟอก ยกคำวิจารณ์เป็นมงคล พร้อมรับฟัง-ไม่ดื้อ ขออย่าแบ่งแยกฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้าน เพราะเป็นตัวแทนที่ปชช.เลือกมา

    เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงเบื้องหลังการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีอนุทิน 2 ที่ 3 มืออาชีพ ประกอบด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้วรองนายกฯ รมว.การต่างประเทศ,นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ ไม่มีรัฐมนตรีช่วยและนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ได้ควบตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี เพราะเหตุใด นายอนุทิน ยิ้มก่อนจะตอบว่า ทำงานนี้ ก็มีประสิทธิภาพที่ดีที่สุด

    ‘หนู’ย้ำรมต.3แม่ครัวมีฝีมือทุกคน

    เมื่อถามว่า กรณีไม่ให้รัฐมนตรี3 แม่ครัว (มืออาชีพ) ทำงานอย่างเต็มที่และไม่ให้การเมืองมาแทรกแซงหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเมืองไม่เคยแทรกอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสามแม่ครัวหรือสามพ่อครัว ซึ่งคำดังกล่าวนี้เป็นสิ่งที่สื่อมวลชนบัญญัติขึ้น เราทำงานกันในนามคณะรัฐมนตรี และรัฐมนตรี แต่ละท่านมีอิสระสำหรับการทำงาน ตนได้คัดเลือกคณะรัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติ มีความรู้ความสามารถ มาทำหน้าที่ ในฐานะนายกรัฐมนตรีก็มอบนโยบายและให้การสนับสนุนภารกิจที่รัฐมนตรีต้องการทำ หากเป็นประโยชน์กับส่วนรวมบ้านเมืองกับประชาชน ตนก็พร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ ซึ่งตนทำมาโดยตลอด เป็นเพราะต้องการให้เจ้ากระทรวงทำงานอย่างมีวันสต๊อป

    ถ้าทำงานไม่เข้าเป้ามีสิทธิ์ถูกเปลี่ยน

    เมื่อถามว่า เดิมนั้นพรรคภูมิใจไทยไม่เคยปรับเปลี่ยนคนในคณะรัฐมนตรี แต่รัฐบาลครั้งนี้จะมีการวัดเคพีไอรัฐมนตรีรายบุคคลหรือไม่ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้เข้ามาทำหน้าที่ด้วยหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เมื่อพรรคใหญ่ขึ้นทุกคนก็ต้องแข่งกัน และต้องประเมินการทำงาน เพราะบ้านเมืองไม่ใช่ที่ทดลองงาน คณะรัฐมนตรีไม่ใช่ที่ตอบแทนของใคร เราตอบแทนบุญคุณของพี่น้องประชาชนเท่านั้น การตัดสินใจวางคนในตำแหน่งต่างๆ ทุกคนต้องพิสูจน์การทำงานของตนเอง หากทำงานไม่เข้าเป้า ทำไม่ได้ ทำไม่สำเร็จ ตนก็จะทรงสิทธิ์ไว้พิจารณาปรับปรุง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

    เผยตั้งรมต.แค่ 35 คนเพราะถือเคล็ด

    เมื่อถามว่า มีเงื่อนไขเวลาในการปรับคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ต้องถามคนที่รู้จักผมดี

    เมื่อถามว่า เหตุใดนายกรัฐมนตรีจึงตั้งคณะรัฐมนตรีเพียง 35 คนเท่านั้น นายอนุทินกล่าวว่า ถือเคล็ด เมื่อถามย้ำว่า ถือเคล็ดหมายความว่าอย่างไรนายอนุทินบอก ก็อย่าให้ล้น เมื่อถามว่ามีนัยทางการเมืองหรือไม่ เช่น รอใครมานั่ง หรือดึงฝ่ายค้านมาร่วมรัฐบาลนายอนุทินกล่าวว่า ของบางอย่าง ขอให้เก็บไว้ที่ตัวเอง

    เมื่อถามว่า รอใครเกษียณเพื่อมารับตำแหน่งหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไม่มีอะไรที่จะกระทบกับการทำงานของรัฐบาลหนู 2 เมื่อถามถึงการทานอาหารอีสานร่วมกันกับนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เมื่อวันที่ 31 มี.ค.ว่า มีการมอบคำแนะนำอะไรหรือไม่ นายอนุทินระบุว่า เมื่อวานไปกินลาบ ไม่ได้มีคำแนะนำอะไร

    นัดกินข้าวกับ‘เพื่อไทย’2 เมษายน

    เมื่อถามว่า การร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย (พท.) มีข้อตกลงหรือทำเอ็มโอยูในการล็อกเก้าอี้รัฐมนตรีไว้หรือไม่นายอนุทินกล่าวว่า ไม่มี เราเชื่อใจเชื่อถือกัน โดยวันที่ 2 เมษายน นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย จะมาร่วมรับประทานอาหารกลางวันที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยสาเหตุที่จะร่วมรับประทานอาหารครั้งนี้เพื่อพูดคุยหารือถึงการทำงานที่นายยศชนัน ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีจะต้องมากำกับดูแลกระทรวงในโควตาของพรรคเพื่อไทย เมื่อถามว่า นายยศชนันจะได้กำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วยใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “รวมด้วยสิครับ”

    นายอนุทินยังให้สัมภาษณ์ถึงการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา จะมุ่งแก้เรื่องใดให้กับประชาชนเป็นอันดับแรก ว่า การเตรียมร่างแถลงของรัฐบาลในขณะนี้ เหลืออีกเพียงนิดหน่อย โดยคาดว่าจะส่งให้สมาชิกรัฐสภาพิจารณาได้ในต้นสัปดาห์ ส่วนระยะเวลาในการประชุมขึ้นอยู่กับวิปที่จะต้องไปตกลงกัน

    ยกเลิกMOU44มีอยู่ในนโยบายรบ.

    ผู้สื่อข่าวถามว่า การยกเลิกMOU 44 จะอยู่ในคำแถลงนโยบายหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า อยู่ในคำแถลงของนโยบายต่อรัฐสภา ส่วน MOU43 ยังต้องพิจารณาอยู่ และตนก็พูดว่ายกเลิกแค่ MOU 44 เท่านั้น ส่วนจะกังวลหรือไม่ว่าฝ่ายค้านจะใช้เวทีแถลงนโยบายเป็นการซ้อมซักฟอก นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนผ่านตรงนี้มาหลายครั้งแล้ว และถือว่าไม่ว่าจะเป็นการซักฟอกหรือการวิพากษ์วิจารณ์ การเสนอความเห็นการแนะแนวทาง เป็นมงคลกับตนทั้งนั้น เพราะในคำวิพากษ์วิจารณ์ก็จะมีคำแนะนำที่ดีๆ ซึ่งก็ไม่ได้มีใครสงวนสิทธิ์ที่จะให้ตนนำไปใช้ พร้อมย้ำว่า ตนรับฟังและไม่ดื้อ

    อย่ามองฝ่ายค้านเตะตัดขาวันแถลง

    ผู้สื่อข่าวถามว่า จำเป็นต้องมีทีมองครักษ์ในการป้องกันฝ่ายค้านมุ่งเน้นโจมตีรัฐบาล เพื่อหวังผลทางการเมืองหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ต้องตรงไป ตรงมา เป็นสิทธิ์ของแต่ละบุคคลอยู่แล้วที่จะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ และมองว่า พวกเขาทำเพื่อประชาชน อย่าไปมองว่าเขาเป็นใคร เป็นนาย ก. หรือนาย ข. แต่พวกเขาคือผู้แทนของประชาชน เขาจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ก็เป็นคนที่ประชาชนเลือกเขามา ต้องมองประชาชนทั้ง75 ล้านคน เป็นที่ตั้ง ไม่ใช่เฉพาะคนที่เลือกพรรคภูมิใจไทยมา ที่จะดูแลเท่านั้น แบบนี้ก็ไม่ใช่

    เมื่อถามย้ำว่า ไม่กังวลว่าจะมีเกมตัดขาในสภาใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า สิ่งที่ตนกังวลอยู่ คือ ปัญหาต่างๆ ที่มีอยู่จะให้มันจบหมดสิ้นไปโดยเร็ว

    ขอให้ขรก.ทำงานเพื่อประชาชน

    วันเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวสารเนื่องในวันข้าราชการพลเรือน ประจำปีพุทธศักราช 2569 ว่า ในนามของรัฐบาล ในโอกาสวันข้าราชการพลเรือน วันที่ 1 เมษายน ขอส่งความระลึกถึงและความปรารถนาดี ตลอดจนกำลังใจมายังข้าราชการพลเรือน พร้อมทั้งขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัลข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปีพุทธศักราช 2568

    “การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีและความอยู่ดีมีสุขของพี่น้องประชาชน ตลอดจนการสร้างความเจริญก้าวหน้าของชาติบ้านเมือง เป็นหน้าที่อันสำคัญยิ่งของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น “ข้าราชการ” เพราะข้าราชการ คือผู้เป็นที่พึ่งของประชาชน ข้าราชการทุกคนจึงต้องตระหนักถึงคุณค่าและเกียรติภูมิของคำว่าข้าราชการ โดยดำรงตนให้เป็นผู้ที่ได้รับความน่าเชื่อถือ ศรัทธา และไว้วางใจจากพี่น้องประชาชน” ข้าราชการทุกคนล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศและขับเคลื่อนนโยบายของรัฐไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน ข้าราชการจึงต้องพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เพื่อให้มีความพร้อม ทั้งความรู้ ความสามารถ ควบคู่กับการมีคุณธรรม จริยธรรม และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ยึดหลักธรรมาภิบาล โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นสำคัญ

    รางวัลข้าราชการพลเรือนดีเด่น เป็นรางวัลที่ยกย่องเชิดชูเกียรติข้าราชการผู้มีความประพฤติดี และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ซึ่งเป็นการสร้างขวัญและเพิ่มพูนกำลังใจแก่ข้าราชการผู้มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ อุตสาหะ เสียสละ และอุทิศตนในการปฏิบัติราชการให้เกิดความเรียบร้อยและบรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพ ขอให้ข้าราชการพลเรือนทุกท่าน ธำรงรักษาคุณงามความดีที่ได้กระทำไว้ ให้ปรากฏเป็นเกียรติยศอันสง่างามแก่ตนเอง ครอบครัว และองค์กรสืบไป

    กินข้าวกับ‘เนวิน’หลังโปรดเกล้าฯ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงค่ำวันที่ 31 มี.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางไปรับประทานอาหารอีสานที่ร้านมลอีสาน ย่านดุสิต ซึ่งเป็นร้านประจำ แต่ครั้งนี้มีแขกพิเศษร่วมโต๊ะด้วยคือ นายเนวิน ชิดชอบ
    ประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นกันเอง ซึ่งเป็นที่สังเกตว่า นายอนุทินมีสีหน้ายิ้มแย้ม ทักทายกับคนในร้าน

    ‘ประเสริฐ’เข้าศธ.โอกาศครบ 134 ปี

    เวลา 07.40 น. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เดินทางมาเป็นประธานวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 134 ปี ที่กระทรวงศึกษาธิการ โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดศธ.พร้อมด้วยผู้บริหารองค์กรหลัก ข้าราชการ และบุคลากรทางศึกษา เข้าร่วมงาน

    จากนั้น เวลา 07.09 น. ประธานพิธีและคณะไปสักการะพระพุทธรูปประจำกระทรวงศึกษาธิการ สักการะพระภูมิเจ้าที่ สักการะพระพุทธรูปหน้าสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สักการะศาลปู่เจียม บวงสรวงพระบรมราชานุสาวรีย์
    พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว(ร.6) จากนั้น ประธานพิธีร่วมในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และพิธีบังสุกุลอุทิศส่วนกุศล แก่ผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่กระทรวงศึกษาธิการที่ล่วงลับไปแล้ว โดยมีพระสงฆ์ 10 รูป เจริญพระพุทธมนต์ ภายในพิพิธภัณฑ์การศึกษาไทย ต่อจากนั้นประธานพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และบุคลากร ร่วมตักบาตรพระสงฆ์และสามเณร จำนวน 135 รูป บริเวณหน้าอาคารราชวัลลภ เป็นอันเสร็จพิธี

    รอรบ.แถลงนโยบายก่อนมอบงาน

    นายประเสริฐกล่าวว่า วันนี้ไม่ถือว่าเป็นการเข้าศธ.อย่างเป็นทางการ แต่มาร่วมแสดงความยินดีในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา ครบรอบ 134 ปี กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งบรรยากาศก็เป็นไปด้วยความอบอุ่น โดยมีปลัด ศธ.และเลขาธิการฯ ผู้บริหาร ศธ.มาต้อนรับอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาอบอุ่นมาก วันนี้ยังไม่ได้มอบนโยบายอย่างเป็นทางการ รอให้รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อน หลังจากนั้นก็จะมาปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มตัว ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ เป็นกระทรวงสำคัญเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศเลย เพราะเป็นการสร้างบุคคลที่มีคุณภาพให้กับประเทศ พรรคเพื่อไทยเองก็ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ และนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา ก็ให้ความสำคัญต่อกระทรวงศึกษาธิการ

    ‘ศุภจี’ชี้ไร้สาระจบมหา’ลัยห้องแถว

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงกรณีเพจ CSI LA ออกมาเปิดข้อมูลว่า มหาวิทยาลัยที่ นางศุภจี เรียนจบเป็นมหาวิทยาลัยห้องแถวใน LA ที่ปิดตัวไปตั้งแต่ปี 1991 ว่า ไม่ใช่หรอก คนที่จบจากมหาวิทยาลัยแบบนี้มีมากมายในประเทศไทยก็มีและผลิตบุคลากรจำนวนมาก ยืนยันว่าเรียนจริงๆ จบจริงๆ ส่วนเรียนจบมาแล้วมหาวิทยาลัยเขาปิดหรือไม่ปิด ไม่ใช่เรื่องของเรา แต่ช่วงที่เรียนก็มีอยู่จริง เราก็ทำงานมาขนาดนี้ในบริษัทต่างๆ และมีผลงานมากมาย ไม่ได้คิดว่า เป็นประเด็นอะไร ก่อนยกมือปัด พร้อมส่ายหน้าและกล่าวว่า ไร้สาระมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/956287&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jlTaD6pbSI2zynUuvsQte

  • ศาลยกฟ้อง อดีตพระพรหมเมธี คดีเงินอุดหนุนการศึกษา แต่ต้องคืน 5 ล.

    ศาลยกฟ้อง อดีตพระพรหมเมธี คดีเงินอุดหนุนการศึกษา แต่ต้องคืน 5 ล.

    อดีตพระพรหมเมธี

    โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พระภิกษุสามเณรในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาได้รับการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สำหรับค่าใช้จ่ายรายหัวในอัตราที่เสมอภาคและเท่าเทียมกับ นักเรียนในสังกัดอื่นๆ ของรัฐ งบประมาณดังกล่าวจัดอยู่ในงบเงินอุดหนุนทั่วไปอันเป็นการให้เงิน อุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จำเลยเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ อย่างไรก็ตามในปีงบประมาณ พ.ศ.2557 วัดสัมพันธวงศ์ไม่มีโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา แต่ได้รับเงินอุดหนุนจำนวน 5ล้านบาท

    มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรก ว่า จำเลยเป็นผู้สนับสนุนนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีตผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนา กับพวกเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์หรือไม่

    เปิดเหตุผลศาลยกฟ้อง อดีตพระพรหมเมธี

    จากการไต่สวนพยานหลักฐานไม่มีพยานโจทก์คนใดเบิกความยืนยันถึงพฤติการณ์ของจำเลยในการสนับสนุนให้มีการกระทำความผิด พยานหลักฐานมีเพียงการอนุมัติเงินจำนวน 5 ล้าน บาท ซึ่งเป็นกระบวนการที่ไม่ชอบตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ.2548 พฤติการณ์การถอนเงินจากบัญชีวัดเข้าบัญชีตนเองนั้นเกิดขึ้นภายหลังจากที่ นายนพรัตน์ กับพวก ได้กระทำความผิดสำเร็จแล้ว

    แต่กระบวนการเสนอเรื่องและอนุมัติงบประมาณเป็นเรื่องภายในของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่ต้องดำเนินการตามลำดับชั้น

    จำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการดังกล่าว เมื่อพยานโจทก์ไม่ยืนยันว่าจำเลยได้สมคบหรือสั่งการอย่างไร พยานหลักฐานจึงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้สั่งการหรือร่วมมือกับนายนพรัตน์ กับพวก ในการจัดทำบันทึกข้อความเสนออนุมัติเงินจำนวน 5 ล้านบาท การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์

    มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงานและกระทำความผิดฐานฟอกเงินหรือไม่

    เห็นว่าการฟอกเงินต้องมีเจตนาเพื่อปิดบังอำพรางที่มาของเงิน ผู้กระทำความผิดจะต้องรู้ว่าเงินนั้นได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐาน ในกรณีนี้กระบวนการจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนจำนวน 5 ล้านบาทเป็นเรื่องการดำเนินงานภายในของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งจำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบ จำเลยไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องได้

    นอกจากนี้ ข้อมูลจากสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลย มีการระบุชื่อบัญชีต่อท้ายชื่อของจำเลยว่า “สร้างศาลา” และ “(ทุนสร้างศาลา)” ข้อเท็จจริงดังกล่าวสนับสนุนว่าจำเลยเข้าใจว่าเงินที่ได้รับมาเป็นเงินสำหรับโครงการก่อสร้างศาลาของวัด พยานหลักฐานจึงยังมีข้อสงสัยว่าจำเลยทราบหรือไม่ว่าเงินในเช็คจำนวน 5 ล้าน บาท เป็นเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ พยานหลักฐานโจทก์จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินอันเป็นความผิดฐานฟอกเงินตามฟ้อง

    ศาลสั่งคืนเงิน 5 ล้านบาท

    มีปัญหาประการสุดท้ายว่า จำเลยต้องคืนเงินจำนวน 5 ล้านบาท ให้แก่ผู้เสียหายหรือไม่ แม้การกระทำของจำเลยจะไม่เป็นความผิดทางอาญาตามฟ้อง

    แต่พยานหลักฐานยืนยันว่าเงินจำนวนดังกล่าวถูกโอนจากบัญชีของวัดเข้าบัญชีของจำเลย จำเลยอ้างว่าจะนำเงินไปใช้ก่อสร้างอาคารของวัดเนื่องจากเจ้าอาวาสอาพาธ และจำเลยเข้าใจว่าสามารถกระทำได้โดยชอบ

    แต่ตามข้อเท็จจริงเงินจำนวนดังกล่าวเป็นงบประมาณอุดหนุนการศึกษา ซึ่งวัดสัมพันธวงศ์ไม่มีสิทธิได้รับ และจำเลยไม่มีสิทธิที่จะนำไปใช้เพื่อการก่อสร้างอาคาร

    คดีในส่วนแพ่งจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยความรับผิดทางแพ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 6 จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องคืนเงินจำนวน 5 ล้านบาท ให้แก่ผู้เสียหาย

    พิพากษา ยกฟ้องในคดีส่วนอาญา แต่ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 5 ล้านบาท แก่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติผู้เสียหาย

    โดยก่อนหน้านี้ อดีตพระพรหมเมธี ได้หลบหนีคดีออกจากประเทศจากไทย ข้ามไปยังแขวงคำม่วน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวหรือ สปป.ลาว ด้านตรงข้าม จ.นครพนม ก่อนจะเดินทางข้ามไปยังกัมพูชา จากนั้นขึ้นเครื่องบินเดินทางไปยังเมืองโดฮา ประเทศกาตาร์ เพื่อต่อเที่ยวบินไปยังนครแฟรงก์เฟิร์ต สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี กระทั่งถูกทางการเยอรมนีควบคุมตัวไว้ได้เมื่อคืนวันที่ 2 มิ.ย. 2561 เเละมีรายงานว่าได้สถานะลี้ภัย จนกลับมามอบตัวเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2569 เเละได้รับการประกันตัวระหว่างสู้คดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/current-issue/378975645&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bNpmdcrEkgu11rcoqZAOt

  • ศาลพิพากษา ยกฟ้อง ‘อดีตพระพรหมเมธี’ คดีทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาปริยัติธรรม | เดลินิวส์

    ศาลพิพากษา ยกฟ้อง ‘อดีตพระพรหมเมธี’ คดีทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาปริยัติธรรม | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 2 เม.ย. มีรายงานว่า ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้มีคำพิพากษาคดี อดีตพระพรหมเมธี หรือ พระจำนงค์ ธมฺมจารี อายุ 85 ปี อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม และอดีตกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีทุจริตเงินทอนวัด ในข้อหาที่โจทก์ฟ้องฐานความผิดเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กระทำความผิดต่องบประมาณโครงการพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาและฟอกเงิน โดยศาลมีคำวินิจฉัย 2 ประเด็น

    ประเด็นที่ 1.ข้อหาผู้สนับสนุน ศาลมีคำวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานในทางไต่สวนไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นว่า อดีตพระพรหมเมธี เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง รับรู้ หรือเห็นในการพิจารณาอนุมัติจัดสรรงบประมาณของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ประกอบกับการเป็นผู้สนับสนุน ต้องเป็นการช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด แต่งบประมาณดังกล่าว อดีตพระพรหมเมธี ได้รับมาจากสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ และนำไปใช้ เป็นการใช้เงินภายหลังจากที่เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกระทำความผิดไปแล้ว จึงมีคำพิพากษายกฟ้องข้อหาฐานความผิดเป็นผู้สนับสนุน

    ประเด็นที่ 2 ข้อหาฟอกเงิน ศาลวินิจฉัยว่าการกระทำความผิดฐานโอนหรือรับโอน หรือซุกซ่อน ปกปิด อำพรางแหล่งที่มาของเงิน จะต้องได้ความว่า ผู้รับโอนรู้ว่าเงินที่รับมานั้นเป็นเงินที่ได้จากการกระทำความผิด แต่เมื่อปรากฏว่า อดีตพระพรหมเมธี ไม่รู้ว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินงบประมาณโครงการพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา สอดคล้องกับข้อต่อสู้ของจำเลย ที่เปิดบัญชีเงินฝากที่ใช้ในการรับโอนเงินงบประมาณต่อท้ายวงเล็บว่า “ทุนสร้างศาลา” และสร้างศาลา แสดงให้เห็นว่า อดีตพระพรหมเมธี เข้าใจว่าเงินจำนวนดังกล่าวที่ให้มา 5 ล้านบาท เป็นเงินที่จะนำมาใช้สร้างศาลาอเนกประสงค์ตามวัตถุประสงค์ของวัด

    ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนเงินจำนวน 5 ล้านบาท ให้แก่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ศาลได้วินิจฉัยว่า เงินที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติอนุมัติมาให้ เป็นเงินโครงการปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา แต่ได้ถูกนำไปใช้ในการก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์ของวัดสัมพันธวงศ์ จึงเป็นการใช้ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของโครงการที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกำหนดไว้ จึงเห็นควรให้คืนเงินจำนวน 5 ล้านบาท แก่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

    ทั้งนี้ อดีตพระพรหมเมธี ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีเงินทอนวัด ทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เมื่อปี 2561 และได้ลี้ภัยไปอยู่ที่ประเทศเยอรมนี นานถึง 7 ปี ก่อนเดินทางกลับประเทศไทย เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2568 เพื่อเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย และต่อสู้คดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5744334/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19lwaN2bvIcyGHUOy_-VEs

  • รัสเซียทุ่มงบไม่อั้น อัดเงินหลักล้านจูงใจนักศึกษาเข้ากองทัพโดรน สู้ศึกยูเครน

    รัสเซียทุ่มงบไม่อั้น อัดเงินหลักล้านจูงใจนักศึกษาเข้ากองทัพโดรน สู้ศึกยูเครน

    ทางการรัสเซียเร่งปรับกลยุทธ์ ด้วยการทุ่มเงินมหาศาลเพื่อจูงใจนักศึกษาทั่วประเทศให้ดรอปเรียนมาร่วมทำงานในกองทัพโดรน แลกกับรายได้หลักล้านและสิทธิเรียนฟรีตลอดหลักสูตร หลังสงครามยูเครนยืดเยื้อและเทคโนโลยีโดรนกลายเป็นตัวแปรสำคัญบนสมรภูมิรบ

    รัฐบาลรัสเซียเดินหน้าขยายฐานการรับสมัครทหารเข้าสู่กองทัพโดรน โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนรุ่นใหม่และนักศึกษาที่มีทักษะทางเทคนิค ท่ามกลางสถานการณ์การสู้รบในยูเครนที่เข้าสู่ปีที่ 5 และการเจรจาสันติภาพที่ยังคงถูกระงับเนื่องจากผลกระทบของสงครามในอิหร่าน

    จากเอกสารการรับสมัครของมหาวิทยาลัยหลายแห่งในรัสเซีย พบว่ามีการเสนอข้อตกลงที่ยากจะปฏิเสธ เพื่อดึงดูดให้นักศึกษาเข้าสู่หน่วยโดรน ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยสหพันธ์ตะวันออกไกล (FEFU) ในเมืองวลาดิวอสต็อก ได้ประกาศมาตรการสนับสนุนเมื่อวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา โดยเสนอเงินรายได้ปีแรก เริ่มต้นที่ 5.5 ล้านรูเบิล (ประมาณ 2.23 ล้านบาท) และรับเงินกว่า 2.5 ล้านรูเบิล (ประมาณ 1 ล้าน บาท) หลังผ่านการฝึกอบรม

    นอกจากนั้นยังเสนอเงินเดือนประจำ 240,000 รูเบิลต่อเดือน (ประมาณ 97,570 บาท) และสิทธิพิเศษทางการศึกษา โดยการันตีการยกเว้นค่าเล่าเรียนทั้งหมดเมื่อกลับมาเรียนต่อ, สิทธิในการลาพักการศึกษาได้นานกว่าปกติ, ที่พักฟรี และทุนการศึกษาเพิ่มเติม

    นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยชื่อดังในกรุงมอสโกและเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เช่น มหาวิทยาลัยวิศวกรรมโยธาแห่งรัฐมอสโก ยังเสนอตำแหน่งวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค โดยบางแห่งระบุรายได้รวมต่อปีอาจสูงถึง 7 ล้านรูเบิล (ประมาณ 2.84 ล้านบาท)

    ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การที่รัสเซียพุ่งเป้าไปที่นักศึกษาแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลต้องการ “ทรัพยากรมนุษย์ที่มีทักษะสูง” เข้าสู่กองทัพโดรน ซึ่งปัจจุบันมีบทบาทชี้ขาดในการสู้รบ แม้ผู้บังคับโดรนจะปฏิบัติหน้าที่ห่างจากแนวหน้า แต่ถือเป็น “เป้าหมายมูลค่าสูง” ที่ฝ่ายตรงข้ามพยายามไล่ล่าและกำจัดหากตรวจพบตำแหน่ง

    ด้านนายดมิทรี เมดเวเดฟ รองประธานสภาความมั่นคงรัสเซีย ระบุว่าระบบการรับสมัครอาสาสมัครแบบต่อเนื่องของรัสเซียยังคงประสบความสำเร็จ โดยปีที่ผ่านมามีผู้สมัครใจเข้าร่วมกองทัพกว่า 400,000 คน และในปีนี้เพียงไม่กี่เดือนมียอดทะลุ 80,000 คนแล้ว

    แม้จะมีการรุกหนักด้านการรับสมัคร แต่นายเมดเวเดฟและทำเนียบรัสเซียยืนยันว่า นี่ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของการประกาศระดมพลทั่วไป และย้ำว่ารัสเซียไม่ได้ขาดแคลนกำลังพลตามที่ทางยูเครนกล่าวอ้าง

    ขณะเดียวกันมีรายงานว่าบริษัทหลายแห่งในภูมิภาคเรียซัน เริ่มได้รับ “โควตา” จากรัฐบาลในการส่งพนักงานเข้าร่วมกองทัพ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของรัสเซียในการสรรหากำลังพลด้วยวิธีที่หลากหลายและแยบยลมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการประกาศเกณฑ์ทหารวงกว้างที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพภายในประเทศ.

    ที่มา Reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2924262&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wMo9sKJScT_Qha8qZKYqa

  • กรมการพัฒนาชุมชน จัดพิธีทอดผ้าป่าสมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 2569

    กรมการพัฒนาชุมชน จัดพิธีทอดผ้าป่าสมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 2569

    กรมการพัฒนาชุมชน จัดพิธีทอดผ้าป่าสมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 2569


    1/04/2569 | 54 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน จัดพิธีทอดผ้าป่าสมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 2569

    วันที่ 1 เมษายน 2569 เวลา 08.00 น. ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพฯ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีทอดผ้าป่าสมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบท ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 2569 โดยมี นางศลิษา ภิรมย์รัตน์ ที่ปรึกษานายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ พัฒนาการจังหวัด ผู้แทนบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) คณะกรรมการดำเนินงานทอดผ้าป่าฯ ข้าราชการกรมการพัฒนาชุมชน และประชาชน ร่วมพิธี

    ในการนี้ เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กล่าวสัมโมทนียกถา ความโดยสังเขปว่า ขออนุโมทนากระทรวงมหาดไทย ในการน้อมนำพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในการขับเคลื่อนโครงการทอดผ้าป่าสมทบกองทุนพัฒนาเด็กในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี อันเป็นการช่วยกันพัฒนาเด็ก ช่วยครอบครัวของเด็กให้เขาสามารถพัฒนาบุตรหลานให้มีความรู้ มีการศึกษา และพัฒนาด้านคุณธรรมจริยธรรม “เราพูดกันว่าไม้แก่ดัดยาก ตอนนี้เรากำลังพัฒนาคนรุ่นใหม่เป็นไม้อ่อนที่ต้องดัดง่าย ทั้งด้านทุนทรัพย์ บุคลากรต่าง ๆ ให้เขาได้รับการศึกษา ได้รับการพัฒนา ช่วยส่งเสริมทั้งด้านวิชาการ ด้านที่เขาประกอบอาชีพให้เป็นอยู่ได้ แต่ต้องอย่าลืมพัฒนาเขาให้เป็นคนที่รักชาติ มีวัฒนธรรม มีศาสนา และมีหลักธรรมประจำใจเพื่อมีแนวทางในการดำรงชีวิตด้วย อย่าปล่อยให้มีความรู้อย่างเดียวแต่ใช้ความรู้ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นไปตามหลักศาสนา หลักคุณธรรมจริยธรรมที่ดี จะเป็นการสร้างความรู้ไปประพฤติสิ่งไม่ดีได้ ต้องมีคุณธรรมเป็นเครื่องกำกับ ต้องมีความรู้คู่กับจริยา ความประพฤติ” เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กล่าวเพิ่มเติม

    ด้านนายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า กองทุนพัฒนาเด็กชนบท ได้จัดตั้งขึ้นโดยกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนการพัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนที่ครอบครัวยากจนและด้อยโอกาส ต่อมาในปี พ.ศ. 2536 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระมหากรุณารับกองทุนพัฒนาเด็กชนบทไว้ในพระราชูปถัมภ์ โดยพระราชทานพระราชานุญาตให้ใช้ชื่อว่า “กองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน ได้จัดกิจกรรมทอดผ้าป่าสมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบท พร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อจัดหารายได้สมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบท และนำไปช่วยเหลือเด็กก่อนวัยเรียนที่ครอบครัวยากจนและด้อยโอกาสในชนบท ซึ่งการทอดผ้าป่าครั้งนี้มีผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคเงินสมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทฯ จำนวนทั้งสิ้น 3,245,245.74 บาท เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาเด็กชนบทให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี อันเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาชุมชน และพัฒนาประเทศชาติ ต่อไปอย่างยั่งยืน เป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป

    #กระทรวงมหาดไทย

    #กรมการพัฒนาชุมชน


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/346158&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wPOaXUBkqJ0y44nEWvVON

  • เชียงใหม่-ผนึกกำลังจัดเวที เปิดโลกทักษะชีวิตเด็กปฐมวัย “โชว์ แชร์ เชื่อม และเชิดชูเกียรติ” | TOPNEWS

    เชียงใหม่-ผนึกกำลังจัดเวที เปิดโลกทักษะชีวิตเด็กปฐมวัย “โชว์ แชร์ เชื่อม และเชิดชูเกียรติ” | TOPNEWS

    เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 ภาคีเครือข่ายด้านการศึกษาและสุขภาวะ ผนึกกำลังจัดเวที “เปิดโลกทักษะชีวิตเด็กปฐมวัย” ภายใต้โครงการปลูกพลังบวกเพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันลดปัจจัยเสี่ยง (เหล้า บุหรี่) สู่สุขภาวะที่ดีของเด็กปฐมวัย ระดับภาคเหนือ ภายใต้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดกิจกรรม “โชว์ แชร์ เชื่อม และเชิดชูเกียรติ” ระหว่างวันที่ 1-2 เมษายน 2569 เพื่อยกระดับสถานศึกษาต้นแบบและแหล่งเรียนรู้ในการพัฒนาเด็กอย่างรอบด้าน โดยมีนายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นำถวายพระพร “สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” และกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน ดร.วีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวเปิดงาน ณ โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ จังหวัดเชียงใหม่

    ดร.วีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า กระทรวงฯเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายสร้างภูมิคุ้มกันเด็กและเยาวชนจากปัจจัยเสี่ยง ทั้งเหล้า บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และยาเสพติด ผ่านมาตรการ “3 ส.” ได้แก่ สร้างความรู้ สร้างสิ่งแวดล้อมปลอดภัย และสอดแทรกในหลักสูตร ควบคู่กับการยกระดับสถานศึกษาเป็นเขตปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า 100% และการดำเนินโครงการโรงเรียนสีขาว เพื่อวางระบบป้องกันเชิงรุกในสถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม

    พร้อมกันนี้ กระทรวงฯ มุ่งพัฒนาทักษะชีวิตและภูมิคุ้มกันทางสังคมตั้งแต่ระดับปฐมวัย ผ่านการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ เช่น นิทาน เกม และกิจกรรมพัฒนาทักษะการปฏิเสธ (Say No) ควบคู่กับการจัดระบบเฝ้าระวัง และบูรณาการความร่วมมือกับครอบครัว ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนอย่างต่อเนื่อง

    ด้าน รศ.ภก.ดร.วิทยา กุลสมบูรณ์ กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สสส. มุ่งขับเคลื่อนการสร้างสุขภาวะเด็กแบบองค์รวม โดยลดปัจจัยเสี่ยงควบคู่กับการสร้าง “สภาพแวดล้อมปลอดภัย (Safe Space)” และพัฒนาเครือข่ายทุกระดับ เพื่อให้เด็กเติบโตอย่างสมวัยใน 4 มิติ ได้แก่ ร่างกาย จิตใจ ปัญญา และสังคม

    ทั้งนี้ สสส. ทำงานเชื่อมโยงเชิงนโยบายกับกระทรวงศึกษาธิการ และภาคีในพื้นที่ โดยยึด “ครอบครัว–ชุมชน–สถานศึกษา” เป็นฐานสำคัญ พร้อมพัฒนานวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาวะ เช่น การปลูกพลังบวก การสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างครูกับเด็ก และการเสริมทักษะสมอง (EF) เพื่อยกระดับภูมิคุ้มกันเด็กไทยตั้งแต่ปฐมวัยสู่ช่วงวัยเรียนอย่างต่อเนื่อง

    ในระดับพื้นที่ นายอุดมพร กันทะใจ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 ระบุว่า ได้ยกระดับโครงการปลูกพลังบวกเป็นนโยบายหลัก ครอบคลุมโรงเรียน 131 แห่ง ใน 5 อำเภอ ผ่านระบบบริหารจัดการที่ชัดเจน และการบูรณาการความร่วมมือของเครือข่ายครูปฐมวัยในการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ เช่น นิทาน เพลง และแบบฝึก เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตและปลูกจิตสำนึกเชิงบวกให้เด็ก

    ขณะที่ นายเทิดบุญ ศิรารมณ์ นายอำเภอสันติสุข จังหวัดน่าน กล่าวว่า การดูแลเด็กและเยาวชนในระดับพื้นที่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดย “สันติสุขโมเดล 6 ส. 1 K” เป็นแนวทางสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันเด็กจากปัจจัยเสี่ยง ผ่านการพัฒนาครู นวัตกรรมการเรียนรู้ และการสร้างพื้นที่ปลอดภัย ควบคู่กับการส่งเสริมสุขภาวะ 4 มิติ เพื่อพัฒนาเด็กสู่การเป็น “คนดี” อย่างรอบด้าน

    นายธีระ วัชรปราณี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.) เปิดเผยว่า การดำเนินงานในพื้นที่ภาคเหนือครอบคลุม 7 จังหวัด มีสถานศึกษาเข้าร่วมกว่า 997 แห่ง และพัฒนาสู่ต้นแบบได้อย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนความสำเร็จของการเชื่อมโยงนโยบายสู่การปฏิบัติจริง โดยเน้นการสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางสังคม” ตั้งแต่เด็กปฐมวัย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาคนไทยในระยะยาว

    การขับเคลื่อนโครงการครั้งนี้สะท้อนภาพการทำงานเชิงระบบที่เชื่อมโยงตั้งแต่นโยบายระดับชาติสู่ระดับพื้นที่ โดยมีสถานศึกษาเป็นฐาน ครอบครัวและชุมชนเป็นแรงหนุน และเครือข่ายภาคีเป็นกลไกสำคัญ จุดเด่นคือการผสานการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์เข้ากับการพัฒนาทักษะชีวิต ทำให้การลดปัจจัยเสี่ยงเป็นกระบวนการสร้างภูมิคุ้มกันจากภายในเด็ก

    ในระยะยาว แนวทางดังกล่าวถือเป็นต้นแบบสำคัญของการพัฒนา “ภูมิคุ้มกันทางสังคม” ตั้งแต่ปฐมวัย ซึ่งไม่เพียงลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ แต่ยังยกระดับคุณภาพคนไทยทั้งระบบ นำไปสู่สังคมที่ปลอดภัย มีคุณภาพ และยั่งยืนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1535149&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sQiBoEcgZ9PaKbB_Xh2uH

  • แบ่งเบาพระราชกรณียกิจ เพื่อประโยชน์สุขปวงประชา

    แบ่งเบาพระราชกรณียกิจ เพื่อประโยชน์สุขปวงประชา

    พระราชภารกิจการทรงงานใน “สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” มีมากมายอเนกอนันต์ จนกล่าวได้ว่าทั่วทั้งแผ่นดินที่ “พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” และ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” เสด็จฯไปถึง ณ ที่นั้น “เจ้าฟ้าหญิงนักพัฒนา” ก็ตามเสด็จฯไปแบ่งเบาพระราชกรณียกิจ เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ปวงประชา

    “…เหตุที่ชอบการพัฒนาช่วยเหลือประชาชนนั้น เห็นจะเป็นเพราะความเคยชิน ตั้งแต่เกิดมาจำความได้ ก็เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี ทรงคิดหาวิธีการต่างๆที่จะยกฐานะความเป็นอยู่ของคนไทยให้ดีขึ้น…ได้ตามเสด็จฯไปเห็นความทุกข์ยากลำบากของพี่น้องเพื่อนร่วมชาติ ก็คิดว่าช่วยอะไรได้ควรช่วย ไม่ควรนิ่งดูดาย เมื่อโตขึ้นพอมีแรงทำอะไรก็ทำไปอย่างอัตโนมัติ โดยทำตามพระราชกระแส หรือทำตามแนวพระราชดำริ ทั้งนี้ การช่วยเหลือประชาชนเป็นหน้าที่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องทำประจำอยู่แล้ว…การรู้หนังสือเป็นความจำเป็นสำหรับทุกชาติที่กำลังพัฒนา ตลอดจนเป็นกิจกรรมที่ต้องร่วมมือกันส่งเสริมให้บรรลุผลให้ได้ ถ้าปราศจากพื้นฐานการรู้หนังสือของประชาชนในประเทศแล้ว ความพยายามในการดำเนินการพัฒนาคงไร้ผล การรู้หนังสือเป็นส่วนหนึ่งของวิธีการที่จะนำไปสู่จุดมุ่งหมายอันสูงสุด…” พระราชดำรัสดังกล่าวของ “สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” สะท้อนได้ดีถึงพระราชปณิธานอันแน่วแน่ที่ทรงอุทิศพระองค์ เพื่อตามรอยเบื้องพระยุคลบาท “พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” และ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ในการพัฒนาประชาชนให้สามารถยืนหยัดได้ด้วยลำแข้งตัวเองตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีการศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญ

    “สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ทรงถือเป็นต้นแบบของนักพัฒนาที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน โดยทรงยึดหลักว่าการพัฒนาต้องเหมาะสมกับสภาพภูมิศาสตร์ เชื้อชาติ วัฒนธรรมท้องถิ่น คติความเชื่อทางศาสนา ตลอดจนภูมิหลังทางเศรษฐกิจและสังคม ที่สำคัญคือ นักพัฒนาที่ดีต้องมีความรัก ความห่วงใย ความรับผิดชอบ และความเคารพในเพื่อนมนุษย์ มีพระราชดำริว่าในการพัฒนาเรื่องใดๆก็ตามจำเป็นต้องใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เหมาะสม โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาของเด็กและเยาวชน ซึ่งทรงใส่พระราชหฤทัยยิ่ง

    โครงการแรกที่ทรงริเริ่มในปี 2523 หลังสำเร็จการศึกษาจากรั้วจุฬาฯ จึงเป็นโครงการที่ทรงทำในโรงเรียน ทรงเริ่มต้นด้วยโครงการอาหารกลางวัน ผักสวนครัว ที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน 3 แห่ง ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์, ราชบุรี และกาญจนบุรี โดยทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ โครงการดังกล่าวเป็นการสอนให้นักเรียนทำการเกษตรเพื่อนำมาประกอบเป็นอาหารกลางวัน ต่อมาได้ขยายเป็นโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ครอบคลุมกว่า 700 โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ และมีขอบข่ายการพัฒนาครบทุกด้าน ทั้งการศึกษา สุขภาพอนามัย สาธารณสุข วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น สิ่งแวดล้อม ตลอดจนการสร้างงานสร้างอาชีพ โดยโรงเรียนจะเป็นศูนย์กลางของชุมชนในการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยให้ดีขึ้น

    ทุกครั้งเมื่อเสด็จฯเยี่ยมโรงเรียนตามท้องถิ่นทุรกันดาร พระองค์ไม่ได้ทรงเยี่ยมราษฎรเท่านั้น แต่ทรงเป็นนักพัฒนาการศึกษาเต็มพระองค์ ทรงผสมผสานการศึกษากับการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างกลมกลืน โดยทรงตั้งข้อสังเกตว่า “เมื่อไปตามโรงเรียน ไม่ว่าประถมหรือมัธยม ก็ต้องพยายามไปดูว่านักเรียนได้รับอาหารที่พอสมควรถูกต้องหรือเปล่า ถ้าไม่ถูกต้อง ไม่มีอะไรบำรุงสมอง ก็ไม่มีแรง ทำให้ศึกษาได้ไม่ดี”

    ด้วยความที่ทรงให้ความสำคัญแก่เด็กและเยาวชนทุกกลุ่มทุกวัย จึงโปรดเกล้าฯให้จัดทำโครงการต่างๆเกื้อหนุนการศึกษาของเด็กและเยาวชนในทุกวัย นอกจากนี้ ยังใส่พระทัยเรื่องคุณภาพและปริมาณของครูในโรงเรียนขนาดเล็กในชนบท ดังจะเห็นได้จากโครงการระบบอี-เลิร์นนิ่งของการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมและการจัดอบรมครูให้ใช้ไอซีที ตลอดจนการทำโครงงานในการเรียนการสอน

    เป็นที่ทราบกันดีว่า ทรงพระปรีชายิ่งด้านการศึกษา ทรงริเริ่มการทรงงานในโครงการต่างๆอย่างเป็นรูปธรรม และทรงดูแลติดตามอย่างใกล้ชิด จนแนวพระราชดำริต่างๆเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ อีกทั้งยังทรงได้รับการยกย่องเฉลิมพระเกียรติคุณจากหลายองค์การในระดับนานาชาติว่า ทรงเป็นผู้นำและผู้รู้จริงจากการปฏิบัติในการพัฒนาการศึกษาให้ถ้วนทั่วแก่ทุกกลุ่มชนในถิ่นทุรกันดาร รวมถึงผู้ด้อยโอกาสทุกกลุ่ม สอดคล้องกับเป้าหมายของยูเนสโกเรื่อง “การศึกษาเพื่อทุกคน” หรือ “Education for All”

    ผลจากความสำเร็จในการพัฒนาการศึกษาของเด็กและเยาวชนไทยอย่างยั่งยืน ยังกลายเป็นต้นแบบให้ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ได้น้อมนำแนวพระราชดำริดังกล่าวของ “เจ้าฟ้าหญิงนักพัฒนา” ไปเป็นโรลโมเดลในการพัฒนาการศึกษาในประเทศด้วย

    พระราชกรณียกิจนานัปการในด้านการศึกษาของ “สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ถือเป็นแบบอย่างของการพัฒนาการศึกษาไทยแก่ผู้ด้อยโอกาส โดยไม่คำนึงถึงชนชั้นวรรณะ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร ผู้พิการ ผู้ลี้ภัย ผู้ต้องโทษคุมขัง หรือเด็กป่วยเรื้อรัง ก็ล้วนแต่ได้รับพระกรุณาธิคุณเสมอกัน

    “…แวดวงชีวิตของฉันแต่ไหนแต่ไรมา มีอยู่สองประการคือ วงการวิชาการ แวดวงของครูบาอาจารย์ผู้รู้ในสาขาวิชาต่างๆ ทั้งในสายศิลปวัฒนธรรมและเทคโนโลยี กับอีกวงการคือ เรื่องของการพัฒนาสังคมให้เจริญก้าวหน้า งานที่เห็นพ่อแม่ทำมาตลอด ตั้งแต่รู้ความคือ การทำให้ผืนแผ่นดินและทุกคนในแผ่นดินมีความเจริญรุ่งเรือง เน้นหนักในการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ผู้ที่มีความทุกข์ยาก เราคลุกคลีอยู่กับผู้ที่ลำบากยากแค้น หาทางบรรเทาความเดือดร้อนของคน…” เป็นที่ประจักษ์ชัดถึงความเป็น “เจ้าฟ้าหญิงนักพัฒนา” เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนอย่างแท้จริง

     เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ ในวันที่ 2 เมษายน ศกนี้ ขอน้อมเกล้าฯถวายพระพรให้ทรงพระเกษมสำราญ และทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน.

    ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
    ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

    อ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2923985&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OF-X5xPglX29vRLYRcfq8

  • “อนุทิน” ตั้ง “เอกนิติ” ประธาน คตร. ศึกษาต้นทุน-กำหนดราคาน้ำมัน

    “อนุทิน” ตั้ง “เอกนิติ” ประธาน คตร. ศึกษาต้นทุน-กำหนดราคาน้ำมัน

    “อนุทิน” ตั้ง “เอกนิติ” ประธาน คตร. ศึกษาต้นทุน-กำหนดราคาน้ำมัน

    “อนุทิน” แต่งตั้ง “เอกนิติ” เป็นประธาน คตร. ศึกษาต้นทุน-กำหนดราคาน้ำมัน โดยมี รมว.พาณิชย์-พลังงาน เป็นคณะกรรมการร่วม ให้รายงานผลการศึกษาต่อ ครม.ภายใน 15 วัน

    1 เมษายน 2569 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งนายกรัฐมนตรี แต่งตั้ง นายเอกนิติ นิตติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ ประธาน คตร. โดยมี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นกรรมการ คตร. รวมถึงยังให้ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นหนึ่งในคณะกรรมการชุดนี้ด้วย

    โดยทำหน้าที่ศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการกำหนดค่าการกลั่น ค่าการตลาด ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่าย ในการเก็บรักษาของน้ำมันเชื้อเพลิง และเสนอผลการศึกษา ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา รวมถึงศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม ในการคำนวณราคา และกำหนดราคา สำหรับราคาขายส่งหน้าโรงกลั่นและราคาน้ำมันที่ขายให้กับผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 มาตรา 10 และมาตรา 11 โดยเสนอให้คณะรัฐมนตรี ภายใน 15 วัน

    และในการปฏิบัติหน้าที่ของ คตร. มีอำนาจในการเข้าไปในสถานที่ใดๆ หรือสั่งให้บุคคลใด ให้ข้อเท็จจริง หรือส่งเอกสารใดๆ เพื่อประกอบการพิจารณาได้

    ทั้งนี้ ลงนาม วันที่ 31 มีนาคม 2569

    “อนุทิน” ตั้ง “เอกนิติ” ประธาน คตร. ศึกษาต้นทุน-กำหนดราคาน้ำมัน “อนุทิน” ตั้ง “เอกนิติ” ประธาน คตร. ศึกษาต้นทุน-กำหนดราคาน้ำมัน

    “อนุทิน“ แจ้งโซเชียลอัพเดตสถานการณ์น้ำมัน 5 ปั๊มใหญ่

    เวลา 15.55 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงสถานการณ์ปั๊มน้ำมันที่ปิดในวันเดียวกันนี้ 5 ปั๊มใหญ่  โดยระบุว่า

    “บางจาก -ล่าสุดของบางจากเหลือแค่ 2 แห่งครับ ที่นครปฐม กับ ศรีสะเกษ , PTT จำนวนสถานีที่มีปัญหาการขาดช่วงในการขนส่ง (Shortage) ระยะเวลาเกิน 12–24 ชั่วโมง ลดลงมาเหลือเพียง 2 สถานี ที่ภาคเหนือ ,

    SHELL ของไม่ขาด จัดให้รถขนส่งน้ำมันวิ่งส่งทั้งวันจากคลังต่างๆ ของมีพอทุกผลิตภัณฑ์ , PT จำนวนสถานีที่มีปัญหาการขาดช่วงในการขนส่ง (Shortage) ระยะเวลาเกิน 24 ชั่วโมง ที่ไม่มีการขายต่อเนื่อง และ ลำปาง ขาดมากที่สุด 62 สาขา ขอนแก่น 32 สาขา สุราษฎร์ 20 สาขา และอื่นๆ  , SUSCO วันนี้กลับมาปกติทุกปั๊มแล้ว

    รายงานเมื่อบ่ายวันนี้ครับ ได้สั่งการให้ผู้รับผิดชอบได้ประสานงานไปที่ PT เพื่อให้เร่งแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด”

    “อนุทิน” ตั้ง “เอกนิติ” ประธาน คตร. ศึกษาต้นทุน-กำหนดราคาน้ำมัน “อนุทิน” ตั้ง “เอกนิติ” ประธาน คตร. ศึกษาต้นทุน-กำหนดราคาน้ำมัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378975587&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30i5-2sn0v0qljMBafSV94