ศาลยกฟ้อง อดีตพระพรหมเมธี คดีเงินอุดหนุนการศึกษา แต่ต้องคืน 5 ล.

ศาลยกฟ้อง-อดีตพระพรหมเมธี-คดีเงินอุดหนุนการศึกษา-แต่ต้องคืน-5-ล.

อดีตพระพรหมเมธี

โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พระภิกษุสามเณรในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาได้รับการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สำหรับค่าใช้จ่ายรายหัวในอัตราที่เสมอภาคและเท่าเทียมกับ นักเรียนในสังกัดอื่นๆ ของรัฐ งบประมาณดังกล่าวจัดอยู่ในงบเงินอุดหนุนทั่วไปอันเป็นการให้เงิน อุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จำเลยเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ อย่างไรก็ตามในปีงบประมาณ พ.ศ.2557 วัดสัมพันธวงศ์ไม่มีโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา แต่ได้รับเงินอุดหนุนจำนวน 5ล้านบาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรก ว่า จำเลยเป็นผู้สนับสนุนนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีตผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนา กับพวกเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์หรือไม่

เปิดเหตุผลศาลยกฟ้อง อดีตพระพรหมเมธี

จากการไต่สวนพยานหลักฐานไม่มีพยานโจทก์คนใดเบิกความยืนยันถึงพฤติการณ์ของจำเลยในการสนับสนุนให้มีการกระทำความผิด พยานหลักฐานมีเพียงการอนุมัติเงินจำนวน 5 ล้าน บาท ซึ่งเป็นกระบวนการที่ไม่ชอบตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ.2548 พฤติการณ์การถอนเงินจากบัญชีวัดเข้าบัญชีตนเองนั้นเกิดขึ้นภายหลังจากที่ นายนพรัตน์ กับพวก ได้กระทำความผิดสำเร็จแล้ว

แต่กระบวนการเสนอเรื่องและอนุมัติงบประมาณเป็นเรื่องภายในของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่ต้องดำเนินการตามลำดับชั้น

จำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการดังกล่าว เมื่อพยานโจทก์ไม่ยืนยันว่าจำเลยได้สมคบหรือสั่งการอย่างไร พยานหลักฐานจึงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้สั่งการหรือร่วมมือกับนายนพรัตน์ กับพวก ในการจัดทำบันทึกข้อความเสนออนุมัติเงินจำนวน 5 ล้านบาท การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงานและกระทำความผิดฐานฟอกเงินหรือไม่

เห็นว่าการฟอกเงินต้องมีเจตนาเพื่อปิดบังอำพรางที่มาของเงิน ผู้กระทำความผิดจะต้องรู้ว่าเงินนั้นได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐาน ในกรณีนี้กระบวนการจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนจำนวน 5 ล้านบาทเป็นเรื่องการดำเนินงานภายในของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งจำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบ จำเลยไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องได้

นอกจากนี้ ข้อมูลจากสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลย มีการระบุชื่อบัญชีต่อท้ายชื่อของจำเลยว่า “สร้างศาลา” และ “(ทุนสร้างศาลา)” ข้อเท็จจริงดังกล่าวสนับสนุนว่าจำเลยเข้าใจว่าเงินที่ได้รับมาเป็นเงินสำหรับโครงการก่อสร้างศาลาของวัด พยานหลักฐานจึงยังมีข้อสงสัยว่าจำเลยทราบหรือไม่ว่าเงินในเช็คจำนวน 5 ล้าน บาท เป็นเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ พยานหลักฐานโจทก์จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินอันเป็นความผิดฐานฟอกเงินตามฟ้อง

ศาลสั่งคืนเงิน 5 ล้านบาท

มีปัญหาประการสุดท้ายว่า จำเลยต้องคืนเงินจำนวน 5 ล้านบาท ให้แก่ผู้เสียหายหรือไม่ แม้การกระทำของจำเลยจะไม่เป็นความผิดทางอาญาตามฟ้อง

แต่พยานหลักฐานยืนยันว่าเงินจำนวนดังกล่าวถูกโอนจากบัญชีของวัดเข้าบัญชีของจำเลย จำเลยอ้างว่าจะนำเงินไปใช้ก่อสร้างอาคารของวัดเนื่องจากเจ้าอาวาสอาพาธ และจำเลยเข้าใจว่าสามารถกระทำได้โดยชอบ

แต่ตามข้อเท็จจริงเงินจำนวนดังกล่าวเป็นงบประมาณอุดหนุนการศึกษา ซึ่งวัดสัมพันธวงศ์ไม่มีสิทธิได้รับ และจำเลยไม่มีสิทธิที่จะนำไปใช้เพื่อการก่อสร้างอาคาร

คดีในส่วนแพ่งจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยความรับผิดทางแพ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 6 จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องคืนเงินจำนวน 5 ล้านบาท ให้แก่ผู้เสียหาย

พิพากษา ยกฟ้องในคดีส่วนอาญา แต่ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 5 ล้านบาท แก่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติผู้เสียหาย

โดยก่อนหน้านี้ อดีตพระพรหมเมธี ได้หลบหนีคดีออกจากประเทศจากไทย ข้ามไปยังแขวงคำม่วน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวหรือ สปป.ลาว ด้านตรงข้าม จ.นครพนม ก่อนจะเดินทางข้ามไปยังกัมพูชา จากนั้นขึ้นเครื่องบินเดินทางไปยังเมืองโดฮา ประเทศกาตาร์ เพื่อต่อเที่ยวบินไปยังนครแฟรงก์เฟิร์ต สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี กระทั่งถูกทางการเยอรมนีควบคุมตัวไว้ได้เมื่อคืนวันที่ 2 มิ.ย. 2561 เเละมีรายงานว่าได้สถานะลี้ภัย จนกลับมามอบตัวเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2569 เเละได้รับการประกันตัวระหว่างสู้คดี

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/current-issue/378975645&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bNpmdcrEkgu11rcoqZAOt